สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

นาที รัชกิจประการ อภิปรายเรื่องงบประมาณประจำปี ๒๕๕๗ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการควบคุมการขาดดุลงบประมาณ และเรียกร้องการสนับสนุนให้จัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษาและความเท่าเทียมกันในสังคม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณปี 2557 โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาและความพร้อมของจังหวัดพัทลุงในการผลิตบัณฑิต และเรียกร้องให้จัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงที่โดนตัดไป เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงแรงงาน

นางนาที รัชกิจประการ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพค่ะ ดิฉัน ดอกเตอร์นาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จังหวัดพัทลุงค่ะ วันนี้สภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งดิฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่อยากจะ อภิปรายในประเด็นนี้ด้วยนะคะ ซึ่งถ้าเราดูจากการจัดทำโครงสร้างงบประมาณของปี ๒๕๕๗ ซึ่งมีงบประมาณทั้งสิ้น ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท บนพื้นฐานของทั้งยุทธศาสตร์ของประเทศ ๔ ยุทธศาสตร์ รวมถึงอีก ๙ ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการยกระดับมาตรฐาน ในทุกด้านของประเทศ รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแล้วตอบสนอง ความต้องการของพี่น้องประชาชนนะคะ แต่สิ่งที่ดิฉันสนใจมาก ๆ เลยนะคะ ในเรื่องของ การจัดทำงบประมาณครั้งนี้ อันดับแรกก็คืออยากจะชื่นชมว่ารัฐบาลจัดทำงบประมาณ ในลักษณะขาดดุล ถ้าดูจากปีที่แล้วปี ๒๕๕๕ ที่มีการขาดดุลถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลดลงมา พอปี ๒๕๕๖ เหลือ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ก็จะลดลงเหลือ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามถ้าเกิดเรามาดูลึก ๆ ศึกษาให้ลึกลงไปก็จะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ได้กู้เงินจำนวน มหาศาลเลยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๖ ซึ่งถ้ารวมตัวเลขแล้วก็ รวมถึง ๒,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็คงจะทราบไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมถึงการบริหารจัดการน้ำอีก ๓.๕ แสนล้านบาท ถ้าเกิดเรานำมารวมในงบประมาณปีนี้ก็จะเห็นว่าเป็นจำนวนเงินมหาศาล เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันอยากจะอภิปรายแล้วก็เป็นห่วงว่าจริง ๆ แล้วในเรื่องของแผน ของรัฐบาลนี้ค่ะ มีการควบคุมการขาดดุลงบประมาณอย่างไรถ้าเกิดว่าวันนี้เงินทุนที่อยู่ใน เม็ดเงินกู้ ๒.๓๕ ล้านบาทนี้ถ้าเกิดว่าโครงการสะดุด เพราะดิฉันคิดว่าในอนาคตต้องมีแน่ ๆ เลยนะคะ ท่านประธานในเรื่องของการร้องเรียน หรือแม้แต่หลาย ๆ ประเด็นที่ตอนนี้ก็มีปัญหากันอยู่ในเรื่องของการร้องเรียน แล้วบางโครงการ อาจจะต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมซึ่งดิฉันคิดว่าต้องใช้เวลาพอสมควร แล้วก็จะเป็นปัญหา กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งในเรื่องของงบประมาณนี้ก็เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลจะต้องใช้ ในการขับเคลื่อนการทำงานของการพัฒนาประเทศอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ดิฉัน อยากจะถามรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องผ่านท่านประธานว่าท่านมีแผนเตรียมการอย่างไรในเรื่อง ของการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ถ้าเกิดว่าในเรื่องของเงินกู้สะดุด

อีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันอยากจะอภิปรายในเรื่องยุทธศาสตร์ของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้างโอกาสให้ทุกคนได้เข้าถึงบริการ สังคมที่ทั่วถึงแล้วก็มีประสิทธิภาพ รวมถึงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในเรื่องของยุทธศาสตร์ที่ ๔ ยุทธศาสตร์การศึกษา คุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งจริง ๆ แล้วในความเป็นจริงค่ะท่านประธาน เราไม่เคยเห็นความเป็นธรรมหรือการลด ความเหลื่อมล้ำในความเป็นจริง เพราะจะเห็นได้ยกตัวอย่างในจังหวัดของดิฉันจังหวัดพัทลุง ซึ่งตอนที่ ครม. ได้ไปสัญจรที่ภาคใต้ เราเองจังหวัดพัทลุงมีความเดือดร้อนในเรื่องของ โรงพยาบาลมาก ๆ เพราะว่าในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณเราดูจากยูเอ็น (UN) เขาก็จะ เน้นใน ๓ ประเด็น ในเรื่องของการศึกษา โง่ จน เจ็บ ใน ๓ ประเด็นก็คือในเรื่องของการศึกษา การรักษาพยาบาล แล้วก็ในเรื่องของความจนหรือว่าการกระจายรายได้ จังหวัดดิฉันเองก็เป็น หนึ่งในยุทธศาสตร์นั้นด้วยนะคะ แล้วก็ได้ยื่นเรื่องถึงรัฐบาลตอนที่ ครม. ไปสัญจรในเรื่องของ ศูนย์การศึกษาและบริการทางแพทย์ของมหาวิทยาลัยทักษิณ ๖,๐๐๐ ล้านบาทในปีที่แล้ว ที่ได้เสนอไปซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยหรือประเทศไหน แล้วแต่ที่ดิฉันได้กล่าวถึงว่าอย่างไรในเรื่องของการเจ็บป่วย ในเรื่องของการเข้าถึงการบริการ ทางสังคมมีความจำเป็นมาก เพราะว่าวันนี้ถ้ามีโอกาสท่านประธานเองก็เคยไปแต่อาจจะไม่ได้ ไปเยี่ยมที่จังหวัดของดิฉันที่โรงพยาบาล ถ้าเดินเข้าไปน่าสงสารมาก ๆ เลย เตียงไม่พอ แล้วก็ นอนกันเรี่ยราดตามทางเท้า ซึ่งดิฉันคิดว่าตรงนี้มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีความเป็นธรรม หรือว่าในเรื่องของการรักษาพยาบาลที่ได้รับความเป็นธรรม แล้วก็มีโอกาสเข้าถึงในเรื่องของ การรักษาพยาบาล เพราะว่าสิ่งที่เราได้นำเสนอไปของภาคใต้ของจังหวัดพัทลุงวันนี้ไม่เฉพาะ จังหวัดพัทลุงอย่างเดียว จังหวัดพัทลุงมี ๑๔ จังหวัดเลย ถ้าเราดูโรงพยาบาลศูนย์เรามีแค่ ๕ แห่งเองใน ๑๔ จังหวัดภาคใต้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าอย่างน้อยจังหวัดพัทลุงก็เป็นอีก ๑ สถานที่ที่มีความจำเป็น มีความเหมาะสม แล้วก็มีความพร้อมที่จะสามารถเป็นศูนย์ การศึกษาและบริการทางแพทย์มหาวิทยาลัยทักษิณได้ด้วย ทำไมดิฉันถึงบอกว่ามีความจำเป็น มีความเหมาะสม แล้วก็มีความพร้อม วันนี้เหมือนที่ดิฉันได้กล่าวถึงก็คือ ๑๔ จังหวัดภาคใต้เรา มีความขาดแคลนในเรื่องของแพทย์มาก ๆ เลย ประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ในด้านของแพทย์ ส่วนบุคลากรด้านอื่นในเรื่องของสุขภาพเราก็มีความขาดแคลนเช่นกัน ส่วนในด้านของความ เหมาะสมที่ดิฉันคิดว่าทำไมถึงเหมาะสม เพราะว่าภาคใต้จังหวัดพัทลุงถ้าเกิดเราสามารถ ที่จะพับภาคใต้กางวงเวียนจังหวัดพัทลุงก็จะเป็นศูนย์กลางที่อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง แล้วพื้นที่ตรงนั้นเรามีเป็น ๑,๐๐๐ ไร่ซึ่งติดถนนเอเชีย แล้วก็มีความเหมาะสมที่จะรองรับ ในการที่เราจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วยในเรื่องของฮับในเรื่องของสุขภาพ ซึ่งประเทศไทยเราตอนนี้ในอนาคตประมาณปี ๒๕๕๗ เราเองก็จะเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีประมาณ ๑๓.๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ประมาณปี ๒๕๗๖ เราก็จะเพิ่มขึ้นเป็น ประมาณ ๒๕.๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจังหวัดพัทลุงเราเหมาะที่จะรับผู้ป่วยแล้วก็รองรับผู้สูงอายุ ตรงนี้ด้วย

ส่วนในเรื่องความพร้อมด้านอื่น ๆ ปัจจุบันนี้จังหวัดพัทลุงเราเองเรามีภูมิปัญญา ในเรื่องของด้านพัฒนาชุมชนด้วย เรามีวิทยาลัยภูมิปัญญาซึ่งปัจจุบันนี้เราก็ได้มีสาขาแพทย์ ที่สอนอยู่ รวมถึงโรงพยาบาลพัทลุงเองก็พร้อมที่จะร่วมผลิตบัณฑิตนี้ด้วย ก็อยากจะฝากให้ ท่านที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการจัดสรรว่าอย่างไรก็แล้วแต่ในเรื่องของกระทรวงสาธารณสุข ที่ปีนี้ได้จัดงบไว้ถึง ๑๐๖,๔๓๖.๓ ล้านบาท ก็อยากจะให้มีศูนย์การศึกษาในจังหวัดพัทลุง ซึ่งอยู่ภาคใต้ไปด้วย

อีกประเด็นหนึ่ง ประเด็นสุดท้ายที่ดิฉันอยากจะฝากถึงในเรื่องของการจัดทำ งบประมาณปี ๒๕๕๗ ซึ่งจำแนกตามกระทรวงจะเห็นว่าเรามีทั้งหมด ๒๑ กระทรวง รวมถึง ส่วนราชการต่าง ๆ ทั้งหมด ๓๐ หน่วยงาน ก็จะเห็นว่าอันดับ ๑ ดิฉันก็ยินดีเพราะเมื่อสักครู่ ได้พูดถึงว่าในเรื่องของความโง่ ความจน ความเจ็บ ก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญ วันนี้รัฐบาลจัดอันดับ ๑ ในเรื่องของการศึกษาดิฉันก็เห็นด้วย แต่ที่ไม่เห็นด้วยก็หลาย ๆ ท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ หลายท่านก็มีการพูดถึงในเรื่องของการยุบรวมโรงเรียน ซึ่งไม่ได้เป็นการแก้ไขที่ตรงจุด หรือแม้แต่การซื้อรถ ๑,๐๐๐ คันที่จะไปแก้ไขตรงนั้น อันนั้นไม่ใช่ตรงจุดแน่นอนยังมีอีก หลาย ๆ อย่างซึ่งดิฉันคงจะพูดรายละเอียดในวาระที่สองในเรื่องของรายละเอียด เวลาของ ดิฉันตัดจากพรรคภูมิใจไทยนะคะ

ส่วนกระทรวงที่ ๒ ที่มีปรากฏในงบประมาณรายจ่ายปีนี้ ๒๕๕๗ นอกเหนือจาก กระทรวงศึกษาธิการแล้ว อันดับ ๒ ที่เป็นห่วงก็คือ ๓ กระทรวงที่โดนตัดไปไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วันนี้ ยุทธศาสตร์ของประเทศไทยเราของรัฐบาลเราเองนี่เรามีแผนในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพ แหล่งท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในประเทศไทย แต่ถ้าดูจากงบประมาณแล้ว กลายเป็นว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาลดลงถึง ๓.๕ พันล้านบาท กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็เช่นเดียวกันในยุทธศาสตร์ของรัฐบาลมีการพูดถึงอยู่บ่อย ๆ แล้วก็มีการให้ความสำคัญในเรื่องของเยาวชน สตรี คนพิการ แล้วก็ผู้สูงอายุ แต่พอดูการจัดทำ ในเรื่องของงบประมาณกลับลดลงถึง ๖๓ ล้านบาท

สุดท้ายในเรื่องของกระทรวงแรงงาน อันนี้ก็เป็นส่วนที่สำคัญเหมือนกัน เพราะว่าเราเองก็พูดถึงกันอยู่ว่าเราเองกำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แต่กระทรวงแรงงาน เป็นอีก ๑ กระทรวงที่มีความสำคัญในเรื่องปัญหาของผู้ใช้แรงงานและรวมถึงการยกระดับ คุณภาพแรงงาน ๙ สาขาที่เราจะไปเข้าร่วมกับกลุ่มประชาคมอาเซียนด้วย เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็เลยเป็นห่วง แล้วก็ขอฝากในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ ดิฉันคิดว่าสิ่งสำคัญในเรื่อง ของการจัดลำดับความสำคัญเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างกระทรวงที่สำคัญที่ดิฉันได้กล่าวถึงมันมี ความสำคัญจริง ๆ แล้วไม่น่าจะตัด แต่ก็ไม่เป็นอะไรตัดไปแล้วก็อาจจะมีงบกลางมาเสริมก็ได้ ในอนาคต ก็ขอบพระคุณมากที่ให้ดิฉันได้มีโอกาสมาอภิปรายในเรื่องของงบประมาณปี ๒๕๕๗ ขอบพระคุณค่ะ