ชินวรณ์ บุณยเกียรติ แถลงว่าไม่รับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับโครงการจำนำข้าว และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาการขาดทุน 260,000 ล้านบาทของโครงการประกันรายได้เกษตรกร โดยเน้นย้ำว่าเงินภาษีของประชาชนไปสนับสนุนโครงการที่ทำให้เกิดการรั่วไหล เขายังเน้นย้ำว่าปัญหาที่สำคัญที่สุดของเกษตรกร คือปัญหาด้านโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาที่ปลายเหตุ และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาด้านโครงสร้าง เช่น การจัดตั้งโรงเรียนที่ดีใกล้บ้าน การส่งเสริมความเข้มแข็งของเกษตรกร และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกร
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมได้อ่าน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่รัฐบาลได้เสนอ ร่างเข้ามา และได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงเมื่อตอนเช้านี้นะครับ ผมไม่แปลกใจละครับ ว่าการตัดสินใจของผมถูกต้องแล้วที่จะไม่รับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ประกอบกับ ได้ฟังเพื่อนสมาชิกในสภานี้ได้เปรียบเทียบข้อแตกต่างในเรื่องของโครงการประกันรายได้กับ โครงการจำนำข้าวครับ ท่านยกตัวอย่างได้ดีนะครับว่าจะต้องช่วยลูกชายคนเล็กครับ ยอมขาดทุนไปก่อนแต่ว่าเอากำไรตอนหลังนี่คือหลักคิดของพรรคท่านครับ แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าโครงการประกันรายได้กับโครงการจำนำข้าวนั้นแตกต่างกัน แน่นอนครับ ผมอยากเรียนว่าถ้าหากพี่น้องเกษตรกรชาวนามีที่นา ๒๐ ไร่ โครงการประกันรายได้ ก็จะได้ส่วนต่างจากราคาที่ได้กำหนดเอาไว้ เช่นในขณะนี้ถ้าราคาตลาดอยู่ในราคาประกัน ๑๕,๐๐๐ บาท ท่านมีราคาขายได้ ๑๐,๐๐๐ บาท ก็จะได้ส่วนต่างไร่ละ ๕,๐๐๐ บาทครับ ๒๐ ไร่ก็จะได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าพี่น้องเกษตรกรชาวนาชาวไร่ที่มีพื้นที่นา ๒๐ ไร่ อย่าลืมนะครับว่าท่านต้องทำไว้กินเองครับ ผมคิดว่าอย่างน้อย ๑๐ ไร่นะครับแต่ละครอบครัว ที่ต้องทำไว้กินเอง ถ้าจะเหลือมาจำนำก็เหลืออีก ๑๐ ไร่ครับ เหลืออีก ๑๐ ไร่เท่านั้นละครับ แล้วผมไปถามเกษตรกรชาวนาเองในภาคอีสานเขาบอกว่าเขาไม่ได้ประโยชน์จากโครงการ จำนำละครับ เพราะเขาเป็นชาวนารายย่อยไม่มีข้าวเหลือมากพอที่จะไปจำนำกับโรงสีครับ ไม่ได้ประโยชน์เลยครับ แต่โครงการประกันรายได้แม้มี ๑ ไร่ก็ได้รับประโยชน์ครับ คนที่ได้รับ ประโยชน์จากโครงการรับจำนำก็คือเจ้าของที่นาที่มีเป็นจำนวน ๑๐๐ ไร่ ๒๐๐ ไร่ หรือเจ้าของโรงสี หรือนักการเมืองเหมือนที่อภิปรายไปนะครับ
ประการที่ ๒ ครับ โครงการประกันรายได้นั้น เงินส่วนต่างที่ได้รับผ่านจาก ธ.ก.ส. ไปถึงมือพี่น้องเกษตรกรโดยตรงครับ วันนี้รัฐบาล รัฐมนตรีเองก็ยอมรับว่ามี การขาดทุนไป ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านลองเอาจำนวนครอบครัวชาวนาไปหารสิครับว่า เงินภาษีที่ต้องจ่ายชดเชยไปในการขาดทุนต้องใช้ไปเท่าไรครับ ผมไม่แปลกใจครับถ้าใช้ไป เพื่อเกษตรกรชาวนา แต่วันนี้พบความจริงจากการอภิปรายว่าครึ่งหนึ่งไปตกอยู่ในมือ ของใครครับ ตรงนี้ละครับเงินภาษีของพี่น้องประชาชนที่มาจากทั่วประเทศต้องไปสนับสนุน โครงการที่ทำให้เกิดการรั่วไหล
ประการสุดท้ายครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าโครงการประกันรายได้ของเรานั้น ถ้าหากว่าเกิดไฟไหม้ น้ำท่วม ฝนแล้ง เกิดเพลี้ย โรคต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกร ชาวนา พี่น้องชาวนาก็ยังได้ส่วนต่างจากการประกันรายได้ครับ ผมจึงอยากกราบเรียนครับว่า นี่คือส่วนต่าง แต่ที่ผมพูดเรื่องนี้ตามจริงไม่ได้เป็นประเด็นที่ผมอภิปราย แต่ว่าอยากจะชี้ ความคิดให้เห็นว่าข้อที่เราถกเถียงกันในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณว่าทำไมพวกผมจึงไม่รับร่าง ก็เพราะหลักคิดอย่างนี้ละครับ หลักคิดที่มองจากการจัดตั้งงบประมาณเที่ยวนี้เป็นการจัดตั้ง งบประมาณเพื่อต้องการที่จะสนองตอบเพียงนโยบาย และนโยบายดังกล่าวนี้ก็นำไปสู่ กระบวนการที่ทำให้เห็นภาพชัดนะครับว่าพี่น้องเกษตรกรคนยากคนจนจริง ๆ ไม่ได้รับ ผลประโยชน์อะไรจากนโยบายนี้ ไม่ว่าโครงการรถคันใหม่ บ้านหลังใหม่ ค่าแรงงานเพิ่มขึ้น ๓๐๐ บาท แม้แต่เรื่องการรักษาพยาบาลจากการที่รักษาพยาบาลฟรีก็ยังต้องมาจ่าย ๓๐ บาท รักษาทุกโรค อันนี้ก็ไม่ขัดข้องครับ เพราะหลักคิดเราต่างกัน เหมือนท่านมีหลักคิดว่า ทำโรงเรียนให้ทันสมัย ท่านก็ซื้อรถตู้ ๑,๐๐๐ คัน แต่ผมคิดว่าถ้าสร้างโรงเรียนให้ทันสมัย ต้องตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์ ต้องตั้งโรงเรียนไปสู่มาตรฐานสากล ต้องตั้งโรงเรียนดีใกล้บ้าน คือโรงเรียนดีประจำอำเภอ โรงเรียนดีประจำตำบล ทำโรงเรียนขนาดเล็กให้มีคุณภาพก่อน ตรงนี้เป็นเรื่องหลักคิดที่สำคัญครับ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ ตามจริงเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือภาคเกษตรครับ เพราะวันนี้ ตั้งแต่ช่วงเช้าเราก็พูดถึงผลผลิตการเกษตรทุกตัวครับ ตั้งแต่ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ผลไม้ เพื่อนของผมจากจังหวัดจันทบุรีได้พูดไปแล้ว ยังเหลือยางกับปาล์มครับท่านประธานที่ยังไม่ได้พูด แต่บังเอิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้ลุกขึ้นมาตอบในบางประเด็น ไปแล้ว แต่ก่อนที่จะถึงเรื่องพืชทางการเกษตรที่สำคัญ ๒ ตัวนี้ที่ทำรายได้ให้กับประเทศ เป็นจำนวนหลายแสนล้านบาทนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมและคณะก็จะดำเนินการ ในการที่จะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ต่อไป แต่ก่อนที่จะถึงจุดนั้นนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนนิดเดียวครับ จริง ๆ รัฐบาลนี้ก็จะมองปัญหาเรื่องผลผลิตและรายได้ เกษตรกรเหมือนที่ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงละครับ ส่วนใหญ่ดูงบประมาณแล้วท่านชี้แจง ที่ปลายเหตุในการที่จะมาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทุกกลุ่มทุกอาชีพนะครับ ไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมเรื่องความเข้มแข็งของเกษตรกร การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกร การเสริมสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรกร ซึ่งท่าน ได้พูดเอาไว้ตอนเช้าที่ชัดเจนก็มี ๒ ตัวเท่านั้นคือรองรับข้าวเปลือก ๒๑ ล้านตัน มันสำปะหลัง ๑๐ ล้านต้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ ตามจริงปัญหาผลผลิตทางการเกษตร และถ้าท่านต้องการจะยกรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริงผมคิดว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นเรื่องที่สำคัญกว่าปัญหาที่ปลายเหตุครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีวิสัยทัศน์ ไว้ชัดเจนว่าเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีความมั่นคงในด้านอาหาร เป็นฐานสร้าง รายได้ให้กับแผ่นดิน แต่เมื่อมาดูงบประมาณจากแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการที่จะสร้าง ให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้ที่แท้จริง เป็นครัวอาหารโลก เป็นครัวอาหารเพื่อความปลอดภัย เป็นการสร้างฐานรายได้ที่ยั่งยืนจริงแล้ว เมื่อมาดูรายละเอียดของงบประมาณที่มีการจัดตั้ง พบได้ชัดเจนเลยว่ายังไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเลย งบประมาณ ที่จัดสรรมากที่สุดคืองบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสถียรภาพราคา คือโครงการจำนำข้าว จำนำมันสำปะหลังที่ผมกราบเรียนไปแล้ว ๘๕,๒๗๖ ล้านบาท งบประมาณที่จะเสริมสร้าง ประสิทธิภาพการผลิต ๓๓,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง งบประมาณการบริหารในเรื่อง ของการยกระดับรายได้และเพิ่มกำลังซื้อแค่ ๔๓,๔๐๐ กว่าล้านบาทเอง ผมจึงกราบเรียน กับท่านประธานครับว่าผมจึงเป็นห่วงจุดนี้ละครับว่าถ้าเมื่อไรรัฐบาลมองเฉพาะแก้ปัญหา ปลายทาง และบอกว่าเมื่อได้ใช้เงินไป ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาทไปจำนำข้าวทุกเม็ดแล้ว นี่คือ การช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริงแล้ว แต่ผมคิดว่าวันนี้อยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลหันกลับมาดู เรื่องปัจจัยการผลิตที่เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อสักครู่รัฐมนตรีได้ชี้แจงในเรื่องโซนนิงไปแล้ว ผมขออนุญาตที่จะไม่พูดซ้ำนะครับ แต่ผมคิดว่ายังมีอีก ๔-๕ เรื่องที่สำคัญที่อยากจะใช้เวลา เพียงสั้น ๆ ตรงนี้คือ ๑. เรื่องดินครับ เรื่องดินนั้นแน่นอนเรื่องกรรมสิทธิ์ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้พูดไปตอนเช้า จึงเห็นได้อย่างชัดเจนนะครับว่าวันนี้ถ้าเราพูดถึงกรรมสิทธิ์ พี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ พี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และเมื่อมาดู กรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับดิน ไม่ว่าจะเป็นกรมพัฒนาที่ดินและสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรม ได้รับงบประมาณรวมกันแล้วประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ในจำนวน ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ แล้วเกษตรกรของเราซึ่งอาศัยดินเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการเพาะปลูก ทำอย่างไรที่จะให้เขาได้มีกรรมสิทธิ์ ให้เขาได้ถือที่ดินในการครอบครอง ให้เขาได้มีสิทธิชุมชน ให้เขามีที่ดินเป็น ส.ป.ก. ที่จะดูแล ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้รัฐบาลไม่ได้มอง โดยภาพที่ต้องการจะเห็นว่าเป็นปัจจัยการผลิตที่แท้จริง อันที่ ๒ คือเรื่องน้ำ กรมชลประทาน ได้รับงบประมาณ ๔๐,๐๔๑ ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการต่อเนื่องที่ดำเนินการมา แต่สิ่งที่ ผมห่วงเป็นอย่างยิ่งและพี่น้องเกษตรกรเขาฝากมาคือโครงการ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทของท่าน ผมไม่อยากพูดถึงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันการรั่วไหล สิ่งที่เป็นห่วงก็คือว่าเราจะทำโครงการ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมของท่าน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการ ในการสร้างปัจจัยการผลิตเรื่องน้ำได้อย่างไร ไม่ใช่ท่านเอา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไปเปลี่ยน หนอง คลอง บึง แหล่งอาหารตามธรรมชาติของพี่น้องเกษตรกรต้องสูญเสียไปจากเพียง การละลายงบประมาณเพื่อต้องการที่จะให้ดำเนินการ ผมไม่มั่นใจนะครับ โดยเฉพาะที่จะไป จ้างที่ปรึกษามาจากต่างประเทศก็ดี หรือการดำเนินการในการสร้างพลางลงทุนไปพลาง ผมคิดว่าก็จะมีปัญหาในอนาคตต่อไปครับ เรื่องปัจจัยการผลิตที่สำคัญอีกตัวหนึ่งก็คือไม่ได้มี การพูดถึงกันในสภานี้วันนี้ ผมอยากทวงถามแทนพี่น้องเกษตรกรครับว่าเขาต้องรับภาระ เรื่องราคาปุ๋ย ผมมีตัวเลขที่จะเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างกันในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา กับราคาปุ๋ยในวันนี้กระสอบละกิโลกรัมนั้น ๑,๔๐๐ กว่าบาทนะครับ ราคาสารเคมี ราคาขนส่ง และราคากระบวนการแปรรูปทั้งหมดไม่มีความชัดเจน ผมไปดูในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไปดูในกรมส่งเสริมการเกษตรก็ไม่พบว่ารัฐบาลได้มียุทธศาสตร์ในการจัดงบประมาณในด้านนี้ ได้อย่างไรครับ ในเรื่องสหพันธ์เกษตรกรก็เช่นเดียวกัน ผมอยากจะทวงถามงบประมาณ ที่จะไปเกี่ยวข้องกับสภาเกษตรกรแห่งชาติที่พวกผมได้ทำกฎหมายเอาไว้ว่าท่านจะไป ดำเนินการอย่างไร ด้านเกษตรกรท่านมีโครงการสมารท์ ฟาร์เมอร์ ตรงนี้ฝากนิดหนึ่งครับ มีคนฝากมาที่ผมว่า โครงการสมารท์ ฟาร์เมอร์ของรัฐบาลนี้แปลเป็นไทยว่า โครงการเกษตรกรปราดเปรื่องของท่านนี่ครับ โครงการเกษตรกรปราดเปรื่องของท่านท่านตั้งไว้หลายกรมรวมกันแล้วได้ ๓๘๔ ล้านบาท แต่ทำต่อเนื่องไปจนถึงปี ๒๕๖๑ ใช้งบประมาณ ๒,๘๘๒ ล้านบาทครับ ผมไม่แน่ใจว่าจะปราดเปรื่อง ไปในทิศทางไหนของท่าน เห็นเขียนอย่างการแปรรูปเรื่องการเท่าทันต่อเทคโนโลยีอะไร ของท่านนะครับ แต่ว่ามีโครงการต่อเนื่องจากโครงการนี้ไป ๒,๘๘๒ ล้านบาท ผมไปดูรายละเอียด ในแต่ละกรมน่าแปลกใจครับปีนี้อาจจะเป็นปีเริ่มต้นของท่านหรืออย่างไรผมไม่ทราบนะครับ แต่เมื่อไปดูในแต่ละกรมแล้วก็พบว่า เช่น โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่องสมาร์ท ฟาร์เมอร์ ๕๓ ล้านบาท เป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ที่พัก ๑๕ ล้านบาท ค่าซ่อมแซมยานพาหนะ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ค่าจ้างเหมาบริการ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่าซ่อมแซมสิ่งก่อสร้าง ๔๐๐,๐๐๐ บาท ค่าสัมมนา ฝึกอบรม ๑๕ ล้านบาท ส่วนใหญ่ก็จะเป็นงบประมาณเหล่านี้ และในท้ายที่สุดก็ไม่ถึงมือเกษตรกร และผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นสมาร์ท ฟาร์เมอร์ ได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ในเรื่องงบประมาณ ก็มีฝากมาอีกตัวหนึ่งพอดีเห็นท่านรัฐมนตรีมาพอดีครับว่าทำไมปีนี้ทางสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์แปลกมากเลยครับในปีนี้เป็นพิเศษเลยครับ ตั้งงบประมาณซื้อรถ ขอโทษครับ เช่ารถให้กับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ๑๕ คัน ๑๕ คันเป็นค่าเช่ารถยนต์ประจำตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๑ คัน ค่าเช่ารถยนต์ประจำตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีก ๑ คัน ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ค่าเช่ารถยนต์ ประจำตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ๑ คัน ค่าเช่ารถยนต์ประจำตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ อีก ๑ คัน ค่าเช่ารถยนต์เลขานุการรัฐมนตรีด้วยครับ ค่าเช่ารถยนต์ให้ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีครับ ค่าเช่ารถตู้โดยสารสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีก ๓ คัน ค่าเช่าซื้อรถที่นั่งส่วนกลางของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีก ๕ คัน รวมแล้วเป็นมูลค่า ๓๐ ล้านบาท ทำไมนะครับ หมดอายุการเช่าหรือว่าเป็นอย่างไรครับ เห็นเช่าพร้อมกันไปหมดเลย แล้วก็ตั้งงบประมาณในส่วนนี้แล้วมันจะเป็นสมาร์ท ฟาร์เมอร์ แล้วจะนำเกษตรกรไทย ไปพัฒนาแบบยั่งยืนได้อย่างไรครับ ท่านประธานครับ ยังเหลือเวลาช่วงสุดท้าย กระผม อยากจะกราบเรียนว่าเรายังมีพืชเกษตรที่เป็นตัวเศรษฐกิจหลักที่รัฐมนตรีได้พูดถึงเมื่อสักครู่ว่า เป็นแชมเปี้ยน โพรดักท์ (Champion Product) ผมคิดว่า ๒ ตัวนี้เป็นเรื่องสำคัญและกำลัง จะมีปัญหาในอนาคตคือมีปัญหามาแล้วและกำลังจะมีปัญหาแบบข้าวต่อไปนะครับ ถ้าหากว่าเราไม่ได้อภิปรายในวันนี้ ผมคิดว่าทั้ง ๒ ตัวนี้ ตัวแรกยางพาราท่านประธานครับ ยางพารานั้นเกี่ยวข้องกับพี่น้อง ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัวครับ ๖๖ จังหวัดแล้วนะครับ ขณะนี้มีพื้นที่ในการปลูก ๑๘ ล้านไร่ครับท่านประธาน ผมไม่อยากลงในรายละเอียด เดี๋ยวมีเพื่อนจะได้พูดถึง แต่ผมอยากจะมาทวงถามเริ่มต้นว่าวันนี้ท่านใช้เงินไปประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทจากโครงการสร้างเสถียรภาพราคายางพารา วันนี้ที่ทำเนียบรัฐบาลมีตัวแทน พี่น้องกลุ่มเกษตรกรมาพบนายกรัฐมนตรี แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่ให้พบ ผมก็บอกตัวแทน กลุ่มเกษตรกรแล้วว่าอย่าเสียใจเลย ๔ เดือนที่ผ่านมาพวกผม ผมเองพร้อมกับท่านอาคม เอ่งฉ้วน เชิญ ส.ส. ไปยื่นข้อเสนอแนะกับท่านนายกรัฐมนตรีด้วยตัวเอง ท่านไม่ให้พบครับ หลังสุดนี้ท่านถาวร เสนเนียม ขอประทานโทษเอ่ยนาม เชิญเพื่อน ส.ส. ไปยื่นข้อเสนอแนะ กับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไม่ให้พบครับ ผมอยากจะฟ้องท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องเกษตรกร ชาวสวนยางพาราครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ให้พบ แน่นอนครับ ไม่เป็นไรครับท่านไม่ให้พบ แต่ว่าท่านไปต่างประเทศหลายประเทศนะครับ ผมไม่เคยได้ยินท่านพูดเรื่องที่จะขาย ยางพาราเลยครับ ผมไม่ได้ยินยุทธศาสตร์ที่ท่านจะมาดำเนินการในการแก้ไขปัญหาราคา ยางพาราตกต่ำเลยครับ วันนี้หมดเงินไป ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านแทรกแซงครั้งแรกตั้งแต่ วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๔ หมดเงินไป ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้เหลือกิโลกรัมละเท่าไรครับ ๗๐ บาทครับท่านประธาน ผมอยากทวงถามข้อที่ ๒ ครับ ที่อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการท่านมาชี้แจงในสภานี้ละครับว่า ท่านจะขอความร่วมมือกับ ๓ ประเทศหลัก ในนามของบริษัทร่วมทุนยาง ๓ ประเทศ วันนี้ ไปถึงไหนแล้วล่ะครับ ที่ท่านบอกว่าจะร่วมทุนกันในการดำเนินการจัดซื้อยางและจะโค่นยางร่วมกัน วันนี้เป็นอย่างไรล่ะครับ ก็ไม่เชื่อถือครับ จะเชื่อถือได้อย่างไรครับ ผมพบรัฐมนตรีช่วยว่าการ ผมยังบอกเลย ท่านไปประกาศขึ้นป้ายไว้ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่าจะสร้างถนนลาดยาง ด้วยน้ำยางพารา เขียนงบประมาณเรียบร้อย มีลงข่าวหนังสือพิมพ์เรียบร้อย วันนี้ป้ายจะผุพัง แล้วครับ พี่น้องในตำบลกรุงหยัน อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ผมมาเรียน กลางสภาว่าถ้าไม่สามารถดำเนินการได้ เขาไม่ได้น้อยใจเรื่องไม่ได้ถนนนะครับ แต่เขาน้อยใจ ว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ผมจึงอยากจะกราบเรียนนะครับว่าเขาจะฌาปนกิจ ป้ายนี้แล้วครับ เพราะฉะนั้นนี่คือเรื่องที่อยากจะเรียนถามว่ายุทธศาสตร์ในการที่จะส่งเสริม การผลิตยางภายในประเทศจะทำอย่างไร แล้ววันนี้โครงการแทรกแซงของท่านไปสร้างสต็อกยาง ภายในประเทศขึ้นมา รายงานหลังสุดที่ผมได้รับจากวิปฝ่ายค้าน วันที่ ๔ พฤษภาคม ซื้อยาง ไว้ในโครงการแทรกแซง ๒๐๐,๐๐๐ ตันโดยประมาณ หมดเงินไป ๒๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมจึงเรียนกับท่านว่าถ้าท่านยังปล่อยให้มีการดำเนินการโครงการแทรกแซงโดยไปแทรกแซง เพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณยางในตลาด ไม่มีผลต่อการยกระดับราคายางครับ แล้วก็ จะเกิดปัญหาเหมือนข้าวครับ วันนี้ผมทราบข่าวว่าตัวแทนของรัฐบาลไปประเทศญี่ปุ่นครับ หลังจากนั้นวันที่ ๒๕ ที่ผ่านมาก็เดินทางไปประเทศจีน ผมไม่แน่ใจว่าจะไปทำจีทูจีอีก หรือเปล่าครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานครับ ทำอย่างไรก็แล้วแต่อย่าลืมว่าถ้าเมื่อไร ท่านขายต่ำกว่าราคาที่ท่านประกาศราคาเป้าหมายนำจะมีปัญหาต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง ทันทีครับเรื่องนี้ และเรื่องปาล์มท่านประธานครับ ผมอยากเกริ่นไว้สั้น ๆ นิดเดียวเรื่องปาล์มครับ ปาล์มวันนี้เกี่ยวข้องกับพี่น้อง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัว ๔,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ท่านประธานครับ ทำรายได้ให้กับประเทศเป็นแสนล้านบาทแล้วเช่นเดียวกันครับ แต่ในช่วงรัฐบาลนี้ที่ผ่านมา จากราคากิโลกรัมละ ๖ บาท ในสมัยรัฐบาลที่แล้ววันนี้เหลือกิโลกรัมละ ๒ บาทกว่า วันนี้ขึ้นมา ๓.๖๐ บาท ก็ดีขึ้นหน่อยครับ แต่กระบวนการทั้งหมดก็เช่นเดียวกันกับยางคือความผิดพลาด ในเชิงนโยบายที่ท่านนำน้ำมันปาล์มเข้ามาในประเทศตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา แล้ววันนี้นโยบายในการแก้ไขปัญหาของท่านก็ไม่ครบวงจร ท่านได้เข้าไปช่วยเหลือ ๕๐,๐๐๐ ตัน เพื่อแก้ไขปัญหาที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มออกมาประท้วง แต่กระบวนการจริง ๆ ที่ผม อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่า วันนี้ทำไมรัฐบาลจึงไม่ดำเนินการในการช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มโดยการที่จะเข้าไปชดเชยในส่วนต่างให้กับพี่น้องเกษตรกร หรือจัดตั้งกองทุนน้ำมันปาล์มขึ้นมาเพื่อที่จะดำเนินการในการดูแลให้ผู้ส่งออกภายในประเทศ ได้ดำเนินการในการแข่งขันในการซื้อ เช่นเดียวกันกับยางพาราครับ วันนี้ท่านแทรกแซง ผู้ส่งออก ผู้ค้ายาง ไม่มีใครกล้ารับซื้อ ไม่มีใครกล้าเปิดตลาด การแข่งขันเสรีในตลาดยาง และตลาดปาล์มจึงมีลักษณะเดียวกันครับวันนี้ พ่อค้าไม่กล้าออกมาเพราะว่ารัฐบาลทำตัว เป็นพ่อค้าเสียเองนะครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่านี่คือปัญหาหลักในวันนี้ เมื่อมาดูโดยภาพรวมทั้งหมดก็จะพบความเป็นจริงวันนี้ ชาวบ้านเดินออกจากบ้านไปจะซื้อ ของแพงใส่น้ำมันในราคาที่แพง เติมก๊าซในราคาที่จะแพงสูงขึ้น กลับไปโรงเรียนไปเจอ ค่าใช้จ่ายให้กับลูกเกี่ยวกับการศึกษาเพิ่มเติมเยอะแยะ ไปโรงพยาบาลจ่ายเพิ่ม ๓๐ บาท รักษาทุกโรค กลับมาบ้านว่าจะทานน้ำเย็นให้สบายหน่อยครับ ตกลงลด ๕๐ หน่วยลงมา ต้องจ่ายเต็ม เดิม ๙๐ หน่วยค่าไฟฟ้าชาวบ้านไม่ต้องจ่าย วันนี้คนยากจนอีก ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัว เพิ่มภาระขึ้นมา เพราะฉะนั้นจึงแพงไปทั้งแผ่นดินตามที่เขาพูดละครับ แต่พอมาดูสินค้าเกษตร มาดูโครงสร้างในการแก้ไขปัญหา ผมคิดว่าถ้าตามงบประมาณชี้ได้ชัดเจนนะครับว่าราคาสินค้าเกษตร ที่ท่านแก้ปัญหาปลายทางทุกตัวจะถูกลง สินค้าราคาแพงทั้งแผ่นดินแต่สินค้าเกษตรถูกลงเพราะท่านไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหา เชิงโครงสร้างและงบประมาณที่จัดตั้งเป็นเพียงงบประมาณไม่สนองตอบต่อการเข้าไปสู่ กระบวนการแก้ไขปัญหาเป็นงบประมาณเพื่อตอบโจทย์ในทางการเมืองของท่านเท่านั้นเองครับ วันนี้งบประมาณปีนี้โดยหลักการแล้วผมไม่สามารถที่จะรับร่างงบประมาณได้ และผมขอ ตั้งฉายาว่าเป็นงบประมาณที่ทำให้เป็นฉบับที่เรียกว่ารวยกระจุกจนกระจาย ขอบคุณครับ