อัญชลี วานิช เทพบุตร วิจารณ์การจัดทำงบประมาณปี ๒๕๕๗ ที่ล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพ โดยชี้ว่าตัวเลขงบลงทุนไม่สอดคล้องกับเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยว และวิพากษ์การบริหารจัดการที่หมกเม็ดโครงการอีลิท การ์ดซึ่งเคยสร้างปัญหาขาดทุนสะสมในอดีต
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งทางรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณ ไว้ทั้งสิ้น ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท จะเป็นจำนวนเงินเกือบจะเท่ากับตัวเลขของรายได้จาก การท่องเที่ยว ซึ่งทางท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เคยแถลงไว้ต่อสภาในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ ว่าจะทำรายได้จากการท่องเที่ยวให้ได้ทั้งสิ้น ๒.๒ ล้านล้านบาทในปี ๒๕๕๘ แต่ท่านประธานคะ ครั้นเรามาดูวิธีการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลต่อการท่องเที่ยว ของไทยนั้นกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่นกรมการท่องเที่ยว ซึ่งจริง ๆ แล้ว กรมการท่องเที่ยวนั้นมีภารกิจหลัก มีพันธกิจที่จะต้องทำหน้าที่ในการดูแลแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ต้องทำหน้าที่ในการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเดิมแล้วก็พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ จากแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ท่านประธานคะ เขาได้มีการสำรวจแหล่งท่องเที่ยว ที่จำเป็นจะต้องมีการฟื้นฟูแล้วก็พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่อย่างเร่งด่วนอยู่ด้วยกันทั้งหมด ประมาณ ๑,๖๕๐ กว่าแห่ง แต่รัฐบาลเองได้ตั้งงบประมาณไปให้กรมการท่องเที่ยวเพื่อทำการนี้ อยู่เพียงงบประมาณ ๖๒๗ ล้านบาท เพราะฉะนั้นการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลนั้น ไม่ได้สะท้อนถึงตัวเลขเป้าหมายของการท่องเที่ยว ๒.๒ ล้านล้านบาท กับงบลงทุนของการท่องเที่ยว ๖๒๗ ล้านบาท ดิฉันจึงถือว่าการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลชุดนี้นั้นเป็นไปอย่างล้มเหลว แล้วก็ไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง ครั้นเรามาดูในเรื่องของการบริหารจัดการงบประมาณ ของรัฐบาล ก็เป็นไปในลักษณะของการหมกเม็ดแล้วก็ตบตาสภา ที่ดิฉันใช้คำว่า ตบตาสภา เพราะอะไรคะท่านประธาน เพราะว่าจากพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ คือปีนี้ ปรากฏว่าทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนั้นได้เคยของบประมาณมา ในงบอุดหนุนทั่วไปในหมวด ๘ ว่าจะไปใช้เงิน ๕๐๐ ล้านบาทสำหรับค่าใช้จ่ายในการชำระค่าหุ้น บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ การ์ด ท่านประธานคะ แต่พอในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ รัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็กลับมีมติอนุญาตให้ ททท. นั้นสามารถไปดำเนินการ โครงการอีลิท การ์ด (Elit Card) ได้ใหม่ แล้วนอกจากนั้นได้มีมติให้ ททท. ยกเว้นไม่ต้องนำ เงินงบประมาณดังกล่าวไปชำระค่าหุ้นที่ค้างบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ การ์ด แถมยังให้เบิกเงิน อีก ๑๐๐ ล้านบาท เพื่อไปดำเนินโครงการอีลิท การ์ดรอบใหม่ได้ ดิฉันถือได้ว่าเป็นโครงการปลุกผี โครงการอีลิท การ์ดรอบใหม่ขึ้นมา ดิฉันเข้าใจว่าท่านประธานแล้วก็หลาย ๆ ท่านคงจะจำโครงการอีลิท การ์ดได้นะคะ โครงการนี้ เกิดขึ้นในปี ๒๕๔๖ โดยท่านนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือท่านทักษิณ ชินวัตร ท่านได้เคยประกาศไว้ ต่อสภาและเคยประกาศไว้ต่อที่สาธารณะค่ะว่าท่านจะทำมิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย และท่านจะทำรายได้แบบก้าวกระโดดให้เกิดขึ้นในวงการท่องเที่ยวไทยด้วยการทำโครงการ บัตรพิเศษนี้ค่ะ ที่เรียกกันว่า บัตรอีลิท การ์ด ในขณะนั้นท่านบอกว่าท่านจะทำรายได้จาก การท่องเที่ยวให้ได้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทภายในระยะเวลา ๕ ปี โดยขายบัตรอีลิท การ์ด ๑,๐๐๐,๐๐๐ ใบ ในราคาใบละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทค่ะท่านประธาน มีสิทธิพิเศษมากมายที่มอบให้ ยกตัวอย่างเช่น สิทธิพิเศษฟรีวีซ่า (Free Visa) ที่จะเข้าประเทศไทย ๕ ปี คนที่เป็นเมมเบอร์ (Member) หรือเป็นสมาชิกนั้นสามารถที่จะพำนักอยู่ในประเทศไทยได้ครั้งละไม่เกิน ๓ เดือน หรือว่า ๙๐ วัน และเมื่อลงมาจากเครื่องบินก็จะมีการรับรองแบบวีไอพี เขาเรียกกันว่า เรด คาร์เพท (Red Carpet) ในสมัยนั้นก็คือปูพรมแดง รับมาจากตัวเครื่องบินเดินทางเข้าสู่ช่องทางด่วน ผ่าน ตม. ไปสู่ห้องวีไอพี ห้องรับรองพิเศษ แล้วก็จะมีรถหรูมารับเพื่อจะพาไปยังโรงแรม ๕ ดาว มีการให้บริการในเรื่องของการเล่นกอล์ฟ ในเรื่องของการทำสปาฟรีตลอดชีวิต มีสิทธิพิเศษต่าง ๆ ในเรื่องของการลงทุนในเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ แล้วก็เรื่องของการลงทุนต่าง ๆ การถือครอง อสังหาริมทรัพย์ สิทธิพิเศษเหล่านี้เป็นที่ฮือฮามากในขณะนั้นค่ะ แต่ปรากฏว่าเกิดอะไรขึ้นคะ ท่านประธาน จากปี ๒๕๔๖ จนกระทั่งถึงปีนี้ปรากฏว่ามีผู้ที่ซื้อบัตรสมาชิกอีลิท การ์ด ไปทั้งสิ้น ประมาณ ๒,๕๖๒ ใบค่ะท่านประธาน และพร้อมกันนั้นก็จะพ่วงมาด้วยกับการขาดทุนสะสม ของบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ การ์ด อีก ๑,๓๐๐ ล้านบาทค่ะ ในสมัยที่ท่านอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้มีการปิดกิจการบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ การ์ด นี้ลงค่ะ แล้วก็ได้มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้นไปทำหน้าที่ประสานกับมวลสมาชิก ซึ่งได้ซื้อบัตรอีลิท การ์ดนี้แล้วไปประมาณ ๒,๕๖๒ ราย ให้มีการซื้อบัตรนี้คืนค่ะ แล้วก็เจรจาต่อรองกัน ในเรื่องของค่าเสียหายต่าง ๆ ที่อาจจะมีขึ้น แล้วก็จะได้ปิดการขาดทุนสะสม ๑,๓๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นพวกเราจึงเข้าใจด้วยความสุจริตค่ะว่าเมื่อทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนั้น มาขออนุมัติงบประมาณเพื่อไปจ่ายเป็นค่าหุ้นที่ค้างของบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ การ์ด จึงเข้าใจไปว่า ๕๐๐ ล้านบาทนั้นจะต้องไปดำเนินกิจการเพื่อปิดบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ การ์ดค่ะ แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะว่า ครม. ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เองนั้น ได้มีมติอนุญาตให้มีการดำเนินการโครงการอีลิท การ์ดนี้ต่อไป ท่านประธานคะ ครั้นเรามาดู แผนธุรกิจค่ะ ซึ่งทาง ททท. ได้นำเสนอต่อ ครม. ในชุดของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นั้น ได้ตั้งเป้าหมายไว้นะคะว่าจะขายบัตรอีลิท การ์ดให้ได้ ๑๐,๐๐๐ ใบภายในระยะเวลา ๑๐ ปี ด้วยราคาใบละประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทค่ะ แล้วก็ได้นำเสนอต่อไปค่ะว่าถ้าขายได้ตามเป้าแล้ว จะสามารถตัดขาดทุนสะสมได้ในปี ๒๕๖๐ และจะสามารถทำกำไรสะสมได้ต่อไปอีก ๑,๐๙๕ ล้านบาท ในปี ๒๕๘๕ ค่ะ อีก ๓๐ ปีค่ะท่านประธาน ซึ่งในขณะนั้นดิฉันก็ไม่ทราบว่า ท่านผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะอยู่ที่ไหน ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะอยู่ที่ไหน และข้อสำคัญคือดิฉันก็ไม่ทราบค่ะ ว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะไปอยู่ที่ไหนค่ะ แต่ข้อสำคัญที่สุดก็คือมรดกทุกมรดก บาปเหล่านี้ยังต้องตกอยู่ในมือของประเทศชาติแล้วก็ประชาชนของเราต่อไป ท่านประธานคะ สิทธิพิเศษซึ่งทาง ททท. ได้มอบให้แล้วก็ได้เขียนไว้ค่ะว่าจะมอบสิทธิพิเศษที่หรูหรากว่าเดิม หรูหรากว่าเดิมทำอะไรคะนั่นก็คือจะอนุญาตให้มีฟรีวีซ่า ๕ ปีเหมือนเดิมค่ะ แต่จะสามารถ ขยายระยะเวลาของสมาชิกที่จะอยู่ในประเทศไทยได้ออกเป็นระยะเวลา ๑ ปีค่ะท่านประธาน และข้อสำคัญที่สุดก็คือ ครม. ก็มีมติอนุมัตินะคะ แล้วก็มอบหมายไปให้กระทรวงมหาดไทย ทำการแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อรองรับการพำนักระยะเวลา ๑ ปีให้กับผู้ถือบัตรพิเศษนี้ ปรากฏว่า เที่ยวนี้กระทรวงมหาดไทยก็ทำงานได้รวดเร็วทันใจค่ะ ไปแก้ไขกฎกระทรวงและได้ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้วในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ท่านประธานคะ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น และข้อสำคัญที่สุดก็คือดิฉันเพิ่งไปทราบมาเมื่อประมาณสัก ๒ อาทิตย์นี้เองค่ะว่าทาง ททท. เอง ได้มีการพูดคุยกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อจะทำธุรกิจร่วมกัน นั่นหมายความว่ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ หากขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับชาวต่างชาติได้นั้นก็ขอให้พ่วงการขายบัตรอีลิท การ์ดนี้เข้าไปด้วย ภาษาสมัยนี้เขาเรียกกันว่าขายเหล้าพ่วงเบียร์ประมาณนั้นละค่ะ ข้อสำคัญที่สุดก็คือบัตรอีลิท การ์ดที่จะขายให้กับนักลงทุนต่างชาติที่จะมาซื้อบัตรอีลิท การ์ดนั้น ก็คือจะสามารถซื้อสิทธิพิเศษได้เพียงอย่างเดียวก็คือการฟรีวีซ่า ๕ ปี และพำนักอยู่ในประเทศไทย ได้ไม่เกินครั้งละ ๑ ปีค่ะท่านประธาน ข้อสำคัญที่สุดก็คือทางด้านการตลาดนั้นสอบถามมาแล้วค่ะว่า จะไปหาไฮเอนด์ (High end) นักท่องเที่ยวจากที่ไหน จะไปทำการขายให้กับนักธุรกิจชาวต่างชาติ ที่มาลงทุนอยู่ในประเทศไทยใน สปป. ลาว ในเขมร อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานคะ สิ่งเหล่านี้ค่ะ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ดิฉันไม่ทราบว่าใครได้ค่ะ แต่ดิฉันมั่นใจว่าคนที่เสียก็คือพี่น้องประชาชน แล้วก็ประเทศไทย รวมทั้งชื่อเสียงของพี่น้องประชาชน แล้วก็การท่องเที่ยวของประเทศไทย ต่อไปในอนาคต ท่านประธานคะ ดิฉันเองไม่เชื่อเลยค่ะว่าได้เคยลุกขึ้นอภิปรายคัดค้าน โครงการอีลิท การ์ดในสมัยปี ๒๕๔๖ มาแล้วค่ะ และอีก ๑๐ ปีให้หลังในปี ๒๕๕๖ ดิฉันก็ต้องมาลุกขึ้นอภิปรายคัดค้านโครงการอีลิท การ์ดอีกครั้งหนึ่งค่ะท่านประธาน ในสมัยที่ท่านนากยกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ในฐานะน้องสาวมาเป็นผู้บริหารประเทศ ดิฉันเรียนยืนยันเหมือนเดิมค่ะว่าโครงการอีลิท การ์ดไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มใด ๆ ทั้งสิ้น ให้กับการท่องเที่ยวของประเทศไทย โครงการอีลิท การ์ดไม่สามารถสร้างรายได้ แบบก้าวกระโดดให้กับรายได้ของประเทศไทยค่ะ เหลืออยู่อย่างเดียวที่โครงการอีลิท การ์ด สามารถทำได้ก็คือนำพามาซึ่งความเสื่อมเสียชื่อเสียงของประเทศไทยแล้วก็ความเชื่อมั่น ของประเทศไทยเกี่ยวกับเรื่องของประชาคมในเรื่องของการท่องเที่ยวทั้งหมดค่ะ ดิฉันจึง ไม่สามารถรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ เพราะส่อไปในทางทุจริตและประพฤติมิชอบค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ