รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๙.๔๓ นาฬิกา)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิชาญครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเองขออนุญาตหารือท่านประธานนิดหนึ่งครับว่าเมื่อเช้านี้เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ก็มากันแล้วก็จะมาลงชื่อเป็นองค์ประชุม ปรากฏว่าไม่มีการเปิดให้มีการลงชื่อ แต่เมื่อวานนี้ เข้าใจว่าท่านประธาน พลเอก ธีรเดช มีเพียร ท่านบอกว่าให้มีการเลื่อนประชุมออกมาจาก เมื่อวานนี้แล้วก็มาประชุมต่อในวันนี้ ผมเองเกรงว่าในส่วนนี้คือเป็นกังวลกันทุกท่านว่ากลัวว่า วันนี้ในการประชุมในขณะนี้จะมีข้อบังคับหรือมีอะไรที่เป็นการรองรับต่อการประชุมหรือเปล่า เพราะองค์ประชุมต่าง ๆ พวกเราก็พร้อมเพื่อที่จะให้การประชุมนั้นสามารถที่จะดำเนินการ ประชุมต่อไปได้ ก็คงขออนุญาตหารือเป็นข้อสงสัยกับวิธีการในการประชุม ถ้ามีข้อระเบียบใด ซึ่งสามารถยืนยันให้พวกเราเองในฐานะสมาชิกแห่งรัฐสภาได้มีความคลายใจในเรื่องดังกล่าว ก็ขอให้ท่านประธานได้ช่วยตอบในส่วนของรายละเอียดนะครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมขอหารือท่านประธานเล็กน้อยครับ กรณีที่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ประเด็นเดียวกันหรือเปล่าครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

คนละประเด็นครับท่าน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กรณีห้องรับรองของ ส.ส. ที่อยู่ใต้บันได ปรากฏว่ามี ส.ส. ของพวกเราหลายท่านไปจองที่ ตายตัว เอาชื่อไปติดแล้วก็เอาพรรคพวกของตัวเองไปนั่งทำงานโดยที่ ส.ส. ใหม่อย่างผม และอีกหลายท่านบางครั้งมีความจำเป็นต้องใช้ห้องปรากฏว่าไม่มีสิทธิเลยครับ บางครั้ง ส.ส. ผู้นั้นไม่ได้อยู่เฝ้าห้องเป็นประจำ เพียงแต่ว่าเอาชื่อไปติด เอาของไปไว้เต็มไปหมด ยึดเป็นของเจ้าของแล้วก็เอาพรรคพวกมานั่ง ตรงนี้ผมว่าทำให้พวกเราเสียโอกาสและเสียสิทธิ ในประเด็นแรกนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ก็คืออยากปรึกษาหารือมานานแล้ว เห็นใจตำรวจรัฐสภานะครับ ที่เขาทำหน้าที่แล้วเขาก็ยืนอยู่นานหลายชั่วโมง บางครั้งเขาก็เหนื่อย ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้ เอาโต๊ะและเก้าอี้มานั่งอย่างสง่าผ่าเผยเวลาทำงานจะได้มีประสิทธิภาพนะครับ สงสารเขา เห็นใจเขา บางครั้งยืนนานมาก บางคนผู้สูงอายุ อายุเยอะแล้ว นั่ง ยืนอยู่ ๕๐ กว่าปีก็มีครับ ขอความเมตตารับพิจารณาตรงนี้ด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเลขาธิการรัฐสภาครับ เรื่องตำรวจรัฐสภาลองพิจารณาดูความเหมาะสมนะครับ แล้วก็เรื่องของ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เรื่องห้องรับรองท่านเข้าไปดูได้เลย มี ส.ส. ที่ทำหน้าที่ก่อน เป็น ส.ส. ก่อนจองชื่อไว้หมดเลย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ส่วนเรื่องห้องรับรองนั้น ต้องขอความร่วมมือจากสมาชิกทุกท่านนะครับ เพราะว่าเป็นห้องรับรองของสมาชิกทุกคน

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ใช่ครับ แต่ว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เป็นเรื่องของส่วนรวม ก็ต้องขอความร่วมมือ ขอความกรุณาจากท่านสมาชิกด้วยนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

นิดเดียวครับ ในเรื่องของตำรวจรัฐสภา ตำรวจรัฐสภาทุกคนมีเกียรติและศักดิ์ศรีนะครับ บางครั้งการปฏิบัติหน้าที่เวลาท่านประธานสั่งให้มาเชิญ ส.ส. เราที่ทำผิดกฎข้อบังคับ ออกจากห้องประชุม ปรากฏว่าบางครั้งเขาไม่กล้าที่จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด ดังนั้น ท่านประธานต้องมีข้อรับรอง เขาบ่นกับผมมาหลายครั้งครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ขอบพระคุณท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ในส่วนที่ท่านวิชาญหารือ ที่จริงแล้วเคยปฏิบัติกันมาก่อนในช่วงพิจารณางบประมาณ ซึ่งก็ใช้วิธีการเลื่อนก่อนเที่ยงคืน แล้วก็ไม่ต้องลงชื่อ แต่ทีนี้ถ้าจะดูข้อบังคับมันก็ไม่ชัดเจนครับ แต่ธรรมเนียมปฏิบัติเคยปฏิบัติ เพื่อให้ทุกท่านได้สบายใจ ผมขอพักสัก ๑๐ นาทีให้ได้ลงชื่อกัน เพื่อจะได้ไม่ต้องมีข้อครหา จะได้จบครับ พัก ๑๐ นาทีครับ

พักประชุมเวลา ๐๙.๔๘ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๐.๒๐ นาฬิกา

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๒๗ คน

ท่านสมาชิกครับ มีผู้มาลงชื่อ ประชุม ๓๓๒ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ ผมขออนุญาตดำเนินการประชุมเลยนะครับ เพื่อไม่เสียเวลาผมขอให้อภิปรายต่อเลยครับ ขออนุญาตต่อเลยก็แล้วกันครับ มีอะไร เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน นิดเดียวครับ เพราะว่าช่วงนี้สื่อทุกสื่อ ทีวีทุกช่องไปออกข่าวเรื่องกรณีคลิป (Clip) เมื่อวานนี้ และมันมีภาพที่สภาผู้แทนราษฎรโดยเฉพาะ ส.ส. ที่อยู่ในภาพนี้มานั่งประชุมแล้วก็ดูภาพโป๊ อย่างนี้ผมเองในฐานะที่เป็น ส.ส. แล้วก็มี ส.ส. หลายท่าน มีนักการเมืองหลายท่านที่มา ประชุมตรงนี้มันเกิดความเสียหาย ดังนั้นผมอยากให้ท่านประธานได้ตรวจสอบว่าบุคคล ที่อยู่ในภาพ ที่ทีวีที่สื่อเอาออกไปนี้คือใครนะครับ เพราะมันสามารถตรวจสอบได้เลย ภาพชัดเจนว่าเป็นผู้ใด ใครจากไหน และจากพรรคการเมืองไหนด้วย เพราะตอนนี้อย่างที่ทราบ สื่อทุกสื่อประโคมข่าวทุกช่องและไม่หยุดด้วยนะครับ ในฐานะที่เป็น ส.ส. นี้พวกเราเสียหาย จะต้องเอาบุคคลที่เป็นบุคคลตัวจริง ๆ คนที่มาเข้าประชุมสภาแล้วว่างจนเอาคลิปมาเปิดดู อย่างนี้ ทำให้ ส.ส. เสื่อมเสียชื่อเสียงไปทั้งประเทศ ทั้งโลกอย่างนี้มันไม่ได้ ดังนั้นท่านประธาน ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดตรงนี้ให้ชัดเจน ประชาชนจะได้ไม่สับสนและเสียหายครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณบุณย์ธิดา เชิญครับ

นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธานคะ ดิฉัน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะในกรณีหารือต่าง ๆ ดิฉันไม่ทราบว่าวันนี้ท่านประธาน ได้อนุญาตไปหลายรอบแล้วนะคะ แล้วก็เรื่องบางเรื่องดิฉันว่าควรจะเป็นเรื่องการภายใน ของสมาชิกเราที่ได้ทำการตรวจสอบกันเองนะคะท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นผมขออย่างนี้ ประเด็นนี้ผมได้ให้ท่านเลขาธิการได้ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เอาไว้ข้อเท็จจริง ออกมาแล้วค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง คงประท้วงไม่ได้ ไม่มีใครผิดข้อบังคับ เชิญเลยครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานนะครับ ด้วยเหตุผลในเรื่องของการควบคุม การประชุมสภา ผมขออนุญาตอธิบายท่านประธานนิดเดียวนะครับ ผมคิดว่าเมื่อวานนี้ มันเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติในรัฐสภาหลายเรื่อง แต่ว่าท่านประธานเองในฐานะที่เป็นประมุข ฝ่ายนิติบัญญัติ การเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกอภิปรายในเรื่องที่ทำให้สภาเสื่อมเสีย มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่งนะครับ ผมเข้าใจว่าท่านผู้อภิปรายอาจจะต้องการทำลาย เพื่อนสมาชิกด้วยกัน แต่เรื่องนี้มันทำให้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งท่านดำรงตำแหน่งอยู่ในนี้ด้วย เสื่อมเสีย สิ่งที่กระผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่าเรื่องนี้ท่านประธาน ควรจะตัดบทตั้งแต่แรกแล้ว เพราะว่าถ้าปล่อยให้เพื่อนสมาชิกได้พูดได้ทำให้ข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเรายังไม่ทราบข้อเท็จจริงออกมาเผยแพร่มากจนเกินไปคนที่เสียหายคือท่านประมุข ของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย และสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภาของเราด้วยนะครับ พวกผมไม่พร้อม จะเสียหายด้วยเพียงเพราะคนบางคน เพียงต้องการเล่นการเมือง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่าไปถึงตรงนั้นเลยครับ ผมได้ตัดประเด็นไปแล้วครับ ผมตัดประเด็นก่อนที่ท่านจะพูดด้วยซ้ำ เป็นเรื่องที่เพิ่งตรวจสอบ ข้อเท็จจริงก็ยังไม่มีใครเสียหายเพราะไม่ได้ระบุถึงใคร ผมไม่อนุญาตใครทั้งนั้น พอสมควรแล้ว นั่งเถอะครับ เอาไว้ให้ข้อเท็จจริงออกมาค่อยว่ากัน ผมวินิจฉัยแล้ว ไม่มีใครเสียหายทั้งนั้น ท่านนั่งเถอะครับ ไม่ได้ระบุหมายถึงใครเลย แล้วก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ผมก็ตัดประเด็นแล้ว ให้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่กรรมการเขาต้องตรวจสอบ เพื่อความสบายใจครับ ก็ขอฝาก ท่านเลขาธิการอย่าบันทึกก็แล้วกัน ผมขออนุญาตดำเนินการเลย เชิญคุณหมอชลน่านครับ แล้วท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่ได้ ประท้วงครับ ท่านประธานครับ แต่ว่าขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงแล้วก็ชี้แจงต่อประธานสภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงไม่ละครับ ผมไม่ให้ มีการบันทึกแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว จบแล้วครับ พอเถอะครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

อย่างนี้ครับ ท่านประธานขออนุญาตสักนิดครับ ท่านประธานที่เคารพ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมอนุญาตคุณหมอชลน่าน ก่อนแล้วครับ อย่างนั้นเดี๋ยวท่านคิวต่อไป เชิญคุณหมอครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตหารือท่านประธานก่อนเข้าสู่ ระเบียบวาระเรื่องที่มีความจำเป็นจึงต้องกราบเรียนท่านประธานครับ เรื่องการใช้อำนาจ หน้าที่ของท่านประธานในการที่จะพักการประชุม การจะเลื่อนการประชุม และการเลิกการประชุม ผมอยากให้ท่านประธานได้ชัดเจนในข้อบังคับเพื่อที่จะได้ใช้เวลาของเราให้เป็นประโยชน์สุด วันนี้เราเสียเวลาไป ๑ ชั่วโมง เพราะความไม่ชัดเจนตรงนี้ทำให้การปฏิบัติของทุกฝ่ายมีความสับสน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายของสมาชิกรัฐสภาเอง เราต้องไปเข้าแถวลงชื่อกันเป็น ๑๐๐ คน หลังจากที่ ท่านประธานสั่งพักการประชุม ๑๐ นาที ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ในข้อ ๒๒ ชัดเจนเป็นอำนาจท่านประธาน ความชัดเจนตรงนี้ท่านประธานต้องชัด เวลาที่จะบอกกับ สมาชิกในการที่จะพัก ในการจะเลื่อน ในการเลิกประชุมแต่ละครั้ง ผมไม่โทษผู้ใดนะครับ แต่ว่านี้คือตัวอย่าง ความปรารถนาดีเรากลับประสงค์ร้ายต่อรัฐสภาทำให้เสียเวลาโดยใช่เหตุ เพราะฉะนั้นต่อไปผมฝากท่านประธานด้วยความเคารพยิ่ง ในการใช้อำนาจตามข้อ ๒๒ ประธานมีอำนาจปรึกษาที่ประชุมรัฐสภาในปัญหาใด ๆ สั่งพักการประชุมรัฐสภา เลื่อนการประชุม รัฐสภา หรือเลิกการประชุมรัฐสภา เอาให้ชัดครับ จะพัก จะเลื่อน จะเลิกมันจะได้ไม่มีประเด็น อันนั้นประเด็นที่ ๑ ผมฝากไว้เพื่อเป็นข้อสังเกตในการทำหน้าที่ต่อ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานว่าบางทีการใช้ข้อบังคับ การไปแปลความเองมันมีปัญหา แน่นอน ถ้ามีปัญหาใด ๆ ปรึกษาสภาจะดีที่สุดครับ ด้วยความขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอจบนะครับ เมื่อวานผมเป็นคนบอกท่านประธานวุฒิสภาเอง บอกให้ใช้วิธีการเลื่อนก็ด้วยข้อบังคับอย่างที่ ท่านเอ่ยถึง ผมถึงได้บอกกับท่านประธานวุฒิสภาให้ใช้วิธีเลื่อน แต่มีคนทักท้วงแล้วก็ หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาหารือ ผมก็ตัดปัญหาเป็นการตัดปัญหาเท่านั้นเอง ยอมเสียเวลาเล็กน้อย เพื่อไม่ให้มีปัญหา ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็จะมีคนหยิบประเด็นเพราะมันเป็นประเด็นแล้ว หยิบประเด็นนี้มาถกเถียงกันไปเถียงกันมาไม่จบ แล้วก็จะเป็นประเด็นที่จะต้องอะไรก็แล้วแต่ ผมก็เลยใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจตัดปัญหาเท่านั้นเอง เพื่อไม่ให้มีประเด็นนี้ขึ้นมา ก็พักให้ไปลงชื่อกันมันก็จบ ซึ่งก็จบไปแล้วก็ไม่ควรจะต้องมาเสียเวลาประเด็นนี้อีก เชิญครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องกราบขอประทานอภัยท่านประธานสภาและเพื่อนสมาชิก ทุกท่านนะครับ ที่ทำให้สภาต้องเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นนี้ ในเรื่องกรณีของภาพ ไม่เหมาะสมเมื่อวาน ซึ่งมีการนำภาพข่าวไปลงว่าเป็นลักษณะของการดูคลิป ซึ่งต้องเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เรื่องนี้มีฝ่ายท่าน ประท้วงว่าให้ผมตัดบท ผมก็ตัดบทไปแล้วท่านก็ยังมาต่ออีก ตกลงให้ผมอย่างไรนี่

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ เข้าใจครับ แต่ผมเชื่อว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน แม้ว่าในการบันทึก การประชุมนั้นจะไม่ได้มีการบันทึกการประชุม และมีเพื่อนสมาชิกพยายามที่จะประท้วง คัดค้านว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรนำเข้ามาในสภา แต่อย่างน้อยผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิก และพี่น้องประชาชน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ พอเถอะครับ ท่านให้ตัดบทผมตัดบทแล้ว แล้วก็ไม่ให้บันทึกในรายงานการประชุม แล้วท่านก็มาพูด เพื่อบันทึกไว้อย่างนั้นหรือ พอเถอะครับ สมควรแล้วครับ อย่าดื้อเลยครับ พอเถอะครับ เมื่อสักครู่ท่านธนิตพลเพิ่งตำหนิผม ให้ผมต้องรีบตัดบท แล้วผมตัดบทแล้ว จบแล้ว ไม่ให้บันทึกรายงานการประชุมแล้ว ท่านก็จะขอมาพูดต่อผมก็ให้เกียรติได้พูด แต่พอรู้ว่า เป็นประเด็นนี้ผมก็เห็นว่าสมควรที่จะพอ สมควรแล้วครับ เอาละครับ พอเถอะครับ ถ้าประเด็นนี้มันควรยุติแล้วครับ นั่งเถอะครับ เชิญท่านธนิตพล

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

กราบเรียน ท่านประธานครับ ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ครับ เมื่อสักครู่นี้ถ้าท่านประธาน จำได้นะครับ ผมบอกว่าอย่ากล่าวหาเพื่อนสมาชิกให้เสียหายกับรัฐสภา แต่ว่าถ้าคุณณัฏฐ์เขา ประสงค์ที่จะอภิปรายนี่ผมเชื่อว่าวุฒิภาวะของท่านณัฏฐ์ บรรทัดฐาน เขาสามารถที่จะอธิบาย เพื่อให้สภานี้ได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาเถอะครับอย่างนั้น ผมอนุญาตครับ เชิญเลยครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ขออภัยนะครับ เพื่อนสมาชิกต้องรบกวนเวลาอีกสักครู่ จากเหตุการณ์เมื่อวานนี้นะครับที่มีภาพไม่เหมาะสมขึ้นอยู่บนจอของห้องประชุมสภานี่ มันก็เลยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็คำถามมากมายเกิดขึ้นทั้งในสื่อออนไลน์ (Online) แล้วก็ในโทรศัพท์มีการส่งภาพต่าง ๆ เข้ามาสอบถาม เข้ามาพูดคุยกระเซ้าเย้าแหย่จำนวนมาก ทั้งผ่านสื่อประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค (Facebook) เป็นแอพพลิเคชั่น (Application) ต่าง ๆ ที่ใช้กันในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งกระผมเองก็ไม่ทราบก็ต้องเปิดขึ้นดู พอเปิดขึ้นดูก็เห็น เป็นภาพต่าง ๆ เหล่านี้ บางภาพก็ต้องปิดทิ้งไป บางภาพก็มีการตั้งคำถามก็ต้องตอบคำถาม ไปว่าไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเหตุการณ์ไม่เหมาะสมแต่อย่างใด เป็นเหตุความผิดพลาด ที่เกิดขึ้นในสภา ก็มีทั้งภาพที่เปิดขึ้นมาแล้วก็อธิบายชี้แจงให้กับคนที่ตั้งคำถามเข้ามาได้ทราบ ข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นผมถึงต้องเรียนท่านประธานว่าเมื่อวานภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นภาพของกระผมเองครับ และสิ่งที่ผมเปิดขึ้นมานั้นเป็นเพราะว่ามีผู้ที่ส่งภาพเข้ามา เพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วก็ตั้งคำถามต่าง ๆ ซึ่งผมต้องอธิบาย ต้องชี้แจงให้ทราบ แล้วก็ปิดเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเกิดภาพอย่างนี้ขึ้นในสภา เหตุการณ์เพียงเท่านั้นครับ แล้วผมคิดว่าอีกสักครู่หลังจากชี้แจงท่านประธานแล้วคงจะต้องลงไปแถลงข่าวเพื่อให้ สื่อมวลชนได้รับทราบข้อเท็จจริงครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จบนะครับท่าน ผมขอดำเนินการเลยนะครับ พอแล้วกระมังครับ พอเถอะครับ เดี๋ยวก็ยาวอีก ท่านไม่ยาว แต่คนอื่นจะยาว เอาละครับ พอเถอะครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ สมควรแล้วครับ สมควร รอข้อเท็จจริงที่เขาจะตรวจสอบ พอเถอะครับ ก็ต่างฝ่ายต่างชี้แจงไม่มีใครเสียหายครับ ไม่เสียหายหรอกครับผมฟังอยู่ ท่านมีอะไรครับ เชิญครับ

พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา สรรหา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมต้องประทานกราบเรียนผ่านท่านประธานด้วยความเคารพยิ่งว่า ในฐานะที่กระผมเป็นสมาชิกรัฐสภา แน่นอนครับ ปวงชนชาวไทยย่อมมองว่าสภาสูง ตรวจสอบกลั่นกรอง กระผมกราบเรียนสมาชิกรัฐสภาด้วยความเคารพว่าตลอดระยะเวลา ที่มีการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระผมและเพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะ สมาชิกวุฒิสภาได้อดทน ทั้งที่มีโอกาสที่จะแสดงความเห็นที่หลากหลายและสมาชิกรัฐสภา ได้กรุณาแสดงความห่วงใยกรณีที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าเป็นที่เข้าใจกันแล้วครับท่านประธานครับ ดังนั้นอยากจะให้รัฐสภาใช้เวทีนี้เวลาที่มีคุณค่าได้ดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านแรกที่จะอภิปราย ท่าน ส.ว. ท่านทวีศักดิ์ คิดบรรจง เชิญครับ

นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง สมาชิกวุฒิสภา บุรีรัมย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ทวีศักดิ์ คิดบรรจง สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการอภิปราย ได้มีการแปรญัตติ กันอย่างกว้างขวางจำนวน ๑๐๐ กว่าท่านด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตาม ในระบอบประชาธิปไตยนั้น เราจำเป็นที่จะต้องมีความอดทนเพื่อที่จะรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายของสมาชิก ที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการเพื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในบางประการ ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน กระผมขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๙๑/๑ ดังนี้ มาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจำนวนสองร้อยคน

(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภาจำนวนยี่สิบสองคน ดังต่อไปนี้

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนหกคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนหกคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวนสิบคน

การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๑) ให้ใช้เขตจังหวัดเป็น เขตเลือกตั้ง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม (๑) ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียง ลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เขตละหนึ่งคน

ส่วนในเรื่องของหลักเกณฑ์ต่าง ๆ นั้น กระผมขอกราบเรียนว่าหลักเกณฑ์ ต่าง ๆ นั้น เมื่อวานนี้เพื่อนสมาชิกซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันแล้วก็ได้ขอแปรญัตติในลักษณะ เดียวกัน คือท่านเจริญ ภักดีวานิช และท่านสุริยา ปันจอร์ ได้อธิบายโดยละเอียดแล้ว กระผม เพื่อเป็นการรวบรัดและไม่ให้เสียเวลามาก กระผมจะไม่ขอกราบเรียนเพิ่มเติมครับ

ท่านประธานครับ เรื่องของสมาชิก สสร. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของประชาชน ซึ่งในร่างเดิมของกรรมาธิการนั้นกำหนดไว้จำนวน ๗๗ คน ผมขอกราบเรียนว่า ในเรื่องของจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะเลือกตั้งนั้นได้มีความคิดเห็นที่หลากหลาย บางท่านเห็นสมควรว่าจะมี ๑๕๐ คน บางท่านเห็นสมควรมี ๒๐๐ คน บางท่านเห็นสมควร มี ๗๗ คน เราลองมาดูครับว่าในอดีตที่ผ่านมาเราเคยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็จำนวน สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากจังหวัดต่าง ๆ นั้นเป็นอย่างไร ผมมาดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ปรากฏว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีการเลือกตั้งครับ ท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้แต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน ๑๘ คน ใช้เวลาร่าง ๓ เดือน แล้วก็ได้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๑๗ ซึ่งก็ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด ฉบับหนึ่งที่ได้กำหนดพิทักษ์ในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว้อย่างกว้างขวาง แล้วก็มีหลักเกณฑ์ใหม่ ๆ เข้ามาในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นจำนวนมากด้วยกัน มาดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีทั้งสิ้น ๙๙ คน เลือกตั้งมาจาก จังหวัด จังหวัดละ ๑ คน รวม ๗๖ คน ซึ่งเท่ากับจำนวนจังหวัดในขณะนั้น แล้วก็จะมี ผู้ที่เชี่ยวชาญอีก ๒๓ คน รวมทั้งหมด ๙๙ คน เพราะฉะนั้นเมื่อดูตามจำนวนนี้แล้ว จำนวนของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่นัยสำคัญที่จะทำให้รัฐธรรมนูญนั้นดีหรือไม่ดี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งที่เราเคยมีมา เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงเป็นการแสดงว่าจำนวนของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่มีนัยสำคัญที่จะทำให้รัฐธรรมนูญที่เราร่างขึ้นมานั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีหรือไม่ดี อย่างไรก็ตาม ในปี ๒๕๑๗ และปี ๒๕๔๐ ที่เราร่างรัฐธรรมนูญนั้น บรรยากาศทางการเมืองเป็นบรรยากาศที่คนกำลังเรียกร้องหาประชาธิปไตย และสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญหรือกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อได้รับแต่งตั้งแล้วไม่ได้มีความกดดัน จากฝ่ายใด ๆ ว่าจะต้องร่างอย่างนั้น ต้องร่างอย่างนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ก็ดี หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ ก็ดีได้ใช้วิธีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน อย่างกว้างขวาง ก็เลยทำให้ผลผลิตออกมาคือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ และปี ๒๕๔๐ นั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด คราวนี้มาถึง ณ เวลานี้ที่เราจะพิจารณาซึ่งทางกรรมาธิการนั้น ได้เห็นชอบตามร่างของรัฐบาล ก็คือมีสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ๗๗ คน จังหวัดละ ๑ คน รวมทั้งหมด ๗๗ คน แต่ในขณะเดียวกันผมมีความคิดเห็นว่าจำนวนสมาชิกที่ได้รับ การเลือกตั้งจากจังหวัดต่าง ๆ นั้น ควรจะเพิ่มจำนวนเป็น ๒๐๐ คน ถามว่าเพราะอะไร ท่านประธานครับ อย่างที่กระผมได้กราบเรียนแล้วว่าการร่างรัฐธรรมนูญวันนั้น ถ้าหากว่า ในสังคมไม่มีความขัดแย้ง ในสังคมต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง ผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะทำงานได้สบายครับ แต่ในขณะนี้ในสังคมของเราเต็มไปด้วยความหวาดระแวง เต็มไปด้วย ความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นในสภาแห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน ความขัดแย้งก็มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในสภา ความขัดแย้งบนถนนหนทาง ความขัดแย้งในเมือง ความขัดแย้งในชนบท ความขัดแย้ง มีทั่วทุกหนทุกแห่ง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราจะดึงดันเอาจำนวน ๗๗ คน ตามร่างเดิมแล้วนี่ ในคำอภิปรายต่าง ๆ ที่สมาชิกได้อภิปรายไปแล้วก็คือว่ามีความวิตกกังวลว่าการเลือกตั้ง จากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจากจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดละ ๑ คนนั้นเกรงว่าจะถูกครอบงำ จากพรรคการเมือง เกรงว่าจะไม่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม เกรงว่าการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคล ๗๗ คนนี้ไม่เป็นไปตามหลักการที่แท้จริง ในเมื่อสังคมยังมีความขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้นะครับ ถ้าหากว่าเราเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น ๒๐๐ คนเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงข้อครหาต่าง ๆ ผมคิดว่าเป็น เรื่องที่น่าสมควรที่จะทำ ผมอยากจะวิงวอนกรรมาธิการนะครับว่าท่านได้โปรดใจกว้างครับ รับฟังความคิดเห็นจากเพื่อนสมาชิกให้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานที่ออกไปถ้าหากว่าเราจะดึงดันเอาเพียง ๗๗ คนจากการเลือกตั้ง ในที่สุดก็จะมีข้อครหาแล้วมันก็จะเป็นจุดด่างของร่างรัฐธรรมนูญที่เรากำลังจะทำ มันไม่มีประโยชน์อะไรครับ ผมอยากจะขอกราบเรียนว่าจำนวน ๒๐๐ คนนั้น ก็คือการล้อมา จากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งจำนวนของสมาชิกที่จะได้นั้นก็จะเป็นไปตามสัดส่วนของ ประชากรต่าง ๆ ในจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดเล็กได้น้อย จังหวัดใหญ่ได้มาก ซึ่งเป็นวิธีการ ที่เป็นธรรมที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าจำนวน ๒๐๐ คนเป็นจำนวนที่เหมาะที่สุดครับ

เรื่องที่ ๒ ก็คือจำนวนของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายนี่นะครับ ซึ่งเราเอาผู้เชี่ยวชาญ มาจากกฎหมายมหาชนบ้าง ผู้มีความเชี่ยวชาญในทางรัฐศาสตร์ ในทางรัฐประศาสนศาสตร์ หรือผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ทางด้านการบริหารราชการแผ่นดินจำนวน ๒๒ คน ซึ่งหลายท่าน ได้อภิปรายว่าเราไม่ควรที่จะแต่งตั้งจากบุคคลเหล่านี้ เพราะว่าไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน กระผมอยากจะขอกราบเรียนว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำกันอยู่นี่ ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งการที่จะทำรัฐธรรมนูญนี่นะครับ ถ้าหากว่าเราสามารถจะฟังความคิดเห็นให้หลากหลาย ที่สุดจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด แล้วเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชน มากที่สุด สอดคล้องกับความต้องการของบ้านเมืองมากที่สุด เพราะฉะนั้นจำนวน ๒๒ ท่าน โดยเฉพาะนักวิชาการนั้นจะผ่านการตรวจสอบการคัดเลือกจากสภาของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็คิดว่าได้มีการกลั่นกรองมาระดับหนึ่งแล้ว แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวน ๒๒ ท่านนั้น ถ้าหากว่าเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว กระผมเชื่อว่าความติฉินนินทา ต่าง ๆ ที่นักวิชาการรุ่นก่อน ๆ เคยได้รับ ว่าได้ร่างรัฐธรรมนูญโดยใช้จิตวิญญาณ โดยใช้เจตนารมณ์ ของผู้แต่งตั้งเข้าไปแทรกไว้ในรัฐธรรมนูญทำให้รัฐธรรมนูญนั้นไม่สามารถที่จะใช้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ผมคิดว่าจำนวน ๒๒ ท่านที่จะได้รับการแต่งตั้งนี้จะเป็นคนที่จะ ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ได้อย่างดี ถ้าหากว่าเราไม่ไว้ใจเขา ผมคิดว่าทั้ง ๒๒ ท่านที่จะได้รับ การแต่งตั้งนั้นย่อมจะต้องมีความระมัดระวังตัว อย่างน้อยที่สุด ๑. ก็ความเป็นครูบาอาจารย์ ๒. ก็คือการที่ได้รับการไว้วางใจจากสภาของมหาวิทยาลัยที่ท่านได้สังกัดอยู่ และอันที่ ๓ ก็คือ ได้รับการกลั่นกรองจากรัฐสภา เพราะฉะนั้นทั้ง ๒๒ ท่านนั้นคงจะไม่ได้ทำให้ขัดกับเจตนารมณ์ ของบ้านเมืองนะครับ เพื่อที่จะรับใช้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอย่างแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้จึงขอแปรญัตตินะครับ จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น จำนวน ๒๐๐ คน แล้วก็จากผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ จำนวน ๒๒ คน รวมทั้งสิ้น ๒๒๒ คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าจะรับได้ แล้วก็อยากจะขอกราบวิงวอนไปทาง กรรมาธิการอย่างที่ได้กราบเรียนแล้วครับ ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผู้สงวนคำแปรญัตติ ท่านประธานครับ คำแปรญัตติที่สงวนไว้ของกระผมนั้นโดยสรุป เพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อก็คือว่าผมต้องการให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีประเภทเดียว ที่มาจากการเลือกตั้ง จำนวน ๒๐๐ คน โดยสรุปก็คือใช้รูปแบบของการเลือกตั้ง ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือตามจำนวนประชากร แต่ละจังหวัดก็มีจำนวน ส.ว. ตามสัดส่วนประชากร ในขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เลือกสมาชิกได้เพียง ๑ คน กระผมเห็นว่าโจทย์ของการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ทางฝ่ายรัฐบาล ทางฝ่ายพรรคที่เสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑ ในขณะนี้เสนอมาโดยตลอดนอกเหนือจาก ที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่ใช่ผลพวงของการรัฐประหารแล้ว ท่านมักจะบอกว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการปรองดองเพื่อสร้างกติกาที่มีที่มาจากความชอบธรรม กติกาที่มาจาก ประชาชนไม่ใช่ผู้ถืออาวุธเข้ามา ถ้าเผื่อสามารถทำกติกาใหม่ได้ร่วมกันแล้วน่าจะเป็น จุดเริ่มต้นของความปรองดอง เช่นเดียวกับอีกเหตุผลหนึ่งก็คือการเยียวยา การคืนความเป็นธรรม กระผมจะไม่วิจารณ์ว่าแนวความคิดทั้งเยียวยาก็ดี ทั้งเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ก็ดีจะตอบโจทย์ ได้หรือไม่ แต่ถ้าสมมุติว่ากระผมเชื่อว่าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นการตอบโจทย์ และผมก็คิดว่าที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็น ตัวแทนความหลากหลายของสังคม ด้วยความเคารพ เมื่อวานนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านได้ลุกขึ้นตอบในลักษณะทำนองว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่สภาการเมือง ไม่อยากให้ มีฝักฝ่ายทางการเมือง ไม่ได้ควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล แล้วก็มีระยะเวลาการทำงาน อันสั้น กระผมเห็นว่าถึงแม้ว่าจะมีระยะเวลาการทำงานสั้น ไม่ว่าจะ ๒๔๐ วัน หรือจะสุดแท้แต่ เท่าไร ซึ่งจะต้องพูดกันต่อไปก็เถอะ แต่เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของบ้านเมืองอย่างยิ่งครับ และที่สำคัญก็คือว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมในขณะนี้ ความแตกต่างหลากหลาย ที่เกิดขึ้นในสังคมในขณะนี้อาจจะไม่ใช่เพียงเรื่องของพรรคการเมืองที่ต่างพรรค ต่างความคิดเห็น เท่านั้น แต่หมายถึงกลุ่มประชาชนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน อาจจะหมายถึง กลุ่มประชาชนที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมแตกต่างกัน ท่านประธานครับ การเลือกตั้งเป็น องค์ประกอบที่สำคัญและขาดไม่ได้ของระบอบประชาธิปไตย แต่ว่ารูปแบบ วิธีการการเลือกตั้ง ก็มีอยู่หลากหลาย กระผมเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าการเลือกตั้ง ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ซึ่งก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ทางรัฐบาลชุดนี้ ทางพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาล ชุดนี้ก็เรียกร้องต้องการมาโดยตลอด เป็นระบบการเลือกตั้ง เป็นนวัตกรรมการเลือกตั้ง ที่สามารถจะตอบโจทย์ให้ได้ตัวแทนที่มีความหลากหลายในสังคมได้ ท่านประธานครับ ขออนุญาตเอ่ยนามเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง ไม่เสียหายครับ ผมก็ได้ขออนุญาตท่านแล้ว ท่าน ส.ว. อนุศาสน์ สุวรรณมงคล ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็มักจะเรียกท่านว่า ส.ว. ปัตตานี ซึ่งความจริง ไม่ใช่ครับ ท่านเป็น ส.ว. สรรหาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ว่าในช่วงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ปี ๒๕๔๙ ท่านสมัคร ส.ว. เลือกตั้งจังหวัดปัตตานี แล้วท่านก็เป็น ๑ ใน ๒ ที่ได้รับเลือกเข้ามา ลักษณะพิเศษของจังหวัดปัตตานีก็คือมีประชาชนที่มีรากฐานทางวัฒนธรรม ศาสนาแตกต่างกัน เป็น ๒ ชุด ๒ กลุ่ม ถ้าเลือกโดยนวัตกรรมการเลือกตั้งแบบ ส.ว. ปี ๒๕๔๐ จังหวัดปัตตานี จะได้สมาชิกที่มาจากการนับถือศาสนาอิสลาม ๑ ท่าน มาจากการนับถือศาสนาพุทธ ๑ ท่าน แต่พอมีการเลือกตั้ง ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่มีจังหวัดละคน การตอบโจทย์ ความหลากหลายของสังคมจะจบลงไปทันที ท่าน ส.ว. อนุศาสน์ สุวรรณมงคล ท่านก็ต้อง ขยับมาสมัครรับการคัดเลือกเป็น ส.ว. สรรหา เพราะว่าถ้าเผื่อสมัครเป็น ส.ว. เลือกตั้งเสียง ข้างมากในจังหวัดนั้นก็จะเลือกอีกกลุ่มศาสนาหนึ่ง ซึ่งอันนี้ก็ไม่ใช่ความขัดแย้งแตกแยก แต่เป็นความแตกต่างที่นวัตกรรมการเลือกตั้งแบบ ส.ว. ปี ๒๕๔๐ นั้นสามารถตอบโจทย์ ให้ได้คนที่มีความหลากหลายหลากกลุ่มกัน นี่ผมยกตัวอย่างเฉพาะจังหวัดปัตตานีที่มี ส.ว. ได้ ๒ คน และมีประชาชนที่มีรากฐาน ทางวัฒนธรรมแตกต่างกันเป็น ๒ กลุ่ม ยังมีจังหวัดอื่น ๆ อีกครับ อย่างกรุงเทพมหานคร ถ้าท่านประธานจะได้กรุณาย้อนไปดูการเลือกตั้ง ส.ว. เมื่อปี ๒๕๔๓ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า เราสามารถที่จะได้ ส.ว. กรุงเทพมหานครที่เป็นตัวแทนของคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย กลุ่มเอ็นจีโอ (NGO) บางส่วนเข้ามา ๓-๔ คน อันนี้ผมมีความเห็นว่าถ้าเผื่อว่าเราใช้นวัตกรรมการเลือกตั้ง แบบ ส.ว. ปี ๒๕๔๐ มาใช้กับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมันก็จะทำให้สามารถ ตอบโจทย์ความแตกต่าง ความหลากหลายของกลุ่มชนในสังคมที่มีความแตกต่างกัน ไม่ใช่ ต่างพรรคการเมืองเท่านั้นนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อย่าว่าแต่ต่างความคิดเห็น ทางการเมืองเลย แม้แต่ในหมู่ผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองใกล้เคียงกันในแนวทางเดียวกัน ก็จะยังมีแตกต่างต่างกลุ่มกันไป ขออนุญาตยกตัวอย่างไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายครับ สมมุติกลุ่มคนเสื้อแดง หรือกลุ่ม นปช. ในจังหวัดต่าง ๆ กระผมเชื่อว่าในแต่ละจังหวัดก็จะ มีหลายกลุ่ม ความคิดใหญ่เริ่มสวนกัน แต่ก็จะมีความคิดย่อยที่อาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง ถ้าเราใช้นวัตกรรมการเลือกตั้งตัวแทนจังหวัดละ ๑ คน ก็จะเป็นการยากลำบากและทำให้ได้ แต่เสียงข้างมากที่สุดเข้ามาเพียง ๑ ท่าน แต่ถ้าเผื่อว่าเราใช้นวัตกรรมการเลือกตั้งแบบ ส.ว. ปี ๒๕๔๐ เข้ามานี่ แม้กระทั่งในหมู่คนเสื้อแดง หรือ นปช. ก็มีโอกาสที่จะได้หลากกลุ่มเข้ามา ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ได้คนกลุ่มอื่นที่อาจจะมีความคิดแตกต่างออกไปเข้ามาด้วย กระผมเห็นว่านวัตกรรมการเลือกตั้งแบบ ส.ว. ปี ๒๕๔๐ ตอบโจทย์ความหลากหลายของ สังคมที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนในการเขียนกติกาเพื่อให้เป็นที่ยอมรับกันทั้งประเทศได้ อันนี้เป็นประการสำคัญที่สุด

ประการสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือว่าการเลือกตั้งตัวแทนจังหวัดละ ๑ คน ไม่สามารถจะตอบโจทย์ทฤษฎีใดได้เลย ไม่สามารถจะตอบโจทย์ได้ว่าทำไมจังหวัดใหญ่ มีตัวแทนได้ ๑ คน เช่นเดียวกับจังหวัดเล็ก เช่นกันครับ เพราะว่าประเทศไทยรูปแบบ การปกครองนั้นก็เป็นระบบรัฐเดียวเป็นราชอาณาจักรไม่ใช่ระบบมลรัฐที่จะมีตัวแทน ไม่ว่าจากรัฐใหญ่หรือรัฐเล็ก ๒ คนหรือ ๑ คนเท่ากัน อันนี้กระผมเห็นว่ากราบขอความกรุณา ท่านกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาประเด็นนี้ เพราะว่าในมาตรา ๒๙๑/๑ มีผู้แปรญัตติเข้ามาเป็นจำนวนมาก สมาชิกวุฒิสภาที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ท่านก็แปรญัตติเข้ามาเป็นจำนวนมาก เรื่องให้มีสมาชิก ๒๐๐ คนอาจจะแตกต่างกันไปว่า บางท่านเห็นให้ควรมีสมาชิก ๒๐๐ คน ตามแบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อย่างเดียว บางท่านเห็นว่ามีสมาชิก ๒๐๐ คน ตามแบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วบวกด้วย ๒๒ คน ที่เป็นตัวแทน นักวิชาการที่เลือกโดยรัฐสภา ท่านประธานครับ ถ้าทางคณะกรรมาธิการ ได้ประชุมพิจารณาหลังจากรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกทั้งหมดแล้วนี้นะครับ ถ้าท่านโอนอ่อนผ่อนตามในเรื่องนี้ รับฟังเหตุผลด้วย เพราะว่าแม้ในชั้นกรรมาธิการเอง กรรมาธิการบางท่าน ท่านเองก็ยังสนับสนุนการเลือกตั้งแบบเดียว กระผมเห็นว่า ถ้าท่านทบทวนมีมติในเรื่องนี้ แล้วตกลงหารูปแบบให้ดีที่สุด กระผมเชื่อว่าจะทำให้ การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑ ในครั้งนี้เดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น และรวดเร็วมากกว่านี้ เพราะว่าแม้ว่าเราหลายคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขชนิดเขียนใหม่ทั้งฉบับ แต่กระบวนการมันก็ได้ล่วงเลยมาแล้ว จะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างไร จะไปใช้สิทธิทางศาล หรืออย่างไรนั้นก็ว่ากันไปอีกทางหนึ่ง แต่ว่าในชั้นนี้ถ้าท่านดูจำนวนคนที่แปรญัตติเข้ามา ความคิดเห็นที่ไปในทางเดียวกันเรื่องให้มีสมาชิก ๒๐๐ คน ถ้าท่านจะกรุณาพิจารณา ทบทวนอีกสักครั้งหนึ่งเป็นมติใหม่ของคณะกรรมาธิการ กระผมเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์ มากกว่าโทษ ถึงที่สุดครับท่านประธาน วาทกรรมสวยหรูต่าง ๆ ที่เราทุกคนอาจจะพูดกันมา ต่างมุมมองบ้าง สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องการเห็น ก็คือต้องการเห็นให้เวทีสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเวทีที่มาจากตัวแทนความคิดทุกฝ่ายมากที่สุด มาจากตัวแทนทางวัฒนธรรม ที่มีความหลากหลายและครอบคลุมความเป็นตัวแทนมากที่สุด และที่สำคัญที่สุดก็คือ จะต้องไม่เป็นลักษณะเป็นตัวแทนของเสียงข้างมากในรัฐสภาแห่งนี้ให้มากที่สุดด้วยเช่นกัน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปใช้รูปแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิก เสียงข้างมากในรัฐสภาแห่งนี้ก็สามารถเสนอแก้ไขเข้ามายกฉบับเลยก็ได้ เหมือนอย่างที่ ได้เคยยื่นมาแล้วหลายครั้งในช่วงปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ท่านประธานครับ ประเด็นนี้กระผม เห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ความยุ่งยาก ความสับสนต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในชั้นกระบวนการ ร่างรัฐธรรมนูญโดย สสร. ยังมีอีกเยอะ ซึ่งกระผมเห็นว่าในประเด็นมาตราที่เป็นมาตราสำคัญ นอกจากมาตรา ๒๙๑/๑ นี้แล้ว ประเด็นที่จะต้องพูดกันมากก็คือมาตรา ๒๙๑/๑๑ ทุกวรรค โดยเฉพาะวรรคห้า ซึ่งกระผมจะขออนุญาตท่านประธานไปใช้เวลาตรงนั้นให้มากหน่อย ในขณะที่เวลาตรงนี้โดยส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับท่านสมาชิกก่อนหน้านี้ แต่อยากจะขอย้ำว่า อยากให้ใช้นวัตกรรมการเลือกตั้งที่มีความก้าวหน้าแล้วก็สะท้อนความแตกต่างหลากหลาย ของสังคมให้ได้มากที่สุด และถึงที่สุดครับเป็นครั้งที่ ๓ ขอวิงวอนขอกราบเรียนมายัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้โปรดพิจารณามาตรา ๒๙๑/๑ นี้อีกสักครั้งหนึ่ง เพราะว่า ปมประเด็นที่ทำให้เรื่องราวยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้ตั้งแต่ในชั้นกรรมาธิการใครถูกใครผิด ผมไม่ทราบ แต่มันก็เกิดจากการที่มีมติไปครั้งหนึ่งแล้วมาทบทวนมติใหม่ จะด้วยเหตุผลกลใด ก็สุดแท้แต่ แต่ถ้าเผื่อในเรื่องนี้เราเริ่มต้นความปรองดอง เราเริ่มต้นการแก้ไขตั้งแต่ในชั้น ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ กระผมเชื่อว่าความราบรื่นจะเดินหน้าไปได้พอสมควร แม้ว่าเราจะ ยังคงมีความคิดเห็นที่ยังแตกต่างหลากหลายกันอยู่ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผมหารือท่านประธานครับ เนื่องจากในมาตรา ๒๙๑/๑ หรือหลาย ๆ มาตรา รายชื่อของกระผมซึ่งเป็นกรรมาธิการด้วยแล้วก็จะเป็นเสียงข้างน้อย ท่านประธานได้กรุณามีใบแทรกเนื่องจากไม่อยู่ในรายงาน เพราะฉะนั้นท่านประธานจะไม่มี ชื่อผมในผู้สงวนคำแปรญัตติ ผมก็รอตั้งแต่เมื่อวานนะครับ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า จะให้ผมใช้สิทธิตอนไหน อย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาไว้ตอนท้ายหลังจากที่ ตรงนี้ ให้สิทธิท่านในตอนท้าย ๆ ครับ เชิญท่านเพ็ญพักตร์ ศรีทอง ครับ

นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ตามที่ดิฉันได้ยื่นขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๒๙๑/๑ ของมาตรา ๔ เป็นดังนี้ ในมาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญตามหน้าที่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามหมวดนี้ ประกอบด้วย สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจำนวน ๒๐๐ คน ในส่วน (๑) (๒) และ (ก) (ข) (ค) นั้น ขอตัดทิ้งทั้งหมด และขอเพิ่มเติมข้อความดังนี้

การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง

การคำนวณเกณฑ์จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแต่ละจังหวัดจะพึงมี ให้คำนวณตามวิธีที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๔ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ โดยอนุโลม

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้หนึ่งคน

การเลือกตั้งให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ

ในกรณีที่จังหวัดใดมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้มากกว่าหนึ่งคน ให้ผู้สมัคร รับเลือกตั้งได้คะแนนสูงสุดเรียงตามลำดับจนครบจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่พึงมีได้ ในจังหวัดนั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านประธานคะโดยจากเหตุผลแล้วก็หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ก็มีท่านสมาชิก ได้อภิปรายอย่างมากมายส่วนใหญ่ก็มีประเด็นซึ่งจะตรงกันเพื่อเป็นการประหยัดเวลานะคะ ดิฉันก็คงจะไม่ขอใช้เวลามากนักนะคะเพราะว่าวันนี้เป็นวันที่ ๔ แล้วนะคะในการอภิปราย มาตรา ๒๙๑/๑ ค่ะ ท่านประธานสภาคะ การร่างรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ควรให้โอกาสประชาชนได้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงเพื่อให้รัฐธรรมนูญนี้ ออกมาอย่างสง่างามที่สุด ในส่วนที่มาของ สสร. ซึ่งดิฉันเสนอให้มาจากการเลือกตั้งจำนวน ๒๐๐ คน โดยใช้แนวทางเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๐ ซึ่งดิฉันเองก็เป็นผู้หนึ่ง ที่ได้ลงเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๙ แล้วก็ดิฉันได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ว. สรรหา ซึ่งขณะนั้นดิฉันอยู่ จังหวัดอุบลราชธานีและปัจจุบันนี้ก็ได้รับการสรรหา มันเป็นทางเลือกค่ะท่านคะเพราะว่า อย่างที่ท่านคำนูณท่านได้พูดไปแล้ว อันนี้ความคิดเห็นตรงกันนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็อยากจะให้เป็นไปตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละจังหวัดเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถแต่ไม่มีฐานเสียงหรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมือง ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดิฉันคิดว่าควรจะให้โอกาสประชาชน ได้มีทางเลือกทั้งผู้สมัครและผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งจะเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหา ในการล็อกคนได้ด้วยนะคะ ในส่วนที่มาของนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่าง ๆ จำนวนที่กรรมาธิการท่านได้กำหนดไว้จำนวน ๒๒ คนนั้น ดิฉันคิดว่าจะไม่สอดคล้องกับ หลักประชาธิปไตยและไม่ถูกต้องตามหลักนิติธรรมด้วย ท่านประธานคะ ดิฉันอยากให้ ท่านคณะกรรมาธิการได้ฟังเสียงและเหตุผลของสมาชิกวุฒิสภาด้วย ซึ่งการแปรญัตติมาตรานี้ มี ส.ว. ได้ขอแปรญัตติมากถึง ๔๓ ท่านด้วยกัน และดิฉันคิดว่าให้ความเป็นธรรมกับ จังหวัดใหญ่ ๆ ที่มีประชากรมากด้วยนะคะ ท่านประธานคะดิฉันอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นฉบับของประชาชนจริง ๆ หลักการสำคัญก็คือเลือกโดยประชาชน ร่างโดยประชาชน และประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ค่ะ ขอขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระ เพชรทอง ท่านสมชาย แสวงการ ครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ต้องเรียน ท่านประธานและที่ประชุมเพื่อบันทึกไว้ชัดเจนครับว่าในวาระที่หนึ่งนั้นผมไม่เห็นด้วยกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบยกเลิกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ แล้วก็ยืนยันครับว่าจนถึงขณะนี้ และในวาระที่สามก็บันทึกไว้ได้เลยครับว่าผมก็จะลงมติไม่เห็นด้วยเช่นเดิมครับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องเรียนต่อท่านประธาน ณ ที่ประชุมรัฐสภา ก็คือว่าให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ แล้วก็บันทึกไว้ด้วยว่าที่ทำรัฐธรรมนูญแบบการแก้ไขเพียงมาตราเดียวและยกเลิกรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับโดยอ้างเหตุผลใดก็ตามนั้นมันมีความทั้งรีบร้อน รวบรัดแล้วก็ร้อนรน ต้องเรียนโดยเฉพาะกรรมาธิการและผมยังอยากฝากไปยังกรรมาธิการครับว่าอย่าเพิ่ง ทำตัวเป็นชาล้นแก้วที่เติมไม่ได้ สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกฝ่ายค้าน ๑๗๒ คน แปรญัตติ และสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ นั่นแสดงว่ามีความสำคัญเพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญ ของประเทศ ใช้บังคับไม่ใช่กับคนแค่ส่วนหนึ่งส่วนใด แต่ใช้บังคับกับคนทั้ง ๖๕ ล้านคน การที่ท่านมีเสียงข้างมากแล้วพยายามบอกว่ากรรมาธิการไม่เปลี่ยนแล้วโดยเฉพาะ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเมื่อวานนะครับ ที่ท่านยืนยันครับว่า ๗๗ คนบวก ๒๒ คน เป็นสูตรที่ท่านไม่เปลี่ยนแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีเพื่อนสมาชิกเสนอสูตรอื่น ๆ ด้วยความหวังดีครับ ผมไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกรัฐธรรมนูญ แต่ผมยืนยันครับว่าไหน ๆ ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ควรแก้รัฐธรรมนูญให้ดีที่สุด เพราะว่าจะเป็นกฎหมายที่ใช้ต่อไปและในอนาคตไม่ถูกฉีกอีกครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ยืนยันต่อสภาแห่งนี้ ไม่ทราบว่าท่านประชุมตอนไหน แต่ยืนยันว่าท่านไม่แก้แล้ว สูตรไม่ว่าจะเป็นสูตร ๑๒๕ คน บวก ๒๕ คนของท่านหัวหน้า พรรคฝ่ายค้าน สูตร ๒๐๐ คนของ ส.ว. หรือว่า ๒๐๐ คนบวก ๒๒ คนของ ส.ว. ผมว่า ท่านน่ารับฟังครับ ท่านต้องเอาน้ำชาออกจากแก้วบ้างครับ แล้วเติมเข้าไปครับ อย่างนี้ บ้านเมืองจะไปได้ ผมเรียนว่าเมื่อท่านพูดและพล่ามเรื่องประชาธิปไตย ผมก็มีคำถามต่อ ประชาธิปไตยของท่านนะครับว่าท่านจะให้รัฐธรรมนูญนี้ร่างโดยประชาชนจริงหรือไม่ครับ

เรื่องแรก เมื่อท่านจะให้ประชาชนเลือก สสร. ของเขาเอง ก็ควรให้เลือก โดยใช้สัดส่วนซึ่งผมคิดว่าเทียบเคียงกับการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งท่านบอกว่าดีที่สุดนั่นนะครับ ก็คือการเลือกแบบ ส.ว. ใช้คุณสมบัติเดียวกับ ส.ว. เลยครับ ไม่ต้องมีการหาเสียง แล้วก็ต้อง มีหลักประกันเรื่องการไม่ดำรงตำแหน่งกับพรรคการเมืองทั้งก่อนและหลังอย่างน้อย ๕ ปี เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีประโยชน์ทับซ้อนเหมือนที่เคยเกิดในอดีต บางคนมาเป็น ส.ว. บางคนมาทำหน้าที่ สสร. แล้วก็รับตำแหน่งทางการเมือง อันนี้ผมคิดว่าเป็นหลักประกัน ประการหนึ่ง

ประการที่ ๒ การให้มีการเลือก สสร. ๒๐๐ คน แบบเดียวกับ ส.ว. ชัดเจนครับว่า ในหลายจังหวัดจะได้ ส.ว. จังหวัดละ ๑ คน แต่ในหลายจังหวัดที่มีประชากรมาก อย่างเช่น กรุงเทพมหานครชัดเจนครับว่ามีเสียงข้างมาก อย่างท่านปราโมทย์ ไม้กลัด ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านก็ได้คะแนนเสียงเป็นล้านเสียง ขณะที่เสียงข้างน้อยอย่างอดีต ส.ว. จอน อึ๊งภากรณ์ ๒๐,๐๐๐ กว่าคะแนน ก็ได้กลับมาเป็น ส.ว. เพราะฉะนั้น ๑๘ คนในกรุงเทพมหานคร ก็จะได้มีตัวแทนของแต่ละกลุ่ม แต่ละอาชีพเข้ามาเป็น สสร. ได้ อย่างน้อย ๑๘ คน แบบเดียวกันครับ จังหวัดสงขลามี สสร. ในอนาคตได้ ถ้าเป็น ๔ คนในตามสัดส่วนที่ผมว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมี ๕ คน จังหวัดขอนแก่นมี ๔ คน จังหวัดสมุทรปราการมี ๔ คน หรือแม้กระทั่งอย่างในจังหวัดปัตตานีซึ่งมีทั้งพี่น้องไทยพุทธ และไทยมุสลิม ก็อาจจะได้ ตัวแทนอย่างละ ๑ คน อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้เรียนแล้ว เพราะฉะนั้นผมเรียนฝากวิงวอนไปยัง กรรมาธิการครับว่าท่านได้เปิดใจและแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ที่เขากล่าวหาว่าแก้เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แก้เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือแก้เพื่อให้เห็นว่านี่คือ ชัยชนะของผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา แล้วไม่ฟังเสียงประชาชนกลุ่มอื่นเลย ผมถามว่า บ้านเมืองจะเดินต่อไปอย่างไร ถ้ากรรมาธิการเปิดใจให้กว้างและแสดงความบริสุทธิ์ใจลองรับฟัง ความคิดเห็นที่พวกเราเสนอและนำกลับไปเป็นมติของกรรมาธิการ ผมเรียนนะครับว่าสมาชิก ที่เป็นตัวแทนเข้ามาในสภาแห่งนี้มี ๖๕๐ คน กรรมาธิการมีเพียง ๔๕ คน ในนั้นเป็น เสียงข้างน้อยเสีย ๑๐ กว่าคน ท่านก็มีเสียงข้างมากแค่ ๓๐ กว่าคน และท่านใช้มติของท่าน บอกว่าจะเอาแค่ ๗๗ คนบวก ๒๒ คน นี่เป็นการเร่งรัด รวบรัดแล้วก็ร้อนรนไปหรือ นอกจากนั้นครับ สิ่งที่ท่านอ้างว่าเรื่องนี้จะเป็นประชาธิปไตยโดยแท้ที่มาจากประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน มีความอันหนึ่งที่ต้องมีคำถามและต้องถามย้ำไว้อีกครับว่า รัฐธรรมนูญที่เขาส่งมาจากประชาชน ทำไมไม่รอครับ ต้องรีบดำเนินการไปถึงไหน

ประการถัดมาครับ ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ท่านประชุมรีบมากเลยครับ คณะกรรมาธิการปกติจะประชุมสัปดาห์ละ ๑ วัน ท่านก็ประชุมสัปดาห์ละ ๒ วันบ้าง ๓ วันบ้าง เช้า-บ่าย เร่งรัดกันเข้ามานะครับ นอกจากนั้นในฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ท่านเปิดโอกาสให้พูดเลยครับ เต็มที่ แต่ฝ่ายที่สนับสนุนท่านกลับไม่ได้พูดกัน เพราะมันไม่ใช่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ซึ่งผมต้องเรียนฟ้องไปยังพี่น้องประชาชนว่ามันเป็นการรวบรัดและเร่งรีบจริง ๆ สุดท้าย ท่านก็ใช้มือโหวตในคณะกรรมาธิการ แบบนี้มันจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร นอกจากนั้น ในเรื่องของการแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติ ท่านเปิดโอกาสให้เราไปสงวนคำแปรญัตติ และอธิบายท่านในวันที่ ๔ เมษายน ตอนบ่ายครึ่งวัน วันที่ ๕ เมษายน อีก ๑ วันเต็ม แต่คณะกรรมาธิการก็รับฟังไปอย่างนั้น มีองค์ประชุมบ้าง ไม่มีองค์ประชุมบ้าง สุดท้าย ท่านประธานก็อธิบายว่าตอน ๓ ทุ่มท่านก็ลงมติ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ามีองค์ประชุมหรือไม่นะครับ ว่าไม่เห็นด้วยกับผู้ที่แปรญัตติทั้งหมดเลย ผมกราบเรียนครับว่า สิ่งที่ผมได้เคยเรียนถาม ท่านประธานคณะกรรมาธิการในห้องประชุมแล้วว่าจะสูญเปล่าหรือเปล่า มันผิดหลักการ ประชาธิปไตยครับ โดยทั่วไปนั้นควรจะรับฟังความคิดเห็นของผู้แปรญัตติ แล้วอธิบาย ด้วยกันครับ บางครั้งคณะกรรมาธิการก็เห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ แล้วก็พิจารณาแก้ไข บางครั้ง คณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยก็สงวนคำแปรญัตติ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า เอกสารนี้มันผิดพลาดนี่มันชัดเจนครับว่าคณะกรรมาธิการปล่อยให้ผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ เกือบทั้งหมด นี่รวมถึงนะครับ อยากให้บันทึกไว้ก็คือว่าผู้ไม่ได้แปรญัตติ ไม่ได้สงวนคำแปรญัตติ ก็มีชื่ออยู่ในเอกสารฉบับนี้ ผู้ที่สงวนคำแปรญัตติก็กลับไม่มีชื่อในการที่จะสงวน แล้วหลายท่าน ก็เป็นบันทึกที่เก็บไว้นะครับ ซึ่งผมคิดว่าในอนาคตคงได้เป็นประโยชน์ที่จะต้องเรียนเรื่องนี้ ต่อไปนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการต้องไปที่สิ่งที่ต้องตัดสินว่าสิ่งเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่ ในศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต เรียนต่อไปอีกครับว่าการขยายเวลาสมัยประชุมสมัยนิติบัญญัติ ออกไป ในเหตุผลนั้นระบุว่ามีความเร่งรีบที่ต้องดำเนินการในหลาย ๆ เรื่องเพื่อประโยชน์ ประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิจารณากรอบต่าง ๆ ไฉนเลยเรื่องเหล่านี้ยังหายไป ไม่ได้กลับมาพิจารณา แล้วไปอยู่ท้ายในวาระการประชุม ท่านนำเรื่องรัฐธรรมนูญเข้ามา พิจารณาก่อน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เห็นว่ามันเป็นการเร่งรีบแล้วรวบรัดเกินไป ทั้ง ๆ ที่ เราในฐานะสมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทน เราไม่ใช่เป็นผู้แทนประชาชนโดยตรงนะครับ แต่เรากำลังทำกฎหมายซึ่งเป็นกติกาของสังคมไทยซึ่งต้องใช้กันทั้ง ๖๕ ล้านคน ผมก็หวังว่า จะใช้กันได้อีกหลายสิบปีโดยไม่ถูกฉีก เพราะฉะนั้นเราทำไมไม่ให้เวลากับการแก้ไขกติกา สำคัญของประเทศให้ตกผลึกร่วมกัน ทำให้ สสร. มีที่มาที่ยอมรับได้จากทุกฝ่าย แล้วก็เป็น สสร. ที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ผมกราบเรียนครับว่า สสร. ที่ท่านจะเอามาจาก นักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็น ๒๒ คนนั้นก็เรียนครับว่าล้วนแต่สามารถควบคุมได้ ผมมีหลักฐาน และเป็นคำที่ข่าวลงไว้เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ที่จังหวัดเชียงรายในงานเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง ๒๐ หมู่บ้านที่มี ส.ส. สุนัย จุลพงศธร ไปร่วมด้วย ที่บ้านศรีบังวัน ตำบลโรงช้าง อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย วันที่ ๑๒ มีนาคมครับ นายนที ศรวารี แกนนำคนหนึ่งที่เข้าไปร่วมบอกว่า จะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นคนเสื้อแดง ๕๓ คน ๕๓ คนจาก ๗๗ คน บวกกับ ๒๒ คนที่จะใช้วิธีการบล็อกโหวต (Block vote) ในสภา รวมแล้วเป็น ๗๕ คน ท่านจะ มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๓ ใน ๔ แล้วครับ ที่เหลืออีก ๒๐ กว่าคนก็จะเป็นเสียงข้างน้อย แล้วผมถามว่าการร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นไปเพื่อประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเหล่า ทุกสีได้อย่างไร หรือเป็นไปตามกรอบที่ได้มีการทำพิมพ์เขียวไว้แล้ว ซึ่งต้องเรียนว่ามีการทำพิมพ์เขียวไว้แล้ว จะบอกว่าที่ไหน จะเป็นชั้น ๒๖ ตึกแถววิภาวดี หรือจะอยู่ที่ต่างประเทศแถวตะวันออกกลางนั้น ก็ต้องไปพิสูจน์ทราบกันอีกทีหนึ่ง แต่ผมเรียนครับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่เมื่อเราอยากเห็น การปรองดอง เราเห็นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนำคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ไปรดน้ำดำหัวท่านประธานองคมนตรี เราเห็นความน่ารักของคนไทยที่เริ่มเข้าสู่การปรองดอง แต่เรายังไม่เห็นครับว่าสภาแห่งนี้จะทำให้การปรองดองเกิดเป็นรูปเป็นร่างจริงอย่างที่ว่า เพราะว่าการรีบเร่งอย่างที่ว่านั้นได้ทำให้เกิดสิ่งที่สังคมตั้งคำถามครับ ขอให้ท่านประธานได้อนุญาตนิดหนึ่งครับ ผมขอหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับวันนี้ที่มีบทนำของ ไทยโพสต์เพียงเล็กน้อยนะครับ เขาระบุครับว่ารัฐบาลเพื่อไทยยกเหตุผลว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข คือดุลยภาพแห่งอำนาจไม่สมดุล ฝ่ายตุลาการตรวจสอบไม่ได้ องค์กรอิสระขาดการตรวจสอบ ส.ว. ที่มาจากการสรรหามีอำนาจในการถอดถอน บทบัญญัติ บางมาตราขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้นำไปสู่การตีความ อยู่ตลอดเวลา คำถามที่เขาถามก็คือว่าในเมื่อท่านเห็นว่า ส.ว. สรรหาอย่างพวกผมมีปัญหา เหตุใดท่านยังใช้กระบวนการในการสรรหา ๒๒ คนเข้ามาเป็น สสร. ผมมาจากการสรรหา ผมยังอยากเห็นท่านให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ไหน ๆ จะทำแล้ว ทำให้ดีครับ ผมยังหวังว่าในจังหวัดต่าง ๆ จะมีตัวแทนของเสียงข้างมาก ซึ่งต้องเรียนตามตรงว่า จังหวัดไหนที่มี ส.ส. มีหัวคะแนน มีอิทธิพลของพรรคการเมืองอยู่นั้น ที่ ๑ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น คนที่หัวคะแนนจัดการจัดตั้งได้ ไม่แปลกครับ ไม่เป็นอะไรครับ ในภาคเหนือ ภาคอีสาน อาจจะมีของพรรครัฐบาล ในภาคใต้อาจจะมีของพรรคฝ่ายค้าน แต่ผมก็เรียนครับว่า เสียงข้างน้อยล่ะครับ เสียงข้างน้อยในภาคเหนือและภาคอีสานก็จะได้เข้ามา เสียงข้างน้อย ซึ่งมาจากภาคใต้ก็จะได้กลับเข้ามาใน สสร. ด้วย เพราะฉะนั้นมันเป็นงดงามว่าถ้า สสร. ๒๐๐ คน มีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยคละกันไปแล้วร่วมเข้าสู่กระบวนการที่ท่านจะเรียกว่า การปรองดองโดยการแก้รัฐธรรมนูญหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญแล้วร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่นั้น ก็จะได้ดำเนินการไปได้ แล้วเราก็จะมีรัฐธรรมนูญที่น่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งนะครับ นอกจากนั้นครับท่านประธานครับ ในการขอแปรญัตติและผมสงวนไว้นั้น ผมยังเสนอให้ สสร. ชุดนี้นอกจากมี ๒๐๐ คนเลือกตั้งโดยประชาชนเลือกได้ ๑ เสียง วันแมนวันโหวต (One man one vote) ทุกคนเท่ากัน เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งแล้วผมยังเสนอให้ สสร. ชุดนี้มีอายุมากกว่าที่กรรมาธิการเสนอแค่ ๒๔๐ วัน ให้มีอายุอย่างน้อย ๒ ปีเลยครับ ท่านประธาน ๒ ปีนี้ท่านต้องไปทำอะไรบ้างครับ ๑. ท่านไปร่างรัฐธรรมนูญมาเลยครับ ให้เสร็จภายใน ๓๖๕ วัน ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มีปัญหาครับ เขียนกติกาไว้ดีมากเลยครับ แต่ว่ากฎหมายประกอบไม่มี ถึงแม้บางอย่าง จะเขียนไว้ว่าให้มีระยะในการทำกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี ก็ไม่พบว่ามีบทลงโทษใด ๆ ก็เลยเพิกเฉย กฎหมายหลายอย่างครับวันนี้ยังไม่คลอดออกมาแล้วก็แนวโน้มในอนาคต อาจจะถูกตัดออกไปเสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรา ๖๑ มาตรา ๖๗ ในเรื่องของ สิ่งแวดล้อม เรื่องขององค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค เพราะฉะนั้นเหล่านี้เป็นปัญหา ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้ทำครับ ถ้าจะให้ดีผมคิดว่า ในนานาอารยประเทศเขาก็ทำกันครับ ก็คือให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นร่างรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันก็ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมาด้วยเสียคราวเดียวกัน ใช้เวลาให้แล้วเสร็จ ภายใน ๒ ปี เพราะฉะนั้นนี่เมื่อสิ่งเหล่านี้นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญที่ดี นำไปสู่การร่างกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญที่ดี ปัญหาการตีความก็ไม่เกิดขึ้น ปัญหาสิ่งที่เรามาถกเถียงใช้เวลา ขัดแย้งกันอยู่ก็ไม่เกิดขึ้นนะครับ อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมพูดไปนั้นจะทำให้ กรรมาธิการเปลี่ยนใจหรือไม่ โดยเฉพาะต้องขออภัยที่ต้องเอ่ยนามนะครับ นายแพทย์เหวง โตจิราการ เมื่อวานท่านบอกว่าท่านเป็นเสียงข้างน้อย ผมก็ต้องถามหาความจริงใจของท่าน ว่าจริงใจกับพี่น้องประชาชนจริงหรือไม่ ท่านจะอ้างเรื่องการลงมติว่าต้องตามเสียงบังคับ ข้างมากอย่างเดียว ผมว่าคงไม่ถูกนะครับ ผมจะรอดูผลโหวตของท่านครับว่าท่านจะโหวต เห็นด้วยกับกรรมาธิการ หรือท่านจะเห็นด้วยกับภาคประชาชนที่มี สสร. มาจากการเลือกตั้ง ทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมก็เรียนถามนะครับ แล้วก็จะตรวจผลโหวตของท่านด้วยนะครับ ขณะเดียวกันผมต้องเรียนว่าสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านครับ ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านอาจารย์เจริญ คันธวงศ์ และหลายท่านก็เสนอทางออกว่าถ้าให้บ้านเมืองไม่วิกฤติ ในอนาคตเราลองยกร่างให้ สสร. ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด ท่านไม่ติดใจ นะครับ อาจารย์สุริยา ปันจอร์ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านก็ไม่ติดใจว่าไม่ต้องมีมาจากการสรรหา ๒๒ คน ถ้าเอาแบบนี้ ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เป็นไปได้ไหมครับว่ากรรมาธิการ จะเห็นด้วยกับเรา ถ้าไม่เห็นด้วยผมก็กราบเรียนไปยังท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านสมาชิก พรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล พวกเราลองโหวตไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ แล้วเอาร่าง ที่สมาชิกวุฒิสภาเสนอ ๒๐๐ คนที่ผมว่านี่เป็นร่างที่จะแก้ไขดีไหมครับ ถ้าดีผมก็คิดว่า เมื่อถึงเวลาลงมติผมก็จะขอตรวจสอบด้วยว่าท่านลงมติอย่างไร เพราะถ้าท่านอภิปรายไปแล้ว บอกว่าไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ แต่ลงมติแล้วเห็นด้วยกับกรรมาธิการนี่ วันหนึ่งมันก็ฟ้อง ประชาชน มันเคยมีครับ ในสภา ปี ๒๕๔๓ วุฒิสภาก็มีครับ อภิปรายอย่างดีเลยครับ เป็น ส.ว. ท่านหนึ่ง แต่ลงมติทีไร ตรวจแล้วนี่เป็นอีกข้างตลอด ผมหวังว่าสภาแห่งนี้ จะไม่โกหกประชาชน นอกจากนั้นครับ ถ้ากรรมาธิการยังยืนยันแบบน้ำล้นถ้วย ๗๗ คน บวก ๒๒ คนโดยไม่ฟังเสียงผู้แปรญัตติ ผมคิดว่าเรื่องนี้เราลองไหมครับ ผมไปวาระที่สามครับ ลงมติไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเลยครับ ลงมติไม่รับรัฐธรรมนูญที่ท่านแก้ไขมาตราเดียวนะครับ มาตรา ๒๙๑ ดีไหมครับ ผมคิดว่าเรื่องที่กำลังพูดถึงประชาธิปไตยพร่ำบอกเรื่องประชาธิปไตย มันจะไม่เป็นประชาธิปไตยเพื่อนักการเมืองอย่างเดียว ประชาชนถูกหลอกเสมอเหมือนเดิม ก็เรียนว่าสิ่งเหล่านี้มันอยู่ในระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อ มันอยู่ในระหว่างที่สังคมไทยกำลังต้องเลือก ถ้าเลือกถูกมันก็เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ถ้าเลือกผิดมันก็อาจจะเป็น ไม่ว่าจะเป็น คณาธิปไตยโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นอนาธิปไตยที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ผมก็กราบเรียนและวิงวอนครับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรียนด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ครับ แล้วผมอยากจะเห็นการแก้รัฐธรรมนูญซึ่งผมไม่เห็นด้วยนี่นะครับ แล้วท่านจะแก้กัน ด้วยเสียงข้างมากด้วยมือในสภาแล้วนี่นะครับ ทำรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดได้ไหม สิ่งนี้เป็นสิ่ง ที่พิสูจน์ความจริงใจของท่าน กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ใช้สิทธิพาดพิงหรือครับ เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ท่านประธานครับ ทางนี้ครับ สั้น ๆ นิดเดียวครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ ท่านมีอะไร

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ขออนุญาต ท่านประธาน ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ ผมได้ขอแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ เช่นเดียวกันนะครับ ท่านประธาน เมื่อสักครู่ก่อนหน้าที่ท่านสมชาย แสวงการ จะอภิปราย ท่านประธานจัดลำดับมาถึง ท่านคำนูณมาถึงท่านเพ็ญพักตร์ ศรีทอง ซึ่งตามรายงานของกรรมาธิการก็คืออยู่หน้า ๓๕ ผมเองมีรายชื่ออยู่ในหน้า ๓๗ ซึ่งผมจะเป็นลำดับต่อจากท่านเพ็ญพักตร์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรชัยครับ มันอาจจะ สับสนนิดหนึ่ง เดี๋ยวต่อไปก็คงจะถึงคิวท่านแล้วละครับ มันสับสนนิดหนึ่งเท่านั้น ขออภัย

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ผมแสดงตน ตั้งแต่เมื่อวาน อยากจะกราบเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบเท่านั้นเองว่าขณะนี้มันกระโดด ไปหน้า ๕๐ แล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ พอจะวกไปที่ ส.ว. ผมจะอนุญาตให้ท่านก็แล้วกัน

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็มีถึงคิวเมื่อกี้

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ท่านประธาน ช่วยกรุณาประกาศรายชื่อล่วงหน้าสักคิวละ ๕ ท่านได้ไหมครับ พวกเราจะได้บริหารเวลาถูก แล้วก็จะได้เตรียมตัวได้ถูกต้องด้วยครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขออย่างนี้นะครับ มีผู้ใช้สิทธิ พาดพิงท่านสุนัยและคุณหมอเหวงนะครับ แล้วต่อจากนั้นผมก็จะอนุญาตให้ท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยซึ่งได้สงวนความเห็นเอาไว้เป็นคนแรกด้วยซ้ำ แล้วท่านก็อยู่ในห้องประชุมตลอดก็จะอนุญาตให้ท่านก่อน แล้วก็จะมีท่านผู้ขอความกรุณา ท่านมณเฑียร บุญตัน ติดภารกิจต้องเข้าเฝ้าฯ ก็ขออนุญาตช่วงนี้ก่อน ก็หลังจากท่านนิพิฏฐ์ แล้วก็จะเป็นท่านมณเฑียรนะครับ หลังจากนั้นก็จะอนุญาตมาถึงท่านสุรชัยนะครับ เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขอประทานโทษนิดเดียวครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะได้กราบเรียนต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่ผมจะขออนุญาตพูดกับท่านสมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาท่านเดียวนะครับ ไม่ได้พูดกับ ส.ว. ทุกท่านนะครับ ผมเองก็จำเสียงไม่ได้หรอกครับ แต่พยายามดูรูปในโทรทัศน์ ถ้าเป็นเมื่อวานก็คงจะได้เห็นอะไรดี ๆ ทีเดียว แต่วันนี้ก็ได้เห็นแต่รูปท่าน ส.ว. จำหน้าได้ครับ ท่านชื่อคุณสมชาย แสวงการ ที่จำหน้าได้เพราะเห็นภาพในโทรทัศน์ที่ท่านไปชุมนุมบ่อยมาก ทั้ง ๆ ที่มีการลงมติในรัฐสภาแล้วว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๓๙๙ เสียง ท่านยังไป ชุมนุมอยู่ที่สวนลุมพินี ผมเลยจำหน้าท่านได้จากโทรทัศน์ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยครับ ท่านใช้สิทธิ พาดพิง กรุณาเอาเฉพาะประเด็นที่ท่านเสียหาย เข้าประเด็นเลยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ครับ กระผมเอง ก่อนที่จะบอกถึงสิ่งที่ ผมเสียหายนั้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่านับตั้งแต่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา ในวาระที่หนึ่งนี้ ผมได้ใช้ความอดทนอย่างยิ่งต่อสิ่งต่าง ๆ ต่อการยั่วยุทั้งหลาย ทั้ง ๆ ที่ผมไม่พอใจ เพราะท่านหัวหน้าพรรคของผมหรือท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าเราเข้าสู่โหมดการปรองดองแล้ว ดังนั้นไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็พยายามจะเฉยที่สุดครับ ท่านประธานครับ แม้กระทั่งเข้าวาระที่สอง ผมก็ไม่ได้พอใจกับสิ่งที่กระทำการที่ไม่ถูกต้อง ก็เฉยครับ แต่นี่บังเอิญท่านเอ่ยชื่อผม และกล่าวถึงสิ่งที่ผมไปดำเนินการอะไรมา ท่านครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าผมกับท่าน ส.ว. สมชาย แสวงการ นี้มีฐานะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนที่สุด ผมอยู่ในกระบวนการเลือกตั้ง มาตลอดชีวิต ตั้งแต่สมาชิกสภาเทศบาลครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยครับ เอาประเด็น ที่โดนพาดพิง เฉพาะประเด็นนั้นครับ ที่ท่านคิดว่าเสียหาย ท่านระบุประเด็นที่ท่านเสียหายก่อน

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต กล่าวในนามกรรมาธิการด้วยนะครับ เพราะไม่ได้พูดเลยนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยครับ ต้องขออภัย เมื่อกี้ท่านใช้สิทธิพาดพิงนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอเถอะ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ครับ ดังนั้นสิ่งที่ท่านบอกว่าผมไปกล่าว ที่นั่น ที่นี่ ชุมนุมเสื้อแดงที่นั่น ที่นี่ แล้วจะเป็นการบล็อกโหวต มันคนละเรื่องเลยครับท่าน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ เอาเฉพาะประเด็นนี้ ครับท่าน

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

สิ่งที่ผมไปดำเนินการต่าง ๆ นั้น เป็นจุดยืนที่ผมต้องอยู่กับประชาชนและขายความคิดประชาธิปไตยตลอดชีวิต ผมไม่ตำหนิ ท่านหรอกครับ ท่านจะเป็นอะไรก็เรื่องของท่าน แต่ขอให้ท่านเข้าใจเถอะครับว่าผมเคารพมติ ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยังอยู่ในกลไกของ ระบบรัฐสภา ดังนั้นสิ่งที่ผมไปดำเนินการนั้นเป็นกระบวนการหนึ่งของนักการเมืองที่ต้อง พาร์ทิซิเพท (Participate) ร่วมกับประชาชนเรื่อย ๆ สร้างคะแนนนิยม สร้างด้วยกระบวนการ ขายความเข้าใจในทิศทางระบอบประชาธิปไตย ผมไม่ใช่นักการเมืองอย่างที่ท่านเคยโจมตี ตลอดชีวิตของผมที่เป็นนักการเมืองมานี้ไม่เคยมีรถดัมพ์ (Dump) ไม่เคยทำมาหากินอย่างอื่น ประกอบอาชีพเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจริง ๆ ครับ ดังนั้นถ้าท่านจะเข้าใจผมผิด ในลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ขอให้ท่านตั้งหลักที่ประชาธิปไตยเมื่อไรท่านจะเข้าใจผม ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอครับ เดี๋ยวขออนุญาตให้คุณหมอเหวงก่อนครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการด้วย ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าปกติผมจะพยายาม ไม่รบกวนเวลาของที่ประชุมนะครับ แต่ในวันนี้เนื่องจากว่ามีสมาชิกผู้ทรงเกียรติกล่าวถึงผม ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ชม ผู้ฟังทั่วทั้งประเทศค่อนข้างมาก ผมเลยมีความจำเป็น ที่ต้องกราบเรียนท่านประธานให้เข้าใจ เมื่อวานนี้ผมได้กราบเรียนไปบ้างแล้วนะครับว่า แนวคิดในเรื่องของการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการแล้วให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศ ได้มีโอกาสร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาจาก นปช. แดงทั้งแผ่นดิน มาจากคนกลุ่มเสื้อแดงครับ และผมก็เป็นคนกลุ่มเสื้อแดงคนหนึ่ง ดังนั้นผมจำเป็นต้องดำเนินไปตามหลักนโยบายของ คนกลุ่มเสื้อแดงด้วย ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ คนกลุ่มเสื้อแดง นปช. แดงทั้งแผ่นดิน มีนโยบายชัดเจนว่าในระยะนี้หลักยุทธศาสตร์ก็คือว่าล้มเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการทรราช ล้มเลิกกฎหมายทรราชทุกฉบับ กรุณารับทราบให้ชัดเจนด้วยนะครับ ผมเองเป็นคนเสื้อแดง ดังนั้นผมรับเอานโยบายนี้ รับเอาอุดมการณ์นี้มาปฏิบัติ แล้วก็เริ่มต้นเลย แล้วผมก็เริ่มต้น เรื่องนี้เข้าไปอภิปรายภายในพรรค ตรงนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานเพิ่มเติมว่ามนุษย์ ในโลกนี้มี ๒ ประเภทครับ

ประเภทที่ ๑ ก็คือเอาแต่ใจตัวเอง ไม่เคารพระเบียบวินัย พวกนี้น่าจะ เรียกว่าอนารยชน

อีกประเภทหนึ่งก็คือว่าเคารพระเบียบวินัยแม้จะต้องฝืนใจตัวเองก็ตามครับ ผมเองอยู่ในประเภทหลังครับ ผมรู้นะครับว่าการที่เข้ามาและทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นสมาชิก พรรคเพื่อไทย เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภา มีกฎเกณฑ์ กฎกติกาต่าง ๆ ที่จะต้องปฏิบัติตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือหลักประชาธิปไตย ในกลุ่มเสื้อแดงก็มีหลักประชาธิปไตยนะครับ ก็คือว่าอนุญาตให้ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ดำรงอยู่ด้วยกันได้ แต่แลกเปลี่ยนกันกระทั่งต่อสู้ความคิดก็ได้ ต่อสู้ความคิดอย่างดุเดือด รุนแรงเลย ผมขออนุญาตที่จะไม่ใช้เวทีในรัฐสภามาอธิบายเรื่องนี้ มีการต่อสู้ทางความคิด อย่างดุเดือดรุนแรงแต่ในที่สุดก็ไปสู่ข้อยุติครับ ก็คือต้องมีการโหวต ดังนั้นตรงนี้กราบเรียน ท่านประธานก่อนว่าคนที่ประณามว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา ใช้เสียงข้างมากลากไป ได้โปรดทราบ เถอะครับว่าท่านทำลายหลักการประชาธิปไตย ท่านได้แสดงธาตุแท้ของท่านแล้วครับว่า ท่านไม่เป็นประชาธิปไตยครับ คนที่ไม่เคารพเสียงข้างมากก็คือคนที่ไม่เป็นประชาธิปไตยครับ เป็นเผด็จการทรราชก็ว่าได้ เพราะพยายามที่จะอ้างอิงเสียงข้างน้อยไปทำลายเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นกราบเรียนหลักการข้อนี้นะครับ หลักการข้อนี้ได้รับการปฏิบัติในกลุ่มเสื้อแดง แล้วผมก็นำมาปฏิบัติในเวทีรัฐสภา และในระบบรัฐสภาด้วยเช่นกัน ผมก็เคารพระบบรัฐสภาครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ผมก็นำเอาความคิดของกลุ่มเสื้อแดงไปอภิปรายในพรรคเพื่อไทยครับ แล้วก็ ประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านอภิปรายมาทั้งหมดด้วยความเคารพนะครับ ผมรับฟังความคิดเห็น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอน่าจะครบประเด็นแล้ว

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ต้องอธิบายนะครับ เขาบอกว่าผมนี้คิดอย่างหนึ่งแล้วไปปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง อันนี้อันตรายเลยนะครับ รุนแรง แปลว่าผมไม่มีหลักการ ผมเป็นมนุษย์ที่ไม่มีหลักการ เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องอนุญาต ให้ผมอธิบายนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอได้ชี้แจงชัดเจนแล้วครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

ยังต่อเนื่องอีกนิดหน่อยนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาสักนิดครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

อีกนิดเดียวครับ ก็คือว่าผมนำเอา ความคิดมาต่อสู้ในพรรคเพื่อไทยและผมนี้พ่ายแพ้เป็นเสียงข้างน้อย หลักการประชาธิปไตย ก็คือว่าเสียงข้างน้อยต้องปฏิบัติต่อและเคารพเสียงข้างมากนะครับ ขึ้นต่อและปฏิบัติตามนะครับ แต่ในขณะเดียวกันเสียงข้างมากก็ต้องสงวนและให้ความคิดเสียงข้างน้อยดำรงอยู่ ผมอยู่ใน ฐานะดีแล้วผมก็ประกาศต่อรัฐสภาชัดเจน และกราบเรียนท่านประธานสภาชัดเจนหลายครั้ง หลายหนนะครับว่าในพรรคของผมเป็นตัวอย่างของประชาธิปไตย ผมเป็นเสียงข้างน้อยนะครับ พรรคอนุญาตให้ผมที่จะแสดงความคิดเห็นเสียงข้างน้อยได้ ผมอภิปรายในสภาแห่งนี้ ผมยังรักษาจุดยืนของผม ทั้ง ๆ ที่ขัดแย้งต่อมติใหญ่ของพรรคแล้วก็ทั้ง ๆ ที่ขัดแย้งต่อแนวทาง ของรัฐบาลในเรื่องมาตรา ๒๙๑ ตรงนี้เป็นการยืนยันว่าผมรักษาหลักการระบอบประชาธิปไตย ผมไม่ได้ทำตามอำเภอใจ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอสมควรแล้วครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

ท่านประธานเตือนหลายครั้ง ผมเคารพท่านประธาน ที่จริงยังมีเรื่องที่อยากจะกราบเรียนอีกเยอะ แต่ไม่เป็นอะไรนะครับ ก็ขออนุญาตให้เข้าใจตามนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงหมอก็พูดหลายรอบแล้ว เรื่องนี้ ท่านสมชายเอาเฉพาะที่คิดว่าเสียหายนะครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบขอบคุณครับ ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็ดีใจนะครับ ได้ยินท่านผู้อาวุโสกว่าผมด้วยอายุเท่านั้นนะครับ ก็ดีครับท่านได้แสดงอะไรออกมา ประชาชนจะได้เห็นด้วยนะครับ

ประการแรก ขออภัยที่ต้องเรียนท่านประธาน ผมไม่ได้กล่าวหานายแพทย์เหวง โตจิราการ ว่าไม่มีหลักการ ท่านกล่าวหาตัวท่านเองซึ่งผมเริ่มเห็นด้วย

ประการถัดมา ผมกราบเรียนครับว่าผมวิงวอนกรรมาธิการแล้วผมเห็นด้วย ซึ่งผมบอกว่า ๙๙ เรื่องที่ผ่านมาผมไม่เคยเห็นด้วยกับหมอเหวงเลยครับ เพราะผมไม่ค่อยชอบ ที่พูดเรื่องประชาธิปไตยแล้วพอถึงเวลามันต้องโหวตครับ มันต้องสู้ครับ รัฐธรรมนูญให้อิสระ สมาชิกสภาในการโหวต ไม่จำเป็นต้อง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมชายครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขออธิบายครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิดเดียว เอาเฉพาะที่ เห็นว่าท่านเสียหาย แล้วระบุที่ท่านคิดว่าท่านเสียหายก่อน แล้วก็ถ้าเห็นว่าเสียหายจริง ก็อาจจะอนุญาตให้เฉพาะประเด็นนั้นนะครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ล่ะครับผมก็ชวนหมอเหวงนี้ละครับ โหวตค้านกับมติพรรค ซึ่งท่านเสนอว่าท่านให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐๐ คน ทีนี้เวลาจะโหวต มันต้องโหวตก่อนครับว่าไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ ผมก็เลยชวนท่านโหวตเหมือนผมอย่างไรว่า ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ ท่านต้องโหวตด้วยสิครับ ผมก็จะไปตรวจผลโหวต แล้วสื่อมวลชน ช่วยตรวจด้วยครับว่าหมอเหวงโหวตอย่างไร อันนี้ผมขอเรียนปรึกษาท่านไปว่าผมไม่ได้ กล่าวหาอะไรท่านเลยครับ ท่านจะเป็นอะไร จะสีไหนก็เรื่องของท่าน

ส่วนท่านสุนัยครับ ผมขออนุญาตเรียนครับว่าที่ท่านพาดพิงอะไรเยอะแยะไป ผมต้องเรียนว่าไม่ได้พูดเลยครับ ผมพูดอย่างเดียวแล้วก็เป็นข่าวที่มีอยู่ครับว่ามีการชุมนุม เปิดหมู่บ้านเสื้อแดงที่จังหวัดเชียงราย วันที่ ๑๒ มีนาคม ผมขอเรียนว่าท่านไปร่วมเปิดด้วย แล้วนายนที สรวารี เขาบอกว่าเขาจะได้ สสร. ๕๓ คน แล้วตรงนี้จะเสียหายอย่างไร ผมก็ไม่ทราบ และท่านก็กล่าวหาผมในเรื่องชุมนุมผมก็เห็นท่านชุมนุมเหมือนกัน เป็นสิทธิ ประชาธิปไตยไม่รวมถึงท่านไปพูดอะไรที่ต่างประเทศด้วยนะครับ ขอบพระคุณท่านประธาน

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านนิพิฏฐ์เลยครับ พอแล้วครับ สมควรแล้วครับ ท่านนิพิฏฐ์เชิญครับ ท่านสุนัยพอเถอะครับ ผมเห็นว่าสมควร ก็คนละทีก็น่าจะพอแล้ว ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็ไม่จบท่านครับ จริง ๆ ไม่มีอะไรเสียหาย

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ไม่ใช่ครับ ผมประท้วงท่านประธาน ในเรื่องของการดูแลการประชุม ถ้าท่านบอกคนละทีพอแล้วนี่มัน ๒ ทีแล้วครับ ส.ว. คนนี้ เล่น ๒ ทีครับ แต่จ่ายทีเดียวครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมเป็นนักการเมือง การออกไปพบประชาชนเป็นเรื่องปกติเพราะผมต้องหาเสียงเรื่อย ๆ แม้จะอยู่ในบัญชีรายชื่อ แต่ท่านไม่ได้เลือกตั้งนี่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ สมควรครับ พอเถอะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวไม่จบ ขอความกรุณาเถอะครับ ท่านสุนัยครับ เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานที่ยังเห็น ความเสมอภาค ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงคุณหมอพูดหลายรอบแล้ว คนฟังเข้าใจ ผมก็ฟังเข้าใจครับ เป็นมติพรรคคุณหมอก็ต้องไปตามมติพรรคก็เท่านั้นเอง ไม่ได้เสียหายอะไรเลย คุณหมอพูดหลายรอบแล้ว เชิญครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธาน ผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สมาชิก รัฐสภา คือท่านผู้อภิปรายท่านสงสัยว่าผมจะโหวตอย่างไร ผมจึงกราบเรียนท่านประธาน นะครับว่าเสียงข้างน้อยต้องขึ้นต่อและปฏิบัติตามเสียงข้างมาก ผมโหวตสนับสนุนพรรค ผมโหวตสนับสนุนกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จบครับ ท่านนิพิฏฐ์เชิญครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ กระผมเป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ด้วย แล้วก็เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย กระผมได้แปรญัตติไว้ซึ่งได้สงวนคำแปรญัตติว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหลัก ๆ ก็คือผมแปรญัตติไว้ว่าให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญโดยการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจำนวน ๒๐๐ คน แล้วผมยังได้ สงวนความเห็นว่าสมาชิกควรจะมาจากการคัดเลือกกันเองจำนวน ๒๒ คนด้วย โดยเป็น ผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๓ สาขา คือ กฎหมายมหาชน สาขารัฐศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมือง ที่ผมเริ่มต้นกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ก็เพราะว่าผมไม่เคยรังเกียจสมาชิก ที่มาจากการแต่งตั้ง หรือสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกกันเอง และความเห็นของผมบัดนี้ น่าจะเป็นความเห็นเสียงข้างน้อยเยอะ ๆ ในสภาแห่งนี้ เพราะว่าผมสังเกตสมาชิกหลายท่าน ไม่ว่าท่านวุฒิสมาชิกก็ตาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม เมื่อท่านยืนขึ้นแสดงความเห็น ของท่าน เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านปฏิเสธผู้ที่มาจากการคัดเลือก หรือปฏิเสธผู้ที่มาจาก การแต่งตั้ง ผมไม่เคยปฏิเสธเลย และผมยืนยันว่าไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภาหรืออาชีพไหน ก็ตาม ผู้ที่มาจากการคัดสรรหรือผู้ที่มาจากการแต่งตั้งนั้น อาจจะมีคุณสมบัติที่ดีกว่าผู้ที่มา จากการเลือกตั้งก็เป็นได้ครับ มันไม่ได้อยู่ว่าท่านมาอย่างไร แต่มันอยู่ว่าเมื่อท่านเข้าดำรง ตำแหน่งแล้วท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างไรมากกว่า และผมยืนยันครับถึงแม้ผมจะเป็นเสียงเดียว ของรัฐสภาแห่งนี้ ผมยืนยันว่าสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านนะครับ ซึ่งท่านมาจากการแต่งตั้ง ท่านมีคุณสมบัติที่ดีกว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งหลายคนด้วย เพราะฉะนั้นผมไม่เคยรังเกียจผู้ที่มาจากการแต่งตั้งเลย ผมดูการทำหน้าที่ของท่านเหล่านั้น แล้ววันนี้ผมยังสนับสนุนว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรจะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการแต่งตั้งด้วย ผมยังยืนยันครับ เพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมันมีเทคนิค มันต้องดูถึงความทันสมัยด้วย ผมไม่รังเกียจประชาชนเลย แต่ว่ารัฐธรรมนูญมันกว้าง บางครั้ง มันเกินเลยกว่าความรู้ความสามารถของผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมไม่มีความรู้ความสามารถ ในเรื่องของรัฐธรรมนูญมากมายสักเท่าไรนะครับ ที่มีอยู่ก็พยายามเสาะแสวงหาความรู้ จากท่านผู้อื่นทั้งนั้นนะครับ ผมไม่ได้มีความรู้ขนาดนั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากผู้ที่มาจาก การแต่งตั้งแล้วไม่ว่าจะเป็นวุฒิสมาชิกก็ดีเมื่อท่านมีความรู้ความสามารถผมไม่เคยปฏิเสธเลย เพราะฉะนั้นหลักของผมในมาตรา ๒๙๑/๑ ก็คือผมสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน ๒๐๐ คน ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ผมเห็นว่าควรจะมีผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ จำนวน ๒๒ คน แต่ผมมีข้อยกเว้นว่าผู้ที่เชี่ยวชาญเหล่านี้ทั้ง ๓ สาขา ควรมาจากการคัดเลือกกันเองในแต่ละสาขา เพราะว่าถ้านำผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๒๒ คน ให้รัฐสภาเลือกนั้นคำตอบมันรู้อยู่แล้วครับว่ารัฐสภา แห่งนี้จะเลือกใคร ฝ่ายไหน เข้ามาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผมมี ๒ ประเด็น แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับ ผมจะอภิปรายเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๑ แล้วก็อาจจะเลยไปในมาตรา ๒๙๑ ในบางอนุมาตราด้วย ผมจะแปรญัตติครั้งเดียวกัน เพราะว่ามันมีความเกี่ยวพันกัน คือผมต้อง กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ เพราะว่าการร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้มีองค์กรที่เขาเกี่ยวข้อง ในการร่างรัฐธรรมนูญเขาแสดงความเห็นมาอย่างน้อย ๒ องค์กรด้วยกัน ท่านประธานครับ ในมือของกระผมนี่นะครับมีคำแนะนำของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีคำแนะนำมา ๒-๓ ประการด้วยกัน ถามว่าเมื่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งก็มีหน้าที่โดยตรง ในการให้ความเห็น ในการออกกฎหมาย เขาแสดงความเห็นมา รัฐสภาแห่งนี้ยอมรับ ความคิดเห็นของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินหรือเปล่า ผมตอบเสียเลยครับ ไม่ยอมรับ และถามว่าคณะกรรมาธิการซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ยอมรับความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินไหม ไม่ยอมรับครับ

เรื่องที่ ๒ ที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานก็คือ นอกจากสำนักงาน ผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งยังได้มีความเห็นมาที่ ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถามว่าคณะกรรมาธิการ เมื่อได้รับความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ท่านจะยอมรับฟังความเห็นของ คณะกรรมการการเลือกตั้งไหม ผมตอบเสียเลยครับว่า ไม่ยอมรับครับ เมื่อคณะกรรมการ การเลือกตั้ง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา รวมทั้งงานวิจัยสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งก็ให้ความเห็นในร่างรัฐธรรมนูญด้วยว่าควรจะมีหน้าตาอย่างไร ควรจะออกแบบอย่างไร ทั้ง ๓ องค์กร ๓ สถาบันเขามีหนังสือแนะนำมา เราไม่ได้รับฟังความเห็นของเขาเลยครับ แล้วเรากำลังใช้ทิศทางอย่างไรในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ เรากำลังใช้เสียงข้างมาก อย่างเดียวครับ เราไม่ฟังความเห็นขององค์กรอื่น คณะกรรมการการเลือกตั้งก็บอกว่า ต้องมีกฎหมายพิเศษให้เขา ผมอภิปรายเลยไปนิดหนึ่งนะครับ แต่ว่าเราไม่ฟัง เราบอกว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งไปใช้กฎหมายท้องถิ่นเลือกตั้งเลย บังคับให้เขาใช้กฎหมาย เลือกตั้งของท้องถิ่นเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นปัญหาครับ เราใช้เสียงข้างมากอย่างเดียว ในการออกแบบรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ที่ผมต้องเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ นะครับ รัฐธรรมนูญมันไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล เมื่อไรก็ตามที่ท่านคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็น นโยบายของรัฐบาล รัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะถูกฉีกได้ง่ายครับ และถ้าท่านเริ่มต้นคิดว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนขึ้น บัญญัติขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งท่านกล่าวอ้างว่าท่านไปฟัง ความเห็นของประชาชนมาตอนหาเสียงเลือกตั้งว่าประชาชนคิดอย่างนั้น แล้วเมื่อท่านเป็น รัฐบาลท่านจะออกกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างนั้น ผมเรียนเสียเลยครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะมีการแก้ไขในอนาคตข้างหน้าด้วย ผมรับกับท่านประธานว่าใน ๓-๔ ปีข้างหน้าผมไม่มี โอกาสเป็นรัฐบาลหรอกครับ ผมเป็นมนุษย์ที่ยอมรับความจริง แต่ว่าถ้าหากผมมีโอกาสอยู่ใน รัฐสภาแห่งนี้ต่อไปนะครับ ไม่ว่าจะ ๙ ปี ๑๐ ปี อะไรก็ตาม ผมจะแก้รัฐธรรมนูญอีกครับ ที่ผมต้องเรียนอย่างนั้นเพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มันออก มันถูกร่างขึ้นมาโดยไม่ได้รับ ความเห็นชอบ ไม่ได้รับความเห็นพ้องจากประชาชน มันออกตามนโยบายของรัฐบาล รัฐธรรมนูญมันใหญ่มากเกินกว่าที่จะเป็นนโยบายของรัฐบาลครับ มันต้องเป็นนโยบายแห่งรัฐ ถ้ารัฐธรรมนูญมีอุดมการณ์เป็นนโยบายแห่งรัฐ รัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะอยู่ยาวครับ แต่ว่า ถ้ารัฐธรรมนูญเป็นนโยบายของรัฐบาลรัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะถูกฉีกได้ง่าย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมฟังสมาชิกหลายท่าน ผมเห็นพ้องกับท่านวุฒิสมาชิกนะครับ ซึ่งท่านได้กล่าวไป เมื่อสักครู่ ถ้าเราฟังเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้อภิปรายนะครับ ผมเรียนท่านประธาน ผมยังไม่เห็นสมาชิกท่านไหนนะครับที่ยืนขึ้นและบอกว่าสนับสนุนร่างของรัฐบาลเลยนะครับ ทุกท่านที่ยืนขึ้นบอกว่าต้องมีการแปรญัตติมาตรานี้ แล้วสมาชิก สสร. ควรมาจาก การเลือกตั้ง ๒๐๐ คน แล้วเราก็ดูกันตอนลงมติครับ และผมก็ทำนายทายทักไว้ล่วงหน้าเลยครับว่า มันต้องเป็นไปตามร่างของรัฐบาลนะครับ ไม่ว่าท่านจะพูดอย่างไรก็ตาม แต่ว่าเวลาท่านลงมติ ท่านลงมติตรงกันข้ามกับที่ท่านอภิปรายหลายครั้งซึ่งผมก็เห็นเป็นอย่างนั้นด้วย ไม่เป็นอะไรครับ เรื่องนี้ผมก็พยายามที่จะพูดไว้เพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ครับ มีความเห็นของสถาบันพระปกเกล้าอยู่ในหน้าที่ ๑๑๗ ท่านประธานอาจจะ ไม่มีรายงานของสถาบันพระปกเกล้าอยู่ในมือด้วย สถาบันพระปกเกล้าก็ให้ความเห็นว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คราวนี้ครับจะเป็นจุดที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้น แทนที่จะ เกิดความปรองดอง แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง ที่ผมพูด ผมพูดตามรายงาน ของสถาบันพระปกเกล้า ในหน้าที่ ๑๑๗ บรรทัดที่ ๒๕ ท่านไปดูนะครับ สถาบันพระปกเกล้า เขาเขียนไว้ในรายงานในหน้า ๑๑๗ บรรทัดที่ ๒๕ ว่าการเขียนรัฐธรรมนูญครั้งนี้ของประเทศ มันจะก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้น และเขาแนะนำอย่างไรครับ เขาแนะนำว่าต้องรับฟัง ความคิดเห็นของทุกภาคส่วน เขาแนะนำว่าการออกกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเรากำลังทำอยู่นี้ครับ ควรรับฟังความคิดเห็น แล้วเขาก็บอกว่าควรกำหนดประเด็น ในการแก้รัฐธรรมนูญ ท่านไปดูนะครับ ผมไม่ได้พูดตามความเห็นของผม ตามรายงาน สถาบันพระปกเกล้า เขาแนะนำว่าควรจะกำหนดประเด็นว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญในประเด็น ไหนบ้าง แต่ว่าเมื่อเราไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของสถาบันพระปกเกล้าก็ไม่มีปัญหานะครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องที่เราปฏิเสธความเห็นขององค์กรทั้งหลาย มันจะก่อให้เกิด ความขัดแย้งขึ้นในอนาคต แล้วถ้ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างนั้น เสียงข้างมากในวันนี้ที่ไม่ยอม แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับที่เรากำลังอภิปรายอยู่นี้ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ผมเรียน ท่านประธานครับ ซึ่งอาจจะไม่ตรงในมาตรานี้สักเท่าไรนัก แต่ผมจะอภิปรายครั้งเดียวครับ เพราะผมคิดว่าผมยืนขึ้นหลายครั้งแล้ว อภิปรายหลายครั้งก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ เพราะอย่างไรผมไม่สามารถชนะในรัฐสภาแห่งนี้ได้ ท่านประธานครับ ผมกังวลว่าเราเข้าใจผิด ในเรื่องของเสียงข้างมากเยอะมาก ผมจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้หลายครั้ง เมื่อท่านมีเสียงข้างมาก ท่านก็บอกว่าท่านทำอะไรก็ได้โดยใช้เสียงข้างมาก เราคิดอย่างนั้นกัน และผมก็ยืนยัน อีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมพูดในสภาแห่งนี้หลายครั้งแล้วว่า เสียงข้างมากนั้นมันสะท้อน ความต้องการครับ แต่มันสะท้อนความถูกต้อง มันสะท้อนความชอบธรรมไม่ได้ เวลาท่านไป ฟังความคิดเห็นของประชาชนและประชาชนบอกอย่างนี้ ท่านจะมาทำตามความคิดเห็นของ ประชาชน ถ้าความคิดเห็นของประชาชนนั้นมันผิดกฎหมาย ท่านทำไม่ได้ เสียงของมหาชนนั้น จะขัดกับหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมไม่ได้เลย แต่วันนี้ท่านอ้างเสียงของมหาชน อ้างเสียงข้างมาก ท่านจะทำอะไรก็ได้ อันนี้ผมคิดว่าจะเป็นปัญหาของสังคมในขณะนี้ด้วย เราเข้าใจผิดกันเยอะ เรื่องเสียงข้างมาก เราคิดว่าถ้าเราได้มีเสียงข้างมากเข้ามาเราจะทำอะไรก็ได้ ผมพูดหลายครั้ง ผมต้องพูดอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ เวลาเราไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม เวลาเราไม่ยอมรับ กระบวนการของศาล เราบอกว่าเราจะออกกฎหมายเพื่อลบล้างคำพิพากษา มันทำไม่ได้ครับ สมมุติว่ามันมีคำพิพากษาของศาลสูงสุดในประเทศนี้ แล้วเราไม่ยอมรับคำพิพากษา มันมีทางเดียว เท่านั้นละครับ คือเราต้องยกเลิกกฎหมายฉบับนั้นเสีย สมมุติว่าศาลไปตัดสินจำคุกใครสักคนหนึ่ง ๔-๕ ปี และเราคิดว่าศาลตัดสินผิด ไม่ยุติธรรม เราจะออกกฎหมายเพื่อยกเลิกคำพิพากษา ไม่ได้ครับ เรามีทางเดียวเท่านั้นครับ คือออกกฎหมาย ยกเลิกกฎหมายฉบับนั้นครับที่ศาล ตัดสิน สมมุติว่าศาลตัดสินให้จำคุกใครคนใดคนหนึ่งในข้อหาลักทรัพย์หรือข้อหาทุจริต และเราบอกว่าศาลตัดสินไม่ชอบ เราจะยกเลิกคำพิพากษาไม่ได้ครับ ไม่มีในโลกไหนเขาทำ อย่างนั้นครับ มันมีทางเดียวครับ คือต้องยกเลิกกฎหมายเรื่องการทุจริตนั้น เมื่อยกเลิก กฎหมายฐานของความผิดมันหมดไป ใครที่ถูกตัดสินในคดีนั้นก็หมดความผิดไปด้วย เท่านั้นเองครับ แต่จะมาออกกฎหมายเพื่อยกเลิกความผิดที่ศาลตัดสินแล้วไม่ได้ครับ ไม่มีครับ ผมเริ่มต้นบอกว่าผมไม่รังเกียจสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งนะครับ เวลาเราพูดถึงเรื่องนี้นะครับ เราจะบอกว่าประชาธิปไตยของเรามันมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาบ้าง มาจาก ประเทศอังกฤษบ้าง เรายึดถืออย่างนั้น และเรามารังเกียจกันเองในสภาแห่งนี้ ในสภาแห่งนี้ เรามารังเกียจผู้ที่มาจากการแต่งตั้ง เราบอกว่าผู้ที่มาจากการแต่งตั้งมันไม่เป็นประชาธิปไตย ยึดฐานของประชาชนไม่ได้ เราภูมิใจที่มาจากการเลือกตั้งและเรารังเกียจคนที่มาจาก การแต่งตั้ง ใครที่คิดอย่างนี้ผมถามต่อเถอะครับ และในประเทศอังกฤษวุฒิสภาเขามาจากไหนครับ ในประเทศอังกฤษซึ่งเรายึดถือเป็นแม่แบบนี่ วุฒิสภาเขาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนะครับ เขาก็มาจากการแต่งตั้ง แต่เรามาดูถูกกันเองในสภาแห่งนี้ว่าส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง เรารับไม่หมดละครับ เรารับส่วนที่เป็นประโยชน์กับเรา และนำมาใช้ แต่ว่าส่วนไหนที่เป็นโทษกับเราเราก็ไม่นำมาใช้ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ท่านประธานครับ ผมไม่อภิปรายเยอะนะครับ แต่ผมเรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่งนะครับ ใครก็ตามนะครับท่านประธาน ผมอยากให้ท่านประธานสามารถได้ชี้แจงผมนะครับ ท่านประธานสามารถได้พูดหลายครั้งว่าในการกลับมติของคณะกรรมาธิการ ความจริง เสียงข้างน้อยชนะนะครับ ครั้งหนึ่งนี่ ๑๒ : ๑๐ เราชนะ แล้ววันรุ่งขึ้นท่านบอกว่าต้องกลับมติใหม่ เนื่องจากมติที่ลงไปนั้นมันขัดกับหลักการ ท่านก็โมเมไปละครับ ท่านดูในคำแปรญัตติของผมสิครับ มันขัดหลักการตรงไหนล่ะครับ ท่านดูในคำแปรญัตติของผม ของผมไม่ได้ขัดหลักการเลยนะครับ มาจากการเลือกตั้ง และมาจากการแต่งตั้งด้วย ไม่ขัดเลยครับ แต่เวลาที่ท่านจะเอาคืน ท่านเอาโดยไม่ใช้เหตุผลนะครับ ท่านจะใช้เสียงข้างมากทั้งหมดเลยครับ สุดท้ายผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมสนับสนุนให้ท่านใช้อำนาจนะ ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับ ใช้เลยครับ ถ้าท่านมีอำนาจอยู่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านใช้ ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ใช้ให้เต็มที่นะครับ เวลาท่านมีอำนาจอยู่ท่านใช้อำนาจได้เต็มที่ อย่าสงวนการใช้อำนาจ เมื่อท่านเป็นรัฐบาล เมื่อท่านเป็นเสียงข้างมาก ใช้อำนาจเลยครับ มี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้สัก ๑๒๐ เปอร์เซ็นต์เถอะครับ บรรยากาศประเทศในขณะนี้ ผมก็อยู่ในสภามานาน ท่านประธานก็อยู่มานาน บรรยากาศของประเทศในขณะนี้มันคล้ายกับบรรยากาศสมัยของ คุณทักษิณ ชินวัตร ก่อนที่จะยุบสภาครับ คล้ายกัน ไม่ต่างกันเลย ท่านประธานนั่งอยู่นี้นาน ท่านรู้ครับ คือเมื่อเสียงข้างมากต้องการทุบเอาทุกอย่างให้ได้นี่บรรยากาศวันนี้มันย้อนกลับ ออกไป ๔-๕ ปี มันเป็นบรรยากาศอย่างนั้นละครับ และถ้าบรรยากาศอย่างนั้นมันเกิดขึ้นครับ มันไม่ยากละครับ คนที่อยู่ในวงการเมืองมานานรู้ว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น ความวุ่นวาย มันก็จะเกิดขึ้นอีก ผมอภิปรายครั้งเดียวนะครับว่าผมสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน ๒๐๐ คน และผมสนับสนุนให้มาจากการแต่งตั้ง จำนวน ๒๒ คน ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านมณเฑียร บุญตัน ท่านรสนา มีอะไร เชิญครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ขออนุญาต คือดิฉันรู้สึกว่าคิวมันสับสนมากนะคะ เพราะว่าเมื่อกี้ไปดูเด็กที่เขาทำคิวเขามาบอกว่า หลังจากท่านสมชาย แสวงการ แล้วก็จะเป็นท่านสุรจิต ชิรเวทย์ แล้วก็เป็นดิฉัน แต่หลังจากที่ ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ลุกขึ้นทักท้วง ท่านประธานก็เปลี่ยนโผการอภิปรายมา ดิฉันก็สับสนมาก เพราะว่าที่จริงดิฉันเองก็ยกมือตั้งแต่เมื่อวานนี้นะคะ แล้วก็เลยคิดว่า เราประชุมกันมา ๔ วันแล้วยังจัดระบบกันไม่เข้าที่หรือคะว่าตกลงจะเอาโผแบบไหน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมเข้าใจแล้ว คือท่านอย่างนี้ ตอนที่ผมเชิญท่านสมชาย แสวงการ เพราะท่านสมชายอยู่ลำดับที่หน้าที่ ๕๐ นะครับ แต่ทีนี้ในช่วงนั้นไม่มีใครแสดงเจตจำนงแล้วไม่มีชื่อส่งมาที่ผมอาจจะเป็นความผิดพลาด ตรงนั้นก็ได้นะครับ ผมถึงได้เชิญท่านสมชาย แต่หลังจากนั้นมาก็จะมีส่งรายชื่อขึ้นมา อยู่อันดับต้น ๆ ก่อนที่ผมก็ต้องกลับมาเรียงตามลำดับให้มันถูกต้อง อาจจะเป็นการประสาน ความผิดพลาดตรงนั้นนิดหนึ่งเท่านั้นเองครับ แต่ไม่เป็นอะไรครับ ตอนนี้เข้าสู่ระบบแล้วครับ แล้วท่านสุรชัยอยู่หน้า ๓๗ ส่วนท่านมณเฑียรอยู่หน้า ๓๘ ขออภิปรายก่อน เพราะจะเข้าเฝ้า เท่านั้นเอง อยู่ที่หน้า ๕๗ ครับ ท่านยังอยู่หน้า ๕๗ ยังไม่ถึง ตอนนี้เพิ่งหน้า ๓๗ เท่านั้นเอง ขออนุญาตเลยนะครับท่าน ก็อาจจะเป็นความผิดพลาดอธิบายแล้วอย่างไรครับ ตอนนี้ เข้าสู่ระบบแล้ว มันผิดพลาดในที่นี้หมายถึงไม่ได้ส่งรายชื่อ แล้วไม่ได้แจ้งบอกผม ผมก็ต้อง เชิญคนที่อยู่อันดับต้นสุดตอนนั้น ท่านสมชายอยู่ในอันดับต้นสุดตอนนั้นครับ แต่ตอนนี้ มีส่งรายชื่อมาเยอะแล้วครับ ผมไม่ได้ปิดนี่ครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

คือเมื่อวานนี้ ท่านประธานก็ถามว่าถ้าใครจะพูดให้ยกมือ พวกเราก็ยกมือ ดิฉันก็ยกมือพร้อม ๆ กับ คุณสมชาย เพราะฉะนั้นจึงปรากฏว่าชื่อดิฉันต่อท้ายหลังจากท่านสมชาย ท่านสุรจิต แล้วก็เป็นดิฉัน แล้วหลังจากนั้นก็กลับไปใหม่ว่าเอาเรียงตามหน้า แล้วก็กลับมาหาระบบ ยกมือกัน ดิฉันก็ไม่ทราบว่าพอท่านเปลี่ยนประธานแล้วมันก็เปลี่ยนระบบกันอยู่ตลอดเวลา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ไม่ได้เปลี่ยนหรอกครับ เพียงแต่แสดงเจตจำนงมาเท่านั้นเอง

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

แล้วตกลง ตอนนี้จะให้แสดงเจตจำนง หรือว่าให้ตามหน้าค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็แสดงเจตจำนง

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ก็แสดงไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อวาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ส่งชื่อมาครับ หรือถ้าไม่สะดวก ยกมือก็ได้แล้วแต่

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ตอนนี้ก็ยกมือ ตกลงจะให้อยู่หน้าไหนคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ทราบแล้วครับ ก็ยังไม่ถึงคิวนี่ครับ ทราบแล้วครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

เพราะคน ก็ทำงานกันไม่ถูกเลยว่าตกลงจะต้องนั่งอยู่ตลอดหรืออย่างไร ก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาว่ายังอยู่ในตามลำดับ รายงานตรงนั้น เพียงแต่ของท่านสมชายเมื่อกี้ก็อธิบายไปแล้ว เชิญท่านมณเฑียรเถอะครับ เชิญครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้ผมได้มีโอกาสพูดในประเด็นที่ ผมได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ แล้วก็ได้ชี้แจงเหตุผลและท่านประธานท่านก็ได้กรุณานะครับ ผมต้องขอยอมรับต่อที่ประชุมนะครับว่า ตั้งแต่การพิจารณาในวาระแรก กระผมเป็นคนหนึ่ง ที่ไม่เห็นด้วยกับการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยมีเหตุผลที่อาจจะเหมือนหรือแตกต่าง จากหลายท่าน ที่อาจจะเหมือนก็คือว่ากระผมไม่ได้สนใจว่าจะเป็นการแก้ไขยกร่างใหม่ เพื่อบุคคลใดหรือไม่ อย่างไร อันนั้นไม่ได้เป็นประเด็นที่ผมสนใจครับ แต่เป็นประเด็นที่ ผมสนใจก็คือว่าในประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตย มีวุฒิภาวะในเรื่องประชาธิปไตยสูง เขาไม่นิยมการแก้ไขในลักษณะที่รื้อทิ้งทั้งร่างแล้วก็ยกร่างใหม่ครับ ประเทศต่าง ๆ ที่ล้มลุกคลุกคลานแล้วก็พัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยนั้นใช้วิธีค่อย ๆ แก้ในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ใช้เวลาเป็นร้อย ๆ ปี อดทน อดกลั้นให้เกิดการตกผลึกทางสังคมครับ เราจะชอบหรือไม่ชอบ ก็ต้องพยายามทำความเข้าใจกับสังคม นั่นเป็นประชาธิปไตยครับ เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาส แลกเปลี่ยนทัศนะกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ซึ่งท่านก็ตกใจแล้วแปลกใจนะครับว่าวิธีการของเรานั้นค่อนข้างต่างจากท่าน คือท่าน ไม่เข้าใจวิธีการว่าเราจะมาร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ในเมื่อประเทศไทยก็ยังตั้งอยู่ ยังไม่มีอันล่มสลาย หรือยังไม่ได้ถูกยึดครองโดยอำนาจรัฐอื่นจากภายนอก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านคิดออกก็คือ ถ้าต้องการให้รัฐธรรมนูญดีขึ้นก็ต้องมีการแก้ไขปรับปรุง และในประเทศของท่านการแก้ไข ปรับปรุงนั้นจะทำไปทีละประเด็นหรือทีละมาตรา ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับสังคม เป็นแรมปีครับ แม้แต่ประเด็นเดียวก็ต้องใช้เวลาเป็นปี ๆ ครับ แล้วเมื่อจะมีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงเป็นประเด็นนั้นก็ต้องใช้เสียง ๓ ใน ๔ ของสภาผู้แทนราษฎรจึงจะสามารถแก้ไข รัฐธรรมนูญได้ อันนั้นเป็นประการหนึ่งเลยนะครับ ผมคิดว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ไม่ได้เป็นวิสัยที่จะเป็นตัวแสดงถึงความเป็นประชาธิปไตย แต่แสดงว่าเรายังมีปัญหาในเรื่อง ความเป็นประชาธิปไตยนั่นเองนะครับ

ประการที่ ๒ เมื่อสภาแห่งนี้มีความเห็นโดยมติของเสียงข้างมากว่า อย่างไรก็จะต้อง ยกร่างขึ้นใหม่ ผมเองก็ยอมรับมติครับ แล้วก็ได้แปรญัตติไปตามรูปแบบหรือตามแพทเทิร์น (Pattern) ของร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนใหม่ ซึ่งผมเองไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเขียน รัฐธรรมนูญนะครับ แต่ผมอยากจะขอตั้งข้อสังเกตว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้ผม แล้วก็เพื่อน ๆ หลายคนสับสน เพราะว่ามันไม่เป็นซีเควินซ์ (Sequence) คือลำดับเหตุการณ์ มันไม่เป็นเรียงลำดับก่อนหลัง การแปรญัตติยากมากครับ สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นก่อนแล้วทำให้ การพิจารณาเกิดขึ้นได้โดยง่าย ถ้าท่านประธานจะกรุณาให้ผมได้พูดถึงก็คือมาตรา ๒๙๑/๑๖ ซึ่งเป็นจุดที่จะทำให้เกิดผลที่ตามมาอีกมากมายครับ กระผมจึงขอความจำเป็นในการที่จะ ต้องพูดถึงมาตรา ๒๙๑/๑๖ พอสังเขป

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านมณเฑียรครับ ผมไม่อยากขัดจังหวะนะครับ ท่านสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ ขอให้อยู่ในมาตรานี้ แล้วอยู่ในประเด็นที่ท่านสงวนเท่านั้นครับ เข้าประเด็นเถอะครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ผมจะแค่ผ่านนิดเดียวครับ คือผมเชื่อว่าสิ่งที่จำเป็นจะต้องพูดถึงมันเป็นเพียง จุดเริ่มต้นเท่านั้นเองท่านประธาน จะไม่ชี้แจงเหตุผลมากครับ คือผมคิดว่าจำเป็นต้องพาดพิง ถึงมาตรา ๕ ก็คือเรื่องของจุดเริ่มต้นหลังจากที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ก่อนที่จะมี สสร. เอาอย่างนี้แล้วกันท่านประธาน ผมคิดว่าโดยส่วนตัวแล้วเมื่อเราจะไปยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ จะชั่วดีอย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐธรรมนูญมาจากประชามติ จะออกจาก รัฐธรรมนูญที่มาจากประชามติก็ควรจะต้องลงประชามติก่อน เพื่อให้เกิดการยกเลิก โดยสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามาตรา ๕ ซึ่งผมจะอภิปรายภายหลังเมื่อไปถึงมาตรา ๕ และมันมีเหตุผลที่อธิบายได้ว่าเมื่อเข้าอย่างไร ก็ควรจะออกอย่างนั้น เมื่อเราลงประชามติไปแล้ว จึงจะนำไปสู่การให้มี สสร. ซึ่งก็จะเป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ กรณีเกิดขึ้นได้หลังจาก การลงประชามติแล้ว ตัวผมเองมีความเห็นว่าการได้มาซึ่ง สสร. โดยวิธีการเลือกตั้งควรจะ เป็นไปตามสัดส่วนประชากรมากกว่าไปกำหนดให้มีจังหวัดละ ๑ คน เพราะแม้ว่าเราจะใช้ ความพยายามในการอธิบายอย่างไรก็ตามในสภานี้ แม้ว่าเราจะมีความปรารถนาดีอย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงทางการเมือง ความยึดมั่นในระบบอุปถัมภ์ก็ดี บารมีของบุคคลในระดับพื้นที่ก็ดี หากมีการเลือกตั้ง สสร. เข้ามาเพียง ๑ คนต่อจังหวัด เชื่อได้ว่าบุคคลที่มีบารมีสูงสุด มีฐานะ ทางเศรษฐกิจเป็นอันดับต้น ๆ ของจังหวัด หรือมีความสัมพันธ์โยงใยกับระบบอุปถัมภ์ ทางการเมืองมีโอกาสเข้ามามากที่สุด เราจะชอบหรือไม่ก็ตามความเป็นจริงทางการเมือง เป็นเช่นนั้นครับ เพราะฉะนั้นเพื่อลดอุณหภูมิทางการเมืองลง และเพื่อสลายความเชื่อที่ว่า จังหวัดนี้เป็นของพรรคการเมืองใด ถ้ามีการเลือกตั้งโดยอาศัยสัดส่วนประชากร ขอประทานโทษครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าใกล้เคียงที่สุดก็คือการเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่พวกเรามีความชื่นชม และผมเองก็ชื่นชมนะครับ ผมคิดว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทย มีความภาคภูมิใจมาก การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามรูปแบบแบบนั้นละครับ เป็นรูปแบบที่อย่างน้อยที่สุดทำให้ เกิดความเชื่อมั่นว่าระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง ระบบการผูกขาดจะไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น เรามีเวลาร่างรัฐธรรมนูญแค่อย่างมากก็ ๑ ปี แล้วแต่ใครจะแปรญัตติเป็นอย่างไร ผมแปรญัตติเป็น ๑ ปี ผมคิดว่า ๑ ปี ฝ่ายการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตามคงยังไม่มีเวลา พอที่จะไปสร้างระบบเครือข่ายเชื่อมโยงระบบอุปถัมภ์เข้าด้วยกัน ต้องใช้เวลามากกว่า ๑ ปีครับ และ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ตามมาตรา ๒๙๑ (๑) ก็จะมีโอกาสกระจายเพราะว่า ประชาชน ๑ คนเลือก สสร. ได้ ๑ คน ซึ่งก็เป็นการรับรองสิทธิที่เท่าเทียมกันทั่วประเทศ ส่วนจังหวัดใดจะมี สสร. เลือกตั้งได้กี่ท่านก็เป็นไปตามสัดส่วนประชากร เพราะฉะนั้น จะมาพูดไม่ได้ว่าจังหวัดนั้นคนกาได้กี่เบอร์ต่างกันอย่างไร สิทธิเท่ากันหรือไม่ไม่มีประเด็นหรอกครับ เพราะทุกคนกาได้คนเดียว คนที่ได้อันดับหนึ่งของจังหวัดไปจนถึงอันดับเท่าที่จำนวน ในจังหวัดนั้นจะมีอยู่ก็ได้รับเลือกเป็น สสร. เพราะฉะนั้นก็จะสะท้อนความต้องการที่แตกต่าง หลากหลายมากกว่า ๑ คนอย่างแน่นอนครับ ความพยายามใด ๆ ที่จะสร้างเครือข่ายระบบ อุปถัมภ์ทางการเมือง จะของกลุ่มการเมืองใดก็แล้วแต่ในระยะเวลาอันสั้นย่อมไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นได้ยาก โอกาสที่ สสร. จะใช้ความพยายามในการสะท้อนปัญหาและ ความต้องการจำเป็นที่แท้จริงของประชาชนก็จะมีอยู่มาก แต่อย่างไรก็ตามครับ ความหลากหลายมาจากการเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียวบนพื้นฐานของความเป็นจริง ทางการเมืองในสังคมไทยนั้น ผมคิดว่ายังไม่สมบูรณ์ครับ เพราะสังคมไทยเรานั้นเข้าใจว่า ผู้แทนของประชาชนนั้นชี้วัดได้โดยการเป็นผู้แทนในเชิงพื้นที่ครับ และความเกาะเกี่ยว ความผูกพันระหว่างบุคคลต่อพื้นที่นั้นนี่ ไม่มีหลักประกันใดเลยว่าจะสะท้อนปัญหา และความต้องการที่หลากหลายของประชาชนซึ่งมีความสลับซับซ้อน ไม่ว่าเราจะมี สสร. จำนวน ๑๘ คน หรือ ๑ คนจากจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งก็ไม่มีหลักประกันว่าพี่น้องประชาชน ที่เป็นเกษตรกร ที่เป็นกรรมกร ที่เป็นนักวิชาชีพต่างสาขาจะมีเสียงสะท้อนเข้าไป ในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้แทนจึงจำเป็นต้องสะท้อนทั้งพื้นที่และสะท้อนความหลากหลาย ของประชากร อันนี้ผมได้เคยแปรญัตติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ข้อเสนอในการแปรญัตติของผมไม่เป็นผล เพราะว่าท่านยังยึดโยง ระบบพื้นที่เท่านั้น กระผมคิดว่าความเป็นผู้แทนโดยชอบในระบอบประชาธิปไตย ต้องสะท้อนทั้งพื้นที่และกลุ่มประชากรครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ก็ยังมีความจำเป็นครับ ผมเห็นว่า มาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ควรมีจำนวน ๒๐๐ คน เพื่อให้เกิด ความหลากหลายและไม่ผูกขาดทางการเมืองนั้นถูกต้อง ส่วนมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ที่ร่างของ รัฐบาลได้เสนอมา ๒๒ ท่าน กระผมขอแปรญัตติเป็น ๕๐ ท่าน เพื่อให้มีโอกาสสะท้อน ความแตกต่างหลากหลายของประชาชน แน่นอนผมยังคงแบ่งเป็น ๓ กลุ่มเหมือนกับ ร่างของรัฐบาล แต่ผมได้ขอเพิ่ม

กลุ่มแรก ก็คือมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน ๑๕ ท่าน ด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์และกฎหมายนั้น ๑๕ ท่าน ส่วนผู้ที่มีความชำนาญในด้านการ บริหารราชการแผ่นดิน ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมนั้นผมให้ ๒๐ ท่าน และผมได้นำความ และถ้อยคำมาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๔ ซึ่งผมชอบในเจตนารมณ์ ก็คือจะต้อง ให้หลักประกันถึงเรื่องของความเสมอภาค การมีส่วนร่วมในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันระหว่าง หญิงชาย เราไปกำหนด สสร. เลือกตั้งไม่ได้ครับว่าจะต้องมีสัดส่วนใกล้เคียงกันระหว่าง หญิงชาย เพราะนั่นเป็นการเลือกโดยตรงของพี่น้องประชาชน แต่นี่เราสามารถกำหนดได้ เพราะเป็นการเสนอชื่อเข้ามาแล้วมีการเลือกตั้งโดยสภา เพราะฉะนั้นจึงกำหนดว่าให้มี สัดส่วนที่ใกล้เคียงกันระหว่างหญิงชายและคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งก็มีผู้ด้อยโอกาสทางสังคมอยู่หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นชนกลุ่มน้อย เป็นพี่น้องชาติพันธุ์ ชนเผ่าต่าง ๆ สตรี เยาวชน ผู้สูงอายุ และคนพิการ ผู้เสียเปรียบในด้านต่าง ๆ อาจจะเป็น พี่น้องเกษตรกร เป็นกรรมกรผู้ใช้แรงงาน หรือนักวิชาชีพต่าง ๆ เหล่านี้จำเป็นจะต้องนำไป กำหนดไว้ในระเบียบซึ่งท่านประธานรัฐสภาจะเป็นผู้กำหนด แน่นอนครับ ระเบียบที่กำหนด โดยประธานรัฐสภาหลายท่านก็กังขาว่าจะดีหรือไม่ อย่างไร แต่ผมก็ยอมรับว่าไม่มีอะไร สมบูรณ์ในโลกนี้ ขอแต่เพียงว่าหน้าตาของคน ๕๐ คน ต้องสะท้อนความหลากหลายของ กลุ่มประชากรอย่างแท้จริง เพราะรัฐธรรมนูญที่ดีนั้นจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่คุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ ผดุงไว้ซึ่งความเสมอภาคและความเป็นธรรม ห้ามเลือกปฏิบัติ นี่ละครับ เป็นรัฐธรรมนูญที่เราได้ยึดหลักการนี้มาตั้งแต่ฉบับปี ๒๕๔๐ ต่อเนื่องปี ๒๕๕๐ และถ้าเรา จะเขียนรัฐธรรมนูญที่ดีได้เราก็ควรจะให้โอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งในเชิงพื้นที่ ซึ่งผมได้เสนอไปแล้วว่า ๒๐๐ คน ตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละจังหวัด บวกกับ (๒) ซึ่งกระผมขอพูดเกินเลยไปนิดหนึ่งว่าแทนที่จะเป็นการกลั่นกรองโดยใช้คณะทำงาน ซึ่งท่านประธานตั้งขึ้นเอง ผมคิดว่าควรจะเป็นคณะกรรมาธิการร่วม ๒ สภา กลั่นกรอง ชื่อที่เสนอเข้ามา ซึ่งชื่อที่เสนอเข้ามาก็มีทั้งสถาบันการศึกษา มีหน่วยงานราชการ มีองค์กรภาคประชาสังคม องค์กรภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ เสนอเข้ามาได้ เพราะฉะนั้นก็จะ เป็นการสะท้อนถึงความหลากหลายอย่างแท้จริงของสังคม ก็จะเป็นเกราะป้องกันภัยให้แก่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าจะไม่ถูกฉีกโดยอำนาจที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจกระบอกปืน หรืออำนาจทุนที่ไม่พึงประสงค์ เพราะว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นตัวสะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริง ของพี่น้องประชาชน รัฐบาลเองก็คุมไม่ได้ ส.ส. ส.ว. สังกัดใดก็คุมไม่ได้ เพราะได้ออกแบบไว้ดีแล้ว สะท้อนความเป็นตัวตน ความเป็นผู้แทนที่แท้จริงของประชาชน ทั้งในเชิงพื้นที่และในเชิง ความหลากหลายของกลุ่มประชากร เราจะป้องกันได้อย่างไรว่าเสียงข้างมากในสภาจะไม่ไป กำหนดหรือครอบงำการได้มาซึ่ง สสร. ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) กระผมได้เสนอไปถึงขั้นว่า ผู้ที่ได้รับการเลือกเข้ามาเป็น ๑ ใน ๕๐ ใน (๒) จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๕ ของสมาชิกรัฐสภา นั่นหมายความว่าเราจะต้องใช้ ส.ส. จากรัฐบาลทั้งหมด บวก ส.ว. ถึง ๙๐ คน หรือ ส.ว. ประมาณ ๕๐-๖๐ คน แล้วก็บวกฝ่ายค้านอีกบางส่วน นั่นหมายความว่าเราใกล้เคียงกับการเห็นพ้องมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราอยู่ห่างไกล จากการครอบงำของเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งหลายท่านอภิปรายไปแล้วว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้เป็น ตัวชี้ถูกชี้ผิดเสมอไปในสังคมประชาธิปไตย เราเห็นเสียงส่วนใหญ่นำมาซึ่งความพินาศ ก่อนยุคนาซีที่เยอรมันจะก่อสงครามโลกมาแล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกครหาและป้องกันไม่ให้ถูกนำไปเป็นความชอบธรรม ในการฉีกรัฐธรรมนูญอีก แม้ (๒) จะเปิดทางให้รัฐสภาคัดเลือก สสร. ที่เสนอชื่อกันเข้ามา ก็ควรจะต้องใช้เสียงที่ท่วมท้นมากกว่าเกินกึ่ง ควรจะต้องเป็น ๓ ใน ๕ เมื่อเป็น ๓ ใน ๕ คนที่ได้รับการเลือกเข้ามาคะแนนสูงสุดไปจนถึงคะแนนน้อยสุดก็จะเป็น สสร. ภาคผู้ทรงคุณวุฒิ ที่สะท้อนความหลากหลายอย่างแท้จริงของพี่น้องประชาชน ไม่ได้เป็นการสะท้อนแค่เพียงพื้นที่ ซึ่งการสะท้อนเพียงพื้นที่เท่านั้นไม่สามารถให้หลักประกันความเป็นประชาธิปไตยเพื่อปวงชน ผมใช้คำว่า เพื่อปวงชนหรือเพื่อประชาชนทั้งปวงได้ อาจจะเป็นประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่ โดยปริมาณก็คือมะจอริที รูล (Majority rule) แต่ไม่อาจเป็นหลักประกันในการสร้างสังคม อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน หรืออินคลูซิฟ โซไซอิที (Inclusive society) ของคนทั้งปวงได้ เพราะฉะนั้นความงดงามของสังคมประชาธิปไตยจึงเป็นความงดงามที่เราพยายามที่จะ เอื้อมมือไปโอบกอด ไปรับฟังและให้ความเคารพกับประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่เฉย ๆ ไม่ใช่มะจอริทีครับ ขอประทานโทษที่ต้องใช้ภาษาฝรั่งครับ แต่ทรู เดอะ ฟูลลิซ อิคสเทนท์ พอสซะเบิล (True the foolish extent possible) ทู เดอะ แมคซิมัม อิคสเทนท์ พอสซะเบิล (To the maximum extent possible) ขอประทานโทษ ก็หมายถึงว่าถึงคนมากกลุ่มที่สุดจะยากดีมีจน ด้อยโอกาสขนาดไหน เชื้อชาติเผ่าพันธุ์ใด พิการหรือไม่อย่างไรก็ไม่เป็นประเด็นขอให้คนเหล่านั้นมีโอกาสได้สะท้อนความต้องการ ที่แท้จริง กระผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านประธานสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติแห่งนี้ และท่านคณะกรรมาธิการจะได้โปรดเมตตารับเอาข้อเสนอของกระผมไว้พิจารณาเพื่อให้ สังคมไทยเราเป็นสังคมประชาธิปไตยที่อยู่ใกล้เคียงกับการเห็นพ้องมากที่สุด เพราะผมเชื่อว่า การโหวต (Vote) เพื่อชนะนั้นไม่ได้เป็นการตัดสินที่ดีหรือเป็นการตัดสินอันชาญฉลาดของ สังคมประชาธิปไตยที่เจริญ แต่การเอาชนะด้วยเสียงส่วนใหญ่กลับนำมาซึ่งความขมขื่น ของฝ่ายแพ้ การนำไปซึ่งเดินไปสู่การเห็นพ้องให้มากที่สุดแล้วใช้การตัดสินโดยการใช้เสียง ข้างมากให้น้อยที่สุดต่างหากที่เป็นตัวสะท้อนความถึงพร้อมและความเจริญแล้วของสังคม ประชาธิปไตยครับ กระผมจึงใคร่ขอวิงวอนขอความกรุณาทุกท่านทุกฝ่ายในสภานี้ได้โปรดรับ ข้อเสนอของกระผมตามที่ได้แปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติเอาไว้เพื่อพิจารณาต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน 🔗

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็น ผู้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๑ กระผมได้ขอแปรญัตติโดยใช้ข้อความดังนี้นะครับ

มาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามหมวดนี้ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน ๒๐๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และในวรรคสอง วรรคสามของมาตรานี้กระผมได้ขอแปรญัตติ โดยใช้ข้อความที่ว่า การคำนวณจำนวนสมาชิกของแต่ละจังหวัดให้คำนวณตามสัดส่วน ของจำนวนประชาชนทั้งหมดตามหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนที่จะ มีการเลือกตั้ง หารด้วยจำนวนสมาชิกจำนวน ๒๐๐ คน และวรรคสุดท้ายกระผมได้แปรญัตติ ว่าจำนวนสมาชิกที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีให้นำจำนวนประชาชนในจังหวัดนั้นมาคำนวณเฉลี่ย ตามวรรคสอง จังหวัดใดมีประชาชนไม่ถึงเกณฑ์สมาชิก ๑ คน ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกได้ ๑ คน และจังหวัดใดมีประชาชนเกินเกณฑ์สมาชิก ๑ คน ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกเพิ่มขึ้น ๑ คนทุกจำนวนประชาชนที่ถึงเกณฑ์จำนวนประชาชนต่อสมาชิก ๑ คน เหตุผลที่กระผมได้ขอแปรญัตติข้อความในมาตรา ๒๙๑/๑ จากร่างเดิมที่ทางกรรมาธิการ ได้เห็นชอบที่จะใช้สูตร ๗๗ คนบวก ๒๒ คน ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ผ่านมายังท่านกรรมาธิการอย่างนี้ครับ ถ้าเราพูดถึงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งผมเอง ในวาระที่หนึ่งนั้น ก็ไม่เห็นด้วยกับมติของที่ประชุมที่มีมติเห็นชอบในการที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ด้วยกฎเกณฑ์กติกาในทาง ประชาธิปไตยเมื่อเสียงข้างมากเห็นชอบอย่างนั้น กระผมก็ต้องใช้สิทธิแปรญัตติในวาระที่สอง เพื่อที่จะใช้สิทธิลงมติในวาระที่สองและวาระที่สามต่อไป แต่ผมกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าถ้าเราพูดถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันมีประเด็นที่จะต้องมาช่วยกันคิด ตั้งแต่แรกเลยว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะร่างโดยใคร ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ ของประเทศไทยเราก็จะมีกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ๒ วิธีการใหญ่ ๆ

วิธีแรก ก็คือโดยผู้มีอำนาจทางการเมืองในขณะนั้น จัดตั้งคณะกรรมการยกร่าง ขึ้นมาเลยชุดหนึ่ง

กับวิธีที่ ๒ ซึ่งเป็นการพัฒนาความคิดต่อยอดมาจากวิธีแรก ก็คือการกำหนดให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราเริ่มใช้ครั้งแรก เมื่อปี ๒๔๙๑ และครั้งสุดท้าย ก็คือเมื่อปี ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือ ฉบับปี ๒๕๕๐ ณ วันนี้เมื่อมีแนวความคิดว่า เราจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราก็มาช่วยกันคิดครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ควรจัดทำโดยใครซึ่งที่สุดก็ตกผลึกความคิดด้วยกันว่าควรที่จะเป็นหน้าที่หรือภารกิจของ สภาร่างรัฐธรรมนูญ

ประเด็นต่อไป ก็คือองค์ประกอบของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาของ สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นควรมีองค์ประกอบและมีที่มาอย่างไร ผมกราบเรียนท่านครับว่า วิธีคิดในเรื่องพวกนี้หรือหลักคิดในเรื่ององค์ประกอบและที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น มีวิธีคิดมาจากหลักการในทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญดังนี้ครับ ท่านประธาน ในทางหลักวิชาการเมื่อพูดถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น เขาจะวางหลักการไหมว่า คนที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรก็ได้ จะเป็นรูปแบบของคณะกรรมการก็ได้ หรือจะเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือที่เรียกว่า สสร. ก็ได้ แต่ขอให้มีหลักการสำคัญ ๔ ประการ

หลักการสำคัญประการที่ ๑ ก็คือต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างหลากหลาย

ประการที่ ๒ ผู้ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเป็นกลาง

ประการที่ ๓ คือผู้ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีความเป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้ การครอบงำของพรรคการเมืองหรือนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจการเมืองในขณะนั้น

และประการสุดท้าย ก็คือคนที่มายกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ในประเด็นหรือในหัวข้อที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็หันกลับมาคิดครับว่าแล้วสูตรที่ทาง กรรมาธิการเห็นชอบมาคือ ๙๙ คน โดยแบ่งเป็นการเลือกตั้งจากประชาชนในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน กับรัฐสภาเป็นคนเห็นชอบอีก ๒๒ คนนั้น มันตอบโจทย์ ๔ ข้อนี้ไหม ถ้าตอบโจทย์ ๔ ข้อนี้ผมยอมรับได้แต่แน่นอนครับ ท่านประธานครับ เมื่อผมใช้สิทธิแปรญัตติ และสงวนคำแปรญัตติ แปลว่าผมไม่เห็นด้วยกับร่างที่กรรมาธิการได้เห็นชอบ แล้วก็ย่อม หมายความว่าที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะผมได้พิจารณาแล้วว่ารูปแบบที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ให้ความเห็นชอบมานั้นมันไม่ตอบโจทย์ทั้ง ๔ ข้อ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่เขาใช้กันทั่วโลก ผมจะขอลำดับเหตุผลทีละประการให้ท่านประธานได้กรุณารับทราบ

ประการที่ ๑ ก็คือตอบโจทย์ในหลักการเรื่องความมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างหลากหลาย เมื่อท่านใช้เขตเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ในการคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. นั่นก็แน่นอนครับว่าผู้ที่จะมีส่วนร่วมในการเข้ามาทำหน้าที่ ยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกฎกติกาที่จะว่าด้วยการออกแบบประเทศไทยใหม่ เป็นกฎกติกาซึ่งจะว่าด้วยหลักเกณฑ์การเมือง การปกครองของประเทศ ซึ่งจะต้องใช้บังคับ กับคนไทยทั้ง ๖๕ ล้านคน ไม่ได้ใช้บังคับเฉพาะผู้ที่มีเสียงข้างมากหรือผู้ที่มีเสียงข้างน้อย เท่านั้นครับ แต่เรากำลังจะพูดถึงกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ซึ่งใช้กับคนไทยทุกคน คำถามง่าย ๆ ถามกลับครับ ท่านประธานว่า แล้วทำไมเราต้องให้จังหวัดหนึ่งมี ๑ คนที่มีส่วนร่วมในการเข้ามายกร่าง กฎเกณฑ์ที่จะใช้บังคับกับคนทั้งประเทศ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า รัฐธรรมนูญที่ดีนั้นต้องมีลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งก็คือต้องเป็นสัญญาประชาคมของ คนทั้งประเทศครับ ฉะนั้นลักษณะของการที่จะเป็นสัญญาประชาคมของคนทั้งประเทศ มันจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเรานำหลักการสำคัญประการที่ ๑ ก็คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อย่างหลากหลายเข้ามาใช้ แต่พอท่านใช้วิธีการคัดเลือก สสร. .โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และจังหวัดละ ๑ คน นั่นหมายความว่าที่สุดแล้วจะต้องมีผู้แพ้และผู้ชนะเพียง ๑ คนเท่านั้น ที่จะมีสิทธิเข้ามานั่งเก้าอี้ สสร. เพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ เสียงข้างน้อยหายไปไหนครับ เขาไม่ใช่คนไทยหรือครับ เขาไม่ใช่พลเมืองของจังหวัดนั้น ๆ ที่จะมีสิทธิมีส่วนในการออกแบบ ประเทศไทยเพื่อจะช่วยกันยกร่างกฎเกณฑ์มาใช้บังคับกับเขาหรือครับ หรือต้องผู้ชนะเท่านั้น จึงจะเป็นผู้มีสิทธิในการออกแบบรัฐธรรมนูญ หรือต้องเป็นเสียงข้างมากเท่านั้นถึงจะต้องเป็น ผู้ที่มีสิทธิในการเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าวิธีคิดเป็นอย่างนั้นผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ที่สุดเราจะได้รัฐธรรมนูญของผู้ชนะ ที่สุดเราจะได้รัฐธรรมนูญของเสียงข้างมาก ที่สุดอีกละครับ เราก็จะได้ยินประโยคซ้ำซากเหมือนเดิมอีกก็คือในระบอบประชาธิปไตยต้องเคารพเสียง ข้างมาก ซึ่งผมกราบเรียนนะครับว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นถ้านำมาใช้กับการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านคิดผิด พูดผิดครับ หลักการของการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่เคยใช้หลักการเสียงข้างมาก ในการกำหนดตัวบุคคล แต่ตรงกันข้ามเขากลับกำหนดให้ทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ต้องมีส่วนร่วมเพื่อให้จุดเริ่มต้นของการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็น เจ้าของร่วมกัน เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างกฎเกณฑ์ซึ่งจะเป็นสัญญาประชาคมร่วมกัน ของคนไทยทั้งประเทศครับ ตรงนี้ละครับคือสิ่งที่ผมกำลังจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไป ยังท่านกรรมาธิการครับว่า คือเหตุผลที่ผมกำลังจะกราบเรียนท่านว่าทำไมผมจึงแปรญัตติ ขอแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๑ เป็นว่าให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีองค์ประกอบประกอบด้วยสมาชิก ๒๐๐ คน ใช้เขตเลือกตั้งเหมือนกันครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการเลือกตั้งเพียงหา ผู้ชนะจังหวัดละ ๑ คน แต่คำนวณตามสัดส่วนของประชากรในจังหวัดนั้น ๆ โดยให้ พี่น้องประชาชนซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนั้นมีสิทธิออกเสียงได้ ๑ คะแนนเสียงเท่ากัน ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นจังหวัดใดที่มีประชากรมากก็จะมี สสร. ในจังหวัดนั้นมาก ตามสัดส่วนของประชาชน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนั้น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ เราสามารถตอบโจทย์ประการที่ ๑ ได้ท่านประธาน ก็คือโจทย์ที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนอย่างหลากหลาย ไม่ต้องเอาผู้ชนะคนที่ ๑ เท่านั้นเข้ามาเป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่เราจะได้ทั้งคนที่ชนะลำดับที่ ๑ ลำดับที่ ๒ หรืออาจจะลำดับที่ ๑๖-๑๘ ถ้าถือตัวเลข การเลือก ส.ว. เมื่อปี ๒๕๔๓ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กรุงเทพมหานครมี ส.ว. ถึง ๑๘ คน นั่นก็หมายความว่าเราจะได้ความหลากหลาย ได้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อย่างแท้จริง เมื่อจุดเริ่มต้นมาจากความหลากหลายของพี่น้องประชาชน ทุกคนมีส่วนร่วม ในการสร้าง ในการร่างรัฐธรรมนูญ ทุกคนก็จะมีฐานะเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าคนคนนั้นจะมาจากภาคส่วนเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยก็ตาม ตรงนี้ละครับมันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการที่เราจะช่วยกันสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเป็น รัฐธรรมนูญของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า วิธีคิดของผมในการแปรญัตติ ผมคิดเรื่องหลักการประการที่ ๒ เมื่อสักครู่นี้หลักการประการแรกคือหลักการการมีส่วนร่วม ของประชาชนอย่างหลากหลาย ผมกราบเรียนเหตุผลท่านประธานไปแล้ว

หลักการประการที่ ๒ ก็คือผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ต้องเป็นคนกลางอย่างแท้จริง สิ่งที่ผมคิดก็คือว่ารูปแบบที่ทางกรรมาธิการเห็นชอบโดยเสียงข้างมาก คือสูตร ๗๗ คนบวก ๒๒ คนนั้นคนที่เราจะได้จะมีความเป็นกลางอย่างแท้จริงหรือไม่ ตรงนี้ เป็นคำถามครับ และเป็นคำถามซึ่งผมเองพยายามวางตัวอย่างเป็นกลางและพยายามจะ ตอบคำถามนี้ด้วยตนเองอย่างเป็นธรรม ตอบไม่ได้ท่านประธานครับ ตอบไม่ได้อย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลอะไร ผมจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ อย่างนี้ครับว่าสิ่งที่เราต้องยอมรับ ณ วันนี้ก็คือว่าสังคมไทยยังมีความขัดแย้งทางความคิด โดยเฉพาะความคิดทางการเมืองสูงมาก ผมเชื่อว่าท่านกรรมาธิการต้องไม่ปฏิเสธ ในข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ มันฟ้องอย่างชัดเจนครับ ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ต้องไป ให้สถาบันพระปกเกล้าช่วยศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแนวทางการปรองดอง เราคงไม่ต้องไปคิดในเรื่อง ของการออกพระราชบัญญัติปรองดอง ซึ่งก็มีข่าวว่ามีการยกร่างจนเกือบจะแล้วเสร็จอยู่แล้ว ถามว่าทำไมต้องไปคิดเรื่องพวกนั้น มันก็หวนกลับมาข้อเท็จจริงที่ผมเรียนอย่างไรว่า เรามีความขัดแย้งทางการเมืองสูงมากและภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองที่สูงอยู่นั้น ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนคงไม่ปฏิเสธก็คือมีความพยายามที่จะเอาชนะคะคานกัน ทางการเมืองสูงเช่นเดียวกัน นี่ละครับคือสิ่งที่ทำให้ผมไม่ไว้วางใจว่าถ้าเราใช้ระบบเลือกตั้ง ที่คัดเอาผู้ชนะเพียง ๑ คนจาก ๑ จังหวัด การเมืองจะไม่เข้าไปเจือปนไม่เข้าไปยุ่งเหยิงกับ การเลือก สสร. ในแต่ละจังหวัดภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังมีความขัดแย้ง ผมไม่ปฏิเสธครับว่ารูปแบบในการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใต้สูตร ๗๗ คน บวก ๒๒ คนนั้นเป็นรูปแบบที่ยอมรับได้ แต่กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ ว่าต้องอยู่ภายใต้บริบทของสภาพสังคมในแต่ละสถานการณ์ด้วย ภายใต้บริบทของสังคม ซึ่งยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ยังเต็มไปด้วยการแข่งขันเพื่อเอาชนะทางการเมือง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองนั้นไม่เหมาะที่เราจะใช้สูตร ๗๗ คน คือ ๑ จังหวัด ๑ คน นั่นหมายความว่าผู้ที่ได้เปรียบในทางการเมืองในขณะนั้นจะเป็นผู้ได้เปรียบในการที่จะส่งคน ของตัวเองลงสมัครเป็น สสร. ถ้าท่านกรรมาธิการเปิดใจให้กว้างแล้วท่านรักประเทศชาติ และประชาชนจริง ๆ นะครับ ท่านต้องยอมรับครับว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นนี่มันสะท้อนบริบท ความเป็นจริงของสังคมไทย ถ้าท่านมีเจตนาดีต่อประเทศชาติในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่ดีของประเทศไทยร่วมกัน ท่านต้องพยายามหลีกเลี่ยง ในการสร้างกฎกติกาที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับตัวท่านเองหรือให้กับพรรคการเมืองซึ่งคุมพื้นที่ เสียงข้างมากในขณะนี้ แสดงสปิริต (Spirit) เลยครับ แสดงน้ำใจเลยครับว่าอะไรที่สะท้อนออกไป ในรูปแบบที่ท่านจะได้เปรียบ ท่านเสียสละเพื่อให้สนามการแข่งขันในการคัดเลือก สสร. เป็นสนามที่โปร่งใสที่สุดภายใต้กฎเกณฑ์ที่ท่านเป็นคนควบคุมความได้เปรียบทางการเมือง ในขณะนี้ ท่านทำได้ไหมครับ ถ้าท่านทำได้ ผมเชื่อว่าศรัทธาและเสียงสรรเสริญเยินยอ จะกลับมาสู่ที่ท่าน และตรงนี้ล่ะครับ ก็คือการตอบหลักการสำคัญประการที่ ๒ ก็คือช่วยกัน สร้าง สสร. ที่เป็นกลางจริง ๆ

ประการที่ ๓ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือหลักการในการร่างรัฐธรรมนูญ ประการที่ ๓ ก็คือคนที่ยกร่างต้องมีอิสระ มันสืบเนื่องจากความเป็นกลางเลยครับ ถ้าคนที่เข้าไป ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญสามารถถูกควบคุมโดยพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง พี่น้องประชาชนอย่าหวังเลยครับว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญ ที่เป็นคนประชาชนอย่างแท้จริง ที่สุดบ้านเมืองที่เราใฝ่ฝันว่าเมื่อเรายอมให้มีการ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บ้านเมืองจะเริ่มต้นในทางที่ดี คนไทยทั้งหมดจะกลับมาสามัคคี กลมเกลียวกัน เรากลับจะได้รัฐธรรมนูญซึ่งไปตอบสนองความต้องการของผู้ที่สามารถ ควบคุมหรือคุมเกมการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ อะไรคือสิ่งที่สะท้อนว่าถ้าใช้สูตร ๗๗ คน บวก ๒๒ คนแล้วจะขาดความเป็นอิสระ มันสืบเนื่องมาจากเมื่อกี้ที่ผมกราบเรียนให้ท่าน ทราบว่าบริบทในการเลือกตั้งโดยคัดเอาผู้ชนะจังหวัดละ ๑ คนมานั้น สภาพสังคมไทย ในขณะนี้อยู่ภายใต้บริบทที่เอื้อให้ผู้ที่ได้เปรียบทางการเมืองสามารถควบคุมสถานการณ์ การเลือกตั้ง สสร. ภายใต้กฎ ๑ จังหวัด ๑ คนได้ บวกกับให้รัฐสภาเป็นคนคัดเลือกอีก ๒๒ คน ป่วยการครับ ที่ท่านจะไปบอกว่าองค์กรต่าง ๆ เป็นคนคัดส่งมา รัฐสภาไปจิ้มเอาคนนอก ไม่ได้ ผมว่าด้วยอาวุโสทางการเมืองของหลายท่าน ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองที่ชำนาญ ที่เชี่ยวชาญของหลายท่าน ผมมั่นใจท่านทำได้ ไม่เช่นนั้นคงจะไม่มีข้อมูลออกมา หลายคน เริ่มไปป่าวประกาศให้สังคมรับรู้แล้วว่าเขาจะทำหน้าที่เป็น สสร. ภายใต้โควตา ๑ ใน ๒๒ ที่นั่งครับ แล้วผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าท่านเชื่อไหมครับว่า สสร. ที่มาจากโควตา ๒๒ คน ที่จะคัดเลือกโดยรัฐสภานั้น ท่านประธานก็ทราบดีว่าใครคือคนที่คุมเสียงข้างมากในรัฐสภา ผมอยากได้นาย ก นี่ ท่านประธานคิดว่าสิ่งที่ผมอยากได้นี่มันเป็นความฝันหรือมันเป็น ความเพ้อเจ้อของผมคนเดียว ถ้าเสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ไม่เห็นด้วยว่า นาย ก เป็นคน ที่เหมาะสมในการที่จะเข้ามาทำหน้าที่ภายใต้บริบทของสังคมขณะนี้ ไม่ใช่เหมาะสม เพราะมีความรู้ความสามารถหรือไม่ แล้วผมกราบเรียนท่านประธานไว้ล่วงหน้าเลยครับว่า คน ๒๒ คนที่รัฐสภาเป็นคนเลือกมานี้ ต่อไปจะไปนั่งเก้าอี้เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลง่ายที่สุดเลยครับ เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มาจากสายที่รัฐสภาเป็น คนคัดเลือกมาแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ความเป็นอิสระของ ๒๒ คน มีความเป็นอิสระหรือไม่ครับ ผมไม่กล้าฟันธงเลยครับท่านประธานว่าคน ๒๒ คนนั้นถูกครอบงำ ไม่มีอิสระ เพราะว่า เลือกโดยพรรคการเมืองซึ่งคุมเสียงข้างมากในสภา แต่ผมมีความคลางแคลงใจ มีความสงสัย ว่าเขาจะเป็นอิสระจริงหรือไม่ เอาแค่ให้มีความคลางแคลงใจหรือมีความสงสัยว่าคน ๒๒ คน ซึ่งถูกเลือกโดยรัฐสภาแห่งนี้จะไม่อิสระก็ไม่เหมาะสมแล้วครับ ที่จะมาทำหน้าที่เป็นคน ร่างรัฐธรรมนูญให้คนไทยทั้งประเทศใช้ นี่อย่างไรครับ ที่ผมกำลังจะกราบเรียนว่าคือเหตุผล ประการที่ ๓ ที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าสูตร ๗๗ คนบวก ๒๒ คน ไม่ตอบโจทย์ หลักการที่ทั่วโลกเขาใช้กันประการที่ ๓ คือหลักการที่ว่าคนร่างรัฐธรรมนูญต้องมีอิสระ

หลักการประการที่ ๔ ท่านประธาน ที่ทั่วโลกเขาใช้กันก็คือคนร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทางการเมือง ซึ่งเชื่อมโยงมาจากรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ถ้าพูดไปแล้ว มันจะเหมือนลิเกโรงใหญ่ท่านประธาน ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนคงทราบดีว่าประเด็นหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อขัดแย้งในสังคมไทย เรายังมีประเด็นความขัดแย้งเกี่ยวกับความคิดของอดีตผู้นำ ท่านหนึ่งอยู่ในสังคมไทย เกี่ยวกับข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่ท่านถูกกล่าวหาอยู่ ผิดจริงหรือผิดไม่จริง ไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะนำมากราบเรียนท่านประธาน แต่มันมีความเชื่อมโยงอยู่ที่ว่าหลายคน เขายังกังวลใจครับท่านประธานว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีนัยอะไรซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ ที่จะเชื่อมโยงไปสู่อดีตผู้นำทางการเมืองท่านนั้น จะเชื่อมโยงในลักษณะไหน ด้วยภูมิปัญญา ของผม ผมคิดไม่ออกครับท่านประธาน คิดไม่ออกแม้กระทั่งว่าจะนำไปเป็นข้ออ้าง เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยกเลิก เพราะฉะนั้นความผิด ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต้องถูกยกเลิกไปด้วยหรือไม่ ผมก็คิดไม่ออก แต่ผมกำลังจะ กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า เมื่อมันมีประเด็นได้เสียทางการเมืองอยู่อย่างนี้ มันเหมาะหรือไม่ที่เราจะให้รัฐสภาซึ่งทราบดีครับว่าพรรคเพื่อไทยคือพรรคที่คุมเสียงข้างมาก และพรรคเพื่อไทยคือพรรคที่ยังคงมีปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกับอดีตผู้นำท่านนั้นอยู่ ตรงนี้ละครับ ที่ผมกำลังจะกราบเรียนว่าทำให้เกิดปัญหาความคลางแคลงใจหรือข้อสงสัยในประเด็นที่ ๒ ตามมา ผมไม่ได้กล่าวหาว่าท่านจะเลือก ๒๒ คนเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของท่านในการ ไปทำให้สิ่งที่มีส่วนได้เสียบรรลุผล แต่ผมมีความคลางแคลงใจ เหมือนกับที่ผมคลางแคลงใจ ในเรื่องความเป็นอิสระครับท่านประธาน เมื่อผมแคลงใจว่าคน ๒๒ คนนี้จะทำตัวเป็นผู้มีส่วนได้เสีย กับปัญหาทางการเมืองที่ยังคาราคาซังอยู่ ผมเลือกคน ๒๒ คน ผมเลือกรูปแบบที่ให้คน ๒๒ คนนี้ ไปทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ครับท่านประธาน นี่คือเหตุผลประการที่ ๔ ที่ผมทำไม ไม่เลือกแบบที่กรรมาธิการเสียงข้างมากท่านได้ออกแบบไว้ และนี่คือเหตุผลว่าบทสรุปที่ผม ใช้สิทธิแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติที่จะมาตอบโจทย์ทั้ง ๔ ประการและแก้ไขข้อด้อย แก้ไขประเด็นปัญหาที่ผมแคลงใจว่าสูตร ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ไม่ตอบโจทย์ในเรื่องหลักการสากล ในการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๔ ประการสำคัญที่ผมกราบเรียนให้ท่านประธานได้ทราบ ผมจึงจำเป็นที่จะต้องแปรญัตติโดยใช้สูตรใหม่ครับ ก็คือให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศจำนวน ๒๐๐ คนครับท่านประธาน สูตรนี้นอกจากจะตอบโจทย์ ในเรื่องหลักการสำคัญ ๔ ประการแล้วยังสอดคล้องกับแนวความคิดของท่านกรรมาธิการ หลายท่านที่พยายามลุกขึ้นมาชี้แจงโดยอ้างหลักประชาธิปไตย นี่ละครับประชาธิปไตย โดยตรงเลยครับ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ไม่ต้องมีทางอ้อมมาเจือปน ไม่ต้องให้เสียงข้างมากในสภาเป็นคนเลือกตั้ง แต่ให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และให้ประชาชนทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยมีส่วนร่วมในการยกร่างรัฐธรรมนูญ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ผมได้ใช้สิทธิสงวนคำแปรญัตติ

ประเด็นต่อไปที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่ามีข้อชี้แจงจากท่านกรรมาธิการ ที่ผมได้รับฟังเมื่อวานนี้ ท่านอ้างประเด็นหนึ่งในการที่ท่านไม่ยอมให้มีการแก้ไขสูตรในเรื่องของ องค์ประกอบและในเรื่องของที่มาของ สสร. โดยท่านอ้างอย่างนี้ครับท่านประธาน ท่านอ้างว่า ถ้ายอมให้แก้ สสร. มาจากการเลือกตั้งประเภทเดียวจำนวน ๒๐๐ คน ท่านอ้างว่าขัดกับ หลักการที่สภาแห่งนี้ได้รับไว้ ผมก็กลับไปนั่งศึกษาดู ความจริงก็ศึกษามาแล้วครับ แต่พอฟัง ทางท่านชี้แจง ถ้าไม่ตั้งใจฟังจริง ๆ และได้ศึกษามาล่วงหน้านี่คล้อยตามได้นะครับ ท่านประธาน แต่พอกลับไปนั่งศึกษาอีกครั้งหนึ่งเพื่อจะทบทวนสิ่งที่ท่านชี้แจงเพื่อที่ผมจะได้ ทำใจว่าถ้าท่านชี้แจงถูก ผมก็เป็นประชาธิปไตยที่จะต้องยอมรับบนเหตุผลของความถูกต้อง หลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมีอยู่ ๓ ข้อครับท่านประธาน ข้อที่ ๑ เขาเขียนอย่างนี้ครับ กำหนดให้รัฐสภาประชุมร่วมกันในกรณีการให้ความเห็นชอบ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภาและกรณีการให้ความเห็นชอบ ญัตติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยการเพิ่ม (๑๗) (๑๘) ของมาตรา ๑๓๖ หลักการ ข้อนี้ครับท่านประธาน ที่ท่านกรรมาธิการนำขึ้นมาเป็นข้ออ้างแล้วก็กรรมาธิการเสียงข้างน้อย จริง ๆ ก็เสียงข้างมากที่ชนะไปแล้ว แต่ถูกท่านกลับมติใหม่ ข้างมากกลายเป็นข้างน้อย ข้างน้อยกลายเป็นข้างมาก อันนี้ก็เป็นประเด็นข้อสับสน ซึ่งมันทำให้เอามาประมวล ในพฤติการณ์และจึงทำให้ไม่ไว้วางใจในการทำงานของกรรมาธิการ แต่ผมกำลังจะสรุปให้ฟังว่า หลักการข้อนี้ไม่ใช่หลักการที่กำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องมี สสร. ๒ ประเภทเลยนะครับ หลักการข้อ ๑ เป็นหลักการที่เสนอแก้ไขอำนาจของรัฐสภาต่างหาก ให้รัฐสภามีอำนาจ เพิ่มขึ้นอีก ๒ ข้อ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๓๖ เพื่อความชัดเจนในเรื่องนี้ผมจะขออนุญาต ท่านประธานอย่างนี้ครับว่าขออนุญาตอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ สั้น ๆ เพื่อทบทวนให้ ท่านประธานตามสิ่งที่ผมอภิปรายได้ทัน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ เขียนอย่างนี้ท่านประธาน เขียนว่าในกรณีต่อไปนี้ให้รัฐสภามาประชุมร่วมกัน แล้วก็มี (๑) ตั้งแต่การให้ความเห็นชอบ ในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ว่าไปเรื่อยเลยครับ ทั้งหมดมีอยู่ ๑๖ อนุมาตรา (๑๖) ซึ่งเป็นอนุมาตราสุดท้ายของฉบับปัจจุบันคือแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ รัฐธรรมนูญที่ท่านกำลังแก้ไขนี้ท่านไปเพิ่มหลักการ ๒ ข้อ ก็คือเป็น (๑๗) กับ (๑๘) คือให้ความเห็นชอบเรื่องแต่งตั้ง สสร. กับให้ความเห็นชอบเรื่องญัตติที่จะขอแก้ไข รัฐธรรมนูญ ถามว่าถ้าท่านไม่มี สสร. ประเภทคัดเลือกหรือประเภทแต่งตั้งก็ไม่เห็นมีอะไร ที่ต้องมาให้ที่ประชุมร่วมกันพิจารณาอย่างไรท่านประธาน มันก็เหมือนกับที่มีอยู่ในมาตรา ๑๓๖ ที่เขาพูดถึงเรื่องการให้อำนาจที่ประชุมรัฐสภาเป็นคนให้ความเห็นชอบในเรื่องของ สนธิสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ ซึ่งมีอยู่ใน (๑๕) ของมาตรา ๑๓๖ ผมก็เห็นคราใดที่เราไม่มี สนธิสัญญาที่จำเป็นที่จะต้องให้รัฐสภาเห็นชอบ สภาแห่งนี้ก็ไม่เรียกประชุมนะครับ เพราะมันไม่มีเรื่องที่จะต้องให้ความเห็นชอบก็เท่านั้นเอง ฉันใดฉันนั้นแม้เราจะรับหลักการว่า ให้สภาแห่งนี้มีอำนาจเห็นชอบในการแต่งตั้ง สสร. ก็ถ้ามันไม่มี สสร. ที่จะต้องให้สภาแห่งนี้ เห็นชอบ มันจะไปผิดหลักการตรงไหน ก็เขียนให้อำนาจไว้เท่านั้นเอง แต่ไม่ได้บอกว่า ให้อำนาจแล้วต้องมีนะครับ นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะแลกเปลี่ยนกับท่านกรรมาธิการ เพื่อทำความเข้าใจว่าสิ่งที่พวกกระผมในฐานะที่เป็นผู้สงวนคำแปรญัตติหรือรวมไปถึง ท่านกรรมาธิการซึ่งเป็นคนสงวนความเห็นไว้ สิ่งที่พวกกระผมสงวนไว้นี้มันไม่ได้ขัดหลักการครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องขออนุญาตทำความเข้าใจกับท่านกรรมาธิการโดยเฉพาะท่านประธาน คณะกรรมาธิการ

หลักการข้อที่ ๒ กำหนดไว้อย่างนี้ท่านประธาน กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และกำหนดกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ (เพิ่มหมวด ๑๖) การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ หลักการข้อนี้ครับท่านประธาน ตรงกับสิ่งที่เราพูดกันเลย เราพูดกันเรื่องอะไร เราพูดกันเรื่อง สภาร่างรัฐธรรมนูญ นี่อย่างไรครับหลักการที่พูดถึงสภาร่างรัฐธรรมนูญ เขาพูดแค่นี้ครับ ท่านประธาน พูดว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีพูดที่ไหนครับว่าต้องมี ๒ ประเภท มีพูดที่ไหนในหลักการข้อ ๒ ว่าจะต้องมีประเภท ที่รัฐสภานี้เป็นคนแต่งตั้ง ไม่มี เมื่อไม่มีสิ่งที่กระผมสงวนคำแปรญัตติไว้ท่านเอาที่ไหนมาตอบ มาชี้แจงเมื่อวานนี้ครับว่าเป็นการขัดกับหลักการถ้าท่านจะยอมแก้ไข เพราะฉะนั้น ผมจึงกราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านชี้แจงนั้นไม่ถูกต้องและกราบเรียนครับว่าถ้าท่านยอมรับกฎกติกา ในการแก้ไขเสียใหม่ ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ ๒๐๐ คน ไม่ขัดหลักการ ตรงไหนเลยครับ

หลักการประการที่ ๓ ยิ่งไม่เกี่ยวเลยท่านประธานครับ เขียนไว้อย่างนี้ครับ กำหนดให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลใช้บังคับจัดทำโดย ใครครับ ก็โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญตามหลักการ ข้อ ๒ ซึ่งผมกราบเรียนแล้วครับว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญตามหลักการ ข้อ ๒ ไม่ได้บอกเลยว่า สสร. ต้องมี ๒ ประเภท นี่คือสิ่งที่ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ

ประเด็นสุดท้าย ที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนก็คือ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุด ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญใช้มาฉบับนี้เป็นฉบับที่ ๑๘ แล้วท่านประธานครับ แบ่งเป็น รัฐธรรมนูญชั่วคราว ๗ ฉบับ รัฐธรรมนูญถาวร ๑๑ ฉบับ ท่านประธานคงผ่านหูผ่านตามา ทั้ง ๑๗-๑๘ ฉบับ ท่านประธานเคยคิดไหมทำไมบางฉบับเขาใช้คำว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราว บางฉบับเขาใช้คำว่า ธรรมนูญการปกครอง แต่ว่าบางฉบับเขาใช้คำว่า รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ผมจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าที่เขาใช้ต่างกันนั้น เพราะเขามีเจตนารมณ์ต่างกันครับ ฉบับไหนใช้คำว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราว แปลว่าฉบับนั้น อ่านต่อไปเถอะครับ เขาจะมีกฎกติกามีระยะเวลาอยู่ว่าให้ไปสร้างฉบับถาวรเมื่อไร ฉบับไหน ใช้คำว่า ธรรมนูญการปกครอง เขากำลังบอกเราครับว่าอันนั้นเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว เหมือนกัน ฉบับไหนใช้คำว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เขากำลังบอกเรานะครับว่า ฉบับนั้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แล้วรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่เรามีมาทั้งหมด ๑๑ ฉบับนั้น ไม่มีฉบับไหนที่เขาไปเขียนบทบัญญัติให้สามารถไปสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมาล้มล้าง รัฐธรรมนูญฉบับถาวรนั้น ๆ ได้ ที่ผมกราบเรียนก็คือผมกำลังจะเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เช่นเดียวกัน มาตรา ๒๙๑ คือ บทบัญญัติว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติม การที่เราพยายามจะใช้ มาตรา ๒๙๑ เป็นช่องทางในการบอกว่าเปิดประตูเพื่อที่จะเข้าไป สร้างกลไกใหม่เพิ่มเติม จะได้มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กันและนำไปสู่การยกเลิก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถามว่าเรากำลังใช้กฎหมายภายใต้หลักนิติธรรมหรือเปล่า ท่านสมาชิก หลายท่านโดยเฉพาะท่านสมาชิกจากฝ่ายรัฐบาลบางท่านลุกขึ้นมาอภิปรายเรื่องหลักนิติธรรม เหมือนบรรยายกฎหมายในห้องประชุมนี้เลย ท่านประธานครับ พูดไปถึงว่านักกฎหมายคนใด ใช้กฎหมายอย่างไม่มีหลักนิติธรรม นักกฎหมายคนนั้นเป็นได้แค่คนหัวหมอ ผมกราบเรียนครับว่า คำพูดนี้มันกำลังจะย้อนเข้าตัวท่านเอง ด้วยการที่ท่านใช้มาตรา ๒๙๑ เป็นช่องทางมาแก้ไข แล้วบอกว่านำไปสู่การเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพื่อที่จะสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านกำลังใช้ช่องทางทางกฎหมายภายใต้หลักนิติธรรมหรือไม่ หรือท่านกำลังเป็นคนหัวหมอ เพื่อที่จะสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาล้มเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ผมกราบเรียน อย่างนี้ครับว่า ในหมวด ๑ มาตรา ๓ วรรคสอง กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการเลยนะ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง เขาเขียนอย่างนี้ครับ ขออนุญาต ท่านประธานอ่านนะ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม เพราะฉะนั้นถ้าท่านเริ่มต้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ผมกราบเรียนแล้วละครับว่าเป็นการใช้กฎหมายโดยไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เริ่มต้น ก็ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง สิ่งที่ท่านควรจะทำก็คือว่าถ้าท่านเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นปัญหาเป็นอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านควรทำอย่างไรครับ ท่านควรขอความเห็นชอบให้เป็นมติของมหาชนก่อนครับ เพราะอะไรที่ผมกราบเรียน ช่องทางให้ท่านทราบว่าถ้าท่านต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ใช่ใช้ช่องทางแบบนี้ ใช้ช่องทางแบบนี้เป็นการใช้ช่องทางการใช้กฎหมายอย่างไม่มีหลักนิติธรรม แต่การใช้ช่องทาง ที่ท่านจะนำไปสู่การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นก็คือท่านต้องอาศัยเสียงประชาชน ทั้งประเทศ ผ่านกระบวนการทำประชามติ เพราะอะไรครับ เพราะประชาชนคือเจ้าของ อำนาจอธิปไตยครับ ถ้าเจ้าของอำนาจอธิปไตยเขาเห็นว่ากฎเกณฑ์ที่ใช้ปกครองประเทศคือ รัฐธรรมนูญ สมควรที่จะยกเลิกแล้วสร้างใหม่เขาทำได้ แต่พวกเราในที่นี้เป็นแค่ตัวแทนของ เจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างที่พวกท่านอธิบายตลอดเลย เราเป็นแค่ตัวแทนของเจ้าของ อำนาจอธิปไตย เจ้าของอำนาจอธิปไตยเขาเห็นชอบหรือยังว่าต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นี่คือคำถามที่ผมอยากจะกราบเรียนทิ้งท้าย เพื่อให้เป็นประเด็นแง่คิดครับ

ทั้งหมดที่ผมอภิปรายมานี้นั้นผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการครับว่าด้วยมีเจตนาดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองแล้วก็พี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ ผมไม่อยากเห็นความขัดแย้งอะไรเพิ่มเติมขึ้นอีกในสังคมนี้ สิ่งที่ผมเพียรพยายาม อภิปรายมาทั้งหมดนั้นก็กราบเรียนครับว่าด้วยเจตนาที่ต้องการให้พวกเราเริ่มต้น อย่างถูกต้อง แล้วไม่มีเจตนาซ่อนเร้นแอบแฝง แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีพฤติการณ์หลาย ๆ อย่าง ที่ทำให้ผมไม่ไว้วางใจว่าสิ่งที่พวกท่านนำเสนอนั้นท่านนำเสนอด้วยความบริสุทธิ์ใจ ปราศจาก สิ่งซ่อนเร้นแอบแฝงหรือไม่ โดยเฉพาะการไปยกเลิกมติของที่ประชุมในคราวที่ท่านโหวตแพ้ ๑๐ ต่อ ๑๒ เสียง ผมในฐานะสมาชิกวุฒิสภาติดตาม แล้วก็ศึกษาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ควรเกิด แต่มันก็เกิด ท่านอย่าคิดนะครับว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่มันเป็นเรื่องที่ทำให้เรานำมาประกอบการพิจารณาในเรื่องต่าง ๆ อีกหลายเรื่อง และที่สุด นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในการกระทำ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนท่านครับว่าหลายเรื่อง ในกระบวนการประชาธิปไตยนั้นนี่ใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ตัดสินได้ แต่หลายเรื่องผมกราบเรียน นะครับ โดยเฉพาะเรื่องของการยกร่างรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมากฝ่ายเดียวตัดสินไม่ได้ เพราะเสียงข้างมากฝ่ายเดียวตัดสินจะนำไปสู่การเป็นรัฐธรรมนูญเฉพาะของฝ่ายข้างมาก จะทำให้ประชาชนทั้งประเทศนั้นเกิดการไม่ยอมรับและนำไปสู่ความขัดแย้งได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากจะวิงวอนในตอนท้ายก็คือในฐานะที่ท่านมีเสียงข้างมากอยู่ในขณะนี้นั้น ท่านควรที่จะต้องแสดงสปิริต แล้วเป็นผู้นำมหาชนอย่างแท้จริงในการแสดงให้เห็นถึง จิตวิญญาณของการเป็นนักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงว่าท่านทำทั้งหมดเพื่อประชาชน ทั้งประเทศ ไม่ได้ทำเฉพาะเพื่อประชาชนข้างมาก และปฏิเสธประชาชนข้างน้อย เพราะที่สุด ผมอยากเห็นประเทศนี้ก้าวเดินไปพร้อมกัน ทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อีก ๓ ท่านต่อไปนะครับ ตามรายชื่อในหน้า ๓๗ มีท่านทัศนา ท่านกีระณาและท่านพรพันธุ์ เชิญท่านรองศาสตราจารย์ทัศนา บุญทอง ครับ เชิญท่านสมชายครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเข้าใจว่า ท่านประธานต้องให้มีสมาชิกได้แสดงความจำนง ทีนี้ผมเข้าใจว่าท่านทัศนาติดภารกิจอยู่ และท่านยังไม่ได้แสดงความจำนงจะใช้วิธีการตามคิวในเอกสารนี้หรือว่าอย่างไรครับ ถ้าท่านไม่อยู่ ผมว่าข้ามไปก่อนแล้วเดี๋ยวให้ท่านมาแสดงตัวภายหลังจะดีไหมครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมทำตามกติกาที่ตกลงกันไว้ครับ ท่านกีระณาอยู่ไหมครับ

(นางกีระณา สุมาวงศ์ ไม่อยู่ในที่ประชุม)

คุณหมอพรพันธุ์

(รองศาสตราจารย์พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ไม่อยู่ในที่ประชุม)
นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ ทั้ง ๓ ท่านยังไม่อยู่ในห้องนี้ เดี๋ยวจะกลับเข้ามาภายหลังครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ครับ เชิญครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานวุฒิสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมได้ขอแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑ โดยให้ตัด มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ ออกทั้งหมดนะครับ เหตุผล

ประการแรก ในมาตรา ๒๙๑/๑ นั้นได้บัญญัติให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเห็นว่าเป็นการขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๓ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านก่อนที่จะรับหน้าที่ต้องปฏิญาณตน ในที่ประชุมวุฒิสภาว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของ ประเทศชาติและประชาชน และจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ สมาชิกรัฐสภาหลายท่านก็ได้พูดถึงประเด็นนี้แล้วว่าการที่เราได้ปฏิญาณตนแล้ว ไม่ทำตามนั้นเป็นความเสียหายซึ่งไม่สามารถที่จะให้อภัยและยอมรับกันได้นะครับ เพราะว่า ในการปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภานั้นเราได้ถือธรรมเนียมปฏิบัติมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ แล้ว เหตุผลที่เขาต้องให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านปฏิญาณตน เพื่อจะให้เกิดจิตวิทยาแล้วก็ ผลผูกพันทางด้านกฎหมาย เหตุผลทางด้านจิตวิทยาก็คือว่าให้สมาชิกทุกท่านได้ตระหนัก และระลึกถึงเสมอว่าวาจาที่ท่านเปล่งออกไปต่อที่สาธารณชนนี่ครับ เป็นสัญญาซึ่งถ้าสมมุติ ท่านผิดตามนี้ สาธารณชนยิ่งไม่น่าจะให้อภัยได้นะครับ คำพระท่านได้พูดไว้แล้วว่าผู้ใด ซึ่งสามารถพูดโกหกได้ก็สามารถที่จะทำความชั่วได้ทุกอย่าง เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนะครับ ท่านเปล่งวาจาต่อที่สาธารณะ ต่อประชาชน ต่อมหาสมาคมแล้วว่าจะปฏิบัติตาม และรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญนั้น เสร็จแล้วท่านมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา ผมถือว่า เป็นความบกพร่องซึ่งไม่สามารถที่จะให้อภัยกันได้ และไม่ควรจะใช้เป็นแบบอย่างในการที่จะ พัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยนะครับ นอกจากที่จะผิดมาตราตรงนี้แล้วนะครับ ถ้าเผื่อสมมุติว่าไปศึกษาในประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๕๓ ข้อ ๖ ก็จะสื่อได้ชัดว่าท่านก็ผิดประมวลจริยธรรมนี้ด้วย เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็ได้ชี้ให้เห็นแล้ว นอกจากผิดมาตรา ๑๒๓ แล้วยังเป็นการผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสองด้วย เพราะว่า เป็นการกระทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาทดแทนฉบับเก่าโดยขาดหลักนิติธรรม ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติทางด้าน เศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก เพราะหลายท่านก็ได้พูดแล้วว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด การที่เรามาแก้กฎหมายหลักการสูงสุดของประเทศชาติบ่อย ๆ ท่านอย่านึกว่าผลกระทบ ในทางลบจะไม่มีนะครับ ความเชื่อมั่นของต่างประเทศจะลดน้อยถอยไปจากความที่เราละเลย ในเรื่องนี้ ในการประชุมครั้งแรก ในการพิจารณารับหลักการและเหตุผล อดีตนายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาวุโสหลายท่านก็ได้บอกแล้วว่าปัญหาบ้านเมืองไทยที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากตัวรัฐธรรมนูญนั้น เกิดจากผู้ปฏิบัติ ผู้ใช้ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในสภาแห่งนี้ครับ สังคมไทยโดยทั่วไปแล้วเราไม่ได้เป็นคนที่นิยมความรุนแรงหรือว่าทำให้เกิดความขัดแย้ง ในบ้านเมือง ถ้าเผื่อไม่มีผู้ใดไปยุยง ไปยุแยกให้แตกความสามัคคี ไปยุแยกให้บ้านเมือง ปั่นป่วนครับ สังคมไทยให้สงบนะครับ ขณะนี้ปัญหาของประเทศชาติบ้านเมืองมีอยู่มาก เรื่องรัฐธรรมนูญไม่ใช่เป็นสิ่งซึ่งจะต้องรีบร้อนมาทำกัน เราก็ทราบใช่ไหมครับ ขณะนี้ข้าวของก็แพง เงินทองต่าง ๆ หาโดยสุจริตนั้นก็หายาก น้ำมันก็จะขึ้นราคาอยู่ ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ พี่น้องประชาชนรอการแก้ไขของรัฐบาลอยู่ตรงกันข้ามผมก็เสียใจที่รัฐบาลนี้มาจาก พรรคการเมืองซึ่งได้รับเสียงการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนค่อนข้างจะมากถึง ๑๕ ล้านเสียง แต่ท่านไม่ได้ใช้โอกาสนี้ทำประโยชน์ให้แก่พี่น้องประชาชนสมกับศรัทธาที่เขาได้มอบหมาย ให้ท่านมา ท่านกลับไปทำในสิ่งซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติบ้านเมือง อย่างใหญ่หลวง รัฐธรรมนูญทุกฉบับมันจะมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตามมาด้วยนะครับ ถ้าสมมุติถ้าไปแก้มากลักษณะอย่างนี้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งหมดก็จะส่งผลกระทบ ต่อองค์กรต่าง ๆ ซึ่งเขาต้องผูกพันอยู่ ประเทศไทยเราเป็นที่น่าเสียดายนะครับว่าหลายครั้ง เราไม่ได้พิจารณาตนเองนะครับว่าการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภาเราทำตาม ที่ประชาชนคาดหวังหรือเปล่า เราไปโทษรัฐธรรมนูญ เราไปหลอกลวงประชาชนว่าถ้าสมมุติ แก้รัฐธรรมนูญแล้วจะเกิดความปรองดองของชนในชาติ อันนี้ไม่จริงนะครับ ท่านประธาน คงจะเห็นตรงกับผมว่าถ้าเผื่อเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับประเทศอังกฤษนั้น ประชากรก็ไม่แตกต่างกันมากนะครับ แต่เขาเป็นมหาอำนาจ ประเทศอังกฤษมีรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นลายลักษณ์อักษรนะครับ ทั้งหมดได้รับการพัฒนามาทีละเล็กละน้อย ไม่ใช่ใครนึกจะฉีก ก็อยากจะฉีก ใครนึกจะแก้ก็อยากจะแก้ ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล อ้างว่าไปหาเสียง กับประชาชนว่าจะมาแก้รัฐธรรมนูญ ผมก็ไม่เข้าใจว่าถ้าเผื่อเป็นต่างประเทศท่านหาเสียง เลือกตั้งแล้วท่านจะไปหาเสียงโดยการบอกพี่น้องประชาชนว่าจะมาแก้รัฐธรรมนูญ ต่างประเทศถ้าสมมุติว่าเขามีคณะกรรมการการเลือกตั้งเขาจะยอมหรือเปล่า ผมว่าโดนแจกใบแดง โดนยุบพรรคตั้งแต่ต้นแล้วไม่ก่อให้เกิดปัญหามาจนบัดนี้นะครับ ท่านประธานครับ ผมสังเกต มาหลายปีแล้วนะครับว่าขณะนี้มีคนหากินแสวงหาความร่ำรวยจากคำว่า ประชาธิปไตย โดยหลอกลวงพี่น้องประชาชนว่าคำทั้งหมดประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ประเทศไทยขาดมาก ขณะนี้เราก็ทราบอยู่ว่าระบอบประชาธิปไตยที่เราใช้กันอยู่มันเป็นประชาธิปไตยตัวแทน หลายประเทศที่เขาเจริญแล้วเขาพยายามประยุกต์ใช้ประชาธิปไตยทางตรง อย่าไปอ้างว่า มีตั้ง ๖๘ ล้านคนจะใช้ประชาธิปไตยทางตรงไม่ได้ ไม่จริงครับ ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาพยายามใช้ประชามติใช้อะไรต่าง ๆ ทั้งหมด เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน สมมุติว่าท่านเคยเห็นว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีข้อบกพร่องนะ ท่านไปถามพี่น้องประชาชนโดยใช้ประชามติมันจะรวดเร็ว ไม่ได้สิ้นเปลืองใด ๆ ทั้งสิ้น หลายประเทศเขาพัฒนาไปสู่การใช้ประชาธิปไตยทางตรงแล้ว ขณะนี้เรามีเครื่องมือสื่อสารซึ่งดีขึ้น มีโซเชียล เน็ตเวิร์ก (Social network) ท่านอยากจะ รู้ว่าประชาชนเขาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนี่นะครับ ท่านอย่าอ้างว่าท่านเป็นผู้แทนของ พี่น้องประชาชนเข้ามาแล้วท่านจะทำอย่างนี้ แต่ท่านเลิกเสียทีครับ ในการที่จะหลอกลวง แสวงหาความร่ำรวยบนความขัดแย้งของพี่น้องประชาชนนะครับ อันนี้ผมต้องขออภัยที่ต้อง พูดตรง ๆ นะครับ ถ้าเผื่อท่านกรรมาธิการไม่เห็นด้วยท่านก็ค้านได้นะครับ แล้วพี่น้องประชาชน ซึ่งฟังผมอยู่ก็ขอให้ฉุกคิดว่าการที่ท่านถูกหลอกให้มาเดือดร้อน ให้มานอนกินกลางเมือง เผาบ้านเผาเมืองอะไรทั้งหลายแหล่ เสร็จแล้วท่านได้อะไร ตรงกันข้ามผู้ที่นำมวลชนทั้งหลายแหล่ กลับมีฐานะซึ่งร่ำรวยขึ้นโดยหาที่มาไม่ได้ว่าเงินทองนี้มาจากไหนนะครับ เหตุผลต่อไปนะครับ ประชาชนส่วนใหญ่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งฉบับนะครับ ผลการสำรวจ โดยศูนย์สำรวจความคิดเห็นของประชาชน นิด้าโพล (NIDA POLL) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เรื่องแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญพบว่าประชาชนร้อยละ ๕๘.๔๐ ไม่เห็นด้วยกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ทั้งฉบับ โดยคะแนนเสียงในกรุงเทพมหานครนั้นร้อยละ ๙.๖๐ ทางภาคกลางร้อยละ ๑๒.๓๐ ภาคเหนือร้อยละ ๑๑.๔๐ ภาคใต้ร้อยละ ๑๕.๔๐ รวมทั้งหมดร้อยละ ๕๘.๔๐ ไม่เห็นด้วยนะครับ ความจริงแล้วในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙๑ เดิมที่มีอยู่ ท่านอยากจะแก้ไข ตรงไหน ท่านก็ทำได้อยู่แล้ว ไม่เกิดปัญหาที่จะวุ่นวาย แต่จะแก้ทั้งฉบับท่านก็จำเป็นที่จะต้อง ให้พี่น้องประชาชนเขาเข้าชื่อมา ไม่ใช่มาทำกันโดยอาศัยโอกาสซึ่งพี่น้องประชาชนเขาอาจจะ เลือกท่านผิดมาก็ได้ มาใช้โอกาสตรงนี้แสวงประโยชน์ให้แก่กลุ่มตัวเองและพวกพ้อง นอกจากผลสำรวจที่ว่าแล้วนะครับ ยังมีผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติเกี่ยวกับ เรื่องความเข้าใจ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ พบว่าพี่น้องประชาชนร้อยละ ๔๙.๘๐ ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญเลย อันนี้ก็ตอกย้ำว่าสิ่งที่ทางอดีตนักการเมืองอาวุโสซึ่งท่านอยู่ในสภานี้ มานาน ท่านก็พูดแล้วว่าปัญหาของชาติบ้านเมืองไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ มันอยู่ที่คนที่ปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้เป็นตัวต้นตอของปัญหา ประชาชนส่วนใหญ่ มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาและสาระของรัฐธรรมนูญในระดับที่น้อยมากนะครับ อันนี้คือร้อยละ ๓๗.๗ ทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงมาจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ท่านไปตรวจดูได้ ท่านให้เขาสำรวจใหม่ก็ได้ ว่ามันออกมาเป็นตามนี้หรือเปล่า จากการสำรวจความรู้และความเข้าใจ เกี่ยวกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญนี่นะครับ รู้มากรู้ค่อนข้างจะดีมีเพียงร้อยละ ๒.๑ นะครับ ปานกลางร้อยละ ๒๒.๙ น้อย ร้อยละ ๓๗.๗ นะครับ ไม่รู้ไม่เข้าใจเลยถึงร้อยละ ๓๗.๓ ทั้งหมดก็ตอกย้ำให้เห็นว่าสาเหตุทั้งหมดเราจะไปโทษว่าพี่น้องประชาชนไม่สนใจ มันก็ไม่ถูก นะครับ เพราะเราใช้มาถึง ๑๘ ฉบับ ถ้าสมมุติเราทำเป็นอีกฉบับหนึ่ง ก็เป็นฉบับที่ ๑๙ ใครจะไปจำไหวว่าสาระมันเป็นอะไร เพราะเราไปแก้เสียจนมากมาย ไปฉีกทิ้ง หลายท่านพูดมา ไปโทษทั้งหมดว่าเกิดจากการรัฐประหาร เกิดจากผลไม้พิษ เป็นผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้พิษ อะไรต่าง ๆ ทั้งหมดนี่นะครับ ผมว่าเป็นการกล่าวโทษซึ่งไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง ถ้าสมมุติว่า การเมืองไม่ไปสร้างปัญหาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน ไม่ไปรังแกข้าราชการ ไม่ไป จ้วงจาบสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่คอร์รัปชัน (Corruption) ผมถามว่าจะมีใครหน้าไหนไหม ที่จะมาปฏิวัติรัฐประหาร ไม่มี เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญไม่ใช่ต้นเหตุปัญหาของความขัดแย้ง สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแล้วให้อำนาจแก่ทาง พรรคการเมืองซึ่งมีเสียงข้างมากในสภามากไป อันนี้ในประวัติศาสตร์ก็เคยเกิดขึ้นแล้ว ในประเทศเยอรมัน

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ท่านประธาน ต้องควบคุมการประชุมให้เรียบร้อยครับ ตอนนี้ท่านประธานปล่อยให้ผู้อภิปราย อภิปราย นอกประเด็นครับ ท่านอภิปรายในวาระที่หนึ่งครับ ท่านต้องอภิปรายตามข้อ ๙๙ ครับ ต้องอภิปรายตามคำขอสงวนแปรญัตติไว้ครับ ท่านประธานครับ ขอให้ท่านช่วยพิจารณาด้วยครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอท่านสุรศักดิ์ กรุณาช่วยสรุปด้วยครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ผมกำลังจะโยง ให้เข้าประเด็นครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) นี่นะครับ ได้กำหนดว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงจังหวัดละ ๑ คน แต่ละจังหวัดมีจำนวนประชากร ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าท่านให้เลือกแค่จังหวัดละ ๑ คน จังหวัดที่มีประชากรมาก อย่างเช่น กรุงเทพมหานคร จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต และอีกหลายจังหวัด ก็จะเสียเปรียบ จังหวัดที่มีประชากรน้อย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นประชาธิปไตย เพราะว่า ๑. ไม่มีความยุติธรรม พี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานครมีจำนวนตั้งเยอะ มีโอกาสเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญเพียงแค่ ๑ ท่าน อันนี้ผมถึงมีความจำเป็นว่าจำเป็นที่จะต้องตัดมาตรานี้ ออกไปนะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) กำหนดว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญ สาขากฎหมายมหาชน ๖ คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ๖ คน ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ๑๐ คน อันนี้ไม่ค่อยสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ประเทศไทยไม่ได้อยู่แก่ ผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๓-๔ สาขานั่น ผมถามว่ามีอีกหลายสาขาอาชีพ ซึ่งเขาก็ได้มีส่วนที่ทำให้ ประเทศไทยเราเจริญรุ่งเรืองมาถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ นักการเงิน นักการบัญชี พ่อค้า นักธุรกิจทั้งหมดเขาไม่มีสิทธิที่จะเข้ามาเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือครับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็เห็นแล้วว่า ๑. มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) นั้นเป็นสิ่งซึ่งสร้างความไม่ยุติธรรม ให้แก่ประชาชน ผมขออนุญาตข้ามไปเลยครับ ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ แต่ท่านประธานคงจะไม่อนุญาตให้กระผมพูดถึงมาตรา ๒๙๑ ทับอื่น เพราะฉะนั้นผมก็ขอสรุปในมาตรา ๒๙๑/๑ ว่าพี่น้องประชาชนที่มีโอกาสฟังคำอภิปราย ของผมในวันนี้ก็ขอให้ช่วยกันฉุกคิดและพิจารณานิดนะครับ เมื่อท่านมีโอกาสลงประชามติ ขอให้ท่านทบทวนเหตุการณ์ว่าทั้งหมดปัญหาบ้านเมืองที่มันเกิดความเดือดร้อนขึ้นมันเกิดจาก เพราะใคร ท่านอย่าเป็นคนที่ลืมง่าย แล้วท่านก็ใช้สิทธิที่ท่านมีอยู่ ตอนนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะ ใช้สิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ โดยยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุด หรือยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมืองที่มีส่วนสนับสนุนทำให้เกิดปัญหาเรื่องความเดือดร้อน ของประชาชนครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ตอนนี้เรายังอยู่ในหน้า ๓๘ นะครับ เชิญท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เราอยู่ในวาระที่สอง ก็เป็นการพิจารณาเรียงรายมาตราไป ทีนี้หัวข้อสำคัญก็ต้องพูดเฉพาะในมาตราที่เกี่ยวข้อง เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ก็กำลังพูดว่าจำนวนที่มา สสร. นั้น จะมากันเท่าไร จำนวนเป็นอย่างไร ก็อยู่ในหัวข้อนั้น แต่ก่อนอื่นต้องบอกท่านประธานก่อนว่าในวาระที่หนึ่งที่เป็นวาระรับหลักการว่า รับหรือไม่รับในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ยังเป็นข้อกังขาอยู่ในขณะนี้ครับ ผมเองมาจาก ซีกพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็ต้องบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นครับ แต่เมื่อมันมาถึงวาระที่หนึ่งมันผ่านมาแล้ว วาระที่สองนั้นก็ต้องเป็นการช่วยกันว่าทำอย่างไร ที่จะแก้ไขเสนอความคิดให้ท่านคณะกรรมาธิการนั้นนำไปปรับปรุง แต่ก่อนอื่นต้องบอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นก็ยังเป็นหนึ่งในข้อกังขาว่าปกติแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. โดยตรงครับ แต่ว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้นั้นมันไม่ใช่เป็นการ แก้รัฐธรรมนูญธรรมดาครับ มันเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ เพราะว่าเปิดโอกาสให้ มีการตั้ง สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ แล้วก็ล้มรัฐธรรมนูญฉบับเก่านั้นทิ้ง ทั้งฉบับครับ ทั้ง ๆ ที่ท่านแต่ละคนก็ได้ปฏิญาณเอาไว้แล้วว่าจะปกป้องรัฐธรรมนูญ ของแผ่นดินนี้ครับ ก็จะเป็นข้อที่ต้องถกเถียงกันครับว่าการตั้ง สสร. ลักษณะแบบนี้ ทำได้หรือไม่ อย่างไร แล้วก็แปลกเหมือนกันครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ สสร. ที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตเวลาออกประชามติแล้วก็ยิงยาวเลยครับ ไม่กลับมาให้สภารับรองอีก ซึ่งก็มีที่มาที่ไป ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้นอำนาจก็จะหลุดจากสภาแห่งนี้ไปสู่ สสร. ซึ่งกระผมมองว่าน่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญนะครับ ก็ไม่ยกมือให้ท่านละครับ เพราะเป็นการ ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง คำถามถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำไมถึงต้องทิ้งทั้งฉบับ อย่างกรณีหมวด ๒ หมวดของพระมหากษัตริย์ก็ไม่จำเป็นต้อง มีการเปลี่ยนแปลง ท่านก็แก้ได้หมดนี่ครับ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ จะ /๒ อะไร ก็ว่ากันไปครับ แต่ท่านก็ตัดสินใจที่จะฉีกทิ้งทั้งหมด แล้วก็เป็นการท้าทายซึ่งพระราชอำนาจ อย่างหนึ่งครับ แต่เอาล่ะครับ ผมโหวตไม่เห็นด้วยกับท่านไปแล้วในวาระที่หนึ่ง แต่เมื่อมาสู่ วาระที่สองแล้วเขาให้อภิปรายได้เฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้อง วันนี้ก็มาสู่ในหัวข้อว่าจำนวน สสร. นั้น จะมีกี่คน อย่างไร ก็ขอให้ท่านกรรมาธิการเปิดใจให้กว้าง แล้วลองรับฟังความคิดดูสิว่ามันดี ไม่ดี อย่างไรครับ ๑ คนนะครับ นั่นหมายความว่าคนที่อยู่ในเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร ๓๓ คนครับ มีค่าเท่ากับคนที่จังหวัดระนองเพียง ๑ คนครับ มันเป็นไปได้อย่างไรครับ ระบบเลือกตั้งแบบนี้ ในการส่งตัวแทนเข้าไป กำหนดชะตากรรมประเทศโดยการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นบทบัญญัติ สูงสุด แล้วผมก็เชื่อว่าถ้าท่านได้มีโอกาสทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้จริง ๆ รัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะเป็น รัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายของประเทศไทยครับ ทำไมเราตัดสินใจอัตราส่วน ๑ : ๓๓ คนครับ คนกรุงเทพมหานคร ๓๓ คน เท่ากับสิทธิของคนที่จังหวัดระนองหรือจังหวัดสมุทรสงคราม เพียงแค่คนเดียว ระบบคิดแบบนี้ก็ผิดแล้วครับ ไม่มีประเทศไหนทำครับ ประเทศไทย ทำในระบบของการเลือกวุฒิสภาเข้ามาครับ วุฒิสภาเขาเลือกจังหวัดละคน แต่ท่านก็ทราบดีว่า วุฒิสภานั้นไม่มีอำนาจในการเป็นต้นร่างบัญญัติกฎหมายครับ ส.ว. นั้นเป็นสภาสูง ท่านไป เลียนแบบเขาไม่ได้ครับ ส.ว. ตัวแทนจังหวัดละคนมีสรรหาบางส่วน เขาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นสภาสูงทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายสุดท้ายครับ เวลาการเข้าร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนมีร่างประชาชนเสนอชื่อขึ้นมาได้ ๑๐,๐๐๐ คน หรือว่า ส.ส. เป็นต้นร่าง หรือ ครม. เป็นต้นร่าง แต่วุฒิสมาชิกไม่ได้เป็นต้นร่างครับ ท่านวุฒิสมาชิกนั้นก็ทำหน้าที่ เป็นการกรองกฎหมายสุดท้ายว่าสภาผู้แทนราษฎรทำถูกไหม ขัดกับหลักกฎหมายหรือไม่ อย่างไร พอไปถึงชั้นวุฒิสภาเขาก็มีการปรับเปลี่ยนปรับแก้ แต่ท่านไม่ได้เป็นคนต้นร่างเขียนครับ เพราะฉะนั้นจะนำความคิดว่าจังหวัดละคนแบบวุฒิสมาชิกมาใช้กับการตั้ง สสร. ไม่ได้ครับ เพราะ สสร. นั้นเป็นการคิดข้อมูลใหม่ทั้งหมด คิดข้อมูลใหม่ทั้งหมดว่าทิศทาง ประเทศไทย รูปแบบองค์กรอิสระจะเป็นแบบไหน รูปแบบสภาจะเป็นแบบไหน รูปแบบ การปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะเป็นแบบไหน ท่านตัดสินใจโดยแบ่งคนแต่ละสิทธิของคนไม่เท่ากัน มันเป็นไปได้อย่างไรครับ ซึ่งแนวความคิดของสภาสูงนั้นเป็นคนละเรื่องครับ นั่นเป็นเพียงสภากลั่นกรอง แล้วเป็น ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองที่มาช่วยกรองเรื่องสุดท้ายครับ สสร. นั้นเป็นต้นร่างครับ ผมเสียดายนะครับ พูดในฐานะเป็นผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร คณะกรรมาธิการของท่าน มีทั้ง ส.ส. จากกรุงเทพมหานคร มีทั้งระบบสัดส่วนที่อิงกับกรุงเทพมหานคร มีทั้งอดีตผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพมหานคร แต่ท่านปล่อยให้คนกรุงเทพมหานครมีสิทธิด้อยกว่าจังหวัดเล็กครับ ๓๓ คนต่อ ๑ คนครับ มันเป็นไปได้อย่างไรครับ ผมคิดว่าความกล้าตัดสินใจในการที่จะ แหวกธงบ้างเป็นเรื่องสำคัญนะครับ ท่านกรรมาธิการครับ ท่านเคยโหวตกันในนั้นเสียงข้างน้อย เคยชนะท่านหนหนึ่งครับ ๑๒ : ๑๐ เพราะท่านเข้าประชุมกันไม่ครบ สุดท้ายแล้วเสียงข้างมากนั้น ก็ชนะพูดง่าย ๆ คือแนวความคิดที่จะเลือกตั้ง สสร. ของพรรคประชาธิปัตย์ก็ดันชนะขึ้นมา วันนั้นโดยบังเอิญครับ เพราะว่าองค์ประชุมท่านมีปัญหาด้วย แต่สุดท้ายครับ ท่านก็หักโดยที่ประชุม โดยเสียงข้างมากนัดประชุมกันให้ครบ แล้วหักเอาตามธงเดิมที่ท่านวางไว้ ถ้าแบบนี้เราจะ ยืนอภิปรายกันทำไมครับ เสียเวลาตั้งกี่วันในสภาแห่งนี้ เป็นเพียงแค่พิธีกรรมที่เราต้อง ทำกันในนี้หรือครับ ถ้าเรารับฟังกันสักนิด เสียงประชาชนจะมีความหมายขึ้นเยอะครับ ผมขอฝากประเด็นแค่นี้ครับท่านประธานว่าในส่วนของการเลือกตั้ง สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งท่านกำหนดไว้ ๗๗ คน จังหวัดละคน ผมเสนอว่า ๑๕๐ คน แล้วก็จังหวัดใหญ่ จังหวัดเล็กนั้นเป็นไปตามโควตา ประชากรต่อหัว วันนี้ร่างของท่านท่านทำให้ คนกรุงเทพมหานครมีสิทธิด้อยลงไปเยอะครับ คนกรุงเทพมหานคร ๓๓ คน เท่ากับ คนจังหวัดระนองเพียงแค่คนเดียว ท่านประธานครับ ผมได้ใช้เวลาเขียนข้อความและคิดอยู่ เหมือนกันว่าจะเสนออย่างไรให้ท่านกรรมาธิการนั้นแก้ไขได้ ผมระบุแบบนี้ว่าในมาตรา ๒๙๑/๑

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน

ให้นำการคำนวณเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน การกำหนด เขตเลือกตั้งและการนับคะแนนตามมาตรา ๙๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ผมเขียนแค่นี้ให้สั้นแต่มีความหมาย ก็หมายถึงว่า การแบ่งเขตเลือกตั้ง การกำหนดจำนวนประชากรให้นำมาตรา ๙๔ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เราใช้อยู่มาใช้บังคับ โดยอนุโลมครับ พอไปเปิดมาตรา ๙๔ นั้นเขาก็ระบุชัดเจนเลยครับว่าเกณฑ์ในการคำนวณ ต้องทำแบบไหน พูดง่าย ๆ คือเทียบเคียงของการเลือกตั้ง ส.ส. มาใช้บังคับ แล้ว กกต. ก็ประกาศเขตเลือกตั้งว่าต่อหัวนั้นจะใช้กันกี่คน จะ ๓๐๐,๐๐๐ คน จะ ๔๐๐,๐๐๐ คน ต่อ สสร. ๑ คนก็ว่ากันไป แล้วแต่ละจังหวัดก็จะไม่เท่ากันละครับ คราวนี้คนกรุงเทพมหานคร ก็จะมีสิทธิเท่ากันกับคนในจังหวัดอื่น ๆ สสร. ในกรุงเทพมหานครอาจจะมีสัก ๕ คน ซึ่งวิธีการ เขียนกฎหมายผมก็คิดมาแล้วนะครับว่าท่านเติมเพียงแค่นี้สั้น ๆ เพิ่มเป็น ๑๕๐ คน แล้วใส่วรรคสองลงไปว่าเอามาตรา ๙๔ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม สั้น ๆ แล้ว ชัดเจน ได้ใจความ บังคับใช้ได้ ผมอยากให้ท่านกรรมาธิการลองคิด ท่านเองที่ผมย้ำอีกครั้ง กรรมาธิการเสียงข้างน้อยส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้นออกมา แต่เสียงข้างมากของพรรคเพื่อไทย ก็ยังอยู่ ท่านมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากกรุงเทพมหานครนั่งอยู่ในนั้นด้วย เพราะฉะนั้นขอให้คิดให้คนกรุงเทพมหานครหน่อยเถอะครับ สิทธิมันไม่เทียมกันและไม่มี ที่ไหนในโลกเขาทำกันครับ ผมขอฝากไว้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

(นายนิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิรัตน์ วิริยะพงษ์ เชิญท่านนิคมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภา ฉะเชิงเทรา

ท่านประธานครับ ผม นิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานนะครับ เมื่อวานนี้ผมได้เสนอแนะหลายประการในการที่ เรียงลำดับรายชื่อตามที่กรรมาธิการได้ทำไว้ ท่านก็ไม่เอา ที่ประชุมก็ไม่เอา อาศัยยกมือ มันเลยเกิดความสับสน เมื่อวานผมก็เลยบอกอย่างนั้นผมขอสละสิทธิ แต่วันนี้ท่านบอกว่า เรียงตามหน้า ผมก็บอกว่าถ้าเรียงตามหน้าผมก็ขอเข้าคิว ความจริงแล้วของผมหน้า ๒๙ นะครับ นี่ไปหน้า ๓๕ แล้ว ผมมีชื่อต่อจากท่านสุรชัยท่านก็ผ่านผมไป ความจริงแล้วผมเสนอแนะ ท่านหลายครั้งบอกว่าถ้าท่านยึดตามกฎ ตามกติกา ตามหลักเกณฑ์ ท่านก็จะไม่เขว แล้วคน ก็จะรู้คิวของตัวเองว่าเมื่อไรจะถึงเวลา แต่ตอนนี้ท่านผ่านแล้วผมจะไปอยู่ตรงไหนครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมทำตามข้อตกลง ทุกประการนะครับ เมื่อผมมารับหน้าที่ กระดาษแผ่นนี้มีชื่อท่าน ใช่ ท่านประธานสมศักดิ์ วงเล็บไว้ว่า รอ แล้วขณะนั้นท่านสุรชัยก็อภิปรายไปเราก็เดินตามหน้า ท่านสุรชัยนี่หน้า ๓๗ นะครับ ท่านนิคมอยู่ในหน้า ๒๙ ผ่านท่านมาแล้วนะครับ แล้วเราได้ตกลงกันว่าเราเดินตามหน้า เมื่อผ่านชื่อไปแล้วไม่อยู่ก็ไปต่อท้าย ข้อตกลงอันนี้เป็นที่ชัดเจนกันแล้วครับ ผมทำตาม ข้อตกลงทุกประการครับ เชิญท่านนั่งครับ เชิญต่อครับ ท่านมีอะไรพูดต่อเชิญ เชิญท่านนิคม ต่อครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภา ฉะเชิงเทรา

ท่านประธานครับ ถ้าท่านให้ผมเป็นคิวสุดท้าย หมายความว่าคืนนี้ผมจะได้พูดหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่ท่านมอบหมาย ภารกิจให้ผมไปเป็นผู้ติดตามเกียรติยศกับต้อนรับท่านประธานที่ปรึกษาแห่งชาติของจีนนะครับ ผมต้องบินไปจังหวัดภูเก็ตเย็นนี้ครับ ถ้าอย่างนี้ผมก็ต้องเลือกเอา ถ้าท่านไม่ให้ผมอภิปราย ผมก็ขอให้บันทึกเอาไว้ในบันทึกการประชุมแห่งนี้ แล้วผมจะได้ขอสละสิทธิ์เพราะว่า ผมมีภารกิจก็คือทำงานเพื่อประเทศชาติ การที่ไปต้อนรับประธานสภาที่ปรึกษาจีนซึ่งเป็นบุคคล เบอร์ ๔ ของประเทศจีนครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมทำตามกติกานะครับ การต่อท้ายหมายถึงว่าไปต่อท้ายตามลำดับหน้าเหมือนกัน เชิญต่อครับ เชิญท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับการประชุมสภาถึงจะมีข้อบังคับ มีข้อตกลงกันอย่างไรก็ตาม แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นอย่างที่ท่านรองประธานนิคมได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ ผมก็คิวจะถึงต่อไปผมยินดีที่จะสละให้ท่านได้อภิปรายก่อนครับ เพราะว่าท่านต้องไปปฏิบัติ ภารกิจที่สำคัญยิ่งของประเทศ ต้องไปรับรองท่านประธานสภาที่ปรึกษา ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญ ของประเทศจีนอยู่ในอันดับที่ ๔ ผมว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นผมยินดีนะครับ หรือว่าท่านประธานจะกรุณาว่าอันดับต่อไปตามคิวให้ท่านนิคมได้อภิปรายก่อนเพื่อไม่ให้เสีย ทั้งการอภิปรายในสภา ทำหน้าที่ในสภาแล้วก็ไปปฏิบัติภารกิจนอกสภาตามที่ทางวุฒิสภา ได้มอบหมายท่านไปครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เดี๋ยวผมขอเวลา นิดหนึ่งนะครับ เชิญท่านวิรัตน์ครับ

นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมได้ขอแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในมาตรา ๔ ซึ่งว่าด้วยการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเพิ่มในหมวด ๑๖ ขึ้นมาใหม่ท่านประธาน มีทั้งหมดรวม ๑๗ มาตรา ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ ถึง มาตรา ๒๙๑/๑๗ โดยมีหลักการและเหตุผลของการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. นั่นเองที่จะมาทำหน้าที่จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และกำหนดกระบวนการให้มีวิธีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ทั้งฉบับ ซึ่งเรื่องนี้ท่านสมาชิกรัฐสภาหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับการที่ เพิ่มบทนี้ขึ้นมา ทั้งนี้ในหลักการและเหตุผลเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฏิรูปการเมือง เพื่อปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองขึ้นใหม่นั้นให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดูหลักการและเหตุผล ท่านประธานที่เคารพ ดูเหมือนจะดูดี แต่โดยส่วนตัวแล้วผมไม่เห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งกับการแก้ไขเพิ่มเติม เพราะว่าในช่วงนี้หรือในเวลานี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม เป็นช่วงเวลาที่สังคมคนไทยกำลังมีความขัดแย้ง เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนในสังคมทั่วไปและสังคม การเมืองกำลังแสวงหาความปรองดองในชาติกันอยู่ครับ แม้แต่ทางสภาผู้แทนราษฎร ของเราเองก็ยังได้เสนอพระราชบัญญัติปรองดองแห่งชาติเข้ามาสู่การพิจารณาครับ ทางสภาผู้แทนราษฎรก็ได้พิจารณาไปจนจบสิ้นกระบวนความไปแล้วได้รับความเห็นชอบ โดยความกระท่อนกระแท่นก็ตามนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ตามที่รัฐบาลได้เสนอ ร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาได้ผ่านวาระแรกจนเข้าสู่วาระที่สองในชั้นแปรญัตติ ผมตั้งข้อสังเกต เป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน คำแปรญัตติในส่วนของท่านสมาชิกรัฐสภาได้สงวนคำแปรญัตติไว้ เป็นจำนวนถึง ๑๗๘ ท่านด้วยกัน ก็เป็นที่น่าสังเกตนะครับว่าเหตุใดสมาชิกรัฐสภานั้นได้ สงวนคำแปรญัตติอย่างมากมาย ๑๐ เสียง จนกระทั่งท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสามารถ แก้วมีชัย ได้ขอให้มาทบทวนมติใหม่ ท่านก็ได้ตอบด้วยเหตุผลของท่านไปแล้ว แต่เหตุผลของท่านนั้นเชื่อว่าพี่น้องประชาชนได้มองเห็นถึงภาพลักษณ์นะครับว่าเป็นความ ที่ไม่ชอบมาพากล มติของกรรมาธิการนั้นส่อไปในพฤติการณ์ในทางที่ไม่สุจริตอย่างเห็นได้ชัด นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งของความกังวลใจของพี่น้องประชาชนที่กำลังมองพวกเราอยู่ในฐานะ ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ขอแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๑ ว่าด้วยการกำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งเรื่องนี้ท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายไปในส่วนนี้แล้วนะครับว่า

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์มีอะไรครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ กระผมขอประท้วงท่านประธานตามกฎข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานครับ ท่านปล่อยให้ผู้อภิปรายลุกขึ้นอภิปรายวกวนซ้ำซาก เร่งรัด เร่งรีบ แล้วก็เสียงข้างน้อยชนะ ๑๒ : ๑๐ พูดอยู่ดั้งเดิมซ้ำซาก ท่านประธานครับ ทั้งเล่มนี้มีผู้สงวน แปรญัตติไว้ ๑๗๘ ท่าน นี่เข้าวันที่ ๒ กว่า ๆ แล้ว ได้แค่ ๓๐ กว่าท่าน แล้วอีกเดือนหนึ่ง มันจะจบไหมครับ ท่านประธานต้องควบคุมการอภิปรายให้อยู่ในกรอบว่าไม่เห็นด้วย ๗๗ คน กับ ๒๒ คนอย่างไรแค่นั้นเอง ส่วนมากผู้อภิปรายไปอภิปรายในวาระที่หนึ่งเท่านั้น นี่มันเข้าสู่ วาระที่สองแล้วครับท่านประธาน ไม่อย่างนั้นสิ้นเดือนนี้มันก็ไม่จบนะครับท่านประธานครับ ให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านผู้อภิปรายกรุณากระชับ หน่อยนะครับ

นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

ท่านประธานครับ ผมขอขอบคุณท่านประธานครับ ขอกราบเรียนท่านประธานนะครับว่ากับกรณีอย่างนี้ ผู้ประท้วงก็ประท้วงซ้ำซากเช่นกันนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ขอแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๑ กับกรณีที่กำหนดให้มี สสร. เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมขออนุญาตว่าธงคำตอบหรือการออกแบบของ สสร. นั้นได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วนะครับ ซึ่งเสียงข้างมากนั้นก็ไม่ยอมรับฟังเสียงข้างน้อย โดยเหตุผลที่ควรจะรับฟัง ท่านประธานครับ ผมได้ขอแปรญัตติในส่วนของจำนวน สสร. ดังนี้ มาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จำนวนหนึ่งร้อยยี่สิบคน โดยมีสมาชิกอย่างน้อยจังหวัดละหนึ่งคน

(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภา จำนวนสามสิบคน ดังต่อไปนี้

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนสิบคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนสิบคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด จำนวนสิบคน

ตามคำแปรญัตติของผมนั้นกรรมาธิการไม่เห็นด้วยนั้นนะครับ ผมขอให้เหตุผล ต่อท่านประธานผ่านไปยังประธานคณะกรรมาธิการว่า สสร. จำนวน ๑๕๐ คนที่ผมได้ ขอสงวนคำแปรญัตติไว้นั้นซึ่งจำแนกไว้เป็น ๒ ประเภทนั้นนะครับ โดยมาจากการเลือกตั้ง โดยตรง จำนวน ๑๒๐ คน เพิ่มจากกรรมาธิการ ๔๓ คน และมาจากการคัดเลือก โดยที่ประชุมของรัฐสภาจากผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ หลายสาขาอีกจำนวน ๓๐ คนนั้น โดยเพิ่มจาก คณะกรรมาธิการอยู่ ๘ คนนะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความหลากหลายในด้านความคิด เพื่อให้ ความหลากหลายในด้านความคิดเห็นจากตัวแทนทางภาคประชาชน และตัวแทนของ ฝ่ายนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญให้มากยิ่งขึ้น เพื่อจะให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติม จำนวน สสร. ก็คงจะไม่ให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น เสียหายหรือไม่สมบูรณ์แต่อย่างใด และผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่จะเกิดขึ้นคือฉบับที่ ๑๙ นี้ ได้มีผู้ออกแบบไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านประธานที่เคารพ ตามที่พี่น้องประชาชนได้วิตกกังวล โดยทั่วไปว่าจะแก้ไขเพื่อใครด้วยวิธีใด ตรงนี้ละท่านประธานที่เคารพครับเป็นคำตอบสุดท้าย ของรัฐสภาของเราอันทรงเกียรติที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศรอคำตอบอยู่ครับ ท่านประธาน ขอขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิชัย ล้ำสุทธิ หน้า ๔๐ นะครับ เชิญครับ

นายวิชัย ล้ำสุทธิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวิชัย ล้ำสุทธิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ในนามของ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตอภิปรายวันนี้ถึงแม้ว่าจะซ้ำกับเพื่อน แต่ว่าคงไม่ซ้ำกับตัวเองนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สสร. เป็นสิ่งที่จำเป็นมากนะครับ สำหรับกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะว่า สสร. เป็นผู้ร่าง เป็นผู้แก้ไข ถึงแม้จะบางส่วน หรือทั้งฉบับนะครับ ก็ สสร. เป็นผู้ทำทั้งนั้นนะครับ ไม่ว่าจะดำเนินการแก้ไขที่ไหนก็ได้ ไล่ตั้งแต่บททั่วไปของกฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ หมวดพระมหากษัตริย์ สิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมทางการเมือง ศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ นี่คือสิ่งที่ สสร. สามารถกระทำได้ เพราะฉะนั้นมาตราที่จะแก้ไข มาตรา ๒๙๑/๑ สสร. เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ เพราะว่าที่มาของ สสร. ก็ย่อมที่สำคัญไปด้วย เพราะว่าถ้า สสร. มาจากจังหวัดละ ๑ คน ก็สามารถล็อกสเปก (Lock spec) ได้ว่า สสร. จังหวัดระยองมีคนอยู่ ๖๐๐,๐๐๐ คน ก็ดำเนินการโดยที่ตั้ง สสร. ไปนะครับ จะเห็นได้ว่า จังหวัดไหนที่จะให้ สสร. ตั้งว่าจังหวัดนี้ สสร. เป็นอย่างไร ส่วนมากนะครับถ้าพูดกัน ตามความเป็นจริงแล้ว ส่วนมากนักการเมืองอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้นในการจัดตั้ง สสร. เพราะว่า จังหวัดละ ๑ คน นี่คือเรื่องความจริงที่เราต้องหยิบยกมาพูดกันว่าทำอย่างไรจะตั้ง สสร. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ความยุติธรรมแล้วต้องทำอย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าพวกเราใจเย็น สักนิดนะครับ ถ้าได้ สสร. ที่ไม่ดี ร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมามันก็ไม่ดีด้วย ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกนำมาอภิปรายในสภา ก็มีสิ่งที่มันขัดแย้งกันในสภา แล้วก็เหมือนพวกท่านพูดว่าอภิปรายกันมา ๓ วัน ๔ คืน ประชาชนก็เบื่อเหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นถ้าเบื่อแล้วก็นำไปสู่การชุมนุมนอกสภาก็เข้าอีหรอบเดิมครับ ผมก็ไม่อยากให้มี การแก้รัฐธรรมนูญชุดนี้ มีการทำ สสร. ชุดนี้ทำให้เกิดบานปลาย หรือพวกท่านอยากจะเห็น รัฐธรรมนูญที่เป็นบานปลายเหมือนสมัยก่อน ๆ อย่างนั้นหรือครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนตัวผมแล้วผมก็เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บางส่วน มันก็ไม่สมบูรณ์ แต่ข้อที่วิตกกังวลสำหรับแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดนี้ ก็คือเรื่องของการล็อกสเปก เพราะฉะนั้น สสร. ที่มาแต่ละจังหวัดนี่มีทั้งหมด ๗๗ คน อาจจะไปล็อกสเปกแล้วก็ไปแก้เรื่องของ องค์กรอิสระบ้าง เรื่องของศาลบ้าง แล้วสิ่งสำคัญที่สุดที่ผมวิตกกังวลก็คือเรื่องของสิทธิชุมชน โดยเฉพาะมาตรา ๖๗ (๒) นี้เป็นเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพราะบ้านผมอยู่จังหวัดระยอง อยู่มาบตาพุดนี่ครับ ก็ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมนี้เป็นเรื่องหนักอยู่แล้วนะครับ เพราะว่าปัญหา งวดที่แล้วสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็นำร่างองค์กรอิสระเข้าสู่สภาแล้ว แล้วก็ยุบสภาไป มาถึงสมัยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ไม่รับรองเข้ามาสู่สภา อันนี้ก็เป็น ข้อวิตกกังวลว่าตกลงเขารอแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จก่อนหรือไม่ หรือมาตรา ๖๗ (๒) ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีหรือไม่ นี่คือสิ่งที่วิตกกังวลสำหรับพี่น้องชาวจังหวัดระยอง ชาวมาบตาพุด ชาวนิคมอุตสาหกรรม เพราะว่าถ้าเรื่องนี้ไม่มีเราต้องเดินหน้ากันต่อไปว่า เศรษฐกิจเรื่องของอุตสาหกรรมเราจะทำอย่างไร เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่อยู่รอบโรงงาน อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมีความสุข พวกนักอุตสาหกรรมก็บอกว่า รัฐบาลจะให้เขาดำเนินการอย่างไร เดินแถวไปอย่างไร เขาจะได้ทำถูกนะครับ การลงทุน ก็จะมาลง ต่างประเทศที่จะมาลงทุนก็อยากมาลงทุนบ้านเรา ก็ขอให้มันชัดเจนว่ากฎหมาย รัฐธรรมนูญจะเขียนมาตรา ๖๗ (๒) ของปี ๒๕๕๐ อยู่หรือเปล่า ไม่อยู่เราต้องดำเนินการอย่างไร นี่คือเรื่องที่วิตกกังวลนะครับ เพราะฉะนั้นถ้า สสร. ชุดนี้ไม่ได้เขียนบัญญัติมาตรา ๖๗ (๒) เข้าไปพวกเราก็จะทำอย่างไร นี่คือสิ่งที่พวกเราจะวิตกกังวลนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุด ของ สสร. ผมจึงขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ ก็คือผมไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ร่างรัฐธรรมนูญมาว่า สสร. เลือกตั้งมาจาก ประชาชนโดยตรง มาจากจังหวัดละ ๑ คน ก็คือ ๗๗ คน อันนี้ผมไม่เห็นด้วยแนวทางนี้ เพราะว่าการลงมติร่างอย่างนี้ถือว่าไม่เป็นธรรมสำหรับประชาชน จริง ๆ ประชาชนต้องมี ๑ เสียง ต่อ ๑ คน เพราะฉะนั้นถ้าเราเอาเสียงของจังหวัดเช่นหลาย ๆ คนก็พูดว่า กรุงเทพมหานครมีอยู่ ๘,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน มี สสร. ๑ คน แล้วคนที่อยู่จังหวัดระนองมีอยู่ ๑๔๐,๐๐๐ คน ก็มี สสร. ๑ คน อย่างนี้ผมก็ว่าไม่เป็นธรรมนะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้ว จำนวนประชากรแตกต่างกันลิบนะครับ ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน กับ ๑๔๐,๐๐๐ คน มันแตกต่าง กันมากครับ อันนี้ถ้าร่างเป็นแบบนี้เป็นการดูถูกเสียงของประชาชนเป็นอย่างยิ่งนะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะฉะนั้นผมก็อยากให้ใช้ประชากรเป็นที่ตั้งนะครับ ใช้ประชากร เป็นที่ตั้งว่าเลือก สสร. ตามสัดส่วนของประชากร มี สสร. เท่าไรก็ว่ากันไป แต่ผมก็เสนอให้ สสร. นี่มาจากเลือกตั้งโดยตรงจำนวน ๑๒๕ ท่าน แต่ไม่ตัดสิทธิจังหวัดที่มีประชากรน้อยนะครับ ก็ให้ประชากรน้อยที่ได้สัดส่วนไม่ได้ก็ให้มี สสร. อย่างน้อยสัก ๑ คน แล้วก็ใช้วิธีการ ให้เศษสัดส่วนเรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อยเรียงตามจังหวัดไป ทำเหมือนการแบ่งเขต ส.ส. ครับ ส.ส. ต่างจังหวัด กรุงเทพมหานครก็มีมากกว่าจังหวัดระนองอย่างนี้ถือว่าเป็นธรรม นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากได้ สสร. ให้ได้ ๑๒๕ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่อยากให้การเลือกตั้งเป็นการลักลั่นที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งส่งผลให้การแก้รัฐธรรมนูญถูกวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็จริง ๆ แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การตั้ง สสร. ก็ไม่ต้องรีบร้อนมากนักนะครับ เพราะว่าอย่างไรรัฐธรรมนูญก็ผ่านอยู่แล้ว แต่ว่าวิธีการ การปฏิบัติ กรรมวิธี จริง ๆ แล้วต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่อย่างนั้นพวกเรา หลาย ๆ คน หลาย ๆ ท่านก็ท้วงติงโดยท่านสมาชิกเพื่อจะให้การแก้ไขให้มันเต็มรูปแบบ เพื่อไม่ให้การแก้ไขนี่มันมาแก้ไขใหม่อีก ไม่ใช่สร้างรัฐธรรมนูญ ๓ ปีก็แก้ไขใหม่ อีก ๓ ปีแก้ไขใหม่ ก็อยากจะทำให้มันรอบคอบไปเลยครับ นี่คือประเด็นสำคัญ ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วน สสร. (๒) คือที่มาของ สสร. นี่จากการคัดเลือกที่ประชุมรัฐสภาซึ่งร่างกฎหมาย ของรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากให้ สสร. มีทั้งสิ้น ๒๒ คน ส่วนตัวผมเองแปรญัตติไว้ว่า สสร. น่าจะใช้ประมาณสัก ๒๕ คน

(ก) ซึ่งมาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนแปดคน

(ข) มาจากผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือสาขารัฐประศาสนศาสตร์ใช้อีก จำนวนแปดคน

(ค) ให้ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง บริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม อื่น ๆ นี่ครับ ใช้จำนวนเก้าคน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการเลือกตั้ง สสร. จากที่ประชุมรัฐสภาก็มีข้อวิตกกังวลอีกครับ เพราะว่ารัฐสภาแห่งนี้การเมืองของฝ่ายซีกรัฐบาลก็มีมากกว่า อันนี้ละครับ ก็ถูกเป็นการล็อกสเปก เช่นเดียวกันสำหรับการเลือกตั้งในรัฐสภา เพราะว่าเลือกตั้งโดยตรงกับประชาชนก็ถูกล็อกสเปกได้ ตามร่างเดิม จากตามร่างเสียงข้างมาก พอมารัฐสภาก็ถูกล็อกสเปกได้เช่นเดียวกันนะครับ จากสมาชิกของสภา อันนี้ก็ถือว่าถ้ามีการล็อกสเปกนี้ ถ้าเราได้ สสร. ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ มีประสบการณ์จริง ๆ ก็ถือว่าเป็น สสร. ที่ไม่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นอาจจะได้ สสร. ที่ไม่มีคุณภาพ สสร. ที่มีประโยชน์ทับซ้อนหรือเป็นนอมินี (Nominee) มันก็มีปัญหา เพราะฉะนั้นพวกเรา ก็อยากจะได้ สสร. ที่มีคุณภาพ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็ต้องมีคุณธรรม เพราะฉะนั้นกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่ออกมาก็จะได้ไม่มีปัญหา ถูกวิพากษ์วิจารณ์ บ้านเมืองก็จะได้สงบสุขเสียที ดังนั้นผมก็ขออนุญาตแปรญัตติแก้ไขความในมาตรา ๒๙๑/๑ ก็คือให้สมาชิกที่มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเป็นจำนวน ๑๒๕ คน โดยมีสมาชิกอย่างน้อยจังหวัดละ ๑ คน แล้ว (๒) ให้สมาชิกมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภาจำนวน ๒๕ คน โดยมาจาก ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายมหาชน จำนวนแปดคน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนแปดคน แล้วก็ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง บริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนดนี่ใช้จำนวนเก้าคน ผมก็ขออนุญาตแปรญัตติไว้อย่างนี้นะครับ เพื่อให้บ้านเมืองเราสงบสุข ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุกิจ ก้องธรนินทร์ ครับ

นายสุกิจ ก้องธรนินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายสุกิจ ก้องธรนินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑/๑ ที่กำหนดที่มาของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญไว้ ๒ ประเภท

ประเภทที่ ๑ คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชน และ

ประเภทที่ ๒ ก็คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญกำหนดแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน ประเภทที่ ๒ คือสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภา โดยเลือกมาจากผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีประสบการณ์ด้านต่าง ๆ อีกจำนวน ๒๒ คน รวมจำนวน ๙๙ คน ท่านประธานครับ กระผมไม่เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม กระผมเห็นว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญควรแก้ไขจำนวนทั้งหมด ๑๕๐ คน โดยมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจำนวน ๑๒๕ คน และมาจากการคัดเลือกโดยตรงจาก ที่ประชุมรัฐสภาอีกจำนวน ๒๕ คน สืบเนื่องจากเจตนารมณ์ของการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น เพื่อให้คณะกรรมการหรือกลุ่มบุคคลขึ้นมากลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ทั้งประเทศทำหน้าที่สะท้อนความคิดเห็นของประชาชน และตัวแทนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มีความรู้ ความสามารถเป็นที่ยอมรับทั่วไป กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาอันได้รับความไว้วางใจ จากประชาชนร่วมกันคัดเลือก ดังนั้นตามร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ที่กำหนดให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน จังหวัดละ ๑ คนนั้น จะเห็นได้ว่าแต่ละจังหวัดมีจำนวนประชากรไม่เท่ากัน บางจังหวัด มีจำนวนประชากรมาก เช่นกรุงเทพมหานครมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นตัวแทนของ ประชาชนได้ ๑ คน จังหวัดระนองที่มีประชากรจำนวนน้อยก็มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ๑ คนเช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดว่าสัดส่วนของประชากร จำนวนตัวแทนที่มีสิทธิได้รับการเลือกตั้ง ไม่มีความสัมพันธ์กัน เช่นเดียวกันเห็นได้ชัดว่าสัดส่วนของประชากรจำนวนตัวแทนที่มีสิทธิ รับเลือกตั้งไม่มีความสัมพันธ์กัน ตัวแทนไม่สามารถที่จะสะท้อนปัญหากับจำนวนตัวแทน ที่มีสิทธิได้รับการเลือกตั้ง กระผมจึงมีความเห็นว่าควรแก้ไขจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้แปรผันไปตามจำนวนประชากรที่แต่ละจังหวัด โดยให้แต่ละจังหวัดมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างน้อย ๑ คน จังหวัดใดมีประชากรมากกว่าก็ให้ มีตัวแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งแต่ละจังหวัดจะได้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชนจำนวนกี่คน ทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามร่างรัฐธรรมนูญ ให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอำนาจประกาศกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๙๑/๕ วรรคสี่ และรวมกันแล้วให้มีจำนวน ทั้งหมด ๑๒๕ คน ส่วนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ ซึ่งมาจากการคัดเลือก โดยที่ประชุมของรัฐสภา จากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม หรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด อีกจำนวน ๒๕ คน รวมเป็น ๑๕๐ คน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย และมีความเหมาะสมในการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายแม่บทในการปกครองประเทศ แต่ว่าการที่รัฐสภามีมติแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ที่จัดตั้ง สสร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้น โดยอ้างวาทกรรมไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ปรากฏปัญหาความบกพร่องของโครงสร้าง และละเลยประชาธิปไตยที่แท้จริง รัฐธรรมนูญได้ผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชน หาได้เป็นเหตุผลที่ไม่ชอบธรรมที่ทำให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ อีกทั้งยังปรากฏ ความขัดแย้งและการคัดค้านของประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ประสงค์ให้แก้ไขมาตรา ๒๙๑ ดังนั้นการที่รัฐสภาทำไปจึงไม่ชอบด้วยเหตุผลและหลักการประชาธิปไตย และกลับเป็นการ รวบอำนาจจัดสรรผลประโยชน์โดยเผด็จการรัฐสภา ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านบุณย์ธิดา สมชัย ครับ

นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ดิฉัน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ ตามที่ดิฉันได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ นั้น จากการที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ยืนตามร่างที่รัฐบาลเสนอเข้ามาโดยให้คงไว้ซึ่ง สสร. จำนวน ๙๙ ท่าน ๗๗ ท่านมาจาก การเลือกตั้ง และ ๒๒ ท่านมาจากการสรรหาโดยรัฐสภา ในส่วนของการเลือกตั้งนั้นดิฉันคงจะ ไม่ขอพูดถึงค่ะ เพราะว่าดิฉันได้ขอแปรญัตตินี้ใกล้เคียงกัน แต่ในส่วนของการสรรหาจำนวน ๒๒ ท่านนี้ดิฉันต้องขอไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านประธานที่เคารพคะ ในความเห็นของดิฉันในการที่เรามี สสร. นั้น อย่างน้อย ๆ จำนวน ของ สสร. ในส่วนของสรรหาและในส่วนของเลือกตั้งควรจะมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ดิฉัน จึงขอแปรญัตติให้มีสัดส่วนจำนวนทั้งหมด ๑๕๐ ท่าน โดย ๗๗ ท่านมาจากการเลือกตั้ง และ ๗๓ ท่านมาจากการสรรหาค่ะท่านประธาน และอีกอย่างหนึ่งค่ะท่านประธาน ในข้อความที่บอกว่า ๒๒ ท่าน ให้มาจากการสรรหาโดยการเลือกของรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพคะ ถึงแม้ว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากจะบอกว่าจะไม่มีการล็อกสเปกหรือเราจะได้ คนที่เป็นกลางโดยการเลือกของรัฐสภา แต่ทั้งหมดค่ะท่านประธานไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลหรือวุฒิสภา เราทุกคนทราบกันดีอยู่ในใจค่ะว่าพวกเราได้เลือกฝ่าย เลือกข้างกันหมด ทุกคนแล้ว เพราะฉะนั้นการที่จะให้มั่นใจว่า ๒๒ ท่านที่จะเลือกมาโดยผ่านจากความเป็นกลาง ที่แท้จริง โดยผ่านจากรัฐสภาซึ่งมีความเห็นที่หลากหลาย ดิฉันต้องขอบอกว่าดิฉันไม่เห็นด้วยค่ะ ดิฉันจึงได้เสนอแปรญัตติให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดิฉันได้เขียนข้อความไว้ค่อนข้างยาวค่ะ แต่คงจะไม่พูดหมด แต่เนื่องด้วยเหตุผลของดิฉันค่ะเพราะว่าในวงการที่ดิฉันพูดมาทั้งหมดนี้ได้รับการยอมรับจาก ประชาชนทั่วไปว่าเป็นสาขาอาชีพที่เป็นกลาง ที่ให้ความยุติธรรมต่อประชาชนทั้งประเทศ มาตลอดและเป็นที่น่านับหน้าถือตาของประชาชนทั้งประเทศมาตลอดค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้นดิฉันเชื่อว่าการทำหน้าที่ของคณะกรรมการในการสรรหาสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญนี้จะทำอย่างถูกต้องและเที่ยงธรรม เพราะอะไรคะท่านประธาน เพราะดิฉันได้เห็นตัวอย่างมาอย่างหนึ่งค่ะว่าในการที่บุคคลทั่วไปต้องการจะสมัครมาเป็น ผู้พิพากษาสมทบหรือว่าอะไรก็ตามแต่ หลาย ๆ ท่านในที่นี้ก็เคยผ่านตำแหน่งนั้นมาก่อน ทราบค่ะว่าต้องผ่านกระบวนการอันเข้มข้นของศาลในการคัดเลือกผู้ที่จะมาช่วยศาล ในเรื่องของ ศาลเด็กและศาลเยาวชน ดิฉันจึงเห็นว่านี่ขนาดกระบวนการนี้ยังทำกันเข้มข้น มีประวัติด่างพร้อย เพียงเล็กน้อยก็ไม่สามารถที่จะผ่านเข้าไปร่วมเป็นผู้พิพากษาสมทบได้ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงคิดว่า การทำหน้าที่ของ สสร. ต้องการผู้ที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องกฎหมายอย่างมาก ดิฉันจึงเห็นว่า ท่านที่ทำหน้าที่ทำงานทำอาชีพเกี่ยวกับด้านนี้โดยตรงจะมีความรู้ความสามารถและสามารถ มองออกและมองทะลุถึงคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญในอนาคตต่อไปค่ะ ท่านประธาน ถึงแม้ว่าทางกรรมาธิการเสียงข้างมากจะยืนยันว่าอย่างไรก็ตามเราจะเอาแค่ ๒๒ คนและต้องผ่านการคัดเลือกจากรัฐสภาเท่านั้น แล้วก็เพื่อนสมาชิกท่าน ส.ส. วิรัตน์ ก็ได้กล่าวไปแล้วบอกว่ามีผู้ขอสงวนคำแปรญัตติในมาตรานี้ถึง ๑๗๘ ท่าน แต่ก็เป็นที่ น่าแปลกใจค่ะว่าไม่มีท่านใดเลยที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากให้ความเห็นชอบหรือว่า รับรองสักคนเดียวเลยค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าอาจจะขอแปรญัตติเป็นข้อความอย่างไรก็ตาม ท่านได้ตั้งธงเอาไว้แล้ว ท่านบอกว่าต้องเร่งรีบอย่างถึงที่สุดค่ะเพราะว่าคำแปรญัตติที่ดิฉัน ได้ส่งเข้าไปกับตัวเล่มใหญ่ที่รายงานเข้ามาก็ยังมีตกหล่นเป็นบางคำ ก็เป็นการยืนยันจาก ที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้บอกค่ะว่าไม่ทราบว่าท่านจะเร่งรีบ ลุกลนไปถึงไหนนะคะ ท่านประธาน และเสียงสะท้อนอย่างหนึ่งที่มีเข้ามาจากประชาชนบ้าง จากผู้ที่เกี่ยวข้อง หลาย ๆ คนถามว่าอยากทราบว่าการแก้รัฐธรรมนูญนี้แก้เพื่ออะไร แก้เพื่อใคร ทำไม ประชาชนหลาย ๆ ฝ่ายถามว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ของแพง น้ำมันแพง แก้เสร็จแล้วจะลงไหม ราคาของต่าง ๆ นานา ถ้าท่านแก้สำเร็จแล้วช่วยไปแก้ของแพง แก้ปากท้องพี่น้องต่อไปด้วยนะคะ ท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็นหน้า ๔๒ นะครับ ท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ตามที่เมื่อสักครู่นี้ท่านนิพนธ์ได้กรุณาแสดงน้ำใจที่จะให้ ท่าน ส.ว. นิคมอภิปรายโดยใช้สิทธิของท่าน ผมได้ให้เจ้าหน้าที่ไปประสานท่านนิคมแล้ว ท่านไม่ประสงค์จะอภิปรายนะครับ เพราะฉะนั้นเชิญท่านนิพนธ์ได้ครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบคุณมากครับท่านประธาน ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้นะครับว่า ที่มาของ สสร. นั้น เป็น ๒๐๐ คน ผมมีเหตุผลที่อธิบายถึงที่มาของจำนวน สสร. ที่ผมได้ สงวนคำแปรญัตติไว้ ท่านประธานครับ ความจริงรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับนี้ผมไม่เห็นด้วย ผมไม่ได้รับหลักการ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ความจริงเราได้มีการศึกษา ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาหลายครั้งหลายคราวด้วยกัน โดยรัฐสภาได้มีการตั้งกรรมาธิการ ขึ้นมาศึกษา ถึงการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ และข้อบกพร่องหรือปัญหาต่าง ๆ อุปสรรคในการใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งจากการศึกษานั้นผมได้เรียนให้ทราบว่าไม่มีปัญหา ในการบังคับใช้เลยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีจริง ๆ ครับ ที่มีปัญหาก็คือ มาตรา ๑๙๐ ถ้ามี การออกกฎหมายลูกมาใช้บังคับปัญหาก็ไม่มี และต่อมาก็ได้มีการแก้ไขในมาตรานี้ดังกล่าวไว้แล้ว ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าเหตุที่ผมแปรญัตติโดยถือเกณฑ์ประชากรเป็นสำคัญนั้น ผมคำนึงสิทธิขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจตนารมณ์ในการที่จะ แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เป็นฉบับของ พี่น้องประชาชน แต่ที่มาของ สสร. ตามร่างของคณะรัฐมนตรีและของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากนั้น ไม่ได้ยึดถือตรงนั้นเลยครับ ถ้าเรายึดถือสิทธิของประชาชนเป็นสำคัญแล้ว ประชาชนในประเทศเราถ้าถือเกณฑ์การเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ถ้าถือเกณฑ์จาก ๓๐๐,๐๐๐ คน จะได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างน้อย ๒๐๐ คน ซึ่งผมมีที่มาที่ไปครับ ผมอาศัยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในปี ๒๕๔๐ ถือเกณฑ์ประชากร ๓๐๐,๐๐๐ คน ต่อสมาชิกวุฒิสภา ๑ คน ที่มาตรงนี้เป็นธรรมและชอบธรรมที่สุด แล้วก็เป็นไปตามสิทธิของ พี่น้องประชาชนที่ใช้ได้อย่างสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๑ คน สามารถใช้สิทธิได้ ๑ เสียงเท่าเทียมกันทั่วประเทศ แต่เรามาคำนึงถึงว่าจังหวัดหนึ่ง ที่มีประชากร ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน กับอีกจังหวัดหนึ่งมีประชากร ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนนี่ มี สสร. ๑ คนเท่ากันนั้นผมถือว่าไม่ชอบธรรม แล้วก็ประการสำคัญก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีการแก้ไขถ้าจะให้เป็นฉบับประชาชนจริง ๆ แล้ว ต้องมีความหลากหลายในทางความคิดเห็นในการที่จะเสนอร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา ที่มาของ สภาร่างรัฐธรรมนูญผมถือว่าสำคัญ เพราะว่าจะต้องมาร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานั้นมีความสำคัญ เราต้องการให้ได้ สมาชิกรัฐสภาที่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมถูกต้อง ปัญหาสำคัญคือที่มาของ ส.ส. ส.ว. นั้น ในการที่จะมาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญนั้นมีความสำคัญ ความซื่อสัตย์สุจริตของ ผู้จะมาดำรงตำแหน่งก็ตาม ที่มาจากการเลือกตั้งก็ตามชอบธรรมหรือไม่ สุจริตหรือไม่ มีการซื้อเสียงกันมาหรือไม่ ผมไม่เคยเห็นรัฐธรรมนูญฉบับไหนป้องกันการซื้อเสียงได้เลย เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ที่ป้องกันการซื้อเสียงได้ เคยมีการอภิปราย ไม่ไว้วางใจนะครับ จากการทุจริตในการเลือกตั้งในสภาแห่งนี้ ไม่ไว้วางใจเลยนะครับ เพราะว่าการซื้อเสียงการทุจริตการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่ผ่าน ๆ มานั้น ก่อให้เกิด การทุจริตคอร์รัปชัน ในบ้านเมืองเราอย่างสูงยิ่ง และนับวันทวีมากขึ้นทุกวัน ๆ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีจริง ๆ นั้น ผมคิดว่าเราควรมาจาก สสร. ที่มีต่างวิสัยทัศน์กัน มีความหลากหลายในทางความคิด ในทางที่จะไม่สามารถครอบงำได้ เพราะฉะนั้นถ้า ๗๗ คน ตามร่างของกรรมาธิการแล้วผมเห็นว่าสามารถบล็อก (Block) ได้ครับ บล็อกได้จริง ๆ เพราะจังหวัดละคนเป็นที่รู้กันอยู่ว่าขณะนี้เสียงข้างมากอยู่กับใคร แล้วก็ในวุฒิสภาเองสมัยที่ผมอยู่นี่ก็มีการบล็อกมาแล้วครับ ส.ว. ๒๐๐ คน ยังบล็อกได้เลยนะครับ สามารถเลือกชี้นำในการที่จะบล็อกเลือกองค์กรอิสระได้ ป.ป.ช. ก็เลือกได้ กกต. ก็ได้ ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ เพราะฉะนั้นผมห่วงตรงนี้ครับ อย่างที่ท่านประธานสามารถได้ชี้แจง เมื่อวานนี้ ท่านบอกว่าถ้าจังหวัดละคนเราเอาสุดยอดเลยของแต่ละจังหวัดมา ๑ คน ผมว่ารู้แก่ใจนะครับว่าขณะนี้ถ้ามีการเลือกอย่างนั้นจริง ๆ เสียงข้างมากอยู่ตรงไหนใน สสร. จำนวน ๗๗ คน ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเชื่อครับท่านรู้ดีเลยว่าเสียงข้างมากอยู่กับใคร แล้วสามารถที่จะบล็อกได้ไหม อันนี้คือความจริงขั้นพื้นฐานเลย แต่ผมก็ยอมนะครับ ถ้ามาจากการเลือกตั้ง แต่ว่าเราถือสิทธิของประชาชนเป็นเกณฑ์ และความเท่าเทียม ของพี่น้องประชาชน ถ้าประชากรจังหวัดไหนมีจำนวนมากควรจะให้สิทธิเขาได้มาก อย่างกรุงเทพมหานครนี่นะครับ ตอนเลือกวุฒิสมาชิกสมัยผมนี่ได้ ๑๘ ท่าน แต่ละท่านที่เข้ามา มีความรู้หลายสาขา มีความหลากหลายในทางความคิด ความเห็น ความอ่านที่จะมาช่วยกัน ออกแบบรัฐธรรมนูญ มันไม่เป็นธรรมจริง ๆ ครับ จังหวัดหนึ่งที่มีประชากรแสนกว่าคน แล้วก็ได้มา ๑ คน กับอีกจังหวัดหนึ่งหลายล้านคนหรือจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐-๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ได้เท่ากัน อันนี้คิดก็ผิดแล้วครับ คิดก็ผิดแล้วจริง ๆ เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยนะครับ กับที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก และผมต้องขอพูดไว้เป็นหลักฐานในสภาแห่งนี้ว่าไม่เคยมีสภา ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือในกรรมาธิการครับ เมื่อมีการลงมติไปแล้ว มากลับมติ ไม่เคยมีจริง ๆ และเหตุผลที่กลับนั้นผมมีรายงานการประชุมอยู่ในมือผมหมดเลย ว่ารายงานการประชุมในการลงมติมันออกมาแล้ว แล้วรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งก็ไปเรียกประชุม เพื่อกลับมติ แล้วเหตุที่อ้างนั่นว่าขัดกับหลักการ ผมได้ศึกษาดูคำในรายงานการประชุมแล้ว มันไม่มีอะไรขัดเลย หลักการให้มี สสร. แต่ส่วนที่มาจำนวนเท่าไรนั้น จะมาจากไหนบ้างนั้น ไม่ใช่หลักการครับ แล้วถ้าโดยส่วนแล้วถ้าดูจริง ๆ กรรมาธิการสามารถแปรได้ทุกอย่าง แต่ที่จะห้ามตามข้อบังคับน่าจะห้ามผู้แปรญัตติที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการ ถ้าเราศึกษาโดยการตีความ อีกแง่หนึ่งก็สามารถตีความได้ เพราะฉะนั้นเหตุผลที่ใช้ในการกลับมติตรงนั้น ผมถือว่าไม่ชอบ ไม่ชอบจริง ๆ อันนี้ผมไม่ได้ตำหนิเป็นการส่วนตัว แต่ว่าสภาเรานั้นต้องมีหลัก การพิจารณา กฎหมายในนี้เราก็มีหลักแม้แต่การพิจารณาเรียงมาตราเราพิจารณามาตรานั้นเสร็จไปแล้ว เราจะไปกลับทบทวนอีกยังไม่ได้เลยครับ ขณะนั้นไม่ได้พิจารณาจบทั้งฉบับนะครับ เพราะฉะนั้นผมถือว่าหลาย ๆ อย่างในการทำงานของกรรมาธิการครั้งนี้น่าจะมีปัญหา มีข้อบกพร่อง แล้วผมต้องเรียนตรง ๆ นะครับว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ๗๗ คน ตามที่กรรมาธิการได้เสนอมานั้น และยืนยันอยู่ในสภาแห่งนี้นั้นผมถือว่าเป็นการขัดสิทธิขั้นพื้นฐาน ของพี่น้องประชาชนในการที่ ๑ คน มี ๑ เสียงอย่างน้อยนะครับ ความไม่เท่าเทียมกันตรงนี้ ก็มองเห็นแล้วครับว่ารัฐธรรมนูญนี้ถ้ามาจาก ๗๗ คน สามารถบล็อกได้จริง ๆ อย่างที่ ผมได้เรียนแต่ต้นแล้วว่าในวุฒิสภาที่ผมอยู่ก็มีการบล็อกวุฒิสมาชิกมาแล้วในการเลือก กรรมการผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะฝากไปยังกรรมาธิการครับว่า ให้ทบทวนเถอะครับที่มาอย่างน้อยที่สุดให้เราเห็นร่วมกันนะครับว่าความหลากหลาย แล้วก็อย่างน้อยที่สุดผมคิดว่าถ้าจะบล็อกกันจริง ๆ ก็บล็อกได้ไม่หมด ให้เขาได้ แสดงความเห็นในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ถ้าอยากเห็นรัฐธรรมนูญนี้เป็นของพี่น้องประชาชนตามที่ท่านอ้าง กรุณาเถอะครับเอาคนที่ หลากหลายแล้วก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมาช่วยกันระดมความคิด ความเห็นในการที่จะ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้สมบูรณ์จริง ๆ เพราะความจริงแล้วรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ๑๘ ฉบับนั้น ผมคิดว่ามีทั้งข้อดี ข้อเสีย แต่มันไม่ได้ มีปัญหาที่รัฐธรรมนูญเลยครับ ปัญหาที่คนใช้รัฐธรรมนูญ ถ้าถูกใจก็บอกว่าดี ถ้าไม่ถูกใจ ก็บอกว่าไม่ดี อย่างกรณีที่มีการยุบพรรค ความเห็นก็หลากหลายกัน ถ้าไม่ทำผิดจริง ๆ ผมว่า มันไม่มีการยุบหรอกครับพรรค ถ้าคนไม่ทำผิดอะไร ไม่ต้องกลัว กฎหมายอะไรก็ไม่ต้องกลัวครับ ที่บัญญัติไว้ ถ้าคนมีเถยจิตที่คิดไม่สุจริต กลัวไปหมดล่ะครับกฎหมายฉบับไหนก็กลัว เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากไว้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เราควรที่จะ ให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ โดยการผ่านตัวแทนเขา อย่างน้อยที่สุดความเท่าเทียม ความเสมอภาค ในการใช้สิทธิของพี่น้องประชาชนในการเลือก สสร. ผมว่าถ้าให้เขาได้เลือกกันอย่างเต็มที่นี่ครับ จำนวน ๒๐๐ คนอย่างน้อยที่มาจากการเลือกตั้งน่าจะสมบูรณ์และเหมาะสมที่สุด ส่วนที่มา ของผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีความรู้ตามองค์กรต่าง ๆ นั้นผมคิดว่าตรงนั้นก็น่าจะเพิ่มนะครับ ให้ ๔๐ คนเลย เลือกมาเลยครับ เพราะผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายมีความรู้ความสามารถ ในทาง กฎหมายมหาชน ในความเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจทางสังคมนะครับ พวกนี้ละครับที่เข้ามา ทุกครั้งจากการที่มีการแต่งตั้งหรือมีการร่างรัฐธรรมนูญ พวกนี้จะเป็นผู้มายกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งสิ้น ผมไม่ติดใจครับถ้าสภานี้จะเลือกอีก ๔๐ คนมาช่วยผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ผมก็ไม่ขัดข้อง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสภานี้ก็สามารถเลือกคนได้ตามความต้องการและเสียงข้างมาก มันอยู่กับใคร เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะวิงวอนยังกรรมาธิการครับช่วยพิจารณาเถอะครับ ที่ท่านเคยยืนยันไว้ว่า ๗๗ คน ผมคิดว่าเป็นที่รู้แก่ใจกันว่า ถ้า ๗๗ คนจริงท่านบล็อกได้จริง ๆ ครับ และสามารถชี้นำรัฐธรรมนูญที่ท่านจะร่างขึ้นมาได้อย่างแน่นอนครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกระบี่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภัยสำหรับความชักช้าเนื่องจากบัตรที่เสียบเอาไว้มันสับสนอยู่ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมมีนัดแพทย์เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ผมก็จะมีเวลาพูดไม่เกิน ๑๕.๐๐ นาฬิกา ก็คงสักประมาณครึ่งชั่วโมง และรับรองกับท่านประธานว่าผมจะไม่พูดอะไรที่จะต้อง ถอนคำพูด ผมจะไม่พูดอะไรที่จะกระทบกระเทือนใคร แต่หวังว่าประสบการณ์ทางการเมือง ที่ผมเคยมีในสภานี้และนอกสภา หวังว่าจะเป็นความเห็นที่พอเป็นประโยชน์กลับมาบ้าง ในการที่จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ ท่านประธานครับ ผมมีความคิดว่าเรื่องการเมือง เป็นเรื่องน่ากลัวจริง ๆ ครับ เรื่องการเมืองทำลายกันได้แม้กระทั่งเพื่อน ทำลายกันได้ แม้กระทั่งญาติ ทำลายกันได้แม้กระทั่งสังคม แม้กระทั่ง ขอประทานโทษเถอะครับ เผาบ้าน เผาเมืองตัวเองอย่างที่เคยเกิดแล้วเป็นเพราะการเมืองทั้งนั้น ท่านประธานครับ เมื่อผมอายุ ๑๓ ปีมากรุงเทพมหานคร ในปี ๒๕ พุทธศตวรรษ มายืนอยู่ ที่เชิงสะพานผ่านฟ้า เห็นคลื่นนักศึกษาฝั่งหนึ่งที่พยายามที่จะทะลักข้ามถนนราชดำเนินมา กับเห็นนายทหารอีกท่านหนึ่งยศร้อยเอกยืนไขว้หลัง กันทหารไม่ให้ปะทะประชาชน ผมจำชื่อท่านได้ ร้อยเอก อาทิตย์ กำลังเอก นั่นเป็นครั้งแรกในความทรงจำตั้งแต่เด็ก ๆ นะครับว่าการเมืองมันน่ากลัว ระหว่างมวลชน กลุ่มชน หรือม็อบ ถ้าผู้นำม็อบไม่ดี ถ้านำไป ทางที่ผิด ควบคุมไม่อยู่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองมีแต่ความเสียหาย มีแต่ความย่อยยับ เมื่อกี้นั่งคุยกับคุณหญิงกัลยา ด้วยศัพท์แสงอะไรต่าง ๆ ว่ามันจะเป็นวิบัติภัยหรือมันเป็น อุบัติภัย ผมว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ มันคือภัยจากพฤติกรรมของมนุษย์เรานี่เองนะครับ ท่านประธานครับ ผมผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหลายครั้งในสภาแห่งนี้ ครั้งหนึ่ง ท่านประธานเราพูดกันว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรค ส.ส. ไม่สังกัดพรรค ส.ส. มันขายตัว มันชั่วช้า มันทำแต่สิ่งที่ไม่ดี ทำให้สภาน่ารังเกียจ เราก็ไปแก้ไขกฎหมายให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค แต่วันนี้ผมแว่ว ๆ พูดกันว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญมันต้องแก้ไขให้ ส.ส. ไม่ต้องสังกัดพรรคแล้ว เพราะถ้า ส.ส. ไปสังกัดพรรค มันอยู่ภายใต้การครอบงำ มันอยู่ภายใต้อิทธิพล มันอยู่เพื่อ สนองคนที่เป็นเจ้าของพรรคพรรคต่าง ๆ ก็ว่ากันไป มันเปลี่ยนแปลงกันไป ครั้งหนึ่งเราเคยพูดว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ผมจำได้ ปี ๒๕๓๕ ที่สภาแห่งนี้ละครับ ผมยืนอยู่หน้าสภา คนเขาก็พูดกันว่าม็อบใหญ่ก็มา สุจินดา ออกไป สุจินดา ออกไป ถามว่าสุจินดาเขาทำไม ต้องออกไปล่ะ เขาเป็นเสียงข้างมากมาจากการร่วมรัฐบาล คำตอบมีคำเดียวว่าเพราะมัน ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง คำตอบมีแค่นั้นเอง เสียงทั้งหมดที่ตะโกนสุจินดาออกไปมีเหตุผล ข้อเดียว แต่วันนี้เราก็กำลังพูดกันว่า ผมขอประทานอภัยนะครับ ที่ผมเอ่ยชื่อถึงท่านที่ผ่านมา ไม่ได้ด้วยการล่วงเกินอะไรทั้งสิ้น แต่วันนี้เราก็กำลังพูดกันถึงว่านายกรัฐมนตรีไม่จำเป็น ต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้ บางคนก็เสนอความคิดว่าอยากให้เลิกกฎหมายเรื่อง นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะบังเอิญว่า เข้าใจว่า คิดว่า หวังว่า เป็นเพราะว่า คำว่า นายกรัฐมนตรี ต้องมาจากการเลือกตั้ง มันไปเกิดเป็นอุปสรรคอะไรกับผู้ยิ่งใหญ่บางคน ในการที่จะกลับคืนสู่ตำแหน่ง ท่านประธานเป็นเรื่องจริง ไม่ได้ประสงค์ที่จะพูดพาดพิงใคร ท่านประธานครับ เราเคยพูดถึงเลือกตั้งเขตใหญ่ เขตเล็ก เลือกตั้งเขตเดียว เบอร์เดียว ๑ คน เบอร์เดียว เราพูดกันเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นเราก็แก้ไขปี ๒๕๔๐ เราแก้จากเขตเล็ก ให้เป็นเขตใหญ่ ปี ๒๕๕๐ ก็แก้รัฐธรรมนูญจากเขตใหญ่ให้เป็นเขตเล็ก หวังว่าการเมืองมันจะดีขึ้น ท่านประธานครับ เขตใหญ่หรือเขตเล็กมันซื้อเสียงกันทั้งนั้นละครับ มันซื้อเสียงกันยับเยินหมด มันไม่มีอะไรวัดได้ว่ารัฐธรรมนูญเขียนอย่างไรมันจะทำให้การเมืองดีขึ้น หรือการซื้อเสียง มันน้อยขึ้นนะครับ มันอยู่ที่พฤติกรรมมนุษย์ ถ้าพฤติกรรมมนุษย์มันอยู่ภายใต้การกดดัน ของทุนอิทธิพล ของอำนาจอิทธิพล อยู่ภายใต้การครอบงำของความชั่วร้าย ยากครับ ที่จะมา แก้ไขรัฐธรรมนูญ หวังว่าอะไร ๆ มันจะดีขึ้น ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงไม่เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ มาตรา ๒๙๑/๑ ทั้งมาตราละครับ จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือมาตราใดมาตราหนึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการเมือง ที่กดดันกันซึ่งหน้าเฉพาะหน้าขณะนี้ได้ ท่านประธานครับ ผมโตพอที่จะผ่านเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ ผมโตพอที่จะผ่านเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ผมเป็นทนายแล้วครับ ตอนตุลา ๑๖ ตุลา ๑๙ ผมมีลูกสาวแล้วครับ ลูกวิ่งกระเตงตามหลังที่สนามหลวงหลบหนี ลูกปืนที่เขาไล่ยิงกัน ความรู้สึกเจ็บปวดว่าสิ่งเช่นนั้นไม่อยากให้เกิดขึ้นกับในบ้านเมือง ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เราเฝ้าดูกันตั้งแต่วันที่ ๑๗ ๑๘ ๑๙ จนวันที่ ๒๐ ฟ้าประทาน ฟ้าสว่าง เหตุการณ์มันถึงคลี่คลาย ผมกับท่านชวน หลีกภัย นั่งรถออกไปวนข้างนอก ดูเหตุการณ์ประชาชนทั่วไปที่มันเกิดขึ้นระหว่างทหารที่ออกมารักษาการณ์ด้วยความเต็มใจบ้าง ไม่เต็มใจบ้าง แล้วก็ประชาชนทั้งหลายที่อยู่ภายใต้ความกดดัน ผมกับเพื่อนหลาย ๆ คนไป ยืนอยู่บนสภานี่ละครับ ชั้น ๓ มองลงมาข้างหน้าดูคนที่กำลังจะเตรียมบุกสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะพูดอย่างอื่นมากไปกว่านี้ ผมขออนุญาตท่านประธานนำมงคล มาพูดเสียก่อน นำสิ่งที่เป็นมงคลประทานมาในสภาวันนี้ เผื่อว่ามันจะทำให้อะไร ๆ ดีขึ้น ท่านประธาน ผมขออนุญาตอ่านนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อตอนเดือนพฤษภาคม วันที่ ๒๐ เริ่มมีการเผาบ้านเผาเมือง อย่าโกรธนะครับคำนี้ มันมีมาตั้งเมื่อก่อน เผาโรงพักพลับพลาไชย แห่ศพ แล้วทำท่าจะไปกันใหญ่โต ถนนราชดำเนินคนอยู่กันเป็นหมื่น ท่านพลตรี จำลอง ศรีเมือง ท่านก็อยู่กลางม็อบ (Mob) ทหารก็บุกเข้าไปลาก พลตรี จำลอง ศรีเมือง ออกมา ผมขอประทานอภัยที่ผมเอ่ยชื่อ ผมไม่ได้เอ่ยชื่ออะไรให้ท่านเสียหายนะครับ สุดท้าย จนกระทั่งบ้านเมืองเกิดกลียุคแน่ มันยับเยินแน่ ก็ตอนค่ำ ผมจำได้ว่าค่ำแล้วหลัง ๓ ทุ่มแล้วครับ ก็เกิดนิมิตฟ้าเปิดครับ ท่านประธานครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรียกทั้ง พลเอก สุจินดา และ พลตรี จำลอง ศรีเมือง เข้าพบ พร้อมอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ และ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ท่านพระราชทานพระราชดำรัสเตือนใจเอาไว้ ยาวนะครับ แต่ผมจะขออนุญาต เอามาเฉพาะในช่วงเวลาว่า พระราชดำรัสที่ประเสริฐบอกว่า ปัญหาของวันนี้ไม่ใช่ปัญหาของ การบัญญัติหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกวันนี้คือความปลอดภัยและขวัญของประชาชน ต่างหาก ซึ่งเดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วไปทุกแห่งหนมีความหวาดระแวงเกรงว่าจะเกิดอันตราย มีความหวาดระแวงว่าประเทศชาติจะล่มจม โดยที่จะแก้ไขลำบากตามข่าวที่ได้รับทราบ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขอประทานโทษครับ มีข้อความอื่นนอกเหนือจากนี้ ประเทศไทย ยังต้องแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่รู้สึกจะเป็นความคิดที่มีความคิดแบบหวังสูงมากไปหน่อย ถ้าหากเราจะไม่ทำให้สถานการณ์ร้ายแรงไปอย่าง ๓ วันที่ผ่านมาสิ้นสุดลงไปได้ ฉะนั้น ก็ขอให้ได้โดยเฉพาะ ๒ ท่าน คือ พลเอก สุจินดาและ พลตรี จำลองช่วยกันคิด คือหันหน้า เข้าหากัน วันนั้นพระราชดำรัสบอกหันหน้าเข้าหากันเถอะทุกฝ่าย แม้กระทั่งวันนี้ผมเชื่อว่า ถ้าท่านมีพระราชดำรัสได้ ท่านก็ต้องบอกว่าพวกเราหันหน้าเข้าหากันเถอะ สถาบันบ้านเมือง วันนี้หันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าการเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศ ของคนหนึ่งคนใด หรือคนเดียว หรือเพียงแค่ ๒ คน เป็นประเทศของทุกคน เพราะว่า เป็นประเทศของทุกคนต้องหันหน้าเข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากัน เพื่อการแก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ที่เวลาเกิดต้องไม่ใช้คำว่า บ้าเลือด เวลาเกิดปัญหาอย่าบ้าเลือดครับ หลายเรื่องไม่ว่าโดยรูปธรรมหรือในนามธรรม เรามักจะไปทำอะไรแบบบ้าเลือดกันจริง ๆ เลยครับ ผมไม่ได้หมายถึงที่เราไปสูบเลือดไปเทอะไรกันนะครับ แต่คำว่าบ้าเลือด เป็นนามธรรม ที่กว้างขวาง เวลาเกิดปัญหาอย่าบ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรงมันลืมตัวลงท้ายเขาไม่รู้สึกว่า ตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ไขปัญหาอย่างไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะแล้วก็ใครชนะไม่มี ทางอันตรายทั้งนั้นมีแต่คนแพ้ มีแต่หายนะ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่ผจญหน้าอยู่กลับแพ้แล้ว ที่สุดที่แพ้ก็คือประเทศชาติ ท่านประธานครับ ท่านมีพระราชดำรัสอยู่ ๓ หน้า ผมคัดเอามา อย่างน้อยส่วนหนึ่งที่เอามาอ่านเพื่อเราจะได้พิจารณาว่าวันนี้เรากำลังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ บัญญัติในรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ไขได้ตราบใดที่เราไม่แก้ความคิด ตราบใดที่เราไม่แก้ นิสัยตัวเองหรือพฤติกรรมของเรา ท่านเขียนไม่ได้หรอกครับในรัฐธรรมนูญว่าเวลามีม็อบ เวลาปะทะกันห้ามเผาไม่ได้ครับ ท่านเขียนไม่ได้หรอกครับว่าเวลามีม็อบ เวลาปะทะ เวลาบ้าเลือด อย่ายิงวัดพระแก้ว อย่าบุกตลาดหลักทรัพย์ อย่ายิงคลังน้ำมัน อย่าบุกโรงพยาบาล เขียนไม่ได้หรอกครับท่านประธาน ทำอย่างไรให้ในรัฐธรรมนูญที่เราพยายามวันนี้มีอะไร สักอย่างหนึ่งที่พอเป็นอนุสติให้คนรุ่นต่อ ๆ ไปว่าสิ่งที่เกิดมาแล้วบ้านเมืองเสียหายแค่ไหน

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ประท้วงอะไรครับ เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานตามกฎข้อบังคับ ข้อ ๕ ไม่ควบคุมผู้อภิปรายให้อภิปราย อยู่ในประเด็น แล้วก็ขอประท้วงด้วยความเคารพท่านผู้อาวุโสที่กำลังอภิปรายอยู่นะครับว่า ท่านทำผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ไม่อภิปรายเนื้อหาที่อยู่ในประเด็น ในวาระที่เรากำลัง อภิปรายกันอยู่ แล้วก็ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ท่านประธานต้องไปดูสิครับว่าข้อบังคับ ข้อ ๙๙ เขาอภิปรายเฉพาะในประเด็นที่จะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นใด หรือได้สงวนคำแปรญัตติ ประเด็นใดไว้เท่านั้นนะครับท่านประธาน ได้ให้ท่านประธานวินิจฉัยตรงนี้ด้วยนะครับ จะได้ไม่เสียเวลา ขอกราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมก็ฟังอยู่ ท่านก็กำลังเล่าให้เราฟังถึงเรื่องเก่า ๆ ที่มาที่ไป ก็ขอบคุณครับ ขอความกรุณาท่านพิเชษฐ กรุณากระชับด้วยครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ผมคงไม่มีเสียงที่จะไปพูดอะไรเพื่อถอน แต่ที่พูดอะไรผมตั้งใจจะพูดจริง ๆ ผมไม่ได้ต่อว่าใคร ผมไม่ได้ว่าใคร ผมอยากจะเตือนเราในขณะที่เรากำลังจะทำในสิ่งสำคัญ ในขณะที่เรากำลังจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับความหวังเพื่อประเทศชาติเรา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตพูดสักเรื่องหนึ่งถึงไม่ชอบก็ต้องพูด ผมจำได้ว่าตอนพฤษภาทมิฬการกดดัน ณ วันนั้นรุนแรงขึ้นมาเป็นตามลำดับเพื่อหวังฟ้าโปรดลงมาไกล่เกลี่ยคลี่คลาย เมื่อยังสงบอยู่ข้างบน วันที่ ๑๘ วันที่ ๑๙ ก็เพิ่มความรุนแรง เพิ่มการเผา เพิ่มการทำลายลงมาหวังฟ้าโปรด จนในที่สุดมาจนกว่าจะถึงวันที่ ๒๐ จนถึงตอนนั้นจริง ๆ แล้วอะไรหลายอย่างเสียหายขึ้น ที่ผ่านมาขณะนี้ก็มีครับท่านประธาน หวังว่าคดีที่พิพากษาจำคุกไม่มีทางรอดอย่างอื่นได้แล้ว รวมทั้งคดีที่จะถูกยึดทรัพย์ รวมทั้งคดีที่จะต้องตัดสินมันเหลือ ๓ ทาง ๑. นิรโทษกรรม อภัยโทษ หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือฟ้าโปรดเรียกมานั่งกัน ๒ คนอย่างคราวนั้น แล้วก็จบด้วย ต่างฝ่ายต่างเลิกรากันไปนะ ขอให้เป็นอย่างนั้น ต่างคนต่างถอย แต่เมื่อยังเงียบก็ยิ่งเพิ่มความกดดัน ไม่ลงมาก็เผา ไม่เผาก็ยิง ไม่ลงมาอีกก็ยิงก็ทำลาย เพิ่มความกดดัน ไม่ทำลายหรือเผาศาลากลาง ทั้งหมดเพื่อปรารถนาว่าเหตุการณ์อย่างพฤษภาทมิฬจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยสุจินดา กับมหาจำลองมานั่งคุยกันเสีย ไกล่เกลี่ยกันเสีย คลี่คลายกันเสีย เพื่อยึดมาเท่าไรก็คืนเขาไปเถอะ ตรงนี้ให้ยึด ตรงนี้ไม่ต้องยึดคืน คดีไหนตัดสินแล้วจบ คดีไหนไม่ตัดสินแล้วจบ ตรงนี้เองครับ ท่านประธานครับ บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่อยากให้ใครมาต้อง ประท้วงอะไร แต่ต้องยอมรับความเป็นจริง

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวรชัย เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปราย ตามข้อ ๔๓ ท่านประธานครับ ผมเคารพนับถือเพราะว่าท่านเป็น ส.ส. หลายสมัยแล้วครับ ผมว่าท่านคงจะรู้ข้อบังคับดีกว่าผมครับ ท่านเป็นมานานครับ แต่วันนี้ท่านออกไป นอกประเด็นเลยครับ คำว่า บ้าเลือด ผู้ใหญ่ยิง ทำลาย สิ่งเหล่านี้ไม่ควรพูดเพราะว่า ท่านได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ว่า สสร. มาจากพี่น้องประชาชน ๓๐๐,๐๐๐ คนเลือกครับ คนละโยดเลยครับ ใช้ไม่ได้ครับ อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ขอให้ท่านวินิจฉัยด้วยครับ พูดคนละประเด็นเลย นอกประเด็นทั้งนั้นครับ ท่านประธานครับ วาระนี้วาระที่สองครับ ไม่ใช่วาระที่หนึ่ง ท่านเป็นผู้ใหญ่กว่าผมเคารพจริง ๆ ครับ ด้วยความเคารพจริงครับ ขอให้ท่านเป็นที่นับถือของพวกเราเถอะครับ อย่าทำให้เรือเสียเลยครับ ท่านประธานครับ เขาเรียกว่า ชักใบให้เรือเสีย ขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ผมเชื่อว่า ท่านก็ใกล้จะสรุปแล้ว เชิญท่านพิเชษฐครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

ท่านประธานครับ ผมขอแปรญัตติเอาไว้หลาย ๆ มาตรา แต่ผมจะไม่พูดอีกแล้ว ผมขอพูดครั้งเดียว อะไรบางเรื่อง ที่อาจจะต้องอยู่ที่ มาตรา ๒๑๙/๓ มาตรา ๒๙๑/๔ มาตรา ๒๙๑/๕ มาตรา ๒๙๑/๖ มาตรา ๒๙๑/๗ ก็ขอความกรุณาเถอะครับว่าผมก็จะขอพูดเพื่อเป็นอนุสติเท่านั้นครับ ทุกคน รักชาติ ทุกคนรักบ้านเมือง รุ่นท่านประธาน รุ่นผมอีกกี่ปีละครับที่จะอยู่ แต่รุ่นต่อ ๆ ไป ที่จะเติบโตต่อไปในบ้านเมืองเหล่านี้ต่างหากที่สำคัญ ผมจึงขอกลับมาว่าท่านประธานครับ เราอย่าไปมุ่งหวังว่าแก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้จะแก้ไขอะไรได้ อย่าหวังว่าหนทางที่ตีบตันจะแก้ไขได้ ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ แสวงหาต่อไปเถอะครับ ถ้าสมควรจะต้องนิรโทษกรรมในบางส่วนที่ ผู้กระทำผิดยอมรับกระทำความผิด ยอมรับว่าผิด ยอมเสีย ไม่ต้องเถียงกันและรู้จักการให้อภัยเสีย รู้จักไกล่เกลี่ยเสีย ผมว่าหลายอย่างจะดีขึ้น อะไรที่ควรจะริบ เจ้าทรัพย์ เจ้าของทรัพย์ก็ยอมเสีย อะไรที่ไม่ควรจะริบสั่งคืนแล้ว ก็คืนเสีย อย่าไปเอาเรื่อง อย่าไปเอาความกันเปล่า ๆ ส่วนที่คืนนั้น ให้กับลูก ให้กับใครไป เราจะต้องมีวิถีทางที่หันเข้าหา แต่วิถีทางนั้นไม่เหมือนอดีตแล้ว ต้องมีใครที่จะทำในเรื่องเหล่านั้นนะครับ ท่านประธานครับ ผมฝากเพียงแค่นี้ ผมหวังให้เกิด สันติสุขครับ ผมเรียนท่านประธานว่าผมรู้จักท่าน พันตำรวจโท ทักษิณ ก่อนใคร ๆ ตั้งแต่ ท่านจบโรงเรียนนายร้อยใหม่ ๆ ท่านเรียกผมพี่พิเชษฐทุกคำ ผมก็กราบท่านทุกครั้งที่พบ ไม่มีอคติใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งท่านและทุกคนในครอบครัว ผมอยากให้ทุกอย่างในเหตุการณ์ ในวันนี้ที่เมื่อผมยังมีเสียงพูดอยู่อยากให้คลี่คลายไปด้วยดีนะครับ ผมอยากให้หาหนทางเถอะครับ ไม่ว่าในเรื่องคดี เรื่องอะไรที่ค้างคากันอยู่ที่เป็นช่องทางอะไรดี อย่างน้อยท่านประธานก็ทำได้ ลองเรียกมาคุยกัน แต่ในเรื่องบางช่องบางทาง ผมไม่เห็นด้วยที่จะมี สสร. ประทานโทษเถอะครับ เอาไปทำอะไรกัน เราเคยมีมาแล้ว สสร. จากการเลือกตั้งก็เคยมี สสร. จากการแต่งตั้ง ก็มี สนช. ก็มี แล้วเราได้อะไร ผลที่เกิดขึ้น สนช. ชุดหนึ่งก็ไม่เห็นด้วยกับอีกชุดหนึ่งทั้งหลาย ท่านประธานครับ ผมก็หวังจริง ๆ ครับว่าวันนี้จากการพิจารณาเราจะได้อะไร ๆ ที่ดีขึ้น เป็นความหวัง อย่าคิดว่ารัฐธรรมนูญดีที่สุด ไม่ใช่ครับ รัฐธรรมนูญร่างอย่างไร ๆ ก็ไม่มีทางดีที่สุด ประสบการณ์บอกผมว่าไม่มีอะไรดีที่สุด มันเหมือนลูกเต๋า โยนเต๋าไปเลยครับ มันไม่ออกสูง มันก็ออกต่ำ มันไม่ออกต่ำมันก็ออกไฮโล มันไม่กี่หน้าพลิก โยนเต๋าอย่างไร ๆ ให้ออกเลข ๗ มันไม่มีทางออกหรอกครับ เพราะใน ๖ หน้า มันไม่มีเลข ๗ เอาอยู่ในวิสัยที่มันเป็นไปได้ อะไรที่ควรได้ มันจะออกสูง ออกต่ำ หรือจะออกไฮโลกินหมดทุกฝ่ายอย่างไรก็แล้วแต่ แต่เป็นสิ่งควรที่จะหันหน้าเข้าหากันเอง ท่านประธานครับ ผมรักษาเวลาผมใช้เวลาทั้งหมด ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ผมขอบพระคุณท่านประธานครับ แล้วก็ขอบพระคุณทุกท่านทั้งเพื่อนฝั่งโน้นด้วย ที่กรุณาไม่ประท้วงผมมากนัก และผมได้พูดจนถึงบัดนี้ ผมยังถือว่าทุกท่านเป็นเพื่อนนะครับ เราอยู่ชายคาเดียวกัน เรากินข้าวหม้อเดียวกัน ฝนตกเราก็เปียกด้วยกัน เราอยู่ภายใต้ ร่มเดียวกัน หวังว่าสภาเราจะเดินหน้าต่อไป ผมขอขอบพระคุณท่านประธานด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขณะนี้เราอยู่ในหน้า ๔๔ นะครับ เชิญท่านหม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล

หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นกระผมก็ต้องขอขอบพระคุณท่านประธาน ที่ได้ให้โอกาสกับกระผมได้ใช้เวลาของสภาแห่งนี้ในการอภิปรายในฐานะผู้ที่สงวนคำแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งกระผมเองจะไม่ใช้เวลาของสภาแห่งนี้มากนัก แต่ก็จะขอสงวนสิทธิ ในการที่จะใช้สิทธิในมาตราอื่น ๆ ต่อไป ท่านประธานครับ ผมได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ โดยที่กระผมได้สงวนคำแปรญัตติในเรื่องของจำนวนและที่มาของ สสร. ซึ่งกระผมเองนั้น ได้สงวนไว้ว่าอยากให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด ๑๕๐ ท่าน ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของพี่น้องประชาชน ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายไปแล้วกรณีของการมี สสร. เพียง ๙๙ ท่านนั้นกระผมถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก เราคงหวังที่จะเห็นสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสภาที่มากด้วยผู้แทน มากด้วยผู้ที่มี ความสามารถ ซึ่งกระผมคิดว่าจำนวน ๑๕๐ ท่านนั้นเป็นจำนวนที่เหมาะสม

ประการที่ ๒ กระผมเองไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะ ผู้เชี่ยวชาญแห่งนั้นจะมีที่มาจากรัฐสภาแห่งนี้ กระผมเรียนว่าปัญหาการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งนั้นต้องยอมรับว่าเกิดขึ้นจากความคลางแคลงใจของพี่น้องประชาชนที่มีต่อ ฝ่ายบริหารและฝ่ายการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตซึ่งกระผมคงจะไม่พูดถึงนั้นก็มีหลากหลาย เหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารราชการแผ่นดินก็ดี สิ่งอื่น ๆ ก็ดีที่ทำให้พี่น้องประชาชนนั้น เกิดความคลางแคลงใจทั้งรัฐบาลและสภาแห่งนี้ ความคลางแคลงใจนั้นสุดท้ายก็ได้ถูก พัฒนาขึ้นไปสู่ระดับที่ต้องเรียกว่าเป็นวิกฤติทางศรัทธา ในเมื่อพี่น้องประชาชนนั้น เกิดวิกฤติศรัทธาขึ้นกระผมก็เรียนว่าการเมืองก็เข้าสู่ทางตัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นกระผมคิดว่า เป็นเรื่องสำคัญและเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วมกับการคิดสูตร การบริหารประเทศ ซึ่งกระผมคิดว่าถ้าหากว่าที่มาของ สสร. จำนวน ๒๒ ท่านนั้นจะมาจากสภา ซึ่งมีพรรคการเมือง มีสี ก็คงจะไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ทำให้พี่น้องประชาชนเลื่อมใส ในสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ กระผมจึงได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ว่าขอให้มีการเลือกตั้งโดยตรง จากพี่น้องประชาชนสำหรับ สสร. ทุกท่าน

ประการต่อมาครับ กระผมขอสงวนคำแปรญัตติไว้ในวันนี้ เพราะกระผมเชื่อว่า สูตรที่บอกว่า ๑ จังหวัด ๑ สสร. นั้นขาดความเป็นธรรม ท่านประธานคงจะจำได้ว่าครั้งหนึ่ง พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครได้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผมเองนั้นก็ได้ไปใช้สิทธิ เลือกตั้งท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านที่ทำหน้าที่อยู่ในขณะนี้ แล้วก็ไม่ได้ตำหนิติติงท่านเพราะ ท่านทำหน้าที่ได้อย่างดีมากและผมก็เป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชมการทำงานของท่านมาโดยตลอด แต่ว่าติติงที่ระบบที่ทำให้พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครนั้นสามารถมี ส.ว. ได้เพียง ๑ ท่าน ซึ่งกระผมเห็นว่าถ้าหากพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครมี ส.ว. ที่มีคุณภาพเช่นนี้กระผม ก็ประสงค์ที่จะเห็นชาวกรุงเทพมหานครได้มี สสร. ที่มีคุณภาพหลาย ๆ ท่าน เพื่อเป็นตัวแทน ของท่านในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมเรียนกับท่านประธานครับว่าวันนี้ผมขอสงวนคำแปรญัตติไว้ ก็ถือว่าเป็นการสงวนสิทธิของพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครซึ่งจะได้มีทัดเทียมกับพี่น้อง ในต่างจังหวัด ซึ่งหลายท่านก็ได้พูดไปแล้ว อย่างเช่น จังหวัดระนองมีประชากรเพียง ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคนเศษ พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครมี ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนเศษ ผมคิดว่า เป็นเรื่องสำคัญที่จะให้พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มประสิทธิภาพกับการ ยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไปครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านพันเอก วินัย สมพงษ์ ครับ หน้า ๔๕ เชิญท่านวัชระ เพชรทอง ครับ หน้า ๔๗ เชิญท่านอภิรักษ์ โกษะโยธิน ครับ

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ โดยไม่เห็นด้วยกับข้อความของท่านกรรมาธิการที่ได้เสนอให้มีการเลือกตั้งและมีการคัดสรร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ในจำนวน ๗๗ คน บวก ๒๒ คน เป็น ๙๙ คน ประเด็นที่ถือว่ามีความสำคัญในการที่จะกำหนดจำนวนแล้วก็ที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ เนื่องจากว่าในเบื้องต้นโดยส่วนตัวแล้วผมไม่เห็นด้วยในการที่จะ มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งก็ได้ใช้สิทธิอภิปรายไปแล้วในวาระที่หนึ่ง เพราะว่า โดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็คือว่าได้เปิดช่องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ในอนาคตในกรณีที่สถานการณ์บ้านเมืองหรือแม้แต่สภาวะแวดล้อมมีความเปลี่ยนแปลงไป แต่ว่าอย่างไรก็ตามวันนี้ในวาระที่สอง แม้ว่าจะมีการได้พูดถึงแนวทางในการที่จะกำหนด ให้มีการสรรหาและมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ใน ๗๗ จังหวัด จังหวัดละ ๑ คน แล้วก็มีการคัดเลือกโดยรัฐสภาอีก ๒๒ คน ประเด็นที่ มีความสำคัญในเรื่องของจำนวนและที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นก็จะเป็นผู้ที่มีความสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ผมเองอยากจะเรียนท่านประธานไปถึงท่านประธาน คณะกรรมาธิการว่ารัฐธรรมนูญที่ถือว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ท่านเองอยากเห็นประเทศเดินหน้า อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่หลายฝ่ายหรือแม้แต่พี่น้องประชาชนแม้ว่าวันนี้ส่วนใหญ่อาจจะ ไม่รู้สึกว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อเทียบกับปัญหาบ้านเมือง ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องในปัจจุบัน แต่ว่าอย่างไรก็ตามถ้าจะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้ ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ประเทศเดินหน้า ทำให้พี่น้องประชาชน มีความไว้วางใจว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะเป็น ผู้ที่ยึดโยงเอาประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ จะเป็นผู้ที่เข้ามาแล้วจะได้มีการนำ เสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนที่มีความห่วงใยในสถานการณ์บ้านเมืองหรือแม้แต่วิกฤติ ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องไม่เป็นรัฐธรรมนูญ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งรอบใหม่ซึ่งผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กรุณา อภิปรายไปในสภาแห่งนี้แล้ว หรือแม้แต่พี่น้องประชาชนเองก็ได้มีเสียงสะท้อนผ่านสื่อ หรือแม้แต่ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือว่าประเทศไทย มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาทั้งหมด ประมาณ ๘๐ ปีในปีนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นจำนวนมากได้มีการอภิปราย ในวาระที่หนึ่งถึงประเด็นที่มีข้อกังวลว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าจะมีการเปิดช่องให้มีการร่างใหม่ จะมีผลกระทบในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือแม้แต่จะพูดถึงในมาตราอื่นซึ่งผมจะขออนุญาต ที่จะแปรญัตติแล้วก็อภิปรายต่อไปก็คือในเรื่องของการที่จะสร้างความมั่นใจโดยการไม่แก้ไข ในหมวด ๒ ที่เรียกกันว่า หมวดพระมหากษัตริย์ แต่ว่าประเด็นตรงนี้ก็ถือว่าเป็นประเด็นที่ มีสาระสำคัญว่าถ้าเราจะต้องให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับสูงสุดของประเทศก็จะต้องมีความมั่นใจว่ายังเป็นรัฐธรรมนูญที่ยังยึดมั่น ในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประการที่ ๒ ที่มีความสำคัญก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งได้สะท้อนมาในรัฐธรรมนูญอย่างน้อย ๒ ฉบับหลัง ก็คือรัฐธรรมนูญ ในปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐

ประการที่ ๓ ก็คือต้องเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้มีสิทธิเสรีภาพ ในกระบวนการการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มีกระบวนการการมีส่วนร่วม ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแม้ว่าจะ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีรากฐานมาจากการปฏิวัติรัฐประหารแต่ก็ต้อง ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการที่จะเข้ามา ใช้สิทธิที่นอกเหนือไปจากการไปลงคะแนนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างเดียว

และประการสุดท้าย ที่ผมคิดว่ามีความสำคัญ ผมและพรรคประชาธิปัตย์ มีความห่วงใยก็คือจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่มีกลไกที่จะกำหนดให้สถาบันการเมือง ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร มีดุลยภาพในการที่จะใช้อำนาจในการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่าต้องเปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันตุลาการ สถาบันศาลและองค์กรอิสระสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างสุจริตเที่ยงธรรม ผมคิดว่าอันนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญแม้ว่าอาจจะไม่ใช่ สาระที่เป็นรายละเอียดของมาตรา ๒๙๑/๑ แต่ว่าถ้าเราจะพูดกันว่าที่มาของ สสร. ก็จะมีความสำคัญที่จะสะท้อนว่ารัฐธรรมนูญที่จะร่างฉบับใหม่จะยังคงยึดมั่นในเหตุผล ๕ ประการที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่าจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำเพื่อปวงชนชาวไทย เพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของ พี่น้องประชาชน และที่สำคัญก็คือเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วมในการ ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มีองค์กรตุลาการ มีองค์กรอิสระต่าง ๆ ถ้าท่านประธาน จะได้กลับมาดูถึงองค์ประกอบที่กรรมาธิการได้เสนอให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดละ ๑ คน ก็มีความชัดเจนว่าไม่สามารถที่จะสะท้อน ความหลากหลายของพี่น้องประชาชน อย่างน้อยตามจำนวนประชากรของพี่น้องประชาชน ในแต่ละจังหวัด เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กรุณาอภิปรายไปแล้วนะครับ แล้วก็ส่วนใหญ่ ก็จะเน้นย้ำว่าจำนวนประชากรที่มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ของ กรุงเทพมหานครที่มีพี่น้องประชาชนถึง ๕,๖๗๐,๐๐๐ กว่าคน เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งก็มีจำนวนประชากรที่หลากหลายกันไป ผมคงไม่ได้ลงรายละเอียดในจำนวนของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่อยากที่จะได้เรียนให้ ท่านประธานได้ทราบนะครับ อย่างน้อยถึงตัวเลขที่มีความชัดเจนว่าทั้ง ๗๗ จังหวัดที่มีอยู่ รวมทั้งกรุงเทพมหานครที่มีพี่น้องประชาชนประมาณ ๕,๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน จะมีจังหวัด ที่มีจำนวนประชากรมากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนถึงประมาณ ๒๐ จังหวัด จะมีจำนวน ประชากรระหว่าง ๕๐๐,๐๐๐ คน ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน อีก ๓๐ จังหวัด แล้วก็จะมีจังหวัด ที่มีจำนวนประชากรที่เหลือก็คือมีจำนวนประชากรไม่ถึง ๕๐๐,๐๐๐ คนอีก ๒๖ จังหวัด ซึ่งแน่นอนก็จะประกอบไปด้วยจังหวัดระนอง ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไปแล้วก็คือ มีจำนวนประชากรอยู่ประมาณ ๑๘๓,๐๐๐ กว่าคน สาเหตุที่ผมต้องยกจำนวนประชากร มาเรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่งเพราะว่า การกำหนดให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้ ๗๗ คน บวก ๒๒ คน จะไม่สามารถที่จะสะท้อนความหลากหลาย สะท้อน ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนในแต่ละกลุ่ม เพราะว่าถ้าเราจะเลือกให้มีจังหวัดละ ๑ คน ก็จะได้ สสร. ที่เป็นตัวแทนของเสียงข้างมากในจังหวัดนั้น แต่ว่าเสียงของพี่น้องประชาชน ที่ลดหลั่นรองลงมาในอันดับ ๒ อันดับ ๓ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของจังหวัดซึ่งมีจำนวน ประชากรที่สามารถที่จะมีจำนวน สสร. ได้มากกว่า ๑ คน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเหตุผล

ประการที่ ๑ ที่ผมเองได้เสนอแปรญัตติในรายละเอียดของมาตรา ๒๙๑/๑ ว่า ขอให้สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน โดยกำหนดจำนวนประชากร ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ คน ให้จังหวัดนั้นมีจำนวนสมาชิก ๑ คนเป็นอย่างน้อย หากจังหวัดใด มีจำนวนประชากรเกิน ๕๐๐,๐๐๐ คน ให้ใช้ฐานสัดส่วนจำนวนประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คน ต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คน และหากจังหวัดใดมีจำนวนประชากรในส่วนที่เกินจาก อัตราคำนวณให้ปัดเศษ ซึ่งก็จะทำให้มีจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด จำนวน ๑๓๐ คน ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นสัดส่วนตัวเลขที่มีความเหมาะสม ที่ได้สะท้อนความหลากหลายของพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย และในขณะเดียวกันนอกเหนือจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนที่จะสะท้อนถึงความหลากหลายของพี่น้องประชาชนแล้ว

ประการที่ ๒ ที่มีความสำคัญก็คือว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่นี้ จะต้องเป็นผู้ที่มีความเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำโดยกลุ่มการเมือง หรือแม้แต่ถูกครอบงำ ในทางความคิด เพราะว่าอันนี้ก็จะมาสะท้อนถึงเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งผมได้กล่าวไปแล้วว่าจะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน ชาวไทยทุกคนว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างโดย สสร. ชุดใหม่นี้จะเป็นรัฐธรรมนูญของ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

สิ่งสำคัญประการต่อไปที่ผมคิดว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือว่า ผู้ที่จะเข้า มาเป็น สสร. จะต้องเป็นผู้ที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ในอนาคต ความหมายก็คือว่าไม่ใช่ว่าจะเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่มีพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก หรือแม้แต่สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยในกรรมาธิการและเป็นเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรได้มีการสะท้อน ตลอดระยะเวลาหลายวันที่เรามีการอภิปรายในการร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า ถ้ากรรมาธิการ ได้รับฟังเสียงข้างน้อยทั้งที่แปรญัตติไว้ในตัวกรรมาธิการเอง หรือแม้แต่แปรญัตติไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๙๑/๑ ถึงที่มาและจำนวนสัดส่วนของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นสิ่งที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะร่างโดย สสร. ชุดนี้จะเป็น รัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ประการสำคัญสุดท้ายซึ่งผมเชื่อว่าหลายท่านได้อภิปรายว่าสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรจะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ก็คือมาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมด ยกเว้นอาจจะมีเพื่อนสมาชิกบางท่านที่เห็นแตกต่างว่าอาจจะยังมีความจำเป็น ที่จะต้องมี สสร. ที่มาจากการคัดสรรแล้วก็คัดเลือกโดยรัฐสภา ซึ่งผมเองมีความคิดที่ สนับสนุนในข้อนี้ เพียงแต่ว่าสัดส่วนที่กำหนดไว้โดยกรรมาธิการ ๗๗ คน บวก ๒๒ คนนี่ ผมเห็นว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นก็เสนอว่าจากการเลือกตั้งแทนที่จะเป็น ๗๗ คน ก็ขอให้สะท้อนสัดส่วนของประชากรเป็น ๑๓๐ คน แต่ในขณะเดียวกันก็ขอปรับลด จำนวนสัดส่วนของสมาชิก สสร. ที่มาจากการคัดสรรจาก ๒๒ คน เหลือ ๒๐ คน เพื่อให้รวมเป็น จำนวน ๑๓๐ คน บวก ๒๐ คน เป็น ๑๕๐ คน ในความเห็นผมก็คือว่ายังมีความจำเป็น ที่เราจะต้องมีสมาชิก สสร. ที่มาจากผู้มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญทั้งในส่วนของ กฎหมายมหาชน จากทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ทางด้านการเมือง การปกครอง แล้วก็ที่สำคัญก็คือจากผู้มีประสบการณ์ทางด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือแม้แต่การร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในสัดส่วนนี้ผมก็ขอเสนอแปรญัตติในจำนวน ๒๐ คน เป็น

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนเจ็ดคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนเจ็ดคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ทางด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาได้ประกาศกำหนดอีกจำนวนหกคน รวมทั้งหมดก็เป็นสัดส่วนใหม่ ก็คือเป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง ๑๓๐ คน บวกสมาชิกที่มาจากการคัดสรร ๒๐ คน เป็นทั้งหมด ๑๕๐ คน

ประเด็นทั้งหมดตรงนี้ที่กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ก็อยากขอร้องให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการหรือแม้แต่ เพื่อนสมาชิกทั้งหมดได้รับฟังเสียงสะท้อนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างน้อย หรือแม้แต่เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่ได้พยายามสะท้อนปัญหาว่าถ้าเราสามารถที่จะกำหนด สร้างความมั่นใจอย่างชัดเจนให้กับพี่น้องประชาชนด้วยว่าที่มาของ สสร. เราจะได้ สสร. ที่มาทำงานเพื่อการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของ ความปรองดองซึ่งผมเชื่อมั่นว่าไม่ใช่เป็นความมั่นใจหรือความตั้งใจของเพื่อนสมาชิกเสียงข้างมาก หรือรัฐบาล แต่จะเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งหมดของประเทศอยากเห็นประเทศไทย เดินหน้า ก็ขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพอีกครั้งหนึ่งครับ กราบขอบพระคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขณะนี้เราอยู่ในหน้าที่ ๔๘ นะครับ เชิญ พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ครับ

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาจัดสรรเวลา ให้มีการสงวนคำแปรญัตติ ตรงนี้ผมได้เรียนต่อคณะกรรมาธิการไว้ แล้วก็มีสิ่งที่จะต้อง กราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการและท่านกรรมาธิการทุกท่านว่าสิ่งที่เรากำลังพูดอยู่นี้ เป็นจุดสำคัญของบ้านเมือง

ก่อนอื่นผมขอเรียนว่าผมไม่เห็นด้วยในหลักการที่จะมีการปรับปรุงแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งผมได้อภิปรายไปในวาระที่หนึ่งแล้วว่าไม่มีประเทศที่พัฒนาทางด้าน ประชาธิปไตยมา ๘๐ ปี เขาจะรื้อรัฐธรรมนูญกลับไปตั้งใหม่ แล้วก็ต่างประเทศเขากำลัง มีข้อสงสัยว่าเรากำลังทำอะไรกัน เรากำลังจะถอยไปที่ไหน

และประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าเรานั้นทุกคนปฏิญาณตนกันว่าเราจะรักษา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เราก็มอบให้คนอื่นเขาทำ แต่ในเมื่อท่านสมาชิกรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่ ได้ให้ความเห็นว่าเราควรจะมีการจัดทำร่างใหม่ ผมยอมรับครับ ในเรื่องของความเป็น ประชาธิปไตยว่าเรานั้นก็จะต้องดำเนินการตามที่ได้รับหลักการไว้ คือมีกระบวนการที่จะ มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา แต่สิ่งที่ผมอยากกราบเรียนคือเราคงจะต้องพยายาม โดยเฉพาะตัวผมเองได้พยายามศึกษากระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละประเทศ ในแต่ละส่วนต่าง ๆ นั้นเพื่อจะหาทางในการที่จะให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไป ในทางที่จะสามารถทำให้รัฐธรรมนูญที่ออกมานั้นเป็นไปตามความต้องการของประชาชน ท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งที่เป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศก็จริงแต่โดยสาระนั้นจะเป็นสิ่งที่จะต้องเป็นการยอมรับของประชาชน ในอดีตนั้น เราสามารถจะให้ใครร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ เพราะว่าลักษณะอันนั้นจะเป็นการที่จะมีอำนาจหนึ่ง บังคับให้ประชาชนทำตามที่ต้องการ แต่มาถึงวันนี้ประเทศของเราก้าวไปกว่าที่เราคิดแล้วนะครับ เรามีประชาธิปไตย เรามีคนที่มีความรู้มีความเข้าใจ ระบบสื่อสารที่จะติดต่อกันได้ที่จะบอกว่า สิ่งใดคือสิ่งที่เป็นความต้องการของประชาชน เพราะฉะนั้นกระบวนการในการที่เราจะเอา ตัวแทนของประชาชนเข้ามา แล้วก็ถือว่าเป็นฉันทานุมัติที่บอกความต้องการของประชาชนนั้น คงจะไม่ใช่แนวคิดในวันนี้แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมคิดว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เรากำลังพูดกันในมาตรา ๒๙๑/๑ นั้น เราน่าจะมองคนที่มีลักษณะอย่างไร ผมเห็นด้วยครับในหลักการแล้วก็เหตุผลต่าง ๆ ที่ทั้ง ๓ ร่าง ได้บอกว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นควรจะยึดโยงกับประชาชน ทีนี้ประเด็นปัญหาคือ ยึดโยงกับประชาชนในลักษณะใด และรูปแบบเป็นอย่างไร ในสิ่งที่เรามองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น เราน่าจะมองว่าเราเอาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาทำอะไร ในเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นระบบใหม่ ที่จะต้องฟังความเห็นและความต้องการของประชาชนเข้ามาผนวกกันแล้วมาผนึกร่วมกับ หลักทางวิชาการหรืองานวิจัยต่าง ๆ แล้วออกมาเป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายยอมรับด้วยเหตุด้วยผล เพราะฉะนั้นกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญในบางประเทศนั้นเขาไม่ได้รวบรัดภายใน ๑๘๐ วัน เหมือนในร่างเดิม แล้วผมต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ขยายเป็น ๒๔๐ วัน แต่ในใจ ของผมเองนั้น ผมคิดว่ามันไม่น่าจะมีการกำหนดเวลา เพราะเรื่องของการที่เราจะหาข้อยุติ ที่เป็นที่ยอมรับของประชาชนร่วมกันนั้น เราไม่สามารถจะใจร้อนกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ เราอาจจะต้องใช้เวลา ๒ ปี ๓ ปี และในบางประเทศนั้นเขาก็ถือข้อยุติว่ายังไม่พร้อมที่จะ มีรัฐธรรมนูญที่มีความสมบูรณ์แบบตามประชาธิปไตยได้ ต้องมีการศึกษาวิจัยแล้วก็ เตรียมความพร้อมของประชาชนต่อไป แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเรามาถึงจุดนี้แล้ว ผมคิดว่า คนที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญน่าจะมีคุณสมบัติอย่างไร ในความเห็นของผม ผมคิดว่าน่าจะมีความรู้พอที่จะศึกษางานวิจัยแล้วก็มีกระบวนการในการที่จะติดตามได้นะครับว่า กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยเขาไปถึงไหนแล้ว งานวิจัยต่าง ๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยนั้น เป็นอย่างไร เขาจะต้องไปรับฟังความเห็นจากประชาชน แล้วก็เอาความเห็นตรงนั้นประกอบกับ หลักฐานทางวิชาการที่อธิบายให้กับประชาชน ต้องสื่อสารกับประชาชนได้ แล้วก็เอาข้อยุติ ที่เป็นความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่นั้นเข้ามาคุยกันในสภาร่างรัฐธรรมนูญ อันนี้คือ ความคิดของผมที่ผมคิดว่ารูปแบบที่เราน่าจะทำ เพราะฉะนั้นคุณลักษณะของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญในมุมมองของผม ผมคิดว่าแน่นอนครับ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก หลายคนว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเป็นกลาง เป็นกลางทางการเมืองซึ่งบ้านเรา ก็อาจจะมองดูยากนิดหนึ่ง

ประการที่ ๒ น่าจะมีความเป็นอิสระไม่อยู่ในอาณัติของผู้ใดหรือกลุ่มคนใด เรื่องนี้คือสิ่งที่สำคัญว่าในสังคมไทยนั้นการที่จะหาคนที่เป็นกลางทางการเมืองไม่อยู่ในอาณัติ ของผู้ใดนั้นค่อนข้างทำยาก แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าสิ่งที่เราได้เคยทำมาแล้ว แล้วได้ดี ในระดับหนึ่งก็คือการเลือกตั้ง ส.ว. ในปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แล้วก็มีกระบวนการในการที่จะมีจำนวนที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นผมเลยมองว่าการที่จะ ไม่อยู่ในอำนาจและอิทธิพลใด ๆ นั้นจะต้องพยายามให้สมาชิก สสร. นั้นไม่มีบุญคุณจาก ผู้หนึ่งผู้ใดหรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเชิงเรื่องของการให้เข้ามาสู่ตำแหน่ง สสร. หรือเรื่องของการได้รับทรัพยากรอันมีคุณค่าก็ตาม

ประการที่ ๓ ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะเข้ามาท่านก็ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และหลังจากนั้นก็ต้องไม่มีผลประโยชน์ ทับซ้อนหรือได้รับประโยชน์จากการบัญญัติในรัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งพวกนี้ จะอยู่ในคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา ปี ๒๕๔๐ และสมาชิกวุฒิสภาในปัจจุบันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนว่าผมได้แปรญัตติขอปรับคุณสมบัติของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๙๑/๒ และมาตรา ๒๙๑/๓ ให้มีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับสมาชิกวุฒิสภา ทั้งปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๑ ส่วนที่ผมได้เสนอคำแปรญัตติในส่วนนี้ ผมได้มองว่าทำอย่างไรที่จะไม่ให้ สสร. นั้นไปยึดโยงกับกลุ่มบุคคล ก็มีทางเดียวครับ คือต้องมีการเลือกตั้งในพื้นที่ใหญ่ การเลือกตั้งที่มีจำนวนมากนั้นก็จะมีโอกาสที่จะไม่ได้รับ การยึดโยงกับฐานเสียงในพื้นที่มากนัก ในเมื่อเราใช้เป็นจังหวัด เราจำเป็นต้องใช้ สสร. ในการที่จะรับฟังความเห็นของประชาชน แล้วก็ทำความเข้าใจกับประชาชนในทิศทางที่ สสร. จะเดินไป เพราะฉะนั้นเรื่องของจำนวนนั้นผมเลยคิดว่าน่าจะเป็นจำนวน ที่มีความสัมพันธ์กับประชาชน แล้วตัวเลขนั้นน่าจะเป็นตัวเลขที่สามารถจะสื่อสารกับ ประชาชนได้ในระดับหนึ่ง เราอาจจะไม่สามารถที่จะใช้ในกติกาเดิมคือ ๑๕๐,๐๐๐ คน ต่อ ๑ ผู้แทน เพราะฉะนั้นผมก็เลยลองคำนวณดูว่าถ้าเราใช้ ๕๐๐,๐๐๐ คนนั้น เราจะมีสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวน ๑๓๐ คน แต่ถ้ามี ๓๐๐,๐๐๐ คน ๓๐๐,๐๐๐ คนมีผู้แทน ๑ คน ก็จะมีประมาณ ๒๐๐ คน อย่างไรก็ตามผมขอเรียนว่าเรื่องตัวเลขนั้นคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่กระบวนการในการที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะไปรับฟังความเห็นจากประชาชนนั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและน่าจะกำหนดไว้ในแนวทางปฏิบัติ ผมเลยเรียนว่าสิ่งที่สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องมีโอกาสเข้าไปรับฟังความเห็นจากผู้ที่เลือกเขามา ใครเป็นคนเลือก ในจังหวัดนี้ เลือกคนนี้เข้ามา น่าจะมีช่องทางที่จะสื่อสารได้ในทุกวิถีทาง รัฐบาลต้องมี งบประมาณในการที่จะให้เขาในการที่จะใช้สื่อสารสังคม คือโซเชียลมีเดีย (Social media) หรือในลักษณะของเอกสารข้อมูลตู้ไปรษณีย์ต่าง ๆ ที่ได้รับข้อมูลความต้องการของประชาชน ในแต่ละประเด็นที่จะบัญญัติไปในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะครับ สิ่งที่ผมคิดว่าถ้าเราได้มีการ เปลี่ยนแปลงตามที่ผมได้เสนอไปก็คือถ้าเราไม่มีสมาชิกที่เป็นส่วนคัดเลือกจากรัฐสภา ที่เป็นนักวิชาการ จะมีปัญหาอะไร ในเรื่องนี้เราสามารถชดเชยได้นะครับ ด้วยการเชิญ ที่ปรึกษาแล้วก็ใช้งานวิจัยต่าง ๆ การศึกษาของทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภานั้นเกี่ยวกับเรื่องของปัญหารัฐธรรมนูญมีมากมาย ก็จะนำมาใช้เป็นตัวแทน และถ้ามีความจำเป็นจริง ๆ เราก็อาจจะเชิญเป็นที่ปรึกษาดำเนินการได้นะครับ

ในประการที่ ๒ ผมได้แปรญัตติเพิ่มจำนวน สสร. ขึ้นมาเพื่อยึดโยงกับ ประชาชนตามที่ผมได้ให้เหตุผลไปแล้วว่า สสร. ในแต่ละคนนั้นน่าจะมีโอกาสที่จะรับฟัง ความเห็นจากประชาชนในจำนวนที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ไม่ใช่ว่ากรุงเทพมหานคร มีประชากร ๖,๕๐๐,๐๐๐ คน มี สสร. เพียง ๑ ท่านที่จะรับฟัง หรือในบางจังหวัดนั้นมีแค่ ๑๕๐,๐๐๐ คน แต่ก็มีตัวแทนรับฟังคนเดียว ภาระหน้าที่หรือข้อมูลในส่วนที่ สสร. แต่ละท่านได้รับก็อาจจะมีความแตกต่างกันนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่า ผมได้ขอแปรญัตติเปลี่ยนแปลงเป็นตัดจำนวน สสร. ที่คัดเลือกทั้งหมดแล้วก็เพิ่มจำนวน สสร. ออกมาให้เชื่อมโยงกับจำนวนประชาชนโดยที่ผมเสนอไว้ในเกณฑ์ ๕๐๐,๐๐๐ : ๑ คน นะครับ ก็จะมี สสร. ประมาณ ๑๓๐ คน แต่อย่างไรก็ตามเรื่องตัวเลขนั้นคงไม่ใช่เรื่อง ประเด็นที่สำคัญ มันขึ้นอยู่กับความกรุณาของท่านกรรมาธิการจะพิจารณาว่าตัวเลขอะไร ที่เหมาะสม และวิธีการจะเป็นอย่างไรนะครับ

ในประเด็นที่ ๓ ผมอยากกราบเรียนว่าการเพิ่มจำนวน สสร. นั้นจะช่วยให้ ลดการครอบงำทางความคิดจากกลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มการเมืองได้ อันนี้เราต้องยอมรับว่า ในสังคมไทยนั้นการครอบงำทางความคิดก็มีอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นถ้าเขามีจำนวนมากขึ้น เขามีที่มาโดยไม่ต้องไปตอบแทนบุญคุณผู้ใด เขาก็จะสามารถทำได้มีความเป็นอิสระ แล้วไม่ต้องยึดโยง ผมสังเกตดูจากเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่ไม่ต้องมีภาระในการที่จะต้อง อยู่ในอาณัติผู้ใด แล้วก็สามารถที่จะยึดโยงหน้าที่ของตน มีความอิสระทางความคิด แล้วก็สามารถเสนอข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้นะครับ เพราะฉะนั้น ผมเลยคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่จำเป็น

และในประเด็นสุดท้าย ผมได้ปรับคุณวุฒิเพื่อให้คุณสมบัติในเรื่องความเป็นกลาง นะครับ เพื่อให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความเป็นกลางแล้วก็มีจำนวนที่เหมาะสมด้วย ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ และท่านกรรมาธิการทุกท่านว่าเราใช้เวลาเมื่อวานนี้เกือบทั้งวัน และวันนี้ ๑ วัน เพื่อจะอภิปรายเสนอข้อคิดเห็นในมาตรา ๒๙๑/๑ ผมลองนับจำนวนคนที่เสนอความคิดเห็น ในลักษณะสงวนคำแปรญัตติในประเด็นนี้ที่อยากจะให้มี สสร. เพิ่มขึ้นนั้นมีถึง ๑๔ ท่าน ที่เป็นกรรมาธิการ ผมเชื่อว่าคงมีการให้ข้อคิดเห็นจำนวนมากแล้ว ในขณะเดียวกัน ท่านประธานคณะกรรมาธิการช่วยกรุณาเปิดดูครับ มีสมาชิกรัฐสภา ๑๐๐ ท่านที่เสนอว่า ควรจะเพิ่มจำนวน สสร. ออกมา ตัวเลขอาจจะมีความแตกต่างกัน แต่หลักการนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะยอมเสียเวลากันนะครับ ที่จะอภิปรายกันต่อแล้วก็ลงมติตามที่ท่านคิดว่า น่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงจะมีความไม่เป็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นแม้กระทั่ง ในรัฐสภา หลักการของประชาธิปไตยนั้น เสียงส่วนใหญ่มีสิทธิครับ แต่ควรจะฟังเสียงส่วนน้อย และเหตุผลในแต่ละคนที่ให้เหตุผลนั้นผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์และก่อให้เกิดสิ่งที่ เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ถ้าหากท่านประธานคณะกรรมาธิการได้มีเวลาหารือกับ ท่านกรรมาธิการแล้วทบทวนแนวทางที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นมาเพื่อให้กระจายโอกาสของ ความเป็นกลางและความเป็นอิสระและไม่อยู่ในอาณัติผู้ใดตามที่พวกเราได้พูดกันตลอด ๒ วันนี้ เราก็คงไม่ต้องใช้เวลามาอภิปรายในเรื่องมาตรา ๒๙๑/๑ ให้เสียเวลาอีก เราก็จะได้ก้าวเดินไปสู่ มาตราต่าง ๆ และผมคิดว่าความปรองดองหรือความสมานฉันท์ต่าง ๆ ได้เริ่มขึ้นแล้วครับ ในรัฐสภา ผมอยากกราบเรียนว่าผมดูรายชื่อท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่ให้ความเห็นชอบ ในวาระที่หนึ่งแต่ท่านขอแปรญัตติในมาตรานี้ครับ และฝากท่านช่วยคิดละครับว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งบอกเหตุที่จะให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการและท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น ได้ทบทวนหลักคิดตรงนี้หรือไม่และผมโดยส่วนตัวผมได้ติดตามผลงานของท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านสามารถขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านเคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มา ท่านทราบดีครับว่ากลไกหรือวิธีการในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญให้เป็น ของประชาชนและเป็นไปตามความต้องการของประชาชนและเป็นมาตรฐานที่ทุกคนยอมรับ ทำอย่างไร ผมคิดว่ากระบวนการตรงนี้ท่านจะเข้าใจ ท่านลองพิจารณาแล้วก็ขอความกรุณา ทบทวนในระหว่างกรรมาธิการเพื่อจะปรับสิ่งนี้ให้เป็นไปตามข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอ ที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้แปรญัตติไว้ถึง ๑๐๐ คน โดยที่ไม่ได้นัดหมายกัน และยังมีกรรมาธิการ อีก ๑๔ ท่านที่สงวนความเห็น เพราะฉะนั้นผมขอเรียนว่าก็อยากจะขอร้องในโอกาสสุดท้าย ว่าขอให้ทางรัฐบาล บังเอิญไม่มีตัวแทนรัฐบาลมานั่งที่นี่นะครับ พรรครัฐบาลและกรรมาธิการ เสียงข้างมากทุกคน ขอความกรุณาลองอ่านสิ่งที่เพื่อนสมาชิกและข้อคิดเห็นที่ได้เสนอมา ทั้งหมด ถ้าท่านจะกรุณาทบทวนเพิ่มตัวเลขให้มีความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระไม่อยู่ใน อาณัติผู้ใดในระดับหนึ่งนั้นผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกจะมีความพอใจแล้ว ก้าวต่อไปที่เราจะเดิน ในมาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ มาตรา ๒๙๑/๔ มาตรา ๒๙๑/๕ จนถึงมาตรา ๒๙๑/๑๖ นั้น น่าจะไปได้เร็วกว่าที่ผ่านมา ขอบพระคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ ครับ

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา สงขลา 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสงขลา มีประเด็นในเรื่องของมาตรา ๒๙๑/๑ ที่เกี่ยวกับเรื่องของการกำหนดจำนวน สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งผมได้ขอแปรญัตติไว้ โดยที่การแปรญัตติของผมนั้นจะมีความเหมือน ในเชิงหลักการอยู่กับหลาย ๆ ท่านที่ได้ขอแปรญัตติไปแล้ว แต่ในเรื่องของจำนวนอาจจะมี ความต่างบ้าง โดยที่ผมได้มีหลักการว่า การมีจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้นั้น ผมได้เสนอจำนวนเอาไว้ ๑๗๕ คน ในจำนวน ๑๗๕ คนนี้นะครับ ก็มีที่มาเป็น ๒ ส่วนนะครับ ส่วนแรกก็คือมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนจังหวัดละ ๒ คนนะครับ ซึ่งอันนี้ ก็อาจจะแตกต่างจากท่านอื่นบ้าง แต่ที่สำคัญก็คือจะแตกต่างจากที่ทางกรรมาธิการ ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้วที่ว่ามาจากจังหวัดละ ๑ คนนะครับ ซึ่งเดี๋ยวผมก็จะมีเหตุผลว่า ทำไมผมถึงเสนอให้มีจังหวัดละ ๒ คนนะครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือมาจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งอันนี้ ก็อาจจะเหมือนกับที่กรรมาธิการได้กำหนดไปแล้ว และขณะเดียวกันก็อาจจะเหมือนกับ สมาชิกรัฐสภาอีกหลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปรายไปแล้วว่าให้มีในส่วนของผู้เชี่ยวชาญซึ่งมาจาก การสรรหาหรือมาจากการเลือกของสมาชิกรัฐสภานะครับ ในส่วนของการเลือกตั้งที่มาจากพี่น้องประชาชนจังหวัดละ ๒ คนนั้น ผมมีเหตุผลว่าในการที่ กรรมาธิการได้เห็นชอบไปแล้วว่าจะให้มีจังหวัดละ ๑ คน ผมเห็นว่าการมีเพียงจังหวัดละ ๑ คนนั้น ผู้ที่ได้รับการเลือกมาก็จะเป็นผู้แทนของฝ่ายเสียงข้างมากเป็นหลักเลย ซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละจังหวัดนั้น ก็ย่อมที่จะมีคนที่อาจจะไม่เห็นด้วยกับการที่คนที่ได้คะแนนสูงสุดนั้นควรจะได้มาทำหน้าที่ เพียงคนเดียว อาจจะมีคนอีกจำนวนมากพอ ๆ กัน หรือมากลดหลั่นกันลงมา ที่มีความคิดเห็นว่า หากจะให้มีคนอื่นที่ไม่ใช่คนนี้ได้เข้ามาเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญแทนพี่น้องในจังหวัดนั้น แต่ในเมื่อมีได้เพียงจังหวัดละ ๑ คน ตามที่กรรมาธิการเห็นชอบไปแล้ว ส่วนที่ไม่ได้เห็นด้วยกับ ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดและได้มา ๑ คนนั้น ก็จะเสียสิทธิไป ก็เลยคิดว่าถ้าหากให้มีจังหวัดละ ๒ คน ก็จะเป็นการช่วยให้มีผู้แทนของฝ่ายเสียงข้างน้อย หรือเสียงข้างที่รองลงมา ซึ่งอาจจะมี ความคิดเห็นทางการเมืองที่อาจจะเหมือนกันก็ได้กับคนที่ได้คะแนนสูงสุด หรืออาจจะต่างกัน โดยสิ้นเชิงเลยก็ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็ได้มีสิทธิได้เข้ามาเป็นผู้แทนของผู้ที่เขาอาจจะ ไม่เห็นด้วยกับผู้ที่ได้เสียงข้างมากนั้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้การที่ให้มี สสร. จากจังหวัดละ ๒ คน มันก็จะได้เปิดโอกาสให้มีผู้แทนของผู้ที่ไปสนับสนุนให้ผู้ได้คะแนนสูงสุด กับผู้ที่อาจจะ ไม่ได้ไปสนับสนุนให้ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดนั้นเข้ามานั่งอยู่ในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลักการนี้ ผมขออภัยที่อาจจะยกตัวอย่างในต่างประเทศ ในประเทศสหรัฐอเมริกาท่านทั้งหลายก็ทราบอยู่แล้ว ท่านประธานเองเป็นนักรัฐศาสตร์ท่านก็ทราบอยู่ ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีสมาชิก วุฒิสภารัฐละ ๒ คน ผมตรวจสอบว่าเขามีเหตุผลอะไรที่เขามีสมาชิกวุฒิสภารัฐละ ๒ คน ก็ทราบมาว่าในทางหลักการก็คือเขาต้องการให้แต่ละรัฐมีผู้แทนของฝ่ายเสียงข้างมาก กับผู้แทนของฝ่ายที่เป็นเสียงรองลงมาได้เข้าไปนั่งอยู่ในสภาสูงเพื่อไปทำหน้าที่ เพราะฉะนั้น รัฐเล็ก รัฐใหญ่ รัฐขนาดเล็ก รัฐโรดไอแลนด์มีประชากรอยู่ไม่ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน กับรัฐแคลิฟอร์เนียมีประชากรอยู่ถึง ๑๘ ล้านคน เขาก็มีสมาชิกวุฒิสภาได้รัฐละ ๒ คน เช่นเดียวกัน เพราะเขาถือเอาเรื่องของการมีผู้แทนของฝ่ายเสียงข้างมากคนหนึ่ง แล้วก็ ฝ่ายเสียงที่รองลงมาหรืออาจจะเรียกว่าเสียงข้างน้อยอีกคนหนึ่ง เข้ามาเป็นผู้แทนในการ ทำหน้าที่ในสภาสูง แต่ในสภาผู้แทนราษฎรนั้น แน่นอนครับ เขาถือเอาฐานประชากรเป็นตัวตั้ง เพราะเขาต้องการให้ผู้แทนในส่วนนั้นไปอยู่ใกล้ชิดกับประชาชน แต่ว่าในกรณีของสมาชิก วุฒิสภานั้นเขาต้องการให้มาดูในภาพรวมของการเป็นผู้แทนราษฎรของรัฐ ซึ่งอาจจะมี ความเห็นของคนในรัฐแตกต่างกันอยู่เป็นฝ่ายเสียงข้างมากเสียงข้างน้อย และเข้ามาทำหน้าที่ ในสภาส่วนกลางในระดับชาติเป็นด้านหลัก แต่ในเรื่องของการเข้าไปถึงพี่น้องประชาชนนั้น เขาให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งก็เป็นไปตามฐานประชากรเช่นเดียวกับหลักการเดียวกับ ที่ใช้กันอยู่ในบ้านเรานี่ละ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการที่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากจังหวัดละ ๒ คนนั้น ถือว่าได้เป็นตัวแทนของฝ่ายเสียงข้างมากแล้วก็ได้เป็นผู้แทนของ ฝ่ายเสียงข้างน้อย ผมเห็นมีสมาชิกรัฐสภาหลายท่านทั้งฝ่าย ส.ส. และ ส.ว. อย่างน้อย ๓-๔ ท่าน ก็ได้แปรญัตติไปในแนวทางที่กระผมได้แปรญัตติไปนี้ ก็คือให้มีจังหวัดละ ๒ คน ซึ่งโดยหลักการก็อยู่ในหลักการเดียวกัน ก็ต้องการให้มีผู้แทนของฝ่ายเสียงข้างมากและ ฝ่ายเสียงข้างน้อย เพื่อจะทำให้สภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะจัดตั้งขึ้นไม่เป็นสภาที่เป็นเผด็จการ เกินไป การมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากฝ่ายเสียงข้างมากคือได้คะแนนมากที่สุด ในจังหวัดเพียงคนเดียว มันเป็นลักษณะของการเป็นเผด็จการของรัฐสภา ซึ่งโดยส่วนตัวผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเองก็ยังไม่เห็นด้วยกับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งมาจากจังหวัดละ ๑ คน มันเป็นการกำหนดที่ทำให้เกิดความเป็นเผด็จการมากไป ที่ไม่เปิดโอกาสให้อย่างจังหวัดผม จังหวัดสงขลานี่ไม่เปิดโอกาสให้คนที่เขาไม่ได้เลือกผมนี่นะครับ เขาไม่ได้มีตัวแทนของเขาเข้ามานี่ อย่างน้อยอีกสักคนหนึ่งก็ยังดีนะครับได้เข้ามาเป็นตัวแทน เผื่อบางเรื่องผมไม่เห็นด้วย แล้วผมอาจจะไม่ถนัดในเรื่องนั้นนี่ผมอาจจะพูดหรือแสดงความเห็นอะไรที่เป็นลักษณะ หรือเป็นตัวแทนที่คนอีกหลายคนต้องการที่จะให้ผมทำ แต่ผมทำไม่ได้ เพราะผมอาจจะไม่ถนัด ไม่รู้ ไม่ลึกซึ้ง หรืออาจจะไม่สนใจในเรื่องนั้น แต่อย่างน้อยถ้ามีอีกคนหนึ่งนี่เขาก็อาจจะได้ ทำหน้าที่ในส่วนนั้นได้เช่นนี้เป็นต้นนะครับ ผมยังชอบใจกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในปี ๒๕๔๙ ซึ่งผมก็ได้รับเลือกเข้ามาครั้งหนึ่งเช่นเดียวกัน แต่เอาล่ะในส่วนนั้นมันก็ได้มี สมาชิกวุฒิสภาหลายท่านแปรญัตติไปแล้วโดยใช้ฐานประชากร ซึ่งแต่ละจังหวัดก็มีจำนวน สมาชิกวุฒิสภาไม่เท่ากันในคราวนั้น ซึ่งผมก็ยังชอบอยู่ และคราวนี้ก็จริง ๆ ในส่วนหนึ่ง ผมก็เห็นด้วยอยู่ แต่ว่าก็อยากจะเสนอทางเลือกอีกทางหนึ่งก็คือจังหวัดละ ๒ คน อย่างที่ ได้เรียนไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่โดยส่วนตัวก็เห็นด้วยเช่นเดียวกันว่าการใช้ฐานประชากรก็จะเป็น เรื่องที่ดี เพราะอย่างน้อยก็จะได้มีผู้แทนที่มาทำหน้าที่ตรงนี้มากกว่า ๑ คน การมี ๑ คนนั้น ถือเป็นว่าในส่วนตัวนะครับ ผมอาจจะใช้คำที่ไม่ถูกก็ได้ครับ แต่โดยส่วนตัวผมเห็นว่า จะเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นเผด็จการมากเกินไป อย่างน้อยก็เลยจะหาทางออกว่า ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดละ ๒ คน โดยที่ให้ผู้ที่มีสิทธิ เลือกตั้งนั้นเลือกตั้งได้ ๑ คน และเอาคะแนนของผู้ที่ได้ลำดับที่ ๑ ได้คะแนนมากที่สุด เป็นลำดับที่ ๑ และคะแนนรองลงมาเป็นลำดับที่ ๒ เข้ามาเป็นตัวแทนและมาเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญของจังหวัดนั้น ๆ ไม่ว่าจังหวัดเล็กหรือจังหวัดใหญ่

ในส่วนที่ ๒ คือส่วนของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งผมลดจำนวนลงมา ผมเห็นด้วยกับ การมีผู้เชี่ยวชาญนะครับ เพราะผมเข้าใจได้ถึงการที่ว่าบางส่วนนี่ ผมกราบเรียนท่านประธาน นะครับว่าผมอาจจะเป็นคนเล็ก ๆ อยู่ในต่างจังหวัดนะครับ แต่ว่าไม่มากก็น้อยในปี ๒๕๔๐ ซึ่งมีการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กันนี่ ผมก็เป็นหัวหน้ากลุ่มเคลื่อนไหวในการที่จะให้ มีการทำความเข้าใจ มีการรับรู้และมีความเข้าถึงในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ของภาคใต้ตอนล่างนะครับ เป็นหัวขบวน เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอยู่ในขณะนั้น เพราะฉะนั้นก็เข้าใจได้ถึงการที่ต้องการที่จะให้การร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีฝ่ายเทคนิค มีฝ่ายที่รู้ ทางวิชาการและรู้อะไรต่ออะไรที่ลึกหน่อยได้เข้ามาเป็นส่วนร่วมอยู่ ไม่ได้บอกว่าผู้ที่มาจาก การเลือกตั้งจะไม่รู้และไม่เข้าใจในเรื่องนี้นะครับ แต่ผมก็คิดว่ามีหลายหัวมากกว่ามีหัวเดียว หัวในความหมายนี้ไม่ใช่แค่หัวที่มาเป็นผู้แทนของประชาชน แต่หัวสมองในการที่จะช่วยคิด ในเรื่องของความแตกต่างหลากหลาย ก็เห็นด้วยว่าการที่จะให้มีผู้แทนมาจากฝ่ายที่เป็น ผู้เชี่ยวชาญหรือเป็นฝ่ายเทคนิคก็น่าที่จะเป็นประโยชน์นะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเพื่อที่จะ ต้องการให้ตัวเลขยอดรวมอยู่ในจำนวน ๑๗๕ คน ซึ่งดูเป็นตัวเลขดีหน่อย จริง ๆ ๑๗๕ คน กับ ๑๗๖ คน ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมาก แต่ก็เห็นว่าตัวเลขอาจจะดีหน่อยหนึ่ง ก็เลยเสนอเป็น ๑๗๕ คน ซึ่งในส่วนนี้ในส่วนของผู้เชี่ยวชาญผมเลยขอลดจำนวนลงมาจาก ๒๒ คน ซึ่งกรรมาธิการเห็นชอบแล้วมาเหลือ ๒๑ คน โดยลดจำนวนของในส่วนที่เป็น (ค) นะครับ ก็คือผู้ที่มาจากส่วนของผู้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเมือง การเศรษฐกิจและการอื่น ๆ การบริหาร การอะไรต่ออะไรพวกนี้ จาก ๑๐ คนมาเหลือ ๙ คน ก็เลยจะเหลือเป็นจำนวน ทั้งหมด ๑๗๕ คน ก็โดยหลักการและเหตุผลที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วก็คือต้องการให้มี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน ๑๗๕ คน และมีผู้แทนมาจากจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งเป็น ผู้แทนของเสียงข้างมากคนหนึ่ง แล้วก็เสียงข้างน้อยอีกคนหนึ่งจังหวัดละ ๒ คน แล้วก็ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๒๑ คน เป็น ๑๗๕ คนครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุรจิต ชิรเวทย์ ครับ

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสงคราม 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา เหตุที่กระผมขอแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑ หลังจากแพ้มติในวาระที่หนึ่งมา โดยเห็นต่างว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙๑ ก็เขียนให้รัฐธรรมนูญแก้ไขง่ายอยู่แล้ว น่าจะใช้ช่องทางปกติของรัฐสภา แต่เมื่อรัฐบาลกับพรรคร่วมยืนยันจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ประเภท กระผมก็ได้ติดตามมาขอแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๑ ในเรื่องจำนวน สสร. ซึ่งผมเห็นว่าควรมีจำนวน ๒๐๐ คนนะครับ แล้วก็ที่มาของ สสร. เลือกตั้งตรงประเภทเดียว หลักเกณฑ์วิธีการเลือกตั้ง สสร. ก็ใช้ตามฐานจำนวนราษฎรเฉลี่ยด้วย จำนวน สสร. ๒๐๐ คน ก็คือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คนเศษ ๆ ต่อ สสร. ๑ คน แต่ว่าจังหวัดไหน ต่ำกว่าเกณฑ์ อย่างแม่กลองบ้านผมมีแค่ ๑๙๙,๐๐๐ คน แต่ประชาชนฉลาดก็ให้เลือกได้ ๑ คนเหมือนกัน เพราะเลือก ส.ว. ดีอยู่แล้ว ทีนี้หลังจากนั่งฟังมานานหลายวัน ท่านประธาน ก็คงจะเห็นนะครับว่า ส่วนใหญ่สมาชิกร้อยกว่าคนก็อภิปรายในเรื่องเห็นควรเพิ่มจำนวน สสร. ก็เพื่อให้มีสัดส่วนฐานของการมีส่วนร่วมและความหลากหลาย เพราะรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มีอาจารย์คนหนึ่งชื่อศาสตราจารย์เฮอร์แมน ไฟน์เนอร์ กล่าว ว่ารัฐธรรมนูญก็คืออัตชีวประวัติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางอำนาจในรัฐ ซึ่งในกรณีนี้รัฐไทย ของเราก็ติดหล่มนี้มา ๘๐ ปีแล้วครับ ในวงจรอุบาทว์ของการล้มรัฐธรรมนูญแล้วก็ เขียนใหม่ ๑๘ ครั้ง แต่ก็ยังดวงตาไม่เห็นธรรมสักทีว่ามันเสกเอาด้วยการเขียนไม่ได้ ทุกวันนี้ ประเทศเพื่อนบ้านเราที่รับฟังหรือรับชมทีวีเราได้ก็กลัว กลัวประชาธิปไตยแบบไทยเราหมด ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซียก็คงนั่งยิ้มอยู่ที่เราเป็นคนป่วยของอาเซียน เป็นตัวตลก ของอาเซียนที่การเมืองของเราติดหล่มไม่สามารถหาทางออกจากวงจรนี้ได้เพราะว่า อัตชีวประวัติเกี่ยวกับสัมพันธภาพทางอำนาจของรัฐไทยมันล้มเหลวยับเยินมาตลอด ผมก็ ๖๑ ปีบริบูรณ์ ย่าง ๖๒ ปี ผมเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธีที่ไม่ได้เป็นผลพวง จากวิกฤตการณ์ทางการเมืองแค่ ๒ ครั้งในชีวิตผม ครั้งแรกก็โดยอาจารย์หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ขอแก้เมื่อปี ๒๕๒๘ ปี ๒๕๒๙ แถว ๆ นั้นนะครับ ก็แก้เฉพาะเรื่องวิธีการเลือกตั้ง พวงเล็ก พวงใหญ่ เรียงเบอร์หรือเบอร์เดียว ซึ่งจริงๆ แล้วขณะนั้นรัฐบาลมีเสียงข้างมากจะหักหาญ เอาก็ได้ แต่ว่าบรรพชนของเราก็ทำเพียงแค่นั้น เพื่อให้โอกาสแก่วิวัฒนาการทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ไม่หักหาญ แต่สังคมไทยก็ไปไม่รอด มาแก้อีกครั้งหนึ่งก็สมัยท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ก็แก้เรื่องระบบเลือกตั้ง ซึ่งครั้งนั้นผมก็ลงมติไม่เห็นชอบ แต่ว่าผมไม่ติดใจในเรื่อง กระบวนการ คือผมไม่เห็นชอบก็เพราะว่าจริง ๆ การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องตอบโจทย์สำคัญ ปัญหาความยากจน ปัญหาที่ดินเกษตรกรเหล่านี้ จริง ๆ แล้วมันสำคัญมาก แต่ว่า แก้รัฐธรรมนูญมันแก้เพื่อใคร ผมก็ยังเห็นว่าที่ผ่านมามันก็ยังเป็นการเมืองของนักการเมืองอยู่ มันยังไม่พาไปสู่การเมืองของภาคพลเมืองนะครับ ทีนี้ที่ผมแปรญัตติมาตรา ๒๙๑ ก็เพื่อให้มี สสร. เลือกตั้งตรง ๒๐๐ คน ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมกรรมาธิการถึงได้แข็งขนาดนี้นะครับ คือร้อยกว่าคนทำไมถึงยืดหยุ่นไม่ได้ เลือกตั้งตรง ๗๗ คน กับคัดเลือก ๒๒ คน ๙๙ คน มันเป็นเลขเด็ด มันเป็นเคล็ดล้างอาถรรพ์อะไรหรืออย่างไร คือทำไมถึงแข็งขนาดนี้นะครับ ทำไมไม่ยืดหยุ่นบ้าง ผมว่ามันไม่ได้เสียหายอะไรเลย ถ้าจะปรับจำนวนหาจุดบรรจบกัน อย่างใดอย่างหนึ่ง คือไม่จำเป็นต้องสมปรารถนาทั้งหมด ผมก็ไม่จำเป็น ผมก็ไม่ได้ซีเรียส (Serious) ถึงขนาดนั้นนะครับ ทีนี้พอมันเป็นอย่างนี้แล้วเราก็สงสัย สมาชิกก็สงสัยว่ามีใบสั่ง หรืออย่างไร มันก็เป็นสิ่งที่สงสัยได้ คำถามทำไมมันเป็นคำถามที่ดีนะครับ ผมเองก็สงสัยนะครับ แต่ผมสงสัยว่ามันจะเป็นผลจากการเลี้ยงดูในวัยเด็กอะไรหรือเปล่านะครับ ทำไมถึงชอบขัดใจคนอื่นไม่ให้สมปรารถนาได้ มันเป็นสิ่งที่น่าจะพอคุยกันได้นะครับ คุณหมอเหวง ก็ทั้งอภิปรายทั้งตอบชื่นชมนะครับว่าพรรคของท่านเป็นประชาธิปไตย ท่านเป็นเสียงข้างน้อย พรรคยังยอมให้แสดงความเห็นได้ แต่ลงมติทวนไม่ได้ คือฟังท่านพูดแล้วก็เหมือนกับท่านพูดว่า ท่านเห็นด้วยที่ สสร. จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด แต่ท่านต้องเคารพมติพรรคท่าน แม้ว่าพรรคท่านจะทำในสิ่งที่เห็นว่าขัดต่อหลักการประชาธิปไตยในการยึดโยงกับประชาชนก็ตาม มันเป็นตรรกซึ่งผมไม่เข้าใจครับ มันฟังดูแปลก ๆ อยู่นะครับ ผมก็ฝากท่านว่าอย่าเพิ่ง สิ้นความพยายามในการไปสร้างประชาธิปไตยในพรรคท่านไปด้วยนะครับ เพราะว่า พรรคการเมืองใหญ่ในอดีตอย่างพรรคฟาสซิสต์เขาก็มีกองกำลังเชิ้ตดำ พรรคนาซีเขาก็มี กองกำลังเชิ้ตน้ำตาล พรรคเหล่านี้ก็มีท่านผู้นำซึ่งผลที่สุดแล้วก็เลยเถิด ซึ่งความจริงเขาก็ต่อสู้ ผ่านการเลือกตั้งมานั่นละ แต่ว่าจิตใจจริง ๆ มันยังไม่เป็นประชาธิปไตยนั่นเองนะครับ ผมเอง ก็ไม่ได้ว่าอะไรใคร เพราะว่าผมลงพื้นที่ร้องเรียนของกรรมาธิการหลายจังหวัดก็ได้ฟังสมาชิก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เราจะใช้มาตรฐาน กฎหมายเลือก สสร. เราตามมาตรฐานนั้นนะครับ ท่านเหล่านั้นท่านเรียกนายอำเภอว่า นาย นะครับ นายอำเภอก็เรียก ปจ. ปลัดจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัดว่า นาย เรียกเป็นทอด ๆ ไปอย่างนี้นะครับ มันก็เป็นตัวยืนยันว่าประชาชนเลือกเรามา จริง ๆ แล้วประชาชนเป็นนายเรา แต่เราไปไขว้เขวในขั้นตอนไหนไม่ทราบ ๘๐ ปีเราก็เลยไม่ไปถึงไหนเลย พรรคการเมืองใหญ่ ในอดีตบางพรรคที่มีความกล่าวว่าเป็นประชาธิปไตยอะไรนี่ก็เรียกหัวหน้าพรรคว่า นายใหญ่ นะครับ อันนี้ก็โบร่ำโบราณยิ่งกว่ายุคมืดของยุโรปเมื่อ ๑,๐๐๐ ปีที่แล้วอีกนะครับ ผมก็ไม่เข้าใจ นะครับว่ามาตรฐานการเลือกตั้งที่กรรมาธิการไปแก้ให้ต่ำกว่าร่างเดิมนี่มันมีเหตุผลอะไร นะครับว่าให้ใช้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้บริหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็หมายความว่าไปร่นระยะเวลาประกาศรับรองผลจาก ๓๐ วันเป็น ๑๕ วัน และถ้ามีปัญหาก็เปลี่ยนจากศาลฎีกาเป็นศาลอุทธรณ์ ในขณะที่ สสร. จะมาร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศนะ กฎหมายแม่บทของประเทศเลยนี่ ทำไมจึงไปลด สิ่งเหล่านี้ลงนะครับ แล้วก็ยังไปลดคุณสมบัติ โทษสมบัติ ต่ำลงไปจาก ส.ส. ส.ว. อีกนะครับ ในขณะที่ผมขอเพิ่มไปว่า สสร. ถ้าจะให้ดีห้ามหาเสียงนะครับ ถ้ามีใส่ข้อกำหนดห้ามหาเสียงไป เหมือนกับ ส.ว. ชุดก่อนก็จะทำให้ประชาชนมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นทันทีเลยนะครับ มีตัวเลือกมาก แล้วก็กำหนดคุณสมบัติ ๕ ปีก่อนกับ ๕ ปีหลังไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แบบนี้ความบริสุทธิ์ มันก็จะมีมากขึ้นนะครับ เพราะว่าจะดีไม่ดีอย่างไรก็ตามนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่ผ่านการลงประชามติของประชาชนมา ความจริงก่อนจะแก้ ควรจะไปถามประชาชนผู้เป็นนายเราเสียก่อนด้วยซ้ำไปนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่า อย่างไรก็ควรจะให้ประชาชนเขาไปเลือก สสร. ของเขามาเองเถอะ ส่วนนักวิชาการต่าง ๆ สสร. ก็สามารถตั้งครูบาอาจารย์อะไรต่ออะไรมาช่วยร่างได้อยู่แล้วนะครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ ครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกรัฐสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในครั้งนี้ ดิฉันคิดว่าสมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ให้ความสนใจกันมาก เพราะว่า มีผู้แปรญัตติถึง ๑๗๒ คน ดิฉันคิดว่านับเป็นประวัติศาสตร์ของรัฐสภาเลยนะคะ สมควรที่จะ บันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ ดิฉันเชื่อว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่มีผู้แปรญัตติมากถึงเท่านี้ แสดงถึงความสนใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ของสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ ถ้าท่านสังเกตก็จะเห็นว่าผู้แปรญัตติในครั้งนี้ไม่ได้มีเฉพาะ ส.ส. ฝ่ายค้าน แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา แต่มีทั้ง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลด้วย แสดงว่าถึงแม้จะเป็น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลก็ยังไม่เห็นด้วยกับ มาตรา ๒๙๑/๑ ในครั้งนี้ ที่น่าสังเกตก็คือ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งเห็นด้วยในวาระที่หนึ่งว่า ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้ ท่านก็มาแปรญัตติในมาตรานี้เป็นจำนวนหลายท่านเลยนะคะ เพราะฉะนั้นมาตรา ๒๙๑/๑ คือองค์ประกอบของ สสร. ซึ่งรวมทั้งจำนวนของ สสร. ด้วย ดิฉันเองขอเสนอว่าถ้าท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลยังดื้อดึงดัน ที่จะให้องค์ประกอบของ สสร. เป็นไปตามเสียงข้างมากของกรรมาธิการ โดยไม่ฟังเสียง คัดค้านของผู้แปรญัตติ ซึ่งในมาตรานี้มีถึง ๑๑๐ คน จำนวนไม่ใช่น้อยเลยนะคะ จากผู้แปรญัตติ ทั้งหมด ๑๗๒ คน ดิฉันเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ท่านแก้ไขนี้จะต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน ถ้าท่านไม่แก้ว่าจำนวนของ สสร. ที่ท่านเสนอมา ๗๗ คน บวก ๒๒ คน คือจำนวน สสร. จังหวัดละ ๑ คนเท่านั้น แล้วก็บวกผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒ คน สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิดิฉันคิดว่า เป็นสิ่งที่ดีที่จะมีผู้ที่มีความรู้เข้ามาช่วยในการปรับปรุงแก้ไขในบางมาตรา ซึ่งคิดว่าอาจจะ ต้องมีการแก้ไขได้นะคะ แต่ในการแก้ไขของ สสร. ชุดนี้ ดิฉันไม่เห็นด้วยที่จะให้มี ผู้ทรงคุณวุฒิ เพราะดิฉันคิดว่าอาจจะมีการบล็อกโหวตอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็ไม่เห็นด้วยที่ให้มีผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒ คน ใน สสร. ชุดนี้ แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ปกติดิฉันคิดว่า น่าที่จะมี เพราะฉะนั้นสูตรของดิฉันที่เสนอไปก็คือให้มีเฉพาะ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คนจาก ๗๗ จังหวัด โดยถือจำนวนประชากรเป็นตัวตั้งหารด้วย ๒๐๐ จำนวนที่ได้ก็คือ ถ้ามีประชากรถึงจำนวนที่หารได้ ก็จะมี สสร. ได้ ๑ คน ใน ๑ จังหวัด หรือถ้ามีน้อยกว่า ก็มีได้ ๑ คน แต่เมื่อเกินจำนวนตัวหารแล้วก็สามารถมีได้ถึง ๒ คน หรือมีได้มากกว่านั้น ถ้าจังหวัดนั้นมีจำนวนประชากรมาก เช่นในกรุงเทพมหานครเป็นต้น

ท่านประธานที่เคารพคะ สภาสมัยปี ๒๕๔๓ ถึงปี ๒๕๔๙ เคยได้รับรับสมญาว่า เป็นสภาทาสนะคะ ดิฉันขอรำลึกหน่อย เพราะว่าสมาชิกส่วนใหญ่ดำเนินงานตามคำสั่งของผู้นำ ดุจจะเป็นเหมือนทาสในเรือนเบี้ย ขาดความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีความคิดความอ่าน สสร. ที่มีจำนวนน้อย ๗๗ คน บวก ๒๒ คนก็เช่นเดียวกัน เพราะจะถูกอิทธิพลจากพรรคบางพรรค เพียงพรรคเดียวเข้าครอบงำ ซึ่งพรรคนี้ก็เคยถูกครอบงำมาแล้ว เพราะว่าตอนเลือกตั้ง ก็มีคำขวัญว่าจุด จุด จุด คิดเพื่อไทยทำ ถ้าท่านกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ และ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลยังยืนยันจำนวนและองค์ประกอบของ สสร. ชุดนี้ว่าเป็น ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ดิฉันคิดว่า สสร. ชุดนี้ก็จะได้รับสมญาว่าจุด จุด จุด คิด สสร. ทำ หรือมิฉะนั้นก็ได้รับสมญาว่า สสร. ทาส เช่นเดียวกับสภาทาสเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นดิฉันขอให้ท่านช่วยใช้วิจารณญาณ ไตร่ตรองให้ดีนะคะว่ารัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ใช้ในการปกครองประเทศ คนจำนวนมากมายมหาศาลต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามก็จะต้องตกอยู่ภายใต้ความคิด หรือความชักจูงของคนคนเดียว ประเทศชาติหรือประชาชนจะน่าสงสาร ดิฉันสงสารตัวดิฉันเองค่ะ เพราะว่าในขณะที่ยังไม่มีการตั้ง สสร. นี้ก็มีข่าวออกมาแล้วนะคะว่าจะมีการแก้ไขในมาตรา ในหมวด ๑๐ ที่เกี่ยวกับศาล และหมวด ๑๑ องค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ ๑ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพคะ คณะกรรมการที่เป็นองค์กรอิสระเหล่านี้เปรียบเสมือน คณะกรรมการตรวจสอบ แล้วก็ถือกฎหมายในมือที่จะลงโทษผู้กระทำผิด บริษัทเอกชน ก็ยังต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบ มีคณะกรรมการตรวจสอบภายใน มีคณะกรรมการ ตรวจสอบภายนอก ประเทศชาติจะขาดเสียซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบเชียวหรือคะ เพราะฉะนั้นองค์กรอิสระนี้ดิฉันคิดว่า สสร. ชุดใหม่ที่ตั้งขึ้น ไม่น่าที่จะไปแตะต้อง ดิฉันดีใจ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลหรือคณะกรรมาธิการท่านรับปากว่าจะไม่แตะต้อง ท่านจะไม่ให้ สสร. แตะต้องในหมวด ๒ ที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันนี้ก็เป็นความดีใจ ในชั้นหนึ่ง แต่ว่ายังกังวลใจในหมวดอื่น ๆ ที่ท่านอาจจะได้รับใบสั่งมาให้แตะต้องนะคะ ถ้าไม่เป็นความจริงท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากและสมาชิกฝ่ายรัฐบาลก็น่าที่จะ ฟังเสียงผู้แปรญัตติบ้าง เพื่อเป็นการพิสูจน์ยืนยันว่าท่านไม่มีใบสั่ง ท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย เป็นผู้ที่ดิฉันเคารพนับถือ ดิฉันอยู่ในสภานี้มาเกือบครบ ๔ ปี ดิฉันได้เห็นการปฏิบัติงานของท่าน ดิฉันนับถือท่านด้วยใจจริงค่ะ ดิฉันฝากท่านนะคะให้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ แล้วท่านเอง ก็จะไม่มีชนักติดหลังว่าในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่จะแต่งตั้ง สสร. นี้ขึ้นมาท่าน ก็มีการกลับทบทวนมติของคณะกรรมาธิการนะคะ ซึ่งโหวตไปแล้วว่าจะให้มี สสร. ๒๐๐ คน พอวันรุ่งขึ้นท่านก็มาทบทวนใหม่ ดิฉันคิดว่าถ้าท่านปล่อยให้การลงมติในมาตรา ๒๙๑/๑ ยังคงเป็นจำนวน สสร. ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ท่านจะต้องมีชนักติดหลัง แล้วท่านเองก็จะวิตกกังวลว่าประวัติศาสตร์จะบันทึก การประชุมครั้งนี้ไว้ ท่านเองจะนอนตายตาไม่หลับ ไม่ใช่ท่านจะตายเดี๋ยวนี้นะคะ เมื่อท่าน แก่ชรามาก ๆ แล้ว เพราะว่าในหลักพระพุทธศาสนา ในศาสนาพุทธมันมีเรื่องเล่าในคัมภีร์ว่า ผู้ที่กำลังจะเสียชีวิตมันจะมีภาพในอดีต เมื่อวิญญาณจะออกจากร่างจะมีภาพในอดีต มาปรากฏขึ้นในใจของผู้ที่จะเสียชีวิต ถ้าภาพในอดีตที่ไม่ดีมามันจะดึงผู้ที่เสียชีวิตนั้นไปใน ภพภูมิที่ไม่ดี แต่ถ้าภาพในอดีตมาในใจของท่านว่าท่านกระทำแต่ความดี ความถูกต้อง ตลอดชีวิตของท่านก็จะดึงวิญญาณของท่านไปในภพภูมิที่ดี จะไปสวรรค์ชั้นไหน หรือไปถึง นิพพานอะไรอันนี้สุดแท้แต่ ดิฉันก็อยากที่จะฝากความคิดนี้ไว้ให้กับท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็น สมาชิกรัฐสภา รวมทั้งท่านสมาชิกวุฒิสภาที่กำลังพิจารณาว่าจะลงคะแนนให้กับจำนวน สสร. และองค์ประกอบของ สสร. เท่าไรไว้ในขณะนี้นะคะ ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานค่ะ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านณัฏฐ์ บรรทัดฐาน ครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านคงจำได้ว่าผมเป็นคนที่ใช้เวลาในการเข้าไปชี้แจง ร่างของการแปรญัตติของกระผมนั้นสั้นมาก ๆ เนื่องมาจากว่าผมไม่ต้องการรบกวนเวลาของ ท่านกรรมาธิการในเวลานั้น เพราะเข้าใจดีครับว่ากระบวนการในการรับฟังรายละเอียด การแปรญัตติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภาแต่ละท่านนั้น ท่านกรรมาธิการ ใช้เวลามากพอสมควรแล้ว แล้วผมเองก็พยายามแปรญัตติและอธิบายรายละเอียดให้ท่าน ได้ทราบถึงเนื้อหาสาระอันเป็นข้อความที่ค่อนข้างกระชับ รัดกุม แล้วก็อยู่ในเนื้อหาสาระ แต่เข้าใจว่ากระบวนการในการอธิบายรายละเอียดในครั้งนั้นน่าจะสั้นเกินไปจึงทำให้ ท่านกรรมาธิการส่วนใหญ่นั้นอาจจะไม่ได้เข้าใจเจตนาอย่างแท้จริงในเรื่องของการแปรญัตติ ของกระผมทำให้กรรมาธิการส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับการชี้แจง รายละเอียดของผม วันนี้จึงต้องมาอภิปรายในสภาอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็มาตรา ๒๙๑/๑ นั้น เป็นสิ่งที่กระผมต้องลุกขึ้นอภิปรายด้วยเนื้อหาและเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ เพราะผมเข้าใจว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกทราบถึงสถานการณ์ทั่ว ๆ ไปในสถานการณ์ การเมืองที่เกิดขึ้นในช่วง ๕-๖ ปีที่ผ่านมา เรามีการอ้างถึงเรื่องของเสียงข้างมากกันอยู่ ตลอดระยะเวลา ๕-๖ ปีที่ผ่าน หรือก่อนหน้านั้นอีกก็ตามแต่ อ้างถึงเสียง ๑๙ ล้านเสียงบ้าง อ้างถึงเสียง ๑๖ ล้านเสียงบ้างว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ และแน่นอนครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภาส่วนหนึ่งหลงลืมครับว่า ๑๙ ล้านเสียง ๑๖ ล้านเสียงนั้น หรือแม้แต่กี่เสียงก็ตามแต่ที่เลือกเขาเข้ามานั้นมีเจตนาให้เขาทำอะไร อย่างไร หรือบางครั้งก็ใช้เสียงเหล่านั้นเป็นการต่อรองทางการเมืองในการย้ายขั้วอำนาจต่าง ๆ ซึ่งมันเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ก็เลยเป็นที่มาที่ทำให้บางครั้งการอ้างเสียงข้างมากนั้น ดูจะศักดิ์สิทธิ์น้อยลงจนมีความพยายามในหลาย ๆ ครั้งที่จะพยายามลดทอนความน่าเชื่อถือ ของเสียงข้างมาก หรือแม้แต่พยายามอย่างยิ่งในการที่จะบอกว่าเสียงเหล่านั้นไม่ใช่เสียงข้างมาก ยกตัวอย่างเช่นกรณีของ ๑๖ ล้านเสียงในครั้งล่าสุดของการเลือกตั้งของพรรคที่ชนะ การเลือกตั้งจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดประมาณ ๔๗ ล้านเสียง มีผู้ออกเสียงทั้งหมด ในการลงใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ก็ประมาณ ๓๐ กว่าล้านเสียง แน่นอนครับ ดูตัวเลขของ ๑๖ ล้านเสียงนั้นดูจะเป็นตัวเลขที่ได้รับชัยชนะ แต่ก็เลยมีเสียงเป็นข้อติงขึ้นมาว่า เสียงที่ไม่ได้ออกมาเลือกตั้ง หรือเสียงที่ยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งนั้น จริง ๆ ก็เป็นเสียงที่ ไม่ได้สนับสนุน โดยหลักโดยกติกาแน่นอนครับ เราต้องยอมรับเสียงที่เป็นเสียงชนะ ในการเลือกตั้ง หรือแม้แต่เรื่องของเสียงข้างมากที่เราพูดถึงกันในวันนี้ แต่ว่าบ่อยครั้งที่ เสียงข้างมากถูกอ้างเป็นเสียงของคนทั้งประเทศทำให้การยอมรับในเรื่องของเสียงข้างมากนั้น หายไปพอสมควร สิ่งนี้เลยทำให้ผมต้องมานั่งดูในการแปรญัตติของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยสาระและเหตุผลที่ผมได้ชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ จึงมีความรู้สึกว่าแน่นอนครับว่าการที่เราจะนำ สมาชิก ๗๗ คนจากการเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดนั้น โดยอ้างว่าเป็นเสียงที่แต่ละจังหวัดนั้น ยอมรับและเป็นเสียงข้างมากนั้นดูจะมีน้ำหนักน้อยลงไปถ้าเทียบกับเหตุผลที่ผมได้กล่าวไว้ เมื่อสักครู่นี้ จึงมีความเห็นว่าถ้าเป็นไปได้อยากจะให้ในแต่ละจังหวัดนั้นมีตัวแทนจังหวัดละ ๒ คน ผมเองคงไม่กำหนดระบุสัดส่วนเหมือนอย่างที่สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้แปรญัตติหรือได้พูดไว้ว่า ควรจะมีสัดส่วน ๑๕๐,๐๐๐ คน หรือเท่าไรก็ตามแต่ในจังหวัดใหญ่และเล็กที่แตกต่างกัน แต่แน่นอนครับว่ากระบวนการในการนำ สสร. ที่มาจากตัวแทนการเลือกในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๒ คนนั้นจะทำให้เราไม่ทิ้งเสียงข้างน้อย บางครั้งอย่าลืมนะครับว่าเสียงข้างมาก กับเสียงข้างน้อยของผู้ชนะในการเลือกตั้งนั้นแตกต่างกันเพียงนิดเดียว เพราะฉะนั้น จะบอกไม่ได้หรอกครับว่าเสียงข้างน้อยเป็นเสียงที่เราไม่ต้องฟังคงไม่ใช่ ถูกต้องครับ ตามกติกานั้นคงต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ แต่ว่าในกรณีของการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญ ของประเทศนั้นผมคิดว่ากระบวนการในการรับฟังเสียงทั้งหมดของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ แล้วอย่างน้อยตัวแทนจังหวัดละ ๒ คน ก็จะเป็นตัวแทนที่ชัดเจนว่าเสียงส่วนใหญ่กับเสียงอีกส่วนหนึ่ง ที่ต้องรับฟังนั้นมีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร กระผมจึงคิดว่ามีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง ที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นควรจะมาจากจังหวัดละ ๒ คนจากการเลือกตั้ง แน่นอนครับว่า จริง ๆ แล้วกระผมไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเข้ามา เพราะเมื่อไรก็ตามแต่ ที่มีการเลือกตั้ง กระบวนการเลือกตั้งนั้นเองจะทำให้กระบวนการในการเดินหน้าต่อไปนั้น ไม่เป็นกลาง เพราะเมื่อไรก็ตามที่มีการเลือกตั้งเราปฏิเสธไม่ได้ครับว่าต้องมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพราะฉะนั้นการถ่วงดุลเสียงข้างมากด้วยเสียงข้างน้อยจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่อย่างน้อย เมื่อเราไม่สามารถปฏิเสธการเลือกตั้ง ปฏิเสธความเป็นการเมืองได้ หรือทำให้มันน้อยลงได้ เราก็ต้องถ่วงดุลอำนาจด้วยเสียงที่ต้องรับฟังอีกส่วนหนึ่ง นั่นคือสาเหตุที่ผมเรียน ท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกว่า จริง ๆ เราควรจะมีเสียงจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ๒ คน ใน ๑ จังหวัด เพื่อเป็นการ รับฟังเสียงข้างน้อยและใช้เสียงข้างน้อยนั้นถ่วงดุลอำนาจเสียงข้างมากเพื่อรับฟังสิ่งที่ ประชาชนทั้งหมดต้องการ เพราะอย่างที่ผมเรียนครับว่ากระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น คงจะใช้เสียงส่วนใหญ่อย่างเดียวไม่ได้เพราะว่าเป็นกฎหมายของคนทั้งประเทศ และผมเชื่อว่า เสียงที่เราไม่ได้ฟัง ไม่ได้ยินนั้นก็เป็นเสียงที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน

ในส่วนที่ ๒ สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งที่ร่างของรัฐบาลนั้นระบุไว้ว่า ให้เลือกตั้งโดยสมาชิกรัฐสภา แน่นอนครับ วันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ครับว่ากระบวนการ ในรัฐสภานั้นมีกระบวนการของความเป็นพรรคการเมือง ของความเป็นฝ่ายการเมือง ค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเราให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือกสมาชิกประเภทที่ ๒ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน ผู้เชี่ยวชาญด้านสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์นะครับ แล้วก็ผู้ที่มีประสบการณ์ทางด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินนั้นแน่นอนว่าเราคงพอเดาออกครับว่าปิดท้ายเมื่อมีการคัดเลือก โดยสมาชิกรัฐสภานั้นหน้าตาของ สสร. ใน (๒) นั้นจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่กระผม อยากจะเห็นก็คือให้ สสร. นั้นปลอดจากการเมืองหรือฝ่ายการเมืองอย่างชัดเจน เพราะแน่นอนครับว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจริง ๆ แล้วไม่ควรจะเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองเลย ด้วยซ้ำไปแต่อย่างที่ผมเรียนไว้ตอนต้นครับเมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เมื่อเราไม่สามารถ ทำให้มันน้อยลงได้อย่างน้อยต้องมีการถ่วงดุลอำนาจ ฉะนั้นกระบวนการในการคัดเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญใน (๒) นั้นผมมีความเห็นว่าเราควรเป็นอย่างยิ่งที่จะให้สมาชิกที่ เขาได้รับการคัดเลือกเข้ามาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ผู้เชี่ยวชาญด้านสาขา รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองหรือการบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม การเมืองต่าง ๆ ได้เลือกกันเอง เหมือนอย่างที่มีการเลือก สสร. ในอดีต สสร. ในอดีตนั้นไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยพี่น้องประชาชนแต่มาจากการเลือกตั้งของ พวกเขากันเองในกลุ่มเดียวกันเอง และกรณีนี้ก็เช่นเดียวกันครับ วันนี้ถ้าเราคัดเลือกสมาชิก เพียงแค่ ๖ คนของแต่ละประเภท ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเมืองเราจะได้สมาชิกที่น้อยจนเกินไป ผมเชื่อว่าตัวแทน สถาบันอุดมศึกษานั้นสามารถส่งตัวแทนเข้ามาได้มากกว่าที่เรากำหนดไว้แล้วเปิดโอกาสให้ พวกเขาได้คัดเลือกกันเองโดยที่สภาหรือรัฐสภานั้นอาจจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา ในลักษณะของการตรวจสอบคุณสมบัติและอำนวยความสะดวกให้สมาชิกเหล่านั้น ได้คัดเลือกกันเองอย่างมีเหตุมีผล โดยจำนวนเดิมที่ร่างของรัฐบาลกำหนดไว้ว่าผู้เชี่ยวชาญใน (ก) (ข) นั้น เป็น ๖ คน ๖ คน และ (ค) ๑๐ คนนั้น ผมคิดว่าเราควรจะรับฟังเสียงของ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางด้าน การเมืองนั้นมากขึ้น โดยกำหนดขอบเขตออกมาจาก ๖ คน ๖ คน ๑๐ คน เป็น ๑๒ คน ๑๒ คนและ ๒๐ คนโดยลำดับ เพราะฉะนั้นกระบวนการในการคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก ๒ ประเภทนั้นในท้ายที่สุดประเภทแรกก็จะมีอยู่ทั้งหมด จังหวัดละ ๒ คน แล้วก็ประเภทที่ ๒ ก็เป็น ๑๒ คน ๑๒ คน และ ๒๐ คนโดยลำดับอย่างที่ผมได้เรียนให้ทราบ ก็จะทำให้กระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญนั้นน่าเชื่อถือและปลอดจากระบบการเมืองมากขึ้น ต้องยอมรับนะครับว่าบางครั้งเสียงส่วนใหญ่นั้นอาจจะไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องเสมอไปอย่างที่ ท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เคยได้พูดไว้ตอนร่าง พ.ร.บ. ปรองดองเข้าสภา เพราะวันนี้แน่นอนครับว่า กระบวนการในการใช้เสียงส่วนใหญ่นั้นถ้าเรานำมาใช้ในกระบวนการในการร่าง พ.ร.บ. ปกติทั่ว ๆ ไป ผมคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องที่ต้องขัดข้องแต่อย่างใด แต่กระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็น กฎหมายสูงสุดของประเทศนั้นผมมีความรู้สึกว่าจะใช้เสียงส่วนใหญ่นั้นคงไม่ได้ ต้องใช้ กระบวนการที่ถูกต้องและทุกคนยอมรับได้และฟังเสียงข้างน้อยอันเป็นประเด็นสำคัญ เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนที่ประชุมครับ เรียนท่านประธานไปยังประธานคณะกรรมาธิการว่า จากเหตุผลทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมาจึงเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าต้องการให้มีการคัดเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามที่ผมได้เรียนท่านประธานและเรียนที่ประชุมไว้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล และตามด้วยท่านรสนานะครับ

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ดิฉันเองต้องขออาศัยข้อบังคับการประชุม รัฐสภาในข้อ ๓๘ ท่านประธานคะ เพราะว่าจริง ๆ แล้วตัวดิฉันเองไม่ได้แปรญัตติเอาไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๑ ค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ ก็แทนท่านผุสดี

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

แทนท่านผุสดี ตามไท ซึ่งท่านไม่สบายนะคะ แล้วก็ได้ทำหนังสือเอกสารนำเรียน ท่านประธานไว้ถูกต้องแล้ว ส่วนตัวดิฉันเองก็ตั้งแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๓ มาตรา ๒๙๑/๖ แล้วก็มาตราอีกหลาย ๆ มาตราค่ะ จะอภิปรายในลำดับถัดไปค่ะ จึงนำเรียนท่านสมาชิก ให้รับทราบโดยทั่วกันนะคะ ก่อนอื่นท่านประธานคะ ดิฉันได้มีเอกสารซึ่งทางดอกเตอร์ผุสดี ได้ฝากเอาไว้ อยากจะฝากนำเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการให้รับทราบถึงเหตุผล ในการแปรญัตติในครั้งนี้ด้วยนะคะ เดิมในมาตรา ๒๙๑/๑ ทางกรรมาธิการได้มีเอาไว้ว่า ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ ประกอบด้วย สมาชิก ๒ ส่วนด้วยกันค่ะ เดิมนะคะ (๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จังหวัดละหนึ่งคน แต่ทางดอกเตอร์ผุสดีได้แปรญัตติไว้ก็คือว่าได้ตัดคำว่า จังหวัดละหนึ่งคน ทิ้งไปนะคะ ได้เพิ่มมาในใจความสำคัญอยู่ ๓ ประการด้วยกันค่ะ

ประการแรก ก็ให้ถือเอาจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง

ประการที่ ๒ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ผู้สมัคร ในเขตจังหวัดนั้น ๆ ได้ จังหวัดละหนึ่งคน

และประการสำคัญ คือประการที่ ๓ จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในแต่ละจังหวัดให้คำนวณตามสัดส่วนจำนวนประชากรสามแสนคนต่อสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญหนึ่งคนค่ะ เหตุผลประกอบที่ทำไมจะต้องตัดแล้วก็เพิ่มใจความสำคัญ เข้ามาท่านประธานคะ

ประการแรก เพราะเราคำนึงถึงจำนวนของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งต้อง สะท้อนความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ คน ที่บอกว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหนึ่งคน ควรจะมาจากจำนวนประชากร ๓๐๐,๐๐๐ คน ก็บ่งบอกให้เห็นถึงความหลากหลายของกลุ่ม ของอายุ ของเพศ ของวัย ของวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีแล้วก็ของศาสนาค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะยกตัวอย่างให้เห็นกันชัด ๆ ก็คือว่า ณ วันนี้ประเทศไทย ๗๗ จังหวัดเรามีความแตกต่างของจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัดค่ะ จังหวัดที่น้อยที่สุดยกตัวอย่างก็คือจังหวัดระนอง วันนี้เรามีประชากรอยู่ ๑๘๐,๐๐๐ กว่าคนค่ะ ในขณะเดียวกันกรุงเทพมหานครเรามีประชากรสูงถึง ๕,๖๐๐,๐๐๐ กว่าคนค่ะ ถ้าเอาตาม ร่างเดิมของคณะกรรมาธิการที่ได้บอกไว้ ๑๘๐,๐๐๐ คนกับ ๕,๖๐๐,๐๐๐ คนก็มีสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คนเท่ากันค่ะ แต่ถ้าทำตามที่ได้แปรญัตติเพิ่มเข้ามา นั่นหมายถึงว่า ๓๐๐,๐๐๐ คนต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คน แต่ถ้าเหลือเศษเกิน ๑๕๐,๐๐๐ คน ก็ให้เพิ่มสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไป ๑ คน ก็จะทำให้จังหวัดระนองมีสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คน ส่วนกรุงเทพมหานครก็มีสูงถึง ๑๘ คน สะท้อนให้เห็นถึง ความหลากหลายที่เป็นตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง การคัดสรร คัดเลือกมาจากการคัดเลือก จากหลายกลุ่ม หลายเพศ หลายวัย สะท้อนให้เห็นความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มประชากร ที่หลากหลายค่ะ วันนี้นะคะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไปเป็นตัวแทน แล้ววันนี้ตัวท่านเอง พวกเราทั้งหมดในรัฐสภาเองกำลังเข้าสู่ช่วงของการเปลี่ยนกฎกติกาที่จะบังคับใช้กับประเทศ ของเรา นั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญค่ะ วันนี้นะคะเราต้องยึดถือกลไกที่สำคัญ ก็คือว่าความเสมอภาค ความเป็นธรรมแล้วก็สันติ ซึ่งเราข้ามผ่านเหตุผลเหล่านี้ไปไม่ได้ค่ะ

ประการที่ ๒ เหตุผลที่จะต้องมี สสร. ตามจำนวนฐานประชากรก็เพราะว่า ต้องการที่จะเพิ่มโอกาสในการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นทุกวันนี้ค่ะพวกเรามักจะพูดกัน เรื่องของความปรองดอง คนโน้นก็ปรองดอง คนนี้ก็ปรองดอง คนนั้นก็ปรองดองค่ะ กลายเป็น วาทกรรมทางการเมืองไปแล้วค่ะ ซึ่งมันตรงข้ามกับการปฏิบัติ มาวันนี้ทางกรรมาธิการเอง สามารถปฏิบัติได้ ทำให้เห็นถึงความปรองดองได้ค่ะ โดยท่านไปเปลี่ยน เปลี่ยนจากสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านเคยยืนยันว่าจังหวัดละ ๑ คน ให้เปลี่ยนไปตามสัดส่วนของประชากร เพราะนอกจากท่านจะลดความปรองดองได้แล้ว ท่านยังสามารถลดข้อกังขา ลดความสงสัย ที่วันนี้บุคคลทั่วไปเขาตั้งประเด็นค่ะว่าการที่ท่านแบ่งการเลือก สสร. ในการเลือกตั้งหรือว่า การคัดสรร มันจะเป็นการล็อกสเปกให้คนของท่านเข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือไม่ค่ะ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าท่านกล้าที่จะตัดสินใจเพิ่มจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้มากขึ้นเท่ากับว่าความไว้วางใจและท่านสามารถตอบโจทย์ ตอบคำถามของคนทั้งสังคมได้ ว่าวันนี้ท่านตั้งใจจริง ท่านทำจริง และท่านต้องการที่จะทำให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งหมด ท่านจะสามารถตอบคำถามได้เลยค่ะว่าวันนี้ร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านจะแก้ไข ท่านไม่ได้ทำเพื่อ ใครคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือผลประโยชน์เพื่อคนคนเดียว หรือแม้แต่ท่านจะ ตอบคำถามได้เลยค่ะว่าท่านไม่ได้คิดที่จะรวบอำนาจเอาไว้ทั้งหมดโดยไม่ต้องถูกตรวจสอบ ในภายภาคหน้าค่ะ มาตรา ๒๙๑/๑ วรรคสอง ที่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงเอาไว้นั่นก็คือ เรื่องของสมาชิกที่มาจากการเลือกสรรนะคะ สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือก เลือกสรรหรือว่า สรรหาของที่ประชุมใหญ่ของอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยให้มีสมาชิกในกลุ่มนี้ตัด เหลือเพียง ๒ ประเภทเท่านั้นนะคะ คือคงเหลือเฉพาะผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน แล้วก็ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ค่ะ จริงอยู่ท่านประธานคะ เรายังคงอาศัยคนที่มีความชำนาญ ความรู้เฉพาะทาง คนที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ด้านรัฐศาสตร์ และด้านรัฐประศาสนศาสตร์ เพราะว่าเรื่องของการเขียนกฎหมาย รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของกลไก เรื่องของกติกา เพราะฉะนั้นต้องมีหลักสากลที่จะต้องทำ อย่างรอบคอบค่ะ จริงอยู่วันนี้พี่น้องประชาชนคนไทยรู้เรื่องเหตุบ้านการเมืองเป็นอย่างมาก เข้าใจดีว่าตอนนี้เป็นอย่างไร แต่ว่ายังต้องอาศัยผู้ที่มีความชำนาญเฉพาะทางมาเขียนลงเป็น ลายลักษณ์อักษรเพื่อที่จะให้ถูกต้องตามหลักสากลค่ะ และสาเหตุที่จำเป็นจะต้องตัด (ค) ไป คือเรื่องของผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม และกฎหมายทิ้งไปก็เพราะว่า ณ วันนี้ส่วนใหญ่แล้วผู้บริหารราชการบ้านเมืองในสังคม ของระบบรัฐสภาของเราก็จะมีอยู่แล้วในหมวดของนักการเมืองของ ส.ส. ที่เป็นตัวแทนอยู่แล้ว จึงไม่เห็นความจำเป็นว่าจะต้องมีตัวแทนเหล่านี้เข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้มาตรานี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขเพราะว่ามันเป็นการคัดเลือก ตัวแทนที่จะไปเปลี่ยนกลไก ไปเขียนรัฐธรรมนูญค่ะ เพราะว่าถ้าวันนี้เริ่มต้นได้ดีแล้ว ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งค่ะ เพราะคนสำคัญเหล่านี้คนที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะทำหน้าที่สะท้อนข้อคิด ความเห็น ความต้องการ แล้วก็ความคาดหวังของพี่น้องประชาชน คนทั้งประเทศค่ะ ขอความกรุณาท่านคณะกรรมาธิการนะคะ แล้วก็เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ทุกท่านค่ะ วันนี้อยากให้ทุกท่านได้ไตร่ตรองอย่างดีที่สุด อย่าเร่งรัด รวบรัด ลุกลี้ลุกลน ในการดำเนินการ เพราะวันนี้ท่านกำลังทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการวางกรอบระเบียบ กฎ กติกาใหม่ของประเทศค่ะ เพื่อที่จะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปเพื่อพี่น้องประชาชน คนไทยทั้งหมดค่ะ ในสังคมนี้สังคมที่มีความเสมอภาค เป็นธรรมแล้วก็สันติ มิใช่เราจะทำการ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคนคนเดียว เพื่อกลุ่มกลุ่มเดียว เพื่อกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มเดียวค่ะ หรือว่าเราไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดรัฐไทยใหม่ที่เป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ ในเสื้อคลุมของประชาธิปไตยคะ ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรสนา โตสิตระกูล

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะคะ ดิฉันเองก่อนที่จะพูดถึงการแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ ดิฉันเองก็ต้องการจะประกาศจุดยืนเหมือนเดิมนะคะว่า ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นะคะ ดิฉันคิดว่ากระบวนการ ที่ใช้นั้นเป็นอย่างที่เพื่อนสมาชิกท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ได้พูดนะคะว่ามันเป็นเพียง การใช้กฎหมายในลักษณะของคนหัวหมอ ในการที่ใช้กลไกมาตรา ๒๙๑ ที่ให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นนำมาสู่การยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อันที่จริงดิฉันเองเป็นคนหนึ่งที่โหวต ไม่รับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านประชามติเป็นที่ยอมรับ แล้วก็ดิฉันเองเป็นคนหนึ่งที่ได้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยอาศัยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ นี้ ดิฉันก็เคารพ ดิฉันเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้มีสิ่งที่จะต้องแก้ไขจริงอยู่ แต่การที่เราจะล้มเลิกโดยการกล่าวอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญของเผด็จการ เป็นรัฐธรรมนูญ ที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ควรออกมาจากปากของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งทุกท่านมาโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดิฉันคิดว่ามันเป็นการตำหนิชาติกำเนิดของตัวเอง เป็นการไม่แสดงความเคารพตามคำปฏิญาณของท่านทุกท่านเมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกรัฐสภา ดิฉันเองคิดว่าหลายท่านบางท่านในกรรมาธิการพูดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ท่ามกลาง การประกาศกฎอัยการศึก ถึงขนาดมีเอ็กซิทโพล (Exit poll) ที่บอกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ กาส่ง ๆ ไปอย่างนั้นเอง ดิฉันคิดว่านั่นก็เป็นเรื่องการกล่าวอ้าง คิดเอาเองตามจำนวนที่คิดว่า จะทำให้ตัวเองนั้นสามารถโต้แย้งและมีเหตุมีผล ดิฉันคิดว่าถ้าหากเราเชื่อเช่นนั้นว่ามีคนถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่โหวตรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ แบบส่ง ๆ ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันเองแปรญัตติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง สสร. ที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญขอให้มีการทำประชามติใหม่อีกครั้งหนึ่ง ถ้าประชามติ ของประชาชนเห็นด้วยกับการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ดิฉันก็จะยอมรับ เช่นเดียวกัน แต่ท่านกล้าไหม ดิฉันคิดว่าท่านไม่กล้าหรอก เพราะว่าท่านก็ได้แต่เพียงแค่ อ้างไปอย่างนั้นเอง เพราะว่าคำพูดเช่นนั้นว่ามีคนโหวตรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่ามกลาง การประกาศกฎอัยการศึก หรือแม้แต่การที่พูดว่าการรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เพียงเพื่อ อยากจะให้มีการเลือกตั้ง อยากจะไปให้พ้นจากคณะรัฐประหาร ดิฉันคิดว่าเมื่อเรามาถึงจุดนี้แล้วนี่ ถ้าหากจะให้เสียงของท่านที่ท่านพูดนั้นไม่ใช่เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ดิฉันคิดว่า ทำประชามติสิคะ ให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นผู้ตัดสินใจว่าถึงเวลา ที่ต้องการจะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ถ้าหากว่าประชาชนได้ลงประชามติเพื่อที่จะ ล้มล้างประชามติเดิมดิฉันคิดว่าอันนี้สมควรค่ะ เพราะว่าประชาชนเป็นเจ้าของอธิปไตย ผู้แทนในรัฐสภาแห่งนี้เป็นเพียงผู้แทนที่รับมอบอำนาจมาทำการ ท่านไม่ได้รับสัมปทาน อธิปไตยของประชาชนนะคะ แต่ท่านอาจจะกำลังเข้าใจผิดว่าเมื่อท่านได้รับเลือกเข้ามาอยู่ใน สภานี้แล้วท่านรับสัมปทานอธิปไตยจากปวงชนชาวไทยที่ท่านจะทำอะไรก็ได้ กล่าวอ้าง อย่างไรก็ได้ เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญแบบหัวหมอโดยอาศัยมาตรา ๒๙๑ เพื่อจะล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ฉบับนี้นั้นนี่เป็นสิ่งที่ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งดิฉันไม่สามารถจะเห็นร่วมด้วยได้ ถ้าหากไม่มีการทำประชามติก่อนที่จะ มีการยกร่างใหม่ เพราะฉะนั้นดิฉันขอประกาศจุดยืนว่าถ้าหากกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็รวมไปถึงในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้มีการโหวตรับรัฐธรรมนูญในวาระที่สาม โดยที่ไม่ได้มี การแก้ไขตามที่ดิฉันได้ขอแก้ไขแปรญัตติ ดิฉันเองก็จะขอประกาศจุดยืนว่าในวาระที่สาม ดิฉันก็จะไม่รับ ดิฉันคิดว่าหลายท่านมักจะอ้างถึงว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ นั้นมีชาติกำเนิดที่เลวทรามที่ไม่ดีจึงไม่สามารถรับได้ ดิฉันคิดว่าที่จริงแล้ว รัฐธรรมนูญชาติกำเนิดไม่ใช่เรื่องสำคัญ ดิฉันยกตัวอย่างนะคะ ท่านทราบไหมว่ารัฐธรรมนูญ ของประเทศอินเดียร่างโดยคนคนเดียวคือดอกเตอร์อัมเบดการ์ ดอกเตอร์อัมเบดการ์ ชาติกำเนิดเดิมของท่านเป็นวรรณะจันทาน แต่หลังจากท่านเปลี่ยนมาเป็นชาวพุทธ ท่านก็สามารถก้าวพ้นจากวรรณะจันทานนั้นได้นะคะ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญที่ร่างโดย คนคนเดียวนี่ที่เป็นคนที่มีความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระนั้นได้รับความเชื่อถือจาก ประชาชนชาวอินเดียทั้งประเทศ แล้วก็รัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างโดยคนคนเดียวนั้นก็ไม่เคย เปลี่ยนแปลง ไม่เคยมีการฉีกทิ้ง มีแต่การแก้ไข หรือถ้าเราไปดูอีกประเทศหนึ่งก็ได้นะคะ ประเทศญี่ปุ่นรัฐธรรมนูญถูกร่างขึ้นมาโดยประเทศสหรัฐอเมริกาฉบับเรียกว่าแมคอาร์เธอร์ ซึ่งเป็นผู้ที่เข้ามายึดครองประเทศญี่ปุ่นหลังจากแพ้สงครามด้วยซ้ำไป ที่จริงแล้วเมื่อประเทศญี่ปุ่นนั้นประกาศตนเป็นอิสระ มีชัยเหนือประเทศสหรัฐอเมริกาในทาง เศรษฐกิจด้วยซ้ำไป เขาควรจะฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งแล้วบอกว่ามันเป็นรัฐธรรมนูญของ ผู้ครอบครอง แต่ก็ไม่เห็นเขาจะฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งนะคะ เขาก็มีการแก้ไขแล้วเขาก็ใช้กันไป มีแต่เพียงประเทศไทยนี่ละที่ชอบอ้างว่าชาติกำเนิดไม่ดี เพราะฉะนั้นจะต้องฉีกทิ้ง แต่ว่า จริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่มีฉบับไหนที่เขียนขึ้นมาเพื่อจะล้มล้างตัวเอง ดิฉันถึงได้พูดว่า คนที่ทำเช่นนั้น ถ้าจะพูดไปมันก็เหมือนกับเชื้อพันธุ์ที่มาจากนอกสังคมที่เข้ามาแทรก ในร่างกายที่เป็นชีวิตของเรา และงอกใหม่ขึ้นมาเพื่อทำลายร่างเดิม ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ รับไม่ได้ ถึงแม้ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่โหวตไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และดิฉันก็เห็นว่าเราแก้ได้ ในสภาแห่งนี้ แก้ทุกมาตราก็ยังได้ แต่เหตุไฉนจึงจำเป็นจะต้องมีการโอนถ่ายอำนาจออกไป ให้กับ สสร. แล้วแถมยังมีการกำหนดในลักษณะที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านพูดว่ามันเป็น การล็อกสเปก ทำไมต้องเป็น ๗๗ คนจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้พูดเมื่อวานนี้นะคะ นอกจากประเด็นที่บอกอ้างว่าขัดต่อหลักการ ซึ่งท่านสมาชิกวุฒิสภาสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ได้ชี้แจงไปแล้วว่าในหลักการของท่านนั้น ไม่ได้มีการขัดแย้งแต่ประการใด พูดแต่เพียงว่ามีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา ร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้บอกว่าจำเป็นจะต้องมาจากการสรรหาหรือการเลือกตั้งเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นมันไม่ได้ขัดหลักการอะไร แต่สิ่งที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้พูดเมื่อวานนี้ มีคำพูดหนึ่งที่ดิฉันติดใจนะคะ ที่บอกว่าที่ต้องการ สสร. จากการเลือกตั้ง ๗๗ คนนั้น เพราะไม่ต้องการให้มีฝ่ายค้านใน สสร. ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ท่านพูดนี้มันฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลนะคะ เราร่างรัฐธรรมนูญนี่ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลนะคะ ถ้าท่านพูดเช่นนั้น แสดงว่าท่านต้องการ สสร. ที่เป็นฝ่ายรัฐบาลฝ่ายเดียวใช่ไหม เป็นการต้องการผูกขาดตัดตอน ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นเป็นสิ่งที่ขัดเหตุผลหลักการที่ท่านชอบอ้างว่า เป็นประชาธิปไตย แล้วแม้แต่มีการพูดถึงว่ามีการกลับมติ เมื่อวานนี้ก็มีกรรมาธิการท่านหนึ่ง บอกว่าทุกมติทบทวนได้ ดิฉันฟังดูว่าแปลกนะคะ คือท่านทบทวนมติในส่วนที่เป็นประโยชน์กับท่าน เท่านั้นใช่หรือไม่ ถ้ามติอะไรที่ไม่ได้ตามใจก็กลับมติ ทบทวนมติ แต่ถ้ามติอันไหนที่ตัวเอง จะได้รับประโยชน์ก็อาจจะไม่มีการทบทวน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าเราจะมองประชาธิปไตย เพียงแค่ว่าเสียงข้างมากอย่างเดียวนั้น มันเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดปัญหา เพราะว่าท่านอ้างอยู่ อย่างเดียวว่าจะต้องฟังเสียงข้างมากโดยที่ไม่ฟังเสียงข้างน้อย ดิฉันคิดว่าปัญหาของ ประชาธิปไตยบ้านเรา ดิฉันขออ้างคำพูดของดอกเตอร์จรัส สุวรรณมาลา ท่านเคยพูดว่าปัญหา ประชาธิปไตยในบ้านเรานั้นที่เป็นปัญหาอยู่ก็เพราะว่าเรายังเป็นสังคมแย่งชิง เป็นสังคม ที่ใครใหญ่กว่าแย่งได้มากกว่า บางทีเอาไปทั้งหมดเลย พวกที่แพ้ก็จะไม่ได้อะไร ถ้าอยาก จะได้ก็ต้องยอมไปอยู่กับกลุ่มที่ชนะ หรือไม่ก็ต้องยอมจ่ายเพื่อให้ได้ส่วนแบ่ง การแย่งชิง อย่างนี้เป็นสังคมแบบโจร ไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย ส่วนคนที่แย่งชิงแล้วชนะในสังคม แบบบ้านเราก็คือเจ้าของพรรคการเมืองที่มีกลุ่มทุนหนุนหลังนั่นเอง เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า เป็นไปได้ไหมที่เราจะสร้างสังคมประชาธิปไตยของการแบ่งปัน แทนที่จะมุ่งเน้นแต่ในเรื่อง ของเสียงข้างมาก ดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าเราฟังกันอย่างตั้งใจไม่ใช่ว่าสภาแห่งนี้เป็นเพียง ที่ประกอบพิธีกรรม คือฟังไปหมดไป ๓ วัน ๔ วัน แต่กรรมาธิการยืนหยัดไม่ฟังเหตุผล ดิฉันนึกถึงพุทธพจน์บทหนึ่งนะคะ ในสุตตันตปิฎกเขาบอกว่า ในที่ประชุมใดไม่มีสัตบุรุษ ที่ประชุมนั้นไม่ชื่อว่าเป็นสภา ชนเหล่าใดพูดไม่เป็นธรรม ชนเหล่านั้นไม่ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าหากสมาชิกรัฐสภานั้นเป็นสัตบุรุษ รับฟังเหตุและผล สิ่งต่าง ๆ ก็เปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าหากว่าที่ประชุมแห่งนี้เป็นเพียงที่ประกอบพิธีกรรมของเสียงข้างมาก และเสียงข้างน้อยเป็นเพียงพระอันดับที่มารับฟัง ฟังไปแล้วในที่สุดก็ลงคะแนน เสียงข้างมาก ก็ชนะตลอดไป ดิฉันคิดว่าสังคมแบบนี้มันคือสังคมแห่งการแย่งชิง คือสังคมที่เราเรียกว่า เดอะวินเนอร์ เทค ออล (The winner take all) คือผู้ชนะได้ทั้งหมด แต่ผู้ที่เป็นเสียงข้างน้อย คุณจะไม่ได้อะไรเลย ถ้าคุณไม่มาเป็นพวกผม ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มันยากแก่การที่เราจะ ปรองดองนะคะ เพราะว่าดิฉันนึกถึงบทกวีของคุณอังคาร กัลยาณพงศ์ กวีรัตนโกสินทร์ เขาบอกว่าอะไรนะคะ เขาบอกว่า โลกนี้มิอยู่ด้วยมณีเดียวนา ทรายและสิ่งอื่นมีส่วนสร้าง ปวงธาตุต่ำกลางดีดุลยภาพ เพราะฉะนั้นเราอย่าถือว่าสังคมนี้อยู่ได้โดยเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยก็มีส่วนสร้าง เพราะฉะนั้นในการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกติกาสำหรับ คนทั้งประเทศ ทำไมเราจึงไม่ยอมฟังคนที่เป็นเสียงข้างน้อย ดิฉันคิดว่าวันนี้เราได้พูดถึง มาตราที่มีความสำคัญ มาตราที่บอกว่าที่มาของ สสร. นั้นจะมาอย่างไร มีคนขอแปรญัตติถึง ๑๑๐ คนในมาตรานี้ เพื่อที่จะขอให้ สสร. นั้นมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด ไม่ใช่จังหวัดละ ๑ คน แต่ตามประชากร ก็คือให้รวมส่วนที่เป็นเสียงข้างน้อย ไม่ใช่ว่า เสียงข้างมากเลือกมาคนเดียว คนที่เป็นเสียงน้อย ๆ ลงไปเขาก็จะได้มีอีกหลายคน เหมือนในกรุงเทพมหานครนั้นถ้าใช้การเลือกตั้งแบบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี ๒๕๔๓ นั้น ก็จะได้ ๑๘ คน ในหลาย ๆ จังหวัดที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วว่าการเลือกโดยที่ไม่ใช่ เพียงจังหวัดละ ๑ คนนั้นจะทำให้เสียงข้างน้อย แล้วก็รวมถึงกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่มี ความหลากหลายในทางการนับถือศาสนานั้นเขาจะมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม เพราะฉะนั้น ดิฉันเองก็หวังนะคะว่าท่านสมาชิกรัฐสภาและโดยเฉพาะคณะกรรมาธิการนั้นเมื่อรับฟังเสียงของ เพื่อนสมาชิกแล้วจะพิจารณาไตร่ตรองแล้วก็ปรับปรุง ไม่เสียหายอะไร เพราะว่าถ้าหากว่า ท่านไม่ได้จงใจที่จะมีการล็อกสเปก เพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คนนั้นพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลก็จะสามารถได้เสียงข้างมาก แล้วก็รวมไปถึงการสรรหาคนอีก ๒๒ คนนั้น ก็เป็นการล็อกสเปกอยู่แล้ว เพราะว่าดิฉันเองได้ยินมากับหูนะคะว่ามีบางคนมาประกาศแล้วว่า เขาจะได้มาในโควตา ๒๒ คนอย่างแน่นอน ถึงขนาดมาคุยโวว่ามี ส.ว. ไปขอเจรจาว่า ช่วยปลดล็อกให้กับ ส.ว. ด้วยซ้ำไป สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ดิฉันคิดว่าเรื่องเหล่านี้ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดว่าวิธีการต่าง ๆ ของกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นทำให้เกิด ความคลางแคลงใจ เกิดความไม่ไว้วางใจ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้ง สสร. แม้แต่ ๒๐๐ คน ดิฉันก็ไม่ถือว่ามันเป็นวิธีการที่ดีที่สุด อย่างที่ดิฉันบอกนะคะว่าถ้าหากมีคนที่เชื่อว่า เป็นคนอิสระ เป็นวิญญูชน เป็นคนที่ไม่มีผลประโยชน์กับการเมืองนั่งเพียงคนเดียวก็อาจจะ เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ดิฉันเองเชื่อว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกติกา มันเป็นเพียงพาหนะ มันไม่ใช่ เป้าหมายสุดท้าย แต่ว่ามันจะต้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้สังคมสามารถเดินทางไปสู่ความสงบ ความสุข การแบ่งปันร่วมกัน แต่ถ้าหากว่าการยกร่างกติกานั้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณรสนาครับ เนื้อหาก็โอเค ใช้ได้นะครับ พอดีครับ เพียงแต่ให้กระชับมาอยู่ในประเด็นสักนิดเถอะครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร 🔗

ขอบคุณ ท่านประธาน ดิฉันก็ใกล้จะจบแล้วค่ะ ท่านอย่าขัดดิฉันสิคะ ถ้าท่านขัดดิฉัน ดิฉันลืม เดี๋ยวดิฉันต้องเริ่มต้นใหม่แบบคุณรังสิมา คือดิฉันคิดว่าการที่ต้องการที่จะขอให้ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นโปรดฟังเสียงของสมาชิก โปรดฟังเสียงของสมาชิก และทบทวน ถ้าหากท่านต้องการให้เราไว้วางใจท่าน ท่านลองดูสิคะเพราะว่าดิฉันคิดว่า ถ้ามาตรานี้ท่านยอมนี้นะคะไม่ต้องมาเสียเวลาอภิปรายกันยืดยาวขนาดนี้ แต่ว่าท่านไม่ยอม ท่านจะยืนหยัดเอาแบบของท่าน ดิฉันคิดว่ามันก็ต้องต่อสู้กันไป ก่อนที่ดิฉันจะพูดในเรื่องนี้ว่า ดิฉันเองอยากขอให้มีการเลือก ๒๐๐ คน ดิฉันคิดว่าอันนี้จะเป็นวิธีการที่จะทำให้ ประชาธิปไตยของบ้านเรานั้นเปลี่ยนจากประชาธิปไตยของการแข่งขันและแย่งชิงนั้น นี้มาเป็นประชาธิปไตยแบบแบ่งปัน ดิฉันอยากจะยกตัวอย่างเรื่องหนึ่ง ดิฉันขอแสดงภาพ ขออนุญาตท่านประธานแล้วค่ะ ภาพภาพนี้เป็นภาพของเด็กแอฟริกากลุ่มหนึ่ง เขารวมตัวกัน ทำรูปเหมือนกับดอกไม้นะคะ ภาพอันนี้มีนักมานุษยวิทยาเอามาเล่าให้ฟังว่าเขาได้เข้าไปศึกษา กระบวนการและวิธีคิดของชาวแอฟริกันและเขาพบว่าแต่ละวันนั้นก็จะมีเด็กเหล่านี้มา ล้อมรอบตัวเขาอยู่ตลอดเวลา นักมานุษยวิทยาคนคนนั้นก็อยากจะทดลอง ก็เลยบอกกับ เด็กว่านี่นะเขาเอาทอฟฟี่ขนมหวาน ๑ ตะกร้ามาวางไว้ที่ใต้ต้นไม้ ขอให้เด็กลองมาเล่นเกมกัน ขอให้ทุกคนตั้งแถวและวิ่ง ใครวิ่งไปถึงต้นไม้นั้นก่อนก็จะได้ทอฟฟี่ไปทั้งตะกร้า ปรากฏว่า เด็กเหล่านั้นจับมือเรียงแถวกันนะคะ พอนักมานุษยวิทยาบอกว่าเริ่มต้นได้ เด็กก็พากัน วิ่งพร้อม ๆ กันแล้วก็ไปถึงที่หมายพร้อมกันทั้งกลุ่ม แล้วก็ได้ขนมแบ่งกันกิน นักมานุษยวิทยา คนนั้นถามเด็กเหล่านี้ว่าทำไมถึงทำอย่างนี้ ทำไมไม่วิ่งไปคนเดียวแล้วก็ได้ทอฟฟี่ไปทั้งหมด เด็กเหล่านี้เขาบอกว่าเขาพูดด้วยภาษาแอฟริกันของเขาว่า อู บุน ตู ซึ่งแปลว่า ไอแอม บีคอส วี อาร์ (I am because we are.) คือหมายความว่าฉันมีอยู่เพราะว่าพวกเรามีอยู่นี่เอง ท่านจะเห็นนะคะว่าการรวมของเขานี้มันเป็นรูปของดอกไม้ ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด และสิ่งที่เด็กเหล่านี้พูดก็คือว่าเราจะมีความสุขได้อย่างไรถ้าส่วนที่เหลือยังมีความเศร้า และความทุกข์อยู่ ดิฉันคิดว่าเราอาจจะมองว่าคนแอฟริกันเป็นคนที่ยังด้อยพัฒนานะคะ แต่ดิฉันเห็นว่าทัศนคติแบบนี้เขาอาจจะไม่พูดถึงประชาธิปไตย แต่เขาพูดถึงการแบ่งปัน เขาพูดถึงว่าเขาแต่ละคนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ไหมคะ ประเทศเรานั้นซึ่งประเทศไทย คนไทยเรานั้นเราเคยเป็นคนที่แบ่งปันกันมาตลอดเวลานะคะ แต่ทำไมล่ะเมื่อเราจะร่างรัฐธรรมนูญ ทำไมเราจึงไม่สามารถที่จะทำให้เกิดการแบ่งปัน ในเมื่อรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎกติกาที่จะใช้กับประชาชนทั้ง ๖๕ ล้านคน ไม่ได้ใช้เฉพาะกับ เสียงส่วนใหญ่เท่านั้น ไม่ได้ใช้เฉพาะกับผู้ชนะเท่านั้น เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าหากกรรมาธิการ จะรับฟังด้วยเหตุด้วยผลเป็นสัตบุรุษซึ่งอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ในฐานะของสภา เรามาฟังกัน ด้วยเหตุด้วยผล ถึงแม้เหตุผลเหล่านั้นจะเป็นเหตุผลของเสียงข้างน้อยแต่ถ้าหากมีเหตุมีผล ก็น่าจะเอาไปปฏิบัติ และดิฉันเชื่อว่าอันนี้มันคือความปรองดองที่จะเริ่มต้นได้อย่างแท้จริง แต่ถ้า ความปรองดองคือการเค้นคอว่าต้องมาเป็นพวกฉัน ถ้าไม่เป็นพวกฉันก็เป็นศัตรูกับฉัน ไม่ต้องมาปรองดองกัน ดิฉันคิดว่าสังคมไทยมันก็จะมีแต่ความวุ่นวายนะคะ เพราะว่าที่จริงแล้ว ต้องบอกว่ารัฐธรรมนูญนอกจากมาตรานี้ที่สำคัญแล้ว มาตรา ๒๙๑/๑๑ ก็จะเป็นมาตราที่สำคัญ อีกมาตราหนึ่ง ซึ่งดิฉันก็จะอภิปรายในช่วงเวลาต่อไป เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าเพื่อนสมาชิกท่านกรรมาธิการนั้นจะพิจารณาแล้วก็ฟังเสียง ของเพื่อนสมาชิกทุกคนแล้วปรับปรุง ดิฉันคิดว่าเราอาจจะทำให้กระบวนการต่าง ๆ เป็นไปได้ อย่างราบรื่นมากขึ้น แต่ถ้าท่านเชื่อว่าท่านเป็นผู้ชนะ ท่านก็จะเอาอย่างผู้ชนะของท่าน บางที ท่านก็กำลังหักด้ามพร้าด้วยเข่า และดิฉันบอกได้ว่าพร้ามันไม่หักง่ายเข่าท่านจะหักเอง เพราะฉะนั้นดิฉันเองก็ขอกราบเสนอความคิดอันนี้ผ่านท่านประธานไปยังประธาน คณะกรรมาธิการขอให้พูดกับเสียงข้างมากของท่านในสภาว่าได้โปรดฟังเหตุและผล ของเพื่อนสมาชิก ท่านไม่เสียหายอะไรที่จะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๐๐ คน ตามที่เพื่อน ๆ สมาชิก พูดในฐานะที่เขาเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งหมด ทำไมมันจะเสียหายอะไร ดิฉันไม่เห็นว่า เสียหายและขัดหลักการตรงไหน เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะขอให้ท่านเริ่มต้นในจุดนี้ และถ้าท่านสามารถที่จะยอมรับการทำประชามติก่อนยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนะคะ ดิฉันก็จะยอมรับสิ่งนี้ แต่ถ้าหากว่าท่านไม่ทำท่านยังยืนหยัดในฐานะเสียงข้างมากของท่าน ดิฉันก็จะรักษาสิทธิในฐานะเสียงข้างน้อยที่ดิฉันจะไม่เห็นด้วย และดิฉันบอกได้เลยนะคะ เรื่องนี้ถึงศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ถึงครูอังคณานะคะ ถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่ค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านภิญโญ สายนุ้ย ครับ

นายภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภา กระบี่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกระบี่ เมืองน่าอยู่ผู้คนน่ารัก ท่านประธานครับ กระผม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ซึ่งได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ เอาไว้นั้น เมื่อดูผู้แปรญัตติ ทั้งหมดแล้ว ผมคิดว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากวันนี้คงแพ้ในการโหวตแน่นอน กระผม เป็นคนหนึ่งที่ได้ยื่นแปรญัตติไว้ในการกำหนดให้มี สสร. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้กำหนดเอาไว้ว่าให้มี ๙๙ คน มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน แล้วก็จากการสรรหา ๒๒ คน กระผมมองเห็นว่าสภา ๙๙ คน ในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นจำนวนที่ไม่เหมาะสม หลักการและเหตุผลทั้งหลายของผู้อภิปรายทั้งหลายที่ผ่านมาแล้วนั้น ผมนั่งฟังแล้วเห็นด้วยทุกท่าน แต่ประเด็นของผมนั้นจะเป็นประเด็นที่ไม่เหมือนใคร เนื่องจากว่าผมได้เสนอให้มีการเลือกตั้ง ๑๗๐ คน และให้มีการสรรหาแค่ ๓๐ คน ในสภา ๒๐๐ คนนั้นมาเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๖ ท่านประธานครับ เหตุผลที่สำคัญที่สุดนั้น การมีสภาร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า ๙๙ คน คือถึง ๒๐๐ คนนั้น ทำให้เป็นสภาที่กว้างขวาง ในการพิจารณาในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน จากประชาชน โดยประชาชนอย่างแท้จริง แต่การแซมปลิง (Sampling) เหลือแค่ ๙๙ คน ใน ๖๐ กว่าล้านคนมันน้อย แล้วก็ทำให้เป็น เผด็จการเสียงข้างมากได้ง่าย ท่านอาจจะผ่านได้ในวันนี้ก็จริง แต่ว่าท่านอาจจะคิดหนัก ตอนเมื่อ สสร. ๙๙ ท่านนั้นทำงาน จะเป็นปัญหามาก ท่านจะถูกครหานินทาว่าทำให้มีการ เผด็จการในสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานครับ ส่วนในการเลือกตั้งนั้นกระผมมีความคิดว่าจังหวัดละ ๑ คนมีปัญหา ปัญหาอย่างไรครับ สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ไม่มีใครพูดเลย คือจังหวัดระนองผู้ที่ได้เป็น สสร. อาจจะได้เสียงสัก ๒๐,๐๐๐ นะครับ แต่กรุงเทพมหานครคนได้ลำดับ ๒ ซึ่งไม่ได้เป็นนั้น คะแนน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนได้คะแนน ๒๐,๐๐๐ ได้เป็น สสร. คนได้คะแนน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไม่ได้เป็น นี่ละครับคือตัวปัญหาที่จะมีการพูดในวงวิจารณ์กันมากในการเลือกตั้ง สสร. ซึ่งจะมีตามรัฐธรรมนูญที่จะมีการแก้ไขนี้ ผมเห็นด้วยในการที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการประเทศ เป็นเรื่องที่ดี แอดมินิส ฟอร์ เชนจ์ (Adminis for change) เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี แต่จะให้คนแค่ ๙๙ คนนั้นคิดเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีผมนั้นไม่ค่อยเห็นด้วย แต่เห็นด้วย ในการที่จะให้มีประชาชนเลือกตั้งเป็นครั้งแรก เพราะ สสร. รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ นั้นเป็นการเลือกตั้งกันเอง แต่คราวนี้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งผมคิดว่า ใน ๗๗ คนที่คลอดออกมาแล้วอ้างว่าประชาชนเลือกตั้งมาแล้วเมื่อมีปัญหาก็อาจจะทำให้ ประชาชนต้องคิดมาก เพราะฉะนั้นการที่ผมเสนอในมาตรา ๒๙๑/๑ ว่าให้มีสมาชิก สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๑๗๐ คน เป็นภาพที่เหมาะมาก แล้วก็สรรหามาตามความสามารถ ตามรูปต่าง ๆ ผมจะไม่ขยายในตรงนั้นนะครับ ดีอย่างไร ยกตัวอย่างจังหวัดนครศรีธรรมราช น่าจะได้สัก ๔ คน อย่างนี้ยกตัวอย่าง สสร. ถ้าอัตราส่วนตามเรโช (Ratio) ตามที่ผมตั้งไว้ ๑๗๐ นะครับ จังหวัดนครราชสีมาอาจจะได้สัก ๗ คน กรุงเทพมหานครประมาณสัก ๑๕ คน อย่างนี้เป็นต้น มันก็จะเหมาะในการที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนครับ ท่านประธานครับ เหตุผลอื่น ๆ นั้นท่านทั้งหลายที่อภิปรายไว้แล้วนะครับ ผมเห็นด้วยแต่ว่า วันนี้เราต้องโหวตให้ชนะก่อนว่าจะเอาประเด็น ๒๐๐ คน หรือ ๒๒๐ คนนะครับ แต่ถ้าเรา ไม่ช่วยกันโหวตให้มันชนะที่จะมีการไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการมันก็จบ จบแค่ ๙๙ คน ท่านประธานครับ ฉะนั้นผมในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ของจังหวัดกระบี่มาทำหน้าที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาวันนี้ อยากจะวิงวอน ท่านสมาชิกรัฐสภาทั้งหลายให้ช่วยกันดูแลว่าความเหมาะสมจากหลักการและเหตุผล ที่ท่านทั้งหลายสมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายไปแล้วครับท่านประธานครับ ผมคนหนึ่งเห็นด้วย ในการที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญถึงแม้จะทั้งฉบับ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะให้สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ มีแค่ ๙๙ คน ท่านประธานครับ ผมขอวิงวอน ท่านสมาชิกรัฐสภาทั้งหลายช่วยกันดูแล้วก็โหวตให้ชนะสักคราวในวันนี้ครับ ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านยุทธนา ยุพฤทธิ์ ครับ

นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา ยโสธร 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพอย่างสูง กระผม นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดยโสธร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หลายมาตรามีปัญหาขัดหลักนิติธรรม ขัดหลักนิติรัฐ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ประชาธิปไตย ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการรณรงค์ให้ประชาชนในจังหวัดยโสธรให้ความเห็นชอบรับรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองการปกครองของประเทศที่อยู่ภายใต้สถานการณ์ การกดดันนะครับ คำกล่าวที่ว่าผู้ชนะเป็นผู้บันทึกประวัติศาสตร์นั้น ถ้าจะพูดถึงกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อปี ๒๕๔๙ ถึงปี ๒๕๕๐ นั้นก็จะมีลักษณะคล้ายกัน กล่าวคือกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะนั้นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการแต่งตั้ง ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือ คมช. ก็ได้ร่างรัฐธรรมนูญท่ามกลางบรรยากาศ ในการกดดันที่จะให้รัฐธรรมนูญออกแบบเพื่อที่จะมีลักษณะเฉพาะเป็นการแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ในขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันนี้ก็เป็นที่ทราบดีนะครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่ปัจจุบันมีบทบัญญัติหลายมาตราที่เป็นประเด็นปัญหา เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศครับ ผมเห็นด้วยที่จะแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ในมาตราที่ก่อให้เกิดปัญหาในการพัฒนาประเทศที่ขัดหลักนิติธรรมหรือหลักนิติรัฐ โดยผมได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งทำหน้าที่จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนจำนวนหนึ่งร้อยสามสิบคน ซึ่งในจำนวนนี้นั้นผมมีฐานคิดที่ว่าจำนวนประชากร ๖๕ ล้านคนต่อประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คน ต่อจำนวน สสร. ๑ ท่าน จะเป็นทั้งสิ้น ๑๓๐ ท่าน อย่างน้อยจังหวัดละ ๑ ท่าน

(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภาจำนวนสามสิบคน ดังต่อไปนี้

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนสิบคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์จำนวนแปดคน

(ข/๑) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทยจำนวนสองคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญจำนวนสิบคน

ซึ่งผมเพิ่มจำนวนขึ้นมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของภาษาไทย เนื่องจากว่า ในกระบวนในบรรยากาศการประชุมของกรรมาธิการก็ดี อนุกรรมาธิการก็ดีหรือการประชุม รัฐสภาก็ดี การพิจารณากฎหมายพระราชบัญญัติต่าง ๆ ก็เป็นประเด็นปัญหาการตีความ ผมคิดว่าถ้าได้ราชบัณฑิตด้านภาษาไทยมาช่วยในการขัดเกลาถ้อยคำหรือมาให้คำแนะนำ ในการใช้ภาษาที่สละสลวยให้เกิดต่อการเข้าใจได้ง่ายนะครับ กฎหมายจะไม่ฟุ่มเฟือยยืดเยื้อ และกะทัดรัดนะครับ จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจึงมีความเห็นว่าในส่วนของ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทยจำเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการร่างกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมาย ที่สำคัญและเป็นแม่แบบสำคัญที่สุดก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ นอกนั้นการเลือกตั้ง รายละเอียดต่าง ๆ กระผมจะขอสงวนไว้ไม่ขออ่านนะครับเนื่องจากว่าก็จะซ้ำกับเพื่อนสมาชิก หลายท่านนะครับ ส่วนประเด็นที่มีเพื่อนสมาชิกได้พูดกันเป็นจำนวนมาก ในส่วนคำพูดที่ว่า เสียงข้างมากลากไป ผมคิดว่าเสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบ ประชาธิปไตย ด้วยระบบรัฐสภา เรามีสองสภา และอาศัยเสียงข้างมากของประชาชนนะครับ เป็นผู้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเป็นตัวแทน เราใช้ระบบตัวแทนครับ ก่อนที่ท่านที่กล่าวว่าเสียงข้างมากลากไปนั้น ก่อนที่ท่านจะเป็นเสียงข้างน้อย ท่านก็เป็น เสียงข้างมากมาก่อนเช่นเดียวกันนะครับ ผมก็คิดว่าคงจะต้องให้ความเคารพต่อเสียงข้างมาก ในขณะเดียวกันในส่วนเสียงข้างน้อยนั้นเราก็จะต้องรับฟังนะครับ

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการหรือ สสร. ที่จะได้มาภายหลังจาก กระบวนการแล้วเสร็จก็จะพิจารณาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางบทบัญญัติ บางมาตรา เท่านั้นนะครับ ที่ไม่เป็นธรรม ที่ล้าหลัง ที่ไม่เหมาะสมในสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน และเชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายถอยหลังคนละก้าวครับ แล้วก็พยายามประสานแล้วก็ยอม ๆ ให้บรรยากาศมันไปได้นะครับ ทางฝ่ายที่จะแก้รัฐธรรมนูญก็แก้เฉพาะบทบัญญัติตามมาตรา ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาประชาธิปไตยเท่านั้น ประเทศไทยเรา ก็จะสามารถเดินต่อไปได้ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอนุรักษ์ นิยมเวช ครับ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็เป็นผู้แปรญัตติคนหนึ่งในตัวร่างแก้ไขตัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ตัวผมเอง ผมมีข้อสังเกตในตัวร่างแก้ไขตัวรัฐธรรมนูญดังกล่าวดังต่อไปนี้นะครับท่านประธาน ซึ่งผมพยายามที่จะพูดในประเด็นที่ไม่ซ้ำกับท่านสมาชิกที่อภิปรายไปแล้ว

ในประเด็นแรกนี่นะครับท่านประธาน ผมคิดว่าในตัวที่มาของ สสร. ฉบับนี้ ซึ่งก็คงคิดว่าเป็น สสร. ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ ในปี ๒๕๕๕ ซึ่งคาดว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ปี ๒๕๕๖ ผมคิดว่าในตัวที่มาที่ไปผมคิดว่าก็คงมาจากตัวอย่างที่ เคยเกิดขึ้นมาแล้วในตัวร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๖ พุทธศักราช ๒๕๓๙ ซึ่งเป็น การแก้ไขเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๕ ซึ่งเราเรียกว่า สสร. ๑ ซึ่งเป็นคนก่อกำเนิด ในตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งผมก็ได้มีการตรวจสอบแล้วนะครับ หลักการก็คล้าย ๆ กับ ตัวร่าง ครม. ที่นำเสนอมานะครับ แล้วก็มี สสร. ๒ ซึ่งเป็นคนกำเนิดตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งผมคิดว่าตัวที่เป็นแม่แบบของตัวนี้ก็คงเป็นตัว สสร. ๑ นะครับ

ประเด็นที่ ๑ ผมคิดว่าถ้าเราดูเปรียบเทียบกันในตัว สสร. ๑ กับตัว สสร. ๓ ผมขออนุญาตว่าในตัว สสร. ๓ ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ หลักการก็คงคล้าย ๆ กัน ของเดิมมันก็เป็น เลือกตั้งถ้าดูแล้วนี่นะครับ ซึ่งผมคิดว่ายังแย่กว่าที่เสนอมาในรอบนี้นะครับ เดิมเป็น สสร. เลือกตั้ง แล้วก็ให้คนที่สนใจที่อยากสมัครเป็น สสร. นั้นเลือกกันเอง ๑๐ คน แล้วก็ให้รัฐสภา มาเลือกนะครับ หรือว่าถ้าเป็นการคัดเลือกก็ไปสมัครกับตัวสภา แล้วให้รัฐสภาเลือก แต่ผมว่าแต่อย่างไรก็ตามผมว่าสถานการณ์ในตอนนั้นกับในตอนนี้มันก็แตกต่างกัน ซึ่งผมคิดว่า ในการวิวัฒนาการในการที่แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ดีขึ้นกว่าเดิมนะครับ ก็คือว่าพยายาม ที่จะให้มีการเลือกตั้งทางตรงนะครับ แทนที่จะเป็นการเลือกกันเองแล้วให้มาเลือกโดยรัฐสภา ผมพูดถึงประเด็นเฉพาะการเลือกตั้งนะครับ ก็คือในตัวร่างฉบับนี้ให้มีการเลือกตั้งจัดกันเอง และอีกส่วนก็คือว่า ๑ จังหวัด ๑ คน ก็คือ ๗๗ คน แล้วส่วนที่มีการคัดเลือก ๒๒ คนนะครับ เพราะฉะนั้นโดยส่วนประเด็นแรก ในส่วนที่ผมมีการแปรญัตติผมเห็นว่าในส่วนการเลือกตั้ง ในส่วนที่กรรมาธิการได้อิงจากตัวร่างของคณะรัฐมนตรีก็มีความเป็นประชาธิปไตยขึ้นมาแล้ว แต่ขณะเดียวกันผมคิดว่ามันควรน่าจะได้ดีกว่านี้นะครับ โดยเหตุผลดังต่อไปนี้นะครับ ก็คือว่า ตามหลักของร่างของตัวที่ทางคณะกรรมาธิการเสนอในลักษณะของการที่ใช้จังหวัดมีตัวแทน สสร. ๑ คน ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเป็นการเปลี่ยนใช้หลักตามจำนวนประชากร ด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้ คือเงื่อนไขปัจจุบันเราก็ควรจะมีการพัฒนากระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยให้ดีขึ้น รวมตลอดถึงเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เพราะว่าถ้าเรื่องที่มาของ สสร. ได้รับการยอมรับจากประชาชนทุกฝ่ายที่มีอุดมการณ์และมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ก็จะทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความชอบธรรมมากขึ้น ถ้าเราลิงค์ (Link) กับในส่วน ของตัวประชากร ไม่ใช่ว่า ๑ จังหวัด ๑ คน เพราะว่ามันก็จะมีท่านสมาชิกพูดกันเยอะครับว่า อย่างเช่นกรุงเทพมหานครมีจำนวนประชากรเยอะได้ ๑ คน แต่จังหวัดเล็ก ๆ ได้ ๑ คน เหมือนกัน จังหวัดเล็กได้ ๑ คนอยู่แล้ว แต่จังหวัดใหญ่ได้ ๑ คน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดใหญ่ ๆ ได้ ๑ คน เพราะฉะนั้น ดูหลักแล้วมันอาจจะขาดความเท่าเทียมกันถ้าใช้หลักตัวสัดส่วน เพราะฉะนั้นถ้าดูจากหลัก ตรงนี้แล้วมันน่าจะมีความชอบธรรมมากขึ้น ถ้าเปรียบเทียบเปรียบเหมือนกับการเลือกตั้ง ของ ส.ว. เมื่อปี ๒๕๔๓ หรือ ส.ว. เมื่อปี ๒๕๔๙ ก็จะมีความชอบธรรมมากกว่า ประชาชน ส่วนใหญ่ก็จะมีข้อครหาว่า อย่างเช่น ส.ว. ในปีที่มีการเลือก กรุงเทพมหานครได้แค่ ๑ คน ในอดีตที่ผ่านมา ส.ว. ของกรุงเทพมหานครได้ ๑๘ คน ซึ่งประชาชนก็ยังติดใจอยู่ ในประเด็นนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเหตุผลนะครับ

อีกประการหนึ่ง ถ้าเราดูแล้วสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญควรอยู่บนพื้นฐาน ความต้องการและการเป็นหลักประกันเพื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีความหลากหลาย ของบุคคลที่มีความแตกต่างในความคิดเห็นหรือกลุ่มที่เป็นกลุ่มทางการเมืองต่าง ๆ รวมทั้ง จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญควรจะต้องเกี่ยวข้องกับตัวสัดส่วนประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้มันเท่าเทียมกัน โดยกำหนดเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกได้ ๑ สิทธิ ๑ เสียง ซึ่งจะทำให้ ๑ จังหวัดมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้หลายคน ในส่วนที่ ผมแปรญัตตินะครับท่านประธาน ก็คือว่าผมใช้จำนวน ๑๕๐ คน คือสัดส่วนแล้ว ก็ตกประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คนเป็นตัวกำหนด คือเท่ากับเพิ่มจำนวนขึ้นมาจากตัวจำนวนเดิม ๗๗ คน ทีนี้ถ้าเราดูแล้วเหตุผลที่อยากจะเสนอเพิ่มเติมให้ท่านประธานทราบนะครับว่า ทำไมจะต้องลิงค์กับตัวจำนวนประชากร ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้นะครับท่านประธาน ก็คือว่า

๑. ถ้ามีการลิงค์กับตัวจำนวนประชากรแล้วจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น ประชาชนจะมีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๖ และขณะเดียวกันต้องการให้ที่มาของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นที่ยอมรับของประชาชนได้มาก

ประการต่อไป ก็คือทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประชาธิปไตย มีกระบวนการ วิธีร่าง คำนึงถึงสิทธิของประชาชนให้มีความเท่าเทียมเป็นหลัก ไม่ใช่คำนวณเฉพาะพื้นที่ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งสุดท้ายโดยตรงทั้งหมดน่าจะเหมาะสมกว่า มีความเท่าเทียม ของประชาชนมากกว่า ถ้าจะมีเรื่องของการสรรหาเข้ามานะครับ

กราบเรียนท่านประธานอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าตามที่คณะกรรมาธิการ ได้มีการนำเสนอ โดยเฉพาะท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านนำเสนอว่า ในประเด็น ที่ทางตัวกระผมได้มีการแก้ไขตัดส่วนในเรื่องของตัว สสร. ที่ไม่มีส่วนในเรื่องของการคัดเลือก ออกไป เหลือเฉพาะในส่วนเลือกตั้ง คณะกรรมาธิการที่มีการลงมติกันเรื่องข้างมาก ข้างน้อย อะไรนี่นะครับ ผมก็ไม่อยากจะพูดประเด็นนี้ซ้ำนะครับ เพียงแต่ว่าผมขอคำชี้แจงจาก ท่านประธานนะครับ ตามความเข้าใจของผมนี่นะครับ ก็คือว่าประเด็นในเรื่องของการแปรญัตติว่า ในส่วนของกรรมาธิการ หรือว่าในส่วนของสมาชิกที่ไม่ใช่กรรมาธิการสามารถดำเนินการแปรญัตติ ขัดต่อหลักการได้หรือเปล่า นั่นคำถามที่ ๑ ซึ่งผมเข้าใจว่าในตัวร่างฉบับนี้ เท่าที่ผมตรวจสอบแล้ว ตั้งแต่หน้า ๓๔๓ กรรมาธิการมี ๗ ท่าน ท่านก็สามารถแปรญัตติในส่วนที่ว่าก็แปรญัตติ ในส่วนที่ขัดต่อหลักการได้ โดยเฉพาะถ้าเราดูมาตรา ๙๖ นะครับท่านประธาน ก็คือว่า ในมาตรา ๙๖ ของข้อบังคับ มาตรา ๙๖ ข้อบังคับฉบับนี้ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ซึ่งจริง ๆ คล้าย ๆ กับข้อบังคับ ของตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมขออนุญาตอ่านนะครับท่านประธานก็คือว่า การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้น คณะกรรมาธิการ สมาชิกรัฐสภาผู้ใดเห็นควร แก้ไขเพิ่มเติม ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก็ให้เสนอคำแปรญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อ ประธานคณะกรรมาธิการภายในกำหนด ๑๕ วันนับแต่วันถัดจากวันที่รัฐสภารับหลักการ แห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่รัฐสภาจะกำหนดเวลาแปรญัตติสำหรับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมไว้เป็นอย่างอื่นนะครับ ที่ผมอ่านมาตรา ๙๖ นี้ ผมคิดว่ามาตรานี้ มันใช้เฉพาะกับส่วนที่เป็นสมาชิกของรัฐสภาที่ไม่ใช่คณะกรรมาธิการ ซึ่งตรงนี้สภามีมติว่า แปรญัตติได้ ๓๐ วัน ในส่วนวรรคสอง วรรคสามมันก็ต้องใช้กับวรรคหนึ่ง ก็คือว่าการแปรญัตติ ต้องแปรญัตติเป็นรายมาตรา การแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่อันนี้นะครับ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิม ต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้ เว้นแต่ การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้นมาตรานี้อย่างไรตั้งแต่วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสามไม่ใช่คณะกรรมาธิการ แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานนะครับ ผมคิดว่าว่ากันแล้ว คณะกรรมาธิการสามารถดำเนินการแปรญัตติหรือสงวนที่ขัดกับหลักการได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามาตรา ๙๖ นี้ ผมว่ามันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเป็นการกำหนดสิทธิของ ตัวกรรมาธิการแตกต่างจากตัวสมาชิกรัฐสภาอื่น ซึ่งถ้าเราไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ไม่ได้กำหนดว่าจะสามารถดำเนินการแปรญัตติในส่วนที่เกี่ยวกับหลักการได้หรือเปล่า ซึ่งผมไปตรวจสอบแล้วไม่มี เพียงแต่ว่าผมก็เลยขอคำชี้แจงจากท่านคณะกรรมาธิการว่า เท่าที่ผมตรวจสอบแล้วในส่วนของคณะกรรมาธิการสามารถแปรญัตติขัดต่อหลักการได้ แต่ในส่วนของผมผมไม่ได้แปรญัตติไว้ แต่ผมคิดว่าในส่วนของผม

ข้อที่ ๑ ในส่วนที่ผมแปรญัตติว่าเฉพาะในเรื่องของการเลือกตั้งไม่ขัดต่อ หลักการ

ข้อที่ ๒ ต่อให้ขัดต่อหลักการแล้ว โดยหลักการแล้วในข้อบังคับตรงนี้ ผมว่าไม่น่าจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเป็นการปฏิบัติ ๒ มาตรฐาน ระหว่างคนที่เป็น กรรมาธิการกับคนที่เป็นสมาชิกผู้แปรญัตติ ประเด็นนี้ก็เลยขอคำชี้แจงจากตัวคณะกรรมาธิการ นะครับ

ประเด็นต่อไปนะครับท่านประธาน ถ้าเราดูในส่วนของการคัดเลือกตัวสมาชิก สสร. ตรงนี้ถ้าเราดูแล้วกระบวนการในการคัดเลือกโดยหลักการแล้วตามที่ทางท่านประธาน ชี้แจงว่าเป็นการคัดเลือกทางอ้อม ซึ่งผมก็เคยเห็นในตัวสมัย สสร. ๑ ก็เป็นลักษณะเดียวกับ ที่ทางตัวร่างฉบับนี้ อย่างไรก็ตามผมก็มีข้อสังเกตในตัวสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันว่า โครงสร้างของตัวการคัดเลือก โดยระบบของรัฐสภาจะเหมาะสมหรือเปล่า เพราะว่าถ้าเราดู ตัวโครงสร้างของตัวรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ก็ตาม โครงสร้างของตัวรัฐสภาเอง หรือโครงสร้างของตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเองอาจจะขาดความเหมาะสมในการคัดเลือก บุคคลเข้าดำรงตำแหน่งต่าง ๆ มันจะต่างจากโครงสร้างของตัวสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งสมาชิก วุฒิสภาเราไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง แล้วก็คุณสมบัติของ ส.ว. ไม่ได้อิงกับพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นการคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งต่าง ๆ เหล่านั้นมันก็เลยเป็นอำนาจหน้าที่ ที่กำหนดไว้ในตัวรัฐธรรมนูญ แต่ในส่วนตรงนี้พอมันกำหนดหน้าที่ในการคัดเลือกบุคคล เข้าดำรงตำแหน่งตรงนี้มันก็จะมีข้อที่แต่ละคนกังวล มีความเป็นห่วงว่าความชอบธรรม ในการที่จะเลือกบุคคลดังกล่าวไม่ว่าจะมาจากสาขากฎหมายมหาชน ๖ คน รัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย จำนวน ๑๐ คน ตรงนี้ว่าถ้าเราใช้เสียงข้างมากผมยอมรับในเรื่องของกฎเกณฑ์ ระบอบประชาธิปไตยว่าถ้ามีหลาย ๆ ระบบ ระบอบประชาธิปไตยก็เป็นระบบที่มีข้อด้อย น้อยที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเลือกระบอบประชาธิปไตยแล้วผมก็ยอมรับกติกา เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้ว เพียงแต่ว่าวันนี้มันในขั้นของการร่างก็เรียนปรึกษา ท่านประธานว่าถ้าในส่วนที่มีปัญหาในเรื่องของการใช้โครงสร้างของรัฐสภาเป็นคนเลือก ในเรื่องของ สสร. ในการคัดเลือกแล้วจะทำอย่างไรที่ไม่ให้ถูกแทรกแซง เพราะโครงสร้าง ของตัวรัฐสภามันมีส่วนหนึ่งของ จำนวน ๕๐๐ คน สังกัดพรรคการเมือง แต่ส่วนหนึ่ง โดยประมาณ ๑๕๐ คน ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ถ้าจำนวนครึ่งหนึ่ง ๓๐๐ กว่าคน อย่างน้อยก็มีส่วนหนึ่งที่สามารถที่จะมีอิทธิพลในการที่จะเลือก สสร. ได้ ตรงนั้น มันมีมาตรการหรือมีอะไรที่จะสามารถที่จะทำให้การเลือก สสร. ในส่วนนี้เป็นไปโดย ไม่ให้เป็นที่ครหาของคนทั่ว ๆ ไป ซึ่งผมก็เลยฝากเรียนสอบถามท่านประธานนะครับว่าตรงนี้ เป็นประเด็นที่ผมเป็นห่วง ผมได้ตัดในประเด็นในส่วนของการคัดเลือกของ สสร. ตัวนี้ ก็เลยอยากจะให้เป็นการเลือกตั้งโดยประชาชนทางตรง เพราะดูโครงสร้างของระบบรัฐสภาแล้ว อาจจะไม่เอื้อ

อีกประการหนึ่ง ก็คือว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมคิดว่าก็เป็นการพยายาม ที่จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นนะครับ อย่างน้อยถ้าเทียบกับตัวของ สสร ๑ นี่ อย่างที่ผมเรียนแล้วนะครับ ประชาชนไม่ได้เลือกทางตรง แต่คราวนี้เป็นการเลือกตั้ง ๗๗ คน อย่างน้อยก็มาจากตัวแทนจังหวัด แต่ขณะเดียวกันผมคิดว่าถ้ามันได้ดีกว่านี้ ถ้าลิงค์กับ ตัวจำนวนของตัวประชากรถึงแม้คนจะบอกว่าการเลือกกับจำนวนประชากรจะลิงค์กับ กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนเลือกตั้งที่สังกัดอาจจะเป็นเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น แต่ผมว่าก็ยังดีกว่านะครับ เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วก็เป็นกระบวนการที่เป็น การเลือกตั้งที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ขณะเดียวกันกระบวนการ สสร. ของการคัดเลือก อาจจะขาดการมีส่วนร่วมกับประชาชนทางโตรง แต่เป็นลักษณะของการเข้ามาทางอ้อม แต่ว่าท่านประธานต้องชี้แจงว่าถ้าเลือกใช้วิธีนี้จะทำอย่างไรที่จะทำให้กระบวนการเป็น ที่ยอมรับของประชาชนหรือทำให้เกิดความโปร่งใส ไม่ถูกการแทรกแซงโดยทางการเมืองครับ

อีกประการหนึ่ง ผมคิดว่าในตัวหลักการต่าง ๆ เหล่านี้ ที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการพยายามยืนยันในหลักการ คือการมีส่วนร่วมในหลาย ๆ ประเด็น เมื่อมีการสร้าง สภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ตลอดระยะเวลาของการร่างรัฐธรรมนูญ ๒๔๐ วัน ก็ให้มีกระบวนการ รับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนตลอด หรือว่าการมีประชามติครับ ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างน้อยก็ตอนปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านประชามติมาแล้ว แต่ท่านประธานคณะกรรมาธิการรวมทั้ง กรรมาธิการพยายามที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างน้อยถ้าจะมีเปลี่ยนแปลงหรือว่าแก้ไข หรือว่าจะมีการยกเลิกฉบับใหม่ตามที่มีการเพิ่มหมวดขึ้นมาหมวด ๑๖ อย่างน้อยก็ต้อง มีประชามติ ก็เป็นกระบวนการที่ให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมประชาชนยอมรับในร่างฉบับนี้

ส่วนประการสุดท้าย ผมคิดว่าการกำหนดตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมคิดว่า ผมก็เห็นชอบด้วยกรรมาธิการหลาย ๆ จุด โดยเฉพาะทางท่านกรรมาธิการได้พยายามที่จะ เพิ่มตัวในส่วนของว่า อำนาจของ สสร. ไม่สามารถที่จะดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติ ในส่วนพระมหากษัตริย์ได้ แต่อย่างไรก็ตามในหมวดอื่น ๆ ที่ไม่กระทบ เช่นไม่กระทบกับการ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย หรือการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ตรงนี้เท่ากับ ส่วนอื่นมันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ แต่อย่างไรก็ตามผมได้ฝากเป็นข้อสังเกต ท่านประธานไว้ว่า การแก้ไขหมวดอื่นไม่ว่าหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนนะครับ หรือว่า สิทธิในการพูด สิทธิในการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านั้น ถ้าจะมีการแก้ไขอย่างไรก็ตาม ต้องไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอันเป็นการกระทบกับหมวดอื่นด้วยนะครับ โดยเฉพาะหมวด พระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ว่าไม่แก้หมวดพระมหากษัตริย์แล้ว สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไปแก้หมวดอื่นแล้วส่งผลกระทบ ถ้าอย่างนั้นผมคิดว่าถึงแม้ผมจะไม่มีสิทธิในการที่จะ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดำเนินการ สสร. แต่โดยส่วนตัวแล้วผมก็ไม่เห็นชอบด้วย ถึงแม้ว่า ผมไม่มีอำนาจ เพราะอำนาจไปอยู่ที่ สสร. แล้ว ผมก็เลยฝากเป็นข้อสังเกตว่าในส่วนใดก็ตาม ที่อำนาจของ สสร. ที่จะดำเนินการแก้ไขแล้ว ต้องไม่ไปดำเนินการแก้ในหมวดอื่นและให้ มีผลกระทบกับอีกหมวดหนึ่งที่เป็นหมวดที่ต้องห้ามไว้ ผมก็เลยฝากไว้แล้วอยากฟังข้อสังเกต จากทางคณะกรรมาธิการในประเด็นต่าง ๆ ผมคิดว่าประชาชนก็คงรับฟังนะครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะเป็นรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน แล้วก็ประชาชนจะได้ประโยชน์ จากการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญอาจารย์พีรพันธุ์ครับ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ กรรมาธิการรวมทั้งท่านประธาน ที่อยู่ข้างบนนี้นะครับ ได้นั่งฟังท่านสมาชิกได้ให้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ มาร่วมเป็นเวลาเกือบ ๗ ชั่วโมง รวมกับ ๒-๓ วันที่ผ่านมาแล้ว รวมกับวันนี้เข้าไปอีก ผมก็คิดว่าพวกเราน่าจะ ใช้เวลาร่วมเกือบ ๖๐ ชั่วโมงเข้าไปแล้ว เราก็ยังคงติดอยู่ที่มาตรา ๒๙๑/๑ ว่าด้วยที่มาของ สสร. ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการนาน ๆ ทีถึงจะลุกขึ้นมาชี้แจงให้ข้อคิดเห็นตาม ที่ท่านสมาชิกให้ข้อคิดเห็นไว้ กรรมาธิการที่อยู่ข้างบนนี้ที่เป็นเสียงข้างมากก็จะถูกกล่าวหา อยู่ตลอดด้วยคำว่า ดื้อดึงบ้าง เสียงข้างมากลากไปบ้าง เผด็จการบ้าง มีความพยายามจะ ล็อกสเปกบ้าง รวบอำนาจบ้าง จนกระทั่งผมลงจากที่นี่ไปด้านล่างสมาชิกเสียงข้างมาก ที่ร่วมรัฐบาลอยู่บอกผมว่าถ้าปล่อยให้มีการฟังอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ คนก็จะเข้าใจว่าเสียงข้างมาก เป็นฝ่ายผิด ไม่ฟังเสียงข้างน้อย ไม่เคารพเสียงข้างน้อย เพราะฉะนั้นผมจึงจำเป็นต้อง ขออนุญาตท่านประธานได้ให้เหตุผลประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วย เท่าที่ได้รับฟังเหตุผลมาตลอดหลายชั่วโมงผมคิดว่าประเด็นที่น่าจะสรุปได้มีเพียงสั้น ๆ ก็คือ

ประเด็นที่ ๑ ท่านจะเอาตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าจะต้องมี สสร. เลือกตั้งจากจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน เป็น ๗๗ คน กับมาจากการคัดเลือกของรัฐสภาอีก ๒๒ คน รวมเป็น ๙๙ คน หรือจะเอาตามที่ท่านสมาชิกขอแก้ไข ในบรรดาท่านที่ขอแก้ไขมา ประเด็นยังคงอยู่ที่เรื่องที่มาของ สสร. ท่านขอแก้ไขเป็นจำนวน ๒๐๐ คนบ้าง มากกว่านั้นบ้าง ให้เหลือเพียงประเภทเดียวคือจะมาจากการเลือกตั้งทางตรงของประชาชนอย่างเดียวบ้าง หรือมีทั้ง ๒ ส่วนบ้าง แต่ว่าโดยรวมแล้วในเรื่องของการเลือกตั้งทุกคนที่ขอแก้ไขล้วนแต่ ขอให้มีการเลือกตั้งโดยยึดฐานประชาชนเป็นเกณฑ์ ก็คือจำนวนจาก สสร. ขอให้ยึดจำนวน ประชาชนเป็นเกณฑ์ว่าจะมีจำนวนเท่าไร สมมุติ ๒๐๐ คน ก็เอา ๒๐๐ ไปหารแต่ละจังหวัด แล้วก็คำนวณออกมาว่าจังหวัดหนึ่งควรจะมีเท่าไร ซึ่งถ้าเลือกตั้งกันแบบนี้ท่านลองนึกดูนะครับ พวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนมาจากการเลือกตั้งแบบนี้ทั้งนั้น ก็คือเราเป็นผู้แทนมาทำงาน ในระบอบประชาธิปไตยที่เราเรียกว่า เป็นระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เพราะฉะนั้น เมื่อเลือกประชาธิปไตยแบบตัวแทนทั่วโลกที่เขาใช้ก็คือเขาจะยึดฐานประชากรเป็นหลัก แต่ผมคิดว่าข้อเสนอนี้ที่คณะกรรมาธิการเสนอไม่ได้ยึดเหตุผลจำนวนประชากรเป็นหลัก แต่ยึดเขตหลักการปกครองคือจังหวัดและจังหวัดละ ๑ คน นี่คือฐานที่มาซึ่งมันต่างกัน

ประเด็นที่ ๒ ที่พูดกันค่อนข้างจะน้อย คือเราใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมง พูดแต่เรื่องที่มา ส่วนที่ผมนั่งฟังอยู่ตลอดพูดกันน้อยมากคือเรื่องกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ผมได้ยินหลายท่านบอกว่าได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้นำของบางประเทศเช่นเยอรมนี ซึ่งเขาก็ แปลกใจว่าทำไมประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญอยู่ดี ๆ เราจะมาทำใหม่กันทั้งฉบับ ส่วนของ เยอรมันเขาก็แก้ไขแต่เขาแก้เป็นครั้งเป็นคราวไป เป็นเรื่อง ๆ ไป ผมก็อยากจะเรียนกับ ท่านประธานว่าของประเทศเยอรมันกฎหมายที่เราเรียกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญของเยอรมัน มีชื่อเป็นทางการว่า เบสิก ลอว์ (Basic law) ภาษาไทยจะแปลได้ว่ากฎหมายพื้นฐาน ทำไมเขาไม่มีการยกเลิกครับ ท่านก็ต้องไปศึกษาว่ากระบวนการทำเบสิก ลอว์ ซึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญของเยอรมันมันใช้กระบวนการที่ยาวมาก แล้วเขาก็ศึกษาความต้องการของ ประชาชนอย่างจริง ๆ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกันจริง ๆ เพราะฉะนั้นจึงได้กฎหมายที่ตรงกับสภาพแวดล้อม สภาพทางสังคมของคนเยอรมัน ก็ทำให้เบสิก ลอว์นั้นมีความมั่นคงจนทุกวันนี้ บางท่านก็พูดถึงว่ารัฐธรรมนูญของประเทศ ที่เป็นประชาธิปไตยประเทศใหญ่ประเทศหนึ่ง เช่นประเทศอินเดียก็อ้างว่าดูสิของประเทศอินเดีย เขาให้ดอกเตอร์อัมเบดการ์คนเดียวเป็นคนร่างด้วยซ้ำ ผมก็จำได้ว่าเคยไปอ่านเรื่องนี้มา เหมือนกัน พอมาเปิดดูในงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าเขาก็พูดถึงกระบวนการ ร่างรัฐธรรมนูญของประเทศอินเดีย บุคคลสำคัญที่มีส่วน เช่น เนรูห์ ชาดาบอลาไบ ปาเดล จะรูชินีไนดู คนเหล่านี้เขากำหนดกรอบของการร่างรัฐธรรมนูญเสนอต่อประชาชน เสร็จแล้วก็มีกระบวนการยกร่าง มีการตั้งคณะกรรมาธิการหลายคณะเพื่อจะยกร่าง เช่นคณะกรรมาธิการเทคนิค คณะกรรมาธิการพิจารณาเนื้อหา ในหนังสือนี้บอกว่า คณะกรรมาธิการที่สำคัญที่สุดก็คือคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีดอกเตอร์อัมเบดการ์ เป็นประธานครับ ผมจึงเชื่อว่าอัมเบดการ์ไม่ได้เขียนรัฐธรรมนูญคนเดียว และในกระบวนการ จัดทำมียาวเหยียดถึง ๕ ขั้นตอนก็เลยทำให้รัฐธรรมนูญประเทศอินเดียอยู่ยืนมาจนถึง ทุกวันนี้ นี่คือกระบวนการส่วนที่ท่านสมาชิกส่วนใหญ่ไม่ได้พูดถึง ปัญหาที่คณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจงมาแล้วเบื้องต้นก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จำเป็นต้องแก้ไขทั้งฉบับ ประเด็นนี้ ผมได้ชี้แจงต่อที่ประชุมนี้ไปแล้วก็ขออนุญาตท่านประธานไม่ต้องพูดซ้ำอีก

ประเด็นต่อมาก็คือว่าจะให้ใครเป็นคนยกร่างครับ คำตอบก็คือว่าให้มีองค์กรพิเศษ ขึ้นมาก็คือที่เราเรียกว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ประเด็นต่อไปที่ต้องพิจารณาก็คือว่าแล้วกระบวนการได้ที่มาขององค์กรยกร่างนี้ จะเป็นอย่างไร ประสบการณ์ของประเทศไทยเราเคยมี สสร. มานานแล้ว สสร. ที่ไม่ยึดโยง กับประชาชนเลย เช่นเมื่อปี ๒๕๐๒ ตั้งสภานิติบัญญัติขึ้นมาและทำหน้าที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ อยู่ด้วย ร่างอยู่ ๑๐ ปีครับ เสร็จแล้วเราก็ได้รัฐธรรมนูญปี เข้าใจว่า ปี ๒๕๑๑ ใช้อยู่ได้ไม่กี่ปี คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีเขาลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนั้นทิ้ง ก็เพราะไม่ได้รับ การยอมรับจากประชาชน แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ผมเข้าใจว่าหลายท่านที่นั่งอยู่ ในสภาแห่งนี้ก็ได้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วย พอไปดูองค์ประกอบส่วนใหญ่ก็จะ มาจากภาคกลาง มาจากกรุงเทพมหานครเยอะเลย จากภาคเหนือน้อย จากภาคอีสานน้อย ก็ไม่เห็นมีใครไปพูดถึงว่าเอ๊ะ และความเป็นตัวแทนมันมีปัญหากันหรือเปล่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของ วิธีการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เราเคยมี สสร. ที่ยึดโยงกับประชาชนบางส่วน แล้วก็ปรากฏว่า ได้รัฐธรรมนูญที่ดี เช่น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งมีการแก้ไขมาตรา ๒๔๑ ของคณะรัฐธรรมนูญ สมัยนั้นตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา ส่วนหนึ่งก็มีการสรรหาสมาชิกที่เป็นตัวแทนมาจาก จังหวัดต่าง ๆ จังหวัดละ ๑ คน รวมกับผู้เชี่ยวชาญ ก็ประกอบกันเป็น สสร. ซึ่งสุดท้ายเรา ก็ได้รัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งคือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ หรือทางเลือกที่ ๓ ที่หลายท่านได้เสนอในนี้ก็คือว่าขอให้เลือกตั้งทางตรงเลย ประเภท คัดเลือกโดยรัฐสภาไม่เอาแล้ว ถ้าไปดูย้อนหลังกลับมาประเทศไทยยังไม่เคยให้มี สสร. จากการเลือกตั้งทางตรงอย่างเดียว ผมไม่ได้คัดค้านข้อเสนอของท่านสมาชิกเหล่านี้เลย ผมเห็นด้วยว่าต่อไปนี้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต่อไปนี้จะต้องให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้วางโครงสร้างไว้ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมาก เราจึงเรียกรัฐธรรมนูญ ฉบับนั้นว่าเป็นประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วม แต่ช่วง ๑๐ ปีที่เราใช้กันมาผมคิดว่าประชาธิปไตยก้าวหน้าขึ้นไปอีกแล้ว เกิดศัพท์ในภาษา วิชาการที่เรียกว่า ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือก็คือมีการประชุมเสวนา มีการทำ ประชาพิจารณ์ มีการจัดรับฟังความคิดเห็นอีกหลายครั้งจนกระทั่งประชาชนเขาเริ่มเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย เขาอยากจะมามีส่วนร่วมในการพิจารณา ไม่เพียงแต่ว่ามีส่วนร่วมเท่านั้น แต่ว่าขอให้คำปรึกษาหารือกับผู้มีอำนาจในการจัดทำกฎหมายของประเทศด้วย มันก้าวข้าม มาอีกขั้นหนึ่งที่เราเรียกว่า ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเราจะมีการจัดทำองค์กรที่จะทำร่างรัฐธรรมนูญนี้เราควรจะเอาแบบไหน คำถามนี้นะครับก็คงต้องย้อนกลับไปถามว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่อะไร ถ้าท่านตอบคำถาม ตรงนี้ได้ชัดเจนผมคิดว่าเราคงจะพูดกันเรื่องของที่มานี้ค่อนข้างจะง่าย สภาร่างรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่อย่างเดียวครับ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชน แบบพวกเราที่เป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ไม่ได้มีหน้าที่มาออกกฎหมาย ไม่ได้มีหน้าที่ไปแก้ไขปัญหา ความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน ไม่ได้มีหน้าที่ไปแก้ไขปัญหาเรื่องราคาพืชผลตก ไม่ได้มีหน้าที่ไปแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วม มีหน้าที่อย่างเดียวคือว่าทำอย่างไรจึงจะได้ รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดที่คนไทยทั้งประเทศยอมรับ ที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของ วิธีที่ดีที่สุดครับท่านประธานครับ ผมก็คิดว่าถ้าเราใช้ประชาธิปไตยแบบผู้แทน เพิ่มจำนวน สสร. เป็น ๒๐๐ คน แล้วก็ไปเอาตามสัดส่วนของประชากรนะ กรุงเทพมหานครอาจจะได้สัก ๓-๕ คนขึ้นมา พอไปเลือกท่านบอกว่าให้เลือกได้คนเดียว จำได้ไหมครับตอนเลือกตั้ง ส.ว. เมื่อปี ๒๕๔๐ ท่านแรกได้คะแนนเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ คะแนน ท่านสุดท้ายผมจำลำดับไม่ได้ แต่ว่าคะแนนน่าจะไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ คะแนนครับ ก็ได้เป็น ส.ว. เหมือนกัน และเราจะอธิบาย อย่างไร หลักความเป็นตัวแทน ก็คงยากที่จะอธิบาย บางท่านก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นขอให้มี จังหวัดละ ๒ คน เลือกข้างมากคนหนึ่งนะ เลือกข้างน้อยคนหนึ่งนะ แล้วจะไปบอกเขา เลือกได้อย่างไรล่ะครับ มันบอกไม่ได้ คือถ้าเราคิดว่าเอาฐานประชากรเป็นฐาน ผมก็คิดว่า เราก็จะได้ สสร. ที่เป็นฐานทางการเมือง จะเป็น สสร. ของพรรคนั้นพรรคนี้ ยิ่งไปคิดจำนวน สัดส่วนของประชากรเพื่อให้ได้จำนวน สสร. มากขึ้น ความเป็นการเมืองสังกัดการเมือง หรือเป็นตัวแทนของกลุ่มยิ่งจะมากขึ้นและสุดท้าย สสร. นั้นก็จะเป็น สสร. ที่จะเต็มไปด้วย ความหลากหลายทางการเมืองแบบที่พวกเรานั่งกันอยู่ที่นี่ล่ะ จะไม่ต่างอะไรกันเลย แต่ถ้าเราคิดว่า สสร. ที่จะมาทำเราเอาเขตปกครองเป็นหลักแล้วให้ประชาชนเขาเลือก ท่านก็บอกว่า เสียงข้างมากจะไปล็อกสเปก ผมคิดว่าไม่มีใครล็อกได้หรอกครับ กระผมเชื่อว่าผู้เลือก เขาคงจะเลือกเป็น เขารู้ว่าที่เลือกมานี้เลือกมาเป็น สสร. ครับ เลือกมาเพื่อจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญครับ ไม่ได้เลือกมาเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เขาก็คงจะ เลือกคนที่เขาเห็นว่าเหมาะสมที่สุดไม่มีใครสามารถล็อกสเปกได้ และถ้าเลือกอย่างนี้ด้วย ผมยังคิดด้วยซ้ำว่าพรรคเพื่อไทยนะครับ ซึ่งหลายคนเข้าใจว่ามีฐานเสียงเยอะในภาคเหนือ ภาคอีสาน อย่าคิดว่าจะได้เปรียบนะครับ ผมยังคิดว่าถ้าเลือกแบบนี้ในความเห็นส่วนตัว ผมยังคิดว่าน่าจะเสียเปรียบด้วยซ้ำ พรรคใหญ่จะเสียเปรียบด้วยซ้ำแต่ว่าถ้าเราเลือกแบบนี้ เราก็จะได้ สสร. ที่เป็นตัวแทนจากเขตปกครองแต่ละจังหวัด เมื่อได้มาอย่างนี้กระบวนการ ทำไมจึงจำเป็นจะต้องมี สสร. ประเภทผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมาจากคัดเลือกของสภาอีก ก็เพราะ ถ้าเราไปศึกษาประวัติศาสตร์ของการเขียนรัฐธรรมนูญนี้ครับ ข้อเสนอในการร่างรัฐธรรมนูญที่ดี ที่สามารถแก้ไขปัญหาบริบททางสังคมและการเมืองได้นี้ ส่วนใหญ่มาจากข้อเสนอของ ผู้เชี่ยวชาญ ผมก็คิดว่ายังจำเป็นต้องมี สสร. ประเภทผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ซึ่งจะมาจาก การคัดเลือกของรัฐสภา ก็แปลอันว่าให้รัฐสภาเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้ สสร. มาอย่างนี้นะครับ เมื่อ สสร. ไปทำหน้าที่ตรงนี้ละครับที่หลายท่าน ยังไม่ได้พูดต่อว่ากระบวนการจัดทำร่างนั้นจะทำอย่างไร สสร. ที่มาจากจังหวัดจังหวัดละ ๑ คน เขาก็เชื่อว่าเขาจะต้องเป็นตัวแทนของคนทั้งจังหวัด ไม่ได้สังกัดพรรคใดพรรคหนึ่งแน่นอน สสร. คนนี้ก็จะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สื่อสารระหว่างสภาร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชนในพื้นที่ สื่อสารอย่างไรครับ ก็เป็นกระบวนการที่ สสร. จะต้องลงไปในพื้นที่ ไปจัดทำรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน จัดการเสวนา จัดทำประชาพิจารณ์ คือต้องมีกระบวนการกลไกอันนี้เกิดขึ้น ให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด นี่คือกระบวนการที่สำคัญของการร่างรัฐธรรมนูญที่หลายท่าน ไม่ได้พูดถึง ผมขอย้ำอีกทีหนึ่งนะครับว่าพวกเราไม่ค่อยได้พูดถึงเลย ก็คิดว่าเมื่อได้ สสร. มาแล้ว สสร. จะมาเขียนเองร่างเอง ไม่ใช่ครับ ในร่างนี้ยังบอกว่าคุณจะต้องไปรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้นะ ตรงนี้คือกลไกสำคัญที่จะต้องไปคิดกันต่อไป ถ้ามี สสร. เพียงจังหวัดละ ๑ คนมันก็จะชัดเจนขึ้นนะครับ ข้อสำคัญนะครับท่านประธาน ในการทำรัฐธรรมนูญที่ผมดูจากหลาย ๆ ประเทศทำไมเขาจึงประสบความสำเร็จก็คือ เราจะต้องยึดอยู่ ๓ หลัก หลักที่ ๑ ก็คือประชาชนมีส่วนร่วมมาก ส่วนร่วมมากมากยิ่งขึ้นครับ ตามสภาพที่มันเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่มีส่วนร่วม แต่สามารถให้ความคิดเห็นปรึกษาหารือ แล้วก็กดดันผ่าน สสร. ที่เป็นตัวแทนของแต่ละจังหวัดเข้ามา จะมี สสร. ผู้เชี่ยวชาญที่จะเป็น ฝ่ายเทคนิคเข้ามาด้วย แล้วก็การมีส่วนร่วมของรัฐสภาก็จะมีส่วนร่วมเข้าไปด้วย ๓ ส่วนนี้ จะต้องผสมผสานกัน ผมคิดว่าถ้าทำด้วยกระบวนการอย่างนี้ก็จะทำให้เราได้รัฐธรรมนูญที่ดี ประชาชนจะมีส่วนร่วมกันอย่างจริงจังในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เขาจะรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เขามีส่วนร่วม เขาเป็นเจ้าของ เมื่อเขาเป็นเจ้าของเขาก็จะหวงแหน ใครจะมาฉีกทิ้ง ของเขาง่าย ๆ ไม่ได้อีกแล้ว ด้วยเหตุผลที่ผมได้กล่าวมานี้ท่านประธานครับ ผมจึงคิดว่า ข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้เสนอมาให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของประชาชน คำนึงถึงความมีส่วนร่วมของประชาชนจังหวัดละ ๑ คน บวกกับ สสร. ผู้เชี่ยวชาญ ๒๒ คน บวกกับการมีส่วนร่วมของรัฐสภา จะทำให้รัฐธรรมนูญที่เราจะได้ ในอนาคตจะเป็นรัฐธรรมนูญที่คนไทยทั้งประเทศมีส่วนร่วมแล้วคงจะมีความยั่งยืนตลอดไป ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมจะขออนุญาต ไล่รายชื่อที่ตกหล่นไปนะครับ เอาไล่ตามลำดับ เริ่มที่ท่านนิยม วรปัญญา ครับ

นายนิยม วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นิยม วรปัญญา ส.ส. ลพบุรี บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยกับการที่จะออกกฎหมายสำหรับคัดสรรคนที่จะมาทำหน้าที่ สสร. เข้าไปทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปรับปรุงในมาตรา ๒๙๑ ผมแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑ ผมเห็นด้วยกับการที่จะมีผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว ๒๒ คน แต่ว่า ไม่ได้แบ่งประเภทไว้ ผมเห็นว่ายังตกไปก็คือว่านักเศรษฐศาสตร์แล้วก็พุทธศาสตร์ นี้สำคัญมากครับ นักเศรษฐศาสตร์นี่ท่านก็คงจะได้ทราบประวัติของท่านปรีดีที่ได้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ของชาติแล้วก็แก้ปัญหาในคราวที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำให้ประเทศไทยเราได้ไปอยู่ ร่วมกับฝ่ายพันธมิตรเพราะเดิมทีแรกก็อยู่ในฝ่ายผู้รุกราน ประเทศไทยสมัยนั้นผมยังเป็นเด็กอยู่ แต่ผมติดตามผู้ใหญ่อยู่เรื่อย เพราะประเทศไทยจะถูกแบ่งประเทศเป็น ๕ ส่วน คือพันธมิตร ๕ ส่วนเขาแบ่งกันคนละส่วนกัน ประเทศไทยก็ได้รับการแก้ไขจากนักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ ทำให้ประเทศไทยยังเป็นไทยที่มีรัฐธรรมนูญเขียนไว้ประเทศไทยจะแบ่งแยกมิได้เกิดขึ้น ก็เพราะเหตุตรงนี้ครับ เพราะท่านผู้นี้ท่านได้ประสานงานกับทางด้านเศรษฐศาสตร์ของจีน ท่านแก้ไขอย่างไรบอกว่าประเทศไทยนี้มีคนจีนอยู่ในประเทศไทยเกินกว่ากึ่งหนึ่งทั้งลูกหลาน แค่ลูกกับหลาน ฉะนั้นท่านจะยอมหรือ ทางฝ่ายจีนก็ส่งคนมาสำรวจก็ปรากฏว่าเป็นความจริง ทีนี้จะทำอย่างไร ท่านก็บอกว่าท่านขอให้เป็นฝ่ายพันธมิตรและเป็นฝ่ายชนะสงคราม ยอมเสียค่าปฏิกรรมสงครามส่งข้าวสารให้กับพันธมิตร ๕๐ ปี ๕๐ ปีที่ส่งข้าวสารไปช่วยเขา สำเร็จ จอมพล ป. จึงได้เขียนไว้ว่าชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาตินะครับ เพราะตอนนั้น ผมกับจอมพล ป. ผมก็เป็นใกล้ชิดขนาดเป็นคนชงกาแฟให้ท่านรับประทาน แล้วก็ พลเอก เดช เดชประดิยุทธ หลาย ๆ ท่านข้าราชการผู้ใหญ่ ท่านประธานครับ บ้านเมืองเราเวลานี้ ที่ผ่านมาได้ถึงขนาดนี้ก็ยังมีต่อมาท่านดอกเตอร์ป๋วย ดอกเตอร์ป๋วยนั้นท่านจะเห็นว่าขณะนั้น เศรษฐกิจของเรากำลังตกต่ำแย่ดอกเตอร์ป๋วยก็แก้ไขให้บ้านเมืองเราผ่านพ้นไปได้ แต่ท่านก็ ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์เสีย ต่างประเทศก็เลยเอาไปใช้แทนก็เป็นประโยชน์ให้กับ ประเทศอื่นเขาไป คือความขัดแย้งกันโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความผิดถูกเป็นการแก่งแย่งกัน ระหว่างอำนาจกับคนแต่ละกลุ่มอาชีพ แล้วก็กลุ่มชน ท่านประธานครับ ต่อมาก็มาเป็นหนี้ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ก็มีบุคคลขึ้นมาอีกท่านหนึ่งขึ้นมาแก้ก็คือท่านทักษิณ ชินวัตร ก็ทำให้ หลุดพ้นจากหนี้สินได้ การที่เราเป็นหนี้สินของทางสถาบันการเงินนั้นเขาจะต้องมัดเรา อย่างแน่นหนาครับ เพื่อให้ได้เงินของเขาคืน กำหนดเรื่องราวต่าง ๆ ในการที่จะควบคุม หรือกำกับเพื่อไม่ให้มีการยักยอกทรัพย์สินหรือใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย ประเทศเรา ถ้าปลดหนี้เขาไม่ได้ก็ไม่มีโอกาสพัฒนาประเทศมาได้ถึงวันนี้ นี่ละครับประชาชนจึงมีความรัก และนับถือท่านทักษิณ ชินวัตร เพราะผมเองอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนทั่วประเทศทุกจังหวัดครับ เพราะผมมีงานที่ต้องติดต่อทั่วจังหวัด ผมมีปุ๋ยส่งไปขายตามจังหวัดต่าง ๆ แล้วก็มีรถขนส่ง ก็ไปติดต่องานหลายจังหวัด ก็ได้สอบถามคุยกันตามเพื่อนฝูงก็ได้รับการนิยมชมชอบในที่นี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเราเข้าถึงการรักษาพยาบาล การศึกษา แล้วก็การส่งเสริม การประกอบอาชีพ การให้สินทรัพย์เป็นทุน ก็ได้ริเริ่มสมัยท่านทักษิณ ท่านประธานที่เคารพครับ และนอกจากนั้นถ้าพูดถึงสมัยพระพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านปกครองพระสงฆ์ ทั่วโลกนะครับ ก็ใช้อนุพุทธ ๘๐ รูปที่ท่านได้ทดสอบแล้วก็ส่งไปทำหน้าที่ ฉะนั้นท่านฝึกคน จนมีสมาธิจิตมั่น มีความลดจากโลภโมโทสันโมหะ โทสะ จริตไม่มี ไม่เห็นประโยชน์ส่วนตัว เป็นที่ตั้ง นึกถึงความถูกต้องเรียกว่าคุณธรรม ศีลธรรม จรรยา ทำให้โลกสมัยนั้นที่วุ่นวายก็ลด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิยมครับ เอาให้ กระชับแล้วอยู่ในประเด็น

นายนิยม วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมจึงได้ขอเสนอแก้ ในมาตรา ๒๙๑ นี้โดยให้มีผู้เชี่ยวชาญ ปรากฏตามหนังสือนี้ก็แล้วกันนะครับ ที่แปรญัตติ เอาไว้นี่ ผมไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ ท่านไม่ได้แก้หรือรับคำแปรญัตติของผมแม้แต่คำเดียวเลย ผมก็อยากจะเรียนถามว่าทำไมท่านกรรมาธิการจึงไม่รับเพราะอะไร เพราะจำนวนก็ไม่ได้เพิ่ม แต่ขอให้ได้คนที่มีคุณภาพตามที่เราจะสามารถแก้ปัญหาประเทศชาติของเราให้ก้าวหน้าไปทัน อารยประเทศ ทำไมจึงไปขัดขวางไว้ผมยังสงสัยครับ จึงขอเรียนถามไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการว่าเป็นเพราะอะไรครับ ประเทศเราจะอยู่ได้ก็ต้องเศรษฐกิจ แม้แต่กองทัพ ถ้าไม่มีกองเสบียงก็เดินทางไม่ได้ ไม่มีอาวุธก็รบไม่ได้ ทำไมไม่คิดสร้างสรรค์ในเรื่องนี้เลย ทั้งที่ไม่ได้ใช้จ่ายงบประมาณเพียงแบ่งคนประเภทนี้เข้ามา ถ้าคนมีศีลธรรมจรรยาบ้านเมือง จะวุ่นวายอย่างนี้ไหมครับ รู้จักรู้รักสามัคคีกัน บ้านเมืองเราคงไม่มีการแตกแยกกันขนาดนี้ ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ ไม่ต้องเสียงบประมาณมากมายอย่างนี้ แม้แต่น้ำท่วมครับ ถ้าไม่มี การขัดแย้งกันน้ำไม่ท่วมปีนี้เหมือนที่ผ่านมา เพราะมันเคยเป็นปกติอยู่แล้วนะครับ เพราะมีการขัดแย้งกันนี่ละครับ ผมคิดว่าถ้าเราปรองดองกันได้เหมือนกับไม่ต้องคิดอย่างอื่นครับ คำว่า ปรองดอง ก็เหมือนกับเรามีลูกสาวไปแต่งงานกับลูกชายเขาเป็นดองกัน หรือจะดองผัก ผลไม้ต่าง ๆ เมื่อไม่ได้เป็นรสเดียวกันเข้า มันก็เป็นเรื่องของการกลมเกลียวจะทำการใด ๆ มันก็เป็นไปได้ หรือเราต้องการรสอะไรเราก็ได้ จะต้องการเปรี้ยว หวาน มัน เค็มอย่างไร ก็ปรุงแต่งได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมขอให้ท่านชี้แจงด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิยมครับ ปรองดองนั้น เสร็จแล้วครับ ขอบคุณครับ ท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แล้วตามด้วยท่านชรินทร์ หาญสืบสาย ครับ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้ขอใช้สิทธิในการขอแปรญัตติ แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๙๑/๑ ครับ ผมไม่ขอใช้เวลาอันมีค่าของสภาไปมากเกินไป ด้วยการอ่านคำแปรญัตติของตัวกระผม แต่ผมขอสรุปสั้น ๆ ครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑ ก็มีใจความ มีหลักเกณฑ์ใน ๒ วงเล็บที่สำคัญใน ๒ ส่วนด้วยกัน ทั้ง ๒ ส่วนก็คือการกำหนด หลักเกณฑ์ที่มาของ สสร.

ในส่วนแรก ที่ผมไม่มีปัญหาด้วย แล้วผมก็เห็นด้วยก็คือ สสร. ที่มาจาก การคัดเลือกจะเป็นจำนวน ๒๒ ท่าน ผมก็ไม่มีปัญหาครับ จากในสาขาต่าง ๆ นานา ก็ไม่มีปัญหาครับ เพราะผมเชื่อครับว่าในการทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาทำหน้าที่ให้คำปรึกษากับ สสร. ส่วนที่เหลือ แต่ผมคิดว่าถ้า สสร. ที่มาจาก การคัดเลือกจะเป็นที่ปรึกษา จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษากับ สสร. นั้น ผมก็คิดว่าในเมื่อจะมี การเลือกตั้ง สสร. อีกจำนวนหนึ่งก็คิดว่า สสร. ที่มาจากการคัดเลือกก็ควรจะมาจากสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมก็เลยได้เสนอขอให้แก้ข้อความจากการที่จะมีสมาชิกซึ่งมาจาก การคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วการกำหนดหลักเกณฑ์เดิมที่ระบุไว้โดยประธานรัฐสภาก็ขอให้เป็นคณะกรรมการ การเลือกตั้ง แต่ท่านประธานครับ ในส่วนที่ผมคิดว่าเป็นอุปสรรคในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ก็คือหลักเกณฑ์ในการกำหนดนะครับ หลักเกณฑ์ในการเลือกตั้ง สสร. อีกจำนวนหนึ่งครับ จริง ๆ ถ้าเกิดจะพูดมากไปกว่านี้แล้ว ในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ผมไม่เห็นด้วยครับ แล้วผมก็ได้ออกความเห็น ผมได้ลงมติไม่รับหลักการไปในวาระที่หนึ่งเรียบร้อยแล้ว มีพี่น้องประชาชนหลายคนครับ ได้ถามถึงตัวกระผมว่าในขณะที่พวกเขาได้เผชิญกับปัญหา วิกฤติทางเศรษฐกิจข้าวของแพง หรือแม้จะเป็นปัญหาทางอุทกภัยที่พื้นที่ของผม กรุงเทพมหานครฝั่งธนบุรีประสบกับภัยน้ำท่วม ทุกวันนี้เรื่องการเยียวยาต่าง ๆ ก็ยังไม่ได้รับ อย่างครบถ้วน หลายคนยังถามอยู่เลยครับว่าปีนี้น้ำจะท่วมอีกไหม แล้วก็ยังไม่มีความชัดเจน ในมาตรการการแก้ไขปัญหา การป้องกันปัญหาน้ำท่วม ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ พี่น้องประชาชนที่ปลูกสวนกล้วยไม้ครับ ทุกวันนี้ในพื้นที่ผมก็ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา จากรัฐบาล แล้วก็ยังไม่กล้าปลูกต่อไปเพราะยังไม่ทราบว่าปีนี้น้ำจะท่วมอีกไหมครับ แต่ไม่เป็นอะไรครับ ในเมื่อเสียงส่วนมากของรัฐสภา ของสภาผู้แทนราษฎรมีความเห็นว่า เราก็ควรที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมก็คิดว่าในเมื่อเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วก็ควรจะทำให้ มันถูกต้อง ควรจะทำให้มันยั่งยืน ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกติกาสูงสุดที่พวกเราจะนำมาใช้ แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็จะให้อำนาจกับ สสร. ที่ผมอาจจะเรียกได้ว่าเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเลยก็ว่าได้ครับ เพราะฉะนั้นที่มาของ สสร. มีความสำคัญต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ จริง ๆ เมื่อสักครู่ก็ได้ฟังคำชี้แจงจากกรรมาธิการ เสียงส่วนมากในเบื้องต้นแล้ว แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังไม่เชื่อครับว่าการที่เราจะเลือกตั้ง สสร. ทั้งหมด ๗๗ คน จังหวัดละ ๑ คน จะสามารถตอบโจทย์ จะสามารถสะท้อนถึงความหลากหลาย และที่สำคัญที่สุดจะสามารถเป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชนได้ ผมคงไม่ต้องยกตัวอย่างไกล เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกวุฒิสภาได้พูดถึงจังหวัดปัตตานีนะครับ ซึ่งถ้ามีการเลือกตั้ง สสร. เพียง ๑ คนก็จะมี สสร. ที่มาจากประชาชนที่นับถือศาสนาเพียง ๑ ศาสนาเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันถ้าเกิดมี ๒ คนก็อาจจะเป็น สสร. ที่จะเป็นตัวแทนของพี่น้องที่นับถือ ๒ ศาสนาได้ แต่ผมคงไม่ต้องยกตัวอย่างไกลไปเกินพื้นที่ผมครับ ในกรุงเทพมหานคร มีประชากรทั้งหมด ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนครับ แล้วผมก็ไม่เชื่อว่า สสร. เพียง ๑ คน จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานครทั้ง ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนได้ เมื่อสักครู่ท่านกรรมาธิการบอกว่าการเลือกตั้ง สสร. ไม่ได้ใช้หลักประชาธิปไตยแบบตัวแทน เป็นการใช้หลักการปกครอง ผมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรครับ ในการเลือกตั้งเราก็ใช้มาแล้วครับ นายก อบจ. อย่างไรครับ จังหวัดละ ๑ คน แต่ผมไม่คิดว่าควรจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับ การเลือกนายก อบจ. มาเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ในครั้งนี้ครับ แล้วเหตุผลผมก็ได้พูดไปแล้วครับว่า สสร. ที่เราจะเลือกตั้งกันมาก็ต้องทำหน้าที่เป็น ตัวแทนของประชาชน นอกจากที่จะต้องสะท้อนถึงความหลากหลาย ซึ่งแน่นอนครับ พี่น้องประชาชนผมได้ยกตัวอย่างแล้ว กรุงเทพมหานคร ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนนั้น มีความหลากหลายแน่นอน ๑ คนไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกคนครับ แต่ที่สำคัญที่สุด ถ้าเกิดท่านยังยืนยันว่าจะมี สสร. ๑ คนต่อ ๑ จังหวัด กรุงเทพมหานครมี สสร. เพียง ๑ คน เท่านั้น ผมก็กล้าพูดเลยครับว่า สสร. ที่ได้รับเลือกตั้งมาในครั้งนี้จะไม่เป็นที่ยอมรับ ของประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานคร ท่านลองสมมุติดูสิครับ เช่น ในกรุงเทพมหานคร ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ในการเลือกตั้ง สสร. ที่จะถึง ถ้าอันดับ ๑ เช่นเมื่อได้คะแนน ๗๐๐,๐๐๐ เสียง เอาง่าย ๆ เลยครับ ๑,๐๐๐,๐๐๐ เสียง และถามว่าอีก ๕,๐๐๐,๐๐๐ เสียงล่ะครับ ที่เขาไปเลือกตัวแทนของเขา คะแนนเหล่านั้น ท่านเอาไปไว้ที่ไหนครับ แต่ว่าอย่างที่ผมบอกอย่างไรครับว่าจะใช้หลักการอะไรก็คงไม่ใช่ เป็นจุดสำคัญนะครับ จะหลักการปกครอง จะหลักการรัฐธรรมนูญ สำคัญคือสามัญสำนึก กับความเข้าใจของเราครับ ผมก็ยังไม่คิดว่าสิ่งที่ท่านตอบมาเมื่อสักครู่เป็นการตอบคำถาม ผมคิดว่าการที่ท่านตอบมาว่าเป็นการใช้หลักการปกครองแล้วก็กำหนดจังหวัดเป็น เขตการปกครองนี้ผมคิดว่ามันเป็นข้ออ้างมากกว่าครับ แต่ผมก็ไม่ทราบว่าข้ออ้างของท่าน ใช้กำหนดหลักเกณฑ์มาลักษณะนี้เพื่ออะไร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมในฐานะผู้แทนราษฎรของ พี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ของพี่น้องชาวไทยผมคิดว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ลักษณะนี้ ในการเลือกตั้ง สสร. ครั้งนี้จะเป็นอุปสรรคในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งผมเอง แล้วก็สมาชิกหลายท่านหวังว่าจะเป็นฉบับสุดท้ายที่เราจะได้ใช้กันแล้วก็ใช้กันอย่างยั่งยืน เพื่อความต่อเนื่องในการพัฒนาของประเทศของเรา เพราะฉะนั้นผมก็ขออนุญาตใช้สิทธิ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผมแปรญัตติขอแก้ไขใจความในมาตรานี้ไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านชรินทร์ หาญสืบสาย และตามด้วยท่านวันชัย สอนศิริ

นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภา ตาก 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตาก เมืองระแหง ซึ่งมีคำขวัญที่ไพเราะว่า ธรรมชาติน่ายล ภูมิพลเขื่อนใหญ่ พระเจ้าตากเกรียงไกร เมืองไม้ และป่างาม กระผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ยกมือสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ โดยตระหนักว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่เราใช้อยู่ขณะนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจาก การปฏิวัติรัฐประหารซึ่งเป็นที่น่ารังเกียจของประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลกนะครับ และมีสาระ หลายข้อที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นไม่ช้าก็เร็วก็จะต้องมีการแก้ไขฉบับนี้ อย่างแน่นอน และเนื่องจากว่ามีความเห็นที่แตกต่างแตกแยกกันเรื่องของรัฐธรรมนูญกันมาก เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าจะมีการแก้ไขกระผมก็เห็นว่าควรจะยกมือสนับสนุน แต่ว่าการที่ ผมจะยกมือสนับสนุนในวาระที่สอง หรือวาระที่สามต่อไปนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าสาระสำคัญของ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนรวมของประเทศชาติและเป็นประชาธิปไตย มากน้อยหรือไม่ เพราะฉะนั้นผมเองก็ได้ร่วม ได้มีการขอแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติไว้ ๓ ประเด็น แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คืออยู่ในมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งกระผมก็แปรญัตติให้ มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก ๒ ส่วน คือส่วนแรกมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จำนวน ๒๐๐ คน ซึ่งร่างของ ท่านกรรมาธิการนั้นกำหนดไว้ ๗๗ คน ส่วนที่ ๒ สมาชิกมาจากการคัดเลือกโดยตรงของ ที่ประชุมรัฐสภา สำหรับประเด็นหลังนี้สมาชิกรัฐสภาหลายท่านบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย อาจจะมีการบล็อกโหวต หรือว่าอาจจะไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงหรืออาจจะเป็นคน ของนักการเมือง แต่กระผมเห็นว่าถ้าหากว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่าง ๆ แล้วก็ มีประสบการณ์อย่างที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แล้วก็คัดเลือกโดยสมาชิกรัฐสภาก็ถือว่า เป็นประชาธิปไตยพอสมควรเพราะว่ารัฐสภานั้นส่วนใหญ่ก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ ๒ นี้ กระผมรับได้นะครับ แต่ในประเด็นแรกซึ่งสมาชิกจะมาจาก การเลือกตั้งของประชาชนเพียงจังหวัดละ ๑ คนนั้น ผมฟังการอภิปรายของผู้แทนของ สมาชิกรัฐสภาหลายท่าน ก็มีความเห็นที่แตกต่างกันไป แต่เสียงส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากสมาชิกวุฒิสภาก็มีความเห็นที่ค่อนข้างจะตรงกันว่าการที่เรามี สสร. เพียงจำนวนน้อยนิด ไม่น่าจะเป็นประชาธิปไตย เมื่อ ๑๐๐ กว่าปีก่อนท่านคงจะจำได้นะครับว่า อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดี คนที่ ๑๖ ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้เคยกล่าวนิยามของประชาธิปไตยไว้ ซึ่งเป็นที่ประทับใจ และทุกวันนี้ก็ยังมีการอ้างอิงกันตลอดมานั่นก็คือท่านกล่าวว่า ประชาธิปไตยคือการปกครอง ของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน รัฐธรรมนูญอย่างที่เราทราบกันว่า เป็นกฎหมายสูงสุดเป็นกติกาที่ใช้ในการปกครองประเทศ รัฐธรรมนูญที่จะเป็นประชาธิปไตยนั้น ก็ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่จัดทำโดยประชาชนเป็นของประชาชนนะครับ แล้วก็จัดทำไว้ เพื่อประชาชนเป็นความจริงที่พวกเราคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ทีนี้มาดูเรื่องกระบวนการ ที่เราจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา ท่านให้คนเพียง ๗๗ คนบวกกับที่รัฐสภาเลือกอีก ๒๒ คนไปทำหน้าที่ร่างท่านอาจจะบอกว่าไปทำประชาพิจารณ์ฟังความคิดเห็นของประชาชน ส่วนใหญ่ ผมว่าอันนั้นก็เป็นรูปแบบอย่างหนึ่ง แต่ผลที่ได้ออกมานั้นผมคิดว่าถ้าหากว่า มีคนที่ช่วยร่าง ช่วยคิด ช่วยให้ข้อคิดเห็นแล้วก็มาจากประชาชนที่มีส่วนร่วมอย่างแพร่หลาย จริง ๆ นั้น น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าใช้ประชาชนกลุ่มเดียว เพราะว่าปัญหาที่จะตามมา มีหลายประการ เช่น เป็นไปได้ว่าสมาชิกที่ สสร. ที่คัดเลือกมา ๗๗ คนจากการเลือกตั้ง ของประชาชนนั้น อาจจะเป็นคนของนักการเมืองเกือบทั้งหมด ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่มา แต่ว่าถ้าหากว่าเรามีจำนวนมากขึ้นเป็น ๒๐๐ คน ความหลากหลายที่มาจากแตกต่าง ของคนในแต่ละจังหวัดก็จะมีโอกาสดีขึ้น นอกจากนี้แล้วยังมีการคำนึงถึงเสียงส่วนน้อย ที่คาดว่าจะแพ้เพียงไม่กี่คะแนนแต่ก็เสียโอกาสไปเลย เขาควรจะเป็นเสียงเป็นผู้แทนของ คนจำนวนไม่น้อยที่จะมีความคิดที่จะแตกต่างจากคนที่ได้รับเลือกคนแรก เพราะฉะนั้น จำนวน สสร. ที่กระผมเสนอแปรญัตติกับเพื่อนสมาชิก ส.ว. หลายท่าน ๒๐๐ คน ก็คิดว่าจะ ทำให้เกิดความหลากหลายมีที่มาแตกต่างกันมากมาย อันนี้ก็จะสอดคล้องกับหลักการ ประชาธิปไตยที่เราถวิลหา เมื่อเช้านี้กระผมก็ได้มีโอกาสฟังท่าน ส.ว. สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านได้วางหลักการ สสร. ไว้ ๔ ประการ ซึ่งผมชอบมากแล้วก็มา เทียบเคียงว่าก็ตรงกับที่ผมได้คิดไว้ก่อน หลักการ ๔ ประการ ที่ท่าน ส.ว. สุรชัยพูดไว้ก็คือ ๑. มีส่วนร่วมของประชาชนที่หลากหลาย ผมขออนุญาตนำมากล่าวซ้ำเพราะเห็นว่า เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ๒. เป็นกลาง ๓. เป็นอิสระ และ ๔. ไม่มีส่วนได้เสีย การที่เรามี สสร. เพียง ๗๗ คน ผมว่าเสี่ยงมาก ๆ เลยที่จะเป็นการที่จะทำให้หลักการทั้ง ๔ ประการนั้น ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นคิดว่าเรื่องนี้ผมฟังดูแล้วท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย กล่าวเมื่อวานนี้ กับวันนี้ที่ท่าน ส.ส. พีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการพูดวันนี้ ผมว่าไม่ค่อย ตรงกันเสียทีเดียว ท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย พูดเมื่อวานนี้บอกว่า ๗๗ คน จะมีคน ที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยกันร่างแต่ละคนก็มีชื่อเสียงประชาชนก็จะเลือกคนที่ดีที่สุด แต่ว่าวันนี้ฟังดูเกิดความรู้ใหม่ว่า ๗๗ คน ที่จะไปร่างไม่ได้ทำร่างแต่ว่าไปช่วยประสานงาน ไปช่วยฟังความคิดเห็นของประชาชน ผมคิดว่าเราจะพูดอย่างไรก็ได้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่า การร่างรัฐธรรมนูญนั้น ถ้ามีจำนวนยิ่งมากเท่าไรก็ยิ่งดี หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว อย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมาก็อาจจะสรุปได้ว่ากระผมเห็นว่าจากการ หารือกับเพื่อน ส.ว. หลายคนเรามีความเห็นตรงกันว่าถึงแม้ว่าเราจะรับร่างรัฐธรรมนูญ รับหลักการในวาระที่หนึ่งแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องรับโหวตเห็นชอบในวาระสุดท้าย ผมคิดว่าในโลกความจริงความเห็นที่แตกต่างของนักการเมืองมีหลากหลาย ในสภาแห่งนี้ จะถือว่าเสียงส่วนมากเห็นว่าควรจะมี ๗๗ คน แล้วก็มีมติไปทางนั้นก็ทำได้ เพราะว่าหลักการ ประชาธิปไตยนั้นเขาบอกว่าต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่คือต้องปฏิบัติตามเสียงส่วนใหญ่ แต่อย่าลืมนะครับว่าเราก็จะต้องคำนึงถึงเสียงส่วนน้อยด้วยนะครับ อย่างที่ภาษาอังกฤษ เขาบอกว่า มาจอริที รูลส์ แอนด์ ไมนอริที ไรทส์ (Majority rules and minority rights) นั่นก็คือจะต้องคำถึงถึงสิทธิของเสียงส่วนน้อยด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าการที่จะลงมติดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งไปนั้นมันก็จะไม่พ้นกับ ที่มีคนเขากล่าวว่าใช้เสียงข้างมากลากไป หรือว่าเป็นการเผด็จการโดยรัฐสภา กระผม อยากจะให้ท่านสมาชิก ส.ส. จากพรรครัฐบาลได้คำนึงว่า ส.ว. จำนวนมากที่ให้การสนับสนุน รัฐบาล ไม่ว่าจะรัฐบาลยุคก่อนหรือยุคนี้ก็ตามเราคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ของประเทศชาติเป็นหลักนะครับ บางอย่างเราก็เห็นด้วยกับรัฐบาล บางอย่างเราก็เห็นว่า ฝ่ายค้านซึ่งวันนี้อภิปรายที่ผ่านมา ๒-๓ ครั้งนั้นมีสาระดีมาก ท่านก็ควรจะคำนึงถึงว่า การเพิ่มจำนวน สสร. จาก ๗๗ คนให้มากขึ้น จะเป็น ๑๐๐ คน หรือ ๒๐๐ คน ร้อยกว่า ๆ นะครับ ผมว่าส่วนตัวผมผมรับได้ แต่ว่าไม่ใช่แค่ ๗๗ คนนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ขณะนี้เราอยู่ในบรรยากาศมีการเรียกร้อง มีการปรองดอง เพราะว่ามีการแตกแยกกัน มากมายในระยะที่ผ่านมานะครับ การปรองดองนั้นน่าจะมาจากการกระทำ แล้วก็ การกระทำที่เป็นตัวอย่างเพื่อให้ทุกคนเห็นว่ารัฐบาลถึงแม้ว่าจะมีเสียงข้างมาก แต่ก็อยากจะ ปรองดองด้วยน้ำใสใจจริง เพราะฉะนั้นการที่ฝ่ายค้านก็ดี หรือ ส.ว. จำนวนหนึ่งก็ดีนะครับ ขอให้มีการที่สนับสนุนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในครั้งนี้ด้วยครับ เราก็อยากจะเห็นว่า รัฐบาลซึ่งมีเสียงข้างมากนั้นได้โอนอ่อนผ่อนตามความต้องการของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนะครับ การเพิ่มจำนวน ส.ว. สสร. ให้มากขึ้นนั้นก็จะเป็นสัญลักษณ์การเมืองที่ว่ารัฐบาลอยากจะ ปรองดองกับอีกฝ่ายหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ใคร่ขอวิงวอนขอให้ท่านกรรมาธิการนะครับ ได้ทบทวนอีกครั้งหนึ่งนะครับว่ามติที่ได้ลงไปแล้วใน ๒ ประเด็นนั้น ส.ว. เสียงส่วนใหญ่ ไม่รังเกียจที่จะให้มี สสร. ที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่รัฐสภา แต่ในส่วนที่ มีการเลือกตั้งนั้นอยากจะเพิ่มจำนวนครับ ก็ขอฝากข้ออภิปราย ข้อคิดเห็นเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวันชัย สอนศิริ แล้วตามด้วยท่านเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านกรรมาธิการท่านพีรพันธุ์ พาลุสุข ได้ชี้แจงต้องขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ชี้แจงดีมีเหตุผลครับ พูดง่าย ๆ ว่า สสร. ที่จะมีมาทั้งหมด ๙๙ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ๗๗ คน ท่านบอกว่ายึดโยงกับประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วม ประชาธิปไตยเป็นส่วนร่วม และ สสร. มีหน้าที่จัดทำเพียงรัฐธรรมนูญเท่านั้น พูดง่าย ๆ ว่าที่ท่านอาจารย์พีรพันธุ์ชี้แจงมานั้น ผมฟังดูแล้วดูดีมีเหตุผลครับ แต่ท่านประธานครับ เชื่อไหมครับว่าคนเขาไม่เชื่อ คนเขาระแวง คนเขามีข้อครหา และคนเขากลัวครับ นี่คือเป็นประเด็นใหญ่ครับท่านประธานที่เคารพครับ และที่สำคัญครับ เมื่อสักครู่นี้ผมคุยกับ ส.ว. บางจังหวัด กราบเรียนท่านประธานเลยครับว่า เขารู้แล้วว่าจังหวัดเขาใครจะเป็น สสร. ครอบงำไม่ได้ครับ แต่เขารู้ตัวกันแล้วครับ ผมขออนุญาตไม่เอ่ยว่าเป็นจังหวัดใด และ ส.ว. ท่านใดบอกผม ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเหตุผลที่มีคนระแวง คนเขาครหาและคนเขาไม่เชื่อใจในรัฐบาลผู้เสนอร่าง กระผม ในฐานะสมาชิกรัฐสภาอยากช่วยรัฐบาลครับ อยากจะสนับสนุนเพื่อไม่ให้คนเขาครหา ต่อร่างที่ท่านเสนอมานั้น โดยกระผมได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ ให้มี สสร. ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ตัด สสร. คัดเลือก ๒๒ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่กระผมแปรญัตติอย่างนี้ก็อย่างที่กราบเรียนท่านประธานแล้ว เมื่อกี้นี้ก็คือเพื่อสนองเจตนารมณ์และความต้องการของรัฐบาลอย่างแท้จริง และให้เป็น รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยตามที่รัฐบาลแถลงครับ เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะตอนที่แถลงนั้นมีการกล่าวหากันว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่เป็นประชาธิปไตย มาจากเผด็จการนะครับ ใช้คำอย่างนั้นเลยนะครับ แรงตอนแถลง ไม่ยึดโยงกับประชาชน ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนครับตอนแถลง และบางท่านกล่าวว่าไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระ ป.ป.ช. กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้ง ส.ว. สรรหาอย่างผม มีการกล่าวหาว่าไม่ยึดโยงกับประชาชน จึงต้องทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประชาธิปไตย หลักเหมือนที่ท่านอาจารย์พีรพันธุ์กรรมาธิการเสนอเมื่อกี้นี้ คือให้ยึดโยงกับประชาชน ผมจึงกราบเรียนท่านว่า ดังนั้นเมื่อท่านจะมี สสร. ซึ่งเป็นคนทำคลอดรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธาน ก็ควรจะให้ สสร. นั้นเป็นต้นแบบของประชาธิปไตยจริง ๆ ๑. ต้องยึดโยงกับ ประชาชน ๒. เอาประชาชนเป็นตัวตั้งและ ๓. ให้ความสำคัญกับประชาชนอย่างแท้จริงครับ ไม่ใช่แบบตามร่างที่ท่านเสนอหรือตามที่ประธานคณะกรรมาธิการแถลง บอกว่า ๗๗ คน บวก ๒๒ คน เป็น ๙๙ คน มันสุดยอดแล้ว แต่แท้จริง ๆ แล้ว ๗๗ คน บวก ๒๒ คนนั้น กราบเรียนท่านประธานว่ามันเป็นประชาธิปไตยแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบลูกผี ลูกคนครับ ท่านประธาน มันไม่เป็นไปตามหลักการที่ท่านแถลงว่าเป็นประชาธิปไตยโดยแท้ ในทำนองว่า เกลียดปูกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงครับท่านประธาน การที่ท่านกำหนดให้ มีการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง คัดเลือกส่วนหนึ่งนั้น เท่ากับว่าท่านเชื่อใจหรือไว้ใจประชาชนส่วนหนึ่ง ไม่ไว้ใจหรือไม่เชื่อใจประชาชนส่วนหนึ่ง อย่างที่ผมกราบเรียนว่ามันแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ครับ มันเป็นลักษณะหัวมังกุท้ายมังกรครับ มันจะประชาธิปไตยจ๋าก็ไม่ใช่ จะมาจากประชาชน ทั้งหมดมันก็ไม่เชิงครับท่านประธาน

ประการที่ ๒ นั้น ในลักษณะตามร่างที่ท่านเสนอ ผมกราบเรียนเท่ากับว่า เป็นการดูถูกประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งว่าไม่มีความรู้ ความสามารถเพียงพอที่จะ ร่างรัฐธรรมนูญได้ เท่ากับว่ายอมรับคน ๗๗ คนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ไม่สามารถที่จะ ร่างรัฐธรรมนูญได้ด้วยการเลือกตั้ง ๗๗ คนโดยตรง ทำไมครับ ก็เพราะท่านเอานักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญ ๒๒ คนมาประกบ เท่ากับว่าท่านยอมรับว่าคน ๒๒ คนนั้นจะเป็น ผู้ที่เชี่ยวชาญแล้วก็มาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านสังเกตได้ และจะเป็นที่ยอมรับได้ว่า นักวิชาการ ๒๒ คนนี่ละครับจะเป็นคนร่าง แล้วก็เป็นคนที่ชี้นำ ทางความคิด และแล้วไป ๆ มา ๆ จะว่าไปแล้วนั้น คน ๒๒ คนแทบจะเป็นคนร่างโดยตรง และเป็นคนกำหนดรัฐธรรมนูญโดยตรง ส่วนคน ๗๗ คนนั้นเป็นอย่างไรครับท่านประธาน ถ้าภาษาพระเขาก็เรียกว่าเป็นเพียงพระอันดับ มีหน้าที่สวดยัดเท่านั้นเอง หาได้มีบทบาทสำคัญ ในการร่างรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดครับ ดังนั้นที่ผมขอเสนอแปรญัตติอย่างนี้ครับท่านประธาน เป็นไปตามที่รัฐบาลอ้างเรื่องประชาธิปไตยและเอาประชาชนเป็นตัวตั้งจริง ๆ ถ้ารัฐบาล อ้างแบบนี้รัฐบาลจะต้องจัดหนักและจัดเต็มให้แก่ประชาชนครับ ดังที่ผมได้เสนอแปรญัตติ ให้มี สสร. ๒๐๐ คน จากการเลือกตั้งทั้งหมดทั่วประเทศตัดการคัดเลือก ๒๒ คนออกไป อันจะทำให้ข้อครหาต่าง ๆ รวมทั้งข้อกล่าวหาโจมตีรัฐบาลและความที่คนไม่เชื่อดังที่ ผมกราบเรียนไปนั้น เพราะอะไรครับ เพราะถ้าท่านทำในลักษณะอย่างนี้มันจะถูกต้อง ตามหลักประชาธิปไตยทุกประการ

ประการที่ ๒ ยึดโยงกับประชาชน เอาประชาชนเป็นตัวตั้งจริง ๆ ครับ ท่านประธาน

ประการที่ ๓ นั้น ข้อกล่าวหาที่ว่า สสร. รัฐบาลจะบล็อกโหวตที่พูดกันมา ทั้งวันนี่มันก็จะหมดไป อย่างที่เรียนแล้วว่า ๗๗ คนบวก ๒๒ คนอย่างไรเสีย ๒๒ คนนี้รัฐสภา ซึ่งท่านมีเสียงส่วนใหญ่ ท่านก็สามารถจะล็อกสเปกได้อยู่แล้วว่าเอาใคร และ ๗๗ คนนั้น อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่าบางจังหวัดเขารู้แล้วว่าใครจะเป็น สสร. ดังนั้นข้อกล่าวหา มันจะหมดไปถ้าท่านเอามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน เพราะอะไรครับ เพราะคน ๒๐๐ คนอย่างที่พูดกันแล้ว และอย่างที่กราบเรียนแล้วว่ารัฐบาลไม่สามารถจะกำหนดได้ ทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะกำหนดได้ก็อาจจะกำหนดได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเรา มีการเลือกตั้งในลักษณะ ๒๐๐ คน ก็จะทำให้คนได้หลากหลายทุกสาขาอาชีพจริง ๆ ครับ จะทำให้คนมีความรู้ความสามารถ นักวิชาการมีโอกาสได้รับเลือกตั้งเข้ามาและที่สำคัญที่สุดครับ ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของรัฐบาลตามคำกล่าวหาหรือข้อครหา และที่สำคัญครับท่านประธาน ในคุณสมบัติของผู้สมัครผมก็กำหนดโดยแปรญัตติไว้ว่าจะต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่า ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศ กำหนด นั้นแปลว่าอะไรครับ เราก็จะได้คนหลากหลายจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่มาจาก การคัดเลือกของรัฐสภา แม้ว่าท่านบอกว่าต้องการผู้เชี่ยวชาญซึ่งจะเป็นคนมีความรู้ ความสามารถก็จริง แต่ประชาชนเขาก็จะครหา เขาก็จะกล่าวหาว่าเป็นพวกเดียวของพวกท่าน และเขาก็จะกล่าวหาว่าเป็นนอมินีที่ท่านเลือกมา เพราะฉะนั้นถ้าทำในลักษณะที่ มีการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน มันจะทำให้ข้อครหาทั้งหมดนั้นของรัฐบาลหมดไป และเป็นไปตาม หลักประชาธิปไตยจริง ๆ ครับ ดังนั้นผมขอสรุปในประเด็นนี้ครับท่านประธาน ถ้าเป็นไปอย่างที่ กระผมแปรญัตติให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ ๒๐๐ คน รัฐบาลจะไม่ถูกกล่าวหา จะไม่ถูกโจมตี ดังที่มีการพูดกันมาตลอด ๒ วัน ๓ วันนี้

๒. เป็นไปตามที่รัฐบาลแถลงว่าต้องการให้เป็นประชาธิปไตยและเหนือสิ่งอื่นใดครับ ท่านประธาน เป็นการเอาประชาชนมาเป็นตัวตั้งจริง ๆ ครับ

และประการต่อมานั้น เราจะได้ สสร. หลากหลายสาขาอาชีพ หลากหลาย ความรู้ความสามารถ

และประการสุดท้ายนั้น ไม่ถูกชักนำโดยนักวิชาการที่กำหนดไว้เพียง ๒๒ คน ตามร่างของท่านเท่านั้น ถ้าทำได้เช่นนี้ครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่าข้อสงสัยต่าง ๆ ทั้งหมด หรือข้อครหาก็จะหมดไป รัฐบาลนี้เองก็จะไม่มีข้อตำหนิใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องบล็อกโหวต ล็อกสเปก แล้วก็จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้พูดง่าย ๆ ว่าถ้าทำด้วยวิธีแบบนี้ จะเป็นผลดีต่อรัฐบาลอย่างแน่นอน ผมยังไม่เห็นว่ามีผลเสียอะไรเลยครับว่ามี ๒๐๐ คน มีใครเสียหายครับ มีใครเดือดร้อนครับ ถ้ามีการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน มีใครเสียหาย มีใครเดือดร้อนไหมครับ ไม่มีเลยครับ แล้วทำไมท่านไม่เอาครับ มันเพราะอะไรครับ มีอะไรหรือ หรือว่ามีอะไรจึงไม่เอา ๒๐๐ คน ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลและหลักการดังกล่าว ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลมีความจริงใจรวมทั้ง ท่านกรรมาธิการมีความจริงใจในหลักประชาธิปไตยยึดโยงกับประชาชนควรให้มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมดด้วยวิธีการตามที่ผมแปรญัตตินี้ ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อ ประเทศชาติ ประชาชน และเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลผู้เสนอร่างครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ตามด้วยท่านวินัย สมพงษ์ ครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก 🔗

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑ นี้ ผมได้แปรญัตติ ที่อาจจะแตกต่างจากเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่พูดมาทั้งหมด เมื่อพิจารณาจากมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) แล้ว ในส่วนของ (๒) ซึ่งให้มีสมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภา จำนวน ๒๒ คน รายละเอียดดังที่หลายท่านทราบดีแล้ว คือผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ๖ คน สาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ๖ คน และผู้มีประสบการณ์ทางด้าน การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนดจำนวน ๑๐ คน ผมรับได้ครับในข้อนี้ เพียงมีข้อแม้ อย่างเดียวครับว่านักวิชาการดังกล่าว ๓ ข้อนี้ ถ้าจะให้สง่างามอยากจะให้ประธานรัฐสภา ให้เกียรติกับพรรคฝ่ายค้านครับ หรือผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรคัดเลือกมา ๑๑ คน ภาครัฐบาล ๑๑ คน ผมถือว่าจะเป็นการทำให้เกิดปัญญาขึ้นกับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เราจะเลือกตั้งต่อไป ในสัดส่วนของ (๑) ผมมีข้อเสนอว่าให้สมาชิก สสร. มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามสัดส่วน โดยจำนวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คือใช้จำนวนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนะครับ ซึ่งเมื่อดูตัวเลขแล้วจากผู้มีสิทธิออกเสียง เลือกตั้งจำนวนของ สสร. ที่จะได้น่าจะตกอยู่ประมาณ ๓๗๕-๔๐๐ คน ตัวเลขที่เราจะใช้ทำ ให้เกิดความยุติธรรมก็คือใช้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของจังหวัดที่เล็กที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ที่จังหวัดระนองนะครับ สมมุติว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๑๒๐,๐๐๐ คน จำนวนนี้นี่ละครับ เราก็ไปคำนวณออกมาเป็นสัดส่วนของแต่ละจังหวัดว่าจังหวัดใดจะได้ ๑ คน ๒ คน ๓ คน ไม่ใช่เป็นการตั้ง สสร. แบบจังหวัดละ ๑ คน ซึ่งผมถือว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่ถูกต้องที่กำหนด ตามพื้นที่ดังที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วนะครับ โดยเฉพาะพื้นที่ เขตกรุงเทพมหานคร หรือหัวเมืองใหญ่ ๆ ที่ประชาชนมีความรู้ มีความรู้สึกไวต่อทางด้าน การเมือง สัดส่วนส่วนนี้ควรจะมีให้มากเพียงพอตามสัดส่วน นี่คือเป็นสิ่งที่สำคัญครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องเกี่ยวกับที่ผมเสนอ หลายท่านอาจจะงงว่าทำไมถึง ๓๗๕-๔๐๐ คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มาก เพราะผมต้องการตอบคำถามของมาตรา ๒๙๑ (๒) ใน (๒) เราบอกว่า เราให้มีการตั้งโดยประธานรัฐสภา ๒๒ คนใช่ไหมครับ แต่หลายคนก็เป็นห่วง ทุกคนเป็นห่วงว่า อย่างไรก็ตามจะได้ สสร. ส่วนของการจัดหาโดยประธานรัฐสภา มีโอกาสสูงอย่างยิ่ง ที่จะไม่ให้เกิดความเป็นธรรมกับการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดที่สำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นจำนวนที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้เสนอไป ๒๐๐ คน ผมคิดดูนะครับ แต่ถ้าอย่างว่าใน ๒๐๐ คน และมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๒ คน ผมก็ถือว่า เป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงเกินไปในสัดส่วนที่ผมพูดแล้ว แต่ถ้าอย่างว่าเป็น ๓๗๕ คน แล้วมี ๒๒ คนนี้ ใส่เข้าไป สัดส่วนที่จะมาถูกมีอิทธิพลทางความคิดก็มีเพียงแค่ ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมยอมรับได้ ท่านประธานครับ ผมได้ฟังคณะกรรมาธิการหลายท่านได้ชี้แจงว่ารัฐธรรมนูญมันไม่ใช่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ปัญหาของพี่น้อง ในเรื่องของปากท้อง ในเรื่องของความเดือดร้อน เรื่องอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าผมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันครับ รัฐธรรมนูญจริง ๆ แล้ว ต้องตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาของประเทศได้ทุกระดับ เพียงแต่มันไม่ได้เขียน ในรัฐธรรมนูญครับ แต่กฎข้อบังคับรัฐธรรมนูญจะเป็นกลไกอันหนึ่งที่บีบให้ฝ่ายบริหาร ซึ่งจะต้องทำหน้าที่รับผิดชอบต่อประเทศชาติให้ลงมือทำงาน ผมยกตัวอย่างครับ ขณะนี้ประชาชนเดือดร้อนมากเกี่ยวกับเรื่องค่าครองชีพสูง รายได้ทางเกษตรต่ำ รัฐบาลแก้ไม่ได้ ปัญหาเชื้อเพลิงปล่อยลอยตัว ภาวะเศรษฐกิจขณะนี้คือภาวะระส่ำระสาย แต่สื่อต่าง ๆ ไม่ได้เสนอตรงตามความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมในพื้นที่หลายแห่ง ก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันครับว่าราคาพืชผลตกต่ำมาก โดยเฉพาะมันสำปะหลังครับ นี่ก็คือสิ่งที่ ผมอยากจะสอดแทรกไว้ว่ารัฐธรรมนูญที่เราจะแก้นี้จะต้องเอาวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทย เป็นตัวตั้ง แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญออกมาเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ ผมเรียนให้ท่านทราบ อย่างนี้ครับว่าการที่ผมได้สังเกตดูท่าทีของการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ผมเห็นว่าเป็นการทำ อย่างเร่งรีบ แล้วก็ทางประธานคณะกรรมาธิการที่สภาได้มอบหมายให้ไปทำเป็นวาระที่สอง ก็มีข้อบกพร่องมากมายดังที่พวกเราได้ทราบกันดีอยู่แล้ว และสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ พิจารณาเหมือนกับว่าสิ่งต่าง ๆ ที่สภารับร่างหลักไปแล้วในวาระที่หนึ่งเกือบแก้ไขอะไร ไม่ได้เลย จะต้องเป็นอย่างนั้นเท่านั้น โดยอธิบายว่าเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งก็ได้มีเพื่อนสมาชิก หลายคนบอกว่าแพ้ในสภาไปแล้ว ในสภาที่เป็นอยู่ในคณะกรรมาธิการพิจารณา ใน ๑๒ ต่อ ๑๐ แพ้ไปแล้ว แต่ก็ยังพลิกกลับมาบอกว่าต้องอยู่ในข้อบังคับ ในเรื่องที่เอาร่างของรัฐบาล เป็นหลัก อันนี้ก็คือสิ่งที่สูญเสียเกียรติยศและศักดิ์ศรีไปในระดับหนึ่งนะครับ สิ่งที่ผมจะต้องพูด ถึงเรื่องวิถีชีวิตของประชาชนที่จะต้องผูกพันกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมไม่ได้พูดเกินเลยไป ถ้าเราอ่านดูประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยยุคแรก ๆ ไม่ว่าจะเป็นโสกราติสก็ดี เพลโตก็ดี หรืออริสโตเติล เขาให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมากนะครับ ในสมัยนั้น ถึงกับมีการเขียนกฎหมายบอกว่าให้ผู้ชายแต่งงานเมื่อตอนอายุ ๓๗ ปี ผู้หญิงแต่งงาน เมื่ออายุ ๒๐ ปี ด้วยเหตุผลที่ต้องการจำกัดปริมาณประชาชนให้อยู่ในเมืองที่เหมาะสม ขนาดของเมือง การมีลูกหลาน หรือแม้แต่ระบอบกษัตริย์ก็เหมือนกันครับ ลูกหลานที่ออกมา ก็ต้องมีวิธีการเลี้ยงดู มันมีรายละเอียดมากมาย เพราะฉะนั้นถ้าเราจะร่างรัฐธรรมนูญโดยยึดหลักของคุณธรรมนะครับ แล้วก็นึกถึง ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนก็จะได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ผมจึงถือว่า การมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นจำนวนมาก ก็จะมีความหลากหลายในเชิงโครงสร้าง ทางความคิดนะครับ ประกอบกับที่ผมยังเห็นด้วยอยู่กับ ๒๒ คนของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอันนี้ เราเอามาฝ่ายละ ๑๑ คนแล้วก็ให้ต่อสู้กันทางปัญญา แล้วก็เอา ๓๗๕ คนเป็นตัวถ่วงดุล ลองดูว่าจะเห็นชอบอย่างไร เราก็จะได้รัฐธรรมนูญที่มีรูปแบบที่ดี แล้วก็ส่งให้พี่น้องประชาชน ทำประชาพิจารณ์เพื่อตัดสิน การที่ท่านจำกัดจำนวนเพียงแค่ ๗๗ คน ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ละจังหวัดนั้น ทำให้มองดูเหมือนว่ารัฐบาลจะมีโอกาสอย่างสูงที่จะล็อบบี้ (Lobby) หรือแทรกแซง หลายท่านที่เป็นกรรมาธิการพิจารณาบอกว่าเราไม่แทรกแซงจะปล่อยให้เป็น อิสระเต็มที่ แต่มาพูดในวันนี้ ณ ขณะนี้ผมว่าความน่าเชื่อถือของพวกกรรมาธิการเสียงข้างมาก น้ำหนักน้อยครับ ท่านประธานครับ เรามีรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ท่านบอกผมได้ไหมครับว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ท่านเห็นด้วยให้มี สสร. ยกร่างขึ้นมาใหม่จะดีกว่าฉบับที่แล้ว ๆ มา อย่างไร ถ้าพวกท่านรังเกียจรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ท่านบอกได้ไหมว่าท่านจะดีกว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งหลายท่านก็บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในปัจจุบันนี้ฉบับหนึ่ง หลายเรื่องที่จะต้องหาคำตอบให้ ผมไม่แน่ใจว่า สสร. เมื่อมีการประชุมและมีการทำงานกันแล้ว จะออกมาในรูปใด แต่เมื่อดูจำนวนวัน เวลา และเรื่องราวต่าง ๆ ผมเข้าใจว่าการตั้ง สสร. เที่ยวนี้เป็นการตั้ง สสร. ในลักษณะที่เลียนรูปแบบมาจากการตั้ง สสร. สมัยแรก สมัยแรก สมัยที่มีท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญร่าง ซึ่งในที่ประชุมของคณะอนุกรรมาธิการในสมัยนั้นก็ได้มีกำหนดจำนวนคณะกรรมาธิการ ชุดต่าง ๆ มีมากมายหลายคณะ มีคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับการยกร่างการวางกรอบต่าง ๆ มีคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับการทำประชาพิจารณ์ การประชาสัมพันธ์ อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราใช้จำนวนคนเพียงแค่ ๗๗ คน หรือ ๙๙ คน น้อยไปนะครับ การทำงาน จะไม่ได้มีรายละเอียดที่มากเพียงพอที่จะทำให้ได้ข้อมูลในการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่า เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด ท่านประธานครับ ถ้าผมถามกรรมาธิการชุดนี้ในเรื่องเกี่ยวกับ ให้ความมั่นใจได้อย่างไรว่าจะดีกว่า ตอบไม่ได้หรอกครับว่าจะดีกว่าหรือเปล่า เพราะว่า ท่านก็จะโยนอำนาจไปบอกว่าก็แล้วแต่ สสร. เขา เสียงส่วนใหญ่เขา ผมเป็นประชาธิปไตย ผมก็เลยต้องทำตามหน้าที่นี้ ผมถามนิดหนึ่งครับว่าถ้า สสร. ที่ร่างออกมาแล้ว นายกรัฐมนตรี มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน เป็นการรัฐประหารรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไหมครับ หรือเรียกว่า เป็นการปฏิวัติ ปฏิรูปการเมือง หรือถ้าเขียนว่าอำนาจอธิปไตยมาจาก ประชาชน ไม่ใช่เป็นของปวงชน เราจะทำอะไรได้ไหมในที่ประชุมสภาแห่งนี้ จำนวน ส.ส. ส.ว. ผมก็ไม่รู้จะมีจำนวนเท่าไร ตุลาการในการนั่งพิจารณาคดีเป็นอย่างไรครับ จะมีกี่คน มีความอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีอย่างไร มีการให้ผู้พิพากษาเกษียณอายุต่อไหมครับ อายุ ๖๕-๗๐ ปี การมีระบบศาล ระบบตุลาการ ที่ขณะนี้ของเราเป็นศาลคู่จะยังมีต่อไปไหมครับ หรือจะเป็นศาลเดี่ยว องค์กรอิสระในการตรวจสอบฐานะที่มีฐานะเป็นศาล เช่นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองยังคงอยู่ไหม การตรวจสอบอำนาจหน้าที่เฉพาะกิจ เช่น กกต. ป.ป.ช. คตง. ยังมีสภาพอย่างนี้หรือไม่ ถ้าเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนดีขึ้นหรือเลวลง คณะให้คำปรึกษา เช่นสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติจะถูกยกเลิกไปหรือไม่ ผู้ตรวจการแผ่นดินคงไว้หรือไม่ คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะมีหรือไม่ ไม่มีคำตอบครับ นี่อย่างไรครับ ที่เพื่อนสมาชิกบอกว่า มันเป็นเช็คเปล่าอย่างไรครับ มันเขียนออกไปแล้วก็บอกว่านี่คือประชาธิปไตยนะครับ ในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จุดเด่นก็คือมีการกระจายอำนาจให้กับส่วนท้องถิ่น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีไหมครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากเพียง ๙๙ คนนี่ครับ การศึกษาให้เปล่าที่มากกว่า ๑๒ ปี จะมีดีมากกว่านี้ไหมครับ การจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคม อันนี้น่าสนใจ จะเปลี่ยนแปลงไปในรูปใด เพราะผลประโยชน์มากมาย มหาศาล และมีอิทธิพลต่อสังคมไทยจนถึง ณ วันนี้ สังคมไทยขณะนี้เป็นสังคมที่ดูเงียบสงบ เพราะสื่อต่าง ๆ วิทยุต่าง ๆ เรียบร้อย บอกว่าให้เป็นประชาธิปไตย แต่ขบวนการแท้จริง ก็ยังเป็นที่ทราบกันดีอยู่ครับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชนยังมีอยู่ไหมครับ มีอยู่ในระดับใด ท่านประธานครับ มีหลายเรื่องที่สามารถพูดอีกได้อย่างยาวนานนะครับ ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชนที่ผมถือว่าเป็นหัวใจอันสำคัญของ ระบอบประชาธิปไตย ก็คือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ความเป็นไปของการบริหาร ราชการแผ่นดิน ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการจะมีไหมครับ กำหนดให้ ประชาชนมีสิทธิร่วมรับรู้ในทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังมีอยู่ไหมครับ กำหนดให้ประชาชนทำหน้าที่ผู้แทนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้ด้วย การเข้าไปตรวจสอบบันทึกการลงคะแนนเสียงของสมาชิกรัฐสภา ทำได้ไหมครับ กำหนดให้ ประชาชนมีสิทธิรับทราบข้อมูลข่าวสารสาธารณะในความครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ท่านประธานที่เคารพครับ การกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมกับองค์กรของรัฐในบางเรื่อง เช่นกำหนดให้ประชาชนที่รวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีต ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติ มีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมอย่างสมดุล และยั่งยืนมีหรือเปล่า มันตอบไม่ได้หรอกครับ เพราะท่านก็บอกว่า สสร. ให้ไปแล้วนี่อย่างไร ผลของการยกร่างรัฐธรรมนูญแบบให้มี สสร. ซึ่งในวาระแรกผมก็ไม่ได้รับด้วยนะครับ แล้วผมก็คัดค้านมาตลอดว่าสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ไปยกร่าง รัฐธรรมนูญใหม่โดยมี สสร. เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้สภามีอำนาจในการแก้ไข รัฐธรรมนูญได้ ซึ่งขณะนี้ก็ยังจะเป็นปัญหาต่อไปนะครับ ที่มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ยื่น ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานต่อไป ท่านประธานครับ ผมยังข้องใจว่าการที่เรา ร่างรัฐธรรมนูญต่อไปโดยที่ไม่รู้หัวนอนปลายตีนเลยนะครับ เช่นการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการลงมือกระทำบางสิ่งบางอย่างร่วมกับองค์กรของรัฐที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้น เช่นให้สิทธิ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างน้อย ๕๐,๐๐๐ คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณากฎหมายตามที่กำหนดไว้ในหมวด ๓ เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของชาวไทย ตามแนวนโยบายพื้นฐาน การให้โอกาสมีส่วนร่วมกระทำทางนิติบัญญัติแก่ประชาชน ในการเข้าชื่อร้องขอต่อประธานสภาท้องถิ่น ให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อใช้ในการคุ้มครองดูแลการดำรงชีวิต นี่อย่างไรละครับ รัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับ การดำรงวิถีชีวิตต้องออกมาในทำนองนี้นะครับ การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ องค์กรที่ใช้อำนาจรัฐทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ ให้ประชาชนมีสิทธิรวมเป็น กลุ่มเพื่อตรวจสอบอำนาจของรัฐตามมาตรา ๓๐๔ ที่ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คนเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๓๐๗ ให้ถอดถอนบุคคลได้ตามมาตรา ๓๐๓ ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ จะมีอยู่ไหมครับ ท่านประธานครับ การถอดถอนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นไปตามกระบวนการ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เราคิดว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี การดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองจะเป็นอย่างไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนท้าทายความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ที่อยากจะเห็นรัฐธรรมนูญเป็นที่พึ่งทางใจ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ช่วยกระชับ แล้วอยู่ในประเด็นเถอะครับ แล้วก็มีผู้ประท้วง ท่านช่วยกระชับอยู่ในประเด็นด้วยครับ คงไม่ประท้วงแล้วครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

สิ่งที่ผมพูด ทั้งหมดนั้นผมจะมาโยงว่าเราทำไมต้องมี สสร. จำนวน ๓๗๕-๔๐๐ คนอย่างไรครับ เพราะว่า มันเป็นเรื่องความสำคัญ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ใช่เพียงแค่ ๙๙ คน จะมารับผิดชอบ ของคน ๖๕ ล้านคนอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่เราพูดเลยครับ รัฐธรรมนูญผมบอกเลยว่าประชาชนคนไทย ถ้าเราได้รัฐธรรมนูญที่ดีจะเป็นรัฐธรรมนูญ ที่เปรียบเสมือนกับเป็นบิดามารดาของเราเลยนะครับ เรียกว่าเราต้องการให้ความเคารพเลย ไม่ใช่ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ช่างมัน เอาล่ะแค่นี้ เอาล่ะพอแล้วแค่นี้ ช่างมันแค่นี้ไปก่อน ไม่ใช่ มันต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากความรู้สึกนึกคิดของคนที่คิดดีครับ มีคุณธรรมจริยธรรม เหนือสิ่งอื่นใดทุกลมหายใจ นึกถึงประโยชน์ของประชาชนของชาติเป็นหลัก นี่คือสิ่งที่ ผมอยากจะฝากไว้ให้กับ สสร. ที่เกิดขึ้นใหม่ต่อไป ท่านประธานครับ ก่อนจบผมนึกถึง สิ่งที่อินเดียนแดงตำหนิคนผิวขาว เขาบอกว่าไม่มีกฎหมายใด ๆ ที่พวกข้าพเจ้าไม่เคยทำ เป็นไม่มี มีแต่พวกท่านเท่านั้นล่ะที่ไม่เคยทำตามกฎหมายบัญญัติไว้เลย ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวินัย สมพงษ์ ครับ เชิญครับ

พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้ว กระผมควรจะได้มีโอกาสอภิปรายเรื่องนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๑๔.๓๐ นาฬิกา เพราะว่า ตอนที่ท่าน พลเอก ธีรเดช มีเพียร ท่านทำหน้าที่เป็นประธานรัฐสภา ท่านได้เรียกชื่อผม แต่เผอิญว่าผมไม่อยู่ในห้องประชุมก็เพราะว่าในช่วงนั้นกระผมได้รับคำสั่งเรียกจาก ท่านประธานสมศักดิ์ ท่านประธานรัฐสภาเรียกผมไปประชุมไอปา (AIPA) ผมประชุมอยู่กับท่าน เสร็จก็บ่ายสามโมง ผมจึงมาต่อคิวท้ายในวันนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผมได้แปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๑ เอาไว้ แล้วก็สงวนคำแปรญัตติ การสงวนคำแปรญัตติของกระผมนั้น ผมกราบเรียนว่าผมกำลังจะอธิบายย่อ ๆ สั้น ๆ แต่ว่าคำอภิปรายของผมนั้นจะขึ้นอยู่กับ จุดยืนที่กระผมได้เสนอเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่วาระที่หนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ขอกราบเรียนว่า จุดยืนผมยังคงไม่เปลี่ยนแปลง คือกระผมไม่ขัดข้อง ผมเห็นด้วยที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขรัฐธรรมนูญบางเรื่องบางมาตราตามความเหมาะสม แต่ว่าก็ไม่เห็นด้วยในการที่จะ ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเก่าคือปี ๒๕๕๐ นั้นทิ้งด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ แล้วยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับขึ้นมาแทน นั่นเป็นจุดยืนที่กระผมยืนอยู่แล้วก็คำแปรญัตติก็จะสอดคล้องไปกับจุดยืน อย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ

ประเด็นหลักที่กระผมจะขออภิปรายก็คือประเด็นที่มาของ สสร. ๔ วันกว่า ๔ วัน กลางวันกลางคืนอดตาหลับขับตานอนกัน กระผมได้มีโอกาสดียิ่งที่ได้เห็นความคิด ความรู้สึก ความเข้าใจที่แตกต่างของท่านสมาชิกรัฐสภามากมายก่ายกองมันเป็นความสวยงาม ของระบอบประชาธิปไตย ดอกไม้ถ้ามีสีเดียวมันก็ไม่งามต้องมีหลากสี ท่านที่เคารพครับ กระผมมิบังอาจที่จะกล่าวหาว่าความคิดของใครผิดแม้จำนวนของ สสร. ของท่านจะเท่าไร ก็แล้วแต่กระผมมิบังอาจจะบอกว่าของท่านผิด และตัวเลขที่กระผมจะเสนอต่อไปก็มิได้บอกว่า ของผมนั้นถูกที่สุดแต่เพียงผู้เดียว เพียงแต่กระผมมีความเห็นแตกต่างจากความเห็นของท่าน กระผมให้เกียรติความเห็นที่แตกต่างกันมาโดยตลอด ครั้งแรกที่ผมเรียนวิชารัฐศาสตร์ การเมือง หลักสูตรแรก วิชาแรกที่ผมเรียนก็คือเราจะอยู่ในสังคมที่มีความเห็นแตกต่างกันได้ อย่างไร และตอนนี้เองที่ผมมีความซาบซึ้งมีความเข้าใจมากที่สุดเพราะสภาแห่งนี้ คราวนี้ ได้แสดงความเห็นแตกต่างกันอย่างมากมายก่ายกองและกว้างขวางที่สุด ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผมอยากจะขอชี้แจงความเหมือนและความแตกต่างของจำนวน สสร. เปรียบเทียบระหว่างของรัฐบาลของซีกกรรมาธิการกับของกระผม เมื่อกระผมให้เหตุให้ผล มีทั้งความเหมือนความต่าง กระผมจะขออนุญาตบอกว่าของผมที่คิดอย่างนี้เพราะว่า ผมมีเหตุผลอะไร มีข้อดีอย่างไร กระผมพร้อมที่จะน้อมรับคำติติงความเห็นจากกรรมาธิการ ผู้ทรงเกียรติว่าผมเห็นอย่างนี้มันไม่ถูกกรุณาชี้แนะ ผมจะมีความยินดีเพราะเท่ากับผมได้เห็น บ่อทองได้เห็นแสงสว่างว่าที่จริงที่ถูกมันน่าจะมีเหตุผลที่ดีกว่าที่ผมคิดอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้ายอมรับกันอย่างนี้สังคมเราไปได้แน่นอนครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ จำนวน สสร. ของทางรัฐบาลหรือของกรรมาธิการ ๙๙ คน ผมเหมือนกับท่านเป๊ะ ๙๙ คน ผมไม่ได้เน้นว่า จะต้องเป็น ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คนหรืออะไรก็แล้วแต่ที่มากกว่า ๙๙ คน เพราะผมเอง มีความเชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นของแมกอาเธอร์ที่ร่างให้ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผมก็เคยอภิปรายในสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นของประเทศอินเดีย หรือของประเทศไทยเรา รัฐธรรมนูญของเราถึงวันนี้มีฉบับถาวร ๑๘ ฉบับ ไม่รวมฉบับที่แก้ไขเล็กแก้ไขน้อย แก้อุตลุด ๑๘ ฉบับ ฉบับที่ ๒ คนที่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒ สภาแต่งตั้งมีเพียง ๙ คน แต่ ๙ คน ร่างเสร็จ รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒ แห่งสยามใช้อยู่ถึง ๑๓ ปี ๔ เดือนกับ ๒๙ วัน เป็นฉบับที่มีอายุยืนยาวที่สุด ต่างกับบางฉบับนะครับ คนร่างเยอะแยะ ร่างอยู่ ๙ ปีเกือบ ๑๐ ปี แต่ใช้ได้ ๒-๓ ปี เลิกครับ มันจึงไม่อยู่ที่จำนวนคนร่าง เพียงแต่ว่าร่างแล้วมันสอดคล้องกับสภาพสังคม ณ ขณะนั้น ๆ แค่ไหนเพียงใด เห็นไหมครับ นั่นคือข้อแรก

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ๙๙ คนของผมตรงกับท่าน ของท่าน ๗๗ คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จากเขตปกครอง ๗๗ จังหวัด ประชาชนเลือกเข้ามา ของผม ก็มาจาก ๗๗ จังหวัด แต่แทนที่ประชาชนจะเลือกตั้งโดยตรงเลือกตั้งใหม่อีกครั้งหนึ่ง ไม่ครับ ผมมีความเชื่อว่าไม่มีใครรู้ดีในเรื่องรัฐธรรมนูญมากเท่ากับพวกเรา ส.ส. ส.ว. ในสภา ผมจึงเสนอ ๗๗ คนนี่ในส่วนของผมแตกต่างจากท่านตรงที่ว่า ๗๗ คนนั้นผมเอามาจาก ส.ส. ใน ๗๗ จังหวัด โดยให้ ส.ส. ในสภา ณ วันนี้จังหวัดไหนก็เลือกกันเข้ามาเอง โคราชมี ส.ส. กี่คน เลือกมาเป็น สสร. ๑ คน กรุงเทพมหานครมี ส.ส. กี่คน พรรคไหนก็แล้วแต่เลือกกัน เข้ามาเป็น สสร. ๑ คน จังหวัดใดมีเขตเลือกตั้งเดียวโชคดีไปครับ ก็มาเป็น สสร. เสียเอง รวมแล้ว ๗๗ จังหวัด ก็มี สสร. ที่มาจาก ส.ส. เลือกกันเองในแต่ละจังหวัด จังหวัดละคน ๗๗ คน เพราะมี ๗๗ จังหวัด เห็นไหมครับ ตรงกับท่านคือ ๗๗ คน ตรงกัน ต่างจากท่าน ตรงที่ว่าของท่านไปให้ประชาชนเลือกมาใหม่ ของผม ส.ส. นี่ล่ะ ส.ว. นี่ล่ะ รู้ดีที่สุด ต่อไป ๒๒ คนครับ ของท่านมาจากผู้เชี่ยวชาญ มาจากสาขาโน้น สาขานี้ ของผมไม่เหมือน ท่านครับ จำนวน ๒๒ คนของผมเหมือนกับท่านเป๊ะ เพียงแต่ที่มานั้น ส.ว. ๑๕๐ คน ให้เลือกกันเอง เลือกจากไหนครับ เลือกมาจาก ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมต้องกราบ ขออภัย ส.ว. ที่มาจากการสรรหา ผมเคารพ ผมเชื่อฝีไม้ลายมือรู้จักกันเป็นอย่างดี คนเก่ง คือมาจากสรรหา ระดับนี้ไม่แตกต่างกันเลย แต่ว่าเพื่อให้มีความรู้สึกว่าโยงใยกับประชาชน ผมจึงให้ ส.ว. ๑๕๐ คน เลือกจาก ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง เลือกมาเท่าไร ๒๒ คนครับ ๗๗ บวก ๒๒ ก็เท่ากับ ๙๙ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ทำไมผมคิดอย่างนั้น ผมมีเหตุผล ท่านเปิดดูครับ หนังสือที่สภาแจกนั้นเป็นการสำรวจประชามติโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ หน้า ๒๖๐ ผมกราบเรียนนะครับว่าเขาไปสำรวจทั่วบ้านทั่วเมืองสำนักงานสถิติปรากฏว่า ประชากรคนไทยมีเพียง ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ที่ได้อ่านรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อีก ๔๙ เปอร์เซ็นต์นั้น ไม่ได้อ่านครับ ไม่รู้เรื่อง จึงมีคำกล่าวว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้เรื่อง ไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนนะครับว่าท่านก็พูดได้ บางคนอาจจะพูดว่าคน ๑๕ ล้านคน เลือกผมเข้ามา เพราะผมไปสัญญาว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ ผมแย้งท่านนิดหนึ่งครับ ไม่แย้งหมด แย้งส่วนเดียว คนที่เลือกพรรคการเมืองถึง ๑๕ ล้านเสียงเข้ามาไม่ได้เลือกมาเพราะมาแก้รัฐธรรมนูญ แต่เลือกด้วยปัจจัยอื่น เช่นชอบนโยบาย ๓๐๐ บาทต่อวัน ค่าแรง ชอบนโยบายเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาทอย่างนี้เป็นต้น จะเหมารวมว่าเพราะรัฐธรรมนูญมันก็ถูกเพียงบางส่วน ผมจึงยืนยันว่าคนที่รู้เรื่องรัฐธรรมนูญมากที่สุด พูดเรื่องรัฐธรรมนูญมากที่สุดในสภา ก็คือพวกเรา ส.ส. ส.ว. เพราะในโต๊ะเรามีรัฐธรรมนูญต้องเปิดดู ต้องรู้อยู่เป็นประจำครับ ปีหนึ่งหลายครั้งที่ต้องเปิดดู แต่ชาวบ้านทั่วไปอย่าไปหวังเลยครับเขาไม่ได้สนใจหรอก ก็สำรวจออกมาเป็นอย่างนั้น ท่านประธานที่เคารพ เมื่อผมเสนออย่างนี้ ๗๗ คนมาอย่างนั้น ๒๒ คนมาอย่างนี้ แตกต่างจากท่าน เหมือนก็มี ต่างก็มี ผมมีเหตุผลหรือว่ามีข้อดีอย่างไร ผมกราบเรียนนะครับว่าข้อแรกที่เป็นข้อดี ผมกราบเรียนว่า ส.ส. ส.ว. นั้นเป็นคนที่รู้เรื่อง รัฐธรรมนูญมากที่สุด รู้จุดแข็ง จุดอ่อน รู้ว่าควรจะแก้ไขตรงไหนให้มันดีที่สุด ผมเรียนครับว่า ผมไม่เห็นด้วยที่จะฉีกฉบับเก่าทิ้ง แต่เห็นด้วยที่จะให้แก้เป็นประเด็น ๆ เราสร้างถนน จากกรุงเทพมหานครไปจังหวัดเชียงใหม่ จะสร้างต่อไปถึงคุนหมิง ไปสร้างเริ่มจาก กรุงเทพมหานครทำไมครับ ก็ต่อจากจังหวัดเชียงใหม่ไปคุนหมิง ขยายถนนไป ต่อถนนไป สานงานต่อก่องานใหม่ อย่าฉีกของเก่าทิ้งแล้วมาแก้ใหม่อย่างนี้ ผมไม่เห็นด้วยนะครับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดผมก็ไม่เห็นด้วย ส.ส. นั้นแม้จะมีการเลือกตั้งใหม่ คนเก่าอาจจะหายไป ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ ส.ส. ส.ว. ทุกยุคทุกสมัยจะมีคนเก่าที่เหลื่อมซ้อนอยู่ รู้เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นอย่างดีมาโดยตลอด เพราะเป็นเครื่องมือที่เราใช้ในสภาเป็นประจำ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าการที่ให้มี สสร. แบบที่ทางกรรมาธิการบอก ผมไม่กล้าบอกหรอกครับว่าท่านให้แบลงค์ เช็ค (Blank check) แต่ท่านก็ไม่รู้ว่าเขาจะแก้อะไรบ้าง แต่ถ้าให้พวกเรา ส.ส. ส.ว. ในนี้เป็นคนแก้ เรารู้ประเด็น การแก้ไขจึงมั่นใจได้ว่าการแก้ไขนั้นจะเป็นบางข้อ บางประเด็นไม่ใช่ฉีกของเก่าทิ้งแล้วก็ ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ เห็นไหมครับ

ข้อที่ ๓ ผมกราบเรียนนะครับว่าเหตุผลที่ผมคิดอย่างนี้จำนวน สสร. เป็นอย่างนี้มาแบบนี้ เหตุผลข้อที่ ๓ เพราะผมเชื่อว่าการเลือกตั้ง ณ วันนี้ไม่ว่าเรื่องอะไรครับ ผมเป็นนักการเมืองบ้านนอก พอเป็น ส.ส. โน่นครับ ผมก็ไปอยู่โคราชโน่น ต๊อก ๆ อยู่กับ ชาวบ้าน การเลือกตั้งเดี๋ยวนี้กำนันผู้ใหญ่บ้าน อบต. อบจ. ไม่ว่าอะไรครับ พรรคการเมือง มีส่วนเกี่ยวข้อง มีอิทธิพลทางใดทางหนึ่ง ผมจึงเชื่อว่าแม้เลือกตั้งแบบที่กรรมาธิการเสนอ จังหวัดละคน ๆ จะไม่ให้การเมืองมาแทรกแซง แต่ไม่มีวันที่เราจะเชื่อว่าจะไม่มีอิทธิพล การเมืองเข้าแทรก ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เอาพวกเรานี่ละว่ากันจะ ๆ ไปเลยครับ การเมืองจะ ๆ อีสาน ท่านใดมาจากไหน ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก จังหวัดไหน ก็ว่ากันไป พวกเราเลือกกันเข้ามาแก้ไข

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมเสนออย่างนี้เหตุผลข้อที่ ๔ ก็คือวิธีนี่ล่ะครับ ประหยัดครับ ผมไม่เน้นเรื่องเวลา บางฉบับใช้เวลา ๙ ปี ๑๐ ปี แต่ผมไม่เน้นเรื่องเวลา เอาเร็ว เอาด่วน ไม่เน้นครับ ไปให้เหมาะให้สม แต่ว่าประหยัดไหม ประหยัดแน่ เพราะว่า ไม่ต้องใช้งบประมาณเลือกตั้งใหม่ เอาพวกเรา ส.ส. ส.ว. ซึ่งรู้เป็นอย่างดีครับ

ในท้ายที่สุดท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมรู้แก่ใจดีครับว่าแม้นผม จะเสนออย่างนี้ โหวต ผมไม่มีวันชนะท่านได้ และผมก็จะไม่เสียใจ ไม่ตำหนิ ไม่กล่าวว่าท่าน คือคนที่ใช้วิธีพวกมากลากไป เวลาผมไปหาเสียง ผมก็ขอเสียงข้างมากครับ มันต้องแยก ให้ออกว่าเสียงข้างมากลากไปเป็นแบบไหน เวลาพรรคไหนไปขอเสียง ก็ขอเสียงข้างมาก ผมจะไม่ตำหนิอย่างนั้น ผมมั่นใจว่าสักวันหนึ่งถ้าเสียงข้างมากเป็นเสียงที่มีคุณภาพ เสียงที่มีคุณภาพ คือเสียงที่ออกคะแนนลงมติโดยอิสระ ฟรีนะครับ ข้อที่ ๒. ก็คือแฟร์ (Fair) เป็นธรรม ฟรี แฟร์ ข้อที่ ๓ เครดิเบิล (Credible) น่าเชื่อถือ ข้อที่ ๔ ก็คือเปิดเผยโปร่งใส ถ้าฟรี แฟร์ เครดิเบิล แล้วก็แทรนซเฟอร์เรินซ์ (Transference) ถ้ามันเป็นอย่างนี้เป็นหลัก เป็นเกณฑ์ สักวันหนึ่งกระผมมั่นใจว่าเสียงข้างมากจะเป็นตัวกำหนดชะตาของบ้านเมืองได้ดี เหมือนอย่างประเทศที่เจริญแล้ว กระผมกราบเรียนนะครับว่าถ้าไม่เป็นไปตามนี้ ถ้าเผื่อเสียง เพียง ๒ เสียง ๓ เสียงในสภา นอกสภาเป็นคนกำหนดว่าซ้าย ขวา หน้า หลัง ถ้าอย่างนั้น เราก็จะโกรธกันไม่ได้ ถ้าถูกประณามว่าเราเป็นเผด็จการรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมพูดอย่างนี้อย่างตรงไปตรงมาครับ เพราะผมมีความเชื่อว่าคนรู้ดีที่สุดเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็คือคนในสภา เราต้องแก้โดยคนในสภา ผมกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับครับ ๑-๑๘ และต่อให้ฉบับใหม่ ๑๙ ถ้ามันได้เกิดดีเอ็นเอ (DNA) มันก็จะมีความเกี่ยวพันกัน ฉบับที่ ๑๘ ก็เหมือนบางส่วนก็เหมือนฉบับที่ ๑๗ ฉบับที่ ๑๗ บางส่วนก็เหมือนฉบับที่ ๑๖ เหมือนกัน ฉบับที่ ๑๙ ที่ท่านจะยกร่างใหม่ทั้งฉบับท่านที่ต้องการ ผมยืนยันว่ามากมายหลายเรื่อง ๗๐ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ จะมีดีเอ็นเอเหมือนอย่างฉบับที่ ๑๘ ที่ท่านกำลังเกลียดชังมันนี่ละ เพราะฉะนั้นกระผมก็ขอกราบเรียนให้ข้อคิดความเห็นให้สติเพื่อที่จะได้ประกอบการพิจารณา กระผมมีข้ออภิปรายเพียงเท่านี้ด้วยความเคารพ

ท้ายที่สุดของที่สุดท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ถ้ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุด ถ้าถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ และถ้ารัฐธรรมนูญไทยมีจิตวิญญาณ มีชีวิตจิตใจ รัฐธรรมนูญของไทยจะบอบช้ำเจ็บปวดที่สุดเพราะไหนจะถูกประณาม แก้แล้ว แก้อีก ฉีกแล้ว ฉีกอีก เมื่อไรครับเราจะหยุดทำอย่างนั้นครับ ด้วยความเคารพอย่างสูงครับท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็นท่าน ส.ว. วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ หน้า ๓๗ เชิญครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเลยครับ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่แปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๑ ที่จริงแล้วก็สละสิทธิ์ไปแล้วนะครับ เพราะคิดว่ามีท่านสมาชิกรัฐสภา ที่ได้อภิปรายกันไปจำนวนมากพอสมควรนะครับ เรานั่งฟังมา ๒ วันเต็ม ๆ ในมาตรานี้ แต่ประเด็นที่ต้องลุกขึ้นขอกลับมาใช้สิทธิใหม่ เพราะเห็นว่าท่านกรรมาธิการท่านดื้อนะครับ คือด้วยความเคารพนะครับ ที่บอกว่าดื้อ เพราะว่าท่านไม่ฟังเหตุผลของกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยก็ดี สมาชิกรัฐสภาท่านอื่น ๆ ก็ดี ที่แสดงเหตุผลที่ผมเชื่อว่าเป็นเหตุเป็นผล ที่น่าจะฟังได้ หลายท่านได้พูดมาแล้วนะครับ คือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเป็นธรรม ของจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดใหญ่ที่มีประชากรมาก แต่ถ้าถูกล็อกด้วยจำนวนจังหวัดละคน ก็จะมีปัญหาก็คือว่าการที่จะกระจายความเป็นตัวแทนในจังหวัดต่าง ๆ ก็หายไป หรือว่า บางท่านได้มีการอภิปรายว่าการที่มีเพียงจังหวัดละคน แล้วจังหวัดเล็กมีประชากรน้อย คนที่ได้รับเลือกด้วยจำนวนเพียงไม่มากหลักหมื่นก็ได้เป็นตัวแทนเข้ามาเป็น สสร. ในขณะที่ จังหวัดใหญ่มีคนเป็นล้านคน คนที่ได้มาเป็นคะแนนเสียงเป็นแสน แต่ไม่ได้ที่ ๑ คนนั้นก็ตก มันสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมในการที่จะมีตัวแทนเข้ามา จริงอยู่ที่กรรมาธิการชี้แจงว่า ในจังหวัดต่าง ๆ ก็สามารถไปรับฟังความเห็นได้ ท่านประธานที่เคารพครับ สภาเราแค่ ๖๐๐ กว่าคน เรายังไม่ฟังความเห็นกัน ผมอยากถามว่าเวลาเราไปในแต่ละจังหวัด ตัวแทน ของ สสร. ที่จะไปรับฟังความคิดเห็นประชาชนของคนอื่น ๆ นั้นจะฟังหรือครับ ประเด็นนี้ ผมไม่คิดว่าสิ่งซึ่งท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยืนด้วยเหตุผลซึ่งไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ ได้ชัดเจนว่าด้วยเหตุใดท่านจึงยังยืนอยู่ที่เดิม ก็คือมีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ๗๗ คน แล้วก็สมาชิกที่มาจากการคัดเลือกหรือคัดสรรกันเข้ามาอีก ๒๒ คน ถ้าเราดู สสร. ขณะนี้ ที่เราถกเถียงกันมีอยู่ ๒ ประเด็นเท่านั้นเอง ๑. คือจำนวน ๒. คือที่มาว่าจะมาจากประเภทเดียว หรือ ๒ ประเภท แต่คือประเภทเดียวหรือ ๒ ประเภท ผมเข้าใจว่าสมาชิกส่วนใหญ่อาจจะ ไม่ได้ติดใจเท่าไร แต่ประเด็นก็คือว่าจำนวนที่จะมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเลือกตั้ง จากประชาชนโดยตรง ประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่เท่าที่ฟังดูแล้วจากท่านที่อภิปรายไป ผมถือว่ามีเหตุผล ผมเองก็ขอแปรญัตติไว้ในมาตรานี้ก็คือว่าได้ขอให้มาจากการเลือกตั้ง โดยการเลือกตั้ง ๑๕๐ คน ที่เสนอไปเหตุผลก็คล้าย ๆ กับท่านอื่น ๆ แต่ประเด็นนี้ผมอยากจะ ชี้แจงผ่านท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการทุกท่าน หลายท่านได้พูดถึงเรื่องเสียงข้างมาก เรื่องของการใช้เผด็จการรัฐสภาก็ดี เสียงข้างมากลากไปก็ดี แล้วก็หลายท่านก็ใช้ภาษาอังกฤษ ยกคำว่า มาจอริตี้ รูล ไมนอริตี้ ไรท์ ผมคิดว่ามันมีอีกคำหนึ่งครับ ที่วันนี้สังคมขาดหายไป สภาเราขาดหายไป ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของรัฐสภาก็ดี ในส่วนของสภาผู้แทนหรือว่าวุฒิสภา ก็คือคำว่า คอนเซนซัส (Consensus) หรือว่าฉันทามติ ผมว่าคำคำนี้ที่จริงแล้วมันเป็นคำคู่กับ เรื่องประชาธิปไตยอยู่ แต่ประเด็นปัญหาก็คือว่าเราเองไม่ว่าจะคนที่อยู่ในเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย เราพยายามจะเอาชนะคะคานกันที่จำนวน ไม่ได้ใช้เหตุผลในการชนะคะคานซึ่งกันและกัน เหมือนกับที่ขณะนี้ที่เรากำลังอภิปรายกันอยู่ ที่เราฟังมา ๒ วันเต็ม ๆ นั่นคือเสียงข้างมาก ก็พยายามจะยืนอยู่อย่างเดิม เสียงข้างน้อยก็พยายามที่จะบอกว่าไม่เอา แต่เราไม่เคยมาหา ฉันทามติตรงกลางด้วยเหตุด้วยผลว่าเหตุผลใครดีกว่ากัน มีอะไรที่เป็นปัญหา หาข้อยุติ ตรงนั้นได้ไหม แต่ถ้าท่านดื้ออย่างนี้ผมก็ต้องลุกขึ้นมาอภิปรายด้วยความเคารพท่านประธาน เพราะว่าสิ่งที่ท่านชี้แจงนั้นเป็นเหตุเป็นผลน้อยกว่าที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ดี เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทั้งหลายที่ได้อภิปรายกัน เพราะฉะนั้นผมเองเพื่อไม่ให้เสียเวลากับ เพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ด้วยความเคารพ ขอฝากท่านประธานกราบขอไปทางกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ท่านกรุณาฟังแล้วท่านช่วยตอบโจทย์นะครับว่าที่ไม่เห็นด้วยกับจำนวน สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจำนวนไม่ว่าจะเป็น ๑๕๐ คนก็ดี ๑๒๕ คน หรือว่า ๒๐๐ คน ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ท่านให้เหตุผลที่พวกเรารับฟังได้สิครับ หรือว่า มันเหมือนกับที่หลายท่านได้อภิปรายไป พยายามจะกล่าวหาท่านว่าท่านมีคนอยู่แล้ว ท่านล็อกไว้แล้ว คนเหล่านั้นเตรียมพร้อมจะมาเป็น ฉะนั้นท่านเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องตั้ง สสร. ครับ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่โหวตสนับสนุน ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะผมเห็นว่ามันมีประเด็นปัญหาอยู่หลายส่วนเหมือนกัน ที่ควรจะได้มีการปรับปรุงแก้ไข แต่ถ้าท่านยืนอยู่อย่างนี้ด้วยความดื้อไม่ฟังเหตุผลคนอื่น วันนี้ไม่ต้องตั้ง สสร. ครับ ใช้สภาแห่งนี้ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาไปยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่า ตัวแทนที่ท่านจะเลือกมานั้นไม่ได้ต่างจากตัวแทนที่มีอยู่ในสภาแห่งนี้เลย เพราะฉะนั้น ฝากท่านประธานด้วยความเคารพว่าขอให้ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้พิจารณาเหตุผล ของพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นท่านที่เป็นเสียงข้างน้อย หรือว่าเป็นท่านอื่นที่อยากจะเสนอให้ท่าน ได้ปรับปรุง ได้เปลี่ยนตัวเลขจาก ๗๗ คน เป็นมากกว่า ส่วนจะมากกว่าเท่าไร ๑๕๐ คน ๑๒๕ คน หรือ ๒๐๐ คน อันนั้นเป็นประเด็นที่น่าจะได้คุยกันได้ แต่ถ้าท่านยังยืนแข็ง ที่ ๗๗ คน ผมจะเป็นคนหนึ่งแม้จะโหวตผ่านมาตราในวาระที่หนึ่งมาแล้ว ผมก็จะไม่โหวต ในมาตราวาระที่สองนี้ให้ ขอบพระคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ผมจะอภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๑ ท่านประธานครับ ผมต้องขอเรียนถามท่านว่าคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ที่ยื่นร่างพระราชบัญญัตินี้ เข้ามาในสภา และเป็นร่างหลักที่ให้คณะกรรมาธิการพิจารณานั้น ท่านไม่เข้าร่วมการประชุม หรือครับ ทำไมผู้ที่ยื่นร่างพระราชบัญญัตินี้เข้าสู่สภา เป็นร่างหลักด้วยนะครับท่านประธาน ร่วมกับอีก ๒ ร่าง ร่วมกับร่างประชาชนซึ่งตกหายไป ทำไมไม่เข้าร่วมการประชุมสภาครับ ท่านประธานครับ มีจดหมาย มีคำอธิบายที่จะอธิบายต่อสมาชิกรัฐสภา จะอธิบายต่อ ประชาชนอย่างไร ผมก็ได้ทราบแต่ในข่าวว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีภารกิจต่างประเทศ แต่ ครม. คนอื่นละครับไปอยู่ไหนหมดละครับ คณะรัฐมนตรียื่นเรื่องนี้เข้ามานะครับ ท่านประธานจะอธิบายให้ผมฟังและให้สมาชิกรัฐสภาฟังในรอบแรกก่อนได้ไหมครับ มีการติดต่อกันมาอย่างไร มีการให้ข้อมูลอย่างไรที่จะไม่เข้าร่วมการประชุมสภาครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านกรรมาธิการครับ กรุณาช่วยตอบหน่อยครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ผมขอกราบเรียนชี้แจงว่าถึงขณะนี้คณะรัฐมนตรี ไม่เกี่ยวข้องแล้วนะครับ เพราะว่าท่านเป็นผู้เสนอร่าง รัฐสภารับหลักการแล้วก็มอบให้ คณะกรรมาธิการซึ่งประกอบด้วยทุกพรรคไปพิจารณา วันนี้เป็นความรับผิดชอบของ คณะกรรมาธิการที่ต้องมานำเสนอต่อรัฐสภา ส่วนสมาชิกรัฐสภาจะมีประเด็นปัญหาซักถาม หรือจะลงมติอย่างไร ก็เป็นเรื่องระหว่างคณะกรรมาธิการกับรัฐสภาครับ คณะรัฐมนตรี คงไม่ได้เกี่ยวข้องแล้วครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านบุญยอดต่อครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย ผมก็ถามท่านประธานนะครับว่า เป็นจริงอย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้อธิบายไว้ให้กับประชาชนทราบหรือครับ ครม. ไม่เกี่ยวเลยหรือครับ ใช่ครับ อาจจะไม่ต้องตอบ แต่ต้องให้ความสนใจไหมครับ ท่านประธาน ร่างพระราชบัญญัตินี้ก็คือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ผมเพิ่งเห็นท่านรัฐมนตรี นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เดินเข้ามา แต่ท่านก็ไม่ได้ขึ้นไปนั่งบนแท่นของคณะรัฐมนตรี ท่านก็อาจจะใช้สิทธิในฐานะสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่ง ผมอยากจะถามไปถึง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยครับ ซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งเช่นเดียวกัน เสร็จสิ้นภารกิจหรือยังผมไม่ทราบ ถ้าเสร็จสิ้นภารกิจแล้วเดินทางถึงประเทศไทยแล้ว กราบเรียนท่านนะครับว่ากรุณาเข้าสู่ ที่ห้องประชุมบ้าง มีคนไปขอ ๓ คำ กับท่านนายกรัฐมนตรีครับ ตามภาษาวัยรุ่นนะครับ ขอ ๓ คำ ท่านตอบว่าดี สวย เท่ห์ ผมฝากให้ท่าน ๓ คำ เหมือนกัน คำว่า รับ ผิด ชอบ ครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมขอประท้วงผู้อภิปราย อภิปรายนอกประเด็นทำผิด กฎข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ไม่ทราบว่านางบุญยอดเขาคิดอะไรขึ้นมาเกี่ยวกับคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี มันคนละเรื่องเลยเจ๊ เจ๊อภิปรายเรื่องประเด็นตรงนี้ มันก็ไม่เกี่ยวกับ นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ประธานเขาก็อธิบายอยู่แล้วยังจะมาพูดซ้ำซากอยู่นั่นล่ะ ดีแต่พูดจริง ๆ ถ้าแต๋วแตกก็ไปแตกที่อื่นไม่ใช่มาแตกที่สภา ไม่เกี่ยวกันครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านบุญยอดต่อนะครับ กรุณาอภิปรายให้อยู่ในประเด็นที่ท่านสงวนญัตติไว้นะครับ เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานครับ ท่านประธานยังเตือนผมไม่ได้ครับ ผมยังไม่ได้เริ่มอภิปรายเลยนะครับ ผมหารือกับท่านนะครับ แล้วผมก็ต้องขอยืนยันต่อสมาชิกและต่อพี่น้องประชาชนผมไม่ได้ เป็นแต๋วครับ จะพิสูจน์กันก็ได้ ไม่ยากหรอกครับ แต่จ่าเซาะกราวคนนี้ผมก็ไม่สนใจครับ ผมก็ไม่ทราบคำว่า เซาะกราว แปลว่าอะไร ท่านคงทราบเพราะท่านอยู่จังหวัดสุรินทร์ ไม่ถือสาท่านนะครับ ผมเริ่มต้นอภิปรายอย่างนี้ครับว่าสิ่งที่ผมสงวนความเห็นไว้ แปรญัตติไว้ นั่นก็คือว่าผมจะขอตัดในแง่ของสมาชิกในส่วนที่รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบออกไป และเหลือเพียงแค่สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ผมเสนอตัวเลขไว้ ที่ ๒๕๐ คน มีเสียงหัวเราะพึมพำ ผมคิดว่าจ่าแกคงอธิบายความไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอบพระคุณครับ ผมเสนอสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ๒๕๐ คน เพราะผมเชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ จำนวนที่มีน้อยคงไม่สามารถที่จะถือว่า รอบคอบได้ ผมคิดว่าสภาของเรามี ๕๐๐ คน อย่างน้อยสักครึ่งหนึ่งก็คือ ๒๕๐ คน น่าจะเป็น จำนวนที่เหมาะสมในการไปแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายฉบับสำคัญ ฉบับแม่ของประเทศ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับทางคณะกรรมาธิการเสียงส่วนมากนั้นก็คือว่า ท่านกำหนด ๗๗ คน จากในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน บวกกับผู้เชี่ยวชาญอีก ๒๒ คน จากอีก ๓ ประเภท อย่างที่ผมเคยอธิบายไปแล้วเมื่อวันก่อนว่าการแทรกแซงต่อ สสร. ในชุดนี้เกิดขึ้นได้ อย่างแน่นอน การแทรกแซงแรกก็คือว่า สสร. ที่มาจากผู้เชี่ยวชาญถูกกำหนดโดยประธานรัฐสภา กำหนดกฎกติกา กำหนดว่าใครจะส่งได้บ้าง กำหนดคณะกรรมการที่จะไปตรวจสอบ แล้วก็ส่งเข้ามาที่รัฐสภาเป็นตัวเลือก ท่านกำหนดสิ่งเหล่านี้เพราะท่านรู้อยู่แล้วครับว่า สภาแห่งนี้มีใครเป็นองค์ประกอบบ้าง ถ้าวันนี้พรรคเพื่อไทยของท่านไม่มีจำนวนมากถึงขนาด ๒๕๐ กว่าที่นั่ง ผมเชื่อว่าท่านจะไม่ทำแบบนี้ครับ เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่าเมื่อท่านควบคุม รัฐสภาได้ ท่านสามารถเลือก ๒๒ คนได้ตามใจชอบครับ ๗๗ คนที่เหลือ ท่านต้องการอีก เพียง ๒๘ คน ๒๘ คนบวก ๒๒ คนเป็น ๕๐ คน ๕๐ คนใน ๙๙ คนชนะเกินครึ่งแล้วครับ เท่ากับว่าท่านต้องการเพียง ๒๘ ที่นั่งจาก ๗๗ ที่นั่งเท่านั้นเอง ถ้าพิจารณาจากตัวเลขนี้ ท่านคงจะเห็นครับว่า ๒๘ คนใน ๗๗ คนไม่ถึงครึ่งนะครับ แต่สามารถเอามารวมกับ ๒๒ คน แล้วชนะได้ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญถ้าจะเกิดขึ้นจาก สสร. ชุดนี้ จึงเป็นสิ่งที่ ควบคุมได้ แทรกแซงได้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเมื่อวานนี้ได้กรุณาลุกขึ้นแล้วก็ยืนยัน ต่อที่ประชุมสภาว่าจะยังคงยืนยันตัวเลข ๗๗ คนและ ๒๒ คนอยู่ ผมเชื่อว่าสมาชิกทุกคน ไม่สบายใจ ผิดหวังกับสิ่งที่พูดกันอยู่ วันนี้เป็นวันที่ ๔ ครับท่านประธาน จะให้พูดเท่าไรครับ จะให้เหตุผลอะไร จะให้มีสิ่งบันดาลใจอะไรกับพวกท่านละครับ ท่านกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ผมฝากท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณานะครับ ผมฝากกรรมาธิการอีกหลายท่าน ซึ่งผมเองคิดว่าน่าจะมีสติสัมปชัญญะได้พอสมควร มีความรู้ความสามารถกันพอสมควร อาจารย์พีรพันธุ์ พาลุสุข ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก ท่านเป็นอาจารย์ ท่านชลน่าน ศรีแก้ว คุณหมอครับ ช่วยมีอะไรบันดาลใจหน่อยเถอะครับ มีอะไรช่วยท่านเถอะครับ ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ที่ผมพูดถึงชื่อ ๓-๔ ชื่อนี้นะครับ ท่านคิดว่า มันไม่มีเหตุผลหรือครับว่าพวกเราลุกขึ้นยืนพูดกันมา ๓-๔ วันแล้ว ขอให้ท่านเปลี่ยนแปลงตัว ของจำนวน สสร. ที่เกิดขึ้น ท่านอาจารย์พีรพันธุ์ เมื่อสักครู่นี้ก็มีสมาชิกบอกว่าพาดพิง ผมด้วยนะครับ ส.ว. เลือกมาจากกรุงเทพฯ ๑๘ คน ในปี ๒๕๔๙ ผมเป็นคนได้ที่ ๑๘ ครับ ผมเป็นคนได้ที่สุดท้ายครับ แต่ผมภูมิใจครับท่านประธาน ผมได้ ๒๑,๔๔๙ คะแนน ใช่ครับ ผมไม่ได้คะแนนเป็นแสน แต่ผมได้ ๒๑,๔๔๙ คะแนน จากคะแนนบริสุทธิ์ของประชาชน ที่เขาอยากให้ผมกลับไปเป็น ส.ว. เข้าไปใน ส.ว. สัก ๑ ที่นั่งเพียงแค่นี้ครับ และนั่นก็เป็น คะแนนของประชาชนที่แท้จริงครับ ที่ ๑ กับที่ ๑๘ มีคุณค่าเท่ากันครับท่านประธาน เพราะว่ามันเป็นกติกาที่เขียนไว้อย่างนั้น ที่ ๑๙ ก็ถือว่าสอบไม่ได้ ไม่ได้ตำแหน่ง แต่ ๑-๑๘ มีตำแหน่งและมีสิทธิ มีเสียง ๑ เสียงเท่ากันในที่ประชุมสภาเหมือนกันเช่นกัน ถูกไหมครับ ผมได้เรียนไปทางท่านอาจารย์พีรพันธุ์ด้วยความเคารพว่า ผมคิดว่าการเขียนกติกา การพูดถึง เรื่องต่าง ๆ ต้องเคารพซึ่งกันและกัน และในแต่ละช่วงเวลาด้วย เช่นเดียวกันสมาชิกหลายคน ก็บอกว่ามีบางท่านที่เป็นกรรมาธิการบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญทรราช ผมแปลกใจนะครับว่าทำไม พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ไม่ลุกขึ้นมาโต้ อะไรเลยครับ ทรราช ก็คือท่านนะครับ เพราะท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งพูด ผมไม่ได้พูดครับ ท่านนั้นคือหมอเหวงพูดครับ ผมเองก็สงสัย พลเอก สนธิ ไปนั่งอยู่ตรงไหนครับ หรือไม่ เข้าห้องประชุมหรืออย่างไร มีคนกล่าวหาว่าท่านเป็นทรราช ผมทวนให้ท่านฟังอีกครั้งหนึ่ง การแทรกแซง ๗๗ คนกับ ๒๒ คนทำให้เราไม่เชื่อมั่นเลยครับว่า สสร. ที่จะได้ไปจากท่านนี้ ที่ท่านกำลังสร้างกันอยู่นี้จะสามารถที่จะไปทำงานได้อย่างเป็นอิสระ อย่างตัวเลขที่ผมพูด มีแค่ ๕๐ เสียง จบแล้วครับ สสร. ชุดนี้สามารถคอนโทรล (Control) ได้ ทำไมท่านไม่สนใจ ตัวเลขอื่น ๆ ละครับ ที่บรรดาสมาชิกเสนอขึ้น ผมยังตกใจกับคำอธิบายที่ท่านสามารถ แก้วมีชัย อธิบายเมื่อวาน ซึ่งตรงกันข้ามกับท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อย่างชัดเจนครับ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรบอกว่าถ้ามี ๒ คน หรือมีมากกว่า ๑ มันจะทำให้มีความสนใจต่อสังคมอีกส่วนหนึ่งด้วย แต่ท่านกลับบอกว่ามี ๑ คน ก็แสดงว่า เป็นตัวแทนที่ชัดเจนอยู่แล้ว ประชาชนจังหวัดนั้นเลือกเขามาแล้ว ท่านยืนยันไหมครับว่า จังหวัดเชียงรายท่านจะไม่เข้าไปยุ่ง ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สสร. ในจังหวัดเชียงราย ท่านยืนยันไหมครับ ดีครับ ท่านยืนยัน ผมก็เห็นว่าท่านก็ให้เหตุผลที่ดูจะมองโลกในแง่ดี ท่านบอกว่าพรรคการเมืองไม่มีใครเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ สสร. ที่จะมาทำงานเพียง ๒๔๐ วัน การเลือก สสร. ในรัฐสภาก็จะเลือกคนที่ดีที่สุดที่สถาบันอุดมศึกษาเลือกเข้ามาแล้ว เราก็จะเลือกคนที่ดีที่สุด ผมว่าท่านมองโลกในแง่ดีมากครับ ผมก็อยากให้มันเป็นอย่างนั้น แต่พวกผมกังวลได้ไหมครับ พวกผมอยากให้ท่านสร้างระบบที่ป้องกันได้ไหมครับว่า อย่าให้มีการแทรกแซงแบบนั้นเกิดขึ้น จำนวนจึงขอเสนอมากกว่า ๗๗ คน ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรเสนอมากกว่านั้นก็เป็นตัวเลขหนึ่ง คนอื่น ๆ ก็เสนอ ๒๐๐ คน

กลับไปดูเรื่องการประชุมของท่าน ผมขออนุญาตที่จะได้อ่านในบางส่วนของ บันทึกการประชุมที่เป็นการประชุมของคณะกรรมาธิการของท่าน ในการกลับมตินะครับ วันแรกมีการลงมติไปแล้วแล้วก็เขียนชัดเจนในบันทึกว่าร่างของรัฐบาลตกไป มีคนที่เห็นด้วย กับเรื่องนี้ ๑๒ คน ที่จะเลือกของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยซึ่งมีอยู่ ๙ ตัวเลือก มีคน ๑๐ คน ที่เลือกร่างของรัฐบาล จึงทำให้ร่างของรัฐบาลตกไป ข้ามมาอีกวันหนึ่งวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๕ กรรมาธิการมาประชุมเยอะเลยนะครับ ๔๒ คนที่ลงชื่อ ไม่มาประชุม ๓ คน เริ่มต้นมาก็ทบทวน สิ่งที่ท่านทบทวนนี่ละครับที่ผมคิดว่าเราต้องบันทึกเอาไว้ให้เห็น ชัดเจนว่ากรรมาธิการชุดนี้ทำอย่างไรจึงได้ส่งรายงานนี้เข้ามา ท่านทบทวนตามเมื่อวานนี้ ไม่มีเรื่องของการขัดหลักการ ประเด็นที่ค้างมาก็คือว่า

ประเด็นที่ ๑ จะพิจารณาแนวทางที่ ๑ เสนอว่ากระบวนการที่จะต้อง ดำเนินการต่อไปก็คือการสอบถามที่ประชุมว่าจะใช้ความเห็นที่แตกต่างไปจากร่างของ ครม. ของกรรมาธิการผู้ใด

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าจะใช้อีก ๒ ฉบับที่รับหลักการมาแล้วหรือไม่ครับ คือฉบับของนายสุนัย จุลพงศธร และนายภราดร ปริศนานันทกุล และคณะ เห็นไหมครับ ท่านก็เริ่มทบทวนแบบนี้ ท่านยังไม่ได้พูดเลยนะครับว่าเมื่อวานนี้ข้อตกลงกันมีเรื่องของ การขัดต่อหลักการในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลังจากนั้นก็มีผู้เสนอท่านก็พูดเองนะครับ ท่านพิชิต ชื่นบาน เป็นคนเสนอใช่ไหมครับ บันทึกไว้ในที่ประชุมเลยครับ ท่านพิชิต ชื่นบาน เสนอให้มีการกลับการลงมติใหม่ ทบทวนใหม่ กรรมาธิการบางส่วนเห็นว่าการลงมติทั้ง ๒ กรณี ไม่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุมรัฐสภาและประเพณีปฏิบัติกันมา เนื่องจากเป็นการลงมติซ้อน กับมติเดิมที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการให้เสร็จสิ้นไป ต่อจากนั้นที่ประชุมก็มีการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมตั้งแต่บันทึกหลักการและเหตุผลใหม่ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้หลักการ ไม่มีการแก้ไข เหตุผล ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒๙๑/๑ ไม่มีการแก้ไข ประเด็น การพิจารณาที่มาจำนวนและประเภทของ สสร. ควรเป็นอย่างไร ที่ประชุมได้แสดงความเห็น อย่างกว้างขวาง จากนั้นที่ประชุมมีการลงมติให้คงไว้ตามร่างเดิม ๒๑ เสียง มีกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วย จำนวน ๓ เสียง มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น คือนายเจตน์ ศิรธรานนท์ นายเหวง โตจิราการ นายนิพนธ์ บุญญามณี นายวิรัช ร่มเย็น ๔ ท่าน ผมอยากถาม ผ่านท่านประธานรัฐสภาไปยังประธานคณะกรรมาธิการเปิดเผยรายชื่อต่อประชาชนสิครับ คนที่เห็นมีมติให้คงไว้ตามร่างเดิมทั้งที่มันตกไปแล้ว ๒๑ เสียงมีใครบ้างครับ ผมคิดว่า ท่านอาจจะไม่ได้ลงคะแนน ๒๑ เสียงที่ให้กลับมาใช้ร่างที่ตกไปแล้วมีใครครับ ถ้าท่านคิดว่า มันถูกต้องท่านต้องกล้าหาญที่จะเปิดเผยชื่อนี้ต่อประชาชนนะครับ สิ่งสำคัญที่ผมขอย้ำ ก็คือว่า สสร. ที่จะตั้งขึ้นนั้นต้องมีความเป็นอิสระ ถ้าไม่มีความเป็นอิสระนั่นเท่ากับว่า ท่านกำลังยกพวกทำร้ายประชาธิปไตย ท่านควบคุม สสร. ได้ ท่านกำลังสร้างสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมา ผมขอพูดบันทึกไว้ในที่ประชุมอีกครั้งหนึ่งว่าผมคิดว่านี่เป็นผลงานชิ้นโบว์ดำ ของพวกท่าน มันไม่ใช่ชิ้นโบว์แดง มันน่าจะเป็นชิ้นโบว์แดงสะใจพวกท่านดี แต่มันไม่ใช่ครับ ถ้าหมอเหวงจะให้เราเคารพเสียงส่วนมากอย่างที่ท่านพูดไว้เมื่อตอนกลางวัน ท่านต้องสอน นปช. เสื้อแดงใหม่นะครับว่าวันที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับเลือกในสภาแห่งนี้ เป็นนายกรัฐมนตรีนั่นก็เสียงข้างมากครับ ท่านจำได้ไหมครับ ถ้าท่านจำได้ท่านก็ต้องไปบอก คุณธิดาภรรยาท่านนะครับไปสอนในโรงเรียน นปช. ด้วยว่าไม่ว่าเสียงข้างมากเมื่อไร ต้องเคารพ ถ้าเคารพกันในวันนั้นมันคงไม่เดินทางมาถึงวันนี้หรอกครับ และบ้านเมือง คงไม่ย่อยยับพินาศไปเหมือนอย่างเหตุการณ์ในอดีตครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

(นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านกรรมาธิการครับ

นายพิชิต ชื่นบาน กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม พิชิต ชื่นบาน สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ก็อยากจะกราบเรียนว่าผมเป็นคนหนึ่งที่กล้าหาญ จะเปิดตัวว่าผมขอให้ทบทวนมติ แต่อยากจะกราบเรียนว่าก่อนที่จะมีการทบทวนมติ ผมเสนอญัตติให้พิจารณาหลักการก่อนนะครับ เพราะหลักการมีข้อเท็จจริงในที่ประชุม ที่ไม่เถียงกันเลยคือเราละเว้นการพิจารณาหลักการ และเมื่อมีมติว่าเราจะไม่แก้ไขหลักการ หลังจากนั้นจึงมีกระบวนการที่ผมขอให้ทบทวนมติ ไม่ใช่กลับมติใหม่นะครับ แล้วก็อยากจะ กราบเรียนว่าการที่เราเห็นต่างกันไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายที่ผิดนะครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย บังเอิญว่าท่านกรรมาธิการลุกขึ้นมาพูดประเด็น ที่ผมมีความสงสัยอยู่เป็นอย่างยิ่ง ก็คือเรื่องที่บอกว่าไม่มีใครสงวนคำแปรญัตติในเรื่อง หลักการ แต่ถ้าท่านประธานไปดูในหลักการของผม ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ชัดเจนเลย ท่านประธานครับ คำแปรญัตติของผมถูกบันทึกไว้ท่านประธานมีรายงานการประชุมในหน้า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ครับ ขอโทษ ท่านประท้วงใช่ไหมครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ใช่ครับ เพราะว่าไม่อย่างนั้นจะเป็น บันทึกว่า คือถ้าปล่อยให้ผ่านเลยไปก็จะเสมือนหนึ่งว่าเป็นดังที่ท่านกรรมาธิการได้พูดว่า ไม่มีใครติดใจในเรื่องหลักการ ซึ่งข้อเท็จจริงนั้นผมได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ ท่านประธาน ดูหน้า ๓๔๔ หน้า ๓๔๔ ผมสงวนคำแปรญัตติในเรื่องหลักการไว้แล้วเป็นสิ่งที่ผมกำลังจะ สอบถามท่านประธานว่าถ้าไม่หารือเรื่องหลักการของผมเสียก่อน แล้วท่านลงมติประเด็นนี้ไป เพราะท่านกรรมาธิการชี้แจง ผมนั่งฟังอยู่ ๒ วัน ท่านกรรมาธิการพยายามชี้แจงว่าหลักการ และเหตุผลไม่มีการแก้ไข แก้ไขขัดหลักการไม่ได้ ก็ผมสงวนคำแปรญัตติไว้แล้วนะครับ อยู่ในท้ายรายงานนี้นะครับ ถ้าไม่พิจารณาหลักการของผมก่อน ถ้าที่ประชุมเห็นด้วยกับผม ที่ขอสงวน ขอแก้ในหลักการและเหตุผลเอาไว้ก็ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นด้วยในการแก้ ถ้าหากว่า ไม่พิจารณาของผมเสียก่อนทุกคนก็บอกว่าหลักการและเหตุผลไม่แก้ก็นำไปสู่การอภิปราย ในมาตรา ๒๙๑/๑ ว่ามีที่มาได้ต้องมาจาก ๑. การเลือกตั้งทางตรง ๒. จากการสรรหา แต่ของผมผมไม่แปรญัตติอย่างนั้นนะครับ ผมแปรญัตติว่ากำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญแค่นี้ครับ ผมไม่ได้บอกว่ามาจากไหน เพราะฉะนั้นควร จะให้โอกาสผมได้อภิปรายเรื่องหลักการและเหตุผลเสียก่อนว่าผมพูดประเด็นนี้เพื่อที่จะ บันทึกไว้ก่อนว่าผมจะใช้สิทธิอภิปรายต่อไป เพราะเมื่อสักครู่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขึ้นมาบอกว่าใครไม่ติดใจในเรื่องหลักการและเหตุผลซึ่งไม่จริง ผมเลยต้องคัดค้านเอาไว้ ท่านประธานครับ ไม่อย่างนั้นเท่ากับยอมรับว่าไม่มีการคัดค้านในเรื่องหลักการและเหตุผล ผมได้คัดค้านไว้แล้ว และผมสงวนคำแปรญัตติและคำแปรญัตติผมก็ถูกบันทึกไว้ในหน้า ๓๔๔ นี่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ พอถึงเวลานั้น เดี๋ยวท่านได้อภิปรายนะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ประเด็นมันก็คืออย่างนี้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ตอนนี้เราก็ทำตามข้อบังคับ ก่อนนะครับ ก็ว่ากันเรียงมาตราไปนะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ทีนี้ถ้าอย่างนี้ที่ผมสงวนคำแปรญัตติ เกิดสภาแห่งนี้เห็นด้วยกับของกระผมในเรื่องการแปรญัตติว่าในเรื่องหลักการและเหตุผล ไม่ต้องระบุที่มาว่า สสร. นั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมาจากที่ไหนบ้าง ผมเขียนไว้ลอย ๆ ว่า ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญแค่นี้ครับ เพราะฉะนั้นควรจะให้โอกาสไม่เฉพาะผมคนเดียว มีหลายท่านนะครับ มีหลายท่านครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์เข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวเราก็จะไล่ไปตามลำดับนี้ครับ ตามรายงานนี้นะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ถ้าเป็นอย่างนั้นเกิดลงมติไปก่อนว่า อาศัยว่าไม่ให้แก้นี่มันไม่ได้ครับ มันต้องอภิปรายหลักการของผมเสียก่อนว่าที่ประชุมเห็นด้วย กับการแก้ไขของผมหรือไม่

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับ เราต้องทำตาม ข้อบังคับครับท่าน ขณะนี้เราอยู่ในวาระที่สอง

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

นี่ก็ข้อบังคับครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ของผมก็ข้อบังคับ ท่านบรรจุมาให้แล้ว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่จริงประเด็นที่ท่าน ส.ส. นิพนธ์ได้ลุกขึ้นเมื่อสักครู่ประท้วงนี้ เป็นประเด็นที่ผมได้หารือต่อที่ประชุมนี้ไว้ในการอภิปรายเมื่อคืนวานครับ แล้วบังเอิญ ท่านกรรมาธิการซึ่งเพิ่งชี้แจงไปนี้ ลำดับให้เห็นชัดเจนเลยว่าก่อนที่จะลงมติในมาตรา ๒๙๑/๑ มันจำเป็นที่จะต้องมาให้ได้ข้อยุติเกี่ยวกับข้อเสนอซึ่งอาจจะกระทบกับหลักการและเหตุผล หรือไม่ ท่านประธานรับฟังคำชี้แจงของกรรมาธิการเมื่อสักครู่นะครับ บอกวันที่มีการทบทวน มติมาจากประเด็นที่อ้างว่าการเปลี่ยนแปลงอะไรจะไปกระทบกับหลักการซึ่งความเป็นจริงแล้ว ผมก็ไม่แน่ใจนะครับว่าที่มีการอ้างว่าคำแปรญัตติไปกระทบกับหลักการเพราะว่าจะไม่มี สสร. ที่มาจากการสรรหา มันเป็นเช่นนั้นหรือไม่นะครับ เพราะว่าหลักการกับเหตุผลต้องแยกกัน ในการพิจารณากฎหมายทุกฉบับที่ผ่านมา เรื่องของเหตุผลเป็นเรื่องซึ่งจะไปอยู่ในข้อสังเกตได้ ความหมายก็คือถ้าเกิดไปแปรญัตติเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของกฎหมาย แล้วไปกระทบกับ เหตุผลนี้ ก็สามารถดำเนินการไปได้ แล้วกรรมาธิการหรือสภาก็จะมีข้อสังเกตประกอบไป ให้กับทางรัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องให้ไปปรับเหตุผลเสีย แต่ถ้ากระทบกับหลักการสภาจะต้อง เป็นผู้อนุมัติ ซึ่งประเด็นที่อยากจะหารือก็คือว่าผมหารือตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนะครับว่า ผู้ที่เขาอภิปรายแล้ว ขณะนี้กรรมาธิการบอกว่ามันไปกระทบกับหลักการ ให้เขาต้องไปปรับ หลักการด้วย เขาจึงต้องเสนอมา ซึ่งผมก็จำได้ว่าตอนที่มีการอภิปรายตั้งแต่ตอนเริ่มต้นเลย ท่านเหล่านี้ก็ขอใช้สิทธิแล้วก็ตอนแรกเข้าใจว่าไม่อยู่ในรายงาน แต่ว่าคณะกรรมาธิการนี้ เอาตรงนี้ทั้งหมดไปใส่ไว้ในรายงานแต่เป็นในส่วนท้าย ต่อท้ายจากมาตรา ๖ ซึ่งผมก็ท้วงไว้ เมื่อวานว่ามันไม่น่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริงของการพิจารณา ผมจึงเห็นว่าหลังจาก ที่ผู้แปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งเข้าใจว่าท่าน ส.ส. สามารถเป็นท่านสุดท้ายแล้วนะครับ ใครซึ่งมีประเด็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องแล้วไปอยู่ในรายงานท้าย มาตรา ๖ ควรจะได้มีโอกาส แสดงเหตุผลต่อที่ประชุมแห่งนี้ก่อนที่จะมีการลงมติในมาตรา ๒๙๑/๑ ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุทัศน์ครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมได้แปรญัตติมาตรานี้แล้วก็ได้อภิปรายไปแล้ว กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แต่ผมจำเป็นจะต้องขึ้นมากราบเรียนท่านประธาน เพราะว่าเมื่อสักครู่นี้กรรมาธิการเสียงข้างมากขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน ท่านพิชิตครับ ท่านได้พูดถึงว่าไม่มีใครสนใจในการแก้ไขเรื่องหลักการ ท่านนิพนธ์ก็ได้อภิปรายเรียน ท่านประธานไปแล้ว กระผมขออนุญาตเรียนท่านว่าในเรื่องหลักการนั้นบุคคลที่มีความสนใจ ในการขอแก้ไขซึ่งแก้ไขได้หรือไม่ได้นั้นก็ไม่เป็นข้อยุติ ยังเถียงกันอยู่ และบางครั้งการแปรญัตติ ขัดหลักการและเหตุผลหรือไม่นั้น ก็ยังไม่เป็นข้อยุติว่าทำได้หรือไม่ กระผมขออนุญาตเอ่ยชื่อ บุคคลผู้ที่ขอแก้ไขหลักการและเหตุผล ซึ่งอยู่ในรายงานตั้งแต่หน้า ๓๔๓ เป็นต้นไป ก็คือ ๑. ท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ๒. ท่านธนา ชีรวินิจ ๓. นายนิพนธ์ บุญญามณี ๔. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ๕. นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ๖. นายวิรัช ร่มเย็น ๗. นายอนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ ๘. นายอภิวัฒน์ เงินหมื่น บุคคลเหล่านี้ได้ขอแก้ไขทั้งหลักการและเหตุผล ในการพิจารณา ท่านประธานครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้แขวนการแก้ไขหลักการ และเหตุผลไว้ก่อน แล้วเข้าไปพิจารณาในมาตราต่าง ๆ เป็นลำดับ ๆ ไป ต่อมาเมื่อมีปัญหาว่าแพ้คะแนนในชั้นกรรมาธิการ มาตรา ๒๙๑/๑ วุ่นวายกันเลยครับวันนั้น ผมเห็นใจท่านประธานสามารถครับ ท่านคงนอนไม่หลับเพราะต้องตอบคำถามและต้องชี้แจง มากมาย หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าว พาดพิงถึงว่ากรรมาธิการไม่อยู่ในห้องประชุมจนทำให้แพ้ ตรงนั้นละครับจึงนำมาสู่การยกเป็นญัตติขึ้นมาว่าขอให้ย้อนกลับไปพิจารณาในหลักการ และเหตุผลก่อน กระผมจึงเห็นว่าเมื่อการพิจารณามันเป็นลำดับ ๆ ไปแล้ว มาย้อนกลับมาอีก ถ้าท่านประธานจำได้กระผมและคณะประท้วงในฐานะใช้เสียงข้างน้อย แพ้เสียงข้างมาก เราไม่มีทางทำอย่างอื่นไปได้เลย นอกจากเดินออกจากห้องประชุมเพื่อเป็นการแสดงความเห็นว่า เราไม่เห็นด้วยกับการใช้เสียงข้างมากลากไปในการพิจารณาวันนั้น จึงขอเรียนท่านประธาน เพื่อเป็นการยืนยันว่าการชี้แจงของท่านพิชิตนั้นน่าจะคลาดเคลื่อนครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิรัตน์ครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เรื่องหลักการและเหตุผล ต้องกราบเรียนว่าที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากชี้แจงไม่ตรงกับความเป็นจริงนะครับ และเหตุและผลที่ปรากฏอยู่ในบันทึกรายงานของคณะกรรมาธิการเองนะครับ ในหน้า ๓๔๖ ซึ่งนอกจากผม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ แล้วนะครับ นายแพทย์เหวง โตจิราการ ในหน้า ๓๔๗ ก็ยังปรากฏชัดเจนครับท่านประธาน เหตุผลที่กระผมยกอ้างเรื่องนี้ขึ้นก็เพราะว่าผมมั่นใจว่า มาตรา ๒๙๑ รัฐธรรมนูญให้แก้ไขเพิ่มเติม ไม่สามารถจัดทำใหม่ทั้งฉบับ นั่นคือสาระ แล้วก็ คนที่แก้ก็คือสมาชิกรัฐสภา คือ ส.ส. และ ส.ว. ไม่สามารถมอบอำนาจต่อให้กับ สสร. ได้ นั่นคือหลักการสำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นในสาระเรื่องนี้ผมถึงพยายามแสดงเจตจำนงไว้ ชัดเจนว่าเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ผมจึงตีตกคำว่า จัดทำ ตีตกคำว่า ฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นสาระสำคัญเรื่องนี้นะครับ ท่านประธานคงจะต้องอนุญาตให้ได้มีการอภิปราย เมื่อถึงเวลา โดยเฉพาะของผมนี่อยู่หลังท่านนิพนธ์ บุญญามณี ท่านประธานได้โปรดอนุญาต ให้ชัดเจนไว้นะครับ ผมจะได้แสดงรายละเอียดในเรื่องนี้อย่างชัดเจนถึงที่มาที่ไปครับ ท่านประธานขออนุญาตได้โปรดยืนยันในส่วนนี้ด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือขออนุญาตทำความเข้าใจ นิดหนึ่งนะครับ ผมว่าเราเข้าใจตรงกันนะครับว่าเรื่องหลักการนี่เราได้พิจารณากันแล้ว ในวาระที่หนึ่งถูกไหมครับ ขณะนี้เราอยู่ในวาระที่สองนะครับ ซึ่งมันมีข้อบังคับกำหนดไว้ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ คือเราก็ต้องพิจารณาตามลำดับมาตรานะครับ ขณะนี้ เมื่อวานนี้ วันนี้เราพิจารณาเรื่องมาตรา ๒๙๑/๑ ผมอยากจะให้เราดำเนินการต่อไปนะครับ

ส่วนเรื่องการสงวนคำแปรญัตติหรือที่ผมได้เปิดโอกาสให้ท่านได้อภิปรายกันแล้ว ผมเชื่อว่าอยู่ในบันทึกการประชุมวันนี้แล้ว หรือเมื่อวานแล้วนะครับ แล้วก็คิดว่าผู้ชม ผู้ฟัง ทางบ้านก็คงจะเข้าใจติดตามอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอที่ประชุมให้ผมดำเนินการ ตามข้อบังคับต่อไปเถอะครับ ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่จบละครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

ท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ เพราะว่าถ้าอย่างนั้นพวกกระผมจำเป็นจะต้องอภิปรายว่าเหตุผลใดที่พวกผมจำเป็นต้อง สงวนหลักการไว้ เพราะว่าผมไม่อยากให้พวกเราลงทะเลกันทั้งรัฐสภานะครับ มาตรา ๒๙๑ และหมวดนี้ให้แก้ไขเพิ่มเติมได้เท่านั้น ไม่สามารถจัดทำใหม่ขึ้นมาทั้งฉบับ แล้วก็คนที่มา พิจารณาเรื่องนี้คือ ส.ส. และ ส.ว. คือสมาชิกรัฐสภาครับท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ แต่ว่า เมื่อท่านบอกว่าอยากให้เดินตามมาตราไป ผมไม่ขัดข้องครับ เพียงแต่ท่านพูดให้ชัดครับว่า ให้พวกผมได้มีโอกาสอภิปรายชี้แจงว่าเหตุผลใดที่เราแก้ไขถึงหลักการซึ่งไม่ค่อยมีหรอกครับ แต่งานที่จำเป็นต้องแก้หลักการเพราะผมเห็นว่ามันจะลงทะเลกันทั้งสภาครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อที่ท่านประธานอ้างล่ะครับ คือ ข้อ ๙๙ แต่ท่านประธานต้องอ่านให้มันจบนะครับ จริง ๆ แล้วนี่เป็นอย่างที่ท่านประธานว่าละครับ คือการพิจารณานี่ต้องเริ่มต้นด้วย ชื่อร่าง คำปรารภ แล้วก็พิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา แต่ในกรณีนี้ได้มีสมาชิกได้สงวนคำแปรญัตติเกี่ยวกับหลักการและเหตุผลไว้ด้วย ซึ่งทุกคน ก็ทราบดีว่าหลักการและเหตุผลนี่มันต้องมาก่อนการพิจารณาเรียงลำดับมาตรา คำปรารภ ชื่อร่าง มาก่อนหมดละครับ แล้วท่านประธานดูสิครับว่าข้อความสุดท้ายเขาเขียนไว้ว่า ทั้งนี้เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติเป็นอย่างอื่น กรณีนี้สมาชิกแปรญัตติ กรรมาธิการ เอามาบันทึกไว้ในรายงานแสดงว่าการแปรญัตติถูกต้องแล้วใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นสรุปว่า ตอนนี้เราประชุมเราเรียงลำดับผิดหมดเลย จริง ๆ แล้วท่านประธานจะต้องเอาเรื่องของ คำแปรญัตติเกี่ยวกับหลักการและเหตุผลมาก่อน แล้วก็ให้รัฐสภาลงมติว่าจะรับมาวินิจฉัย เป็นเรื่องแรกหรือเปล่า แต่วันนี้เราได้ข้ามขั้นตอนอันนั้นมาเสียแล้วครับ ต้องเรียนถาม ท่านประธานว่าเราจะต้องทำอย่างไรต่อไปครับ ท่านประธานไม่ได้ฟังผมนะครับ ท่านได้ฟัง ที่ผมพูดไหมครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ฟังอยู่ครับท่าน กำลังเถียง ในใจด้วยครับ เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมจะถามท่านว่า แล้วท่านจะทำอย่างไรต่อไปครับในเมื่อได้ข้ามขั้นตอนนั้นมาเสียแล้ว ที่จริงแล้วท่านควรจะ ถามมติตั้งแต่เริ่มแรกก่อนที่จะพิจารณาชื่อร่างเสียด้วยซ้ำเกี่ยวกับเรื่องของการแปรญัตติ หลักการและเหตุผลของสมาชิก แล้วตอนนี้มันข้ามมาแล้ว แล้วสมาชิกเขาทวงอย่างไรครับ ท่านประธานจะดำเนินการอย่างไรต่อไปครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ท่านจะให้ผมพูดหรือว่า ท่านจะพูดก่อน เชิญครับ

นายสามารถ มะลูลีม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานเรียกชื่อผมมาตั้งนานแล้วครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ถัดไปก็ท่านนิพนธ์ครับ เชิญท่านข้างหน้าก่อนนะครับ

นายสามารถ มะลูลีม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ผมอภิปรายครับ

(นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอประทานโทษนะครับ ถ้าอย่างนั้นท่านนิพนธ์เชิญก่อนท่านสามารถก็ได้ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามนี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า ถ้าผมไม่ประท้วงผมจะเสียสิทธิเพราะท่านประธานวินิจฉัยเมื่อสักครู่นี้ผมไม่เห็นด้วยกับ คำวินิจฉัยของท่านประธาน สืบเนื่องจากท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านชี้แจงบอกว่า เมื่อพิจารณาถึงประเด็นว่าด้วยหลักการและเหตุผลนี่ไม่มีใครคัดค้านหรือว่าไม่มีใคร สงวนความเห็นเอาไว้ ซึ่งข้อเท็จจริงอันนี้ไม่ใช่ ผมนี่ได้สงวนความเห็นไว้ชัดเจน ท่านประธาน เมื่อครั้งที่ผ่านมาผมได้ส่งรายชื่อในคำสงวนคำแปรญัตติของผมถ้ายังอยู่ท่านประธาน ท่านประธานจะเห็นชัดเจนเลยครับว่าหน้าแรกที่ผมเซ็นชื่อกำกับเอาไว้นั้นผมบอกว่า ผมสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ในเรื่องของหลักการและเหตุผลทั้ง ๒ ประการเลยครับ ท่านประธานครับ

เพราะฉะนั้นประเด็นแรกที่บอกว่าไม่มีใครคัดค้านนี่ อันนี้ไม่จริงนะครับ ผมขออนุญาตชี้แจงท่านประธาน

๒. ถ้าหากว่าท่านประธานวินิจฉัยแล้วผมไม่ลุกขึ้นประท้วงแล้วปล่อยให้ เป็นไปตามคำวินิจฉัยของท่านประธาน ผมเสียหายแน่นอน นั่นก็คือท่านประธานบอกว่า ค่อยให้ผมพิจารณาเรียงลำดับต่อไป ถ้าเป็นอย่างนี้ถ้ามีการลงมติในมาตรา ๒๙๑/๑ ไปแล้ว โดยกรรมาธิการชี้แจงว่าใครสงวนความเห็นต่างจากนี้ไม่ได้เพราะว่ามันจะขัดกับหลักการ ในหลักการนี่ สสร. มีที่มา ๒ ที่มา คือที่มาแรกให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ จังหวัดคือ ๗๗ คน หลักการที่ ๒ ในร่างของรัฐบาลเขียนว่าให้มาจากการสรรหาของ รัฐสภาอีก ๒๒ คน ซึ่งตรงนี้ผมนี่ไม่เห็นด้วยในคำแปรญัตติของผม ท่านประธานจะเห็นว่า เมื่อครั้งที่ผมแปรญัตติสงวนเอาไว้นั้น ผมสงวนบอกว่าให้มาจากการเลือกตั้งทางตรง ๒๐๐ คน ผมไม่เอาจากการสรรหาครับ เพราะไม่อย่างนั้นนี่ถ้าเกิดว่ากรรมาธิการชี้แจงกี่ครั้ง ท่านก็บอกว่าผมแปรญัตติขัดหลักการ ผมก็สงวนคำแปรญัตติในหลักการของผมไว้แล้วว่า ผมให้แก้ไขหลักการว่าให้มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธาน ไม่ให้ผมพิจารณาอธิบายเหตุผลก่อน ถ้าสภาลงมติไปแล้วว่าเห็นด้วยกับเสียงข้างมาก พอถึงเวลาที่ผมอภิปราย อภิปรายอย่างไรอีกท่านประธานครับ เพราะมันลงมติไปแล้ว เพราะฉะนั้นท่านต้องให้ผมอภิปรายก่อน ซึ่งเรื่องนี้ถ้าท่านประธานสามารถจะได้เป็นพยาน ให้ผม ผมบอกแล้วว่าเขียนอย่างนี้ไม่ได้ ผมได้ทักท้วงในที่ประชุมกรรมาธิการแล้วว่าของผม ต้องพิจารณาก่อน ท่านก็บอกว่าส่งเข้าไปเถอะไม่เป็นอะไร ผมก็บอกว่ามันไม่เป็นอะไรได้ อย่างไร มันต้องพิจารณาของผมก่อน นี่คือที่มาท่านประธานครับ เป็นปัญหานครับ เพราะว่า นี่คือการร่างการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมันจะเป็นประวัติศาสตร์ วันข้างหน้าลูกหลาน เรามาค้นรายงานการประชุมนี่ เราจะต้องชี้แจงได้ครับ ไม่อย่างนั้นผมเสียหายครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมเข้าใจแล้วครับท่าน ท่านนิพนธ์ครับ เข้าใจแล้วครับ เชิญท่านวิรัตน์ใช่ไหมครับ ท่านมีอะไรครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมรอคำตอบ ท่านประธานว่าให้ผมอภิปรายเลยหรือว่าจะให้ช่วงจังหวะไหนครับ ท่านครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

สักครู่นะครับ เชิญท่านสามารถ อภิปรายต่อเลยดีไหมครับ เชิญนะครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

แล้วต่อมาเป็นผมใช่ไหมครับ ท่านประธานครับ

นายสามารถ มะลูลีม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายสามารถ มะลูลีม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านยกมือมีอะไรครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมคิดว่าท่าน ส.ส. นิพนธ์ บุญญามณี ได้แสดงเหตุผลชัดเจนครับ ชอบที่จะรับฟังครับ ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ รับฟังครับ ผมเข้าใจครับ เดี๋ยวผมกำลังจะพูดนะครับ ผมเข้าใจแล้วครับ ท่านวิรัชครับ เชิญครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

เข้าใจท่านก็ต้องบอกให้มีการอภิปรายก่อน เพราะว่าในการลงมติ มาตรา ๒๙๑/๑ นี่นะครับ มันมีผลเกี่ยวโยงกับหลักการ หลักการนี่ ผมก็แก้หลักการเหมือนกันนะครับ ส่วนแก้ได้หรือไม่ได้ ขัดกับกฎหมายใดนั้นค่อยว่ากัน แต่ให้พวกผมได้อภิปรายก่อน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ทราบแล้วครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานก็บอกเข้าใจ ๆ แต่ท่านประธาน ก็จะให้คุณสามารถพูดก่อน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมเข้าใจแล้ว ก็ผมวินิจฉัย ยืนยันนะครับท่านว่าผมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ตามระเบียบวาระนะครับ ท่านฟัง ผมนะครับ ขออนุญาตท่านฟังผมนิดหนึ่งได้ไหมครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านพูดสิครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมกำลังจะเรียนย้ำ ให้เพื่อนสมาชิกได้ทราบว่าสิ่งที่ท่านได้อภิปรายกัน เราได้พิจารณาผ่านมาเป็นลำดับแล้ว เรื่องหลักการก็อย่างที่ผมพูดไปแล้ว ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวผมจะให้ทางนี้ชี้แจงทีหลังนะครับ แต่ขณะนี้เราอยู่ในวาระที่สอง แล้วก็กำลังพิจารณามาตรา ๔ นะครับ มาตรา ๒๙๑/๑ ผมทำอย่างอื่นไม่ได้หรอกครับท่าน ผมต้องทำตามเอกสารที่บรรจุในระเบียบวาระการประชุม นะครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านจะเดินหน้าไปผิด ๆ ได้อย่างไร วันนี้เราก็ค้นพบว่ามันผิดอย่างไร ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากบอกนี่

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ ผมขอเรียนว่า ได้วินิจฉัยแล้วนะครับ ผมขอดำเนินการต่อนะครับ เชิญท่านสามารถครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ถ้าท่านประธานวินิจฉัยผิด ใครรับผิดชอบ เรื่องนี้ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมรับผิดชอบครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ผมรับผิดชอบอย่างไร ท่านประธาน ลาออกหรือ รับผิดชอบของท่านประธานคืออย่างไร

(นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาเถอะครับ เชิญท่านสามารถ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมประท้วงอยู่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านข้างหลัง ท่านว่า อย่างไรครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยนะครับ คือเรื่องนี้ถ้าความถูกต้องแล้วต้องอภิปรายหลักการมาก่อนนะครับ แต่ว่าพวกเราด้วยความเคารพท่านประธานก็เรียงมาตรามา เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธาน ให้จบมาตรา ๒๙๑ ท่านก็พูดให้ชัดครับว่าหลักการจะต่อเลย หลังจากมาตรา ๒๙๑ หรือจะทำก่อนมาตรา ๒๙๑/๑ ให้ชัดเจนนะครับ แล้วพวกผมจะได้นั่ง จะได้เดินต่อครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอเรียนว่าพอถึงเวลานั้นแล้ว เดี๋ยวผมจะเรียนให้ทราบครับ ตอนนี้เชิญท่านสามารถครับ ท่านนิพนธ์ยังไม่จบใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ด้วยความเคารพท่านประธานครับว่าเมื่อสักครู่ท่านประธาน วินิจฉัยในทำนองว่าท่านประธานจะได้วินิจฉัยต่อ ท่านวินิจฉัยตอนนี้เลยได้ไหมครับว่า ท่านสามารถพูดจบแล้วพวกผมอภิปรายเรื่องนี้ต่อเลย ไม่ใช่โหวตก่อนนะครับ เพราะว่า ถ้าโหวตก่อนแล้วมันจะมีผลกับเรื่องการพิจารณา มันกระทบ เพราะกรรมาธิการ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ ท่านนิพนธ์ครับ ยังเหลืออีกหลายท่านครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ก็ท่านพูดมาให้ชัดเจนเลยว่าเมื่อจบ จากมาตรา ๒๙๑

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมพูดชัดเจนแล้วนะครับว่า เมื่ออภิปรายจบแล้วผมจะวินิจฉัยเรื่องนี้อีกทีหนึ่ง ก่อนการลงมติผมจะวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง ชัดไหมครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ครับ ผมเชื่อท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนั่งนะครับ ท่านวิชาญ มีอะไรครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ คือผมก็คิดว่าในบรรยากาศอย่างนี้ขออนุญาตเสนอ ท่านประธานพักการประชุมสัก ๑๐ นาทีนะครับ ให้ไปตกลงคุยกันให้เรียบร้อยนะครับ แล้วมาพิจารณากันต่อดีกว่า เพราะว่าถ้าสภาพอย่างนี้ผมคิดว่าจะไปลำบากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ ท่านครับ ขอบคุณนะครับ คืออย่างนี้ ผมเรียนท่านนิพนธ์แล้วนะครับว่าเหลืออีก ๓ ท่านที่จะอภิปราย เดี๋ยวเสร็จแล้วค่อยวินิจฉัยเรื่องที่ท่านเสนอนะครับ เชิญท่านสามารถ

นายสามารถ มะลูลีม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายสามารถ มะลูลีม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้รับเกียรติ จากประธานเรียกถึง ๗-๘ ครั้งได้ครับ ผมได้แปรญัตติไว้มาตรา ๔ เนื้อความมาตรา ๒๙๑/๑ ผมฟังมาอยู่ ๒-๓ วันนี้ก็มีแต่เรื่อง ๙๙ คน หรือ ๒๐๐ คน ผมถามหน่อยครับว่าทำไม ต้อง ๙๙ คน ผมถามว่าถ้าท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้ตั้งจังหวัดบึงกาฬ จังหวัดที่ ๗๗ ผมบอกได้เลยครับ ถ้ามี ๗๖ จังหวัด คุณต้องบวกกับ ๒๓ เพราะคุณต้องการเลข ๙๙ คน ผมไม่เห็นมีเหตุผลอะไรที่คุณจะต้องล็อกด้วยเลข ๙๙ คนตลอดเวลา ไม่ได้ ถ้าถามว่า มีจังหวัด ๗๖ จังหวัด คุณจะเอา ๒๓ คนไหม ต้อง ๒๓ คน คุณไม่มีทางหรอกครับ ๙๘ คน เพราะฉะนั้นผมถามว่าทำไมตัวเลขของคุณจะไปเปลี่ยนจาก ๙๙ คนไม่ได้เลย เพราะว่า คงมีคนล็อกเลขนี้ไว้นะครับ เพราะฉะนั้นผมต้องเรียนเลยครับว่าของท่านเปลี่ยนแปลงไป ตามจังหวัด ในการที่ทำไมถึงต้อง ๙๙ คน อันนี้ทุกคนฟังดูเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยหรือครับ ผมคิดว่าในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ที่บางคนบอกว่า ๒๐๐ คนก็มีเหตุผล ผมเคยเป็นวุฒิสมาชิก กรุงเทพมหานคร ปี ๒๕๔๙ มี ๑๘ คน มีมากน้อยตามประชากร อันนั้นผมก็ว่าเป็นสิ่งที่ดี แล้วก็มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดตามที่ท่านสมาชิกได้พูดกัน แต่ในสิ่งต่าง ๆ ท่านก็ต้อง ๙๙ คนมาตลอดเวลา ยืนมา ๒-๓ วัน จะขอต่อรองอย่างไรก็ตามก็ยืนอยู่ที่เลข ๙๙ คน

ท่านครับ มาตราที่ผมได้ขอแก้ไขเพิ่มเติม ผมมีอยู่ ๒ วรรคครับ โดยเฉพาะ ในหมวดต่าง ๆ ที่เราได้พิจารณา เมื่อก่อนก็บอกว่ามีหมวดพระมหากษัตริย์ที่ไม่ขอแก้ไข ผมอยากจะถามว่าในหมวดสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลท่านว่าอย่างไรครับ ผมต้องเรียนครับว่า

มาตรา ๓๗ บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนา นิกายศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติตามพิธีกรรม

ในการใช้เสรีภาพตามวรรคหนึ่ง บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐ กระทำการใด ๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันมิควรได้เพราะสาเหตุที่นับถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยม ผมเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรานี้ ทำไมรัฐบาลนี้นะครับ พี่น้องมุสลิมเขาปฏิบัติตามหลักศาสนา คลุมฮิญาบไปเรียนหนังสือ โรงเรียนก็ไม่ยอมให้เรียนครับ เป็นโรงเรียนวัดหนองจอก พี่น้องประชาชนมาเรื่องนี้ ๑,๐๐๐ กว่าคน ท่านรัฐมนตรีวรวัจน์ ในขณะนั้นก็รับปากว่าจะดูแลให้ สรุปแล้วแก้ไขไม่ได้ครับ เพราะว่าท่านเจ้าอาวาสบอกว่า ถ้าเผื่อให้คลุมฮิญาบมาก็จะต้องขอที่ดินคืน จะไม่ให้สอนแล้วให้เลิกเลยครับ อันนี้ละครับ มาตรา ๓๗ ก็ช่วยอะไรพี่น้องประชาชนไม่ได้นะครับตรงนี้ ต้องเรียนครับพี่น้องมุสลิมเห็นว่า อันนี้มันเหมือนกับน้ำผึ้งหยดเดียว ทำไมล่ะครับ ผมมีเพื่อนเป็นชาวพุทธมากกมายก็บอกว่า อย่างนี้ผมว่าทางเจ้าอาวาสทำไม่ถูก คนจะนับถือศาสนาอะไรก็ควรให้เขาปฏิบัติตามศาสนกิจ เขาไปเขตเขาทำบัตรประชาชน เขาสามารถคลุมฮิญาบก็ไม่เห็นใครผิดอะไร อันนี้ผมต้องเรียนละครับว่ามาตราสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลต้องถือว่าต้องปฏิบัติให้อยู่อย่างนี้ นะครับ มุสลิมไม่ใช่เป็นประชากรชั้น ๒ นะครับ เป็นคนไทย สัญชาติไทย เชื้อชาติไทย เพียงแต่เรานับถือศาสนาต่างกัน ทำไมท่านถึงจะต้องมาแบ่งปันว่าห้ามแต่งตัวอย่างนั้น ห้ามแต่งตัวอย่างนี้ การแต่งตัวมิดชิดเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ผมเห็นว่าขณะนี้ไม่ว่า ในเฟซบุ๊กที่ไหนมีแต่โพสต์ (Post) ภาพวาบหวิวเยอะแยะไปหมดนะครับ ทำไม อยากเห็น อย่างนั้นหรือครับ การที่เขาแต่งตัวคลุมฮิญาบที่มิดชิดถูกต่อหลักการศาสนา ทำไมถึงทำไม่ได้ ผมก็เห็นว่ารัฐธรรมนูญอย่างมาตราสิทธิเสรีภาพต้องคำนึงและต้องปฏิบัติให้เป็นไปตาม ที่เขียนไว้ในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ผมได้เข้ามา เป็นวุฒิสมาชิกที่มี ๑๘ คน มาปี ๒๕๕๐ ก็จะมีการไปฉีกรัฐธรรมนูญกันอีกแล้วครับ ในการที่ บอกแก้ไขมาตราเดียว ดูไปดูมาจะแก้ไขทุกมาตราซึ่งก็ต้องเรียนนะครับว่าผมอยากจะให้ สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงกับประชาชนนั้นให้คำนวณราษฎรตามหลักฐาน ทะเบียนราษฎรที่ประกาศปีสุดท้ายว่า ๒๐๐,๐๐๐ คนต่อจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คน จังหวัดใดมีประชากรไม่ถึงจำนวนดังกล่าวถ้าเกิน ๑๐๐,๐๐๐ คนก็ให้มีการเลือกตั้งได้ อีก ๑ คน ๒. สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกในที่ประชุมของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน ๓๐ คน จะมีผู้เชี่ยวชาญมหาชน ๖ คน เชี่ยวชาญด้านสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน ๖ คน ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพและกีฬา จำนวน ๘ คน ผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง การบริหารราชการหรือการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์ ของการเลือกตั้ง ๑๐ คน ซึ่งผมต้องเรียนครับท่านประธานครับ ผมเห็นมีพูดกันมากมาย มหาศาลแล้วนะครับว่าให้มีสาขานั้นสาขานี้ แต่ผมเป็นคนที่มาจากการกีฬาครับ ผมไม่เคย เห็นว่าใครจะเอาคนกีฬาเข้ามาร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ผมเห็นว่าสาขากีฬาควรจะต้องเป็น สาขาหนึ่งที่มาร่วมร่างรัฐธรรมนูญเพื่อในการที่รัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการ ที่บริหารประเทศ เป็นประโยชน์ต่อการที่จะทำให้คนมีจิตใจเสียสละเพื่อส่วนรวม จะทำให้ คนมีจิตใจเป็นนักกีฬารู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ท่านประธานครับ ตรงนี้ต้องเรียนเลยครับว่า ผมเคยเป็น ส.ว. ปี ๒๕๔๙ มีการฉีกรัฐธรรมนูญ ผมก็มีความเศร้าใจว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนแต่ก็ถูกฉีก แต่เมื่อวันที่ ๑๗ ที่ผ่านมาต้องเรียนท่านประธาน ผมเศร้าใจอย่างมากพี่น้องประชาชนที่อยู่ในวงการกีฬาก็คือว่ามีการฉีก พ.ร.บ. มวยออกมา ให้เห็นทางจอโทรทัศน์ทั่วประเทศ เป็นการหลอกลวงพี่น้องประชาชน หลอกลวงอย่างไร ท่านประธานตามผมมานะครับ นักมวยวันนั้นที่มีการบอกว่าบัวขาว ป. ประมุข มาชกแทน จริง ๆ นักมวยบัวขาวไม่ได้ต่อยกับนักมวยที่เขาต่อยตรงนั้น ถามว่านักมวยรัสเซียคนนั้น เขาขึ้นมาบนเวที คุณไปหลอกเอานักมวยตัวหนึ่งคือบัวขาวมาต่อยกับเขา ถ้าเขาตายไป ใครรับผิดชอบครับ ต่อหน้ารัฐมนตรี ต่อหน้าอดีตรองนายกรัฐมนตรี ต้องถามว่ากฎหมาย มวยถูกฉีกไปแล้ว ตอนนี้พี่น้องหัวหน้าคณะมวยโทรมาหาผมว่าจะคืนบัตรหัวหน้าคณะ เพราะอะไรครับ เพราะมันใช้อะไรไม่ได้แล้วครับ ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ นี่หรือครับ มวยไทยโกอินเตอร์ ทำให้จมไปอยู่ใต้บาดาล อย่างนี้ผมบอกเลยครับว่าประเทศไทยนี้ ถ้าเห็นอะไรก็ทำได้ รอนิรโทษกรรม เดี๋ยวรอแก้กฎหมาย รอนิรโทษกรรม เจ๊งครับ ต้องเรียน ครับว่าบางคนอาจจะชื่นชมชัยชนะ ใครก็ชื่นชมครับ แต่การที่เหมือนไปหลอกเขาว่านักมวย คือยังชกไม่ได้ครับ ขอเปิดมาก็โผล่เข้ามาเลย แต่นักมวยฝรั่งคนนั้นถ้าเขารีบลงเวทีว่าอย่างไร ถ้าเขาบอกว่าถ้าอย่างนั้นไอไม่ได้สัญญาต่อยกับบัวขาว บัวขาวเขาต่อยกับไอได้อย่างไร เกิดเขาตายไปใครรับผิดชอบครับ ถ้าอย่างนั้นต้องเรียนเลยครับว่าไปฉีกกฎหมายทิ้งนี้ ทำในสมัยท่านชวน หลีกภัย ครับ ท่านเป็นคนที่เห็นใจการที่คนเป็นนักมวยมืออาชีพ เพราะจังหวัดท่านก็ พุฒ ล้อเหล็ก ดังมากนะครับ เพราะฉะนั้นก็นำกฎหมายมวยเขามา และโดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ ก็ควบคุมการกีฬาเป็นอย่างดีในขณะนั้น แต่วันนี้ชาวมวยทั่วประเทศบอกว่าถ้ามีโอกาส

(นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสามารถมีเพื่อนสมาชิก ประท้วงครับ เชิญครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกรัฐสภาจากจังหวัดนครราชสีมา ผมขอประท้วงผู้ที่กำลัง อภิปราย ข้อ ๔๓ ท่านกำลังพูดในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับที่พวกเรากำลังพิจารณาอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อความที่ท่านแปรญัตติไว้ในวาระที่สอง ในมาตรา ๒๙๑/๑ เป็นเรื่ององค์ประกอบของ สสร. นะครับ ผมได้ฟังท่านตอนต้นในเรื่องศาสนา แล้วก็มาเรื่องบัวขาว ซึ่งผมคิดว่าเป็นคนละ ประเด็นกับที่พวกเรากำลังคุยกันอยู่นะครับ ขอให้ท่านประธานได้โปรดพิจารณาให้อยู่ใน ประเด็นด้วยนะครับ ขอขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ขอความกรุณาท่านช่วยอยู่ ในประเด็นนะครับ อย่าออกไปไกลมากนะครับท่าน

นายสามารถ มะลูลีม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ที่ผมยกตัวอย่างเพราะไม่เห็นมีใครเลยครับ บอกว่าจะเอาผู้เชี่ยวชาญด้านการกีฬามาเป็น สสร. ผมก็เลยยกตัวอย่างให้ฟังครับว่าเชี่ยวชาญด้านการกีฬามาอยู่ อย่าให้สังคมของไทย ทุกวันนี้ ไม่ใช่เป็นรัฐมนตรี เอางบของรัฐบาลมาจัดมวย แต่ว่าเป็นการไปปล้นหัวหน้าคณะ เขามา หัวหน้าคณะเขาอยู่ ๙ ขวบ มาถึงอายุ ๒๙ ปี แล้วก็ไปทอดทิ้งเขา ผมบอกเลยว่า ผมเป็นหัวหน้าคณะมาตั้งแต่อายุ ๒๐ ปี นี่พูดในนามวงการกีฬานะครับ มีโอกาสตรงนี้ ก็ต้องบอกเลยครับว่าเศร้าใจ ถ้าประเทศเราเป็นอย่างนี้ สังคมเราไม่ยอมรับกฎกติกามา จะมีกฎหมายอะไรก็ไม่มีความหมาย ที่ผมยกตัวอย่างไม่ใช่นอกประเด็นครับ บอกได้เลยว่า เรื่องนี้ถ้าประเทศไทยเห็นว่าถ้าฉีกอะไรได้ ฉีก ฉีกอะไรได้ฉีก จบเอวังประเทศไทยครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่ประท้วงนะครับ ท่านจบแล้ว เรายังมีอีก ๒ ท่านนะครับ เชิญท่านพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนท่านประธานครับว่าผมขออนุญาตใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๘ ท่าน ส.ส. อานิก อัมระนันทน์ ได้เป็นผู้ที่แปรญัตติไว้ แล้วก็ได้มอบหมายให้ผมได้มาชี้แจง ต่อสภาแห่งนี้ ตามมาตรา ๓๘ ท่านประธานครับ ในส่วนที่ได้มีการแปรญัตติไว้ในส่วนต้น ซึ่งเป็นในเรื่องของการเลือกตั้ง สสร. มาจากจังหวัด แล้วก็จำนวน ผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าเมื่อสักครู่ตั้งใจว่าจะไม่อภิปรายเรื่องนี้ครับ แต่พอดีได้ยินทางท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้ลุกขึ้นมาชี้แจงเมื่อสักครู่ครับว่าท่านได้ใช้แนวทางในการที่จะมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งตามรายจังหวัด ก็คือจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ ท่าน เป็นไปตามกรอบ การปกครองครับ ก็เลยมีความจำเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธานที่จะต้องนำเหตุผลนี้มาว่า มันจริงหรือไม่ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากท่านเมื่อสักครู่ได้บอกว่าที่จำเป็นจะต้องมี ๗๗ ท่าน ตาม ๗๗ จังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งนั้น เป็นแนวทางที่ใช้เหตุผลจากเรื่องของการปกครอง ถ้าท่านเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่พอรับได้ครับ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะอภิปรายต่อ จากนี้ผมคิดว่ามันเป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งอยู่ในใจของกรรมาธิการเสียงข้างมากทุกคนครับ แล้วก็อาจจะเป็นความรู้สึกของรัฐบาลในขณะนี้ที่ว่าเหตุผลว่าทำไมต้อง ๗๗ คน ท่านสมาชิก หลายท่านพยายามจะอภิปรายว่าขอเป็น ๒๐๐ ท่าน ขอเป็น ๑๕๐ ท่าน ขอให้เป็นไปตาม ประชากรในแต่ละจังหวัดก็เปรียบเทียบให้ดู ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร หรือแม้กระทั่ง จังหวัดเล็ก ๆ อย่างจังหวัดระนอง จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม ผมเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมจะขอท่านประธานได้เข้ามาในเหตุผลสำคัญที่มีความจำเป็นต้อง ชี้แจงให้กับเพื่อนสมาชิกเพื่อจะได้เห็นถึงความจำเป็นของกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าทำไม ภายในใจลึก ๆ ทำไมถึงต้องยืนอยู่ที่ ๗๗ ท่าน แล้วก็ ๑ ท่านต่อ ๑ จังหวัด โดยที่ไม่ได้ฟัง เหตุผลของคนอื่นเลย ผมขออนุญาตท่านประธานไปแล้วในเรื่องของขออนุญาตจะใช้ แผ่นสไลด์ (Slide) ในการนำเสนอการอภิปรายในครั้งนี้ ท่านประธานคงอนุญาตนะครับ ก็ขออนุญาตห้องโสตทัศนูปกรณ์นะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

แผ่นสไลด์ที่ขึ้นในอันนี้ก็คือประเทศไทยครับ มี ๗๗ จังหวัด ก็แบ่งไปตามภาคต่าง ๆ ก็ทราบดี แผ่นนี้ก็จะให้เห็นว่าแต่ละภาคมีกี่จังหวัด ถ้าไล่ดูจากอันแรกเลยท่านก็จะเห็นว่า ตั้งแต่ภาคเหนือมาเรื่อย ๆ จนถึงภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคใต้ ก็มีจำนวนจังหวัด ซึ่งถ้ากรรมาธิการเสียงข้างมากยืนตามนี้จำนวน สสร. ที่ท่านอยากจะเลือกก็จะเป็นไปตาม ที่เห็นบนแผ่นสไลด์ข้างบนนี่ครับ แล้วภาพนี้ต้องค้างไว้นาน ๆ นิดหนึ่งครับ ผมได้เอา ผลการเลือกตั้งในปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมาเป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของฝั่งรัฐบาล โดยคร่าว ๆ บวกกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อบวกเข้ามาก็ตกอยู่ ประมาณเกือบ ๓๐๐ ท่าน แล้วเมื่อเอา ๓๐๐ ท่านนี้ลองกลับไปดูฐานเสียง ซึ่งน่าจะเกี่ยวพัน กับการที่จะได้มาซึ่ง สสร. ตามแนวทางที่ผมจะนำเสนอเหตุผลหลักการเอาไว้นะครับว่า เมื่อเอาจำนวนเกือบ ๓๐๐ ท่านของฝ่ายรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล ถ้านะครับ ถ้าสามารถ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สสร. ได้จริง ๗๗ จังหวัดตามที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ยืนยันว่าอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนนี่ ตัวเลขครับ จาก สสร. ๗๗ ท่านนี่ ขอสไลด์ต่อไปครับ โดยประมาณก็ตกอยู่ประมาณ ๕๔ จังหวัด หรือ ๕๔ ท่านครับ จาก ๗๗ ท่าน แล้วก็ ๗๗ จังหวัด ท่านเห็นไหมครับว่าเหตุผลลึก ๆ ของกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าทำไมถึง ไม่ยอมเพิ่มจำนวน สสร. ในแต่ละจังหวัด เพราะจาก ๗๗ คน ถ้าท่านยืนแบบนี้ท่านจะได้ สสร. ที่มาจากเสียงหรือเป็นฐานเสียงของท่านถึง ๕๔ ท่าน แล้วยังไม่รวมอีก ๒๒ คน ในวงเล็บต่อไปที่ท่านบอกว่าจะมาจากการคัดสรร ซึ่งผมก็เชื่อว่า ๒๒ คน ก็อาจจะเกือบ ๒๒ คนที่เป็นคนของรัฐบาล ก็ ๕๔ บวก ๒๒ ครับ เป็นเท่าไรครับท่านลองคิดดู ๗๐ กว่าคน จาก ๙๙ คน แต่ถ้าเพิ่มหรือมีการปรับเปลี่ยนตามที่สมาชิกรัฐสภาบอกว่าเป็น ๑๕๐ คนบ้าง เป็น ๒ คนต่อจังหวัดบ้าง เป็นตามประชากรที่มีอยู่จริงตามรายจังหวัด ท่านมีความเสี่ยง ใช่ไหมล่ะครับว่าท่านจะไม่ได้เสียงข้างมากท่วมท้นขนาดนี้ในการที่จะเข้าไปครอบงำ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ให้เป็นไปตามใจของท่าน มีใครสั่งมาหรือเปล่าครับถึงจะต้องคง ตัวเลข ๗๗ คน โดยที่ไม่คำนึงถึงเหตุผลที่เพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านให้เหตุผลซึ่งผมคิดว่า น่ารับฟัง ถ้าผมจะยกตัวอย่างอีกสักครั้งหนึ่งท่านประธานคงไม่ว่า อย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งผมเป็นผู้แทนราษฎรอยู่นี่ครับ จาก ส.ส. ๓๐ กว่าคนให้เหลือ ๑ คน ประชากรเกือบ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ถ้าเป็นไปตามระบบไม่ว่าจะเป็นเหมือนสมาชิกวุฒิสภาเมื่อที่เคยเป็นมา ๑๘ คนก็ดีหรือการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ๓๓ คน ท่านทำให้เหลือ ๑ คนนะ เพื่อท่านจะได้เป็นเสียงข้างมากอย่างแท้จริงจากจำนวน ๗๗ คน จาก ๗๗ จังหวัด ท่านคิดแค่นี้ครับ ต้องการจะได้เสียงข้างมากอย่างท่วมท้นเพื่อจะได้สามารถสั่งเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาได้ ผมเสียใจจริง ๆ ว่าเจตนารมณ์ท่านประธานคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้และกรรมาธิการอีกหลายท่านซึ่งจริง ๆ ผมก็เคารพนะครับว่าถ้าท่านเปิดใจกว้าง สักเล็กน้อย เอาหลักการและเหตุผลของความถูกต้อง ความเป็นจริงในฐานะที่จะเป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชน ท่านไม่ได้เสียหน้าหรือไม่ได้ผิดอะไรแม้แต่น้อย เพราะเราสนับสนุน ให้การเลือก สสร. นั้นมาจากการเลือกตั้ง มาจากประชาชนจริง ๆ แล้วท่านเป็นคนบอกเอง ไม่ใช่หรือครับว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ตอนนี้มันไม่เหมาะสม มันไม่สมควร แล้วทำไมท่านทำเอง ถ้ามั่นใจว่าเป็นสิ่งที่มาจากประชาชนท่านก็เปิดกว้างให้มีการเลือกตั้งตามจำนวนประชากร แล้วก็อย่าไปยึดติดกับ ๗๗ จังหวัด แล้วคิดว่าจะได้ตั้ง ๕๐-๖๐ ท่าน เพื่อจะได้ชี้นำการแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้ ก็ต้องจริงใจตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กล่าวไว้ในตอนต้น ท่านรับฟังแล้วก็อยากจะใช้เวลาให้เต็มที่ แต่ท่านฟังแต่ท่านไม่แก้ไขเลยครับ ฉะนั้นผมเชื่อว่า การอภิปรายของผมกับการนำตัวเลขสักครู่นี่ก็จะเป็นการสนับสนุนอย่างชัดเจนนะครับว่า เหตุผลลึก ๆ ท่านยอมรับสิครับว่า ๗๗ จังหวัด จังหวัดละ ๑ ท่าน ได้ ๗๗ คน ท่านคิดว่า ฐานเสียงเดิมบวกกับกลุ่มก้อนของท่านประมาณ ๕๔ ท่านมันมากมายจริง ๆ บวกกับอีก ๒๒ คน อย่างที่ผมเรียนไปมันมากท่วมท้นจริง ๆ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอผ่านไปยัง พี่น้องประชาชนว่านี่ละครับที่กำลังจะบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากพี่น้องประชาชน แล้วมาจากการเลือกตั้ง ผมก็เป็นห่วง แค่นั้นละครับ อยากจะให้มีการรับฟัง แล้วก็นำตัวเลข เหล่านี้ไปลองพิจารณาดูครับ ว่าถ้าคิดแบบนี้แนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันก็จะไม่ค่อย สง่างาม การเดินหน้าต่อไปในเรื่องอื่น ๆ มันก็จะเป็นปัญหาต่อเนื่อง

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านพุทธิพงษ์ครับ ท่านพิเชษฐ์ ประท้วง เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ เนื่องจากว่าสมาชิกผู้อภิปรายไม่ได้เป็นผู้แปรญัตติ แต่บอกว่ามีผู้ที่แปรญัตติได้มอบหมายให้ มาเสนอข้อคิดเห็นในสภา ผมคิดว่าไม่มีข้อบังคับข้อใดที่มอบหมายแทนกันให้มาพูดในสภาได้ กลัวว่าจะเป็นบรรทัดฐานที่จะให้บุคคลอื่นมอบหมายกันมาพูดแทนในรัฐสภา ท่านประธานครับ ถ้ามีข้อบังคับก็มีข้อบังคับเฉพาะในการประชุมห้องกรรมาธิการเท่านั้น แต่ถ้าในห้องประชุมใหญ่ ห้องประชุมรวมไม่มีข้อบังคับไว้ครับ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัยด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับท่านพิเชษฐ์ อันนี้เราได้ทำมาหลายกรณีแล้วนะครับ ลักษณะนี้เลย ได้มีการขออนุญาตแทนกันถูกต้อง แล้วก็ได้ปฏิบัติกันมา ในเรื่องนี้ได้ปฏิบัติมาหลายครั้งแล้วครับ ท่านมีอะไรต่อนะครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ผมยังอภิปรายไม่จบเลยครับ พอดีท่านประท้วงผมก็ให้ท่านประธานได้อนุญาต ผมได้เรียนไป ตั้งแต่ต้นครับว่าผมได้รับมอบหมาย และทางผู้ที่แปรญัตติไว้ก็ทำหนังสือพร้อมลายเซ็น ถูกต้องไปขออนุญาตทางท่านเลขาธิการแล้วก็ท่านประธานไปเรียบร้อยตามมาตรา ๓๘ แล้วทางท่านเลขาธิการก็เสนอท่านประธานว่าผมสามารถที่จะมีสิทธิพูดได้ ก็ขออนุญาต ท่านประธานต่อนะครับว่า ในตัวเลขที่ผมนำเสนอเมือสักครู่นี้ไม่ได้ไปกระทบใครหรอกครับ เป็นตัวเลขจริงที่คาดเดาตามฐานเสียงแล้วก็การเลือกตั้งที่ผ่านมาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปีล่าสุดคือปี ๒๕๕๔ โดยประมาณนี่ละครับว่าถ้ายืนกันแบบนี้ ท่านก็จะได้ ๕๔ ท่าน โดยประมาณจาก ๗๗ ท่าน ไม่รวม ๒๒ ท่านที่มาจากการคัดสรร มันก็เป็นเสียงข้างมาก แบบท่วมท้น ด้วยเหตุผลนี้หรือไม่ที่ท่านพยายามที่จะไม่ปรับแก้อะไรเลย เพราะถ้ามากกว่านี้ ก็กลัวว่าอาจจะมีคนที่ท่านไม่สามารถจะก้าวก่ายได้เข้าไปอยู่ในสมาชิก สสร. หรือว่า คนที่จะมาช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ผมก็ตรงไปตรงมาครับ ก็เอาตัวเลขที่เกิดขึ้น แล้วก็นำเสนอกับสมาชิกเพื่อได้พิจารณาตัวเลขนี้ เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธานว่าตัวเลข ที่ผมนำมานั้นก็มาจากฐานพื้นที่ของท่านสมาชิกส่วนหนึ่งที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในห้องนี้ของทุกพรรคการเมืองครับ รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลที่ผมเรียนไป ก็ลองบวกให้ท่าน ดูว่าเหตุผลเป็นอย่างนี้หรือไม่ ผมก็เรียนมาตั้งแต่ต้นว่าจริง ๆ ผมไม่อยากจะอภิปรายในเรื่องนี้ ถ้าท่านมีเหตุผลอื่น เผอิญกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยืนยันเมื่อสักครู่นี้เองก่อนที่ผมจะ อภิปรายได้สักครู่นี้ครับว่า ท่านยึดหลักการปกครองเป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวทางในเรื่องของ การปกครองก็น่าจะเหมาะสม ผมก็นำเสนอในอีกมิติและอีกมุมมองหนึ่งแค่นั้นเองครับ และผมก็เชื่อว่าสิ่งที่ผมนำเสนอเป็นตัวเลขที่พี่น้องประชาชนก็ต้องรับทราบครับว่า ๗๗ คน และถ้าโดยประมาณได้เกือบ ๖๐ ท่าน ใช่หรือไม่คือเหตุผลที่ท่านไม่ยอมเพิ่มจำนวน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด ซึ่งหลาย ๆ เหตุผล ผมเรียนว่าพูดแล้วก็ไม่อยากพูดซ้ำ หรอกครับว่าประชากรในแต่ละจังหวัดมันไม่เท่ากัน

ในเรื่องต่อไปครับ ในเรื่องของสมาชิกที่มาจากการคัดสรรในเรื่องของ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผมก็เห็นเขียนกำหนดเอาไว้เยอะแยะครับว่าเป็นฝ่ายกฎหมายบ้าง เป็นนักวิชาการในฝ่ายต่าง ๆ ผมเรียนว่าจริง ๆ แล้วถ้าอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจาก ประชาชนและมาจากการเลือกตั้งจริง ๆ ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ท่านสามารถจะตั้งเขาเป็น ที่ปรึกษาได้ครับ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคัดสรรมาจากการเลือกเลย หลักการก็คือว่าทุกท่านที่เป็น สสร. จะได้มาจากการเลือกตั้งจริง ๆ เป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชนจริง ๆ ส่วนในส่วนของการคัดสรรที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากได้เลือกไว้ ๒๒ ท่าน ถ้าถามใจผมผมคิดว่าไม่ต้องมีก็ได้ครับ แล้วถ้าคิดว่ามันมีผู้เชี่ยวชาญด้านไหน ที่อาจจะเป็นปัญหาก็สามารถจะตั้งเป็นที่ปรึกษาเหมือนกรรมาธิการทั่วไปก็เชิญท่านมา เป็นที่ปรึกษาหรือตั้งมาเป็นคณะกรรมการยกร่างก่อนก็ได้ แล้ว สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็เข้ามาแก้ไขแล้วปรับปรุงให้เป็นไปตามแนวทางที่มันควรจะเป็น เมื่อท่านทำมาจนถึงขณะนี้ แล้วก็มาขยักเอาไว้ว่า ๒๒ ท่านต้องมาจากการคัดสรร ผมก็เกรงว่ากระบวนการที่เราบอกว่า น่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาจากพี่น้องประชาชนจริง ๆ มันก็ยังติดอยู่อีกเล็กน้อยครับ ก็ ๒๒ ท่านนี้ เพราะผมไม่แน่ใจว่าคนที่เลือก หรือแม้กระทั่งรัฐบาลหรือใครจะเข้ามามีส่วน ในการเลือกในครั้งนี้หรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ถ้ามาจากการเลือกตั้งแล้วมาจากการเปิดกว้าง เหมือนที่สมาชิกได้พูด ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดละ ๒ คน ๑๕๐ คน หรือ ๒๐๐ คน ผมเชื่อว่า เหตุผลของพี่น้องประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วมจริง ๆ ส่วนจะเพิ่มผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาในด้านไหน ตามที่สมาชิกหลายท่านได้พูดขึ้นมา เมื่อกี้ท่านสามารถพูดเรื่องด้านการกีฬา ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านอื่น ๆ ผมคิดว่าก็เชิญเขามาเป็นที่ปรึกษาก็ไม่ได้ผิดอะไร ก็จะทำให้รัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งและเป็นของพี่น้องประชาชนจริง ๆ นี่ก็เป็นอีกหนึ่ง มุมมองที่ผมเรียนว่าผมกังวลเท่านั้นเองว่าการที่ท่านล็อกเอาไว้ หรือว่าไม่ยอมเพิ่ม ๗๗ ท่าน ถ้ามาจากด้วยเหตุผลฐานเสียงและการเป็นเสียงข้างมากของการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ของรัฐบาลและพรรคร่วมมันก็จะมีคนเขาครหานินทาได้ว่านี่หรือเปล่าคือเหตุผลที่นั่งยัน ยืนยันไม่ยอมเพิ่มตามสัดส่วน และเหตุผลที่สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้ให้ข้อสังเกตเอาไว้ ฉะนั้น ผมเรียนท่านจริง ๆ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรามีความจำเป็นและผมมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็เห็นพ้องตรงกันในหลายท่านว่าถ้าท่านขยับสักเล็กน้อยเพื่อประโยชน์ในอนาคต ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วพูดกันได้อย่างสง่างามว่ามาจากการเลือกตั้ง มีคนมาร่วมรณรงค์กัน อย่างเต็มที่เข้ามาแก้ตาม สสร. ที่มาจำนวน สสร. นั้น เป็นตัวแทนที่คิดมาจากพื้นฐาน ประชากรทั้งหมดของรายจังหวัด ผมคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่สง่างามมากกว่าหรือไม่ ท่านต้องทำ แบบนี้ครับ ที่สำคัญที่สุดพวกเราพูดกันมาหลายวัน แต่ผมก็ยังไม่เห็นเลยครับว่ากรรมาธิการ เสียงข้างมากท่านไหนบอกว่าจะลองรับฟัง จะลองเปิดให้รับฟังความคิดเห็น หรือว่าจะลงมติ เฉพาะในเรื่องนี้เรื่องนั้น ก็อยากจะฟังเหมือนกันว่าท่านจะเปิดกว้างหรือมีช่องว่างให้คน ที่เห็นต่างกับท่านหรือเสียงข้างน้อยได้มีแนวทางในการที่จะนำเสนอในมาตราต่อ ๆ ไปด้วย ถ้าท่านยืนยัน นั่งยัน นอนยันแบบนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่ามาตราต่อไปก็ดึงกันไปก็ไม่มีประโยชน์ พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านก็มีความรู้สึกว่าพูดกันไปทำไม เพราะกรรมาธิการก็เหมือน ตั้งธงไว้แล้ว แล้วก็ไม่ฟังเหตุไม่ฟังผลใครทั้งนั้น แล้วผมเรียนว่าสิ่งที่ผมนำเรียนนั้นก็มาจาก พื้นฐานความคิดปกติโดยหลักการของจำนวนประชากรและจำนวนฐานเสียงของการเลือกตั้ง แค่นั้นเองครับ ก็คิดว่าสิ่งนี้คงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถ้าท่านจะรับไปพิจารณาไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ ก็ตาม หรือว่ามีเหตุผลที่ชัดเจนขึ้น ผมคิดว่า พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ข้างมากก็คงสนับสนุนครับว่าถ้าจะแก้กันจริง ๆ และเขามีส่วนร่วม จริง ๆ ผมเชื่อว่าก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะวันนี้อย่างไรก็ห้ามไม่ให้ท่านแก้ไม่ได้แล้ว แต่ท่านควร เปิดโอกาสให้คนอื่นได้มีส่วนได้เข้ามาร่วมอย่างจริงจังบ้างจะได้หรือไม่

เรื่องสุดท้ายครับ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าท่านกรรมาธิการได้มีการสอบถาม เรื่องนี้หรือไม่ ผมได้ยินว่ามีการนำแนวทางในการเลือก สสร. ในครั้งนี้ แล้วบอกว่าให้ใช้ กฎหมายท้องถิ่น ผมก็อยากฝากถามไปถึงท่านกรรมาธิการว่าสมมุติมีการเลือกตั้งไม่ว่าจะ กี่คนก็ตาม ไม่เป็นไรครับ อันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งว่าในการเลือกตั้งไม่ทราบมีข้อกำหนดไว้ หรือไม่ว่าในการเลือกตั้ง สสร. ในแต่ละจังหวัดนั้น ในบัตรเลือกตั้งจะมีช่องงดลงคะแนน หรือโนโหวต (No vote) หรือไม่ แล้วถ้าเกิดมีมีการกำหนดไหมว่าถ้าโนโหวตมันมากกว่า คนที่ได้มันจะถือว่าคนที่ได้เป็น สสร. ในจังหวัดนั้น ถือว่าเขามีสิทธิได้โดยสง่างามหรือไม่ จะเป็นตัวแทนของคนทั้งจังหวัดได้หรือไม่ ผมก็ฝากถามไปด้วยความกังวลว่าถ้ามีบางจังหวัด เขาเกิดมองแล้วเขารู้สึกว่ามันไม่ได้ แล้วก็มีช่องโนโหวตด้วยตามกฎหมายเลือกตั้งปกติ ที่เราเคยปฏิบัติกันมา แล้วพอดีคะแนนโนโหวตมันดันมากกว่าคนที่ได้ที่ ๑ ผมก็ไม่แน่ใจว่า ท่านจะทำอย่างไร หรือมีข้อบังคับอะไรที่พอที่จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นกว่านี้หรือไม่ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมานะครับ เนื่องจากมันมีความเร่งรีบแล้วกระบวนการ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมคิดว่าก็ยังสับสนอยู่ทั้งจำนวน ทั้งวิธีการเลือกตั้งและ การกำหนดลงไปถึงคุณสมบัติและจำนวนการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดที่ผมเรียนไป แม้กระทั่ง การกากบาทในคูหาก็ยังมีความสับสนว่าจะเลือกอย่างไร ถ้าคนไม่เลือกทั้งจังหวัดจากผู้มีสิทธิ ไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จะเอาแบบถ้ามีคนลงสมัคร ส.ส. ๑ คนไหม จะมีการกำหนดไว้ ในรายละเอียดหรือไม่ว่าถ้าทั้งจังหวัดมีคนมาเลือกตั้งน้อยกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ และคนที่ได้ ได้ไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นโมฆะหรือไม่ เรื่องพวกนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่มันเกิดขึ้นได้ แล้วมันไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นมาในการเลือกตั้งของประเทศไทย แต่ผมก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ว่านี่คือสิ่งที่ผมจะนำเสนอว่าในมาตรานี้ท่านต้องบอกรายละเอียดให้ชัดเจนเพื่อเราจะได้ ทราบว่าถ้าวันนั้นมันมาจริง สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นตามมามันจะเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าสมาชิก ในห้องนี้หลายท่านก็ยังสงสัยว่าตกลงมันกาตรงไหน มันมีช่องโนโหวตไหม แล้วถ้ามันมากกว่า ที่ผมพูดจริงมันก็จะมีคนพูดว่าอ้ายคนที่ได้ที่ ๑ มันได้น้อยกว่าโนโหวต แล้วมันจะเป็นตัวแทน ของคนทั้งจังหวัดนั้นได้อย่างไร อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งผมก็อยากรับฟังว่าจะเอากันแบบไหน ก็ฝากท่านประธานไปถึงกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับว่าอย่าดื้อไปมากกว่านี้ อย่างไร ก็กรุณาช่วยรับฟังความคิดเห็นของพวกเรา ถึงแม้จะเป็นเสียงข้างน้อย ผมเรียนว่าเราก็ไม่ได้ ขัดขวางท่านทุกเรื่อง เพียงแต่ถ้าหลาย ๆ เรื่องท่านสามารถที่จะอธิบายให้มันครอบคลุมได้ มีเหตุผลได้ ผมเชื่อว่าการยอมรับก็จะมีมากขึ้น แล้วผมคนหนึ่งละครับที่มีความกังวลในเรื่อง ของการลงสมัคร สสร. และจำนวนในครั้งนี้ เพราะไม่ว่าจะกลุ่มไหนก็ตาม ผมจำไม่ได้ว่า มีสมาชิกท่านหนึ่งได้พูดไว้ว่าถ้ายังยืนแบบนี้ แม้กระทั่งในส่วนของภาครัฐบาลเอง หรือว่า กลุ่มที่เราเรียกว่าจะเป็นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในแต่ละจังหวัด ผมไม่ได้พูดให้เสียหายนะครับ อย่างเช่นกลุ่มทีมงานของกลุ่มคนเสื้อแดง นปช. หรืออื่น ๆ ก็อยากจะนำเสนอหลาย ๆ ท่าน เพราะว่าก็มีคนที่อยู่ในจังหวัดนั้นหลายคน ผมถามว่าทำไมเขาต้องเลือกคนนี้ แล้วทำไม ไม่เลือกอีกคนหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่จังหวัดเขามีคนเยอะกว่านี้ มันก็เกิดความแตกแยกครับ ไม่ว่าจะ กลุ่มไหนก็ตาม แต่ถ้าท่านให้เหตุผลได้ว่าเราเลือกตามจำนวนประชากร เมื่อประชากรทั้งหมด เท่านี้เราเลือกได้ จังหวัดเราเลือก ๒ คน คนที่ ๓ ที่ ๔ ก็ต้องยอมไป ผมคิดว่าอย่างนี้ฟังขึ้น แต่ถ้าประชากรจังหวัดนั้นมันมีมากแล้วบอกว่าก็ไม่รู้ ก็จะเอาแค่คนเดียว ผมก็คิดว่าปัญหา ที่ตามมามันไม่ได้เกี่ยวกับเสียงข้างน้อย หรือพรรคฝ่ายค้าน หรือกลุ่มคนเล็ก ๆ ไม่ใช่ครับ ผมคิดว่าความแตกแยกและความสับสนมันจะเกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศไทย ในทุกจังหวัด ในทุกภูมิภาค เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมนำเรียนนี้ก็อยากจะให้ท่านกรรมาธิการเป็น อีกเรื่องหนึ่งนะครับว่าอยากให้ท่านช่วยรับไปพิจารณาแล้วลุกขึ้นให้ความหวังกับพวกเรา หน่อยได้ไหมว่าท่านจะรับบางเรื่องที่มีเหตุผลไปพิจารณาบ้าง ผมเห็นแต่ละท่านที่ลุกขึ้นมา ก็คือ ไม่ ไม่ได้ ดีแล้ว ๗๗ คน อย่างไรก็ต้องแบบนี้อ้างเรื่องต่าง ๆ นานา ผมคิดว่าหลาย ๆ ท่าน ที่พูดไป ๒ วัน ๒ คืน มันก็เหนื่อยใจครับ พยายามใช้เหตุผลที่มีหลักมีแนวทางแล้วก็ไม่มี การรับฟังกัน ก็ฝากท่านประธานไปถึงกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าอาจจะไม่ถูกใจบางท่าน ผมขอโทษด้วย แต่ไม่มีเจตนา อยากให้เอาหลักการแนวทางตัวเลขที่ผมพูดจากความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นโดยประมาณลองไปคำนวณดู ความแตกแยกมันก็จะไม่เกิดขึ้น รัฐบาลชุดนี้ ท่านผลักดันว่าอยากจะแก้รัฐธรรมนูญ ก็มีแนวร่วมอย่างไรครับ แต่ถ้าดื้อดึงท่านก็จะผ่านไป แบบที่เขาพูดกัน แล้วผมเชื่อว่าท่านก็ไม่ค่อยชอบหรอกครับว่าเสียงข้างมากลากไป อย่างนั้น ท่านยอมคนละนิดหน่อยเถอะครับ คนละครึ่งทางในการปรับจำนวนการเลือกตั้งในรายจังหวัด ให้เป็นไปตามประชากร รวมทั้งในเรื่องของการคัดสรรตัดไปเลยครับ ให้ทั้งหมดมาจาก การเลือกตั้ง ผมคิดว่าจะเป็นแนวทางที่สง่างามแล้วก็เหมาะสมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ แล้วผมเชื่อว่าในห้องนี้ทุกคนไม่อยากให้มีฉบับที่ ๒๐ ครับ แต่ถ้าท่านทำแบบนี้ ผมเชื่อว่าในอนาคตใครกลับขึ้นมามีอำนาจหรือมีเสียงข้างมากแบบท่าน ก็ต้องบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็เลือกกันใหม่ เพราะคราวที่แล้วการนำเสนอหรือว่าตัวแทนของ สสร. นั้นไม่ได้มาตามอัตราหรือว่าสัดส่วน ของประชากรที่แท้จริง ก็มีการหาเรื่องกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อร่างฉบับที่ ๒๐ อีกครับ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าอย่าเลยครับท่าน เอาว่าเป็นฉบับนี้แล้วใช้นาน ๆ แล้วก็ช่วยกันคิด ช่วยกันทำน่าจะเหมาะสมมากกว่า อย่าดื้อต่อไปเพื่อเสียงข้างมากที่ท่านได้รับคำสั่งมา ผมว่า เล็ก ๆ น้อย ๆ ยอมบ้าง ปรับบ้าง ผมคิดว่าฟังเหตุผลบ้างน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แล้วก็เป็นความภาคภูมิใจของสมาชิกรัฐสภาทุกคนด้วย ก็ขอขอบพระคุณท่านประธาน เป็นอย่างมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านชำนิ ศักดิเศรษฐ์ แทนท่านจุติ ไกรฤกษ์ หน้า ๔๕ นะครับ เชิญครับ

นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้รับมอบหมายจากท่านจุติ ไกรฤกษ์ ให้อภิปราย ในการแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๑ กับรัฐสภาในวันนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่าตรงไปตรงมา เราได้รับฟังเรื่องนี้กันมานานพอสมควรมากแล้ว แต่ที่ผมจำเป็นต้องขออนุญาตแล้วก็ขอใช้ โอกาสนี้เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนสมาชิกรัฐสภา กับคณะกรรมาธิการ เพราะว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของปัญหาทางหลักการอยู่ด้วย นั่นก็คือว่าการปรองดองก็ดี การร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ก็ดี ผมค่อนข้างแน่ใจว่า ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่องของประเทศไทย เรื่องโดยรวมของชาติ เรื่องโดยรวมของประชาชาติแค่เสียงข้างมากไม่พอสำหรับใช้ในการตัดสินใจ ความเห็นพ้อง ต่างหากที่จะเป็นตัวสนับสนุน แล้วก็ทำให้การตัดสินใจร่วมกันของเราไปสู่อนาคตไทย ไปสู่การตัดสินใจร่วมกันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ มาตรา ๒๙๑/๑ เป็นเรื่องที่รัฐบาล และคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากพยายามที่จะปกป้องไม่ให้มีการแตะต้องมาก ไม่ให้มีการ แตะต้องแม้แต่น้อย ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องของชุดความคิดและเป็นเรื่องที่เรา จะต้องทำให้สอดคล้องกับความเป็นจริงเพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต ผมแน่ใจว่า สมาชิกหลายท่านที่อยู่ในสภาวันนี้พร้อมแล้วที่จะตัดสินใจยกมือให้กับการตัดสินใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งที่ท้าทายเราในวันนี้ก็คือว่าการตัดสินใจโหวตมาตรา ๒๙๑/๑ จะเป็น ไปตามสิ่งที่รัฐบาลต้องการ หรือเรากำลังจะตัดสินใจให้เป็นไปตามที่ประเทศไทยต้องการ ผมพูดคำนี้ไม่ได้มุ่งหมายที่จะให้เป็นเพียงวาทกรรม แต่ผมกำลังจะบอกท่านประธานว่า ชุดความคิดที่กำหนดให้มีตัวแทนมาจากจังหวัดละคนเป็น ๗๗ คน รัฐบาลคิดก็เพราะว่า ต้องการหาตัวแทนของปวงชนมาทำหน้าที่ด้วยความชอบธรรมในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ แต่รัฐบาลก็เชื่ออีกเช่นเดียวกันว่าคน ๗๗ คนที่มาจากการเลือกตั้งมันร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เป็น จึงกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญมาอีก ๒๒ คน มาร่วมกันเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดเอาว่า ๒๒ คนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นนักรัฐศาสตร์ เป็นนักรัฐประศาสนศาสตร์ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการบริหารราชการแผ่นดิน ๒๒ คนนี้ร่างรัฐธรรมนูญเป็น แต่ ๒๒ คนนี้ ถ้าลงเลือกตั้งเมื่อไรสอบตก นี่เป็นชุดความคิดที่เอา ๒ อย่างมาผนวกกัน ท่านประธานครับ ทั้ง ๒ ส่วนที่ว่านี้ไม่อาจเป็นตัวแทนใครได้เลย เราต้องการที่จะร่างรัฐธรรมนูญ ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขใช่หรือไม่ ถ้าใช่ รัฐไทยเป็นใครครับ รัฐไทยไม่ได้เป็นสหราชอาณาจักร รัฐไทยไม่ได้เป็นสมาพันธรัฐ และรัฐไทยไม่ได้เป็นสหพันธรัฐ เพราะฉะนั้นคำว่า มีตัวแทนจังหวัดละหนึ่งคน จึงไม่ใช่เป็น ตัวแทนรัฐ ไม่ใช่เป็นตัวแทนสมาพันธรัฐ และไม่ใช่ตัวแทนของรัฐอีกหลายรัฐในประเทศนี้ เพียงประเทศเดียว จังหวัดระนอง จังหวัดนครราชสีมา กรุงเทพมหานคร เป็นเขตการปกครอง ของรัฐไทยแล้วก็เป็นรัฐเดียว ความเป็นตัวแทนแห่งจังหวัดไม่ได้ปรากฏ ณ ที่นี้ ความเป็น ตัวแทนแห่งจังหวัดต้องไปปรากฏที่เป็นนายก อบจ. จังหวัดนครศรีธรรมราช นายก อบจ. จังหวัดขอนแก่น หรือนายก อบจ. จังหวัดเชียงใหม่ แต่การมาร่างให้มีตัวแทนจังหวัดละคนนี้ ไม่มีเหตุผลอื่นเลยครับ เป็นเหตุผลที่ต้องการให้เป็นตัวแทนที่ควบคุมได้ และเชื่อเขาด้วยว่า เขาร่างไม่เป็น จึงไปหาผู้เชี่ยวชาญมา โครงสร้างนี้ควรจะอธิบายสมัย จอมพล ถนอม กิตติขจร ตัวแทนนี้ควรจะพูดเมื่อก่อน ๑๔ ตุลาคม แต่ตัวแทนนี้เป็นตัวแทนยุคใหม่ ประชาชน ผู้เลือกตั้งเขาคิดเป็น เขารู้ว่าเขากำลังเลือกใคร เลือกอย่างนี้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไปตั้งรัฐบาล เลือกอย่างนี้เลือกสมาชิกวุฒิสภาไปทำหน้าที่กลั่นกรองอยู่ในรัฐสภา เลือกอย่างนี้ เขาเลือกคนไปทำหน้าที่เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เขาเลือกได้ครับ เขาคิดได้ครับ เขาไม่เลือก ผู้แทนราษฎรไปเป็น สสร. เขาไม่เลือก สสร. ไปเป็น ส.ว. เขาเลือกคนที่เข้าไปทำหน้าที่ อย่างชัดเจน ถ้าเราต้องการว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นร่างรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะให้เป็น ตัวแทนของปวงชนชาวไทยมาทำหน้าที่ร่าง เราต้องเอาจำนวนผู้แทนปวงชนที่ค้นหาตัวแทน ที่แน่นอนให้ได้ มีตัวเลขเสนอมากมายครับ ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เสนอ ๑๕๐ คน สมาชิกจำนวนมากเสนอ ๒๐๐ คน บางคนเสนอ ๓๐๐ คน การเสนอตัวเลขอย่างนี้ไปอธิบาย อะไรครับ ไปอธิบายโครงสร้างในชุดความคิดของระบบตัวแทนของปวงชนชาวไทย ปัญหา รัฐสภาของเราในวันนี้ต้องการคนมาทำสภาร่างรัฐธรรมนูญในนามอะไรครับ ถ้าเราต้องการ มาในนามของปวงชนชาวไทย สัดส่วนของปวงชนชาวไทยในการกำหนดตัวแทนจะต้อง ถูกกำหนดขึ้น ไม่ใช่จังหวัดเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่ ๗๗ จังหวัดเป็นจังหวัดละหนึ่งคนครับ มันอธิบายอะไร อธิบายว่าตัวแทน ตัวแทนปวงชนตรงไหนครับ ในเมื่อสัดส่วนของปวงชน มันไม่เท่ากัน ขนาดไม่เหมือนกัน คำพูดคำนี้เขาพูดย้ำกันหลายครั้งครับ กรุงเทพมหานคร เคยมีผู้แทนเป็นสมาชิกวุฒิสภามากที่สุด ตัวเลข ๑๘ คน และทุกจังหวัดก็ไม่ได้ทิ้งสิทธิ ของประชาชนในจำนวนน้อย ก็ให้มีโอกาสด้วย ๑ คน ตัวเลขอย่างนี้มันไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ตัวเลขที่ผ่านขั้นตอนการคิด ผ่านกระบวนการศึกษา กระบวนการแปรรูปต่าง ๆ มาให้เกิดจำนวน ของความเป็นผู้แทนปวงชน ตัวเลข ๗๕,๐๐๐ ตัวเลข ๑๕๐,๐๐๐ ตัวเลข ๓๐๐,๐๐๐ ล้วนแต่ เป็นตัวเลขที่ถูกผ่านการคิดศึกษาและวิจัยทั้งสิ้น แต่ผมยืนยันกับท่านประธานว่า ๙๙ คน ที่ท่านประธานพูดถึงและที่คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... พูดถึงไม่ได้เสนอร่างนี้มา ไม่อาจอธิบายความเป็น ผู้แทนปวงชนได้เลย เพราะไม่บอกเลยว่าเขาต้องมากันอย่างไรในลักษณะสัดส่วนแบบไหน

ประการที่ ๒ เลิกเชื่อในความคิดที่ว่าคนมาจากการเลือกตั้งร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เป็น การที่คุณเชื่อว่าคนร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นคุณไม่เชื่อประชาชน คุณไม่เชื่อในวิถีทาง ของระบอบประชาธิปไตย การร่างรัฐธรรมนูญมันมีกระบวนการ มันมีขั้นตอน สภา ๒๐๐ คน สมมุติว่าเราเอาตามนี้ เวลาเขาจะร่างเขาจะมีที่ปรึกษา เขาจะมีคณะทำงาน เขาจะมีใครต่อใคร ที่เป็นนักวิชาการของประเทศนี้ได้อีกมากมาย ผมว่าชุดความคิดอย่างนี้เป็นชุดความคิด ที่มีเหตุผล ชุดความคิดนี้ต่างหากที่จะอ้างความเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย เราเลิกยุติ ประชาธิปไตยรวมศูนย์กันเสียทีเถอะครับ เลิกคิดว่าคนในประเทศนี้มันเลือกคนไม่เป็นเสียที เถอะครับ เลิกคิดว่าคนในประเทศนี้ร่างกติกาให้กับตัวเองไม่ได้เสียทีเถอะครับ นี่เป็นชุดที่ผม ต้องกราบเรียนกับท่านประธาน เพราะว่ามาตรา ๒๙๑ นี้เป็นมาตราที่ถูกกำหนดขึ้นและ เป็นหัวใจที่เราจะต้องอธิบายเรื่องราวทั้งหมด ผมได้จัดไว้เลย เราถกเถียงกันมาตั้งแต่วันแรก ว่าการแก้มาตรา ๒๙๑ มันจึงไม่ใช่เรื่องที่มาทำอะไรก็ได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เปิดโอกาส ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลย เราจึงต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อให้ไปร่างใหม่ เราต้องมี ๒ ขั้นตอน การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำได้หรือไม่ ผมคิดว่าวันนี้ยังเป็นประเด็นทางกฎหมาย ที่จะต้องถกเถียงกันว่าทำได้จริงหรือไม่ เอาล่ะเราพักไว้ก่อนว่าจะทำ เพราะเราไม่ได้มีหน้าที่ วินิจฉัยว่าทำได้ ไม่ได้ แต่ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ดีหรือไม่ดี ผลผลิต ของปี ๒๕๕๐ เราเลือกตั้งกันมาแล้วอย่างน้อย ๒ ครั้ง เราทุกคนที่นั่งอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ เป็นผลผลิตของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งสิ้น คุณชอบหรือไม่ชอบ คุณมาทำไมละครับ คุณไปสมัครทำไม คุณมาเป็นรัฐบาลกันทำไมครับ นี่คือกติกาที่คุณมา พอมาแล้วถ้าคุณจะฉีก มันทิ้งคุณต้องอธิบายเหตุผลได้ดีกว่านี้ ไม่ใช่เพียงเหตุผลบอกว่าคุณชอบหรือไม่ชอบ คำตอบ คำถามก็คือว่ามันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่ร่างแล้วเขาไปทำประชามติ คุณอาจจะลงข้างไหน ก็ได้ไม่สำคัญหรอกครับ แต่ประชามติวันนั้นบอกว่าเอารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าเราจะร่างใหม่ เราจะไม่ถามเขาสักคำหรือครับว่าเราควรจะทำประชามติหรือไม่ ประชาชนในประชาชาตินี้ รอให้คนที่เป็นรัฐบาลบอกว่าเอาอย่างไร อย่างนั้นหรือครับ นี่คือที่มาที่ผมบอกกับท่านว่า หลายเรื่องต้องเป็นเสียงข้างมาก แต่ผมกำลังจะบอกกับท่านประธานว่าบางครั้งบางเรื่อง ในประเทศนี้ ในประชาชาตินี้และในโลกนี้ มันไม่ใช่เรื่องเสียงข้างมากแล้วพอ มันยังต้อง เป็นเรื่องของความเห็นพ้องที่จะทำให้เราทำสิ่งนั้นได้ ๒ เรื่อง คือเรื่องการปรองดอง และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านประธานเชื่อผมเถอะครับ ๒ เรื่องนี้ยืนยันในเสียงข้างมาก เลือกเมื่อไรวิกฤติ เพราะคำว่า แมส (Mass) ไม่ได้อยู่ที่จำนวน มันอยู่ที่คุณภาพและปริมาณ ของคุณภาพนี้จะเป็นตัวกำหนดเงื่อนไขในทางการเมืองในอนาคต เราจะทำประชามติกันไหม ก่อนที่จะร่างใหม่ นั่นก็เป็นคำถาม ถามว่าแล้วใครเป็นคนร่าง เรามีรัฐสภามาจากการเลือกตั้ง อยู่แล้ว สมาชิกวุฒิสภามาตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว พวกผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อยู่ในรัฐสภานี้อีกแล้ว อำนาจนี้เป็นอำนาจของรัฐสภา เรากำลังถ่ายโอนอำนาจของรัฐสภานี้ ไปให้กับใครสักคณะหนึ่งมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญแทนเรา ผมบอกได้คำเดียวว่าผมจะ โอนอำนาจนี้ไปได้เงื่อนไขเดียวเท่านั้นละครับ ผมต้องโอนอำนาจนี้ไปให้ปวงชนชาวไทย เขาเป็นคนที่ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญแทนผม ผมไม่อาจที่จะถ่ายโอนอำนาจนี้ให้กับใคร สักคนหนึ่งที่ถูกจัดตั้ง ไม่สามารถที่จะโอนอำนาจนี้ให้ใครสักคนหนึ่งไปสู่ที่คนมีอำนาจ ในรัฐบาลปัจจุบันเป็นคนกำหนด ผมมอบอำนาจนี้ไปให้ใครโดยที่ผมไม่รู้ว่ามันเป็นโอกาส และเป็นสิทธิของประเทศไทยหรือไม่ผมให้ไม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่ผมต้องยืนยันแล้วต้องกลับมาพูดกับท่านประธานอีก ผมไม่ประสงค์จะกล่าวว่า กล่าวใครให้เป็นการเสียหายเป็นส่วนตัว แต่ผมบอกกับท่านประธานว่าใครเป็นคนร่างครับ ถ้าเราถ่ายโอนอำนาจไปให้กับปวงชนชาวไทย ผมคิดว่านั่นคือการเป็นการถ่ายโอนที่มีเหตุผล นั่นคือคำอธิบายต่อไปอีกว่าถ้าอย่างนั้น สสร. ต้องมาจากไหน มันไม่ใช่มาจากความเชื่อที่ผิด ๆ มีความเชื่อว่าคนเลือกตั้งร่างไม่เป็น มีความเชื่อว่าคนร่างเป็นคนลงไปเลือกตั้งแล้วแพ้ เลยออกมา ๗๗ บวก ๒๒ ท่านประธานครับ ความคิดนี้ต้องกลับไปยุค จอมพล สฤษดิ์ จริง ๆ นะครับ ไม่ใช่ยุคประชาธิปไตยปัจจุบัน ถ้าวันนี้บอกว่าเลือก สสร. ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดที่จะลง ที่กรุงเทพมหานคร ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดไปลงต่างจังหวัดตามสัดส่วนของประชากรผมแน่ใจว่า เขาได้รับเลือกตั้งเพราะว่าคนเลือกเขาเลือกเป็น คนเลือกไปเลือกทำ สสร. คนเลือกตั้งไป ร่างรัฐธรรมนูญ เขาไม่ได้ร่างให้ไปยกมือให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีนี่ครับ นี่เป็นจุดที่ผมต้อง กราบเรียน การมีจำนวนเท่าใด มีกระบวนการร่างอย่างไรเป็นปัจจัยที่สำคัญของการกำหนด ความเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย กำหนดความเป็นหรือไม่เป็นตัวแทนของประเทศไทย กำหนดความเป็นหรือไม่เป็นของความเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย นั่นเป็นปัจจัยที่เราต้องทำ ท่านประธานครับ การรับฟังความเห็นด้วยวิธีใดก็ต้องบอกกันอีก มันไม่ใช่ให้ร่างมาแล้วเสร็จ เลือกมาเสร็จก็มานั่งร่างกันตรงไหนก็ไม่รู้ ไม่ใช่ใครแอบร่างไว้แล้วแบบรัฐธรรมนูญสมัยฉบับ ใต้ตุ่มและเอามาประกาศใช้ก็ไม่ใช่อีก เราจะทำประชามติไหม บทสุดท้ายท่านประธานครับ ซึ่งจะต้องพูดจาแล้วผมบอกอันนี้เลยเพราะว่าบังเอิญอยู่ในชุดมาตรา ๒๙๑/๑ รัฐธรรมนูญ เวลาประกาศใช้กระบวนการที่ร่างมาเราทำเสร็จแล้วไปทำประชามติ โอนอำนาจเสร็จ ให้ใครไม่รู้ไปร่าง ร่างอย่างไรไม่รู้ก็ว่ากัน ว่ากันเสร็จแล้วออกมาอย่างไร ใครคุมไม่คุมผมไม่รู้ แล้วพอได้มาเสร็จแล้วท่านไปทำประชามติแล้วนำความไปกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ คุณเขียนไว้ให้ประธานรัฐสภาไปทูลเกล้าได้อย่างไร เอาตัวไหนมาบอกให้ ประธานรัฐสภา ทำไมไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ทำไมไม่เป็นคนอื่น กติกาแบบนี้มาจากไหน ท่านประธานทราบไหมครับว่าวันที่ประธานรัฐสภานำความไปกราบบังคมทูลเพื่อที่จะ ประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนั้นมีกระบวนการสุดท้าย อยู่ที่รัฐสภาเขาจึงให้ประธานรัฐสภาเป็นคนนำไป ถ้ากระบวนการสุดท้ายอยู่ที่อย่างอื่น อยู่ที่อำนาจรัฐไทยก็เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีต้องทำไป กระบวนการเหล่านี้ที่ร่างมาผิดทั้งหมด มันมีจากชุดความคิดชุดเดียวว่าชุดที่ทำมาทั้งหมดคุมได้เอาได้ตามที่ต้องการ ท่านประธาน เราเดินอยู่ในภาวะอย่างนี้ไม่ได้ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพต่อท่านประธานทั้ง ๒ ท่าน เรียนด้วยความเคารพต่อคณะกรรมาธิการด้วย และเรียนด้วยความเคารพต่อเพื่อนสมาชิก รัฐสภา ผมนั่งฟัง ผมอยู่กับเหตุการณ์นี้ตลอด เหตุผลที่ผมได้กราบเรียนสภาทั้งหมดชุดนี้ ท่านประธานครับประเทศไทยเดินไม่ได้ครับ ผมอยู่ในรัฐสภานี้ด้วยชีวิตทางการเมือง เป็นนักการเมืองแท้ ๆ ผมอยู่ในกระบวนการของนักศึกษา ผมอยู่ในกระบวนของการเคลื่อนไหว ผมอยู่ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ชีวิตผมไม่เคยมีแม้แต่วันเดียวที่ยืนข้างความไม่ชอบธรรม ไม่มีแม้แต่วันเดียวที่จะยืนข้างเผด็จการ นี่คือข้อเท็จจริง นี่คือความเป็นจริง นี่คือสิ่งที่ ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธาน ผมคิดว่าก่อนที่เราจะโหวตกัน ผมไม่ได้อภิปรายว่า ผมเป็นคนสุดท้ายที่จะเพื่อผู้โหวตนะครับ แต่ผมมานั่งฟังเพื่อนสมาชิกที่ผมไม่พูดคำอื่นอีก ผมไม่ต้องการให้ซ้ำ ท่านสมาชิกวุฒิสภาทั้งสรรหา สมาชิกวุฒิสภาทั้งมาจากการเลือกตั้ง สมาชิกสภาทั้งฝ่ายรัฐบาลที่ไม่เห็นด้วยขณะนี้ สมาชิกรัฐสภาที่มาจากฝ่ายค้าน เรื่องนี้เป็น การตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ในเรื่องในยุคของเรา เราจะให้การตัดสินใจในยุคของเรานั้นเพื่อใคร ก็ไม่รู้ การตัดสินใจในยุคของเรานั้นเพื่อนำไปสู่อนาคตที่มีการเผชิญหน้าและมีความขัดแย้ง ผมคิดว่านั่นไม่ใช่เส้นทางที่เราเดิน ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานและยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ว่ารัฐบาลทบทวนเถอะครับ ผมประหลาดใจมาตั้งแต่วันแรก ทราบดีครับว่าวาระที่สอง รัฐบาลเขาไม่เกี่ยว เขาไม่เกี่ยวในแง่ของโครงสร้างของการพิจารณา แต่วันนี้อย่างน้อยที่สุดตัวแทนแห่งรัฐ ตัวแทนรัฐบาลมันควรอยู่ในฐานะเป็นผู้ฟัง ควรอยู่ใน ฐานะที่ร่วมกันตัดสินใจว่าถ้าเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากทำ เราเผชิญหน้า เราเกิดวิกฤติและเรามีผลกระทบกันรุนแรงที่สุด เราปล่อยให้ประเทศไทย เดินไปข้างหน้าโดยไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นไม่ได้แล้วครับ โลกนี้ พ.ศ. นี้ ประเทศไทยจะต้อง ถูกออกแบบไปสู่อนาคตไทยที่คนไทยทั้งประเทศเราต้องไปด้วยกัน และใครไปคนใดคนหนึ่ง ไปทิศทางเดียวไม่ได้แล้ว ผมยืนยันกับท่านประธานในนามของสมาชิกรัฐสภาอีกครั้งหนึ่งว่า ผมไม่อาจที่จะเห็นด้วยในมติของเสียงข้างมากได้ ผมเห็นว่า ๑. ตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากความเชื่อที่คิดว่าเป็นผู้แทนปวงชนแล้วมันไม่เชื่อ และคณะกรรมาธิการไปเชื่อว่า เขาร่างไม่เป็น แล้วก็ไปเอาคนที่มาจากผู้เชี่ยวชาญ มาจากการสรรหาเหมือนกับการสรรหา แล้วบอกว่าร่างเป็น แต่ว่าเรากลัวเขาเลือกตั้งไม่ได้ ชุดความคิดอย่างนี้ประเทศไทยต้องจบลง ที่สภาแห่งนี้ ปล่อยให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปเพื่อสู่การเผชิญหน้ากันครั้งใหญ่ของประเทศไทย ไม่ได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่จริงตั้งใจแล้วว่าจะไม่พูดนะคะ เพียงแต่ว่าดูจากบรรยากาศแล้ว ดิฉันก็เห็นด้วยกับหลายท่านว่าคณะกรรมาธิการไม่ยอมถอยแม้แต่ครึ่งก้าว ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ตาม ดิฉันก็เลยจำเป็นที่จะต้องอภิปรายเพื่อที่จะแสดงเหตุผลว่า ดิฉันอภิปรายสิ่งที่ดิฉันได้แปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ดิฉันทราบค่ะ จริง ๆ แล้ว ดิฉันก็อยากจะให้ สสร. ทั้งหลายมาจากการเลือกตั้ง แต่ดิฉันก็ทราบว่าคะแนนเสียงข้างมาก ของรัฐบาลก็จะต้องลากไปจนได้ว่าจะต้องมีทั้ง ๒ ประเภท ที่จริงดิฉันก็เห็น ส.ส. จำนวนมาก รวมทั้ง ส.ว. จำนวนมาก อาจจะมีความเห็นในเรื่องจำนวนที่มา แต่ว่าก็ยังมีทั้งประเภท เลือกตั้งกับประเภทคัดเลือกมา แต่มันต่างกันตรงที่ตัวเลขเท่านั้น ดิฉันก็เลยไม่ได้แปรญัตติ ในเรื่องนี้เอาไว้ เพราะเข้าใจว่าอย่างไร ๆ ท่านก็คงจะต้องยืนยันที่จะเอาแบบนี้ ดิฉันก็เลย ต้องแปรญัตติเอาไว้ว่าสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน

(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จากหกคนก็ให้เป็นเจ็ดคน

(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ก็เป็นเจ็ดคน

(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน ที่จริงดิฉันจำได้ ดิฉันไม่ได้แปรญัตติตัดนะคะ เศรษฐกิจ สังคม เพราะดิฉันอยากจะให้หลากหลายอยู่แล้ว หรือการร่างรัฐธรรมนูญนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวน ๘ คน ที่ดิฉันเปลี่ยนจาก ๖ ๖ ๑๐ เป็น ๗ ๗ ๘ ก็เพื่อที่อยากจะให้เกลี่ยให้เป็นจำนวนใกล้เคียงกัน ไม่อยากจะให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีจำนวนมากกว่า ก็ให้ใกล้เคียงกันก็เป็น ๗ ๗ ๘ แต่ข้อสำคัญ ทั้ง ๗ ๗ ๘ เป็นผู้ที่มาจากการคัดเลือก ไม่ใช่ผู้มาจากการเลือกตั้ง ถ้ามาจากการเลือกตั้งตาม (๑) ดิฉันก็ถือว่าจะเป็นกี่คนก็ตาม แล้วแต่ท่านกรรมาธิการจะพิจารณาแล้วก็มีการเลือกตั้งมา แต่ถ้ามาจากการคัดเลือก ดิฉันก็อยากจะเรียนแล้วก็อยากจะยืนยันว่าเมื่อวานนี้ดิฉันได้พูด ในเรื่องหลักการ เรื่องความเสมอภาคหญิงชายเอาไว้แล้วนะคะ แล้วดิฉันก็ยังแปลกใจ ดิฉันพูดอีกครั้งหนึ่งก็เพราะว่าเรื่องนี้มันไม่ซึมซับกันเลยนะคะ ในสภาผู้แทนราษฎรหรือว่า ในรัฐสภาตรงนี้ เพราะว่าปกติกฎหมายต่าง ๆ แต่ละฉบับก็จะมีปัญหา เวลาจะตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาในกฎหมายฉบับนั้น ๆ เวลาเราเสนอว่าให้มีทั้งหญิงและชายนี่รัฐบาลก็จะฟังข้าราชการ ซึ่งมีทัศนคติว่าเดี๋ยวจะหาผู้หญิงมาเป็นกรรมการไม่ได้ ดิฉันยังเข้าใจว่าพอมาถึงตอนนี้ ก็น่าจะเหมือนเดิมหรือเปล่า ดิฉันก็ยังมีโอกาสได้เรียนถามท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า ท่านจำได้ไหม ดิฉันถาม ๒ ครั้งนะคะ เจอท่านอยู่ข้างล่างนี่ก็เรียนถามท่าน จำได้ไหมตอนที่ ท่านร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ขบวนผู้หญิงได้มาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้อย่างมโหฬารมากเลย เรามากันทุกวัน แล้วรัฐธรรมนูญนั้นก็ได้บัญญัติออกมามีเรื่องสาระของผู้หญิง การยอมรับ ผู้หญิงมากมาย พอมาถึงวันนี้มี ส.ส. บางท่านพูดกับดิฉันว่าก็ไม่ต้องเอาหรอก สสร. เพราะว่า มันผ่านไปแล้ว ที่จริงมันยังไม่ได้ผ่านเลยนะคะ แล้วก็บอกดิฉันว่าเอาไว้ไปผลักดันให้ สสร. เขียนเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญให้มีความเสมอภาคหญิงชายทีหลัง ดิฉันบอกอันนั้นไม่เป็น สิ่งรับประกัน เราต้องทำทุกขั้นตอน มีหลักประกันทุกขั้นตอน ขั้นตอนแรกตั้งแต่เป็น สสร. การที่คนจะมาเขียนกฎหมาย ร่างกฎหมาย ร่างกฎกติกาให้คนทั้งประเทศใช้ ประชากร ทั้งประเทศมีทั้งหญิงและชาย ผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าเสียด้วยซ้ำไป เมื่อกฎหมายบังคับใช้ ก็ต้องใช้กับคนทั้งประเทศ ใช้กับคนทุกคน แล้วทำไมท่านถึงจะไม่ยอมที่จะแก้ไข แล้วก็บอกว่า ให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเป็นคนมาเขียนกติกาเหล่านี้ มันจะรอบคอบแล้วมันจะรอบด้าน มากกว่า ที่ผ่านมาผู้หญิงมีหน้าที่ทำตามกติกามามากแล้ว ถึงวันนี้ให้เขามีโอกาสในการ ที่จะมายกร่างเขียนกติกาบ้างได้หรือไม่ บางท่านอาจจะบอกว่าก็ไม่ได้กีดกัน ไม่ได้ห้าม ท่านประธานคะ วลีที่บอกว่า ไม่ได้ห้าม นี่ล่ะเป็นการละเลยแล้วก็ไม่เอาใจใส่ ดิฉันได้เรียนมา หลายครั้งว่าการที่จะออกมาทำงานการเมือง ผู้หญิงก็ออกมาทำงานช้ากว่าผู้ชาย ปกติแล้ว ก็ถูกให้อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน แล้วก็มีพันธนาการทางด้านความคิด ทางด้านวัฒนธรรม มากมายที่จะไม่ให้เขาออกมาทำงานนอกบ้านหรือออกมาทำงานเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องที่มีอำนาจ ในการตัดสินใจ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ วรรคสี่ ถึงได้กำหนดเอาไว้อย่างไรคะว่ามาตรการ ที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อที่จะให้บุคคลได้ใช้สิทธิเสรีภาพได้เท่าเทียมกับผู้อื่น ไม่ถือว่า ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ถือว่าเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสามของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ ซึ่งพวกเราก็ถือว่าผู้หญิงที่ออกจากบ้านมาช้า ออกมาทำงานในสังคมช้า ตั้งหลักช้านี่ ถ้าท่านกำหนดเอาไว้ให้เป็นมาตรการพิเศษที่จะกำหนดว่าให้มีทั้งหญิงและชาย ถ้าอย่างนี้ ก็ไม่ได้เสียหายอะไรเลย ดิฉันแปลกใจนะคะ ดิฉันประหลาดใจ ถ้าท่านบอกว่าหลักการ ของรัฐธรรมนูญที่ร่างมา ที่เสนอเข้ามานี่ให้มีทั้ง สสร. มาจากการเลือกตั้ง หรือ สสร. ที่มา จากการแต่งตั้งด้วย ทำนอกเหนือจากนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ขัดรัฐธรรมนูญ การที่จะเพิ่ม จำนวนเข้าไปท่านก็กังวล ดิฉันก็สงสัยว่าที่จริงเรื่องที่ถ้าท่านจะกำหนดคนจำนวนเท่าไรก็ตาม แต่ถ้าผู้มาจากการคัดเลือกให้คนเหล่านี้ให้มีทั้งหญิงและชาย ดิฉันไม่เห็นมันจะกระทบ กับจำนวน ไม่เห็นจะกระทบกับความเชื่อมั่นของท่าน หรือไม่กระทบกับอำนาจใด ๆ เลย เพียงแต่ว่าให้มีทั้งหญิงและชายสำหรับผู้ที่มาจากการคัดเลือก หรือท่านกลัวว่าถ้าเลือกผู้หญิง ขึ้นมาซึ่งท่านไม่ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก ผู้หญิงเหล่านี้จะสั่งไม่ได้ จะไม่อยู่ในการกำกับหรือคะ ที่ผ่านมาผู้หญิงเป็นคนพูดง่ายจะตาย ผู้หญิงเป็นคนหัวอ่อนจะตาย บอกอย่างไรก็ได้ ถ้าเขาเห็นด้วยแล้วคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำไมท่านไม่เก็บเอาไว้ให้มีทั้งหญิงและชาย เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะเรียนท่านนะคะว่าถ้าท่านปล่อยให้ใครดีใครได้ ไม่ห้ามก็จริง แต่โอกาสของผู้หญิงกับผู้ชายในทางสังคมนี่มันต่างกัน ถ้าท่านไม่มีมาตรการพิเศษตรงนี้ มันก็จะเข้าระบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครมีโอกาสมากกว่าก็จะได้เข้ามา หลายคนนั้น เข้าใจผิด เข้าใจผิดคิดว่าการไม่ห้ามก็คือเสรี เสรีแต่ไม่เป็นธรรม เสรีที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา ถ้าเปิดเสรีก็คือไม่กีดกัน แล้วก็มีมาตรการพิเศษกำหนดว่าให้มีทั้งหญิงและชายถึงจะเกิด ความเป็นธรรม เสรีแล้วต้องเป็นธรรม เพราะฉะนั้นการที่จะบอกว่าให้มีอย่างนี้ดิฉันได้แปรญัตติ เอาไว้ว่าสมาชิกที่มาจาก (ก) (ข) และ (ค) ให้มีทั้งเพศหญิงและชายจำนวนใกล้เคียงกัน ดิฉันจะไม่ใช้คำว่า เท่ากัน เพราะสมัยหนึ่งที่มีรัฐบาลก่อนโน้นมีนโยบายตั้งกองทุนหมู่บ้าน แล้วมีกรรมการ ๑๕ คน เราก็เสนอไปนะคะ ไปเรียกร้องว่าขอให้มีทั้งหญิงและชายจำนวน ใกล้เคียงกันซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีท่านสมัยนั้นท่านก็ประกาศต่อหน้าผู้หญิงที่อิมแพค เมืองทองธานีเลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็แก้ มันจะไปยากอะไร ให้มีทั้งหญิงและชายเท่ากัน พอเท่ากันก็มีบางคนความคิดไม่ค่อยพัฒนาเท่าไร ก็มาตั้งคำถามถกเถียงว่าถ้ามี ๑๕ คน จะให้ผู้หญิง ๗ คนครึ่ง ผู้ชาย ๗ คนครึ่งหรือ เราก็บอกไม่ใช่หรอก ที่จริงคนมันแบ่งครึ่งไม่ได้ มันเข้าใจง่ายจะตายไป ถ้าผู้หญิง ๗ คน ก็ผู้ชาย ๘ คน ถ้าผู้หญิง ๘ คน ก็ผู้ชาย ๗ คน ก็แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นคราวนี้เมื่อท่านมี ๒๒ คน ดิฉันก็เกรงว่าเดี๋ยวท่านจะเปลี่ยนเป็น จำนวนอื่น ก็เลยบอกว่าให้มีหญิงและชายจำนวนใกล้เคียงกันนะคะ ใกล้เคียงกันอย่างไร ก็ต้องดูว่าถ้าออกมาไม่ใกล้เคียงกัน ถ้า ๒๒ คน เป็น ๒ คน กับ ๒๐ คน มันไม่ใกล้เคียง แน่นอน ถ้าเป็น ๑๐ คน กับ ๑๒ คน ก็ยังใกล้เคียง ดิฉันไม่ได้บอกว่าให้เท่า ๆ กันนะคะ เพราะฉะนั้นก็เรียนท่านว่าเรื่องอย่างนี้ดิฉันถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องความเสมอภาค หญิงชายมันเป็นหน้าเป็นตา มันเป็นกระแสสากล แล้วสากลเวลาเขาวัดความสุขของสังคมใด ความเจริญของสังคมใด เขาวัดจากความเท่าเทียมบทบาทของหญิงชายนี่ล่ะคะ แล้วเราแค่นี้ ท่านจะไม่เปลี่ยนแปลงเชียวหรือ เรื่องอื่นท่านอาจจะมองว่ามันกระทบกับอำนาจส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่เรื่องบทบาทหญิงชายดิฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องเป็นหน้าเป็นตา ตอนนี้ก็ยังมีขบวนการผู้หญิง กลุ่มผู้หญิงคุยกับดิฉันว่าเขาจะนัดคุยกัน ดิฉันก็ยังบอกว่าให้รอก่อนเพราะดิฉันเชื่อว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านซาบซึ้งเรื่องนี้ดี แล้วก็ยังมีท่านกรรมาธิการบางท่าน เช่น คุณหมอเหวง ท่านอาจารย์ ขอประทานโทษลืมท่านอาจารย์ผู้หญิง ขอประทานโทษจริง ๆ ก็ยังพูดกับดิฉันเลยว่ามีใครแปรญัตติเรื่องนี้ไหม ท่านคุณหมอเหวงเมื่อวานนี้ยังบอกดิฉัน ศรัทธาพูดเรื่องนี้มาก ๆ นะ ชื่อเล่นดิฉันนะคะ เพราะฉะนั้นก็เรียนว่าอยากจะให้ท่านช่วยกัน คิดหน่อย ฝากให้ท่านดูหน่อยประเด็นนี้เป็นประเด็นไม่ได้กระทบอำนาจอะไรใครเลย เพราะฉะนั้นการที่จะให้มี สสร. ในเรื่อง สสร. ให้มีทั้งหญิงและชาย ก็ต้องเรียนว่าดิฉันมีอยู่ ๔ ประเด็น

๑. ก็คือ สสร. จากการคัดเลือกทั้ง ๓ วงเล็บ ก็ขอให้มีทั้งหญิงและชาย ในจำนวนใกล้เคียงกัน

๒. ตัวแทนสถาบันการศึกษาที่จะส่งเข้ามานี้ ไม่ว่าท่านจะกำหนดว่า แต่ละสถาบันส่งมาด้านละ ๓ คน หรือ ๔ คนก็ตาม ก็ขอให้มีทั้งหญิงและชาย มันต้องมีตั้งแต่ ส่งมาตอนแรกแล้วต้นทางต้นน้ำแล้วมันถึงจะมามีให้คัดเลือก

๓. ในรัฐธรรมนูญที่บอกว่าจะให้มีกรรมการจาก ส.ส. และ ส.ว. จาก ส.ส. และ ส.ว. มาเลือก ๒๒ คนนี้ ตัวแทนที่มาจาก ส.ส. และ ส.ว. ก็ขอให้มีทั้งหญิงและชาย

และอีกประเด็นหนึ่งก็คือรองประธานสภา ถ้ามี ๒ คน ก็ให้มีทั้งหญิงและชาย ท่านต้องดูวุฒิสภาเป็นตัวอย่างนะคะ วุฒิสภามีรองประธานวุฒิสภา ๒ คน มีทั้งหญิงและชาย แล้วดิฉันจำได้ว่าครั้งแรกที่มีการเลือกรองประธานวุฒิสภาของวุฒิสภาก็เหตุผลหนึ่งที่เสนอ ดิฉันจำได้เลย สมัยนั้นท่านอดีต ส.ว. ประสาร มฤคพิทักษ์ ได้เสนอตัวแทนรองประธานที่เป็น ผู้หญิงเพราะบอกว่าควรจะมีทั้งหญิงและชายเป็นรองประธาน เพราะฉะนั้นรองประธาน สสร. ก็เช่นเดียวกัน ถ้าสมมุติว่าท่านยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงบรรจุ สัดส่วนของหญิงและชาย องค์ประกอบหญิงและชายอยู่ในกรรมาธิการเสียตั้งแต่วรรคนี้ วรรคต่อไปดิฉันก็เชื่อว่าจะมีเสียตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ แล้วถ้าต่อไปก็คงจะมีการแก้ไข ถ้ามีการแก้ไขตั้งแต่เริ่มแรก ถ้าท่านแก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ดิฉันก็จะไม่อภิปรายอีกเลยในเรื่องนี้ แต่ถ้าท่านยังไม่เปลี่ยนแปลงดิฉันก็จะพูดไปเรื่อย ๆ ให้องค์กรผู้หญิงเขาได้ยินว่าดิฉันพูดแล้ว ดิฉันอภิปรายแล้วนะ แต่คณะกรรมาธิการไม่ใยดีเลย ท่านที่นั่งยิ้ม ๆ อยู่ก็ต้องสนับสนุนนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุพัชรี ธรรมเพชร ครับ

นางสาวสุพัชรี ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สุพัชรี ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๑ ในเรื่องของจำนวนแล้วก็ที่มาของ สสร. แต่ก่อนอื่นเมื่อช่วงเที่ยงวันนี้ ดิฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ได้นั่งฟังแล้วก็ติดตามการอภิปราย การแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาวันนี้ก็ได้โทรศัพท์เข้ามาหลายสายมาก แล้วก็บอกกับดิฉันว่า อยากให้รัฐสภาแห่งนี้ แล้วก็รัฐบาลนี้รีบแก้ไขปัญหาของแพง รีบแก้ไขปัญหาน้ำมันแพง ให้เหมือนกับการรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็รีบที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับคนที่อยู่ ต่างประเทศจะได้กลับมาในประเทศไทย ตรงนี้ดิฉันก็รู้สึกว่ารัฐสภาในวันนี้เป็นอะไรกันแน่ ทำไมเราถึงรีบร้อนที่จะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ณ ตอนที่ช่วงพี่น้องประชาชนมีความเดือดร้อน โดยเฉพาะวันนี้เกษตรกรก็มีความยากลำบากมาก เมื่อวานก็ยังมีเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน ได้มาประท้วงอยู่ที่หน้ารัฐสภาซึ่งหลาย ๆ ท่านก็ได้ทราบ แล้วก็ได้ยินข่าวมาแล้ว ตรงนี้ดิฉัน ถือว่าเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เราไม่เหมาะสมที่จะมาอภิปรายในเรื่องนี้ ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตเข้าเรื่องไหน ๆ ก็อภิปรายเรื่องมาตรา ๒๙๑/๑ แล้ว ขอเข้าเรื่องในเรื่อง ของที่มาแล้วก็จำนวนของ สสร. ดิฉันได้แปรญัตติสงวนไว้ในส่วนของที่มาของ สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน โดยใช้หลักเกณฑ์จำนวนประชากร จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ คน ต่อจำนวน สสร. ที่ได้ ๑ คน แล้วถ้ามีเศษเหลือจากการคำนวณ ๑๐๐,๐๐๐ คน ก็ให้เพิ่มได้ อีก ๑ คน ซึ่งวิธีการนี้ดิฉันคิดว่าเป็นวิธีการที่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่องจากที่เพื่อนสมาชิก หลาย ๆ ท่านก็ได้บอกว่า ๗๗ คน จังหวัดละ ๑ คน เป็นการผูกขาด เป็นเผด็จการแล้วก็ไม่มี ความหลากหลาย ดิฉันคิดว่าวิธีการที่ดิฉันได้เสนอให้กับทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๒๐๐,๐๐๐ คนต่อ สสร. ๑ คน เศษที่เหลือขึ้นมาต่อ ๒๐๐,๐๐๐ คนนี่ ๑ ท่าน แล้วก็เศษ ที่เหลือเกิน ๑๐๐,๐๐๐ คนก็เพิ่มอีก ๑ ท่าน ดิฉันคิดว่าวิธีการนี้เป็นวิธีการที่มีความเหมาะสม เราจะได้เปิดโอกาสให้บุคคลอื่นที่เขามีความรู้ ความสามารถได้มาร่วมกันแก้กฎหมาย ได้มาร่วมกันมีส่วนร่วมที่จะคิดที่จะทำที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ขึ้นมาได้ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าในวันนี้การแก้ปัญหารัฐธรรมนูญ ดิฉันยกตัวอย่างนะคะ ถ้าเราเอา ๑ หมู่บ้านมาร่วมกันคิด ร่วมกันแก้กับที่เราเอาหลาย ๆ หมู่บ้านใน ๑ ตำบล มาร่วมกันแก้ไขปัญหา มาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในตำบลนั้น ๆ ดิฉันคิดว่าวันนี้ เราก็สามารถที่จะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้

ในที่มาของ สสร. ๒ ก็คือที่มาของ สสร. ที่มาจากการสรรหา ดิฉันได้แปรญัตติไว้ ก็คือในส่วนของ สสร. ที่มาจากการสรรหา ให้มีการคัดเลือกโดยที่ประชุมของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามข้อ ๑ แต่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้บอกว่าให้มีการคัดเลือก โดยที่ประชุมของรัฐสภา ดิฉันคิดว่าวันนี้เราไม่ควรที่จะนำรัฐสภาเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่อง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกต่อไปแล้วนะคะ ดิฉันคิดว่าควรที่จะให้ สสร. ข้อ ๑ ก็คือ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งได้เป็นผู้สรรหา สสร. ที่มาจากการสรรหาด้วยตัวเองเพื่อที่จะให้ทราบว่า เขายังขาดผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการในเรื่องใด ส่วนจำนวน สสร. สรรหาก็ยังเป็น ๒๒ ท่าน เหมือนกันกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ว่าดิฉันได้สงวนไว้ ข้อ ค ก็คือว่าผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศไว้ จำนวน ๑๐ คน ทางคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากเขียนว่าตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาเป็นคนกำหนด ตรงนี้ดิฉันก็ได้อภิปรายไป ครั้งหนึ่งแล้ว แล้วก็ยืนยันว่าวันนี้ถ้าเรายังเอารัฐสภา ถ้าเรายังเอาประธานรัฐสภามาเกี่ยวข้อง ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ก็ยังเป็นแบบที่ทุกคนเรียกว่าเสียงข้างมากลากไป เหมือนเดิมนะคะ ตรงนี้ดิฉันไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ทำไมเราไม่เอาคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นคนกลาง หรือ กกต. มาเป็นบุคคลคัดสรร คัดเลือกตรงนี้ขึ้นมา ดิฉันคิดว่าตรงนี้เป็นเหตุผล คิดว่าวันนี้พี่น้องประชาชน บุคคลภายนอกพูดว่ารัฐสภาในตอนนี้เป็นเผด็จการรัฐสภา เป็นเผด็จการทางการเมือง ปิดกั้นการมีส่วนร่วมทั้งหมดของพี่น้องประชาชน ดิฉันก็ไม่อยาก ให้ได้ยินอย่างนี้ แต่ก็มีข่าว มีหนังสือพิมพ์หลายฉบับลงมาแล้ว แต่ดิฉันก็อยากจะเห็นว่า พี่น้องประชาชนพูดว่าวันนี้รัฐสภาทำเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ทำเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง พรรคใดพรรคหนึ่งที่เราคิดแล้วเราก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นตรงนี้ค่ะ ขอกราบขอบพระคุณมากค่ะ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ และได้มอบหมายให้ เพื่อนสมาชิกได้ไปชี้แจงกับคณะกรรมาธิการ ซึ่งคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วย จึงได้มีการ สงวนคำแปรญัตติเอาไว้เพื่อที่จะมาอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาแห่งนี้ ความจริง มีเพื่อนสมาชิกสงวนคำแปรญัตติกันเป็นจำนวนมากในมาตรานี้ ผมเองนั้นเดิมทีไม่ได้ประสงค์ ที่จะอภิปรายหรอกครับ เพียงแต่ต้องการที่จะรับฟังท่าทีของคณะกรรมาธิการซึ่งทำหน้าที่ เป็นผู้ที่ไปพิจารณายกร่างแก้ไขตัวของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่หลังจาก มีการอภิปรายต่อเนื่องกันมายาวนานข้ามวันข้ามคืน ผมได้พบความจริงว่าคณะกรรมาธิการนั้น ยังคงยืนความเห็นของตัวเองตั้งแต่ต้นในมาตราอันสำคัญยิ่ง ก็คือมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งว่าด้วย เรื่องของผู้ที่จะมาทำหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งอาจจะถือได้ว่า เป็นหัวใจของร่างรัฐธรรมนูญ หรือรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า ที่บอกว่าเป็นหัวใจก็เพราะว่าบุคคลซึ่งจะมาตามมาตรานี้นั้นจะเป็นผู้ที่จะมาทำหน้าที่ในการ ยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาแล้วนำไปสู่กระบวนการทั้งหลายก่อนที่จะมีการประกาศใช้ในที่สุด เพื่อนสมาชิกหลายฝ่ายทั้งจากวุฒิสภาก็ดี จากสภาผู้แทนราษฎรก็ดี มีการอภิปรายกัน หลากหลายมาก แต่ถ้าท่านประธานได้รับฟังตั้งแต่ต้น รวมทั้งพี่น้องประชาชนด้วยแล้ว เราก็จะได้รับฟังความเห็นที่หลากหลายของเพื่อนสมาชิกซึ่งต่างก็มีจุดร่วมอันหนึ่งก็คือ ความวิตกกังวลว่าโครงสร้างที่มาของ สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ปรากฏอยู่ ที่เป็นร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นจะนำไปสู่ปัญหาหลากหลายประการทีเดียว

ประการหนึ่งซึ่งเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปเมื่อ ๒-๓ คนที่ผ่านมา เป็นฐานคติ ที่มาจากความระแวงแคลงใจว่าการไปกำหนดให้มี สสร. ๙๙ คน ส่วนใหญ่ ๗๗ คนนั้น มาจากจังหวัดละ ๑ คน อาจจะเป็นตัวเลขที่ไปสะท้อนกลุ่มก้อนทางการเมืองที่สนับสนุน ซึ่งอาจจะสังเกตได้จากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเพิ่งเลือกตั้งไปเมื่อไม่นานมานี้ แล้วก็ให้บังเอิญว่าเสียงข้างมากของรัฐบาล ทั้งพรรคขนาดใหญ่และขนาดเล็กที่ร่วมกันนั้น ใน ๗๗ จังหวัดรวมกันแล้วมีถึงจำนวน ๕๔ จังหวัดทีเดียวที่เสียงข้างมากเป็นของรัฐบาล ข้อวิตกกังวลอันนี้ก็นำมาสู่คำถามที่ว่าที่ตั้งไว้ ๗๗ คน จังหวัดละ ๑ คนนั้น แปลว่าฐานคติ เดิมเสียงข้างมากคาดว่าจะสามารถได้มาซึ่ง ๕๔ คนนั้นใช่หรือไม่ นี่ความกังวลประการที่ ๑ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่สำคัญก็เพราะว่าต้องยอมรับว่าที่มาของการยกเลิก รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังใช้อยู่ และนำไปสู่การร่างใหม่ในครั้งนี้ มีที่มาที่ไม่ได้เป็นการเห็นร่วม พร้อมกันของทั้งสังคมหรอกครับ ในหลายครั้งที่รัฐธรรมนูญของประเทศนี้ถูกฉีกไปนั้น เรามักจะพูดกันว่าเป็นฝีมือการฉีกทิ้งของคณะรัฐประหาร นั่นเป็นสิ่งที่เราไม่ยอมรับกัน โดยตลอดมา แม้ว่าในทางรัฐศาสตร์แล้วผู้ที่ปฏิวัติรัฐประหารมาเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ จำเป็นจะต้องกระทำเช่นนั้น มิเช่นนั้นการปกครองบังคับบัญชาประเทศก็จะดำเนินไปด้วย ความยากลำบาก ถ้าจะย้อนกลับไปดูการมี สสร. ในประเทศไทย จากการศึกษาของสถาบัน พระปกเกล้าเขาพูดถึงเหตุการณ์การมี สสร. ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ก็มีที่มาจาก การรัฐประหารในขณะนั้น และมีการตั้งรัฐบาลพลเรือนขึ้นมา ที่สุดก็มีข้อเสนอให้มีการ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และกำหนดให้มี สสร. แต่ที่มาของการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็มาจากการฉีกทิ้งของคณะรัฐประหารนั่นเอง อีกครั้งหนึ่งคือปี ๒๕๔๐ อาจจะพูดได้ทีเดียวว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นั้น มีที่มาจากการเห็นพ้องกันมากที่สุดในสังคมไทย โดยเหตุผลจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในเดือนพฤษภาคมก่อนหน้านั้น หลังจาก เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม คือรัฐบาลที่มี ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ประทานโทษที่เอ่ยนาม เป็นนายกรัฐมนตรีก็แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นมาโดยอาศัยกลไก ของรัฐสภา มีข้อเสนอในการนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ รัฐบาลชุดต่อมาก็มีการดำเนินการต่อจนกระทั่งนำไปสู่การตั้ง ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา อีกครั้งหนึ่งคือปี ๒๕๕๐ แต่ที่มาก็คือการฉีกทิ้ง โดยคณะรัฐประหารเช่นเดียวกัน แม้มูลเหตุจูงใจของคณะรัฐประหารนั้นมีความแตกต่างกัน สสร. ที่มาทั้ง ๒-๓ ครั้ง จึงมีที่มาที่ต่างกัน ปี ๒๕๔๐ จึงน่าที่จะดูว่ามีความเห็นพ้องกัน มากที่สุด แต่ปัญหาคือปี ๒๕๕๕ ฉบับที่กำลังทำนี่ละครับ ที่ผมบอกว่าที่ผมแปรญัตติ เรื่อง สสร. ว่าไม่เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากของรัฐบาล เพราะจะนำไปสู่ ความกังวลเรื่องความไม่เห็นพ้องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ละครับ ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้าที่ส่งให้พวกเราดูนั้นมีข้อความอยู่หน้าหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก เขาศึกษาเรื่องสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในประเทศต่าง ๆ และศึกษาเรื่องของเนื้อหา รัฐธรรมนูญ สิ่งที่เขาเขียนบ่งบอกนัยประการหนึ่งซึ่งสังคมวิตกกังวลอยู่ ก็คือไม่ว่าจะ ยกร่างรัฐธรรมนูญแบบไหนก็ตาม แต่สิ่งซึ่งน่ากังวลก็คือจะมีการสถาปนาสิ่งที่เขาเรียกกันว่า ความยุติธรรมของผู้ชนะเกิดขึ้นหรือเปล่า จะมีการดำเนินการในลักษณะที่มีเนื้อหา เป็นการแก้ไขเพื่อการแก้แค้นหรือเปล่า นี่เป็นข้อกังวลของหลายฝ่ายที่เขาไม่เห็นด้วยกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงไม่แปลกใจเลยว่าเมื่อเสียงข้างมากลงมติเห็นชอบให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การตั้ง สสร. มายกร่าง มาตรา ๒๙๑/๑ จึงพูดกันเยอะเหลือเกิน เพราะถ้าสังคมไม่เห็นพ้องจะทำอย่างไรให้ สสร.ที่จะเกิดขึ้นแก้รัฐธรรมนูญท่ามกลาง ความไม่เห็นพ้องมีความสมดุลมากที่สุด เพราะข้อกังวลของเพื่อนสมาชิกที่บอกว่า สสร. จังหวัดละ ๑ คน ๗๗ คน ๗๗ จังหวัด สะท้อนเสียงข้างมากเสีย ๕๔ คนแล้ว อีก ๒๒ คน ซึ่งมาจากรัฐสภาเป็นผู้เลือก ไม่น่าแปลกใจเลยครับ เพราะเสียงข้างมากในรัฐสภานี้ ก็เป็นเสียงข้างมากของรัฐบาล ๕๔ คน ๒๒ คน เป็น ๗๖ คน ใน ๙๙ คน มากกว่ากึ่งหนึ่ง เป็นเสียงซึ่งครอบงำสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างเบ็ดเสร็จ เราอย่าพูดด้วยความไร้เดียงสาเลยว่า ยังไม่เลือกเลย เราจะไปทราบได้อย่างไร เพราะการคำนวณจากฐานคติอย่างที่ผมได้เรียน ท่านประธานไปนั้นมันเห็นได้ชัดครับ นี่คือข้อกังวลประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ที่เขาแย้งเรื่องจำนวน สสร. เรื่อง ๗๗ คนกับ ๒๒ คนนี้ ก็เป็นเพราะมันมีปัญหาว่าด้วยเรื่องของสิทธิของผู้มีสิทธิที่จะลงคะแนนเสียงเลือก สสร. ด้วย มีการพูดถึงจังหวัดใหญ่ มีการพูดถึงจังหวัดเล็ก อันนี้เป็นหลักหนึ่งในการร่างรัฐธรรมนูญ หลายครั้ง มีการหยิบยกขึ้นมาพูดกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อกังวลนี้มี ถ้ามีคนสงวนคำแปรญัตติ เพียง ๙ คน ๑๐ คน ธรรมดามากครับ แต่สงวนกันนับเป็นร้อยคน ผมว่ามันต้องมีที่มาที่ไป หลายคนพยายามจะบอกว่าที่พูดกันไปเกรงว่าประชาชนเขาจะเบื่อหน่ายหรือเปล่า แต่ผมเรียนท่านประธานว่าที่สุดแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เมื่อมาจากความไม่เห็นพ้อง มันจะจุดชนวนของการเผชิญหน้าทางความคิด ยิ่งถ้า สสร. ที่มาไม่สมดุลกันแล้วความขัดแย้ง จะยิ่งบานปลาย แล้ว ณ วันนั้นเราจะหวนกลับมาคิดถึงวันที่สภาต้องพูดเรื่องนี้กันข้ามวัน ข้ามคืน ผมจึงเสนอว่าถ้ากรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยอมรับความคิดเห็นเหล่านี้ แล้วนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงจำนวนตัวเลขที่มาของ สสร. มันเป็นการสร้างความสมดุล ถ้าท่านเชื่อว่า สมาชิกรัฐสภามีที่มาจากตัวแทนของประชาชน ตัวแทนของประชาชนจำนวนมากไม่ได้แค่ ฝ่ายค้าน แต่มาจากวุฒิสภาเป็นจำนวนมากด้วยนั้นมันสะท้อนแล้วครับว่าความกังวลเหล่านี้ เป็นความกังวลของตัวแทนของประชาชน ผมไม่อยากจะย้อนกลับไปมุมทางการเมืองว่า สูตร ๗๗ คน ๒๒ คน พูดกันมาก่อนที่จะมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียอีก โดยรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล นับตั้งแต่วันที่ยังไม่มีการจุดชนวนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญกัน แปลว่าคิดกันมาเสร็จสรรพตั้งแต่ต้น ฐานคติการเมืองจึงฝังอยู่ในใจของคน และยิ่งถ่าง ยิ่งเพิ่มระดับของความแคลงใจต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าที่สุดเนื้อหาจะนำไปสู่ การสถาปนาความยุติธรรมของผู้ชนะและการแก้ไขเพื่อแก้แค้นให้เกิดขึ้นในอนาคต สิ่งที่สมาชิกเสนอก็จะคล้ายกัน ผมก็เสนอว่าไฉนจึงมีแค่ ๗๗ คนล่ะ ทำไมไม่เพิ่มจำนวน ให้มากขึ้น ถ้าเราคิดถึงประชากรจำนวนมากน้อย ผมเสนอว่าทำไมสมาชิกที่มาจากจังหวัดนี่ จังหวัดละ ๑ คน แล้วเราต้องเพิ่ม โดยนับ ๕๐ จังหวัดแรกของฐานจำนวนประชากร ในปีที่ผ่านมา ที่มีประชากรเกิน ๕๐๐,๐๐๐ คนขึ้นไป ๕๐ จังหวัดแรกให้มีเสียจังหวัดละ ๒ คน แต่ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเลือกได้แค่เบอร์เดียว หรือคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นจังหวัดใหญ่ ถ้าฐานการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสนับสนุนคนใดคนหนึ่ง โอกาสของคนซึ่งมาจากกลุ่มก้อน ความคิดเห็นที่ตรงกันข้ามก็มีโอกาสเกิดได้ครับ อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตที่เรา เคยเลือก ส.ว. กันกาได้ครั้งเดียวแล้วนับเรียงจำนวนคะแนนกัน ถ้าเป็นดังนี้สมาชิกที่มาจาก ซีกของฝั่งการเลือกโดยประชาชนก็จะมีจำนวนทั้งสิ้น ๑๐๐ กับ ๒๗ คน มันก็ตอบคำถามได้ ทั้ง ๒ ข้อ ทั้งในแง่ความสมดุลกับในแง่ของที่มาของเรื่องของประชากรจำนวนมาก แม้อาจจะ ขัดกันบ้างกับความรู้สึกของจังหวัดใหญ่ที่อาจจะอยากได้ สสร. จำนวนมากขึ้น แต่ถ้าท่าน ไม่ลดความสมดุลกรรมาธิการยังยืนยันเดินเสียงข้างมาก การตั้งข้อสังเกตตลอดเนื่อง ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วก็จะอยู่ในความแคลงใจของประชาชนตลอดไป และนั่นจะยิ่งถ่าง ความกังวลของประชาชนมากขึ้น นำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้น แม้กระทั่งในอีกวงเล็บหนึ่ง สมาชิกที่มาจากการเลือกของรัฐสภาอาจจะมีที่มาที่แตกต่างกัน ซึ่งจะต้องอภิปรายกัน ในชั้นหลังนี่ เป็นเรื่องน่าแปลกใจเหมือนกันครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้เคยเป็นอดีต สสร. ในปี ๒๕๔๐ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด แต่กระนั้นก็ตาม ท่านก็มีส่วนร่วมในรัฐธรรมนูญทั้งปี ๒๕๔๐ ที่ผ่านมานั้นจะเห็นอยู่ประการหนึ่ง เรื่องของ การให้ความสำคัญกับการเมืองภาคประชาชน หรือการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน แต่ในจำนวนของผู้ทรงคุณวุฒิที่มาโดยการเลือกของรัฐสภานั้นกลับไม่มีคนซึ่งมาจากองค์กร ภาคประชาชน หรือมีประสบการณ์ในเรื่องของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเลย ผมให้ความสำคัญตรงนี้ เพราะว่ามีกลุ่มของนักการเมืองในซีกรัฐบาลหลายครั้งที่ไปพูดถึง ตัวเนื้อหารัฐธรรมนูญนั้นได้พูดไปในทำนองที่จะมีการลดการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชนลง ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึง มาตรา ๖๗ วรรคสองที่เป็นกระบวนการในการที่จะ ไปดูแลเรื่องขององค์การขนาดใหญ่ที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นผมจึงเสนอว่านอกจาก ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายต่าง ๆ แล้วทำไมเราไม่เอาผู้มีประสบการณ์ด้านองค์กรภาคประชาชน หรือการมีส่วนร่วมภาคประชาชนเข้ามาอยู่ด้วย มันเป็นการสร้างสมดุลในเรื่องของ สสร. ขึ้นมา ทั้ง ๒ ข้อที่ผมยกขึ้นมาให้เห็นนี้เพื่อจะมาสอดรับกับความกังวลของสังคมในเรื่อง ของเสียงข้างมากที่กำลังจะพารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปจุดชนวนความขัดแย้งใหม่ในสังคมไทย ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ถือว่าชนวนได้ถูกจุดขึ้นมาแล้ว ผมอภิปรายเป็นคนท้าย ๆ ครับ ผมดูหน้าตา ของกรรมาธิการแล้วผมก็ยังมั่นใจว่าที่พูดกันมาหลายวันหลายคืนนี่ก็เข้าหูซ้ายแล้วก็ทะลุออก หูขวา ท่านก็ยังยืนยันว่าท่านเป็นเสียงข้างมาก ท่านได้รับฉันทานุมัติมาแล้ว แต่ผมก็เตือน อีกครั้งหนึ่งครับว่าท่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับเดิมนั้นไม่ได้มา ท่ามกลางการเห็นร่วมกันของคนทั้งสังคม เป็นการอ้างชัยชนะแล้วสถาปนาความยุติธรรม ของผู้ชนะขึ้นมา และที่กังวลคือการนำไปสู่การแก้ไขเพื่อการแก้แค้น แต่ว่าถ้าสมาชิกของ รัฐสภานี้จะมีจะมีส่วนในการที่จะกำหนดสร้างความสมดุลของที่มาของ สสร. ที่จะนำไปสู่ การร่างรัฐธรรมนูญให้มีความสมดุลลดความขัดแย้งมากขึ้น ก็จำเป็นต้องโหวตคว่ำร่างของ เสียงข้างมากในสภานี้ แต่ถ้ามาตรานี้ยังเดินตามเสียงข้างมาก ผมเรียนท่านประธานเลยว่า คนที่รับผิดชอบต่อความขัดแย้งและการเผชิญหน้าในอนาคต ก็คือคนที่ลงมติรับร่าง ของเสียงข้างมากในมาตรานี้ และหนีไม่พ้นคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่จะต้องรับผิดชอบ ในความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งหมดครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อกี้ก่อนที่ผมจะมา สับเปลี่ยนกับท่านประธานธีรเดชนะครับ ท่านก็ได้ฝากผมไว้ให้เรื่องกรณีของที่ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ได้หารือครับ เชิญท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมกราบเรียนท่านประธานไว้เบื้องต้นนะครับว่า สิ่งที่ผมได้พูดสืบเนื่องมาจากท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากอภิปรายตอบข้อชี้แจงว่า ในเรื่องหลักการและเหตุผลไม่มีใครได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ ซึ่งอันนี้ขัดกับข้อเท็จจริง เพราะว่าในข้อเท็จจริงนั้นผมได้สงวนคำแปรญัตติเรื่องหลักการเอาไว้ด้วย นั่นประการที่ ๑ ท่านประธานจะได้กรุณาดูว่าผมเคยส่งเอกสารฉบับนี้ให้ท่านรองประธานรัฐสภาในขณะที่ ท่านทำหน้าที่เป็นประธานได้มีเอกสารคำแปรญัตติของผมแล้ว ซึ่งในคำแปรญัตติของผม ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพว่าถ้าท่านประธานจะให้เวลาผมนิดหนึ่งชี้แจงเหตุผลว่า หลักการผมแปรญัตติไว้เบื้องต้นเลยครับ เพราะไม่อย่างนั้นมันจะไปขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ผมสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ ก่อนที่ผมจะได้สงวนอภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๑ ผมแปร หลักการและเหตุผลเสียก่อน ไม่อย่างนั้นก็จะบอกว่าผมไปแปรญัตติขัดกับหลักการ ท่านประธานพอเข้าใจเรียงลำดับได้นะครับ ผมเริ่มต้นในแผ่นแรกที่ผมขอสงวนคำแปรญัตติ เอาไว้คือผมแปรญัตติหลักการเลยครับ จากหลักการเดิมขออนุญาตอ่านนิดเดียวครับ หลักการเดิมของสภาแห่งนี้ท่านบอกว่าแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังต่อไปนี้

(๑) กำหนดให้รัฐสภาประชุมร่วมกันในกรณีการให้ความเห็นชอบสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยที่ประชุมรัฐสภา และกรณีให้ความเห็นชอบ ญัตติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพิ่ม (๑๗) และ (๑๘) ของมาตรา ๑๓๖

(๒) กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่และกำหนดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (เพิ่มหมวด ๑๖ การจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗)

(๓) กำหนดให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีผลใช้บังคับ ท่านบอกว่า (๕) นี่คือหลักการของร่างที่สภารับไป ผมได้ไปแปรญัตติในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ผมไม่เห็นด้วยกับหลักการ ผมเลยขอแปรญัตติเป็นว่า ตัดข้อความ (๑) แล้วก็ให้เหลือใน (๒) เหลือเฉพาะคำว่า กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ แค่นี้ครับ ไม่ต้องไปล็อกว่า ๑. มาจากการเลือกตั้ง จากประชาชนในจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน ๒. ต้องมาจากการสรรหาของรัฐสภา ผมจึงไป สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ เอาไว้นะครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๑ ของผมก็คือว่าให้ มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ประกอบด้วย สมาชิก ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจำนวน ๒๐๐ คน โดยสัดส่วนจำนวน สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะพึงมีได้ในแต่ละจังหวัดให้คำนวณตามจำนวนประชากร ในจังหวัดนั้น และให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ จังหวัดละหนึ่งคน ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศ กำหนด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ครับ เอาอย่างนี้ เอาว่าท่านต้องการอะไรก่อน คุยประเด็นก่อนครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ผมต้องการที่จะให้ท่านประธาน ได้พิจารณาในเรื่องหลักการและเหตุผลก่อน เพราะไม่อย่างนั้นผมรอฟังคำชี้แจงของ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านชี้แจงบอกว่ามันแปรญัตติไม่ได้เพราะว่ามันขัดกับหลักการ ซึ่งผมก็พยายามที่จะสู้ประเด็นนี้ในห้องประชุมกรรมาธิการ ในที่สุดท่านก็บอกว่าผมแปรญัตติ ไม่ได้ แปรญัตติไม่ได้ขัดกับหลักการ ผมก็พยายามถามท่านประธานว่าท่านลองเอากฎหมาย ให้ผมดูสิ กฎหมายไหนที่มันบอกว่าแปรญัตติไม่ได้ กฎหมายฉบับไหนที่บอกว่าแปรญัตติขัด กับหลักการไม่ได้ถ้าที่ประชุมเห็นชอบว่าให้แปรญัตติตามนี้ กฎหมายฉบับไหนที่บอกว่า แปรญัตติไม่ได้ ข้อบังคับการประชุมก็ไม่ได้เขียนไว้ว่าแปรญัตติไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี้คือ สิ่งที่ผมคิดว่า ๑. เพราะฉะนั้นจะต้องได้มีการพิจารณาเรื่องหลักการและเหตุผลเสียก่อน เพราะท่านประธานฟังมา ๒ วัน ท่านที่อภิปรายมาตรานี้เขาอภิปรายให้เลือกตั้ง ๒๐๐ คน แล้วก็ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเกือบทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราไม่ยอมให้แก้ไข หลักการ กรรมาธิการก็จะบอกว่าลงมติอย่างนั้นไม่ได้ เพราะมันไปขัดกับหลักการ ผมจึงได้ สงวนความเห็นมาตรานี้เอาไว้อย่างไร ในเรื่องหลักการและเหตุผล ไม่ใช่ผมคนเดียวนะครับ ท่านประธานครับ มีท่าน ส.ส. วิรัช ร่มเย็น มีท่าน ส.ส. วิรัตน์ กัลยาศิริ ท่านพีระพันธุ์ ท่านธนา และอีกหลาย ๆ ท่านสงวนความเห็นไว้ แม้กระทั่งท่านหมอเหวงก็สงวนความเห็น ในประเด็นนี้เอาไว้เช่นเดียวกันท่านประธานครับ ไม่ใช่เฉพาะว่าพวกผมเท่านั้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์อย่างนี้ครับ เพื่อให้บรรยากาศของการประชุมมันดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ อะไรที่ผมในฐานะ ทำหน้าที่ประธาน สามารถที่จะให้ความร่วมมือกับสมาชิกได้ ผมยินดี ผมไม่ขัดข้อง แต่ทีนี้ ประเด็นคือท่านต้องการอย่างไรพูดมาชัด ๆ ถ้าผมสามารถปฏิบัติตามได้ผมก็ยินดีครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี ผมยืนยันกับท่านประธานไปแล้วเมื่อสักครู่ว่าผมมีความประสงค์จะให้เอา เรื่องหลักการและเหตุผลมาอภิปรายก่อนก่อนที่จะมีการลงมติในมาตรา ๒๙๑/๑ ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ทีนี้ประเด็นมีอย่างนี้ครับ ๑. มันจะกลายเป็นเรื่องญัตติซ้อนญัตติ เดี๋ยวหาทางออกร่วมกันนะครับ ถ้าทำได้ผมเอาด้วย เพราะฉะนั้นประเด็นที่ ๑ คือจะเป็นเรื่องของญัตติซ้อนญัตติแล้วก็ยังมีญัตติอีกประเด็นหนึ่ง คือญัตติประเด็นหลักการและเหตุผลสามารถแปรญัตติได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นท่านช่วยคิดดู ว่าจะหาทางออกอย่างไร ถ้ามันมีช่องทางผมก็ยินดีที่จะดำเนินการ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ครับ บัดนี้ท่านประธาน ผมเคารพว่า อย่างน้อยที่สุดท่านประธานคณะกรรมาธิการได้นำเสนอเรื่องนี้อยู่ในรายงานการประชุม แล้วรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการแล้ว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มันอยู่ในมาตรา ๖ ทีนี้ถ้าจะโดดข้ามไปตรงโน้นเอามาพิจารณา

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ไม่ท่านประธานครับ แยกกันกับ มาตรา ๖ ครับ ท่านประธานลองดูด้วยความเคารพท่านประธาน ท่านประธานลองดูรายงาน การประชุม ของผมจะอยู่ในหน้า ๓๔๔ ส่วนที่เพิ่มมาตรา ๖ เข้ามา ท่านประธานลองดูครับ คนละเรื่อง คนละประเด็นกันครับ ท่านครับ อยู่ในหน้า ๓๔๒ ท่านประธานครับ ของผมเริ่ม ที่หน้า ๓๔๓ ครับ แล้วของผมมันอยู่ในหน้า ๓๔๔ ในคำสงวนคำแปรญัตติของผมไว้ ซึ่งมันจะมีผลอย่างมากต่อการลงคะแนน ไม่อย่างนั้นผมฟังกรรมาธิการชี้แจงมา ๒ วัน ท่านก็บอกว่าของผมขัดหลักการอยู่เรื่อย ซึ่งมันไม่ได้ท่านประธาน เพราะถ้าผมให้ผ่านอันนี้ไป ก็เท่ากับว่าพอไปถึงมาตรา ๖ มาตรา ๖ เสร็จพอจะพิจารณาของผมท่านก็ต้องบอกว่า มันลงมติไปแล้ว ผมพูดไม่ได้แล้ว ผมก็ไม่มีสิทธิอภิปรายทีนี้ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับว่าเจตนาของผมอย่างนี่ครับ แล้วผมได้อภิปรายไว้ชัดเจน ในชั้นกรรมาธิการ ในห้องประชุมกรรมาธิการผมก็ฝากเรียนประเด็นนี้ไปแล้ว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ทีนี้ประเด็นอย่างนี้ครับ ท่านครับ ผมกำลังหาทางออกร่วมกับท่านเพื่อที่จะสนองที่ท่านได้ขอมา ประเด็นคือถ้าจะเอา ของท่านมาพิจารณามันขัดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ แล้วช่วยหาทางออกนะครับ แล้วประเด็นที่ ๒ มันอาจจะเป็นญัตติซ้อนญัตติ ไปขัดข้อ ๓๒ ถ้าสมาชิกเห็นว่าจะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ งดเว้นข้อบังคับ ข้อ ๙๙ และข้อ ๓๒ ถ้าเห็นว่าอย่างนี้เป็นทางออกแล้วก็ปฏิบัติได้ ผมก็ยินดี ให้ความร่วมมือ ผมอย่างไรก็ได้ครับ ขอให้การประชุมมันดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ได้ขัดข้องเลยครับ จะประชุมกี่วัน ขอให้บรรยากาศการประชุมมันเป็นไปด้วยดีเท่านั้นเอง

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงผมได้หารือเรื่องนี้ไว้แล้ว ๒ ครั้งนะครับ ผมคิดว่าดีที่สุดสิ่งแรกก็คือคงต้องสอบถาม ทางกรรมาธิการ เนื่องจากว่าประเด็นเหล่านี้ทั้งหมดอยู่ในหน้า ๓๔๓ ของรายงานที่เขียนว่า อนึ่ง มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้เสนอคำแปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ ในส่วนของหลักการและเหตุผลไว้ดังนี้ แล้วก็มีท่าน ส.ว. มี ส.ส. หลายท่านจากหลายพรรค ประเด็นก็คือว่าที่ท่านเขียนมาในรายงานอย่างนี้ความตั้งใจของท่านจะให้พิจารณาอย่างไร เพราะมันพันกับการลงมติในมาตรา ๒๙๑/๑ คงต้องสอบถามกรรมาธิการก่อน เพราะว่า มันอยู่ในรายงานของกรรมาธิการด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็กราบเรียน อย่างนี้ครับ ในระหว่างที่เรามีการประชุมคณะกรรมาธิการได้มีท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้ขอสงวนความเห็น ท่านแปรญัตติหลักการและขอสงวนความเห็น คำแปรญัตติของท่าน ก็คล้ายคลึงกัน ก็คือท่านประสงค์ที่จะให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ให้มาจากการคัดเลือก ทีนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่ามันขัดกับหลักการที่เรารับไป จากรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ซึ่งในหลักการนั้นบอกว่าจะต้องมี สสร. จากการ คัดเลือกด้วย ฉะนั้นเมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้วมันก็ไม่ต้องด้วยข้อบังคับ ซึ่งได้เขียนไว้ในข้อบังคับ ข้อ ๙๖ วรรคสาม ที่บอกว่าการไปแปรญัตติจะเป็นการแปรญัตติที่ขัดกับหลักการไม่ได้ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วกรรมาธิการเราก็ได้เรียนกับท่านผู้ที่แปรญัตติว่าคงจะต้องไปขออำนาจ รัฐสภาว่าเขาจะเห็นด้วยกับที่ท่านจะแปรญัตติไว้ไหม กรรมาธิการไม่มีอำนาจที่จะไปแก้ไข หลักการได้ ฉะนั้นก็เลยมีท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านขอสงวนมา ๖ ท่าน มีท่านธนา ท่านนิพนธ์ ท่านวรงค์ ท่านวิรัตน์ ท่านวิรัช แล้วก็ท่านคุณหมอเหวง แล้วก็มีอีก ๔ ท่าน อ้ายนี่ท่านไม่ได้แปรหลักการ แต่ท่านขอแปรถ้อยคำในเหตุผล คือท่านจิตติพจน์ ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ท่านอนันต์ แล้วก็ท่านอภิวัฒน์ เงินหมื่น ก็อยากกราบเรียนท่านประธานว่า ขณะนี้เรากำลังพิจารณา กำลังจะลงมติมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งมาตรา ๒๙๑/๑ มันก็ไปพันกับ หลักการ เพราะถ้าสมมุติโหวตตามกรรมาธิการนี้ก็แปลว่าจะต้องมี สสร. จาก ๒ ประเภท คือจากเลือกตั้งแล้วก็จากการสรรหา เพราะฉะนั้นผมก็มีความเห็นว่าอย่างนี้นะครับ ในเมื่อมันอยู่ในรายงานแล้วก็ผู้แปรญัตติเขาก็มีสิทธิแปรญัตติและมีสิทธิสงวน แล้วก็เป็นสิทธิ ของรัฐสภาที่จะต้องเป็นคนตัดสินว่าท่านยังจะยืนยันในหลักการที่ท่านรับไว้เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ หรือไม่ ถ้าเรายืนยันการลงมติในมาตรา ๒๙๑/๑ ก็สามารถจะดำเนินการต่อไปได้ ก็แปลว่าในมาตรา ๒๙๑/๑ ใครที่ให้มีสภาที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ไม่มีสภาที่มาจาก การสรรหาก็เป็นอันใช้ไม่ได้ และขณะเดียวกันมาตราอื่น ๆ ที่ไปแปรญัตติและสงวนไว้ ที่ขัดกับหลักการ เมื่อรัฐสภาวันนี้ท่านได้ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าท่านยังคงยึดหลักการเหมือนที่ ท่านรับไว้เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ การแปรญัตติต่าง ๆ และการสงวนต่าง ๆ ที่ขัดกับหลักการนั้น ก็เป็นอันว่าเราไม่รับมาพิจารณานะครับ ฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าจะดำเนินการ ก็คงจะต้องมีการงดเว้นการใช้ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องดังที่ท่านประธานมีดำริ หลังจากนั้นแล้ว ก็อาจจะเปิดโอกาสให้ผู้สงวนท่านได้อภิปรายในเรื่องหลักการที่ท่านได้ขอแปรญัตติและ ขอสงวนไว้ ต่อจากนั้นแล้วก็คงจะเป็นเรื่องของรัฐสภาที่จะต้องลงมติว่าจะแก้หลักการ ตามผู้ขอแปรญัตติและสงวนไว้ หรือจะยืนตามหลักการที่เราได้รับไว้เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ กราบเรียนท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมไม่ขัดข้องนะครับ เอาอย่างไรผมยินดีขอหาทางออกร่วมกันเท่านั้น ขอฟังความเห็นท่านธนานิดหนึ่ง

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย กราบเรียนท่านประธานด้วยความจริงใจครับว่า ท่าทีของท่านประธานที่ทำหน้าที่เมื่อสักครู่นี้พวกเรามีความสบายใจเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านประธานรับฟังเหตุและผลที่ทางพรรคฝ่ายค้านได้หยิบยกขึ้นมาเสนอ สิ่งที่เราหยิบยก ขึ้นมามันมีเหตุและมันมีผลว่าการพิจารณาที่เดินหน้าต่อไป บางส่วนมันอาจจะไม่ชอบ เราก็หยิบยกขึ้นมา ซึ่งท่านประธานรับฟังแล้วก็หาทางที่จะแก้ไขร่วมกัน การทำงานของ ที่ประชุมรัฐสภามันก็จะเดินได้ด้วยความเรียบร้อย ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า วันที่คณะกรรมาธิการได้นำเรื่องนี้เข้าสู่วาระที่สอง ผมได้ลุกขึ้นอภิปรายเรียนท่านประธาน แล้วว่าการพิจารณาของคณะกรรมาธิการนั้น ผมเกรงว่าอาจจะมีความสับสน เนื่องจาก ปกติเราจะพิจารณาจากหลักการ เหตุผล ชื่อร่าง คำปรารภ แล้วก็ไล่ไปตามมาตรา ซึ่งเป็นไป ตามเอกสารที่จัดพิมพ์ที่ส่งท่านสมาชิก แล้วก็สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แล้วก็ข้อบังคับทุกประการว่าในการพิจารณาในวาระที่สองนั้นให้พิจารณาเรียงตามมาตรา การที่เขียนว่าเรียงตามมาตราก็หมายถึงว่า เรียงตามเอกสารที่ได้มีการจัดทำในการเสนอ ขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่า

ประเด็นที่ ๑ ก็คือเมื่อเราไม่ยอมพิจารณาเรียงกันตามหลักการและเหตุผล มันก็เลยมีปัญหาตอนท้ายที่ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ได้ลุกขึ้นซักถามว่าถ้าที่ประชุมรัฐสภา ลงมติในมาตรา ๒๙๑/๑ ไปแล้ว แต่ว่าหลักการยังไม่พิจารณาแล้วจะดำเนินการกันต่อไป อย่างไร ซึ่งก็ขอบคุณท่านประธานที่รับฟังความคิดเห็นในส่วนนี้

ประเด็นที่ ๒ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ชี้แจงในการพิจารณาในวาระที่สอง ครั้งแรกว่าไม่สามารถแก้ไขหลักการและเหตุผลได้ โดยท่านอ้างว่ามีข้อบังคับอยู่บางข้อบังคับ ที่เขียนไว้ซึ่งกระผมจะไม่อ่านข้อบังคับนั้น เพราะว่าได้มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้พอสมควร ข้อบังคับนั้นไม่ได้เขียนในรายละเอียดที่ชัดเจน แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ผมหยิบบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมา แล้วก็ขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานได้ฟังเพื่อที่จะให้ รัฐสภานี้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ในมาตรา ๖ เขียนไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ เห็นไหมครับท่านประธาน กฎหมายรัฐธรรมนูญเราถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุด วันนี้ท่านไม่สามารถอ้างกฎหมายอื่นใดเลย ที่จะทำให้ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมขอเข้ามาสู่ประเด็นของการพิจารณา ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ซึ่งรัฐสภากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ละครับ เราใช้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเขียนไว้ในหมวด ๑๕ เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ระบุขั้นตอนในการที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ สิ่งที่คณะกรรมาธิการ ได้พยายามพูดทั้งในชั้นรัฐสภาและในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญอยู่ตลอดเวลาว่าไม่สามารถ แก้ไขหลักการและเหตุผลได้ เพราะเป็นไปตามข้อบังคับ ผมขออนุญาตอ่านมาตรา ๒๙๑ เฉพาะประเด็นในการพิจารณาของรัฐสภาเพื่อให้ที่ประชุมและพี่น้องทางบ้านได้เข้าใจ ไปพร้อมกัน

(๒) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และให้รัฐสภาพิจารณาเป็นสามวาระ

(๓) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการให้ใช้วิธีเรียกชื่อ และลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

(๔) การพิจารณาในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ต้องจัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมด้วย

การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตราให้ถือเอา เสียงข้างมากเป็นประมาณ

(๕) เมื่อการพิจารณาในวาระที่สองเสร็จสิ้นแล้วให้รอไว้สิบห้าวัน เมื่อพ้นกำหนดนี้ แล้วให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่สามต่อไป

ท่านประธานเห็นไหมครับว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ที่เราใช้ดำเนินการ ในขณะนี้เขียนหลักการไว้ชัดเจนครับว่าให้ดำเนินการอย่างไร และไม่ได้เขียนรายละเอียดไว้เลย นั่นหมายถึงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ห้าม ถ้าท่านบอกว่าห้ามแก้หลักการและเหตุผล ผมจะกราบเรียนครับว่าการเสนอรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ รุนแรงกว่า ที่ท่านเสนอว่าผิดข้อบังคับด้วยซ้ำ เพราะมาตรา ๒๙๑ ในหมวด ๑๕ เขียนเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นทำได้กรณีเดียวคือการแก้ไขเพิ่มเติม แต่คณะกรรมาธิการชุดนี้กำลังทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมถึงเรียนว่านี่กำลังเป็นเรื่อง ๒ มาตรฐานของความเห็นของกรรมาธิการวิสามัญหรือไม่ ท่านเห็นอยู่ชัด ๆ ว่าหมวด ๑๕ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้อย่างเดียวคือการแก้ไขเพิ่มเติม ไม่สามารถที่จะล้มล้าง รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจท่านได้ทำขนาดนั้น แต่ท่านก็เสนอมาล้มล้างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ทั้งฉบับ สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านก็คือว่ามาตรา ๖ เขียนไว้ชัดเจนครับ ข้อบังคับที่ท่านจะยกขึ้นมาอย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้มีห้ามไว้ ต้องถือว่ารัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ดำเนินการได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านสมาชิกได้ลุกขึ้น และสอดคล้องกับที่กรรมาธิการได้เสนอรายงานต่อรัฐสภาในวันนี้ โดยระบุว่ากรรมาธิการ ขอสงวนและแปรญัตติไว้ในส่วนของหลักการและเหตุผลไว้ในรายงานฉบับนี้ นั่นหมายถึงว่า ท่านก็เห็นด้วยว่ากรรมาธิการสามารถที่จะแปรญัตติในส่วนหลักการและเหตุผลได้ ถ้าทำไม่ได้ ท่านต้องไม่ใส่การขอแปรญัตติในหลักการและเหตุผลเข้ามาในรายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เมื่อท่านใส่เข้ามานั่นถือว่าสิทธิในการที่จะดำเนินการแก้ไข หลักการและเหตุผลของท่านสมาชิก โดยเฉพาะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนั้นทำได้ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานครับว่าวันนี้ผมดีใจที่ท่าทีของท่านประธานจะทำให้การทำงาน ของรัฐสภาเดินหน้าได้ อะไรที่มันติดขัดข้อปัญหาที่เราคิดว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็หาทางแก้ไขด้วยกัน เราทำกันหลายครั้งเรื่องการยกเว้นข้อบังคับ ถ้าเราไม่สบายใจ แต่ผมยังยืนยันครับว่าถึงแม้เราจะไม่ยกเว้นข้อบังคับ แต่เราถือว่าเราปฏิบัติ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเรื่องที่ชอบด้วยกฎหมายที่สุดแล้วครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าขอให้เดินตามแนวทางที่ท่านประธานได้วินิจฉัยแต่ต้นครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขออย่างนี้ครับ ท่านนิพนธ์ นั่งก่อนครับ เชิญท่านวิรัตน์ ขอฟังความเห็นท่านสุดท้าย เอาประเด็นหาทางออก เอาอย่างไร ผมเอาด้วยก็หาทางออกเท่านั้นเอง เดี๋ยวหาทางออกก่อนสิ ท่านนั่งก่อน ผมยังไม่ได้อนุญาต ให้ท่านอภิปรายคือยังหารือกันอยู่ เชิญท่านวิรัตน์ครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาครับ ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ผมได้อภิปรายเสนอคำแปรญัตติประเด็นนี้ไว้ ชัดเจนในที่ประชุมจนเสียงข้างมากบางท่านไม่สบายใจครับแต่ว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เอาประเด็นหาทางออกเลย เอาอย่างไร ผมเอาด้วยครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

คือต้องกราบเรียนว่าต้องขอบคุณ ท่านประธานสามารถที่บรรจุเรื่องนี้ไว้ แล้วก็ขอบคุณท่านประธานที่หาทางออก โดยใช้การยกเว้นข้อบังคับ คือเรื่องนี้จริง ๆ แล้วผมก็มีความตั้งใจที่อยากให้เดินหน้าได้ เพราะผมเชื่อโดยสุจริตว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมันไปไม่ได้ มันขัดรัฐธรรมนูญ ขัดต่อมาตรา ๒๙๑ เพราะฉะนั้นผมก็กราบเรียนท่านประธานสามารถไว้ว่าต้องเป็นการแก้ไข ไม่ใช่แก้ทั้งฉบับ เพราะฉะนั้นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ขัดข้อบังคับ เพื่อไม่ให้ขัดกับทั้งหลาย และทุกคนสบายใจก็คือใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ ยกเว้นข้อบังคับ ทุกอย่างก็จะเดินได้ ผมก็เชื่อว่า เจตนาที่ดีของท่านประธานเพื่อให้ราบรื่นคงได้รับการสนองจากทุกฝ่ายในห้องประชุมนี้ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ ยกเว้น ข้อ ๙๙ กับข้อ ๓๒ อย่างนั้นนะครับไม่ใช่ข้อ ๙๙ ใช่ไหม เป็นข้อ ๙๖ ใช่ไหมครับ ท่านดูอีกทีสิครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ข้อ ๙๖ วรรคสาม บอกว่าการแปรญัตติ การเพิ่มมาตราขึ้นใหม่หรือการตัดทอนหรือการแก้ไขมาตราเดิม ต้องไม่ขัดกับหลักการ เข้าใจว่าคงจะเป็นข้อนี้ที่ถืออยู่นี่ ข้อ ๙๖ วรรคสามใช่ไหมครับ ท่านลองดูให้ดีครับ ถ้าที่ผมถืออยู่คือ ข้อ ๙๖ วรรคสาม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอชลน่านครับ เดี๋ยวขอท่านสุรชัยนิดหนึ่ง ไหน ๆ ก็เสียเวลาแล้วหารือกันสักระยะหนึ่ง

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ขอบพระคุณ มากครับท่านประธาน ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ท่านประธานได้กรุณาให้พวกเราได้แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกันต่อกรณีปัญหาที่เกิดขึ้น ผมเองมีความเห็นที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน สำหรับข้อชี้แจงของท่านประธานสามารถที่ท่านได้ขึ้นมาชี้แจงเมื่อสักครู่ แล้วท่านชี้แจง ให้พวกเราได้รับฟังว่าถ้าที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อแปรญัตติในเรื่องของการที่มีสมาชิกได้แปรญัตติ ให้มี สสร. เพียงประเภทเดียวนั้นจะเป็นการขัดต่อหลักการ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ในฐานะที่ผมเป็นผู้หนึ่งในจำนวนนับร้อยคนที่ได้ใช้สิทธิแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑ ในการที่จะ ขอให้มีการแก้ไขให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้งประเภทเดียวนั้น ผมยืนยันครับว่า คำแปรญัตติของผมและของเพื่อนสมาชิกอีกจำนวนมากนั้นไม่ขัดกับหลักการแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อเช้าผมก็ได้อภิปรายในประเด็นนี้ไปแล้ว ผมจะขอกราบเรียนอีกครั้งหนึ่งว่าจริง ๆ แล้ว หลักการของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ ครม. เสนอมานั้นได้กำหนดหลักการไว้ ๓ ข้อ

ข้อแรกท่านประธานครับ ก็คือให้รัฐสภาประชุมร่วมกันในกรณีให้ความเห็นชอบ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภา ก็แปลว่าหลักการ ข้อที่ ๑ นั้นจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อไปเพิ่มเติมอำนาจให้กับรัฐสภาซึ่งเดิมมีอำนาจอยู่ ๑๖ กรณี ก็ขอเพิ่มเป็นกรณีที่ ๑๗ กับกรณีที่ ๑๘ คือเห็นชอบเรื่องญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นหลักการข้อนี้ยังไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโครงสร้างของสภาร่างรัฐธรรมนูญเลยนะครับ นี่คือประเด็นที่ต้องขออนุญาตกราบเรียนอีกครั้งหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจ

หลักการข้อที่ ๒ คือกำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หลักการข้อนี้ละครับ คือข้อที่กำลังพูดถึงสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในหลักการท่านว่าอย่างไร ท่านว่าอย่างนี้ครับ กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และกำหนด กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (เพิ่มหมวดที่ ๑๖) ก็พูดแค่นี้ ไม่ได้บอกว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องมีองค์ประกอบ มีโครงสร้างของสมาชิกอย่างไร มีกี่ประเภท เพราะฉะนั้นการที่ผมและเพื่อนสมาชิกใช้สิทธิแปรญัตติให้มีเหลือประเภทเดียว จึงไม่ได้ขัดกับ หลักการในข้อ ๒ แต่อย่างใด นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนทำความเข้าใจ เพราะไม่อย่างนั้นเพื่อนสมาชิกจะไขว้เขวกันหมด ฟังท่านประธานสามารถชี้แจง แล้วก็จะพลอยเข้าใจว่าสิ่งที่พวกกระผมได้ทำหน้าที่สงวนคำแปรญัตติไว้นั้นพวกผมกำลัง ทำขัดต่อข้อบังคับการประชุมจนกระทั่งต้องมาขอยกเว้นข้อบังคับการประชุม ซึ่งอันนี้ต้องกราบเรียนข้อเท็จจริงนะครับว่าพวกผมก็ได้ศึกษามาแล้วว่าสิ่งที่พวกผมใช้สิทธิ สงวนคำแปรญัตติไว้นั้นไม่ได้ขัดต่อหลักการแต่อย่างใด แล้วก็ขอให้ท่านกรรมาธิการได้กรุณา อ่านหลักการด้วยความเป็นธรรมด้วยนะครับว่าในหลักการนั้นไม่มีตรงไหนพูดถึง สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องมีองค์ประกอบจากสมาชิก ๒ ประเภท แต่สิ่งที่ท่านไปพูดไว้ท่านพูดไว้ อยู่ในเหตุผลนะ คนละเรื่องกับหลักการ แล้วผมขอกราบเรียนว่าข้อบังคับ ข้อ ๙๖ วรรคสาม ที่พวกเรากำลังจะขอมติยกเว้นการใช้ข้อบังคับ ข้อ ๙๖ วรรคสาม เขาห้ามแต่เฉพาะการแปรญัตติ หรือแก้ไขในส่วนที่ขัดกับหลักการแต่ไม่มีข้อห้ามครับว่าห้ามแก้ไขในส่วนที่ขัดกับเหตุผล นี่คือประเด็นที่ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อประกอบการพิจารณาของท่านด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ยกมือเยอะเลยครับ ที่จริงเราใช้เวลาพอสมควรแล้วนะครับ ผมขออย่างนี้เมื่อสักครู่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ โดนพาดพิงนิดหนึ่งแล้วก็คุณหมอชลน่านก็น่าจะพอแล้วกระมังครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ที่จริงผมฟังท่านสุรชัยมาตอนบ่ายก็จะหาโอกาสมา ชี้แจงประเด็นที่ท่านได้นำเสนอว่า สสร. ที่จะมาจากการคัดเลือกไม่ได้อยู่ในหลักการ ท่านก็ชี้ประเด็นว่าใน (๑) ของหลักการเพียงแต่พูดว่ากรณีให้ที่ประชุมรัฐสภาคัดเลือก สสร. ทีนี้ถ้าท่านอ่านต่อไปจะเห็นว่า โดยให้เพิ่ม (๑๗) และ (๑๘) ของมาตรา ๑๓๖ ถ้าท่านจะดูตรงนี้ ท่านก็ต้องมาดูประกอบในมาตรา ๓ ด้วย ในมาตรา ๓ ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้เป็น (๑๗) (๑๘) ของมาตรา ๑๓๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (๑๗) พูดไว้ชัดเจน การให้ความเห็นชอบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) มาตรา ๒๙๑/๑ (๒) คืออะไรครับ ก็คือ สสร. ที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภา ฉะนั้นเจตนาของ หลักการมันชัดเจนว่าจะต้องมี สสร. ประเภทที่มาจากการคัดเลือกของรัฐสภาด้วย ฉะนั้นการไปแปรญัตติให้ สรร. มาจากทางเดียวคือมาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ผมยืนยันว่า ขัดกับหลักการที่เราได้รับไว้เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ฉะนั้นเมื่อมีเพื่อนสมาชิกเสนอคำแปรญัตติ ที่มันขัดกับหลักการข้อ ๙๖ วรรคสาม ซึ่งอยู่ในหมวด ๗ ว่าด้วยการเสนอและการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมเขาก็บัญญัติชัดเจนว่าการแปรญัตติเพิ่ม มาตราขึ้นใหม่หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิมต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ฉะนั้นกรรมาธิการไม่สามารถที่จะพิจารณาได้เมื่อมันขัดกับหลักการในประเด็น ที่ท่านแปรญัตติแต่ถ้าท่านยังประสงค์ ท่านยังติดใจที่จะแปรญัตติ หลักการผู้ที่จะตัดสินได้ คือตรงนี้ครับ รัฐสภาใหญ่เพราะเป็นผู้รับหลักการให้พวกผมไปทำงาน ผมก็ทำตามข้อบังคับ ที่มีอยู่นะครับ ขออนุญาตพาดพิงไปถึงท่านธนา ที่ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญก็ไม่ได้บอกว่าขัด ไม่ขัดก็เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเลยมีแนวปฏิบัติในข้อบังคับ ฉะนั้นผมคิดว่าท่านประธาน ก็น่าจะวินิจฉัยและดำเนินการได้แล้วครับที่ท่านดำริให้ยกเว้นข้อบังคับเพื่อจะพิจารณาว่า รัฐสภานี้จะเห็นชอบยืนยันตามหลักการเดิมหรือไม่ จะได้ดำเนินการพิจารณา ในมาตรา ๒๙๑/๑ ได้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอขอกระชับ ๆ นะครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ต้องขออนุญาตท่านประธานในประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอนะครับ ประเด็นข้อเสนอ ของเพื่อนสมาชิกที่อยากจะเอาข้อเสนอการสงวนความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่ขอแก้ไขหลักการ ผมขีดเส้นใต้นะครับ ขอแก้ไขหลักการ ๔ ท่าน ขึ้นมาพิจารณาก่อน ก่อนที่จะลงมติมาตรา ๒๙๑ ต้องเอาอย่างนี้ก่อนนะครับ แล้วท่านประธานเองก็ดำริ จะหาทางออกว่าจะเอามาพิจารณาได้อย่างไร จะเอามาพิจารณาได้อย่างไรนะครับ ท่านประธานก็เสนอว่าน่าจะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ เพื่อจะยกเว้นข้อบังคับ เพื่อจะนำเอาคำขอแก้ไข หลักการของเพื่อนสมาชิกมาพิจารณาในชั้นนี้ได้ มีความจำเป็นที่ต้องยกเว้นข้อบังคับข้อไหน แน่นอนครับ ข้อ ๙๙ ต้องยกเว้นแน่ เพราะเป็นวิธีการพิจารณาในวาระที่สอง การเสนอร่างของกรรมาธิการต่อรัฐสภา เขียนว่า เริ่มตั้งแต่ชื่อเรื่อง คำปรารภ ไล่จนมาสุดขบวนการ แล้วเขียนวรรคท้ายว่าเว้นแต่รัฐสภา มีมติเป็นอย่างอื่นนะครับ จะเอาหลักการมาพิจารณาก็ต้องเป็นมติรัฐสภา ถ้าเป็นอย่างนั้น ข้อ ๙๙ ก็ต้องอยู่ในข้อที่จะยกเว้นด้วย ข้อ ๓๒ ห้ามเสนอญัตติใด ๆ กรณีถ้าเราพิจารณา ญัตติอื่นอยู่ ขณะนี้อยู่มาตรา ๒๙๑ ยังไม่จบ เรากำลังจะลงมติ ถ้าจะเอาญัตติอื่นมาแทรก ซึ่งเป็นข้อห้ามก็ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐสภา เพราะฉะนั้นผมก็เลยเสนอว่า ๒ ข้อนี้ ต้องยกเว้น ทีนี้ยกเว้น ข้อ ๙๖ หรือไม่ ความเห็นผมไม่จำเป็นครับ เพราะท่านบอกแล้วว่า กรรมาธิการใจกว้างรับเอาคำแก้ไขหลักการของท่านมาเขียนไว้ในรายงาน ก็เสมือนว่า เราจะอนุญาตให้รัฐสภาวินิจฉัยอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมายกเว้นข้อ ๙๖ เพราะข้อ ๙๖ จริง ๆ ถ้าจะใช้คำขอแก้ไขของท่านเองเข้ามาไม่ได้เลยตั้งแต่ชั้นแรกแล้ว ถ้าจะใช้ข้อ ๙๖ แต่ขณะนี้เราไม่ใช้ข้อ ๙๖ เราปล่อย เพื่อจะให้รัฐสภาวินิจฉัย เพราะข้อ ๙๖ เขียนชัดเจน การแปรญัตติต้องแปรญัตติเป็นรายมาตราครับ หลักการเขียนเป็นมาตราหรือครับ ไม่เขียนครับ เพราะฉะนั้นข้อ ๙๖ ไม่จำเป็นต้องยกเว้นใด ๆ ครับ ยกเว้น ๒ ข้อแล้วก็ให้สภาวินิจฉัย พอยกเว้นได้ ก็ให้ท่านได้เสนอคำแก้ไขหลักการของท่าน หลังจากเสนอคำแก้ไขหลักการของท่าน ก็ให้รัฐสภาพิจารณาว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของท่านหรือไม่ก็แค่นั้นนะครับ ก็เป็นมติไป ถ้าเสียงข้างมากเห็นว่าการแก้ไขของท่านเห็นด้วย ก็จะไล่ไปพิจารณาเรียงลำดับไป ถ้าเสียงข้างมากไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของท่านก็จบครับ ก็กลับเข้าสู่กระบวนการปกติ ประเด็นของเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่บอกว่าคำแปรญัตติท่านจะขัดกับหลักการหรือไม่ครับ ถ้าท่านแปรญัตติในตัวมาตราแล้วไปแก้ไขถ้อยคำที่มันไปเกี่ยวเนื่องกับหลักการ อันนี้ก็คือ ขัดหลักการครับ แต่ท่านไม่จำเป็นต้องไปแก้หลักการในคำแปรญัตติหลักการก็ได้ ผมยกตัวอย่างท่านคงมาตรา ๒๙๑ (๑) ไว้ แต่ (๒) นั้นขีดทิ้งให้หมด นั่นคือแก้ไขครับ แก้ไขนั้นขัดกับหลักการชัดเจนเพราะท่านไม่เอาหลักการที่เขียนไว้ตามที่เรารับมา อันนั้นคือแปลความได้อย่างนั้น ขอกราบเรียนท่านประธานครับ คำวินิจฉัยของรัฐสภา จะได้เป็นที่มาของการวินิจฉัยว่าเพื่อนสมาชิก ๔ ท่านที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็ผู้สงวนคำแปรญัตติ ๔ เรื่องในการแก้ไขหลักการ รัฐสภาจะเห็นอย่างไรจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบก็แค่นั้นท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาต ให้ทางสมาชิกพรรคเพื่อไทยสักท่านหนึ่งครับ ท่านครับ อย่างนี้ก่อนจะถึงท่านธนา ผมอย่างไรก็ขอท่านขจิตรสักคนหนึ่ง แล้วท่านธนาก็น่าจะพอแล้วครับ สรุปแล้วผมหารือ ที่ประชุมเพื่อหาทางออกร่วมกันแล้วผมเสนอทางออกไปแล้วว่าจะใช้ข้อ ๑๑๖ ยกเว้น ข้อ ๙๙ และ ข้อ ๓๒ ผมถามตั้งแต่เบื้องต้นแล้วนะครับ แล้วก็หารือว่ามีความเห็นอย่างไร เชิญท่านขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกรัฐสภา

ประการที่ ๑ ผมอยากจะท้วงติงท่านประธานในการหาทางออกว่ามันคงไม่ได้ หมายความว่าท่านจะเอาอย่างไรก็ได้ถ้าสมาชิกเห็นด้วย เพราะว่าผมอยากจะฝากท่าน ในฐานะที่เป็นตัวแทนประชาชน เราใช้เวลาแล้วออกอากาศมาเป็นสิทธิของสมาชิกก็จริง แต่ว่าสิทธินั้นไม่ได้หมายความว่าพูดเท่าที่อยากจะพูด เราพูดเรื่องนี้มานานมากแล้ว นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะใช้ทางออกโดยผิดข้อบังคับ ท่านประธานครับ ถ้าเราจะกระทำตามที่กำลังจะมีความเห็นส่วนหนึ่งอยู่ขณะนี้ ผมเห็นว่า เราทำตามข้อ ๙๒ ข้อ ๙๓ มาแล้วจะมีประโยชน์อะไรครับ เพราะเรารับหลักการกันมาแล้ว เป็นวาระรับหลักการเราพูดถึงหลักการอย่างเดียว เสร็จแล้วข้อบังคับนี้ก็ให้ความสำคัญมาก ในวาระรับหลักการ หลังจากอภิปรายแล้วต้องเรียกชื่อเป็นรายบุคคลเพื่อให้เกิดความแน่ใจ ก็แสดงว่าเราใช้ความรอบคอบในขั้นพิจารณาหลักการมาแล้ว และแม้แต่กฎหมายนี่ เราพิจารณามาแล้วเรายังไม่ให้กลับไปแก้หลักการ ไม่มีละครับ ข้อ ๙๙ ก็พูดชัดเจน ให้เรียงลำดับตามมาตรา แล้วไม่ได้พูดเรื่องการให้แก้หลักการเลย ถ้าเราจะดำเนินการ โดยพอพูดเป็นรายมาตราแล้วจะมายกเว้นข้อบังคับ กลับมาพูดถึงหลักการอีกก็ไม่ไปไหนละครับ ผมว่าด้วยเหตุด้วยผลนี่เราพิจารณากันมา ให้เกียรติแล้วให้โอกาสมากที่สุดแล้ว ผมคิดว่า พี่น้องประชาชนก็จะรู้ดีละครับว่าได้รับโอกาส ได้ให้เกียรติสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้มากแล้ว แล้วเราไปเราทำมาพูดมา ๔ วัน ๔ คืน เสร็จแล้วมันมีเหตุมีผลด้วยหรือ ประชาชนจะรับเราได้หรือครับ แล้วกลับไปพูดหลักการอีก ไปพูดเรื่องเดิมตั้งแต่วันแรก ตั้งแต่เข้ามาสามารถที่จะพูดได้อีก ผมไม่เห็นด้วยละครับ แล้วไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง แม้แต่ตรากฎหมายธรรมดาเราก็ไม่กลับไป แก้ไขหลักการอีก เพราะฉะนั้นเดินต่อไปเถอะครับ ตามข้อ ๙๙ ตามข้อบังคับ ผมคิดว่า เพื่อที่จะให้เกียรติกับประชาชนเพื่อให้เป็นประโยชน์ เราใช้อะไรเราต้องใช้ตามสมควรนะครับ เราใช้เวลามามากแล้ว มาตราเดียวนี้ก็ใช้มา ๒-๓ วันแล้ว ผมไม่เห็นด้วย แล้วก็ถ้าจะเปลี่ยนแปลง ข้อบังคับก็ต้องใช้มติที่ประชุมของรัฐสภาครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอท่านสุดท้ายนะครับ ท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย กระผมขออนุญาตลุกขึ้นมา เนื่องจาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถ แก้วมีชัย ได้อภิปรายแล้วก็พาดพิงในสิ่งที่ผมได้ ยกตัวอย่างขึ้นมา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้เรียนท่านประธานแล้วว่าในมาตรา ๖ แห่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้นเขียนไว้ชัดเจน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้น เป็นอันใช้บังคับไม่ได้ แต่ว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการก็พยายามหยิบยกข้อบังคับขึ้นมา ซึ่งผมขออนุญาตท่านประธานกราบเรียนต่อที่ประชุมนี้ให้ทราบทั่วกันก็คือว่า ข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาก็ดีไม่ได้มีฐานะความสำคัญแม้จะเทียบเท่ากฎหมายเลยนะครับ แต่ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่สมาชิกรัฐสภาร่วมกันออกเพื่อใช้เป็นแนวทางในการประชุมรัฐสภา หรือสภาผู้แทนราษฎร การใดที่สมาชิกรัฐสภาไปออกข้อบังคับ แล้วเกินกว่าสิ่งที่บทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการไปจำกัดสิทธิผมถือเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมจะกราบเรียน ท่านประธานในมาตรา ๒๗ ครับ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ สิทธิและเสรีภาพ ที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดเจน โดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับการคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมายและการตีความ กฎหมายทั้งปวง มาตรา ๒๙ ครับ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำไม่ได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่ รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้ และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิ และเสรีภาพนั้นไม่ได้ กฎหมายเขียนไว้อย่างเดียวเลยครับว่า ถ้าจะมีการดำเนินการเพื่อที่จะ จำกัดสิทธินั้นทำได้อย่างเดียวคือออกเป็นกฎหมาย ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาไม่มีฐานะ เป็นกฎหมายครับ ส่วนที่สมาชิกรัฐสภาไปร่วมกันออกข้อบังคับรัฐสภานั้น และมีข้อความบางตอน ไปขัดหรือจำกัดสิทธิของสมาชิกที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้นยิ่งไม่มีผลบังคับเลยตามมาตรา ๖ แห่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ นี่คือสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างไรครับว่า วันนี้ท่านไม่ต้องไปดูเลยครับว่าข้อบังคับ จะเขียนว่าอย่างไร ถ้าข้อบังคับนั้นเขียนในประเด็นที่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขาไม่ได้ให้อำนาจไว้ สิ่งที่เขียนไว้นั้นก็ไม่มีผลบังคับ ผมยกตัวอย่างนิดเดียวครับ เร็ว ๆ นี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคเรื่องกฎหมายขายตรงที่รัฐสภาแห่งนี้ไปออกกฎหมายว่า ถ้าในกรณีที่บริษัทขายตรงทำผิดให้อนุโลมถือว่ากรรมการผู้จัดการที่รับผิดชอบนั้นทำผิดด้วย ไปออกเกินกว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญครับ เพราะเขารับรองสิทธิของบุคคลในการที่จะได้รับ การคุ้มครองในการสู้คดี ในการดำเนินการ ในการที่จะไม่ต้องรับโทษในทางคดีอาญา เขามีกฎหมายบัญญัติไว้แต่ไปเขียนไว้เกินอย่างไรครับ ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า การที่เขียนอย่างนั้นเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญจึงไม่มีผลบังคับ กรณีนี้เหมือนกันครับ รัฐธรรมนูญเขียนแต่เพียงว่าเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วทำอย่างไร ท่านจะเขียนเพื่อให้ การเดินในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภาเป็นไปอย่างไร ท่านทำได้ครับ แต่ท่านไปจำกัดสิทธิ สมาชิกรัฐสภาไม่ได้ ท่านไปเขียนได้อย่างไรว่าไปแก้ไขหลักการและเหตุผลไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ ท่านไปเขียนเกินกว่ารัฐธรรมนูญ มันถึงขัดและแย้ง กับรัฐธรรมนูญอย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ พอสมควร แล้วกระมังครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานเพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับว่าที่เราเดินมานี้ถูกทางแล้วครับ แล้วท่านประธาน ก็เดินหน้าต่อ ส่วนอะไรที่มันจะทำให้รัฐสภาเดินได้ผมก็ยินดีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมขอมติเลย ก็แล้วกัน เชิญครับท่านบุญยอด

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ผมคิดว่าท่านประธานอาจจะไม่ได้ฟังเหตุผลของท่าน ส.ว. เมื่อสักครู่ ที่ท่านลุกขึ้นมาแล้วผมเห็นว่าเป็นเรื่องตรงกันครับ ท่านประธานครับ การตัดทอนของผมนี่ ไม่ได้ขัดต่อหลักการของร่างพระราชบัญญัตินี้ครับ ผมอ่านข้อ ๙๖ ให้ท่านฟังใหม่อีกครั้งวรรคสาม การแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิมต้องไม่ขัดกับหลักการ ผมตัดทอนอย่างไร ผมตัดทอนแล้วผมขัดตรงไหนครับ คำถามจึงตามมาว่าสมาชิกของสภาแห่งนี้ แปรญัตติไปแบบนี้ท่านไปตัดสินพวกผมว่าขัดหลักการได้อย่างไรครับ ผมตัดทอนนะครับ เอาครับถ้าหากท่านบอกว่าท่านมีอำนาจแต่คำถามคือท่านก็ไม่ได้บอกผมในวันที่ผมไปแปรญัตติ ท่านก็ใส่ผมเข้ามาในเล่มนี้กันทั้งหมด ใช่ไหมครับ แล้วก็เดินหน้าสู่การอภิปรายกันตรงนี้นะครับ เราต้องกลับมาคุยกันใหม่ครับท่านประธานว่าสิ่งที่แปรญัตตินี้ผมตัดทอนผมไม่ได้ขัดหลักการ แล้วท่านจะมาตัดสินว่าผมขัดหลักการได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมขอแย้งก่อนครับว่า ผมเชื่อว่าผมไม่ขัดหลักการ ผมแปรญัตติได้อย่างถูกต้อง ผมตัดทอนตัวข้อต่าง ๆ แปรญัตติ มาตราต่าง ๆ เท่านั้นเอง ใครจะเป็นตัดสินว่ามันขัดหรือไม่ขัด คณะกรรมาธิการมีสิทธิตัดสิน ผมหรือไม่นะครับ ผมก็ยังเชื่อว่าเขาไม่มีอำนาจมาตัดสินผมเพราะผมก็คิดว่าผมไม่ขัดนะครับ และที่ผ่านมาท่านประธานถ้ามันขัดหลักการทั้งหมดนะครับ ผมก็ต้องตำหนิประธานนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านทำการประชุมอย่างไรครับ ๔ วัน ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วจนมาถึงวันนี้ แล้วทำสิ่งที่ขัดหลักการมาตลอด ประธานคณะกรรมาธิการนั่งอยู่ทำไม ไม่ทำอะไรเลยหรือครับ ปล่อยให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นในการประชุม ๔ วัน ๔ คืนที่ผ่านมา ประชาชนไม่ได้อะไรเลยครับ พวกผมไม่ได้อะไรครับ ผมก็ต้องตำหนิท่านทั้ง ๒ ประธานนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตขอมติเลยนะครับ ท่านนิพนธ์มีอะไรครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นิพนธ์ บุญญามณี ครับ ไม่ทราบว่าท่านประธานจะขอมติว่าอย่างไร เพราะว่าที่จริง ถ้าสมมุติว่าไม่มีใครเห็นเป็นอย่างอื่นก็แสดงว่าที่ประชุมนี้เห็นด้วยกับท่านประธานทั้งหมด เพราะไม่มีใครเสนอเป็นอย่างอื่นครับท่านประธานนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ครับ ท่านดูข้อ ๕๙ ต้องขอมติครับ เพราะมันเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญเขาไม่ให้ใช้คำว่า ไม่เห็นเป็นอื่นแล้วก็ถือว่า จบไม่ได้ ขอมติเลยนะครับขอเชิญสมาชิกข้างนอกด้วยครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนลงมติ)

ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่ผม จะขอมตินะครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เรียบร้อยนะครับ ส่งผลได้ เลยครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๙๙ คน ครบองค์ประชุมครับ

ผมจะขอถามมติจากที่ประชุมนะครับ จะให้ยกเว้นข้อบังคับ โดยใช้ข้อ ๑๑๖ งดเว้นข้อ ๙๙ และข้อ ๓๒ จะให้ยกเว้นหรือไม่ครับ ลงมติได้เลยครับ จะให้ยกเว้นหรือไม่ ถ้าให้ยกเว้นก็กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่ให้ยกเว้นก็กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านสาธิตมีอะไรครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมขอหารือ ท่านประธานนิดหนึ่งครับ คือท่านประธานจะให้งดเว้นข้อบังคับข้อไหนครับ หรือรวมทั้ง ๓ ข้อ เมื่อกี้ท่านประธานบอกว่าต้องงดเว้นการซ้อนญัตติคือข้อบังคับ ข้อ ๓๒ ก่อนแล้วไป ข้อ ๙๖ ใช่ไหมครับ ทีนี้ต้องลงรายมาตราที่งดเว้นหรือว่าครั้งเดียวผมยังสับสนอยู่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านต้องการอย่างไร

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ผมคิดว่าถ้าถูกต้องนี่ ต้องงดเว้น การซ้อนญัตติก่อน ข้อ ๓๒

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ข้อ ๓๒ อย่างไร มีแล้ว ข้อ ๙๙ กับข้อ ๓๒

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

แล้วค่อยไปต่อข้อ ๙๖ อีกครั้งหนึ่ง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อะไรนะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

คือท่านต้องงดเว้นข้อ ๓๒ ในการซ้อนญัตติ ก่อนครั้งหนึ่งนะครับ หลังจากนั้นก็มา ข้อ ๙๖

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันมีข้อ ๙๙ กับข้อ ๓๒ ใช้ข้อ ๑๑๖ งดเว้นข้อ ๙๙ กับข้อ ๓๒ ชัดเจนนะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ลงพร้อมกันใช่ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พร้อมกันครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ครั้งเดียวพร้อมกันใช่ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ทีเดียวเลยครับ ชัดเจนนะครับ ผมถามมติใหม่อีกทีนะครับ เห็นด้วยจะให้มีการยกเว้นข้อบังคับหรือไม่นะครับ ถ้าเห็นด้วย ก็กดปุ่ม เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยก็กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ใช้สิทธิได้เลยนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ท่านศุภชัยมีอะไรครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ศุภชัย ใจสมุทร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมจะถามท่านประธานว่าท่านให้สมาชิกเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นหรือครับ มันมีงดออกเสียงด้วยนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ได้ครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ได้นะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถ้าใครจะงด ก็กดได้นะครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เป็นสิทธิของสมาชิกอยู่แล้ว เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มตินะครับ เห็นด้วย ๑๒๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓๔๒ ท่านครับ ถือว่าที่ประชุมมีมติไม่เห็นด้วยนะครับ

ถ้าอย่างนั้นผมขอมติในมาตรา ๒๙๑/๑ เลยนะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนลงมติ)

คงไม่ต้องตรวจสอบ องค์ประชุมนะครับ ถ้าอย่างนั้นขอถามมติเลย ท่านนิพนธ์ครับ เชิญครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ตกลงแล้วคำสงวนคำแปรญัตติผมไปอภิปรายตอนไหน ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ตอนท้ายครับ มาตรา ๖ ต่อจากมาตรา ๖ ตอนท้ายนะครับ ก็เรียงตามลำดับรายงานนี่ละครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

แล้วทีนี้ถ้าสมมุติว่าลงมติไปแล้ว มันไปขัดกับหลักการแล้วเผื่อว่ากรรมาธิการหรือว่าเสียงสมาชิกเห็นด้วยจะกลับมาลงมติใหม่ อย่างนั้นหรือครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงไม่เป็นอย่างนั้น หรอกกระมังครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ มันคงจะไม่ได้ ครับท่านประธาน ผมไม่อยากจะให้ท่านประธานเอาความเห็นส่วนตัวมาไว้ เพราะว่านี่คือ หลักการ และมันบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเอาไว้ให้มันเกิด แล้วค่อยว่ากัน เพราะตอนนี้ผมทำอะไรไม่ได้ ผมต้องเดินตามมติอยู่แล้วครับ ขออนุญาตนะครับ ถ้าอย่างนั้นขอมตินะครับ ขอมติมาตรา ๒๙๑/๑ นะครับ ว่าท่านจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากหรือไม่ เห็นด้วยหรือไม่กับกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ เชิญครับ เห็นด้วย กดปุ่ม เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เรียบร้อย ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลครับ มติเห็นด้วย ๓๔๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๓๔ ท่าน ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบครับ

เชิญท่านเลขาธิการครับ

นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๒๙๑/๒ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้สงวนคำแปรญัตติ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตจะเรียง ตามรายงานเลยนะครับ ผมจะเรียกชื่อแต่ละท่านตามรายงาน ท่านแรกครับ ท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ครับ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ครับท่านประธานครับ สำหรับมาตรา ๒๙๑/๒ นั้น กระผมได้ขอสงวนความเห็นไว้ดังนี้ว่า ใน (๒) เรื่องของคุณสมบัติของบุคคลผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้งคือจะมีการเปลี่ยนจาก ๓๕ ปีบริบูรณ์ ในวันเลือกตั้งเป็น ๒๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง เนื่องจากกระผมเห็นว่าสำหรับสมาชิก ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นเมื่อเรามีผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน ๒๒ ท่าน ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ในด้านต่าง ๆ แล้ว ส่วนที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คนนั้น สมควรที่จะให้มีบุคคล มีส่วนร่วมจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับท่านประธานครับ เมื่อรัฐธรรมนูญของเรา กำหนดให้บุคคลผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอายุ ๑๘ ปีบริบูรณ์ในวันที่ ๑ มกราคมของปี ที่มีการเลือกตั้งนั้น ถ้าหากว่าเราได้กำหนดให้บุคคลผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็น สสร. ได้มีอายุ ประมาณ ๒๕ ปี ก็จะมีอายุแตกต่างจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ ๗ ปีครับท่านประธานครับ ก็จะถือได้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีส่วนใกล้เคียงกัน ก็จะทำให้เยาวชนที่อายุครบ ๑๘ ปีบริบูรณ์ ขึ้นไปได้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ในการที่จะทำ ให้เกิดการตื่นตัวในสังคม ในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ได้มากที่สุดนะครับ กระผมจึงได้แก้ไขในส่วนนี้ให้ลดคุณสมบัติ ลดอายุของบุคคลผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็น สสร. จาก ๓๕ ปี ลงเหลือ ๒๕ ปี โดยเชื่อว่าจะไม่ได้มีผลทำให้คุณภาพของ สสร. ลดต่ำลง เนื่องจาก ๒ ประการครับท่านประธาน ประการที่ ๑ ก็คือว่าเราได้มีผู้ทรงคุณวุฒิถึง ๒๒ ท่านแล้ว เป็นประการที่ ๑ ส่วนอีกประการหนึ่งก็คือว่าในการเลือกตั้งนั้นประชาชนย่อมได้ใช้ ความระมัดระวัง ได้ใช้ความรอบคอบ ได้พิจารณาอย่างเต็มที่แล้วว่าคุณสมบัติไม่ว่าจะเป็นคุณวุฒิ หรือวัยวุฒิทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอายุก็ตามก็จะได้นำมาพิจารณาทั้งหมด เมื่อบุคคลที่เป็นบุคคล ที่ประชาชนได้เลือกแล้วไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตามนะครับ ก็จะถือว่ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะ เป็น สสร. มีความเหมาะสมเพียงพอที่จะเป็น สสร. กระผมจึงได้แก้ไขในประเด็นดังกล่าวครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าหากไม่มีใครแสดงความจำนง ผมจะอ่านตามรายชื่อเลยนะครับ ท่านวิรัตน์เชิญครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระนอง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่ใช่ครับ วิรัตน์ กัลยาศิริ ครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ผมพูดแล้วท่านประธาน จะให้เสียจังหวะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับท่าน เพราะเดี๋ยวก็มีคนประท้วงเพราะคิวเรียงมันเรียงตามนั้นครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ไม่มีประท้วง ถามเกี่ยวเนื่องกัน ท่านประธานครับ ไม่ได้อภิปรายเลยครับ แต่ว่าข้อสงสัยครับท่านประธานผม วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิรัชครับ ผมยังไม่ได้ อนุญาตครับ ผมอนุญาตท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ เชิญท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ เชิญครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญว่า คณะกรรมาธิการขอแก้ไขเพิ่มเติมรายงานของคณะกรรมาธิการดังนี้ ที่แจกตอนที่ลงนาม เซ็นชื่อนี้นะครับ ถามว่าของผมอยู่ในหน้า ๑๑ ท่านประธาน จะเอาไปแทรกตรงไหนระหว่าง ใครกับใครปฏิบัติไม่ถูกถามแค่นี้ท่านประธาน ตอบหน่อย ขอบพระคุณ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการ อยู่ตรงไหนเอ่ย

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ของท่านวิรัช ร่มเย็น ก็อยู่ในเอกสารที่เพิ่มเติมหน้า ๑๑ ท่านจะอภิปรายต่อจากท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค คือทุกท่านที่มีชื่อคือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็น ฉะนั้นก็ต่อจาก ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ใช่ไหมครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ใช่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมจะจัดคิว ต่อจากกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนี่ละ ต่อคิวจากในรายงาน

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

มีท่านพีระพันธุ์ด้วยท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนี้ชัดไหมครับ ท่านพีระพันธุ์ เชิญครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ครับ บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ผมก็มีข้อสงสัยเช่นเดียวกับของท่านวิรัช และขอบคุณท่านประธาน คณะกรรมาธิการที่ได้กรุณาบอกว่าท่านวิรัชจะอยู่ต่อจากผมใช่ไหมครับ ปัญหาคือแล้วผมอยู่ ตรงไหนครับ เพราะว่าในใบแทรกที่ท่านเคยแจกเอาไว้ แล้วผมเก็บเอาไว้มี ๓ คนที่ท่านทำตก มีท่านวิรัช ร่มเย็น แล้วก็มีท่านอลงกรณ์ พลบุตร แล้วก็มีผม ๓ คน ท่านก็เรียงรายชื่อมา ๓ คน โดยท่านวิรัชคนแรก ท่านอลงกรณ์ คนที่ ๒ แล้วก็ผม คนที่ ๓ แล้วท่านก็ลุกขึ้นมาบอกว่า เดี๋ยวท่านวิรัช ร่มเย็น จะต่อจากผมพีระพันธุ์ทั้ง ๆ ที่รายชื่อผมอยู่สุดท้าย ท่านวิรัชอยู่คนแรก แล้วผมก็ยังไม่รู้ว่าผมอยู่ตรงไหน แล้วท่านวิรัชจะต่อผม ผมอยู่ตรงไหนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านครับ ผมเอาในเล่มใหญ่รายงานตรงนี้ กรรมาธิการในเล่มนี้จบแล้ว ผมก็จะไปต่อกรรมาธิการ ในเล่มที่เพิ่มเติมเมื่อสักครู่นี้ เรียงลำดับเลยครับ เชิญครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

ขออนุญาตครับ ผมไม่ได้แย้ง ท่านประธานนะครับ ผมเห็นด้วย แต่ประเด็นคือว่าต่ออย่างไร เพราะว่ามันมีใบใหม่หรือเปล่า ใบที่อยู่ในมือผมกับท่านวิรัช เริ่มจากท่านวิรัช แล้วท่านอลงกรณ์ แล้วผม แต่เมื่อสักครู่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการบอกว่าท่านวิรัชต่อจากผม ก็แปลว่าใบของท่านประธานกับผม มันไม่ตรงกันสิครับแล้วมันจะต่ออย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ ของท่านพีระพันธุ์ ถือเล่มใหญ่นี้เป็นหลัก ในเล่มใหญ่หน้า ๖๙ ก็จะเป็นท่านนายแพทย์เหวงซึ่งเป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยสงวนเหมือนกัน จากท่านนายแพทย์เหวงก็จะเป็นท่านพีระพันธุ์นะครับ แล้วก็ต่อด้วยท่านวิรัช ก็ต่อด้วยท่านอลงกรณ์ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิรัตน์เลยครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

กัลยาศิริ ใช่ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ใช่ครับ เชิญครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมได้แปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๒ และต่อมาเมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วยก็ได้สงวนความเห็นไว้ หลักคิดต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมถือว่า สสร. ที่จะตั้งขึ้นมีความสำคัญยิ่งกว่า ส.ส. มีความสำคัญยิ่งกว่า ส.ว. เพราะภารกิจของ สสร. นั้นคือเป็นคนเขียนกรอบของบ้านของเมือง เป็นคนเขียนหลักการ เป็นคนเขียนโครงสร้างของบ้านเมือง เพราะฉะนั้นมีความจำเป็น จะต้องเปิดให้กว้างที่สุด ให้ทุกคน ทุกอาชีพ ทุกระดับอายุได้เข้ามามีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นโดยเกณฑ์ที่ได้พูดคุยกันในที่ประชุมกรรมาธิการ และต่อมาได้มีการแปรญัตติไว้ คือจบ ป. ๔ ก็สามารถเป็น สสร. ได้ อายุ ๒๕ ปีขึ้นไปก็ควรจะเป็น สสร. ได้ รวมถึงสมาชิก พรรคการเมืองทุกพรรค ผมเน้นนะครับว่าสมาชิกพรรคการเมืองทุกพรรคซึ่งมีประมาณ ๒๐ ล้านคน ก็ควรจะมีสิทธิเป็น สสร. ได้ โดยนัยเพราะเหตุใดที่ผมนำเรียนท่านประธานอย่างนี้ ก็เพราะบุคคลที่สนใจการเมือง ผู้ที่มีหลักคิด ความคิดความอ่าน ประสบการณ์ทางการเมือง ส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ขัดข้องและสนับสนุนให้ สมาชิกพรรคการเมืองเป็น สสร. แต่อย่างเดียวที่มีความกังวลอย่างยิ่งและได้เสนอ ในที่ประชุมกรรมาธิการแล้วก็คือ สสร. เมื่อพ้นหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว โดยประเพณีปฏิบัติก็ควรจะต้องยกเว้นไว้ ๕ ปีว่าไม่เป็น ส.ส. ไม่เป็น ส.ว. ไม่ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองใด ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลท่านประธานครับ เพราะว่าเมื่อกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ไปเขียนไว้ ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ซึ่งการอภิปรายของรัฐสภาแห่งนี้ชี้ชัด ให้ท่านทั้งหลาย ให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า ๗๗ คน บวก ๒๒ คน เป็น ๙๙ คน นี่คือการล็อกสเปก ที่ชัดเจนที่สุด เพราะ ๒๒ คนมาจากเสียงข้างมาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๗ คน ก็อย่างน้อย ๕๐ คน ก็มาจากเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นถ้าใครอยากจะเป็น สสร. ก็ไปพบผู้มีอำนาจ ผู้มีอำนาจ บอกคุณลงได้ สำคัญต่อมาคืออะไรครับท่านประธานครับ คนที่เป็น สสร. แล้วเมื่อไม่มี กฎเกณฑ์ห้ามว่า ๕ ปี ห้ามดำรงตำแหน่งใด ๆ ทางการเมือง บุคคลเหล่านั้นสามารถมาสมัคร ส.ส. มาสมัคร ส.ว. มาสมัครเจ้าหน้าที่ผู้บริหารท้องถิ่นได้ นั่นก็คือการตอบแทนในทางการเมือง ที่อย่างมีนัยสำคัญ ก็คือว่าใครทำดีได้มีโอกาสมาเป็น สสร. สสร. ทำดีสามารถส่งไปเป็น ส.ส. ส่งไปเป็น ส.ว. ได้ ซึ่งรายละเอียดในมาตรานี้ผมอยากจะเปิดให้กว้าง ก็คือว่าคน ๒๕ ปี ก็เป็น สสร. ได้ จบ ป. ๔ ก็เป็นได้ สมาชิกพรรคการเมืองก็เป็นได้ไม่ห้าม แต่ขอให้ปิดท้ายไว้ ๕ ปีว่าใน ๕ ปี ต้องไม่ดำรงตำแหน่งใด ๆ ในทางการเมือง เพราะฉะนั้นโดยเจตนารมณ์ ที่ได้อภิปรายไปแล้ว เช่น เลือกตั้งตรง ๒๐๐ คน ก็ไม่อยากจะมาอภิปรายซ้ำ เพราะว่า เมื่อท่านทั้งหลายฝ่ายเสียงข้างมากอยากจะยึดโยงกับประชาชน อยากจะให้มีที่มาจากประชาชน ก็ควรจะเลือกตั้งตรง แต่เอาล่ะเมื่อท่านเสียงข้างมากไปทางนั้นก็ขอให้เปิดให้กว้างที่สุด ๒๕ ปีเข้ามา ป. ๔ เข้ามา แต่ขอให้ปิดท้ายคือ ๕ ปี ไม่ดำรงตำแหน่งใด ๆ ไว้ ก็จะเป็นคุณูปการ กับประเทศ และสำคัญที่สุด สสร. ก็จะไม่เขียนกฎกติกาเพื่อตน เพื่อ สสร. ทั้งจำนวน ที่รัฐสภาแห่งนี้จะได้กำหนดขึ้น เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ที่มาของ สสร. ผมอยากเปิดกว้างแต่ขอให้ปิดท้าย ๕ ปี ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านหมอเจตน์อยู่ไหมครับ เชิญครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๒ มันสืบเนื่องมาจาก มาตรา ๒๙๑/๑ ก็เป็นคุณสมบัติของมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ก็คือคุณสมบัติของ สสร. เลือกตั้ง ทีนี้ต้องย้อนอธิบายให้ฟังว่าตอนแรกผมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในกรณีที่ให้มี สสร. เลือกตั้งประเภทเดียว แต่เนื่องจากในการพิจารณาแล้วเห็นว่ามันผิดหลักการ แล้วก็เห็นว่า ข้อบังคับการประชุมผิดข้อบังคับการประชุมตามที่ได้อภิปรายกันมาในสภาแห่งนี้แล้ว เพราะฉะนั้นผมก็เสนอญัตติเข้าไปนะครับว่าให้มันมี สสร. ๒ ประเภท ตามสิทธิของ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย เนื่องจากกรรมาธิการเสียงข้างน้อยสามารถแปรญัตติได้ตลอด จนกระทั่งวันสุดท้ายที่การประชุมสิ้นสุดลง ท่านประธานครับในมาตรา ๒๙๑/๒ ที่ระบุว่าคุณสมบัติของ สสร. เลือกตั้งนั้นระบุไว้ว่า บุคคลผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ในที่นี้พูดถึง สสร. ประเภทเดียว คือ สสร. เลือกตั้ง แล้วกำหนดคุณสมบัติไว้ ๓ ข้อคือมีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง แล้วก็มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในจังหวัด ที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือเป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งหรือเคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี หรือเคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัด ท่านประธานครับ กรณีนี้เรารับสมัคร สสร. เพื่อมาทำอะไร เรารับสมัคร สสร. ขึ้นมาเพื่อมาร่างรัฐธรรมนูญ มาเขียนรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ของประเทศ เป็นกฎหมายหลักของแผ่นดิน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องการ รัฐธรรมนูญที่ต้องการคุณสมบัติของผู้มีความรู้ ผู้มีคุณวุฒิ ในกรณีแรกผมเห็นว่า ถ้าหากเราเอา สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เห็นว่าคุณสมบัติของ สสร. จำเป็นที่จะต้อง มีคุณวุฒิแล้วก็มีประสบการณ์ เพราะฉะนั้นผมถึงเสนอเพิ่มอายุจาก ๓๕ ปีเป็น ๔๐ ปี และสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ในกรณีที่เราเลือก สสร. มันย่อมแตกต่างกับการเลือก ส.ส. หรือ ส.ว. ในความคิดเห็นส่วนตัวของผมเอง ผมมีความเชื่อว่า ในการเลือกตั้ง ส.ส. แม้กระทั่ง ส.ว. เราไม่จำเป็นต้องกำหนดคุณวุฒิปริญญาตรีหรือไม่ต้อง กำหนดคุณวุฒิใด ๆ ด้วยซ้ำไป ประชาชนธรรมดาทั่ว ๆ ไปก็สามารถเป็นตัวแทน ของประชาชนได้ เพราะฉะนั้นที่มาของ ส.ส. หรือ ส.ว. ที่จะต้องสัมผัสกับประชาชน ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนมานั่งทำงานอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ ก็ไม่จำเป็นจะต้อง มีคุณสมบัติอะไรมากมาย แต่เมื่อเราเลือก สสร. ซึ่งจะมาทำหน้าที่เป็นคนร่างกฎหมายหลัก ของประเทศชาติ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดคุณวุฒิให้สูงมากกว่าที่จำเป็น โดยเฉพาะ ในกรณีที่เราไม่มี สสร. สรรหาหรือ สสร. ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ในกรณีนี้เมื่อผมกำหนดขึ้นมาว่า มี สสร. สรรหาขึ้นมาอีก ๒๒ คน เนื่องจากกลัวว่ามันจะผิดกับข้อบังคับกับหลักการ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมก็จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาในเรื่องของคุณวุฒินี้ใหม่ แต่เมื่อผมทบทวนดูแล้ว ผมก็ยังเห็นว่าการกำหนดการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาตรี หรือเทียบเท่า การกำหนดอายุจาก ๓๕ ปีเป็น ๔๐ ปี ซึ่งกำหนดไว้เดิม ผมก็ยังเห็นว่า การกำหนดคุณสมบัติอย่างนั้นมันไม่ได้สูงจนเกินไป มันเป็นคุณสมบัติที่เราควรจะกำหนดไว้ สำหรับผู้จะมาทำหน้าที่แทนประชาชนในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่ทางสภาต้องการ ที่เรารับหลักการในวาระที่หนึ่งมาแล้ว ดังนั้นผมก็จึงเห็นว่า สสร. ควรจะเพิ่มอายุจาก ๓๕ ปี เป็น ๔๐ ปี เพราะผมเห็นว่าอายุ ๓๕ ปีตามที่คณะกรรมาธิการกำหนดมา ผมยังเห็นว่า มันน้อยเกินไป แล้วก็ที่กำหนดไว้ว่ามีสัญชาติไทยโดยการเกิดก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะว่า การกำหนดคุณสมบัติไว้สูงเพื่อสอดรับกับที่มาของ สสร. ตามที่กล่าวไว้แล้ว แต่การกำหนดคุณสมบัติให้ยึดโยงกับท้องถิ่น ตามมาตรา ๒๙๑/๒ (๓) ล้วนแต่เป็นไปตาม คุณสมบัติของ ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ผมเห็นว่าในกรณีนี้เราเห็นว่า สสร. ต้องไม่ยึดโยงกับการเมือง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ายึดโยงกับการเมืองก็ไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องเลือก สสร. เราอาจจะใช้รัฐสภาแห่งนี้ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว. ที่มีคุณวุฒิมาก มากเกินไปด้วยซ้ำไป ที่จะทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเห็นว่าในกรณีนี้ถ้าหากว่าเราไม่ให้ สสร. ไปเกี่ยวข้องกับทางการเมืองแล้ว เราก็ต้องกำหนดคุณสมบัติของ สสร. ให้ห่างออกจากการเมือง ต้องไม่มีอะไรที่มีส่วนยึดโยงกันเลย เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ประการที่ ๑ ก็คือว่าไม่ให้ สสร. มีความเกี่ยวข้องกับทางการเมือง ไม่ให้เป็นญาติพี่น้องของทางการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ข้อสำคัญมากกว่านั้นก็คือว่าในกรณีที่คุณสมบัติเขาควรจะมีการยึดโยงกับท้องถิ่น ตามมาตรา ๒๙๑/๒ (๓) อันนี้ก็มีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งคือ มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๑ ปีนับถึงวันสมัคร หรือเกิดในจังหวัดที่สมัคร หรือเคยศึกษาในจังหวัดที่สมัครไม่น้อยกว่า ๒ ปีการศึกษา หรือเคยรับราชการตามที่กล่าวมาแล้ว แล้วก็มีชื่อในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า ๒ ปี คุณสมบัตินี่ ยึดโยงกับพื้นที่ เป็นร่างของคณะกรรมาธิการกำหนดไว้สูงกว่า เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ติดใจอะไร เพราะว่าผมกำหนดไว้เพียง ๑ ปี แต่ว่าคณะกรรมาธิการกำหนดไว้เป็นเวลาติดต่อกัน ไม่น้อยกว่า ๕ ปี อันนี้ผมก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้นในกรณี (๓) นี่ผมก็ยอมรับได้ แต่ว่ายกเว้นอายุและการศึกษาซึ่งเห็นว่ายังจะต้องกำหนดไว้สูงกว่าของคณะกรรมาธิการด้วย เหตุผลตามที่กล่าวมาแล้ว การที่มี สสร. นักวิชาการ ๒๒ คนนั้น ผมเชื่อว่ามีการบล็อกโหวต แล้วก็ไม่ได้นักวิชาการที่เป็นกลางอย่างแท้จริง มันก็จะเป็นนักวิชาการที่มาด้วยการเลือก ของเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาแห่งนี้ แต่ทีนี้เสียงส่วนใหญ่เป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นเมื่อกำหนด สสร. มา ๒๒ คน ก็จะมีส่วนที่เป็น สสร. ของรัฐบาล และผลสุดท้ายเราก็จะได้รัฐธรรมนูญ ที่เป็นของรัฐบาล ซึ่งผมมีความเห็นว่าไม่ใช่สิ่งที่ดี เพราะว่าตรงนี้มีความเป็นห่วงอยู่อย่างหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญพอเสียงข้างมากในรัฐสภาเป็นคนเขียน แล้วก็ด้วยวิธีง่าย ๆ ใช้เสียงกึ่งหนึ่ง ของสมาชิกของรัฐสภาที่มีก็สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือเขียนรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้แล้ว สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าในกรณีต่อไปเมื่อมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่า ภายในอีกกี่ปี มันก็อาจจะมีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา เมื่อเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับเก่า ก็เหมือนกับการปฏิวัติรัฐประหาร เพียงแต่ว่าใช้รัฐสภา แห่งนี้เป็นตัวทำหน้าที่ปฏิวัติเท่านั้นเอง มันจะทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยของเรานี่สะดุด ในอดีตเรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๘ ฉบับ หลายฉบับมันเกิดจากการปฏิวัติรัฐประหาร ทำให้การพัฒนาของประเทศชาติ และทำให้เราต้องเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ก็เหมือนกับ เราเดินหน้าและถอยหลัง จริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ดี เพราะว่า จะเกิดกระบวนการการพัฒนาของรัฐธรรมนูญ เพราะว่าต้องการให้แก้เป็นรายมาตรา แต่เมื่อมันเป็นมติของที่ประชุมไปแล้วผมมีความเสียดายค่อนข้างมาก เพราะว่าในการแก้ไข เป็นรายมาตราสอดคล้องกับความเชื่อของผมเอง เพราะว่าผมมีความเชื่อว่ารัฐธรรมนูญนี่ เป็นไดนามิค (Dynamic) มันสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ รัฐธรรมนูญที่ดีของวันนี้ไม่ใช่ รัฐธรรมนูญที่ดีของวันพรุ่งนี้หรือปีหน้า รัฐธรรมนูญสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตลอด ตามสถานการณ์ แต่ต้องมีกระบวนการที่พัฒนา มันต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับหลักสักฉบับหนึ่ง แล้วมันมีการแก้ไขมาตราเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ ในสถานการณ์ในขณะนั้น แต่ว่าพอเรามีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมันก็เหมือนกับการถอยหลังก้าวใหญ่ ๆ แล้วมันก็เดินไปข้างหน้าทีละนิด ทีละน้อย ซึ่งเป็นปัญหาของประเทศชาติค่อนข้างมาก ตรงนี้ผมเสียดายมากท่านประธานครับ เพราะว่าเราไม่ได้ใช้วิธีการแก้เป็นรายมาตรา แล้วผมมีความเชื่อว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ออกแบบมาสำหรับการแก้ไขเป็นรายมาตราเท่านั้น ไม่ได้แก้ไขทั้งฉบับ ไม่ใช่เป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อันนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ผมพูดไป ซ้ำซ้อนกับในวาระแรกที่เรารับหลักการมา แต่ผมก็อดพูดไม่ได้ด้วยความปรารถนาดี และด้วยความเป็นห่วงในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะว่าพอเราแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ยกร่างทั้งฉบับ มันเท่ากับเราถอยหลังก้าวใหญ่ ๆ แล้วต่อไปข้างหน้ามีการแก้ไขทั้งฉบับอีก เราก็ถอยหลังอีก ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ผมเสียดายโอกาสของประเทศชาติ โอกาสการพัฒนาของประเทศชาติอย่างมาก ผมก็ฝากไว้เพียงเท่านี้ครับ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๒๙๑/๒ ผมก็มีความเห็นด้วยกับ ทางคณะกรรมาธิการในเรื่องของบางเรื่อง ในเรื่องของการยึดโยงกับพื้นที่ ในการยึดโยงกับท้องถิ่น แต่ว่าในกรณีที่อายุแล้วก็คุณวุฒิผมเห็นว่าควรจะสูงกว่าที่คณะกรรมาธิการกำหนดไว้ ผมก็มีข้อเสนอในมาตรา ๒๙๑/๒ เพียงเท่านี้ครับขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเทพไทครับ เชิญครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย สำหรับมาตรา ๒๙๑/๒ ซึ่งร่างเดิมของคณะรัฐมนตรี ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยืนในหลักการเดิม นั่นก็คือมีทั้งหมดใน ๓ วงเล็บ ซึ่งผมจะขอ แปรญัตติใน (๒) เรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ซึ่งต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (๑) มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าในวงเล็บนี้ผมไม่ได้ติดใจนะครับ แต่ใน (๒) ที่บอกว่ามีอายุ ไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ ในวันเลือกตั้ง ถ้าดูอายุก็อาจจะเป็นอายุของคนที่อยู่ในกลางคน อยู่ในวัยทำงาน นั่นก็คือ การที่เราจะเลือกใครเข้ามาทำงานเป็นตัวแทน แต่ว่าในการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราต้องระดมสมอง ระดมความคิดจากพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกวัย ทุกเพศ เป็นเรื่องสำคัญ ผมจึงเห็นว่าอายุ ๓๕ ปี เป็นตัวเลขที่สูงเกินไปสำหรับเราอยากจะให้คนรุ่นใหม่ เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ ผมให้ความสำคัญกับเพื่อนคนหนุ่มสาว เยาวชน คนรุ่นใหม่ให้ได้มีโอกาสได้แสดงออกทางการเมือง และได้มีส่วนร่วมในการที่จะกำหนดกติกา ของบ้านเมือง ผมจึงแปรญัตติในเรื่องนี้ก็คือว่า ผมต้องการให้มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ ในวันเลือกตั้ง ต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่าอายุ ๑๘ ปีผมก็มีหลักคิดในการ ที่จะกำหนดให้คนอายุ ๑๘ ปี มีสิทธิที่จะสมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือ เมื่อเรากำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งของประเทศมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี และเราก็เชื่อว่า คนที่มีอายุ ๑๘ ปีเป็นต้นไป ก็เป็นบุคคลที่มีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะตัดสินใจที่จะกำหนด ชะตากรรมของบ้านเมือง เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าอายุ ๑๘ ปี เมื่อมีวุฒิภาวะที่จะเป็นผู้ใช้สิทธิในการเลือกตั้งได้ ก็น่าที่จะ เป็นผู้มีสิทธิที่จะรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้เช่นเดียวกัน ต้องเรียนกับ ท่านประธานตรง ๆ นะครับว่าการร่างรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด และเป็นกฎหมายสำคัญ และเราก็มีความเชื่อว่าการที่จะมีกฎหมายรัฐธรรมนูญ เราก็ต้องการ ที่จะให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ยั่งยืนที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ยาก เป็นกฎหมายที่ใช้กันไป ชั่วนาตาปีให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ การร่างรัฐธรรมนูญเราต้องมีวิสัยทัศน์ก็คือว่า เราต้องร่างเพื่อประเทศชาติในวันนี้และวันข้างหน้าในอนาคต ถ้าเราปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งมีโอกาสที่จะใช้รัฐธรรมนูญของประเทศมากกว่าคนรุ่นกลางหรือคนรุ่นเก่าก็ควรที่จะเปิด โอกาสให้อายุของคนที่มีอายุน้อยเป็นคนหนุ่มสาวได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม ถ้าเราจะปิดกั้น ว่าคนต้องอายุ ๓๕ ปีขึ้นไป ๔๕ ปีขึ้นไปเท่านั้นที่จะเป็นผู้ที่จะกำหนดกฎกติกาของบ้านเมือง ผมคิดว่าเราใจแคบเกินไปครับท่านประธาน ใจแคบที่เราไม่เปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาส ถ้าท่านประธานดูบริบทของสังคมในขณะนี้ท่านประธานก็เห็นนะครับว่าคนรุ่นใหม่ เด็กอายุ ๑๘ ปี ๑๙ ปี ๒๐ ปี ของประเทศเรา ของบ้านเมืองเราไม่ใช่คนที่ไม่มีประสิทธิภาพ คนรุ่นใหม่ในยุคนี้ผมคิดว่าหูตากว้างไกล แล้วก็มีความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ โลกสมัยใหม่ คนรุ่นใหม่ก้าวทัน ก้าวล้ำหน้าคนรุ่นเก่าเสียด้วยซ้ำไป ท่านประธานก็จะเห็นว่า ในวันนี้สังคมในออนไลน์ (Online) โซเชียล มีเดีย ท่านประธานเห็นว่าคนแสดงความเห็น ทางการเมืองล้วนแล้วแต่เป็นคนหนุ่มสาวที่อยู่ในวัยการศึกษา วัยทำงาน วัยที่จบการศึกษา ใหม่ ๆ ทั้งสิ้น คนเหล่านี้ได้มีความคิดความอ่านที่น่าสนใจ และในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ ยุค ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา มาถึงพฤษภาทมิฬ ท่านประธานก็จะเห็นว่าคนหนุ่มสาวก็มีบทบาท ในการขับเคลื่อนสังคมเป็นอย่างมากครับ และในขณะนี้ บ้านเมืองในขณะนี้แม้ว่าสถานการณ์ บ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม แต่ว่าบทบาทของคนรุ่นใหม่เราก็ไม่ควรที่จะละเลย เพราะฉะนั้นผมต้องเห็นความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ คนหนุ่มสาวมากกว่าคนที่เราเรียกว่า อยู่ในบั้นปลายของวัยของชีวิต เพราะเราต้องฝากอนาคตของบ้านเมืองไว้กับคนรุ่นใหม่ ที่จะต้องขับเคลื่อนสังคมต่อไปในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราจะไปปิดกั้น โดยใช้อายุตั้งแต่ ๓๕ ปีขึ้นไป ผมคิดว่าเราจะเป็นการปิดโอกาสบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถของบ้านเมืองของเราไป ผมจึงต้องการที่จะแปรญัตติเพื่อที่จะให้คนรุ่นใหม่ ได้มีโอกาสมีส่วนร่วม ถ้าท่านประธานเห็นว่าคนอายุ ๑๘ ปี อาจจะอ่อนด้อยด้านวัยวุฒิ ผมคิดว่าเป็นสิทธิที่เราควรจะเปิดให้กับคนอายุ ๑๘ ปี แต่การเลือกตั้งก็เป็นดุลยพินิจ ของผู้ที่จะใช้สิทธิว่าเขาเห็นความสำคัญของคนอายุ ๑๘ ปี คนนั้นหรือไม่ เพราะคนอายุ ๑๘ ปี หรืออายุ ๓๐ ปี หรืออายุ ๔๐ ปี อายุไม่ใช่ความหมายสำคัญเกี่ยวกับความรู้ความสามารถ เราเลือกคนที่จะเข้าไปเป็นตัวแทนทำหน้าที่แทนเรานะครับท่านประธาน ไม่ได้เลือกอยู่ที่ว่า คนนั้นอาวุโส มีอายุมากกว่า เพราะคนอาวุโสมีอายุมากบางทีก็ไร้ซึ่งความสามารถ ในการทำงาน ซึ่งท่านประธานก็ได้ยินคำพังเพยอยู่บ่อยที่เขาบอกว่าแก่มะพร้าว เฒ่ามะละกอ นั่นก็คือว่าอายุมากก็ไม่มีความสามารถที่จะทำงานให้สมวัยสมอายุ เพราะฉะนั้นผมจึงขอแปรญัตติใน (๒) ท่านประธานครับ ให้ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง สำหรับ (๓) เรื่องประเด็นที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี ผมไม่ติดใจครับ แต่ว่าผมขอเพิ่มใน (๔) (๕) และ (๖) ๓ วงเล็บ ซึ่งผมจะอธิบายเหตุผลต่อท่านประธานดังนี้ครับ (๔) ผมระบุว่าไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองภายใน ๕ ปีนับจนถึงวันเลือกตั้ง ถ้าท่านประธานจะถามผมว่าทำไมผมต้องไป กำหนดไม่ให้อดีต ส.ส. อดีต ส.ว. หรืออดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีสิทธิมาสมัคร เป็น สสร. ผมต้องเรียนกับท่านประธานตรงไปตรงมาครับว่าผมไม่ได้รังเกียจคนเหล่านี้ครับ ผมก็คิดว่าคนเหล่านี้เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เราก็คาดได้ว่าคนเหล่านี้ถ้าหากว่าหมดสมาชิกภาพยังไม่ถึง ๕ ปี เราก็เชื่อว่าคนเหล่านี้ ก็จะกลับมาทำงานการเมืองต่อ มาเล่นการเมืองต่อ มาสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่ง ทางการเมืองต่อ ซึ่งเราก็ทราบดีครับว่ากติกาของการเลือกตั้งไม่ควรที่จะให้ผู้ที่มีสิทธิ มีส่วนได้เสียมาเป็นผู้กำหนด คนที่เล่นเกม ไม่ควรที่จะเขียนกติกาเองซึ่งเป็นหลักการที่เรา ยืนยันมาโดยตลอดว่าคนที่มีส่วนได้เสียกับรัฐธรรมนูญก็ไม่ควรที่จะร่างรัฐธรรมนูญ ใน (๔) ที่ผมกำหนดไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาเข้ามานี่ ท่านประธานก็ทราบ ความเคลื่อนไหวในขณะนี้ว่าเรามีนักการเมืองบางส่วนที่เป็น ส.ส. สอบตก แล้วก็เคลื่อนไหว ทางการเมือง แล้วคนเหล่านี้ไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้เป็นสมาชิกรัฐสภาก็มีความประสงค์ ที่อยากจะแฝงตัวเข้าไปเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อจะมีบทบาทในการที่จะกำหนด กติกาของบ้านเมือง ซึ่งในเรื่องนี้เองผมยังเขียนต่อในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ด้วยซ้ำไปว่าคนที่เข้า มาร่างรัฐธรรมนูญแล้วจะต้องไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งในองค์กรอิสระ ภายใน ๕ ปี ซึ่งผมพยายามที่จะล็อก ๕ ปีหน้าและ ๕ ปีหลัง เพื่อที่จะให้คนที่จะมา ร่างรัฐธรรมนูญปลอดจากการเมืองจริง ๆ ไม่ได้อยู่อาณัติของกลุ่มคนหนึ่งคนใดหรือ พรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใด ถ้าเราเปิดช่องให้อดีตผู้สมัคร ส.ส. ส.ส. สอบตก อดีต ส.ว. เข้ามามีบทบาท เข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้นี่ เราก็มีความเชื่อลึก ๆ ว่าจะมี พรรคการเมือง กลุ่มการเมืองส่งตัวแทนคนเหล่านี้ เมื่อคนเหล่านี้ไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้เป็นวุฒิสภาก็ให้มาเป็นสภาอีกสภาหนึ่งคือสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็มากำหนดกติกา เพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมือง ของกลุ่มการเมืองของตัวเอง เพราะฉะนั้นใน (๔) ผมก็ล็อกไว้เลยท่านประธานครับว่าไม่เป็น ส.ส. และเป็นวุฒิสมาชิกและผู้ดำรงตำแหน่ง การเมืองอื่นภายใน ๕ ปี จนถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อต้องการที่จะให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ ปลอดจากการเมืองจริง ๆ ครับ ใน (๕) ผมเพิ่มเติมก็คือ ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองมาแล้ว ๑ ปีนับจนถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง ก็ต้องยอมรับครับว่าสมาชิกหรือพี่น้องประชาชนคนไทย ส่วนหนึ่งจำนวนไม่น้อยมีความสนใจทางด้านการเมือง แล้วก็ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่ผมต้องเรียนว่าคนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ส่วนหนึ่งก็ต้องการที่มีความประสงค์ ที่จะทำกิจกรรมทางการเมืองร่วมกับพรรคการเมือง แต่คนถ้าหากว่าลาออกจาก สมาชิกพรรคการเมืองแล้ว ๑ ปี ผมก็คิดว่าเป็นคนที่ปลอดการเมืองได้ระดับหนึ่ง ผมไม่ต้องการให้สมาชิกพรรคการเมืองลาออกจากพรรคการเมืองแล้วมาสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นมันง่ายเกินไปสำหรับคนที่จะมาเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคยสังกัดพรรคการเมือง นั่นก็คือว่าลาออกจากพรรคการเมือง เพียง ๑ วันมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ผมจึงเขียนล็อกไว้โดยใช้ห้วงเวลา ๑ ปี ผมคิดว่า ๑ ปี ก็น่าที่จะเป็นการแสดงเจตจำนงของสมาชิกพรรคการเมืองนั้นได้ว่า คนเหล่านั้นได้ห่างออกจากพรรคการเมืองมาแล้วระดับหนึ่ง ดีกว่าเราเขียนระบุว่า ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองโดยไม่กำหนดเงื่อนไขเวลา นั่นก็คือสามารถลาออกก่อนที่จะ ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ตรงนี้เองผมก็เกรงนะครับว่าถ้าเป็นพรรคการเมืองเราก็เห็นว่า ในขณะนี้มีพรรคการเมือง มีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มหาเสียงผ่านทีวี (TV) ดาวเทียมแล้ว บอกว่าจังหวัดนั้นควรเลือกคนนั้น ควรเลือกคนนี้ คนกลุ่มนี้จะไปสมัครเป็น สสร. ในจังหวัดนั้น ในจังหวัดนี้ กลับไปพลิกดูครับส่วนใหญ่ก็เป็นแกนนำครับ แกนนำของกลุ่มการเมือง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็น ส.ส. สอบตก เป็นอดีต ส.ส. เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ที่มีความประสงค์ที่จะเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าไม่มีเวทีที่จะเคลื่อนไหว ทางการเมืองที่ชอบธรรม ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อรัฐธรรมนูญเปิดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นอีกสภาหนึ่งขึ้นมาก็เป็นการเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้เข้ามาสิงสถิตย์อยู่ในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมจึงเขียนล็อกเรื่องสมาชิกพรรคการเมืองซึ่งต้องลาออกจากพรรคการเมืองมาแล้ว ๑ ปี

ส่วน (๖) ผมเพิ่มก็คือว่าไม่เป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดานหรือพี่น้องร่วม บิดามารดาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นั่นก็คือว่าผมไม่ต้องการให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นสภาตัวแทน สภานอมินี หรือสภาผัวสภาเมียเหมือนกับที่เขาเคยพูดในอดีต ไม่อยากที่จะให้ คนที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. หรือรัฐมนตรี หรือที่ปรึกษารัฐมนตรี หรือเลขานุการรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นสามีภรรยา เป็นบุตร เป็นพี่น้องเข้ามา มีส่วนในการที่จะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าหากว่าเราไม่เขียน (๖) กำหนดไว้เช่นนี้ แน่นอนที่สุดครับ คนที่ได้เปรียบมากที่สุดในการสร้างเครือข่าย ในการสร้างสังคมการเมือง ในจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ต่าง ๆ เชื่อครับว่าไม่ห่างไปจากภรรยา สามี ลูก พี่น้องของ นักการเมือง เพราะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมันมีฐานคะแนนเสียง มีเครือข่าย มีคะแนนเสียงจัดตั้งที่ชัดเจน เขาสามารถที่จะกำหนดได้ว่าให้ภรรยา ให้ลูก ให้พี่น้องตัวเอง มาเป็น สสร. ได้หรือไม่ ถ้าเขาต้องการที่จะให้บุคคลเหล่านี้เป็น สสร. เขาสามารถทำได้ครับ แล้วก็ทำไม่ยากครับ ผมเองก็เป็นนักการเมือง ท่านประธานก็เป็นนักการเมือง ท่านประธาน ก็ทราบดีว่าในสังคมต่างจังหวัด หรือในสังคมไหนก็ตามนักการเมืองยิ่งหลายสมัยยิ่งมีบารมี มีพรรคพวก มีเครือข่าย และเป็นเรื่องง่ายมากถ้าจะให้น้องชาย จะให้พี่ชาย จะให้ภรรยา หรือให้พ่อให้แม่มาเป็น สสร. เลือกตั้งง่ายดายครับ ไม่ยาก เพราะฉะนั้นมันไม่เป็นธรรม สำหรับประชาชนคนอื่นที่เขาไม่มีต้นทุนทางการเมือง ไม่มีแต้มต่อทางการเมืองที่เขาเป็นคนรุ่นใหม่ แล้วก็มีเจตนาดี มีความประสงค์ดี มีความบริสุทธิ์ใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเขียนกติกา ของบ้านเมือง เขาก็ได้มีโอกาสมาสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเราไม่เขียนล็อกไว้ อย่างนี้เหมือนกับวิ่ง ๑๐๐ เมตร คนที่เป็นญาตินักการเมือง เป็นสามีภรรยานักการเมือง เป็นพ่อแม่นักการเมือง เป็นพี่น้องนักการเมือง มันเหมือนกับการออกสตาร์ท (Start) ไปถึง ๓๐ เมตรแล้ว ในขณะที่คนอื่นเพิ่งออกสตาร์ทแค่จุด ๐ แค่นั้นเองครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมต้องเรียนกับท่านประธานครับว่าทั้งหมดที่ผมเขียนไม่ว่า (๔) (๕) (๖) อาจจะหินเกินไปสำหรับคุณสมบัติของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและอาจจะทำให้มี คนเข้าใจว่าผมมีความรู้สึกอคติหรือรังเกียจกับนักการเมือง ต้องเรียนกับท่านประธาน ตรงไปตรงมาว่าผมเองไม่ได้รู้สึกรังเกียจชีวิตนักการเมืองเพราะว่าผมเองตั้งแต่เกิดมา ก็เป็นนักการเมืองมาโดยตลอดแล้วก็ถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ แต่เมื่อเราต้องการให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ปลอดจากการเมืองไม่ให้นักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง มายุ่งเกี่ยวเราต้องเขียนกติกาครับท่านประธาน เราต้องเขียนกติกาให้รัดกุม มิฉะนั้นแล้ว จะมีช่องทางสำหรับคนบางคนที่ใช้วิธีการแบบศรีธนญชัยใช้ช่องว่างของกฎหมายแทรกเข้ามา เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ เพื่อให้ตัวเองได้ตำแหน่ง ผมจึงจำเป็นครับท่านประธาน จึงเขียนให้ละเอียด ให้รัดกุม ให้รอบคอบเพื่อไม่ให้คนแบบศรีธนญชัยเข้ามาเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีคนแบบศรีธนญชัยมาก ๆ รัฐธรรมนูญที่ออกมาก็ไม่ต่างอะไรกับรัฐธรรมนูญศรีธนญชัย ผมจึงจำเป็นต้องแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๒ เพิ่ม ๓ วงเล็บและแก้ไขใน (๒) เรื่องอายุของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็น สสร. ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๒ บุคคลผู้มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ในวัน เลือกตั้ง และ (๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลา ติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือเป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัคร รับเลือกตั้งหรือเคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกัน ไม่น้อยกว่าห้าปีการศึกษา หรือเคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัคร รับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี ผมเองได้ขอแปรญัตติโดยตัดข้อความใน (๒) ที่ กำหนดไว้เดิมมีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้งเป็นมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ ในวันเลือกตั้ง และใน (๓) ซึ่งระบุถึงผู้มีสิทธินั้นจะต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง ดังที่ผมได้กราบเรียนไปนั้นผมได้ตัดออกทั้งหมด เหตุผลที่ผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๒ ก็คงจะสืบเนื่องมาจากมาตรา ๒๙๑/๑ ท่านประธานที่เคารพครับเมื่อเรามีความเห็นว่า เราจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ผมได้เรียนท่านประธานแล้วครับว่า รัฐธรรมนูญนั้นเป็นของปวงชนชาวไทยทุกคน เมื่อเรามีความเห็นว่ารัฐสภาแห่งนี้ จะได้มีการดำเนินการเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นของพี่น้องประชาชน ที่มาของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญก็ดี คุณสมบัติของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ดี ผมถือว่าสามารถที่จะ นำไปสู่จุดที่จะแสดงให้เห็นว่าการแก้ไขและขบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะได้เป็นของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ในมาตรา ๒๙๑ ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน ในช่วงต้นก็คือว่า เมื่อเราต้องการให้เป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนชาวไทยเรา ก็ควรที่จะให้มีการเลือกตั้งโดยตรง และผมได้กราบเรียนท่านประธานว่าวิธีการเลือกตั้ง โดยตรงที่จะได้เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยกระผมก็ได้แปรญัตติไว้ว่าให้จังหวัดละ ๒ คน โดยตัดการคัดเลือกของรัฐสภาออกไป ส่วนในมาตรา ๒๙๑/๒ ก็คงจะต้องสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกับมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ผมได้ แปรญัตติไว้ เพื่อให้กระบวนการของการจัดทำรัฐธรรมนูญนั้นเป็นของพี่น้องประชาชน เป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง คุณสมบัติในข้อแรกท่านประธานที่เคารพครับ คงปฏิเสธกันไม่ได้ว่าคนที่มีสิทธิที่มีส่วนในการจัดทำรัฐธรรมนูญนั้น ข้อสำคัญประการแรก ก็คือต้องมีสัญชาติไทย การได้สัญชาติไทยมานั้นมันมีหลายวิธี ได้ด้วยการเกิด ได้ด้วยการขอ ด้วยการสมรสก็ดี แต่ผมเห็นว่าความผูกพันต่อประเทศชาติ ความหวงแหนประเทศชาติ ความรักต่อประเทศชาตินั้น สิ่งแรกที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือได้มาด้วยการเกิด มีความผูกพันตั้งแต่เกิด เพราะฉะนั้นร่างที่คณะรัฐมนตรีเสนอมา เรื่องของ (๑) ที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดนั้น ผมมีความเห็นด้วยและผมก็ไม่ได้ตัดข้อความในส่วนนี้ และผมเชื่อว่าพี่น้องคนไทยทุกคน ที่ได้สัญชาติไทย เกิดบนผืนแผ่นดินไทย มีพ่อแม่เป็นคนไทย ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมมีความรู้สึก ที่จะหวงแหนนะครับ แล้วถ้าจะมีส่วนในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าคนเหล่านั้น จัดทำรัฐธรรมนูญด้วยความเข้าใจ ด้วยความผูกพันและด้วยความรัก เพื่อให้ประเทศชาติ สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ทีนี้ปัจจัยในส่วนแรกของการเกิดนั้น กรรมาธิการผมเชื่อว่า แทบจะทุกคนไม่มีใครขอแก้ไขในส่วนนี้ แต่ประเด็นที่มีการพูดจากันมากก็คือว่าอายุเท่าไร ถึงจะเหมาะสมที่จะเป็น สสร. พวกเราหลายคนพูดกันครับว่าวันนี้เราอนุญาตให้คนที่มีอายุ ๒๕ ปี สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติ ออกกฎหมาย กำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินแล้วก็ทำหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ดูแลพี่น้องประชาชน อายุ ๒๕ ปีก็ได้รับการยอมรับแล้วก็ใช้กฎหมายฉบับนี้กันมานาน พอสมควรว่าคนเมื่ออายุ ๒๕ ปีแล้วสามารถที่จะมาเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยได้ สำหรับสมาชิกวุฒิสภาเนื่องจากเราให้คำจำกัดความว่าเป็นสมาชิกสภาสูง เป็นสมาชิก ซึ่งมีหน้าที่ในการที่จะช่วยกลั่นกรองตรวจสอบกฎหมายที่ผ่านจากสภาล่าง หรือสภาผู้แทนราษฎรทำให้กฎหมายมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น กลั่นกรองด้วยประสบการณ์ ด้วยหน้าที่การงานที่ผ่านมา ด้วยวัยวุฒิ ด้วยคุณวุฒิ เพราะฉะนั้นเราจึงได้กำหนดอายุ ของสมาชิกวุฒิสภาไว้ ๓๕ ปี ซึ่งก็มีเหตุผลที่จะสอดคล้อง สอดรับในการที่จะกำหนดอายุ ตามภารกิจและหน้าที่ แต่ว่าการเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญท่านประธานที่เคารพครับ ผมกลับมีความเห็นว่าจะต้องจัดสรร จะต้องได้ตัวแทนจากคนที่เป็นคนไทยและเป็นตัวแทน ของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง โดยไม่จำกัดอายุ โดยไม่จำกัดเพศ โดยไม่จำกัดอาชีพ โดยไม่จำกัดสถานะ ทำอย่างไรที่จะเปิดโอกาสให้บุคคลไทยทุกคนสามารถเข้ามา สู่กระบวนการของการจัดทำรัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นของคนไทยทุกคน ในเมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยก็ดี กฎหมายการเลือกตั้งของไทยก็ดี วันนี้เราเปิดโอกาส ให้คนที่มีอายุ ๑๘ ปีบริบูรณ์ สามารถมาใช้สิทธิเลือกตั้งตัวแทนของเขาที่จะทำหน้าที่ ในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา เมื่อเราให้อำนาจซึ่งถือว่าเป็นอำนาจ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนะครับท่านประธาน อำนาจที่จะให้เลือกตัวแทนมาทำหน้าที่นิติบัญญัติ เมื่อเขามีสิทธิที่จะเลือกตัวแทนไปทำหน้าที่ในสภานิติบัญญัติ แสดงว่าอำนาจในการเป็น เจ้าของประเทศ เราเริ่มกำหนดกันตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี เพราะเราถือว่ามีวุฒิภาวะที่จะพิจารณา เลือกสรรคนดี คนไม่ดี คนที่จะมาทำงานแทนเราในสภานิติบัญญัติ ผมก็มีความคิดอย่างนี้ครับท่านประธานว่าถ้าเรามีความรู้สึกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็น รัฐธรรมนูญของพี่น้องของคนทุกภาคส่วน คนทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกอายุ เมื่อเรากำหนด ๑๘ ปี ว่าเขามีสิทธิในการที่จะใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิทธิที่สำคัญที่สุดของคนทุก ๆ คน เมื่อเขามีสิทธิ อย่างนั้นแล้วทำไมเราถึงต้องไปจำกัดสิทธิเขาในการมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ความจริงผมเชื่อว่า การทำรัฐธรรมนูญนั้นมันมีหลักการที่สำคัญอยู่ครับ หลักการที่เราพูดกันอยู่เสมอก็คือ รัฐธรรมนูญจะต้องเป็นกฎหมายสูงสุดที่เป็นกรอบในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของคนไทยทุกคน ความจริงรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องเขียนกันเยอะเหมือนกับรัฐธรรมนูญที่เราใช้กันมาจนถึง ปัจจุบันนี้ ๑๘ ฉบับ เรามีสาระ มีรายละเอียดมากมายเกินไป ความจริงรัฐธรรมนูญ ที่พวกเราใช้กันอยู่ในวันนี้ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ความจริงผมเห็นว่าในมาตราต้น ๆ ได้เขียนไว้ ค่อนข้างละเอียดชัดเจน เรื่องการรับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ของอาชีพ ผมคิดว่า หลักการอย่างนี้เพียงพอแล้วครับ ส่วนประเด็นของการที่จะไปออกกฎหมายรองรับสิทธิ และเสรีภาพของพลเมืองไทยตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็ให้เป็นหน้าที่ของการออกกฎหมายลูก ต่อไป แต่การที่เราไปใส่รายละเอียดไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมากเกินไป ท้ายที่สุด มันก็จะเกิดการตีความ เกิดความสับสน เกิดวิธีของการที่จะตีความรัฐธรรมนูญให้เป็นไป ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ หรือต้องการที่จะให้มันเป็นไปนะครับ ท้ายที่สุดความศักดิ์สิทธิ์ ของรัฐธรรมนูญมันก็เสียไป ถ้ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยของเราจะมีบทบัญญัติ เพียงแค่เป็นหลักประกันสำหรับคนไทยทุกคนในการที่จะมีชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินไทย อย่างมีศักดิ์ศรี อย่างมีคุณค่าของความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ผมว่าแค่นั้นก็น่าจะเพียงพอ เพราะฉะนั้นผมถึงอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้โลกของเรามันก้าวไกลแล้วครับท่านประธาน มันมีเทคโนโลยี มันมีความเชื่อมโยงในการที่จะรับรู้ความรู้ต่าง ๆ มากมาย วันนี้เทคโนโลยี ต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น เด็กรุ่นใหม่นี่เขามีความทันสมัยกว่าคนรุ่นเรามาก ท่านประธาน ทำไมเรา ไม่รับเอาความคิด ความทันสมัยของเด็กรุ่นนี้เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะเสนอแนะเติมเต็ม ให้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปด้วยหลักการที่สอดคล้องและรองรับคนทุกอายุ ทุกชั้น ทุกวัย ถ้าเราทำได้รัฐธรรมนูญก็จะเป็นรัฐธรรมนูญของคนไทยทุกคน ผมจึงมีความคิดว่า ถ้าอย่างนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องเปิดกว้างที่สุด เพื่อให้คนที่มีความสนใจ มีความตั้งใจ ที่อยากจะเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันแล้วก็จัดตั้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้สามารถเปิดกว้าง มากที่สุด ข้อจำกัดอะไรที่จะเป็นการจำกัดสิทธิในการที่จะให้เขาเข้ามาสู่กระบวนการ ของการเป็น สสร. นั้นจะต้องมีน้อยที่สุด แน่นอนครับท่านประธาน เราก็ต้องมีข้อเป็นห่วงว่า คนที่จะมาเป็น สสร. นั้นมันก็ต้องมีลักษณะที่ถ้าเป็นพิษเป็นภัย หรือเราคิดว่าบุคคลอย่างนี้ ถ้าเข้ามาทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญแล้วจะเป็นพิษเป็นภัย จะมีแนวความคิด ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม เราก็ต้องมีข้อจำกัด ซึ่งกระผมเองก็ได้มีการแปรญัตติ เพิ่มเติมไว้ในบางมาตรา ในประเด็นของคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็น สสร. แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าถ้าวันนี้เราได้ให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่ เยาวชนของประเทศ ซึ่งเขาก็มีสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญในการที่จะใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ว่าอายุ ๑๘ ปีก็ไม่ได้หมายความว่าเรากำหนดแล้ว เด็กเหล่านี้หรือคนเหล่านี้จะสามารถมาเป็น สสร. ได้เลย เรายังมีกระบวนการที่จะกลั่นกรอง ที่จะคัดเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถพิเศษ และเป็นที่ยอมรับของประชาชนจริง ๆ โดยผ่านการเลือกตั้ง ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่า ๑๘ ปีไม่มีปัญหา เราอาจจะเจอ เด็กอายุ ๑๘ ปี ๒๐ ปี แต่เขามีความสามารถเป็นที่ยอมรับของสังคม แล้วถ้าสังคมให้โอกาสเขา เลือกเขามาเป็น สสร. เราก็ไม่น่าจะไปปิดกั้น ทำไมเราไม่ปิดกั้นคนอายุ ๖๐ ปี ๗๐ ปี ๘๐ ปี เราเปิดกว้าง แต่เราก็มาปิดตอนต้นซึ่งเป็นวัยเจริญพันธุ์ เป็นวัยที่มุ่งมั่นที่จะไขว่คว้าหาความรู้ แล้วก็ช่วยกันที่จะเติมเต็มให้กับสังคมไทย และวันนี้เด็กเยาวชนอายุตั้งแต่ ๑๘ ปีขึ้นไปนี่ มันมีมากนะครับท่านประธานในสังคมไทย ถ้าเราสามารถมีตัวแทนที่เป็นคนจากวัยหนุ่มสาว อายุ ๑๘ ปีขึ้นไปเราจะสามารถทำแล้วก็ชักจูงให้คนอายุขนาดนี้เข้ามาให้ความสนใจ ในการบริหารชาติบ้านเมือง ให้มีความรู้สึกว่าทุกคนมีส่วนเป็นเจ้าของชาติบ้านเมือง เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ ทุกคนสามารถที่จะใช้สิทธิของตัวเอง เพื่อปกป้อง เพื่อทำให้ประเทศชาติมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรัฐธรรมนูญที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้น ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้เราต้องเปิดโอกาสแล้วก็ต้องให้เป็นยุคใหม่ ของสังคมไทยที่ต้อนรับเด็กรุ่นใหม่เข้ามาสู่วงการการเมือง วงการของบ้านของเมือง และสำคัญที่สุดถ้าเขามีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าทุกคนก็จะได้ให้ความสนใจ และให้ความสำคัญ

ประเด็นต่อมาครับท่านประธาน เมื่อผมมีความรู้สึกว่าข้อจำกัดและข้อแม้ ต่าง ๆ ที่เราจะไปจำกัดคนที่จะเข้ามาเป็น สสร.นั้น ถ้ามีมันต้องตัดทิ้งให้หมดครับท่านประธาน เพราะเราต้องการคนไทยทุกคน ถ้าเขามีความตั้งใจจริง ๆ ตั้งใจดีที่จะเข้ามาจัดทำ รัฐธรรมนูญต้องเปิดโอกาสให้เขา เพราะว่ามีกระบวนการเลือกตั้งกลั่นกรองอยู่แล้วครับ ทำไมเราต้องไปจำกัดละครับว่าเขาต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้ว เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปีจนถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือต้องเป็นบุคคลที่เกิด ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง หรือเคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปีการศึกษา หรือเคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี ทำไมเราต้องไปจำกัดข้อแม้ อย่างนี้ละครับท่านประธาน ถ้าเขาเป็นคนไทย เกิดบนผืนแผ่นดินไทย มีอายุครบเกณฑ์ที่จะ สามารถเป็น สสร. ได้ ไม่ว่าเขาจะเกิดที่ภาคใต้ แต่ถ้าเขาอยากจะรับผิดชอบเป็น สสร. ที่จังหวัดทางภาคเหนือ ถ้าคนสนับสนุนคนให้ความไว้วางใจก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาเป็นครับ ถ้าเราไปเขียนกฎหมายลักษณะอย่างนี้ท่านประธานครับ มันจะมีคนดี ๆ อีกมากที่ไม่สามารถ ผ่านพ้นคุณสมบัติใน (๓) ผมยกตัวอย่างท่านประธานอย่างนี้ว่าสมมุตินะครับว่าเรามีคนไทย ที่มีความรู้ความสามารถไปเติบโตไปเรียนหนังสือในต่างประเทศอาจจะเป็นคุณหมอ มีความรู้ความชำนาญมากมาย อาจจะเป็นนักรัฐศาสตร์ นักการเมือง หรือคนที่สนใจอยู่ ในต่างประเทศมาเป็น ๓๐ ปี ๔๐ ปี วันนี้เขาอยากจะกลับมารับใช้ชาติบ้านเมือง กลับมาลงสมัคร สสร. แต่เขาติดเงื่อนไขครับท่านประธาน เขาลงไม่ได้อย่างนี้ เป็นการปิดกั้น ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดกว้างที่สุด เพื่อให้คนที่อยากที่จะมาทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองให้เขามีช่องทางมีโอกาสมากที่สุด ถ้าเขาเป็นคนดีจริงเป็นคนที่สังคมยอมรับแล้วเลือกตั้งเข้ามา เราต้องให้โอกาสเขา อย่าเอาข้อจำกัดว่าต้องเกิดที่นี่นะ แล้วต้องลงสมัครที่นี่ ต้องเคยเรียนที่นี่ ต้องเคยมาที่นี้ แผ่นดินไทย ๗๗ จังหวัดคนไทยทุกคนมีสิทธิที่จะเดินทาง มีสิทธิที่จะไปอยู่อาศัย มีสิทธิที่จะ ไปทำอะไรได้ตามสิทธิเสรีภาพที่เขามีอยู่ในฐานะเป็นคนไทยคนหนึ่ง แต่พอเวลาจะใช้สิทธิ เลือกตั้งทำไมต้องจำกัดเขาละครับท่านประธานว่าต้องอยู่ที่นี้ ๕ ปี ต้องมีทะเบียนบ้าน ๕ ปี ต้องเคยศึกษาที่นี้ ๕ ปี เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าเงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการปิดกั้น เป็นการปิดโอกาสของคนที่จะอาสามารับใช้พี่น้องประชาชนในการทำรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าถ้าเราต้องการรัฐธรรมนูญที่แท้จริงเป็นรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้น เพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศเรายอมรับข้อเท็จจริงในวันนี้ว่า การขัดแย้งทางการเมืองเป็นสาเหตุสำคัญเรื่องหนึ่งที่ทำให้วิกฤติของประเทศชาติมันเดินหน้า อยู่ครับ ผมจึงมีความรู้สึกว่าถ้าอย่างนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องเป็นรัฐธรรมนูญสีขาวเป็น รัฐธรรมนูญที่ปลอดจากการเมืองอย่างแท้จริง เพราะถ้าเราเอาการเมืองเข้ามายุ่งในการจัดทำ รัฐธรรมนูญ ท้ายที่สุดก็จะมีคนเข้ามาบงการเข้ามาชี้นำว่าอยากจะได้รัฐธรรมนูญอย่างโน้น อย่างนี้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง ผมจึงได้มีคุณสมบัติห้ามเพิ่มเติมนอกจากจะเป็นบุคคล ต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๐๒ แล้ว นอกจาก จะเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมือง ผมเพิ่มเติมอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมเพิ่มเติมว่า เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแล้วยังไม่เกิน ๕ ปี เพราะอะไร ครับท่านประธาน สิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปรายกัน ๒-๓ วันที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ทุกคน มีความไม่สบายใจก็คือท้ายที่สุดกระบวนการของการคัดเลือก สสร. ที่เราพูดจากันว่า มติของคณะรัฐมนตรีที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดว่าให้มีการเลือกตั้ง สสร. ๒๒ คน ๗๗ คน มาจาก ๗๗ จังหวัด จังหวัดละ ๑ คน หลายคนพูดกันว่าท้ายที่สุด คนที่เป็น สสร. ก็คืออาศัยฐานทางการเมืองที่มีอยู่ในแต่ละจังหวัดเพื่อให้ตัวเองได้เป็น สสร. และในเมื่อเราไปอาศัย พรรคการเมืองหรือฐานทางการเมืองเข้ามาเป็น สสร. สังคมไทยปฏิเสธไม่ได้ครับว่า มันมีระบบอุปถัมภ์ มันมีระบบบุญคุณ มันมีระบบที่จะต้องตอบแทนกัน แล้วท้ายที่สุด รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหมด แต่เป็นรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองของคนในการเมืองที่อยากจะกำหนดทิศทางของตัวเอง หรือพรรคของตัวเองผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะว่าประเด็นของการดำเนินการ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานก็ทราบดีว่ามันก่อให้เกิดความขัดแย้งของประเทศ ติดต่อกันมาหลายปี นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าผมจึงคิดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องปลอดจากการเมืองอย่างชัดเจน

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพิเชษฐ์จะจบแล้วครับ ท่านจบแล้วนี่ ท่านพิเชษฐ์นั่งเถอะครับ จะจบแล้วครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ ท่านประธานได้กำชับท่านสมาชิกนิดหนึ่งนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ ท่านต่อเถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

การที่ท่านหันมาทางผมแล้วถามว่า จะจบหรือยัง อย่างนี้ผมว่าไม่สมควรนะครับ ถ้าท่านจะประท้วงท่านก็ประท้วงนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านต่อเถอะครับ ท่านพิเชษฐ์ครับ ไม่เป็นอะไรครับ จะจบอยู่แล้วครับ ขอบคุณครับ ท่านเชิญต่อเลยครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา ระบอบประชาธิปไตยก็ต้องรับฟังความคิดเห็นต่างด้วยนะครับท่านประธาน ถึงแม้ผมจะเป็นเสียงข้างน้อย เสียงข้างน้อยก็มีสิทธิที่จะแสดงความคิด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรท่าน ฟังอยู่ เชิญท่านเถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า นี่คือวิธีการในระบอบประชาธิปไตย แล้วเรากำลังจะแก้รัฐธรรมนูญนี่นะครับ เราก็ต้องเคารพ ในสิทธิของแต่ละฝ่ายด้วยกัน ผมเป็นเสียงข้างน้อย ผมก็ใช้สิทธิในเสียงข้างน้อยของผม ผมแพ้โหวตในที่ประชุม ผมก็ไม่ติดใจ เพราะผมถือว่านี่คือระบอบประชาธิปไตย ผมได้ใช้สิทธิ ได้แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เพื่อให้มีการบันทึก เพื่อให้เห็นว่ากระบวนการของรัฐสภานั้นเป็น ที่ที่จะแสดงเหตุผลซึ่งกันและกัน ผมก็เข้าใจนะครับว่าท่านประท้วง ท่านก็อาจจะอยากให้ การดำเนินการประชุมนั้นเดินหน้าไปให้รวดเร็ว ท่านอาจจะเสียเวลา ท่านมานั่งดูตรงนี้ แต่ว่าขอให้ท่านมีความคิดด้วยนะครับว่าเรากำลังทำงานที่สำคัญของประเทศชาตินะครับ

ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือเมื่อเรามีแนวความคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ สมควรที่จะเป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน เมื่อเรามีความรู้สึกว่า วันนี้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองนั้นในบางเวลาก็มุ่งเน้นที่จะหาผลประโยชน์ของตัวเอง มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ ผมก็เลยมีความรู้สึกว่าถ้าอย่างนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ตัดเอาคนที่จะทำให้รัฐธรรมนูญที่มันจะไม่เป็นรัฐธรรมนูญที่บริสุทธิ์ ยุติธรรมเป็นของ พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหมด เราก็มาตัดประเด็นของพรรคการเมืองและนักการเมือง ออกไป สิ่งหนึ่งที่ผมเพิ่มเติมในคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็น สสร. ก็คือเป็นบิดามารดา คู่สมรส พี่น้อง และบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญที่มี การขอแก้ไขเพิ่มเติม ผมได้พูดจาหลายครั้งว่าความจริงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปี ๒๕๕๐ ยังไม่ได้ มีปัญหาในการบริหาราชการแผ่นดินของรัฐบาลเลย แล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ใช้กันมาแล้ว ๕ ปี แต่ว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นก็คือเกิดขึ้นจากคนที่ใช้รัฐธรรมนูญ พยายามที่จะทำให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญนี้มีปัญหา แล้วก็สร้างความรู้สึกนี้ให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน แต่เอาละครับ เมื่อมาถึงวันนี้ เมื่อรัฐบาลมีเสียงข้างมาก และเห็นว่าแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นแนวทางที่รัฐบาลเห็นว่าถูกต้อง ผมเป็นเสียงข้างน้อย ผมก็รับฟัง แต่ท่านก็ปฏิเสธสิทธิ ในการที่ผมจะใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นไม่ได้ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่า ในประเด็นมาตรา ๒๙๑/๒ ซึ่งผมได้ขอแปรญัตติไว้ ผมก็อยากให้ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ฉบับนี้ได้นำกลับไปพิจารณาดูนะครับท่านประธาน อะไรที่เป็นประโยชน์ ผมอยากให้ท่านรับฟัง แล้วถ้าท่านจะได้ใช้สิทธิในการที่จะเห็นด้วยกับแนวทางที่ผมเสนอ ความจริงประเด็น เรื่องของอายุ ๑๘ ปี ถ้าท่านไม่ได้มีธงมากมาตั้งแต่ต้น แล้วก็จะถือธงนี้ตลอดไป ผมคิดว่า เรามาลองทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดู ให้เป็นรัฐธรรมนูญของคนทุกวัย ของคนทุกอาชีพ ของคนทุกประเภท แล้วเขาจะได้มีความรักและมีความหวงแหนรัฐธรรมนูญของเขา ถ้าเราปล่อยให้คน ๒๕ ปีเท่านั้นมาทำรัฐธรรมนูญ แล้วคนที่ต่ำกว่า ๒๕ ปี เขาก็มีความรู้สึกว่า เขาก็ไม่มีส่วนร่วมในการที่จะเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญเลยนะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธาน ในประเด็นนี้ผมถึงกราบเรียนว่าท่านลองไปพิจารณาดูอีกครั้งหนึ่งว่า ๑๘ ปีวันนี้เขามีสิทธิเลือกตั้ง น่าที่จะเหมาะสมที่จะให้เขามาเป็น สสร. ได้ ถ้าเขาได้รับความเห็นชอบจากการเลือกตั้ง

แล้วประเด็นสุดท้ายก็คือว่าทำไมต้องจำกัดสิทธิละครับ ในเมื่อเขาเป็นคนไทย เขาจะอยู่ที่ไหน ถ้าเขามีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะเป็นตัวแทนของจังหวัดไหนก็ตาม ก็เปิดโอกาสให้เขาครับ ถ้าเขาดีจริง ถ้าเขามีคุณสมบัติ คนในจังหวัดนั้นก็อาจจะเลือก เขามาเป็น สสร. ก็ไม่ได้ขัดคุณสมบัติ แล้วผมเชื่อว่าเราจะสามารถได้คนดี ๆ เข้ามาสู่ กระบวนการของการจัดทำรัฐธรรมนูญได้เพิ่มขึ้น นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานที่จะให้กรรมาธิการได้รับไปพิจารณาด้วย กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ บุญญามณี เชิญครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมได้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒ ไว้ ซึ่งในมาตรานี้เองเป็นเรื่องข้อกำหนดเบื้องต้นว่าบุคคลผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ที่จริงผมตัด คำว่า (๑) ออกเพราะว่าในคำแปรญัตติผม ผมไม่เห็นด้วยว่ามี (๑) (๒) แต่ว่าเมื่อผ่านไปแล้ว ในมาตราที่แล้วก็ต้องถือว่าเป็น (๑) ซึ่งใน (๑) ดังต่อไปนี้ ที่บัญญัติต่อไปว่า (๑) มีสัญชาติไทย โดยการเกิด อันนี้คงไม่มีข้อกังขาแต่อย่างใดครับ เพราะว่าเราถือว่าสิทธิในทางการเมืองนั้น เป็นสิทธิที่จะให้กับคนไทยที่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดนะครับ แล้วก็เราคิดว่าถ้าเราให้ไปถึง คนไทยที่มีสัญชาติไทยโดยการโอนหรือว่าแปลงสัญชาติ วันหนึ่งมันอาจจะทำให้คนต่างชาติ มาใช้ปัจจัยซื้อเสียงหรือว่าใช้ทำอะไร ก็ทำให้อำนาจทางการเมืองซึ่งมันสามารถครอบคลุม ไปได้ทุกเรื่องอยู่ในมือหรือว่าอยู่ในการกำหนดของคณะบุคคลซึ่งไม่ได้สัญชาติไทย โดยการเกิดได้ อันนี้เป็นสิ่งที่เราถือว่าสิทธิทางการเมืองเป็นสิทธิที่ต้องระมัดระวัง พึงบัญญัติไว้ ให้กับคนไทยที่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด อันนี้พอมีเหตุผลที่จะอธิบายหรือว่ามีเหตุผล ที่จะรับฟังได้ แต่ใน (๒) ที่ผมจำเป็นจะต้องเห็นต่างกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพราะว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากไปกำหนดว่าอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง กระผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่ากระผมไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้ครับว่า ท่านมีเหตุผล อะไรที่จะอธิบายได้ว่าคนอายุ ๒๕ ปี กับคน ๓๕ ปี ความคิดมันต่างกันในเรื่องการมา ร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานจะต้องเข้าใจว่าที่คุณสมบัติของ สสร. ที่เรากำหนด ภารกิจของ สสร. คือมาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อมาร่างรัฐธรรมนูญนี้มันต่างกับการทำหน้าที่ของวุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่ ในการกลั่นกรองหรือว่ามีหน้าที่ในการที่จะเลือกองค์กรอิสระเพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ เขากำหนดไว้ว่าคนที่จะมาเป็นวุฒิสภาต้องอายุ ๓๕ ปี หรือว่าแม้กระทั่งคนที่ไปเป็น คณะรัฐมนตรี ไปเป็นรัฐมนตรีวุฒิภาวะในการบริหารราชการแผ่นดินอาจจะต้องกำหนดว่า ต้องอายุ ๓๕ ปี อันนี้มันมีเหตุมีผลในการที่จะไปอธิบายต่อสาธารณชนได้ แต่ผมไม่มีเหตุผล อื่นเลยว่าระหว่างคนอายุ ๓๕ ปีกับคนที่อายุ ๒๕ ปี ซึ่งผมสงวนความเห็นว่าผมไม่เห็นด้วย ที่จะกำหนดอายุ สสร. ต้องอายุ ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง ผมขอสงวนคำแปรญัตติ แก้ไขเป็นว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง เพราะผมถือว่าคนอายุ ๒๕ ปี เป็นคนที่มีวุฒิภาวะ มีความรับผิดชอบในบ้านเมืองมากพอสมควรแล้ว ท่านประธานจะได้ สังเกตเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองของเมืองไทยในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา เกิดจากคนหนุ่มคนสาวทั้งนั้นละครับ วันที่ ๑๔ ตุลาคม คนที่นำประท้วงวันนั้นคุณหมอเหวง จำได้ไหมครับอายุเท่าไร ประทานโทษต้องเอ่ยนามท่าน ขณะนั้นท่านอายุเท่าไรครับ คนที่นำขบวนบอกว่าต่อไปนี้เราต้องรณรงค์ให้ใช้สินค้าไทย ให้ใช้ผ้าที่ผลิตในเมืองไทย ไม่ใช้สินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศ วันนั้นคนที่เสนอแนวคิดนี้ท่านรู้ไหมครับอายุเท่าไร กรรมาธิการเสียงข้างมากตอบผมหน่อยสิครับเพราะว่าท่านอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ท่านเชื่อไหมครับ คนที่เขาเป็นคนหนุ่มคนสาวในขณะนั้นคิดอะไรให้กับบ้านเมือง วางรากฐานสิ่งที่เราเรียกว่า คุณูปการทางระบอบประชาธิปไตยให้กับบ้านเมืองจนถึงวันนี้ อายุเท่าไรครับวันนั้นเขาคิดกัน แต่วันนี้พอท่านมาเป็น ประทานโทษท่านบอกว่าคนอายุต่ำกว่า ๓๕ ปีคิดเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเราไม่ให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่ในการที่จะมากำหนดชะตากรรมของ ประเทศไทยต่อไป เราอาจจะอยู่กันไม่นานครับท่านประธาน ท่านประธานก็คงไม่เกิน ๖๐ ปี ๕๐ ปีอีกต่อไปแล้ว ผมว่าถ้าอยู่อีกสัก ๕๐ ปีท่านก็คงจะอายุมากเกินไปแล้ว แต่ว่าลูกหลานเรา ในวันข้างหน้าที่เขาเป็นคนหนุ่มคนสาว เขาต้องมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะให้โอกาสตัวแทนคนหนุ่มคนสาว คนที่เขาจบมหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้คนที่จบมหาวิทยาลัย อายุ ๒๒-๒๓ ปีก็จบแล้ว คนเหล่านี้เวลาเขาอยู่ในมหาวิทยาลัยเขาผ่านกระบวนการ หล่อหลอมหรือเป็นเบ้าหลอมให้เห็นถึงปัญหาของสังคม ปัญหาของประเทศชาติ เขาเป็นผู้นำนักศึกษาได้ เดี๋ยวนี้นักศึกษาไม่ใช่มีกันแค่มหาวิทยาลัย ๒ มหาวิทยาลัย เหมือนเมื่อก่อนที่จะมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้ประเทศไทย มีมหาวิทยาลัยนับไม่ถ้วนแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยในส่วนกลางหรือว่าส่วนภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นราชภัฏหรือราชมงคลหรือมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นมากมายแม้กระทั่ง มหาวิทยาลัยของเอกชน เพราะฉะนั้นการที่เราไม่ยอมให้คนอายุ ๒๕ ปีเข้ามามีส่วนกำหนด ในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้ในการปกครองประเทศนี้ นี่คือสิ่งที่เราตัดโอกาส ของคนที่เขามีวุฒิภาวะ คนที่เขามีเรียกว่ามีความกระตือรือร้นหรือมีไฟในตัวเอง คนอายุ ๓๕ ปี บางครั้งบางคนไฟเริ่มมอดแล้วก็มีครับท่านประธาน แต่ว่าผมคิดว่านั่นไม่ใช่ สาระสำคัญแต่ว่าสาระสำคัญคือการตัดโอกาสของคนที่เขามีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ผมไม่เชื่อว่าคนอายุ ๒๕ ปีจะไม่สามารถมาเป็น สสร. ได้ สภาร่างรัฐธรรมนูญเราต้องอาศัย คนทุกกลุ่ม ทุกวัยมาร่วมกันเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งเจตนารมณ์ในการที่จะไปกำหนดกติกาสูงสุด ของประเทศ ไม่ใช่เป็นกติกาของคนที่มีสูงวัยเท่านั้น คนทุกกลุ่มจะต้องเป็นกติกาที่บอกว่า จะต้องคุ้มครองสิทธิของเยาวชน คุ้มครองสิทธิของคนหนุ่มคนสาว คุ้มครองสิทธิของคน วัยกลางคนไปถึงผู้สูงอายุว่ารัฐจะดูแลคนแต่ละกลุ่มนี้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับเหตุผลของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ไปกำหนดไปตัดสิทธิ คนหนุ่มคนสาวในการที่จะมามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้ในการปกครองประเทศ ท่านลองอธิบายเหตุผลให้ผมฟังหน่อยเถอะครับ ผมอาจจะไปเห็นสอดคล้องกับท่าน ที่จริงผมนั่งอยู่ในกรรมาธิการกับท่านด้วยมาตรานี้ แต่ว่าผมไม่เห็นว่ามีเหตุผลอะไรเลย ที่จะไปตัดสิทธิของคนอายุ ๒๕ ปี ๓๐ ปีก็เป็นไม่ได้ ท่านบอกว่าต้อง ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง ท่านเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ว่าคนอายุ ๓๐ ปี กับคนอายุ ๓๕ ปีคิดต่างกัน ท่านเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ ว่าคนอายุ ๒๕ ปี คิดอะไรไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว ไม่ได้ความ ต้องสู้คนอายุ ๓๕ ปีไม่ได้ ผมไม่อยากจะพูดที่ท่านเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วเมื่อเบื้องต้นว่า บางครั้งเรามีสุภาษิตโบราณ ที่เรียกกันว่าแก่มะพร้าว เฒ่ามะละกอครับ คือบางคนยิ่งแก่ก็ยิ่งไร้ประโยชน์ก็มี ไม่ใช่ส่วนใหญ่ ผมใช้คำว่าก็มี แต่ทำไมเราจึงไปกีดกันคนหนุ่มคนสาวไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วม นี่ประเด็น ที่ผมตั้งข้อสังเกตเอาไว้นะครับ แล้วก็เป็นคำสงวนคำแปรญัตติของผม ผมไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านลองหาเหตุผลมาอธิบายหน่อยเถอะครับว่า คนอายุ ๓๕ ปี เขาคิดในทางการเมืองดีกว่าคน ๒๕ ปี ที่ผมสงวนความเห็นไว้อย่างไรท่านหาเหตุผลมา จะ ๆ สัก ๒-๓ ข้อ ผมอาจจะเห็นด้วยกับท่านอีกครั้งก็ได้ ท่านลองหาเหตุผลชี้แจงด้วยนะครับ

ส่วน (๓) ท่านประธานครับ ร่างเดิมของรัฐบาลที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก เห็นด้วยเขาบัญญัติไว้ว่า มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลา ติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือเป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัด ที่สมัครรับเลือกตั้ง หรือเคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปีการศึกษา หรือเคยรับราชการ หรือเคยมีชื่อ อยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี ในระยะเวลาทั้งหมดที่เขียน ๕ ปีนั้น ผมเข้าใจว่านี่คือการไปลอกเอาคุณสมบัติของคนที่จะ เป็นผู้แทนราษฎรมาใส่ไว้ในวงเล็บนี้ ท่านต้องเข้าใจเจตนารมณ์เสียก่อนว่าการเป็นผู้แทนราษฎร กฎหมายรัฐธรรมนูญเขามุ่งหวังที่จะให้คนเหล่านั้นได้มีความผูกพันกับพื้นที่จังหวัดที่อยู่ ว่าคนที่จะมาเป็นผู้แทนนั้นต้องมีความผูกพันกับจังหวัดเพื่อพี่น้องประชาชนจะไปหา จะไปพบ จะไปปรึกษาหารือ จะได้รู้พื้นที่ รู้พฤติกรรม รู้ภูมิหลัง รู้ว่าอาชีพของคนส่วนใหญ่ ในจังหวัดนั้นเป็นอย่างไร ภูมิหลังของจังหวัดนั้นเป็นอย่างไรก็ให้มีความผูกพัน ๕ ปี อันนี้อธิบายได้ แต่การเลือกตั้ง สสร. ไม่มีความจำเป็นอย่างใดเลยต้องผูกพัน ๕ ปี ผมจึงไปขอเป็นสงวนคำแปรญัตติผูกพันเพียง ๑ ปีก็ถือว่าอยู่ในเขตจังหวัดนั้นแล้ว เพราะเรามุ่งให้คนในจังหวัดนั้นเข้ามาเป็นตัวแทนว่ามีคนในจังหวัดนั้น ไม่ได้มุ่งว่า คนที่ทำหน้าที่ สสร. ต้องเป็นปากเป็นเสียง ต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคนในจังหวัดนั้น ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุจำเป็นที่ต้องไปจำกัดสิทธิคนไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะมา มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้ในการปกครองประเทศ ผมจึงไปแก้ ผมสงวนคำแปรญัตติว่า ที่เขียน ๕ ปี ผมให้เหลือปีเดียวทั้งหมด นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าไม่มีเหตุจำเป็นเลยที่ต้องไปอาศัยว่า ต้อง ๕ ปีถึงจะมีสิทธิสมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อยู่ในจังหวัดนั้นหรือว่าเคยศึกษา ในจังหวัดนั้นเพียง ๑ ปีก็สมัครได้ครับ เพราะเราไม่ใช่ให้เขาไปทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร เราให้เขาทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญ ระยะเวลาก็ไม่เกิน ๑ ปีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราให้โอกาสกับคนมากขึ้นเท่าไร นั่นคือคนจะได้มีสิทธิมากขึ้นในการที่จะเข้ามา มีส่วนร่วมในการที่จะเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่เราไปมองเห็นในมุมมองที่พยายามกำจัดสิทธิ เรามุ่งที่จะให้คนได้มีส่วนร่วมเป็น สสร. ให้น้อยที่สุดจึงจะมาสมัคร สสร. ได้ ท่านคิดกันอย่างไร มันควรจะกระจายโอกาสไปให้คนให้มีโอกาสที่จะเข้ามาร่วมเป็น สสร. ให้มากที่สุด แต่เราคิดกลับกัน พยายามสร้างเงื่อนไขให้คนเข้ามาเป็น สสร. ให้น้อยที่สุดเพื่ออะไรครับ สิ่งสำคัญไปกว่านั้น ผมยังคิดต่อเพิ่มเติมไปครับท่านประธานครับ ผมได้เพิ่มเติมบัญญัติถ้อยคำไปว่า หรือได้เสียภาษี ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ในเขตจังหวัดนั้น เป็นเวลาติดต่อกัน ๒ ปีนับถึงวันที่สมัครรับเลือกตั้ง ผมยังขยายโอกาสครับท่านประธานครับ ในความเห็นของผมเราควรขยายโอกาสว่าแม้เขาจะไม่ได้อยู่ในจังหวัดนั้น แต่ถ้าเขาเคยไปเสียภาษี ให้จังหวัดนั้นติดต่อกันมา ๒ ปีก็ควรจะให้สิทธิในการสมัครเป็น สสร. ในจังหวัดนั้น มุมมองของผม กับมุมมองของกรรมาธิการเสียงข้างมากเรามองต่างกันสิ้นเชิงในประเด็นนี้ ต่างกันอย่างไร ต่างกันในประเด็นที่ว่าท่านมุ่งที่จะไปจำกัดสิทธิว่าคนที่จะเข้ามามีสิทธิในการเป็น สสร. ให้น้อยที่สุด เอาให้ลำบากมากขึ้นว่าอย่างนั้นเถอะอายุก็ต้องมาก ถ้าอายุไม่ครบ ๓๕ ปี ท่านก็ไม่ให้สมัคร สสร. อยู่จังหวัดนั้นไม่ครบ ๕ ปีท่านก็ไม่ให้สมัคร สสร. แต่ถ้าเขาเคย เสียภาษีจังหวัดนั้นมาท่านก็ไม่ให้เขาเป็น สสร. อีก ผมคิดว่าในประเด็นของผมเป็นการกระจาย โอกาส เป็นการสร้างโอกาสให้กับคนส่วนมากให้มากที่สุด ถ้าพี่น้องประชาชนเห็นว่าคนคนนั้น มีความรู้ความสามารถพอที่จะเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญแทนเขาได้ก็ให้เขาเลือกได้ครับ ปัญหาก็คืออยู่ที่ว่าพี่น้องประชาชนเลือกหรือไม่ เราไม่ควรไปตั้งคุณสมบัติของคนเหล่านี้ ให้สูงเกินไปเสมือนหนึ่งว่าเราไม่อยากจะได้คนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ หรือเราจงใจจะให้น้อยที่สุดเสมือนหนึ่งว่าเรามีคนอยู่ในใจแล้วว่าแต่ละจังหวัดเราจะให้ ใครเป็นบ้าง อย่างนั้นหรือ นี่คือสิ่งที่ผมไม่อยากจะอภิปรายเกี่ยวพันไปถึงมาตรา ๒๙๑/๓ ซึ่งในมาตรานี้เองผมคิดว่าผมจำเป็นต้องสงวนคำแปรญัตติถ้อยคำด้วยถ้อยคำที่ผมไม่อยากจะ สงวนคำแปรญัตติไว้เลย แต่ต้องสงวนไว้เพราะความหวาดระแวงครับ ผมกราบเรียนกับ ท่านประธานเลยครับวันที่ผมเขียนคำสงวนคำแปรญัตตินี้นี่ผมอาจจะมีทัศนคติที่ไม่เป็นบวก นักต่อกรรมาธิการเสียงข้างมากอันนี้ผมเคารพ อันนี้ผมยอมรับ เพราะอะไรครับ เพราะว่า มันเริ่มมีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะเป็นลางบอกเหตุว่าทำไมจะต้องรีบร้อน ทำไมจะต้องเร่งรีบกัน ถึงขนาดนี้ เราไปรับปากใครไว้หรืออย่างไร นั่นคือสิ่งที่จำเป็นจะต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ผมจะขออภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๓ ในเรื่องคุณสมบัติต้องห้ามว่ามีอะไรบ้างนะครับ จะไม่ขออภิปรายในมาตรานี้ เพราะฉะนั้นนั่นคือสิ่งที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานว่า ด้วยเหตุผลที่ได้กราบเรียนมาแล้วผมมองต่างมุมกับท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ท่านไป กำหนดเงื่อนไขขึ้นมาโดยมุ่งที่จะทำให้คนมีโอกาสเข้ามาเป็น สสร. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้น้อยที่สุด แต่ผมมองว่าเงื่อนไขต้องกระจายโอกาสให้คนที่จะมาเป็น สสร. นี่มีโอกาส มากที่สุด แต่เขาจะได้เป็นหรือไม่ได้เป็นขอให้เป็นเรื่องของประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ อย่าไป สร้างเงื่อนไข อย่าไปสร้างพันธนาการมาขีดจำกัดวงเขาเอาไว้ อันนั้นก็ไม่ได้ อายุก็ไม่ได้ ไม่เคยอยู่ ที่นี่มาครบ ๕ ปีก็ไม่ได้ อย่างนี้เสมือนหนึ่งว่าเราจงใจกีดกันคนไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการ ร่างรัฐธรรมนูญ ผมจึงไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยเหตุผลดังที่ได้กราบเรียน มาแล้วท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาธิตเชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา แล้วก็กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมได้สงวนความเห็นในมาตรา ๒๙๑/๒ ในเรื่องของ คุณสมบัติการได้มาของ สสร. ผมคงใช้เวลาไม่มากครับท่านประธานเพราะว่ามาตรา ๒๙๑/๒ ก็เป็นเรื่องคุณสมบัติ แต่ว่ามันเชื่อมโยงกับมาตรา ๒๙๑/๑ ในมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งผมและ เพื่อนสมาชิกได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ผมก็ได้กำหนดคุณสมบัติของ สสร. โดยใช้หลักทั่วไป หลักใหญ่ ๆ อยู่ ๒ หลัก

หลักแรกก็คือหลักการมีส่วนร่วม ผมกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็น สสร. จากทุกสาขาอาชีพเพื่อเน้นว่าคนที่จะมาร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศเพื่อเป็นกติกาต้องมา จากกลุ่มคนทุกฝ่าย

หลักที่ ๒ ก็คือว่านอกจากมาจากทุกฝ่ายการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มแล้วต้อง มาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน จากหลักทั้ง ๒ หลักนี้ ก็มากำหนดเรื่องคุณสมบัติ ตามมาตรา ๒๙๑/๒ ผมเรียนท่านประธานว่าความจริงการกำหนดคุณสมบัติก็เป็นไป ตามหลักทั่วไป ซึ่งกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีการแก้ไข มีประเด็นที่กำหนดไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๒ อยู่ ๓ หัวข้อด้วยกันนะครับ หัวข้อแรกคือการมีสัญชาติไทยโดยการเกิด อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติซึ่งผมก็ไม่ได้มีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมใน (๑) ผมจะมาขอแก้ไขเพิ่มเติม ในกรณีของ (๒) คืออายุที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่แล้วก็เป็นไปตามร่างเดิมคือกำหนดไว้ ๓๕ ปีขึ้นไปในวันเลือกตั้ง และผมก็ไปเพิ่มในส่วนของการต้องสำเร็จการศึกษาในวุฒิ ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี ท่านประธานที่เคารพครับ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมก็ต้องเรียนกับ ท่านประธานว่า ผมแสดงเจตจำนงแล้วก็อภิปรายมาตั้งแต่ต้นว่าผมไม่เห็นด้วย แต่ว่าเมื่อเป็นกลไก ของเสียงข้างมากที่พยายามยืนยันที่จะแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เมื่อมีโอกาสไปเป็นกรรมาธิการ ก็ปฏิบัติหน้าที่ในกรรมาธิการ แล้วก็เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้สงวนความเห็นไว้ ในเรื่องของอายุผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยหลายท่าน ผมเข้าใจว่าการกำหนด อายุ ๓๕ ปีอาจจะล้อมาจากการกำหนดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๗๔ (๒) ก็คือว่าน่าจะมีการถกเถียงกันพอสมควรละครับว่า คนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีได้ต้องมีคุณสมบัติในเรื่องของอายุอยู่ในขั้นที่สูงกว่าคุณสมบัติ การสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เรื่องวุฒิภาวะเป็นเรื่องที่สำคัญ เหตุผลที่ผมแก้จาก ๓๕ ปี เหลือ ๓๐ ปี ก็เพราะว่าผมคิดว่าคนหนุ่มสาวมีความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศ คนหนุ่มสาวที่มีประสบการณ์พอสมควรในการเรียนหนังสือมาระดับหนึ่งไปทำงาน มีประสบการณ์ ก็จะนำประสบการณ์เหล่านั้นภายใต้อายุที่ยังไม่สูงจนเกินไปมาทำงานภายใต้ การกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะมาเป็น สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ ผมคำนวณคร่าว ๆ ครับว่า คนหนุ่มสาวที่เรียนปริญญาตรีจบก็อายุประมาณ ๒๑ ปี สมมุติไปต่อปริญญาโทก็จบอายุ ๒๓ ปี ๒๓ ปีจบปริญญาโทมาทำงานมีประสบการณ์สัก ๗ ปี แค่นี้เพียงพอครับ ไม่จำเป็นต้องไป กำหนดคุณสมบัติให้ถึงขนาดเป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีคือ ๓๕ ปี คนหนุ่มสาวเหล่านี้ที่จะมาทำหน้าที่มาเป็นตัวแทนของคนทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายตามมาตรา ๒๙๑/๑ ที่ผมได้กำหนดไว้ ผมมีความเห็นที่แตกต่างกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็ตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนใหญ่แล้วกรรมาธิการเสียงข้างมากก็มักจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงตามความจำเป็นเท่าที่มี หมายความว่าหลักคือร่างเดิมเป็นอย่างไรก็อยากให้เป็นอย่างนั้น ถึงแม้ว่าจะมีการเปิดรับฟัง ความคิดเห็นจากท่านประธานคณะกรรมาธิการ แต่สุดท้ายก็ยังคงไว้ซึ่งร่างเดิม แล้วก็หวงแหน ความเป็นร่างเดิมอย่างที่สุด เหมือนกับที่เคยอภิปรายตอนมาตรา ๒๙๑/๑ คือ ๗๗ : ๒๒

อีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมขอแก้ไขในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๒ คือเรื่องของ วุฒิปริญญาตรี อันนี้ก็น่าจะไปสอดคล้องกับมาตรา ๒๙๑ ใน (๒) ซึ่งผมกำหนดผู้ทรงคุณวุฒิ ในแต่ละสาขาอาชีพ การกำหนดคุณวุฒิผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละสาขาอาชีพก็เพื่อมาทำหน้าที่ เป็นที่ปรึกษาในคณะทำงาน สสร. ในการร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ ผมกำหนด ผู้ทรงคุณวุฒิไว้ ๕ แบบด้วยกันนะครับ ใน ๓-๔ แบบนี่แน่นอนที่สุดต้องเป็นคนที่จบปริญญาตรี แต่ในอีก ๒ แบบคือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง ผู้บริหารราชการแผ่นดิน ผมเพิ่มเติม ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ภาคประชาชนผู้เชี่ยวชาญเรื่องท้องถิ่น อันนี้ที่ต้องกำหนดไปให้ครอบคลุม เพราะผมต้องการคนมาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องจำกัดเรื่องประสิทธิภาพ เรื่องคุณภาพ ผมเลยจำกัดเรื่องอายุว่าต้องจบปริญญาตรี ผมเรียนท่านประธานว่าการจำกัดวุฒิไม่ได้เป็นการไปจำกัดสิทธิ แต่ว่าเป็นการตีกรอบ คนที่จะเข้ามาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเราเรียกกันว่า สสร. คนที่จะเป็นตัวแทนของคน อีกหลาย ๆ ล้านคนนี่ผมอยากได้คนที่มีคุณภาพ คนที่มีคุณภาพความจริงก็อาจจะไม่ต้อง จบปริญญาตรีก็ได้ แต่ต้องเรียนท่านประธานว่าการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญถือว่า เป็นกฎหมายสูงสุด และต้องการคนที่มีความรู้เป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาร่างกฎหมายให้กับ คนทั้งประเทศใช้ ที่สำคัญขณะนี้ก็คือเราก็จะเห็นว่าภายใต้จำนวนคนทั่วประเทศ ๖๐ กว่าล้านคนนี่ คนที่จะมาเป็นตัวแทนที่ผมจำกัดวุฒิไว้ที่ปริญญาตรีก็เพราะว่าเดี๋ยวนี้ การศึกษาเพิ่มเติมในระดับชั้นปริญญาตรีมีอยู่หลากหลาย แพร่หลาย อยู่ในแต่ละอำเภอ ในจังหวัด มีอยู่ทุกที่ครับ ผู้บริหารท้องถิ่นเอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตอนนี้ไปทำวิจัยก็จะพบว่า คนที่จบปริญญาตรีในตำแหน่งเหล่านี้ก็มีจำนวนมาก เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะไปหาคนที่มี วุฒิการศึกษาปริญญาตรีเป็นตัวแทนของคนแต่ละกลุ่มเข้ามาเป็น สสร. ในการร่างกฎหมาย ที่จะต้องเป็นกฎหมายสูงสุดและเป็นกฎหมายที่ดีที่สุดเพื่อมาทำหน้าที่แทนคนทั้งประเทศ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ยืนยันในหลักคิดว่านอกจากหลักการมีส่วนร่วม ของคนทุกกลุ่ม แล้วก็หลักมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชนในจำนวน ๒๐๐ คน และมากำหนดกรอบในมาตรา ๒๙๑/๒ นั่นคือคุณสมบัติ เมื่อรัฐบาลยืนยันที่จะแก้กฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มองในแง่ดี การมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่ม การกำหนดให้มีการเลือกตั้ง โดยประชาชน ๑ เสียงต่อเลือก สสร. ๑ ท่าน การกำหนดให้คนในแต่ละสาขาอาชีพได้มา ทำงานร่วมกัน ได้มาทำหน้าที่ภายใต้ภาวะการเมืองที่มีความคิดขัดแย้ง แตกแยก การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้ามองในแง่ดีก็น่าจะเป็นโอกาสที่สร้างความคิดร่วมนะครับ ความเห็นที่เป็นความเห็นเดียวกัน ความเห็นแห่งการปรองดอง ถ้าจะใช้โอกาสตรงนี้ ในการที่จะเรียกความสามัคคีของคนในชาติกลับมา แทนที่จะใช้โอกาสตรงนี้ไปกำหนด สสร. ให้เป็นไปตามความต้องการของคนบางกลุ่มก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด ท่านประธานที่เคารพครับ ใน (๓) ก็เช่นกัน (๓) เขาก็มีเขียนหลักอยู่ประมาณ ๓-๔ หลัก ก็คือ

๑. ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งติดต่อมาเป็น เวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี

๒. ต้องเกิดที่จังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง

อันนี้ก็ชัดเจนครับ ผมไม่มีการแก้ไข ผมมีการอภิปรายเพียงแต่ว่าผมสนับสนุน เพราะว่ามันต้องสะท้อนการเป็นคนที่เป็นตัวแทนจากพื้นที่เหล่านั้นจริง ๆ อย่างแท้จริง ซึ่งเขาก็จะมาให้ความเห็น ให้ประสบการณ์ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติคนมาจากจังหวัดบ้านผม มาจากจังหวัดระยองเขาก็ต้องพูดถึงปัญหาที่เขาประสบ คือปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม การมากำหนด มาเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ แน่นอนที่สุดเขาต้องมีการไปเขียน เรื่องการคุ้มครองสิทธิของชุมชนในเรื่องของคุณภาพชีวิต เรื่องมลพิษ ผู้ใหญ่บ้าน กำนันมา เขาก็ต้องมาพูดถึงว่าสิทธิที่จะกำหนดในรัฐธรรมนูญนั้นเขาจะกำหนดเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติหน้าที่ของเขา เพราะฉะนั้นการกำหนดของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่มีอยู่ ใน (๓) ก็ถือว่าเป็นความชอบแล้ว ส่วนเรื่องเคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัด ที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อไม่น้อยกว่า ๕ ปี อันนี้ก็มีความชอบ เพราะว่าเป็นการเปิดกว้าง ให้คนที่เคยมีการศึกษาอยู่ในจังหวัดนั้น ๆ เข้ามารับสมัคร คุณสมบัติข้อนี้ยังมีเพิ่มเติมไปด้วยว่า เคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา ติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี อันนี้ก็ชัดเจนว่ากรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่กับร่างของ ครม. เดิม ก็เปิดกว้างให้กับคนที่สะท้อนความเป็นตัวแทนของคนจังหวัดนั้นจริง ๆ ของท้องถิ่นนั้น จริง ๆ เข้ามาเป็น สสร. เพื่อร่างกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ การแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๒ ก็ไปกำหนดกรอบตามมาตรา ๒๙๑/๑ ของผม นอกจากการกำหนดกลุ่มคนที่มีส่วนร่วมแล้วนี่ เป็นการกำหนดคุณสมบัติให้ได้คนที่มีคุณภาพ คนที่มีความรู้มาเป็นตัวแทนของคนอีกจำนวนมาก ในประเทศนี้

สุดท้ายผมเรียนกับท่านประธานว่า ที่ผมจำเป็นต้องกำหนดเรื่องอายุ แล้วก็เรื่องวุฒิปริญญา ผมอยากจะสะท้อนให้ท่านประธานได้เห็นถึงภาวะปัจจุบันว่า การเป็นตัวแทนของคน ไม่ว่าจะสะท้อนในเรื่องของ ส.ส. หรือ ส.ว. ก็ตาม เรื่องคุณภาพ มีความสำคัญครับ ถ้าตัวแทนที่มีคุณภาพก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำงานมุ่งถึง ผลประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ แต่ถ้าตัวแทนไม่มีคุณภาพก็มักจะสะท้อนเหมือนกับคนที่เคยพูดว่า คนชั้นใดออกกฎหมายก็เพื่อคนชั้นนั้น แต่ถ้าคนมีคุณภาพหรือคนที่มีความเสียสละ ต่อส่วนรวมจริง เมื่อเข้ามาทำหน้าที่สำนึกในการปฏิบัติหน้าที่มักจะแยกออกว่าอันไหน เป็นผลประโยชน์ของส่วนร่วมอันไหนเป็นผลประโยชน์ของส่วนตัว ผมจึงกำหนดไว้อย่างชัดเจน ในเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นผู้ร่างกติกาของกฎหมายสูงสุดของประเทศในการที่จะ ให้คนทั้ง ๖๗ ล้านคนได้ใช้ ผมจึงได้สงวนความเห็นเหล่านี้ไว้ตามมาตรา ๒๙๑/๒ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอเหวงครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน ว่าผมมีความเห็นต่างบางอย่างจากคณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ โดยมีเหตุผลดังนี้นะครับ คือเราต้องการที่จะให้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดย สสร. ชุดซึ่งเรากำลังจะทำคลอดออกมานี้ มีส่วนร่วมของประชาชน ส่วนข้างมากที่สุดของประเทศ แล้วก็ให้ประชาชนจำนวนมากที่สุด ได้รับโอกาสในการพิจารณา ได้รับการเลือกตั้งเป็น สสร. ดังนั้นผมจึงมีความเห็นต่างจากทางคณะกรรมาธิการเป็นประเด็นสั้น ๆ อยู่ ๒ ประเด็น เท่านั้นครับท่านประธาน ในชั้นต้นนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานก่อนว่าความที่ผม มีความเห็นว่า สสร. ควรจะมีประเภทเดียว ก็คือมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศโดยอาศัยสัดส่วน ซึ่งผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว ก็คือว่าเอาจำนวน ๑๐๐ คน ซึ่งเป็นจำนวนที่พอเหมาะพอดีไปหารจำนวนราษฎร แล้วก็ คำนวณตามสัดส่วนของจังหวัด ตรงนี้ผมจะไม่ลงสู่รายละเอียด แต่ที่กราบเรียนท่านประธาน เพราะว่าในมาตรา ๒๙๑/๒ ยังคงมี (๑) (๒) อยู่ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ในส่วนที่มี (๑) หรือมี (๒) ก็ตามแต่ ขอประทานอนุญาตท่านประธานนะครับว่าให้ตัด (๑) หรือ (๒) ออก เพราะว่าสำหรับทัศนะของผมแล้วจะมี สสร. ชนิดเดียว คราวนี้มาประเด็น ในเรื่องอายุ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานนะครับว่าคนอายุ ๒๕ ปี มีความสามารถแล้ว แล้วไม่เพียงแต่เฉพาะในยุคสมัยของเรา ยิ่งในยุคสมัยของเรา ความสามารถจะยิ่งเพิ่มทวีคูณ ทั้งนี้เนื่องจากว่าโลกเราได้ก้าวไปไกลแล้ว สิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานก็คือท่านประธานทราบไหมครับว่าตอนท่านรัฐบุรุษอาวุโส ของประเทศไทย คือท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ที่เป็นมันสมองสำคัญของคณะราษฎร ดำเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ท่านอายุ ๒๕ ปี แล้วท่านได้เป็นคนดำเนินการในการให้กำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดของประเทศไทยฉบับหนึ่ง ก็คือเขาเรียกกันว่าพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรสยาม ปี ๒๔๗๕ ฉบับชั่วคราว ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ อาจารย์ปรีดีมีอายุ ๒๕ ปี เท่านั้นละครับ แล้วคณะราษฎรที่ไปคิดก่อการในเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือที่ฝรั่ง เขาเรียกว่าเปลี่ยนจากแอพโซลูท โมนาชี่ (Absolute monarchy) มาเป็นคอนสทิสทูชั่นนอล โมนาชี่ (Constitutional monarchy) คณะผู้ก่อการส่วนใหญ่อายุ ๒๕ ปีครับ เพราะฉะนั้น จึงต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้เกิดขึ้น ๘๐ ปีที่แล้วครับ และเมื่อเปรียบเทียบ ความสามารถของคนอายุ ๒๕ ปี เมื่อ ๘๐ ปีที่แล้วกับคนที่มีอายุ ๒๕ ปี ในปี พ.ศ. นี้ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าความสามารถจะมากยิ่งกว่าคนเมื่อ ๘๐ ปีที่ผ่านมา อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะโลกเรานี้ได้ก้าวมาไกลเยอะแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรเลย ในการที่เราจะกีดกันคนที่มีอายุ ๒๕ ปี ให้พ้นไปจากความเป็นไปได้ในการที่จะมา ร่างรัฐธรรมนูญ นี่จึงเป็นเหตุที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าได้โปรดกรุณาพิจารณา คนอายุ ๒๕ ปีบริบูรณ์ด้วยนะครับ คือถ้าหากว่ากำหนดไว้ที่ ๓๕ ปี ผมไม่มีตัวเลข ที่แน่ชัด แต่ผมเชื่อมั่นว่าจะมีคนนับล้านคนที่ถูกกีดกันไปจากโอกาสในการที่จะมาเป็น สสร. ได้ ซึ่งคนนับล้านคนดังกล่าวเป็นคนที่มีคุณค่า มีความสามารถ และมีวุฒิภาวะทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ แล้วก็มีคุณธรรม ความสามารถเพียงพอในการที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างแน่นอน

ผมมีประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าความที่ตั้งใจ อยากจะให้ประชาชนคนไทยทุกคนได้มีโอกาสสมัครมาเป็น สสร. ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ให้มีข้อจำกัดในการกีดกั้นคนให้น้อยที่สุด ดังนั้นจึงกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ว่าการที่บังคับให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกัน ๕ ปี ในทัศนะส่วนตัวของผมและขณะเดียวกันก็คือว่าผมเองก็ได้ไปแบกรับเอาภารกิจในการที่จะ สะท้อนความคิดเห็นของร่างของ นปช. แดงทั้งแผ่นดินมากราบเรียนท่านประธานด้วย ร่างของ นปช. แดงทั้งแผ่นดินผมก็เห็นด้วยจึงนำมากราบเรียนท่านประธานก็คือว่าเราไม่ควร จะใช้สถานภาพในการดำรงอยู่ในจังหวัดหรือในบ้าน หรือต่าง ๆ ที่เขียนไว้ เคยศึกษา ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี การศึกษา หรือเคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี ทั้งหลายทั้งปวงนี้รังแต่จะเป็นการกีดกั้น กีดกันคน มากกว่าที่จะสนับสนุนให้เขามาแสดงความสามารถ ดังนั้นในความเห็นส่วนตัวของผมที่ต่าง ก็คือขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าผมเองอยากจะขออนุญาตเปลี่ยนมาเป็นแค่ใน (๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๑ ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง กระผมเองก็กราบเรียนท่านประธานเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๒ ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานเป็นลำดับแรกเพื่อยืนยันเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผมก่อนว่าผมไม่เห็นด้วยกับ แก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะที่มีการแก้ไขให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับได้ แล้วผมก็ได้โหวต ไม่เห็นด้วย แต่ในฐานะที่ผมได้รับมอบให้เป็นกรรมาธิการ ผมก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการ และเมื่อไปทำหน้าที่กรรมาธิการก็มีความเห็นที่แตกต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ต้อง สงวนความเห็นเอาไว้ แต่ว่าการที่ผมสงวนความเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ไม่ได้แปลว่าผมเห็นชอบด้วย กับการที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้

ขออนุญาตเรียนท่านประธานต่อไปในประเด็นที่ ๒ ว่าในกรณีของ มาตรา ๒๙๑/๒ ตรงนี้ เป็นกรณีที่สืบเนื่องตามร่างของรัฐบาล และตามร่างของ คณะกรรมาธิการที่ส่งเข้ามาในรัฐสภาในวันนี้เป็นประเด็นที่จะต้องสืบเนื่องมาจากใน (๑) ของมาตรา ๒๙๑/๑ แต่ว่าในส่วนของผม ผมได้แปรญัตติเพิ่ม มาตรา ๒๙๑/๑/๒ (๑) เอาไว้ ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นในส่วนของผมในเงื่อนไขส่วนนี้จึงไปอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๑/๒ (๑) หรือ (๑) ตรงนี้ ผมจึงจำเป็นต้องแปรญัตติในเบื้องต้นวรรคแรกของมาตรานี้เอาไว้นะครับ

ในประเด็นต่อไป ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเรียนครับว่าผมก็ได้ฟัง คำแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกหลายท่านก่อนที่จะมาถึงในคิวที่ผมต้องมาใช้สิทธิพูดในตรงนี้ ก็ได้ฟังแล้วก็มีความรู้สึกว่าหลายท่านก็มีความคิดเห็นที่ดีนะครับ ซึ่งถ้าหากผมเองได้มีโอกาส ได้พูดคุยได้หารือกันก่อน ก็อาจจะมีการแปรญัตติเพิ่มเติมจากสิ่งที่ผมได้แปรญัตติไป ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการแล้วส่งมาอยู่ในรายงานครั้งนี้ด้วยก็ได้นะครับ แต่ว่ามีอยู่ ประเด็นหนึ่งที่ผมขออนุญาตเรียนก่อนว่าผมยังเห็นว่าขาดหายไป แต่ว่าอยู่ในเงื่อนไขของผม ในเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ ผมเห็นเรื่องนี้มานานพอสมควรท่านประธานครับ เพราะว่าผมในฐานะที่เป็น ประชาชนคนหนึ่งด้วย ในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎรซึ่งอยู่กับประชาชนด้วย แล้วก็ในฐานะ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมาย เป็นพื้นฐานของการเรียนและการทำงานมานี่ ผมก็มีความสงสัย อยู่เสมอว่าในตอนที่มีการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญกันมาในอดีตก็ดี หรือว่ามีการร่างกฎหมาย หลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับสิทธิอย่างนี้นะครับ เรามักจะเขียนเหมือนกับที่ร่างของรัฐบาล และร่างของกรรมาธิการที่ส่งมา ผมขออนุญาตอ่านนิดเดียวใน (๓) ของมาตรา ๒๙๑/๒ ว่ามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือเป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง หรือเคยศึกษา ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีการศึกษา หรือเคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา ติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี นี่คือเหมือนกับแบบฟอร์มมาตรฐานเลยครับ แล้วก็เลยทำให้มี การแปรญัตติ มีความคิดเห็นกัน ผมไม่เอ่ยนามครับบางท่านที่ขึ้นมาใช้สิทธิอภิปรายไปก่อนหน้าผม เช่น ก็คิดว่าทำไมคนที่เขาเสียภาษีเขาไม่มีโอกาสอย่างนี้เป็นต้น ผมก็คิดว่ามันก็เป็นความคิด ที่น่าสนใจ เพราะการที่เราจะให้ผู้ที่จะมาสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตรงนี้ เราได้พูดคุยกันในกรรมาธิการครับ ผมเองก็ได้เคยแสดงความคิดเห็นไว้ในกรรมาธิการหลายครั้ง ว่าสถานะของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจริง ๆ แล้วเมื่อเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วครั้งนี้ ถ้าจะเป็นไปตามนี้จะเป็นองค์กรหนึ่งในรัฐธรรมนูญ และมีสถานะเป็นสภา ไม่ต่ำไปกว่าพวกเราเลย พวกเราเป็นสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา มีแค่ ๒ สภาใช้อำนาจคล้าย ๆ กับเราในการบัญญัติ กฎหมายเหมือนกัน แล้วเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศยิ่งกว่าพวกเราด้วยซ้ำไป พวกเรายัง แค่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้จริง ๆ แล้วเขาควรจะ มีอะไรหลายอย่างซึ่งยิ่งไปกว่าเราอีก แต่ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าเขาต่างจากเราครับ ต่างจากเราตรงที่ว่าพวกเราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบ้าง เป็นวุฒิสมาชิกบ้าง บอกเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่ว่าพวกเราเองก็มาจาก ๒ แบบ ส.ส. ก็มาจากเขตเลือกตั้ง กับบัญชีรายชื่อ ส.ว. ก็มาจากเลือกตั้ง แล้วก็มาจากที่สรรหา เพราะฉะนั้นพวกเรา ก็จะมีความรู้สึกว่าสำหรับเราเป็นตัวแทนของประชาชนจังหวัดนี้ เราเป็นตัวแทนตรงนั้นตรงนี้ แต่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ตรงนี้ไม่ใช่ ไม่ว่าจุดกำเนิดจะมาจากตรงไหน จะมาจากการเลือกตั้ง หรือจะมาจากการคัดเลือกอะไรก็สุดแล้วแต่ สุดท้ายการทำหน้าที่เขา เขาทำหน้าที่ให้คนไทยทุกจังหวัดนะครับ เพราะเขาต้องเข้ามาทำหน้าที่อยู่อย่างเดียว คือมาร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญที่เขามาร่างงานที่เขาทำ เขาไม่ต้องมาเป็นกระบอกเสียง เป็นผู้แทนของจังหวัดนั้น จังหวัดนี้ เพราะคนไทยเหมือนกันทุกจังหวัด รัฐธรรมนูญที่เขา จะต้องทำต่อไปในอนาคตมันเป็นรัฐธรรมนูญของคนไทยทุกจังหวัด ทุกประเภท และทุกอาชีพ เพราะฉะนั้นความรู้สึกตรงนี้มันจึงเป็นความรู้สึก แล้วมีเงื่อนไขที่แตกต่างไปจากคนที่จะ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. หรือ ส.ส. คนที่สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. หรือ ส.ส. เอาละ เราอาจจะวางเงื่อนไขเหมือนแบบฟอร์มมาตรฐานที่ผมเรียนท่านประธาน ที่ผมได้อ่าน ให้ท่านประธานฟังใน (๓) ของมาตรา ๒๙๑/๒ ในร่างของคณะกรรมาธิการซึ่งตรงกับ ร่างรัฐบาล แต่ว่าผู้ที่จะทำหน้าที่เป็น สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ผมเรียนครับว่า เขาไม่ได้มาทำหน้าที่เป็นผู้แทนของจังหวัด ๑ จังหวัด ๒ จังหวัด ๓ เขาไม่ได้มีหน้าที่มาดูแล ผลประโยชน์ของคนที่จังหวัดนั้นจังหวัดนี้ แต่เขาต้องดูแลคนไทยทั้งประเทศ เพราะฉะนั้น การที่เขาจะมาถ้าเขาไปบอกว่าจะมาหาเสียง หรือมาขอคะแนนเสียงของพี่น้องจังหวัดนี้ เพื่อทำหน้าที่ให้จังหวัดท่านไม่ถูกหรอกครับ เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านประธานลองนึกดูสิครับว่า คนไทยแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ พวกเราหลายคนอาจจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสมาชิกครั้งแรกในชีวิต แต่ก่อนจะเป็นก็ทำงานอื่นมา บางคนเป็นมานาน แต่ก่อนจะเป็น ก็อาจจะเคยทำงานอื่นมา แต่ว่าอีกหลายคนเขาทำงานกันทั่วประเทศครับ บางคนเขาอาจจะ รับราชการ ส่วนบางคนเขาอาจจะประกอบธุรกิจส่วนตัว ส่วนบางคนเขาก็อาจจะทำธุรกิจ ภาคเอกชน และในการทำธุรกิจหรือการประกอบอาชีพของเขาก็ไม่จำเป็นว่าเขาจะต้อง อยู่ที่ไหนก็อยู่ที่นั่น ก็ไม่จำเป็นว่าเขาต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ตรงนั้นตรงนี้ตามธุรกิจเขาไป เพราะรัฐธรรมนูญก็กำหนดให้สิทธิไปแล้วนะครับว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ในการประกอบอาชีพ ในการเดินทาง เพราะฉะนั้นท่านประธานลองนึกดูสิครับว่าที่เขียน เงื่อนไขไว้ตรงนี้ว่าคนที่จะมีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ตรงนี้ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้กำหนดบอกว่า ๑. ต้องเป็นผู้ที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ในจังหวัดนั้น ที่ท่านได้เขียนไว้นะครับ ข้อ ๒ ก็บอกว่าเป็นบุคคลซึ่งต้องเกิดในจังหวัดนั้น ข้อ ๓ บอกว่า ต้องเคยศึกษาในจังหวัดนั้น ข้อ ๔ บอกเคยรับราชการ หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน แล้วถ้าเขาเคยทำงานละครับ งานซึ่งไม่ใช่ราชการครับ ท่านลืมไปหรือเปล่า ผมถึงเรียนว่าคนไทยทั้งประเทศอันนี้เขาจะเป็นผู้แทนในลักษณะ สสร. ร่างรัฐธรรมนูญให้คนไทย ทั้งประเทศไม่ได้ทำงานหรือเป็นผู้แทนจังหวัดนั้น การหาเสียงขอคะแนนเสียงเขาต้องขอ เพื่อทำให้คนไทยทั้งประเทศ และเราไปตัดสิทธิคนที่เขาอาจจะมีความสนใจ เขาไม่ต้อง ทำงานการเมืองแบบเราครับ เขาอยากดูแลเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อให้ดูแลสังคมของเขา ดูแลบ้านเมืองของเขา ทำไมถ้าเขียนอย่างนี้ผมถามว่าแล้วคนที่ไม่ได้รับราชการ คนที่ไม่ได้เกิด ไม่ได้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านนั้น ไม่ได้ศึกษาที่นั่นแล้วเขาไปลงไม่ได้หรือครับถ้าทั้งชีวิตทำงาน อยู่ที่นั่น ท่านประธานอย่าคิดว่าไม่มีนะครับ ท่านกรรมาธิการก็อย่าคิดว่าไม่มี ผมยกตัวอย่าง ให้ท่านง่าย ๆ

อันแรก ในอดีตผมก็ไม่เคยมีความรู้ประสบการณ์เรื่องนี้หรอกครับ ผมเป็นกรรมาธิการการทหารผมก็ไปตรวจงานชายแดนที่จังหวัดศรีสะเกษ เขาพระวิหาร ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมผมก็ไปกับคณะรัฐมนตรีภาคใต้ไปตรวจกับ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ตอนนั้น ที่ภาคใต้ ท่านประธานครับ ผมเจอทหารพรานครับ ที่เขาเรียกว่าทหารพรานครับ ผมยกตัวอย่างเอาแบบง่าย ๆ ก่อนเลยทหารพราน ผมไปเจอ ทหารพรานบางคนที่เขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ โอ้โห พูดอีสานคล่องเลยครับ จนผมนึกว่าอีสาน เปล่าหรอกครับ เขาบอกว่าเขามาจากภาคใต้ แต่ว่ามาอยู่ที่นี่จนไม่รู้จะ เรียกว่าที่ไหนคือบ้านเขาแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมไปที่ภาคใต้ที่ผมเรียนท่านเมื่อสักครู่ ไปกับอดีตท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปเจอทหารพรานของนาวิกโยธิน อยู่จังหวัดเชียงใหม่แต่ว่าย้ายมาอยู่ที่นี่จนพูดภาษาใต้ได้เลยครับ เกินกว่า ๕ ปีที่ท่านเขียนไว้อีก แต่ว่าชื่อยังอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ถามว่าท่านบอกก็เป็นทหารพรานไม่ใช่หรือครับ เพราะว่า ทหารพรานชื่อเรียกเฉย ๆ ครับ เขาไม่นับเป็นข้าราชการครับ ท่านประธานเห็นไหมครับ ไม่นับเป็นราชการเลย ชื่ออยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ตัวทำงานอยู่ที่จังหวัดนราธิวาส อยู่เกินมากว่า ๕ ปี อย่างนี้ถือว่าเขาเข้าเงื่อนไขตรงไหน ถ้าหากว่าเขาคลุกคลีกับชาวบ้าน เขาอยู่กับ ชาวบ้านจนเขารู้ปัญหาของคนภาคใต้ ปัญหาที่อาจจะสามารถเขียนรัฐธรรมนูญ แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือเขียนเงื่อนไขบางอย่างซึ่งสามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ทางภาคใต้ได้แต่เขามาสมัครไม่ได้ครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าไม่เข้าเงื่อนไขตรงไหนเลย บอกว่าเขาเกิดอยู่ที่นั่นหรือเปล่าไม่ได้เกิดครับ ทะเบียนบ้านมีไหม ไม่มีครับ เคยเรียน ที่นั่นไหม ก็ไม่เคยครับ รับราชการที่นั่นหรือเปล่า ไม่ใช่ครับ ทั้ง ๆ ที่อยู่อาจจะ ๑๐ ปี ๑๕ ปี ถ้าให้เขาลงสมัครชาวบ้านอาจจะเลือกเขาได้มากกว่าคนที่ท่านกำหนดเงื่อนไขไว้ แต่ท่านไปจำกัด สิทธิเขา เพราะอะไรครับ ผมเรียนว่าอันนี้เราจะทำสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาร่างรัฐธรรมนูญ ให้คนไทยทั้งประเทศแต่เราไปจำกัดสิทธิของคนที่ควรจะมีสิทธิได้ลงตรงที่ที่ชี้ว่าเขาได้รับเลือกแน่ เพราะเขาทำงานคลุกคลีตีโมงอยู่ที่นี่ หรือคนที่ประกอบธุรกิจผมยกตัวอย่างครับ เป็นคนที่ ทำมาหากินนะครับ รับซื้อของหรือว่าซื้อปลา ซื้อผัก ผลไม้มีตั้งบริษัทห้างร้านของเขาไม่ใหญ่ ไม่โตแต่อยู่ที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งอยู่มานานตั้งแต่ต้นจนวันนี้อาจจะ ๑๐ ปี ๑๕ ปี ๒๐ ปี แต่เขาเป็นคนกรุงเทพมหานครครับ ไม่ได้เกิดที่นั่นเลยครับ แต่ให้ลงเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร สอบตกไม่มีใครรู้จักครับ เพราะใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดนั้นอย่างนี้เขาเข้าเงื่อนไขตรงไหนครับ ท่านกรรมาธิการ ผมผ่านท่านประธานถามกรรมาธิการว่าเข้าเงื่อนไขตรงไหนของ (๓) ถ้าไม่เข้าแล้วทำไมท่านไปตัดสิทธิเขา ที่ผมเรียนท่านประธานตรงนี้จริง ๆ แล้วผมเชื่อว่า ถ้าหากว่าเราในฐานะกรรมาธิการได้ทำงาน ได้มีโอกาส ได้มีเวลาทำงานกันจริง ๆ จัง ๆ ยกตัวอย่างที่ผมพูดคงไม่เกิด ที่ผมเรียนท่านประธานตรงนี้เพราะว่าผมเห็นปัญหานี้มาจริง ๆ ผมลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนในพื้นที่ผม คนที่เขาสนใจเรื่องทางการเมืองเขายังเคยมาถามว่า เงื่อนไขแบบนี้แล้วคนทำงาน ผมก็ตอบเขาไม่ถูกผมก็เห็นด้วยกับเขาครับ คนที่ทำงาน ที่ไม่ใช่ราชการท่านลืมเขาครับ แต่ปัญหานี้ที่มันเกิดที่ผมต้องสงวนคำแปรญัตติเพราะอะไรครับ เพราะท่านกรรมาธิการ เร่งเหลือเกินอย่างไรครับ รีบจนไม่ต้องมีเวลาพิจารณารายละเอียดกันเลย ผมถึงเรียนว่า มันมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเยอะไปหมด ตรงนี้ล่ะครับ ที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า ถ้าหากว่าท่านประธานกรรมาธิการหรือท่านกรรมาธิการลองไปพิจารณาทบทวนสิครับ ถ้าหากท่านต้องการให้ได้คนที่มีโอกาสเยอะ ๆ มีสิทธิมากขึ้นเยอะ ๆ ความจริงแล้ว ผมยังมีหลายเรื่องที่คิดว่าจะแก้ แต่ผมคิดว่าถ้ายกประเด็นท่านคงไม่เอา แต่ผมเอาประเด็น อันนี้ที่ผมพูดกับท่านมาก ๆ คือประเด็นนี้ เพราะว่าท่านตัดสิทธิเขาจริง ๆ ครับ ท่านไปลืม คนที่เขาทำมาหากินหรือเขาอยู่ที่นั่น ที่ไม่ใช่ราชการ ไม่ได้เกิด ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้เรียนที่นั่น แต่เขาอยู่ที่นั่น เขามีชีวิตอยู่ที่นั่น คะแนนเสียงเขาอาจจะดีกว่าคนที่อยู่ที่เงื่อนไขที่ท่านวางไว้อีก แต่เราไปจำกัดสิทธิเขาได้อย่างไรครับ แล้วเราจะบอกว่าให้เขามาทำหน้าที่รู้ปัญหาของคนที่นั่น รู้ปัญหาของคนที่นี่ แต่เราลืมว่าคนบางกลุ่มบางประเภทเขาอาจจะรู้ดีกว่าที่เราเขียนไว้อีก ตรงนี้ผมถึงถือว่าเป็นความบกพร่องของการทำงานแบบเร่งรัดแล้วก็รวบรัด มันเลยทำให้หลุดไป หลายเรื่อง ยังมีอีกหลายเรื่องที่หลุดไปอย่างนี้ครับ ไม่มีโอกาสได้พูดได้คุยกัน ท่านประธาน ดูสิครับว่ามาตรานี้ไม่มีการแก้ไขเลย ผมไม่ไปพูดรายละเอียดเยอะมาก ๆ ซึ่งผมเห็นด้วยนะครับ เช่น อายุ เรื่องอะไรอีก แต่ว่าเอาหลัก ๆ ตรงนี้ ผมยกตัวอย่างที่ผมเรียนท่านประธานนะครับ ไปดู ๒ กรณีที่ผมบอกนี้นะครับ ๑. ลักษณะของทหารพรานที่อยู่คลุกคลีตีโมงกับชาวบ้าน แล้วเขาอยู่กับชาวบ้านจริง ๆ นะครับ เขารู้ปัญหาคนเดินดินกินข้าวแกงจริง ๆ เลย หรือคนที่ ไปทำมาหากินรับซื้อผัก ซื้อข้าว ซื้ออะไร ทำธุรกิจอยู่กับคนในจังหวัดนั้นจังหวัดนี้แท้ ๆ เลย โดยที่เขาไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่ได้เกิด ไม่ได้มีชื่ออะไรอย่างที่ท่านเขียนนี้ครับ แต่ความสามารถของเขาตรงนี้อาจจะเหมาะสมกว่าด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานเป็นตัวอย่างสัก ๒ ตัวอย่าง ที่บอกนี้ครับว่าอยากจะฝากถึงท่านประธานกับคณะกรรมาธิการนะครับว่าอันนี้ท่านหล่นไป จริง ๆ หรือเปล่า ถ้าหากว่าท่านมีเจตนารมณ์ที่จะต้องการให้คนที่เขารู้ปัญหาจริง ต้องการให้ คนเข้ามาสมัครรับเลือกตั้งได้มากขึ้นจริง ต้องการเปิดโอกาสจริงและเขามาทำหน้าที่ เขียนรัฐธรรมนูญให้คนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่คนไทยจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ เราไม่ควรจะไป จำกัดสิทธิเขา เขาอยู่ตรงไหน เขามีโอกาสได้รับเลือกตั้ง ควรจะต้องให้เขามีโอกาสทั้งหมด คนเราก็มีแค่นี้ล่ะครับ เกิดมาแล้วก็ต้องเรียน ก็ต้องเจ็บป่วยแล้วก็ทำงาน แต่เรามีสิทธิอะไร ไปจำกัดการทำงานว่าให้เฉพาะพวกรับราชการ ก็แปลว่าเราคิดว่าข้าราชการรู้ปัญหาชาวบ้าน ดีกว่าชาวบ้านด้วยกันเองหรือครับ ในประเด็นนี้มันมีไม่มากครับ ในมาตรานี้ อีกอันหนึ่ง ก็เล็กน้อยเพราะว่าคุณสมบัติมันก็ควรไม่ต่ำกว่า ส.ส. ส.ว. แต่ประเด็นใหญ่นี้ผมคิดว่า ท่านตกหล่นไป แล้วผมไม่ไปพูดซ้ำกับเพื่อนสมาชิกหลายคนซึ่งผมเห็นด้วยนะครับ แต่ว่าที่พูดกันมาทั้งหมดผมคิดว่าเท่าที่ผมฟังมาไม่มีประเด็นที่ผมเรียนท่านประธานผ่านไป กรรมาธิการเลย เรื่องอายุ เรื่องระยะเวลาอะไรผมไม่ติดใจ แต่เรื่องที่เขาเคยทำงานอย่างนี้ โดยที่ไม่ใช่ราชการครับ ผมคิดว่าประเด็นนี้ถ้าหากว่าท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก คิดด้วยใจที่เป็นตัวของท่านเอง ผมว่าท่านเห็นด้วยกับผม แต่ก็อยู่ที่ท่านครับว่าท่านจำเป็น จะต้องเดินหน้าต่อให้จบ ๆ ไปเหมือนที่เร่งรีบในกรรมาธิการที่เราประชุมกันมาหรือว่า ท่านต้องการทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผมก็ขอฝากประธานถึงคณะกรรมาธิการ ขอขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิรัชยังจะเอาเป็นพรุ่งนี้ ดีไหมครับ ถ้าพรุ่งนี้ไม่จำกัดเวลา ถ้าคืนนี้สัก ๓ นาทีดีไหม เชิญครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๒๙๑/๒ นั้นผมได้แปรญัตติไว้ แต่ก่อนที่จะอรรถาธิบายว่าได้แปรญัตติไว้อย่างไรนั้นขออนุญาตว่ามาตรา ๒๙๑/๒ บุคคลผู้มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง (๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือเป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง หรือเคยศึกษา ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี การศึกษา หรือเคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี ท่านประธานครับ ผมพยายามจะบอกว่าบางข้อก็เกินไป บางข้อก็น้อยไป ผมจะพยายามแปรญัตติในลักษณะที่พอดี ๆ ครับท่านประธาน ผมได้แปรญัตติ ขอสงวนความเห็นแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๒๙๑/๒ ดังต่อไปนี้ครับ

มาตรา ๒๙๑/๒ บุคคลผู้มิสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ที่บอกว่า /๑ เพราะว่ากรณีใน (๒) ผมตัดออกไปครับ จากมาตรา ๒๙๑/๑ เพราะผมแปรญัตติ เมื่อมาตราที่แล้วให้มี สสร. ประเภทเดียวคือมีการเลือกตั้งจังหวัดละ ๒ คนตามที่ผมได้อธิบายไปแล้วในมาตราก่อน ท่านประธานครับ (๑) คุณสมบัติก็คือมีสัญชาติไทยโดยการเกิด ผมนำเรียนท่านประธานครับ ด้วยระยะเวลาที่ท่านประธานกำหนดนะครับว่าในกรณีที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดนั้นต้องนำเรียน อย่างนี้ว่าปัจจุบันนี้มันมีกฎหมายคือพระราชบัญญัติสัญชาติ ฉบับที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๕๕ ท่านประธาน เป็นกฎหมายแล้ว ประกาศแล้ว มาตรา ๙/๖ ของพระราชบัญญัติสัญชาติ ซึ่งได้ประกาศเป็นกฎหมายแล้วนั้นบัญญัติว่าให้ผู้ซึ่งคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทย พลัดถิ่น ให้การรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด วรรคสอง บอกว่า บุตรของคนไทยพลัดถิ่นซึ่งได้รับสัญชาติไทยตามวรรคหนึ่ง ย่อมได้สัญชาติไทย โดยการเกิด เว้นแต่ผู้นั้นถือสัญชาติของประเทศอื่น ผมยกกฎหมายสัญชาติมาเพื่อจะบอกว่า ใน (๑) นั้น นัยต้องเป็นไปตามกฎหมายใหม่เช่นเดียวกัน (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์นั้น ผมแปรญัตตินะครับท่านประธาน ผมคิดว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์นั้นน่าจะมากไป เอาพอสมควร พอสมควรคืออะไรผมเป็นผู้แทนราษฎร ท่านประธานก็เป็นผู้แทนราษฎร เราคุ้นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นมีอายุซึ่งเขาบัญญัติกำหนดไว้ ๒๕ ปีบริบูรณ์ครับ เพราะฉะนั้น สสร. ได้มาร่าง มีหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จริง ๆ แล้วการร่างรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยแท้ แต่ว่าเมื่อบ้านเมืองเรามาถึงขนาดนี้ แล้วก็มีความรู้สึกว่า ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปร่างกฎหมายนั้นก็คงจะร่างเพื่อตัวเองนะครับ ร่างเพื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นเขาก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นเอาคนกลาง เอาคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง เอาคนที่ไม่น่าจะมีผลประโยชน์เข้ามาร่าง นั่นก็คือให้ สสร. ร่าง ผมเลยคิดว่า อายุน่าจะเท่า ๆ กับคุณสมบัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือ ๒๕ ปีบริบูรณ์ ในวันเลือกตั้ง (๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกัน ไม่น้อยกว่า ๓ ปี ผมแปรญัตติให้ ๓ ปี จาก ๕ ปี ผมบอกแล้วว่าบางเรื่องก็เกิน บางเรื่องก็ต่ำ ผมขออนุญาตแปรญัตติ ๓ ปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือเป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัด ที่สมัครรับเลือกตั้ง หรือเคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก คือร่างของรัฐบาล ร่างของ ครม. นั้น ๕ ปี ผมแปรญัตติเป็น ๓ ปีเช่นเดียวกัน คือ ๓ ปีการศึกษา ในขณะเดียวกันว่า เคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา ติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๓ ปี จากเดิม ร่างเดิม ร่าง ครม. ที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยึดถือนั้น ขอเป็น ๓ ปีครับ หรือตรงนี้ผมเพิ่มเติมใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับบรรดาเพื่อนกรรมาธิการ หลาย ๆ ท่าน เสียงข้างน้อยที่ได้อภิปรายไว้แล้ว นั่นก็คือว่า ผมเพิ่มว่า หรือได้เสียภาษี ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ ในเขตจังหวัดนั้นเป็นเวลาติดต่อกัน ๒ ปี นับถึงปีที่สมัครรับเลือกตั้ง นั่นก็คือให้โอกาส สำหรับคนที่เคยทำงาน ก็ยกตัวเลขขึ้นมาว่าถ้า ๒ ปี น่าจะพอดี ๆ น่าจะสมควร อันนี้แล้วแต่ ความเห็นของแต่ละท่าน แต่ละคน แต่ผมคิดว่าถ้าให้โอกาส ๒ ปี เคยทำงาน ๒ ปี น่าจะได้รับรู้เรื่องราวในท้องถิ่น ในจังหวัดนั้น ๆ เป็นอย่างดีครับ รู้อย่างทั่วถึง เพราะฉะนั้น เวลามาเป็น สสร. ก็สามารถจะนำประสบการณ์จากการทำงาน ซึ่งเป็นเวลา ๒ ปี มาเป็น ส่วนประกอบในการร่างรัฐธรรมนูญครับ ผมจึงคิดว่าสิ่งที่ผมได้แปรญัตตินั้น ผมยังยืนยันว่า ผมน่าจะมีความเหมาะสมกว่าร่างของ ครม. ซึ่งคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยึดถือ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานว่า ก็อยากเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถามว่าสายไหม ไม่สายหรอกครับแต่ดึกแล้วท่านประธานครับ ผมอยากจะขอความกรุณาว่า ถ้ากลับไปคืนนี้ แล้วไปนอนคิด พรุ่งนี้เช้ายังไม่สายครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับที่อยู่ด้วยกัน จนดึกดื่น ก็สมควรครับ ขอไปต่อพรุ่งนี้เช้านะครับ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ปิดประชุมครับ เป็นเลื่อนไปประชุมพรุ่งนี้นะครับ ไม่ใช่ปิดประชุม ขออภัยครับ พักประชุมครับ

พักประชุมเวลา ๐๐.๓๘ นาฬิกา

ของวันศุกร์ที่ ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๕

เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๙.๒๐ นาฬิกา

ของวันศุกร์ที่ ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๕

เพื่อไม่ให้เสียเวลานะครับ ผมขออนุญาตดำเนินการต่อจากเมื่อคืนนะครับ ท่านที่สงวนความเห็นที่ยังเหลืออยู่ และท่านที่สงวนคำแปรญัตติที่ยังเหลืออยู่ ถ้ายังอยู่ในที่ประชุมก็ยกมือแสดงตนได้เลยนะครับ เฉพาะในส่วนของกรรมาธิการที่สงวนความเห็นมีไหมครับ ขอมือด้วยครับ เฉพาะที่เป็น กรรมาธิการสงวนความเห็นนะครับ คุณหญิงรู้สึกจะใช้สิทธิอภิปราย ไม่ใช่นะครับ ขอเฉพาะที่กรรมาธิการสงวนความเห็นนะครับ ถ้าไม่มี ขอผู้สงวนคำแปรญัตติครับ เชิญใคร อยู่ต้น ใครที่อยู่ก่อนที่ยกมือ ใครอยู่ต้น ๆ ผมยังดูรายละเอียดไม่ทัน คุณหญิงเชิญครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันได้แปรญัตติไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๒ แต่ว่าในวาระอันดับแรกดิฉันจะขออนุญาตท่านประธานว่าดิฉันขอยืนยันว่า ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งดิฉันจะขออนุญาตท่านประธาน อภิปรายเชิงเปรียบเทียบและอุปมาอุปไมยเพื่อให้ประชาชนทางบ้าน เยาวชน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหญิงครับ ไม่อยากขัด นะครับ เอาว่าเราพิจารณาวาระที่สอง คุณหญิงสงวนเอาไว้ เพราะฉะนั้นให้อภิปรายเฉพาะ ในส่วนที่สงวนครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ค่ะ เข้าใจค่ะท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาประเด็นที่สงวนเลยครับ ที่คุณหญิงสงวนเอาไว้

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉัน รักษาคำพูดแล้วก็รักษาคำมั่นสัญญาที่ให้กับท่านประธานเมื่อครั้งมาตรา ๔ ดิฉันไม่ได้ อภิปราย มาตรา ๒๙๑/๑ ดิฉันก็จะขอเกริ่นนำเท่านั้นเองว่าดิฉันไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอากระชับนิดหนึ่งครับ เหลือสักนาทีหนึ่งครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ได้ค่ะ ดิฉันอยากจะขออนุญาตท่านประธานในลำดับแรกเลยนะคะว่าดิฉันไม่เห็นด้วย แล้วดิฉัน ก็ขออนุญาตจะอธิบายให้ท่านผู้ฟังทางบ้านซึ่งเขาจะไม่เข้าใจว่ารัฐบาล ส.ส. ส.ว. ที่เขา เลือกมานี้นะคะ กำลังทำอะไรอยู่ในสภา กำลังทำอะไรกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็กำลังจะ ทำอะไรต่อไป เพราะฉะนั้นการที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ ดิฉันอธิบายง่าย ๆ อย่างนี้ค่ะ เพื่อให้ผู้ชมทางบ้านแล้วก็โดยเฉพาะเยาวชนและผู้ที่ เป็นห่วงเป็นใยรักประเทศ เพราะเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่มากในชีวิตคน มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ดิฉันอยู่การเมืองมา ๑๐ กว่าปี ครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกดิฉันขออนุญาต เถอะท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่มีบทบัญญัติใด หรือมาตราใดอนุญาตให้ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีเพียงหมวด ๑๕ มาตรา ๒๙๑ ให้แก้ไข รัฐธรรมนูญได้ ชอบ ไม่ชอบ มาตราไหนก็แก้ได้ทั้งนั้น แต่รัฐบาล ส.ส. ส.ว. ส่วนใหญ่ได้เพิ่ม หมวด ๑๖ เข้ามาซึ่งเป็นที่มาของมาตราที่กำลังจะอภิปรายต่อไป โดยเพิ่ม (๑๗) (๑๘) ในมาตรา ๑๓๖ เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่น่าเสียใจค่ะ ท่านประธานคะ ลำพังการเพิ่มหมวด ๑๖ ของรัฐบาลและ ส.ส. ส.ว. ซึ่งเป็นหมวดที่กำลัง อภิปรายอยู่นี้ มันเกี่ยวเนื่องค่ะรัฐบาล หมวด ๑๖ เอง ไม่สามารถที่จะท้องได้ตนเอง ไม่สามารถที่จะท้องเพื่อที่จะคลอดรัฐธรรมนูญได้ หมวด ๑๖ ต้องไปอาศัยท้องของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมวด ๑๕ ท้อง ทำไมถึงไปอาศัยหมวด ๑๕ ท้อง เพราะหมวด ๑๕ มาตรา ๒๙๑ นี้นะคะ มีอำนาจที่จะหล่อเลี้ยง มีอาหารและมีอากาศที่จะหล่อเลี้ยงท้อง รัฐธรรมนูญได้ เพราะฉะนั้นต้องอาศัยหมวด ๑๕ เปรียบเทียบเหมือนกับคน เมื่อไปฝากไว้ กับท้องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙๑ แล้วก็ต้องเลี้ยงดูให้เติบโตเฉกเช่นกับคนท้อง ท้องไป ๘-๙ เดือนก็จะคลอดออกมาเป็นเด็กถ้าไม่แท้งเสียก่อน แต่ว่าถ้าท้องไม่ครบเดือน ก็อาจจะพิกลพิการได้ แต่ว่าการที่เสนอเข้ามาเพื่อให้หมวด ๑๕ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท้องให้ เป็นความที่ไม่ชอบ ไม่ตรงไปตรงมา ไม่ชอบธรรม ไม่ถูกต้องตามทำนองครองธรรม เพราะว่าไปบังคับให้หมวด ๑๕ ให้อาหารและอากาศเพื่อจะให้ลูกเติบโตได้ ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะ ถูกฟ้องได้ เพราะว่าไม่ถูกทำนองครองธรรมไปบังคับให้หมวด ๑๕ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท้องให้ พอคลอดออกมาตามที่เสนอที่รัฐบาลและ ส.ส. ส.ว. ส่วนใหญ่เสนอนี้ คือท้องออกมาแล้ว เป็นลูกทรพี เป็นลูกเนรคุณออกมาแล้วก็ฆ่าแม่ค่ะ คือก็จะล้มล้างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหญิงครับ ควรเข้า ประเด็นที่สงวนได้แล้วครับ ขอบคุณครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

จบแล้วค่ะ กำลังจะจบเพื่อให้คนข้างนอก ผู้ชม ผู้ฟังทางบ้านจะได้เข้าใจว่าทำไมเราถึงคุยกันมากมาย อย่าเพิ่งเบื่อนะคะ ให้ฟังเถอะ แล้วก็ให้ฟังดูว่าคนอภิปรายเขาพูดอะไรกันบ้าง เมื่อท้องแล้วนี่ ก็คลอดออกมาเป็นรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า ลูกทรพี คือ ฆ่าแม่ เมื่อรัฐธรรมนูญคลอดออกมาแล้วนี่ ก็จะทำให้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี่ล้มล้างไปเลย เลิกไปเลย อันนี้ก็เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ ว่าทำไมเราต้องคุยกันมาก แล้วทำไมเราจะต้องคุยกันยาว คุยกันตั้งหลายวัน ไม่รู้จักเบื่อ หรืออย่างไร ดิฉันไม่อยากจะให้ประชาชนเบื่อค่ะ ทั้ง ๆ ที่ดิฉันทราบนะคะว่าเราจะพูด เราจะ อภิปรายด้วยเหตุด้วยผลมากน้อยแค่ไหนก็ตาม ท่านประธานคะ คณะกรรมาธิการแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่มีความเป็นอิสระ ดิฉันทราบดี แล้วก็อยากจะให้ประชาชนทราบ ด้วยว่ากรรมาธิการเขาไม่มีความเป็นอิสระในการพิจารณาหรือนำข้ออภิปรายเหล่านี้ ไปคิด เขามีคำสั่ง จะต้องรอคำสั่งมาเพื่อที่จะให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้ ดิฉันก็เสียใจนะคะว่า ประชาชนควรจะรับทราบแล้วก็รู้เท่าทัน ทันกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ที่ดิฉันขอแก้ มาตรา ๒๙๑/๒ ไว้นี่นะคะท่านประธาน มันก็เป็นเรื่องสืบเนื่อง ความจริงแล้วเมื่อเพิ่ม หมวด ๑๖ ไปให้หมวด ๑๕ ท้องแล้วนี่นะคะ ก็จะต้องมีกระบวนการเลี้ยงลูกให้โต ดิฉันอยากจะเปรียบเทียบว่า มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ เป็นกระบวนการ สร้างลูกทรพีในท้องแม่ คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็ออกมาฆ่าแม่ ดิฉันเคยเรียนไว้ว่า ดิฉันไม่เห็นด้วยว่าทำการอย่างนี้ไม่ถูกต้อง เป็นการปฏิวัติรัฐประหารตัวเองใช่หรือไม่ กระบวนการท้องครั้งนี้คล้าย ๆ กับมนุษย์ใช้เวลา ๒๔๐ วันคือ ๘ เดือน แต่คนทั่วไปแล้ว จะท้องประมาณ ๙ เดือน แต่รัฐธรรมนูญครั้งนี้อยู่ในท้องของแม่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมวด ๑๕ เพียง ๘ เดือน เพราะฉะนั้นคลอดออกมาจึงได้ฆ่าแม่เสีย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหญิงครับ ด้วยความเกรงใจ จริง ๆ ครับ คุณหญิงครับ อยากให้เข้าประเด็นเพราะเป็นวาระที่สอง

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ค่ะ กำลังเข้าแล้วค่ะท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ให้เข้าประเด็นที่ได้สงวน ความเห็นไว้ครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ได้ค่ะ มันเกี่ยวเนื่องกันค่ะท่านประธาน

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอมีอะไรครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉัน เป็นห่วงเยาวชนและคน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหญิง มีผู้ประท้วงครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม หมอสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ขอประท้วงท่านประธานหน่อยครับ ท่านประธานครับ บรรยากาศตอนเช้า ๆ อย่างนี้นะครับ แล้วก็คนอภิปรายก็ไม่ค่อยมีครับ ท่านประธานกรุณาช่วยเปิดโอกาสให้คุณหญิงเต็มที่ ได้ไหมครับ เพราะว่าท่านพูดเรื่องที่เป็นประโยชน์ครับ ถ้าท่านเบรก (Brake) บ่อยอย่างนี้ ใคร ๆ ก็เสียสมาธิครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คุณหมอสุกิจครับ ที่จริงผมให้เกียรตินะครับ ทีนี้ข้อบังคับมันมี ผมต้องยึดถือข้อบังคับ แต่ไม่เป็นอะไรครับ ผมก็จะอนุโลม แต่ให้กระชับแล้วเข้าสู่ประเด็นครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันกำลังช่วยรัฐบาล แล้วก็เพื่อสร้างความเชื่อถือ เชื่อมั่นให้กับรัฐสภาค่ะ รัฐสภาทำอะไรที่ไร้สาระ คนข้างนอกเขาจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าเมื่อเข้าใจแล้วก็จะได้ทราบว่า มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ นี้ เป็นกระบวนการที่จะให้คลอดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถูกไหมคะท่านประธาน เพราะฉะนั้นไหน ๆ ก็ให้ท้องแบบที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรมแล้ว แล้วเมื่อวานนี้ก็บังคับจิตใจของพวกเราโดยใช้เสียงข้างมากลงคะแนนให้จำนวน สสร. ทั้ง ๒ ประเภทตามที่ได้บล็อกกันไว้แล้ว อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องพูดจากันให้ประชาชน ได้เข้าใจ ดิฉันเข้าใจว่าดิฉันพูดกับท่านประธานหรือท่านประธานคณะกรรมาธิการก็คง ไม่ค่อยได้มีประโยชน์เท่าไรหรอก เพราะว่าท่านตัดสินใจเองไม่ได้ ถึงแม้ว่าท่านจะเห็นด้วย กับดิฉันและกับหลาย ๆ คนที่เขานำเสนอความคิดดี ๆ ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ประชาชนจะต้อง รับทราบความเป็นไปเป็นมาของรัฐสภานี้ให้ถ่องแท้ เมื่อพวกเราถูกบังคับให้ต้องรับว่าจะต้อง มีการสร้างร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว เพราะว่ามาถึงขณะนี้คงคัดค้านหรือทัดทาน ไม่อยู่แล้ว ขอท่านประธานขอให้ดิฉันได้อธิบายเถอะ เพราะว่าในชีวิตเป็นครั้งแรกค่ะ ที่ได้ผ่านกระบวนการคลอดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทีนี้กระบวนการไปสู่การคลอดนี้สิคะ ที่ถูกบังคับข่มขืนจิตใจคนจำนวนมากทั้งในสภาและนอกสภา แต่ไหน ๆ ก็อยู่ตรงนี้แล้วต้อง ยอมรับเสียงข้างมาก ซึ่งดิฉันก็พูดเสมอว่าขอความกรุณาเถอะว่าอย่าอ้างเสียงข้างมาก จนพร่ำเพรื่อ เพราะว่ารู้อยู่แล้วว่าท่านเสียงข้างมาก ท่านเสนอให้โหวตทีไรท่านก็ชนะทุกที คราวที่แล้วดิฉันก็ขอความกรุณาว่าเสียงข้างมากไม่ใช่ถูกต้องเสมอไป มันต้องถูก มันต้อง ชอบธรรม และชอบด้วยกฎหมายด้วย ดิฉันพูดไปคำหนึ่งนะคะ ก็อยากจะเรียนท่านประธานว่า ดิฉันบอกว่าอย่าพูดเลย เสียงข้างมากโหวตทีไรก็ชนะทุกทีเพราะเหมือนหมูอยู่ในอวย พอดิฉันอภิปรายเสร็จก็มีคนโทรศัพท์เข้ามาว่าคุณหญิงขอทานหมูในอวยด้วยจะได้ไหม คือ มันชนะกันอยู่แล้วค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้นขออย่าพร่ำเพรื่อว่าอ้างว่า ๑๕ ล้านคน ๑๕ ล้านคน ๒๕ ล้านคน ที่ไม่ได้เลือกพรรคท่าน ท่านทำไมไม่พูดถึงเขาบ้าง ขอความกรุณาเถอะ ขอให้มันชอบธรรมและชอบด้วยกฎหมาย ดิฉันยินดี แล้วก็ยอมทำตามอย่างเป็นอยู่ในขณะนี้ เมื่อโหวตไปแล้วให้ต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องให้มี สสร. ๒ ประเภท ตามจำนวน ที่กำหนดไว้ ๗๗ คน บวก ๒๒ คน เราก็ยอมรับแล้ว เพราะฉะนั้นเรากำลังมาพูดถึงว่าแล้วผู้ที่ จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวานนี้ดิฉันประทับใจสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ คุณพีระพันธุ์มากทีเดียวว่าจริง ๆ แล้วเรามีเพียง ๒ สภา คือวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ขณะนี้กฎหมายนี้ที่เรากำลังคุยกันอยู่ กำลังจะสร้างสภาที่ ๓ คือสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประทับใจยิ่งกว่าก็คือว่ามันใหญ่กว่าพวกเรานะคะ ใหญ่กว่า ส.ส. สภาผู้แทนราษฎร ใหญ่กว่าวุฒิสภา เพราะอะไร เพราะว่า ส.ส. และ ส.ว. พิจารณาเฉพาะ กฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญ แต่สภาที่กำลังจะสร้างใหม่และบุคคลที่จะเข้าสู่เป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ขอให้ประชาชนที่ผู้ชมผู้ฟังทางบ้าน ให้เข้าใจตามดิฉันด้วยได้ไหมคะว่าสิ่งที่เรากำลังพูดจากันอยู่ในขณะนี้มันเป็นเรื่องใหญ่หลวง เหลือเกิน ใหญ่หลวงเกินกว่าที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่งจะใช้อำนาจบาตรใหญ่ ใช้เสียงมากลากไปค่ะ ไม่เป็นอะไรค่ะเราก็ว่าไปตาม มันเป็นเรื่องใหญ่แล้วก็ สภาร่างรัฐธรรมนูญที่ตกลงกันเป็น ๙๙ คน เมื่อวานนี้ก็ได้พูดจากันไปแล้วว่าบล็อกกัน อย่างไร มีหลาย ๆ คนแม้กระทั่งท่านประธานคะ ดิฉันนั่งรถมานี้นะคะ ในวิทยุเขายังบอกว่า เขาพูดกันนานแล้วอย่าเพิ่งไปสมัครเลยเพราะว่าคุณไปอยู่หลังเขาที่ไหน เขาตกลงกันไป หมดแล้ว คนนั้นเขาตอบว่า ไม่ ก็เพิ่งกำลังประชุม กำลังอยู่ในวาระที่สองเท่านั้นเอง เขาบอกว่า เขาตกลงกันหมดแล้วว่าใครจะเป็น สสร. ของจังหวัดใด ของที่ใด และสาขาวิชาอะไรบ้าง เขาตกลงกันเรียบร้อยแล้ว คุณอย่าไปสมัครเลย ขอให้คุณเก่ง คุณมีความรู้ คุณเป็นที่ชอบ ของประชาชน

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหญิงครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่าน ประธานที่ไม่เป็นกลาง เมื่อวานนี้ผมถูกพาดพิง ผมจะขอพูดสักนิดก็ไม่ได้ วันนี้ท่านประธาน ได้วินิจฉัยหลายครั้งแล้วว่านี่อยู่ในวาระที่สอง ท่านประธานยังได้ให้ความเกรงอกเกรงใจ กับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีชื่อขึ้นต้นว่า คุณหญิง แต่ในที่สุดท่านประธานบอกว่า แม้จะผิดก็จะให้พูดต่อ ท่านประธานครับ นี่คือความไม่เป็นกลางที่เอียงข้างฝ่ายค้าน มากเหลือเกินนะครับ ท่านประธานครับ ผมก็เลยรู้สึกว่าแล้วอย่างกรณีที่บอกว่าใช้เสียงข้างมาก ลากไป ขอประทานโทษเถอะครับท่านประธาน ผู้ที่อภิปรายอยู่นี้เกิดมาไม่เคยอยู่ฝ่ายรัฐบาล มีเสียงข้างมากลากเลยหรือครับ จะไปอธิบายอะไรให้กับสังคมสับสนไปหมด ผมขอประท้วง ท่านประธานให้ควบคุมการอภิปรายอย่างเป็นธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหญิงครับ ที่จริง ผมทักท้วงหลายรอบและผมก็พยายามให้เกียรตินะครับ แล้วก็เมื่อกี้คุณหมอสุกิจก็บอกว่า ตอนเช้า ๆ ผมก็เลยไม่เป็นอะไรก็อนุโลม แต่ตั้งแต่อภิปรายมาคุณหญิงยังไม่เข้าประเด็น กรอบของวาระที่สองเลยนะครับ เพราะฉะนั้นสมควรแล้วล่ะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยว มีผู้ประท้วงอีก ก็พอสมควรแล้วครับ ขอให้เข้าในวาระที่สองที่คุณหญิงได้สงวนเอาไว้ครับ สงวนแก้ ๕ ปี เป็น ๓ ปีนะครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธานค่ะ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ขอบคุณท่านประธานนะคะ ที่ให้ความเข้าใจอย่างมาก ดิฉัน เข้าใจแล้วนะคะ จริง ๆ แล้วดิฉันเข้าแล้ว เพียงแต่ว่าคนฟังอาจจะไม่ได้ติดตามแล้วก็ ไม่ได้สนใจสิ่งสาระรายละเอียดที่ดิฉันพูด เพราะดิฉันพูดว่าเมื่อเรายอมรับแล้ว เราก็เข้าสู่ การเลือกสมาชิกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ดิฉันขออนุญาตเถอะว่าในชีวิตของดิฉันก็ไม่เคย มาเกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันเป็นเรื่องใหญ่ของดิฉัน แล้วดิฉันก็เชื่อว่า มันเป็นเรื่องใหญ่ของประชาชนทั้งประเทศ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหญิงครับ นิดเดียวครับ ผมเข้าใจคุณหญิงและผมพยายามให้เกียรติแล้วจะพยายามอนุโลม แต่ทีนี้มันขัดข้อบังคับ แล้วมีผู้ประท้วง ถ้าผมไม่ยึดข้อบังคับมันก็จะเสียหลักการ เพราะฉะนั้นก็คงต้อง ขอความกรุณากับคุณหญิงนะครับ ขอให้เข้าประเด็นเลยดีกว่านะครับ กรอบของวาระที่สอง

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อภิปรายได้เฉพาะในส่วนที่ คุณหญิงสงวนเอาไว้ แก้จาก ๕ ปีเป็น ๓ ปีครับ ว่า ๓ ปีดีกว่า ๕ ปีอย่างไร ประเด็นที่ คุณหญิงสามารถอภิปรายได้มีอยู่แค่นี้ครับ ๓ ปีดีกว่า ๕ ปีอย่างไรเท่านั้นเองครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ค่ะ ท่านประธานคะ ขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่งค่ะ ถ้าดิฉันจู่ ๆ ขึ้นมาพูด ๓ ปี ๕ ปี มันก็คงไม่มี ใครฟังดิฉันรู้เรื่องหรอกค่ะว่าดิฉันพูดอะไรอยู่ มันก็ต้องมีที่มาที่ไป ใช่ไหมคะ ดิฉันกำลังพูดถึงว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญมีความสำคัญ บุคคลที่จะเข้ามาสู่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จึงมีความสำคัญมากกว่า ส.ส. และ ส.ว. ในสภานี้ค่ะ เพราะฉะนั้นจึงได้กราบเรียนเบื้องต้นว่า ที่มาที่ไปเพื่อให้คนฟังไม่รู้อีโหน่อีเหน่เปิดวิทยุขึ้นมา คุณหญิงกำลังพร่ำอะไรอยู่ในสภา ก็ต้อง บอกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่นะคะ เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้าสู่เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จึงมีความสำคัญมาก ดิฉันก็ยังโทษตัวเองนะคะว่าดิฉันไม่ลึกซึ้งเพียงพอที่จะได้ทราบว่า มันสำคัญกว่าพวกเรา และสำคัญกว่า ส.ส. เพราะเขากำลังจะร่างกฎหมายที่เป็นกฎหมายสูงสุด กติกาสูงสุดของประเทศบังคับทุกคนในสภานี้ และนอกสภานี้ ไม่ว่าท่านจะเกิดอยู่ในท้อง ก็ครอบคลุมไปด้วย เมื่อวานนี้นะคะท่านประธาน ดิฉันยังแปลกใจนะคะว่ากรรมาธิการ คนหนึ่งบอกว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรมาก เพราะเขาไม่ได้ร่างกฎหมาย เขาเพียงแต่ จัดทำรัฐธรรมนูญ พูดได้อย่างไรคะว่าจัดทำรัฐธรรมนูญไม่สำคัญเท่ากับกฎหมายที่ ส.ส. และ ส.ว. พิจารณาในสภานี้หรืออย่างไร ก็อยากจะถามกลับไปเหมือนกันที่ท่านกรรมาธิการได้พูดว่า ดิฉันจดไว้เลยนะ รัฐธรรมนูญมีความหมายน้อย และสำคัญน้อยกว่ากฎหมายที่สภาและ วุฒิสภาได้ทำคลอด แต่การทำคลอดครั้งนี้เป็นการทำคลอดกฎหมายสูงสุดของประเทศค่ะ ดิฉัน เสียดายตัวเองมากเลยที่ไม่ได้ศึกษาให้มันรอบคอบมากกว่านี้ จึงได้มีการแก้ไขเพียงเล็กน้อย ดิฉันจะขอเข้าสู่รายละเอียดนะคะท่านประธานว่าดิฉันเห็นด้วยค่ะว่าบุคคลผู้มีสิทธิสมัครรับ เลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติเป็นไทยโดยกำเนิด ถ้าคนที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่คนไทย แล้วจะร่างรัฐธรรมนูญให้คนไทยใช้ได้อย่างไร ดิฉันเห็นด้วยมากนะคะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยค่ะ

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง ดิฉันก็ตอนที่ อ่านครั้งแรกนะคะ ตอนที่แปรญัตตินั้น ดิฉันก็คิดว่า โอเค ๓๕ ปี ก็น่าจะมีวุฒิภาวะ พอสมควร แล้วก็รู้ผิด รู้ถูก รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร แต่ในความเป็นจริงของสังคมทุกวันนี้ ดิฉันพบว่าอายุมากกว่านี้บางคนก็ไม่รู้ผิด รู้ถูก ไม่มีคุณธรรม ไม่มีจริยธรรม ไม่รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร เพราะฉะนั้นอายุจึงไม่ใช่เป็นตัวเลขที่ว่าเราจะมากำหนดว่าเขามีวุฒิภาวะ มากเพียงพอที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ดิฉันไม่ได้แปรญัตติไว้ ดิฉันเพียงแต่จะอธิบายว่าดิฉันตอนอายุ ๓๕ ปี ดิฉันก็คิดว่าดิฉันก็คงเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ พอสมควร แต่ว่าในปัจจุบันนี้ เนื่องจากเทคโนโลยีมันก้าวหน้ามาก เด็กเรียนรู้อะไรได้ จากคอมพิวเตอร์ จากอินเตอร์เน็ต (Internet) มากมาย เขามีคำพูดที่ว่า ไม่รู้อะไรก็ถามกู หรือไม่รู้อะไรก็ถามยู คือกูเกิล (Google) และยูทูป (YouTube) เพราะฉะนั้นอายุ ๓๕ ปี ก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าจะมีภาวะผู้นำเพียงพอที่รู้ผิด รู้ถูก มีจริยธรรม คุณธรรมประจำใจ ที่จะมาร่างกฎหมายสูงสุด กฎหมายกติกาของประเทศ ในครั้งนี้ ดิฉันเสียดายค่ะว่าดิฉันไม่ได้แปรญัตติ (๒) ด้วย แต่อย่างไรก็ตามก็ถือโอกาส กราบเรียนว่าความเจริญก้าวหน้าทำให้เด็ก ๆ อายุ ๒๐ ปี ก็สามารถที่จะเป็นเศรษฐีของโลกได้ ก็มีตัวอย่างหลาย ๆ ตัวอย่าง แล้วก็มีคุณธรรม เพราะเขาช่วยเหลือประเทศชาติ ช่วยเหลือ สังคม ช่วยเหลือคนยากจน

(๓) ในมาตรา ๒๙๑/๒ คือคุณสมบัติผู้มีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญค่ะ (๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้ว เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี นับถึงวันที่สมัครรับเลือกตั้ง เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่ สมัครรับเลือกตั้ง หรือเคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา ติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปีการศึกษา หรือเคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี ดิฉันขออธิบายแล้วก็ชื่นชม คุณพีระพันธุ์เช่นเดียวกัน ขออภัยที่เอ่ยนาม แต่ไม่ได้ทำความเสียหาย แต่ชื่นชมค่ะ ที่อภิปรายไว้เมื่อคืนนี้ดึกแล้ว ท่านผู้ฟัง ท่านผู้ชมทางบ้านอาจจะไม่ได้มีโอกาสฟัง เพราะว่า มันดึกเกินกว่ามนุษย์ปกติที่จะมาเฝ้าสภาว่าเขาทำอะไรกันอยู่ เขากำลังปู้ยี่ปู้ยำอะไรกันอยู่ในสภา ดิฉันก็อยากจะพูดซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่าเนื่องจากความรีบร้อนของกรรมาธิการจึงทำให้ ไม่รอบคอบ ไม่มีโอกาสได้พูดจาได้คุยกันให้ถ่องแท้ว่าท่านพลาดอะไรไปหลายอย่าง นับตั้งแต่ รายงานการประชุม ๓๐๐ กว่าหน้าต้องแก้ไขถึง ๖๑ หน้า ดิฉันก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเหมือนกัน นะคะว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในสภาอันทรงเกียรตินี้ด้วย เขาบอกว่าบุคคลที่ไม่ได้เกิด แต่ทำงาน แต่ไม่ใช่รับราชการ แล้วก็ไม่มีทะเบียนบ้านอยู่จะรู้จักคนในพื้นที่ดีกว่าคนเป็นข้าราชการ คนที่เกิด คนที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในจังหวัดนั้นด้วยซ้ำไป เขายกตัวอย่างทหารพรานคลุกคลี ตีโมงกับชาวบ้าน ช่วยเหลือชาวบ้าน อาจจะมีคนชอบ เป็นคนดี มีความรู้ มีวุฒิภาวะ ก็ไม่สามารถที่จะสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ เป็นต้น

และอีกประการหนึ่งที่ดิฉันเห็นด้วยอย่างมาก ประทับใจมากก็คือว่าพ่อค้า คหบดี นักธุรกิจ ที่ไปทำงานในจังหวัดนั้นนานชั่วนาตาปี แต่ว่าไม่ได้โอนทะเบียน ไม่ได้ ย้ายทะเบียนไปทำมาหากินที่นั่นโดยที่ไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้านไป อย่างเช่น กรุงเทพมหานคร มีคนจำนวนมากมาทำมาหากินในกรุงเทพมหานคร แต่ว่าไม่ได้อยู่ในทะเบียนราษฎร์ของ กรุงเทพมหานคร คนเหล่านั้นก็ถูกตัดสิทธิไป ท่านเป็นนักกฎหมายท่านก็เลยบอกว่าท่านไป ตัดสิทธิเขาได้อย่างไร ทหารพรานที่ไม่ใช่ข้าราชการ คลุกคลีตีโมงกับประชาชนชาวบ้าน อย่างแท้จริง นักธุรกิจที่ไปทำธุรกิจเขายกตัวอย่างว่าไปซื้อขายผลไม้ ซื้อขายปลา ก็สนิทสนม กับคนในพื้นที่สามารถที่จะสะท้อนความคิดความอ่านของผู้คนในจังหวัดนั้นได้ดีกว่าหลาย ๆ คน ที่มีคุณสมบัติตามที่ท่านเขียนไว้ ท่านประธานคะ ส่งต่อไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า ท่านจะนำกลับไปคิดได้ไหมคะตรงนี้ โดยเพิ่มบุคคลอย่างทหารพรานหรือนักธุรกิจที่เขา อยู่ในพื้นที่มากนานแล้วได้ไหมคะ เข้าไปในข้อ ๓ (๑๓) สำหรับตัวดิฉันเองนะคะ ดิฉันเปลี่ยน ๕ ปี เป็น ๓ ปี ก็ด้วยความคิดที่คล้ายคลึงกัน เพราะดิฉันมองดูในปัจจุบันนี้ รัฐธรรมนูญ ก็อนุญาตให้คนย้ายถิ่นฐานไปทำมาหากินในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศหรือแม้กระทั่งทั่วโลก ดิฉันลดจำนวนปีลง เพราะดิฉันเชื่อว่าคนที่เข้าไปตั้งรกรากถิ่นฐานในจังหวัดใหม่ที่ไม่ใช่จังหวัดเกิด ไม่ใช่จังหวัดเรียน ไม่ใช่จังหวัดที่มีทะเบียนบ้านแต่เดิม มีคนยกตัวอย่างว่าอย่าไปสมัครที่จังหวัดระยองบ้านเกิด ที่แม่อยู่ ก็ไปสมัครไม่ได้ตอนนี้ เพราะว่าไม่เข้าคุณสมบัติของข้อ ๓ นี้ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ดิฉันก็เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงของสังคมมีการโยกย้ายถิ่นฐานกันมากขึ้น ตัวอย่างเช่น คนภาคใต้หรือคนระยองที่ไปซื้อที่ที่ภาคอีสาน เนื่องจากว่ารัฐบาลส่งเสริมการปลูกยางพารา ทั่วประเทศที่มีคดีกล้าล้านกล้ายางพารานั่นเอง ยางพาราก็ได้มีการปลูกในประเทศทั่วทุกภาค ไม่ใช่เฉพาะแต่ภาคใต้และจังหวัดระยองหรือภาคกลางเท่านั้นเอง มีจำนวนไม่น้อยค่ะ ท่านประธาน เขาย้ายถิ่นฐานครอบครัวไปซื้อที่ลงทุนที่ภาคอีสาน เนื่องจากว่าที่ภาคอีสาน เป็นที่ที่ยังถูกอยู่ ดิฉันเป็นคนภาคอีสาน ดิฉันเข้าใจค่ะว่าไปสร้างงาน สร้างเงินให้กับ ครอบครัว และสร้างงานสร้างเงินให้กับประชาชนในพื้นที่นั้น สมมุติว่าเขาเพิ่งตัดสินใจ เพราะว่ารัฐบาลก็เพิ่งส่งเสริมไม่นานที่ให้ปลูกยางพาราได้ทั่วประเทศ เขาอาจจะเพิ่งย้ายไปอยู่ แล้วก็ย้ายทั้งครอบครัวไป ย้ายทั้งทุกคนไปทำงาน ไปปลูกยางพารา ไปกรีดยางพารา ที่ภาคอีสาน คุณสาธิต ปิตุเตชะ เป็น ส.ส. ของจังหวัดระยอง เป็นพยานได้นะคะว่า มีคนระยองย้ายไปอยู่ภาคอีสานจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ เขาไปตั้งรกรากถิ่นฐานใหม่ ในจังหวัด ซึ่งดิฉันก็เผื่อไว้ว่าบุคคลเหล่านี้เขาทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต ทำไมเขาจึงจะ ไม่มีโอกาสแม้เขาจะอยู่ในพื้นที่ตรงนั้นไม่ถึง ๕ ปีก็ตาม ดิฉันจึงคิดเพียงง่าย ๆ สั้น ๆ แต่ว่า เมื่อฟังสมาชิกแล้วทำให้ดิฉันโกรธตัวเองมากนะคะท่านประธานว่าดิฉันทำไมไม่ครุ่นคิด ใคร่ครวญให้มันรอบคอบมากกว่านี้ ปรึกษานักกฎหมาย ดิฉันเรียนจบกฎหมายปริญญาตรี เท่านั้นเองก็ไม่สามารถที่จะปีกกล้าขาแข็งที่จะต่อกรกับนักกฎหมาย แล้วโดยเฉพาะ กรรมาธิการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ดิฉันก็คิดแต่เพียงว่าถ้าเขาไปทำมาหากินอย่างสุจริต แล้วทำไมเขาจึงจะถูกตัดสิทธิ ทั้ง ๆ ที่เขาอุตส่าห์ย้ายบ้านย้ายช่อง ลูกเต้า พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ไปอยู่ภาคอีสานจากจังหวัดระยอง จริงไหมคะ ซึ่งเป็นถิ่นใหม่แล้วก็ไปลงทุน ทั้งชีวิตอาจจะ เอาเงินสะสมไว้ไปซื้อที่ใหม่ ไปทำสวนยางพารา หรือไปทำอุตสาหกรรมอื่น ๆ แม้กระทั่ง หมอสุกิจที่กรุณาช่วยพูดแล้วก็ช่วยอธิบายให้ท่านประธานทราบว่าเช้า ๆ อย่างนี้ แล้วก็ คนอภิปรายก็น้อย แล้วดิฉันก็ต้องมีที่มาที่ไป ก็เช่นเดียวกันคนทางภาคใต้ก็ไปปลูกยาง ที่ภาคอีสานบ้านดิฉันเหมือนกันค่ะ ดิฉันเป็นภาคอีสานยินดีต้อนรับค่ะ คนที่มาจากต่างถิ่น มาลงทุนที่ภาคอีสานทำให้คนภาคอีสานมีงานทำค่ะ ดิฉันก็เลยให้ความเห็นใจค่ะว่าแม้เขาจะ อยู่ไม่ถึง ๕ ปี ดิฉันก็ฝากท่านประธานด้วยนะคะ ฝากท่านประธานไปให้ท่านประธาน คณะกรรมาธิการว่าช่วยพิจารณาทั้ง ๒ ประเด็นคนที่ไม่ใช่ข้าราชการเป็นพ่อค้าที่ คลุกคลีตีโมงกับคนท้องถิ่นกับคนที่ไปทำธุรกิจ ไปตั้งรกรากหลักฐานใหม่ในจังหวัดอื่น ๆ ไม่เฉพาะภาคอีสาน ทางภาคเหนือ ภาคใต้ที่อื่น ๆ ดิฉันเพียงแต่ยกตัวอย่างเท่าที่มีข้อมูล ทราบจากท่านสาธิต ปิตุเตชะ ก็อยากจะขอให้ท่านช่วยพิจารณาลดจำนวนปีหรือแม้กระทั่ง เหลือปีเดียว ดิฉันก็ไม่ขัดข้องคะ ถ้าท่านจะกรุณานำกลับไปปรึกษาหารือ วันนี้เป็นวันที่ ๕ หรือวันที่ ๖ แล้วกระมังค่ะ จนลืมเวลาแล้วค่ะท่านประธาน คราวที่แล้วดิฉันอภิปราย เรื่องภัยพิบัติ ดิฉันพูดเสร็จไม่ถึงชั่วโมงก็แผ่นดินไหวแล้วค่ะ ขออภัยด้วย

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหญิงครับ มีผู้ประท้วง ครับ เอาอย่างนี้ครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

จบแล้วค่ะ ท่านประธาน ฝากท่านประธานคณะกรรมาธิการค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงมีคนต่อคิวจะพูด อีกเยอะเลยครับ คุณหญิงครับ ผมพยายามเต็มที่แล้วนะครับ จนถูกฝ่ายรัฐบาลตำหนิว่า ไม่เป็นกลาง ซึ่งก็ไม่เป็นกลางจริง ๆ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถ้าท่านประธานไม่พูด ดิฉันฝากท่านประธานกรรมาธิการก็จบแล้วค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สมควรครับ พอสมควรครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ช่วยพิจารณาด้วยค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คงไม่ต้อง ประท้วงแล้วครับ จ่าประสิทธิ์ครับ ไปที่ ส.ว. สุริยา ปันจอร์ ครับ ท่านขจิตรเชิญครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธาน ในข้อ ๕ ตามข้อบังคับ (๓) การควบคุมและการดำเนินกิจการ ของรัฐสภา เหตุผลผมฟังมา ๒ วัน แล้วรวมกับครั้งก่อนเป็น ๔ วัน วันนี้เป็นวันที่ ๕ ท่านประธานไม่ได้ควบคุมตามสมควรแก่อำนาจหน้าที่ ท่านปล่อยให้ใครอยากพูดก็พูด จนกว่าอยากจะหยุด เวลา ๔-๕ วันที่ผ่านมาได้ ๓-๔ มาตรานี่ประชาชนเขาก็ดูอยู่ว่า พูดประเด็นอะไร อย่างไร เพราะฉะนั้นผมประท้วงท่านประธานในข้อนี้ ขอให้ความกรุณา จากท่านประธานได้กำหนดพอที่จะเป็นความหวังได้ว่าวันที่ ๘ ที่ประชุมนี้ตกลงกันจะมีการ ลงมติ ควรจะดำเนินการไปตามนั้นด้วย นี่ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ผมใช้สิทธิของผมในฐานะที่เป็นตัวแทนประชาชน ผมประท้วง ผู้อภิปรายที่จบลงเมื่อกี้นี้ ตามข้อ ๔๓ ในวรรคสอง ผมถือว่าผมถูกใส่ร้าย ผมได้ยินว่า ผมได้ใช้มติบังคับ บังคับใจหรือบังคับท่าน แล้วพูด เวลาผมลงมติก็จะพูดกันบ่อยมากว่า ผมใช้เสียงข้างมากลากไป ตราบใดที่ยังไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ เสียงข้างมากก็คือ เป็นเสียงที่จะต้องเป็นมติของที่ประชุม ผมได้ฟังหลายคนมากที่บอกว่าเวลาผมลงมตินี่ ดูเหมือนประหนึ่งว่าเสียงข้างมากของผมนี่ ที่ผมลงไปแล้วมีพรรคพวก แล้วมีสมาชิกโหวต ตามเหมือนผมกำลังจะกลายเป็นคนผิดในสภานี้ ทั้ง ๆ ที่ผมโหวตตามรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก ก็ต้องชนะ ผมไม่ทราบว่าคนอภิปรายหลาย ๆ คน ผมไม่อยากประท้วง แต่วันนี้ผมไม่ยอม ผมจะนั่งอยู่นี่ล่ะ แล้วก็ขอความกรุณาด้วย เดี๋ยวประชาชนที่ฟังจะบอกว่าสภานี้วันนี้เสียงข้างมาก มันผิดแล้วหรือ นี่พูดทำนองนี้ ฟังมา ๔-๕ วันแล้ว ผมขอประกาศว่าเสียงผม ใครบังคับ ถ้าไม่เห็นด้วยผมลงให้ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าท่านพูดกันไป ๑๐๐ คน แต่ผมไม่เห็นด้วย ผมก็อดทน นั่งฟัง เวลาผมกดผมก็กดตามที่ผมเห็น เพราะฉะนั้นกรุณาให้เกียรติเสียงสมาชิกรัฐสภา ด้วยกันด้วย อย่าพูดประหนึ่งว่าสภาแห่งนี้เสียงส่วนมากไม่ชอบธรรม แล้วเสียงส่วนมาก ต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ มันไม่ชอบธรรมตามข้อกฎหมายข้อไหนลองอธิบายมาสิ ถ้ามันชอบธรรมถูกต้อง ต้องถอนคำพูด ขอบคุณครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มี ๒ ประเด็นนะครับ ท่านประท้วง ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก ประท้วงตัวผมนะครับ ก็ขอบคุณครับ แล้วจะพยายามนะครับ ที่จริงผมยึดข้อบังคับ ข้อ ๕ อยู่แล้วเพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างเรียบร้อยนะครับ แต่การที่จะควบคุมบางครั้งก็ต้องใช้ศิลปะพอสมควรนะครับ ก็รับฟังครับ

แล้วก็ประเด็นที่ ๒ ท่านใช้สิทธิพาดพิงกรณีที่ถูกกล่าวหาทำให้เกิด ความเสียหายในเรื่องการใช้เสียงข้างมากนะครับ ก็คงไม่ถึงขั้นจะต้องถอนนะครับ เพียงแต่ ผู้อภิปรายก็ควรจะต้องระมัดระวังนะครับ ท่านคุณหมอสุกิจเชิญครับ ประท้วงอะไรครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม หมอสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ เหมือนกัน ก็คืออยากจะให้ ท่านประธานช่วยควบคุมผู้ประท้วงด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีความไวที่จะกดเสียงนะครับ คือให้เสียงมันหยุด เพราะว่ามีผู้ประท้วงหลายคนนะครับ ถ้าดูข่าว ช่อง ๓ เมื่อเช้านี้ได้เอาไปออก มีการประท้วงโดยใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม หยาบคาย ซึ่งไม่ควรที่จะเอามาพูดในการประชุม ในห้องประชุมที่มีเกียรติเช่นนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านประธานได้ดูแลเรื่องนี้ด้วย การประท้วง ไม่ใช่ว่าพอฝ่ายรัฐบาลประท้วงแล้วท่านปล่อยให้พูดยาวไป อย่างเมื่อกี้นี้ กลายเป็นการอภิปรายและเป็นการประท้วงด้วย แล้วก็มีการพาดพิงด้วยในอันเดียวกันนะครับ ซึ่งเรื่องนี้ถ้าเกิดกับฝั่งผม ผมเชื่อว่าท่านประธานคงไม่อนุญาตเป็นแน่ เพราะฉะนั้น ท่านประธานควบคุมแล้วให้ความเป็นกลาง ให้ความเป็นธรรมทั้ง ๒ ฝ่ายด้วย ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ก็ขอบคุณ ที่คำชี้แนะนะครับ แต่ทีนี้เมื่อสักครู่ที่ท่านที่ประท้วงใช้สิทธิประท้วง ทั้งประท้วงประธาน ผิดข้อบังคับ แล้วก็ประท้วงในอีกประเด็นหนึ่งที่ถูกพาดพิงทำให้เกิดความเสียหาย ท่านก็ ชี้ประเด็นที่เสียหายแล้วก็อธิบายในประเด็นนั้น ก็ไม่มีอะไรผิดครับ ผมก็ปล่อยไปตามสิทธิ ที่ควรจะต้องเป็น ก็ขออนุญาตดำเนินการต่อเลยนะครับ ไปที่ท่านสุริยา ปันจอร์ เชิญครับ ท่านสุริยา ท่านสงวนไว้เฉพาะในประเด็นที่คุณสมบัติของผู้ที่จะสมัคร สสร. ควรต้องมี วุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี ประเด็นที่ท่านสงวนมีประเด็นนี้เท่านั้นนะครับ เชิญครับ

นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา สตูล

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดสตูล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรา ๒๙๑/๒ ซึ่งว่าด้วยบุคคลผู้มีสิทธิที่จะสมัคร รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ท่านประธานครับ วันนี้ตั้งแต่เช้า มาด้วยบรรยากาศที่สดชื่นแจ่มใส แล้วก็ด้วยความตั้งใจที่อยากจะนำเสนอในสิ่งที่ดี ๆ แต่ว่า ในบางครั้งบางคราวก็ทำให้มีความรู้สึกไม่ค่อยจะสบายใจเท่าไร เนื่องจากว่าความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกที่แตกต่างกันในทางด้านความคิด อันนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ถ้าเป็นไปได้ผมขอก่อนที่จะเข้าประเด็น ขอนิดเดียวท่านประธานครับ คือท่านประธาน ต้องคำนึงถึงข้อบังคับเป็นหลัก โดยไม่คิดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในขณะเดียวกันนั้นที่เป็นห่วง อยู่ในขณะนี้ ซึ่งมีสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านบอกว่าสมาชิกวุฒิสภา จริง ๆ แล้วด้วยใจนั้น อยากจะอภิปรายให้เต็มที่ แต่เนื่องจากเกรงใจแล้วก็ด้วยคำนึงถึงเวลาที่มีอย่างจำกัด ก็เลย พูดกันอย่างจำกัดจริง ๆ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ถ้าเราจะได้ประหยัดเวลากันบ้าง ก็จะทำให้ การดำเนินการของการประชุมจะไปอย่างราบรื่นนะครับ ท่านประธานครับ ตำแหน่งที่เรา กำลังพูดถึง นั่นก็คือ สสร. เป็นคณะที่มีความสำคัญมากจริง ๆ เมื่อสักครู่ท่านผู้อภิปรายก็ได้ บอกว่าสำคัญ ผมก็ยอมรับว่าสำคัญจริง ๆ เพราะว่าเป็นบุคคลที่มาร่วมกันตรากฎกติกา ที่ใช้กันทั้งประเทศ แล้วก็ไม่มีกฎกติกาใดที่ใหญ่แล้วก็มีความสำคัญเท่ากับกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นบุคคลที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ถามว่า ส.ส. กับ ส.ว. สำคัญหรือไม่ ขอตอบว่าสำคัญเหมือนกันครับ แต่ว่าเรามีอำนาจและหน้าที่ที่แตกต่างกัน ท่านหมายถึง สสร. มีหน้าที่ในการที่จะไปยกร่าง เพื่อที่จะให้ ส.ส. ส.ว. แล้วก็คนทั้งประเทศมาปฏิบัติ เพราะฉะนั้นผมถือว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มี ความสำคัญอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะในมาตรา ๒๙๑/๒ ที่พูดถึงเรื่องของคุณสมบัติ ผู้มีสิทธิ ที่จะสมัครใน (๑) ไม่ติดใจก็คือเป็นคนที่เป็นสัญชาติไทยโดยการเกิด ไม่ติดใจ (๒) ก็ไม่ติดใจ อายุสามสิบห้าปี ไม่ติดใจ (๓) ก็ไม่ติดใจครับ แต่ที่อยากจะนำเสนอและขอเพิ่มเติมก็คือ เรื่องของวุฒิการศึกษา ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตที่จะเสนอเพิ่มเติมวุฒิการศึกษา ไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ด้วยเหตุผลอย่างนี้ครับ ไม่ใช่ผมไม่เห็นความสำคัญ ของผู้ที่ได้รับการศึกษาไม่ถึงระดับปริญญาตรี ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผู้ซึ่งไม่จบปริญญาตรี มีความรู้ มีความสามารถ แล้วก็สามารถที่จะยกระดับพัฒนาตนเอง ครอบครัว สังคม และร่วมพัฒนาประเทศชาติก็มีมามาก แต่ด้วยเหตุว่าสังคมยุคปัจจุบัน ท่านประธานครับ สังคม ยุคปัจจุบันไม่ทราบว่าจะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ เป็นตัววัด ในการที่จะเข้ารับการศึกษา เข้ารับทำงาน ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน บริษัท ห้างร้าน หรือรับราชการก็ไม่ทราบว่าจะเอาตัวไหน มาเป็นเกณฑ์ ก็เลยได้กำหนดวุฒิการศึกษา ผมเห็นด้วยมาตั้งแต่ต้นว่า ส.ส. ไม่กำหนด ไม่เป็นอะไร เพราะ ส.ส. เป็นผู้แทนของพี่น้องประชาชนตามสัดส่วนของแต่ละจังหวัด เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ไม่กำหนดวุฒิการศึกษาสำหรับ ส.ส. แต่พอมาดู มาตรา ๑๐๕ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กำหนดในวุฒิการศึกษาของสมาชิกวุฒิสภา นั่นหมายถึงว่า ยกระดับขึ้นมาอีกระดับหนึ่งเพราะมีภาระและหน้าที่เพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้น ซึ่งระดับล่าง ส.ส. เป็นผู้สัมผัสกับพื้นที่ เป็นผู้สัมผัสไปศึกษาหาประสบการณ์ หาปัญหาอะไรต่าง ๆ มาร่วมกัน ยกร่างกฎหมาย แล้วก็นำเสนอเข้าสู่สภา นี่คือ ส.ส. แต่ ส.ว. นี้มีหน้าที่มากลั่นกรองกฎหมาย เป็นหลัก เพราะฉะนั้นคนที่ทำหน้าที่ สสร. ผมมองว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีวุฒิไม่ต่ำกว่า ปริญญาตรี เนื่องจากว่าอย่างน้อย ๆ จะมีพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นคำพูด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาสาระ ที่จะนำมาเสนอในที่ประชุมของ สสร. เพราะฉะนั้นเห็นด้วย ขอเสนอนะครับ อย่างน้อย ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เมื่อวานนี้ผมได้เรียกร้อง วิงวอนท่านคณะกรรมาธิการ ครั้งหนึ่งผ่านไป วันนี้ก็เรียกร้องอีกแม้ว่าความฝันจะเลือนรางและไม่มีแสงสว่างในปลายอุโมงค์ ก็จริงอยู่ แต่โดยภาระและหน้าที่ก็จำเป็นที่จะต้องเรียกร้องต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รัฐสภายินดีต้อนรับ คณะครูและนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก กรุงเทพมหานคร ท่านเจริญ ภักดีวานิช ครับ

นายเจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภา พัทลุง

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมได้แปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๒ ไว้ กราบเรียนท่านประธานครับ ตอนที่ผมไปแปรญัตติกับคณะกรรมาธิการ แต่เนื่องจากคนไปแปรญัตติยื่นหลายคน ปกติ เวลาผมไปแปรญัตติกฎหมายถ้าคณะกรรมาธิการชี้แจงผมพอใจผมก็จะไม่สงวน แต่ครั้งนี้เนื่องจากว่าไปชี้แจงคณะกรรมาธิการไม่มีเวลาก็ให้สงวน ที่จริงคณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจงให้ทราบว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเปิดกว้างขึ้นอะไร ซึ่งผมจะฟังอีกที ถ้าเผื่อคณะกรรมาธิการชี้แจง ผมพอใจผมก็จะสนับสนุนครับ แต่อย่างไรก็ตามครับ ในฐานะ ที่ผมได้ยื่นไว้แล้ว ได้แสดงเจตจำนงในการแปรญัตติก็กราบเรียนท่านประธานครับ หลายคนเราพูดกัน ๓-๔ วัน ว่า สสร. ครั้งนี้เป็นประวัติศาสตร์และเป็นครั้งสำคัญที่จะมา ร่างกฎหมายที่สำคัญในการปกครองประเทศนำไปสู่การที่นักการเมืองเข้าสู่อำนาจ อำนาจที่ สามารถที่จะนำไปสู่ผลได้ผลเสีย และเป็นผลประโยชน์กับพี่น้องประชาชนครับ เพราะฉะนั้น พวกกระผมสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้รังเกียจคนที่ไม่จบปริญญาตรีอันนี้โดยเจตนา และเห็นคุณค่า ว่าทุกคนสามารถมาทำหน้าที่ได้ แต่เนื่องจากครั้งนี้เป็นครั้งที่สำคัญเป็นความท้าทาย ของประเทศเราที่จะเดินหน้าต่อไป ถ้าเวลาในการร่าง ท่านประธานครับ จะพบได้ว่า เนื่องจากเวลาในการร่าง ๒๔๐ วัน ถ้าเผื่อว่าผู้ที่จบปริญญาตรี ระหว่างเรียนปริญญาตรี อาจจะมีพื้นฐานอยู่บ้าง ก็จะทำให้การร่างนั้นนำไปสู่มีความรวดเร็วได้ยิ่งขึ้น แต่ทั้งหมดนี้คนที่ ไม่จบปริญญาตรีอาจจะมีความสนใจมากกว่าพวกจบปริญญาตรีก็ได้ในเรื่องรัฐธรรมนูญ อันนี้ ผมไม่คัดค้านนะครับ

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ เนื่องจากเวลาที่มีน้อย เวลาที่จำกัด เรามี สสร. ๒ ประเภท สสร. อันหนึ่งก็คือจากภาควิชาการครับ เพราะฉะนั้นภาควิชาการ ๒๒ คน ถ้าเผื่อคนที่มาจากการเลือกตั้งจบปริญญาตรี การเชื่อมโยงเรื่องต่าง ๆ ก็จะทำให้การสื่อสาร ง่ายขึ้น ประหยัดเวลาขึ้นนั่นเอง และนำไปสู่การที่ผมคิดว่าการที่คุณมีความรู้พื้นฐานนั้น โอกาสถูกครอบงำโดยนักวิชาการจะมีโอกาสน้อยลง แต่ทั้งหมดผมได้ฟังท่านกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยได้อภิปรายเมื่อคืนก็เห็นชัดว่าทุกคนอยากให้ทุกคนที่เป็นคนไทยในพื้นที่ต่าง ๆ ได้มีโอกาสเข้ามาสู่เป็น สสร. เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อท่านกรรมาธิการได้ชี้แจง แล้วก็พวกกระผม ได้รับฟังเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อเปิดโอกาสให้กับประชาชนคนไทยทุกคนที่มีความรู้ ถึงไม่มีความรู้ แต่มีความสนใจหรือมีจุดยืนเรื่องประชาธิปไตย พวกกระผมก็พร้อมที่จะ สนับสนุนนะครับ

ประการต่อไปนี้ กระผมกราบเรียนท่านประธานครับ เนื่องจากว่าพวกกระผม ซึ่งได้หารือกันก่อนในการแปรญัตติในเรื่องนี้นั้น เห็นว่าก็เป็นส่วนหนึ่งว่าต่อไปนี้ ผู้ที่จะมา รับผิดชอบประเทศชาติการให้ความสำคัญทางการศึกษาก็เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยให้ คนสนใจ แล้วก็มีความสนใจที่จะศึกษาเพิ่มเติม แล้วก็นำไปสู่การที่คนของเรา คือการที่ คนศึกษาสูงขึ้นแล้วก็นำไปสู่การมีมาตรฐานชีวิตตัวเองดีขึ้น แต่ทั้งหมดในการร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ โดย สสร. ท่านประธานครับ เรามอบอำนาจสุดท้ายให้ สสร. ร่าง ร่างแล้ว ถ้าไม่มีปัญหาตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งผมเวลาจำกัดก็ไม่อยากจะรบกวนเวลา ก็สามารถ ประกาศใช้ได้ เพราะฉะนั้นอำนาจนี้เป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สภาแห่งนี้ รัฐสภาได้มอบให้กับ ท่านสมาชิก สสร. เพราะฉะนั้นกระผมคิดว่าผู้แปรญัตติทั้งหมดในกลุ่มของพวกกระผม ที่ได้หารือกันไว้ก่อนในสมาชิกวุฒิสภา พวกเราไม่ได้รังเกียจผู้ที่ไม่จบปริญญาตรี และถ้าเผื่อ ท่านกรรมาธิการท่านได้กรุณาได้ชี้แจงเหตุผล พวกกระผมรับได้ แล้วก็สนับสนุนครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านชรินทร์ หาญสืบสาย เชิญครับ

นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภา ตาก 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดตาก กระผม ได้ขอแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๒ เกี่ยวกับคุณสมบัติของ สสร. ซึ่งหลาย ๆ ข้อนั้น ผมก็มีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้องมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด มีอายุ ไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง ที่จริงเรื่องอายุนี้นะครับ ผมก็ฟังสมาชิกรัฐสภา หลายท่านได้พูดไปนะครับ ก็มีความเห็นที่หลากหลายว่าอายุ ๓๕ ปีสูงไป อายุ ๒๕ ปีก็น่าจะพอ ผมว่ามีเหตุผลทั้งนั้นนะครับ จริง ๆ แล้วก็อยู่ที่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าบุคคลคนนั้นที่อยู่ในจังหวัดของตัวเองมีคุณวุฒิ หรือว่ามีวุฒิภาวะดีเพียงพอหรือไม่ที่จะปฏิบัติหน้าที่เป็น สสร. นะครับ เพราะฉะนั้นจะมีอายุ เท่าไรผมก็ไม่ติดใจนะครับ แต่อีกข้อหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าจะต้องเพิ่มเติมไป ก็คือควรจะสำเร็จ การศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เรื่องคุณสมบัติการศึกษาถ้าเราดูในคุณสมบัติ ของ ส.ส. หรือว่าสภาผู้แทนราษฎรนั้นก็ไม่ได้กำหนดไว้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะว่า ส.ส. นั้นทำหน้าที่ไม่เหมือนกับ สสร. ที่จะทำหน้าที่ไปจัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ส.ส. นั้น ก็มีหน้าที่ในการที่จะออกกฎหมาย เสนอร่างกฎหมาย ลงพื้นที่เพื่อดูแลทุกข์สุขของราษฎร ต่าง ๆ มันก็ไม่จำเป็นจะต้องกำหนดคุณสมบัติก็ได้ เพราะว่าประชาชนย่อมจะรู้ดีว่าบุคคลนั้น เหมาะสมหรือไม่ที่เขาจะพึ่งพาอาศัย หรือว่าจะทำหน้าที่แทนประชาชนได้นะครับ แต่ว่า ในเรื่องของ สสร. นั้น เราต้องคำนึงถึงปรัชญาการที่จะจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเสียก่อนนะครับ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นกฎหมายที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ หรือกติกาในการปกครองบ้านเมืองนะครับ ถ้าหากว่ากติกาดี รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย ก็จะทำให้ประเทศมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองไป มีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือความมั่นคงทุก ๆ ด้านนะครับ แต่ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยน้อย เป็นเผด็จการ แน่นอนนะครับ ก็จะเกิดปัญหาในบ้านเมืองได้ ประชาชนที่ไม่ได้รับ อิสระเสรีภาพก็จะเรียกร้อง และในที่สุดนั้นก็จะเป็นที่มาของการต่อสู้ถึงกับเลือดตกยางออก อย่างที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง หรือในประเทศอาหรับทั้งหลายในทุกวันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องสำคัญมากนะครับ ที่ว่า ควรจะเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยที่เราทุกคนใฝ่ฝัน แล้วก็ใฝ่หา ดังเช่นที่ ประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดี คนที่ ๑๖ ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เคยกล่าวไว้เมื่อ ๑๐๐ กว่าปีเศษมาแล้ว ซึ่งพูดถึงประชาธิปไตยเป็นที่น่าจับใจ แล้วประทับใจของคนไปทั่วโลก ซึ่งผมขอกล่าวซ้ำอีกครั้งหนึ่งครับว่าท่านประธานาธิบดี ลินคอล์นได้กล่าวว่าประชาธิปไตยคือการปกครองระบอบการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญที่จะสร้างขึ้นมา จัดทำขึ้นมานั้น ก็ควรจะเป็นของประชาชน เริ่มต้นเลยต้องเป็นของประชาชน จะเป็นของประชาชนได้ก็คือ ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการจัดทำ ในการยกร่างขึ้นมา ตรงนี้ละที่ท่านประธานที่เคารพ ที่ผมมาโยงถึงเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะทำหน้าที่เป็น สสร. สสร. นั้น ทำไมผมบอกว่า ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี สสร. ที่จะทำหน้าที่นั้น เมื่อวานกระผมได้กล่าวไปแล้ว โดยยึดหลักการที่ดีของการเป็น สสร. ๔ ประการ คือ ๑. จะต้องมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างหลากหลาย คือมีที่มาอย่างหลากหลาย ๒. จะต้องเป็นกลาง ๓. จะต้องมีอิสระ และ ๔. จะต้องไม่ฝักใฝ่ อาจจะต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อเราคำนึงถึงหลักการที่ดี ทั้ง ๔ อย่างนั้นจะเห็นว่าผู้ที่ทำหน้าที่เป็น สสร. ในสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น เขาจะ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดทีเดียวนะครับว่าการที่ผู้ใดผู้หนึ่งที่เป็น สสร. จะตระหนักถึง หลักการทั้ง ๔ อย่างว่าตัวเองจะต้องไม่ฝักใฝ่นักการเมืองนะ จะต้องเป็นกลาง จะต้องมีอิสระ จะต้องยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นส่วนรวมนั้น ผมคิดว่าตรงนี้ละที่การศึกษา จะมาช่วย มิฉะนั้นแล้วไฉนเลยที่รัฐบาลทุกประเทศในโลกนี้จะให้ความสำคัญการศึกษา ทำอย่างไรจะให้การศึกษานั้นประชาชนเข้าถึงทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจนจะต้องมีการศึกษา ที่อย่างน้อยในสมัยก่อนประเทศต่าง ๆ เขาบอกว่าถ้าจบระดับมัธยมศึกษานั้นก็ดีพอแล้ว แต่ทุกวันนี้ท่านจะเห็นแล้วนะครับว่าวิทยาการสมัยใหม่มันมีมากมายเหลือเกิน จบมัธยมศึกษาอย่างเดียวมันไปทำมาหากินไม่ดีเท่ากับจบปริญญาตรีหรือเทียบเท่านะครับ การจบปริญญาตรีนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นสังคมศาสตร์ หรือนิติศาสตร์ แต่ว่าในสาขา วิทยาการ หรือสาขาไหนก็ได้ทั้งนั้น เพราะว่ายิ่งเรียนไปก็จะทำให้มีความรับผิดชอบ ต่อบ้านเมือง รู้จักรับผิดชอบชั่วดีดีขึ้น เพราะฉะนั้นการที่คุณสมบัติของ สสร. ที่เราจะจัดทำขึ้นมานี่นะครับ ควรจบปริญญาตรีนั้นก็เพื่อสนับสนุนนโยบายการศึกษา ของชาติ นั่นคือว่าผู้ปกครองจะได้รู้ว่าถ้าอีกหน่อยอยากจะให้ลูกมีบทบาทในรัฐสภาไทย ก็ควรจะจบปริญญาตรี อย่างน้อยถ้ามีการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่นั้น สมมุติจะมีนะครับ ก็รู้ว่าลูกหลานควรจะจบปริญญาตรี มิฉะนั้นแล้วคนบอกไม่ต้องไปจบปริญญาตรีหรอก จบอะไรก็ได้เดี๋ยวก็ได้เข้านั่งในรัฐสภาเอง อันนั้นก็จะทำให้สร้างค่านิยมที่ไม่ถูกต้องครับ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อคำนึงถึงหลักการการเป็น สสร. ที่ดีทั้งหลายแล้วนะครับ ผมคิดว่า ถึงแม้ว่าท่านทั้งหลายบอกเมื่อเช้านี้ก็มี ส.ส. ผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงว่า สสร. ดูเหมือนว่า มีความสำคัญมากกว่าสภาผู้แทนราษฎร กระผมคิดว่าตรงนี้ก็เป็นมุมมองอีกอันหนึ่งที่ อาจจะฟังแล้วอาจคล้าย ๆ อย่างนั้น แต่จริง ๆ แล้ว สภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะตั้งขึ้นมานั้น ถ้าจะเป็นของประชาชนจริง ๆ เพื่อให้รัฐธรรมนูญออกมานั้นมีประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์นั้น ก็ควรจะจัดทำโดยคนทั้งประเทศ แต่ข้อเท็จจริงเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นก็จะต้องมี คณะใดคณะหนึ่งจัดทำหน้าที่แทน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าก็น่าจะให้รัฐสภาซึ่งประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎรแล้วก็วุฒิสภาทำหน้าที่แทน แต่นั่นล่ะครับ ท่านประธานที่เคารพ และท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับว่ามันเป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกันเพราะว่ารัฐสภาเอง ก็มีภาระหน้าที่ที่สำคัญหลายประการที่ต้องทำตั้งแต่เรื่องการออกกฎหมาย เรื่องดูแลทุกข์สุข ของประชาชน แล้วก็ดูแลควบคุมการบริหารบ้านเมืองของฝ่ายบริหารนะครับ เพราะฉะนั้น ไม่มีทางเลือกอย่างอื่นว่านอกจากจะต้องจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา ตรงนี้ล่ะครับ ที่ สสร. มีบทบาทมากว่าทำอย่างไรถึงจะจัดทำรัฐธรรมนูญ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็น ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แล้วก็หวังว่าในคราวนี้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นฉบับที่ดีที่สุด ฉบับหนึ่งของประเทศไทยและจะทำให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย เป็นที่ยอมรับของทั้งโลกได้ บทบาทของ สสร. จึงมีความจำเป็น จึงจำเป็นจะต้องได้บุคคลที่มี คุณวุฒิดีสมควร อย่างน้อยที่สุดควรจะจบปริญญาตรี แน่นอนครับ ถ้าจะบอกว่าก็ยังมี อีกฝ่ายหนึ่งคือที่ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ก็คือว่าที่มาของ สสร. นั้น ส่วนหนึ่งก็จะมาจากผู้ชำนาญการหรือผู้มีประสบการณ์ด้านสาขาต่าง ๆ โดยจากการคัดเลือก ของรัฐสภานะครับ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาสมบูรณ์ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนก็มีความสำคัญและเป็นที่วางใจได้ว่า สสร. ที่จะได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนนั้นมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทยนั้น คนเหล่านั้นก็ควรจะจบปริญญาตรีอย่างน้อย เพราะฉะนั้นผมจึงจะสนับสนุนและขอแปรญัตติให้มีการแก้ไขคุณสมบัติตรงนี้ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุพจน์ เลียดประถม ครับ

นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภา ตราด

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตราด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และผู้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒ ประเด็นที่ผมได้ขอแปรญัตติอาจจะเหมือนกับ เพื่อนสมาชิกบางท่านในแง่ของคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็น สสร. นะครับ กระผมเอง ใคร่ขอกราบเรียนต่อท่านประธานถึงแนวความคิดถึงเหตุผลของกระผมว่าทำไมถึงได้ แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒ ใน (๔) ที่ขอแปรญัตติต่อคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการ ไม่เห็นด้วย กระผมขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่าการเตรียมคนที่ดีที่สุดคือการศึกษาครับ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญเมื่อเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศซึ่งจะมาบังคับใช้ในประเทศใด ประเทศหนึ่ง รวมทั้งของประเทศไทยที่เรากำลังพิจารณากันนี้ เขาบอกว่าอยากดูกติกา บ้านเมือง อยากดูโครงสร้างทางสังคมของประเทศใดให้ไปอ่านรัฐธรรมนูญก็จะทราบ เพราะฉะนั้นเมื่อมันเป็นความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจ ความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ในสังคมนั้น ๆ ผมเองเห็นว่าคุณสมบัติเพียง ๓ ข้อที่ตามร่างเดิมที่ได้กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นด้วยสัญชาติไทยด้วยการเกิด หรือมีอายุสามสิบห้าปีบริบูรณ์ หรือมีภูมิลำเนา หรือมีการทำงานอยู่ในพื้นที่นั้น ผมเองเห็นว่าเป็นคุณสมบัติพื้นฐานเท่านั้นเอง ไม่เพียงพอนะครับ คนที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เกณฑ์ที่เหมาะสม แล้วทีนี้ ผมเห็นว่าเป็นรูปธรรม และสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ว่าเราไม่มีใช้นะครับ เรามีใช้อยู่แล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คุณสมบัติของวุฒิสมาชิก ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา จะต้องจบปริญญาตรี ในยุคหนึ่งผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะต้องจบปริญญาตรี เหตุไฉนผู้ที่จะมา ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาเขียนกฎเกณฑ์กติกาของประเทศเลือก ส.ส. ส.ว. รวมทั้งองค์กรอิสระ ต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญ จึงไม่กำหนดกฎเกณฑ์ว่าเขาควรจะมีพื้นฐานความรู้อย่างไร ก็ต้อง กราบเรียนต่อท่านประธานต่อไปอีกว่าการที่เราจะมาวัดความสามารถ วัดประสบการณ์ของ บุคคลมันไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ต่างคนต่างก็อ้างว่าตนเองเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเวลาจะรับสมัครบุคคลเข้ารับราชการ ต้องมีวุฒิบัตร ต้องมีปริญญา ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ก็ต้องเขียนไว้ในกฎเกณฑ์นั้น ในระเบียบนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะรับคนเข้ามาทำงานมาร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ มีความยากกว่าการทำ พ.ร.บ. ของสมาชิกรัฐสภาอีก เหตุไฉนเราจึงไม่กำหนดว่าบุคคล เหล่านี้ควรจะมีพื้นฐานความรู้อย่างไร ความรู้ความสามารถประสบการณ์เป็นเรื่องที่วัดยาก แต่วุฒิบัตรปริญญาเป็นความรู้ความสามารถเบื้องต้นที่หลักเกณฑ์เหล่านี้เราสามารถกำหนด ได้ เราต้องยอมรับว่า สสร. นี้ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถอีกระดับหนึ่ง กระบวนการ ยกร่างผู้ที่จะยกร่างมีผลโดยตรงต่อหน้าตาของรัฐธรรมนูญที่ท่านกำลังจะเขียนขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมเองขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมาธิการทุกท่านว่าอยากให้ท่านได้ฟังเพื่อนสมาชิกบ้างนะครับ ถ้าท่านลงมติของท่าน ก็จะชนะอยู่เรื่อย อยากให้ท่านฟังสมาชิกรัฐสภาบ้างว่าสิ่งที่สมาชิกกำลังอภิปรายอยู่นี้ กำลังนำเสนอ มันไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลยนะครับ เป็นการยกระดับของผู้ที่จะ มาเขียนกฎกติกาของบ้านของเมืองนี้ให้มันมีหลัก มีกฎเกณฑ์ ให้มีความรู้ความเข้าใจ ในกฎกติกา กฎหมายของบ้านเมืองนะครับ ซึ่งเรื่องเหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ มากกว่า การที่ท่านจะไปคงร่างของท่านแข็งทื่อไว้นะครับ เพียง ๓ ข้อเท่านั้นเอง อันนี้เป็นคุณสมบัติที่เราพูดคุย มาตรา ๒๙๑/๒ ไม่ใช่ข้อห้าม เป็นคุณสมบัติของ สสร. ที่จะต้องมีติดตัวมาสมัคร เพราะฉะนั้นจึงขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านมายัง ประธานคณะกรรมาธิการให้ท่านชี้แจงในประเด็นนี้ว่าท่านเห็นด้วยไหม ถ้าท่านไม่เห็นด้วย ท่านมีหลักอะไรว่าจะเอาคุณสมบัติของคนที่สูงขึ้นกว่าตามร่างเดิม ทำไมท่านไม่เห็นด้วย จึงขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านทวีศักดิ์ คิดบรรจง ครับ

นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง สมาชิกวุฒิสภา บุรีรัมย์

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา กระผม ทวีศักดิ์ คิดบรรจง สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ กระผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒ ซึ่งเป็นมาตราที่กำหนด คุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยได้กำหนด เพิ่มเติมเป็น (๒)/๑ ได้กำหนดเพิ่มเติมว่าจะต้องเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ท่านประธานที่เคารพ ในการกำหนดวุฒิการศึกษาเข้าไปในมาตราดังกล่าวนั้น ก็ด้วยมีเหตุผลสำคัญ ๒-๓ ประการดังต่อไปนี้ครับ

ประการแรก ท่านประธานครับ เราก็มาคิดกันว่าการกำหนดความรู้ขั้นพื้นฐาน ชั้นปริญญาตรีนั้นเป็นการกำหนดที่สูงเกินไปหรือไม่ ผมอยากจะขอกราบเรียนท่านประธาน ว่าในวัยของท่านประธานก็ดี ในวัยของผมก็ดี เราคงจะเคยได้เรียนกับคุณครูซึ่งมีวุฒิความรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ซึ่งท่านเหล่านั้นก็มีความรู้ความสามารถที่จะสั่งสอนให้ลูกศิษย์นั้นได้มี ความรู้เป็นจำนวนมากด้วยกัน ต่อมาระดับการศึกษาก็ยกขึ้นครับ คุณครูที่จบชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๖ ก็ค่อยหมดไป เราเพิ่มมาเป็นชั้น ปกศ. สูง ชั้น ปวส. ธรรมดา ๒ ปีเป็น ปกศ. สูง และ ในขณะนี้พื้นฐานของคุณครูทุกคนนั้นจะมีความรู้ไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาตรี มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งเรามีอยู่ทั่วประเทศนี่นะครับ ๑๐๐ กว่าแห่งครับ เปิดสอนให้กับนักศึกษาให้ได้มีวุฒิ ชั้นปริญญาตรีนี้เป็นจำนวนมากด้วยกันนับร้อยครับ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ความรู้ชั้นปริญญาตรี จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอะไร เป็นแต่เพียงความรู้ขั้นพื้นฐานเท่านั้นเอง คนที่ จบปริญญาตรีมีมากมายครับ ในขณะนี้อย่าว่าแต่ปริญญาตรีเลยครับ เด็กที่บรรจุใหม่ถามว่า คุณจบอะไรมา เขาจะต้องบอกว่าจบปริญญาตรีที่นี่ จบปริญญาโทที่นั่น เพราะฉะนั้น เรื่องการกำหนดปริญญาตรีเป็นขั้นพื้นฐานของคนที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ใหญ่โต ไม่ใช่เป็นเรื่องที่สูงจนเกินไป หลายท่านอาจจะบอกว่าแล้วคนที่ ไม่จบปริญญาตรีก็มีความรู้ความสามารถมากมาย ตรงนี้เราปฏิเสธไม่ได้ครับ คนที่มีวุฒิ ต่ำกว่าปริญญาตรีหลายท่านได้สร้างสิ่งที่มโหฬาร ได้สร้างสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น ด้านศิลปกรรม ด้านนวัตกรรม ด้านอื่น ๆ มีมากมาย แต่บุคคลเหล่านั้นท่านเป็นอัจฉริยะ บุคคลครับ ในการที่จะกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญว่าให้มี คุณวุฒิเป็นอัจฉริยะบุคลนั้นเราไม่สามารถจะกำหนดได้ครับ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเลือก เอาว่าเราจะไม่กำหนดเลย หรือว่าเราจะเอากำหนด ถ้ากำหนดก็ควรจะกำหนดนี่ละครับ ก็คือระดับชั้นปริญญาตรีขึ้นไป เพราะในระดับนี้เราเชื่อว่าคนเหล่านี้มีความรู้ มีความสามารถ มีวุฒิภาวะเพียงพอในการที่จะทำงานใหญ่ คืองานสร้างกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ

ประการที่ ๒ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นโครงสร้างใหญ่ของประเทศที่กำหนด หลักเกณฑ์ กำหนดความเชื่อมโยงของอำนาจต่าง ๆ รัฐธรรมนูญจะกำหนดรูปแบบของรัฐ กำหนดสถานภาพขององค์พระประมุข รวมทั้งการกำหนดองค์กรใหญ่ทั้ง ๓ องค์กร คือสถาบันต่าง ๆ นี่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นนิติบัญญัติ บริหาร และศาล ตรงนี้มันเปรียบเสมือน กับการสร้างตึกที่มีความใหญ่โตและมีความมั่นคง เราคงจะต้องใช้สถาปนิกที่มีความรู้ ความสามารถครับ เราไม่สามารถที่จะเรียกช่างพื้นบ้านเข้ามาทำได้ เพราะนั่นเป็นการเสี่ยง เกินไป ถึงแม้ว่าช่างพื้นบ้านทั่วไปนั้นบางคนอาจจะมีความเก่ง แต่เราก็ไม่สามารถที่จะชี้ไปว่า คนไหนเก่งที่สุดที่ควรจะมาทำ เพราะฉะนั้นการที่กำหนดพื้นฐานตรงนี้นี่นะครับว่าคนที่จะ มาเป็นสถาปนิกที่จะสร้างกำหนดรูปแบบของโครงสร้างของรัฐนี่นะครับ จึงเป็นเรื่องที่ มีความสำคัญและเราต้องกำหนดคุณสมบัติของบุคคลเหล่านี้เอาไว้ด้วย เราไม่สามารถที่จะ ไปเรียกใครต่อใครเขามาออกแบบรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญสูงสุดของประเทศได้ นี่ละครับ ก็เป็นเหตุผลที่กระผมได้เสนอข้อแปรญัตติครับ เพราะฉะนั้นจึงขอกราบเรียนว่า การที่กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาตรีหรือเทียบเท่านั้นเป็นสิ่งที่มีเหตุ มีผล และสมเหตุสมผลครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รัฐสภายินดีต้อนรับ คณะครู นักเรียน โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก กรุงเทพมหานคร เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

ครับ ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็จะถือโอกาส ได้กราบเรียนชี้แจงท่านสมาชิกนะครับ เกี่ยวกับเรื่องของคุณสมบัติผู้ที่จะสมัคร สสร. ตามมาตรา ๒๕๑/๒ เผื่อท่านทราบเหตุทราบผลท่านที่สงวนคำแปรญัตติไว้ก็อาจจะเปลี่ยนใจ ไม่ต้องอภิปรายดั่งที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านได้ให้ข้อสังเกตไว้ กระผมกราบเรียนอย่างนี้ว่า ถ้าท่านจะพิจารณาดูคุณสมบัติตามร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้บัญญัติไว้ก็จะเห็นว่า แท้ที่จริงแล้วเราก็ไปยกเอาคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส. มาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๔) ซึ่งในมาตราดังกล่าวก็จะมีการยึดหลักดังนี้นะครับ คือ

๑. เราก็ยึดหลักของสัญชาติ อันนี้ท่านทั้งหลายก็ไม่ติดใจนะครับ สัญชาติไทย โดยการเกิด

๒. เราก็ยึดหลักของวัยวุฒิก็คืออายุ ท่านจะเห็นว่าเราบัญญัติไว้ว่าต้องอายุ สามสิบห้าปีบริบูรณ์ ซึ่งอายุก็จะมาเกี่ยวโยงกับที่ท่านได้อภิปรายเมื่อสักครู่เรื่องวุฒิการศึกษา ว่าควรจบปริญญาตรีหรือไม่ ท่านทั้งหลายก็คงทราบว่าเมื่อเรามีรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้บัญญัติกำหนดคุณสมบัติผู้จะสมัคร ส.ส. ว่าจะต้องจบปริญญาตรี ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์นะครับว่าเป็นการไปจำกัดสิทธิของผู้ที่เขาไม่จบปริญญาตรี แต่เขา มีภูมิปัญญา เขามีความรู้ความสามารถ เขามีประสบการณ์หรือไม่นะครับ จนในที่สุด รัฐธรรมนูญนี้ ฉบับปี ๒๕๕๐ ของเราก็ตัดประเด็นปริญญาตรีออกไป ก็เปิดกว้างนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเห็นว่ามันก็เหมาะสมที่เราจะเปิดกว้างไม่ปิดกั้นเพราะคนที่จะมาเป็น สสร. พอเราประกาศคุณสมบัติไปแล้วไม่ได้ว่าเป็นได้นะครับ ต้องให้ประชาชนเขาตัดสิน อีกรอบหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าไม่จบปริญญาตรีแต่ประชาชนเห็นว่าเป็นคนมีคุณสมบัติ เหมาะสม มีความรู้ มีประสบการณ์ เป็นผู้มีภูมิปัญญาของท้องถิ่น เขาอาจจะเลือกเข้ามาก็ได้ นะครับ ซึ่งเราก็คิดว่ามันเป็นการเปิดกว้างกว่าการที่จะไปขีดมาตรฐานว่าต้องมีปริญญาตรี เท่านั้น เราก็เปิดโอกาสให้พวกที่มีปริญญาจากประสบการณ์ มีปริญญาชีวิต ได้มีโอกาสให้ ประชาชนได้เลือกมาด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายก็จะเห็นวันนี้ว่าพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติเราก็ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกเรียนได้ใน ๓ อย่างนะครับ ๑. ในระบบโรงเรียน ๒. นอกระบบโรงเรียน และ ๓. การศึกษาตามอัธยาศัย เพราฉะนั้น แสดงว่าเราก็เปิดกว้างในการจะศึกษาเล่าเรียนจากประสบการณ์ก็ได้ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการ จึงเห็นว่าเราก็น่าจะอนุวัติตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่ใช้คือไม่จำกัดพวกที่ต้องจบ ปริญญาตรีนะครับ ทีนี้พอไม่ให้ปริญญาตรีแล้วเราก็มาคิดว่าผู้ที่น่าจะมีคุณสมบัติเหมาะสม ก็น่าจะมีอายุมากหน่อย แทนที่จะใช้ ๒๕ ปี ก็ปรับเป็น ๓๕ ปี อย่างน้อยได้ผ่านชีวิต ได้เรียนรู้ ได้มีประสบการณ์มาพอสมควร มันก็เกี่ยวโยงกันว่าทำไมถึงต้องอายุ ๓๕ ปีด้วย นอกจากนั้นหลักอีกอันหนึ่งคือหลักภูมิลำเนา คือเราต้องการให้ผู้ที่จะเป็นตัวแทน สสร. แต่ละจังหวัดมีความยึดโยงกับจังหวัดนั้น หลักภูมิลำเนาก็ชัดเจนครับ ยกเอาของรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันขึ้นมาใช้ ก็คือ

๑. ท่านต้องมีภูมิลำเนาคือมีทะเบียนบ้านอยู่ในจังหวัดนั้นไม่น้อยกว่าห้าปี ติดต่อกันนะครับ หรือเกิดในจังหวัดนั้น หรือเคยรับราชการอยู่ในจังหวัดนั้นไม่น้อยกว่าห้าปี เคยเรียนหนังสืออยู่ในจังหวัดไม่น้อยกว่าห้าปี หรือแม้แต่ท่านเคยอยู่ในจังหวัดนั้นแม้จะย้าย ออกไปแล้วนี่ แต่ที่ท่านเคยอยู่นี่ท่านอยู่ติดต่อกันถึงห้าปี เราก็ให้สิทธิ ประเด็นนี้เมื่อคืนนี้ก็มี ท่านผู้แปรญัตติและสงวน ท่านก็บอกว่าอยากจะให้กรรมาธิการพิจารณาเติมคำว่า ทำงาน ประจำอยู่ในจังหวัดนั้นด้วย เพราะหลายท่านอาจจะไม่ได้รับราชการ หลายท่านไม่ได้เกิด จังหวัดนั้น แต่ก็มีความยึดโยงเพราะไปทำมาหากิน ไปประกอบธุรกิจอยู่ในจังหวัดนั้น กรรมาธิการก็คิดแล้วนะครับ อยากจะกราบเรียนว่าอย่างนี้ครับ เรามีหลักอยู่ว่าให้ยึดถือ ทะเบียนบ้านเป็นหลัก ถามว่าผู้ที่ไปทำมาหากินอยู่ในจังหวัดนาน ๆ ติดต่อกันถึงห้าปี ถ้าท่าน จะกรุณาไปดูพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร์ ปี ๒๕๓๔ ในหมวด ๔ มาตรา ๓๐ เขาจะพูด ชัดเจนว่าเวลาเราย้ายไปอยู่จังหวัดไหนแล้ว ๑๕ วันนี่ ถ้าท่านจะไปปักหลักอยู่ตรงนั้น ท่านต้องย้ายทะเบียนบ้านท่านตามไปด้วย ถ้าไม่ย้ายก็มีโทษตามมาตรา ๔๗ มีบทกำหนดไว้ด้วย ฉะนั้นเราคิดว่าเราใช้หลักทะเบียนราษฎร์เป็นหลักอยู่แล้ว เมื่อท่านไปประกอบอาชีพอยู่ที่นั่น นาน ๆ ท่านก็สมควรต้องย้ายทะเบียนบ้านของท่านไปอยู่ตรงนั้นด้วย ถ้าท่านไปอยู่ตั้ง ๕ ปี ท่านไม่ย้ายทะเบียนบ้านนี่มันผิดกฎหมายทะเบียนราษฎร์นะครับ ฉะนั้นเราก็คิดว่าหลักการ กำหนดภูมิลำเนาโดยอาศัยทะเบียนราษฎร์มันชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ได้ตัดสิทธิท่านนะครับ ในการที่ท่านไปอยู่ในจังหวัดนั้นนาน ทีนี้อีกประเด็นหนึ่งที่เราเป็นห่วง สมมุติเราไม่ยึดหลัก ตรงนี้จะไปอาศัยหลักฐานว่าท่านเข้าไปทำงานอยู่ที่นั่น ท่านไปประกอบการค้าอยู่ที่นั่น ถามว่าเอาอะไรมาเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าท่านได้อยู่ติดต่อกันมา ๕ ปี มันก็จะมีผลเป็นปัญหา ในทางปฏิบัติในการตรวจสอบคุณสมบัติด้วย ฉะนั้นกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วว่าคุณสมบัติ ของผู้สมัคร ส.ส. ในเรื่องภูมิลำเนาที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้เขาก็ได้คิดมาอย่างรอบคอบ และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ ฉะนั้นก็กราบเรียนท่านสมาชิก เป็นเบื้องต้นให้ทราบเหตุผลของกรรมาธิการว่าทำไมเราไม่บัญญัติเรื่องปริญญาตรี ทำไม เราไม่ไปพูดถึงเรื่องคนที่ไปทำงานอยู่ในจังหวัดนั้นเป็นระยะเวลานาน ก็เพราะว่าเราก็มี หลักเกณฑ์ที่ครอบคลุมและตรวจสอบได้อยู่แล้วครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ การอภิปรายในการแปรญัตติวาระที่สองนี้ เข้าใจว่าคงจะต้องใช้เวลาอีกมากนะครับ คำถามว่าทำไมต้องใช้เวลากันมาก เหตุผลเดียวนะครับ ก็เพราะว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้ ไม่ได้ เกิดขึ้นด้วยความเห็นพ้องต้องกันของคนในสังคม เมื่อไม่ได้เกิดขึ้นจากความเห็นพ้องต้องกัน ไม่ได้เห็นปัญหาอันเกิดจากการใช้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นปัญหา เป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างไร และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าของคนบางกลุ่ม บางพวกแล้ว ก็เลยทำให้ข้อสงสัยต่อการ แก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ก็จะยังคงปรากฏอยู่ แล้วก็อยู่ในใจของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ก็มี ความจำเป็นที่จะต้องมีการแสดงออกเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยและแสดงความกังวล กับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ท่านประธานก็เห็นอยู่แล้วนะครับว่าในช่วง ๒ สัปดาห์ หรือ ๕ วันที่เราได้พิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่สองนี้มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในรัฐสภาแห่งนี้มากมาย รัฐสภาคือตัวแทนของปวงชนชาวไทย ตัวแทนที่หลากหลายของคนในสังคมนี้นะครับ มีความ ขัดแย้งแตกต่างทางความคิดมากขนาดนี้ แล้วท่านประธานลองนึกดูสิครับว่าสังคมภายนอก เวลานี้จะมีความเห็นที่แตกต่างกันมากขนาดไหน และจะเกิดความขัดแย้งกันมากขนาดไหน จากการที่เราดึงดันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมยังคงยืนยันเช่นเดิมนะครับว่าไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วก็ขออภิปรายในการ แปรญัตติไว้ตามสิทธิ ตามข้อบังคับ และตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๒ นี้ คณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไข ยืนยันไปตามร่างเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้ยกร่างมา แล้วก็ ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระที่หนึ่ง แต่ว่ามีผู้ขอแปรญัตติแก้ไขไว้มากไม่ต่างจาก มาตราอื่น ๆ นะครับ มาตรานี้เป็นมาตราที่ว่าด้วยคุณสมบัติของคนที่จะมาเป็น สสร. ประเภทที่ ๑ ก็คือประเภทที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งอ่านดูแล้วก็คือล้อมาจาก รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๑๐๑ ว่าด้วยเรื่องคุณสมบัติของคนที่จะมาเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็มีเหตุมีผลนะครับ ผมไม่ติดใจในประเด็น ๒ ประเด็นก็คือ เรื่องสัญชาติไทยโดยการเกิด ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าคนที่จะมาเป็น สสร. นั้นต้องเป็นคนไทยโดยแท้ ต้องเป็นคนไทยโดยการเกิดเท่านั้น กับประเด็นที่ ๒ ก็คือ การมีชื่อหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ๕ ปี เคยเกิดในจังหวัดนั้น เคยศึกษา เคยรับราชการมา ๕ ปี ตรงนี้ไม่ติดใจครับ เพราะนี่คือสะท้อนให้เห็นว่าเราต้องการคน ในพื้นที่นั้น ๆ ต้องการตัวแทนของคนจากภูมิลำเนา จากท้องถิ่นนั้นเข้ามาเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ที่ติดใจแล้วก็อยากพูดถึงก็มีเพียงประเด็นเดียวก็คือเรื่องอายุ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องกราบขออภัยท่านผู้อาวุโสหลาย ๆ ท่านที่อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ รวมทั้งพี่น้องประชาชนผู้สูงวัยที่อายุเกิน ๗๐ ปีทั้งหลายนะครับ เพราะว่าประเด็นที่ผม ขอแปรญัตติไว้ก็คือใน (๒) คนที่จะมาเป็น สสร. นั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปี แต่ไม่เกิน ๗๐ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะกีดกันท่านผู้อาวุโส เพราะทราบดีว่า ท่านมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์สูง ไม่ได้กีดกัน ไม่ได้ดูถูกความรู้ความสามารถ ของท่าน แต่ผมมีเหตุผลเดียวในประเด็นนี้ก็คือความเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ เรื่องกำลังวังชา ในการทำงาน ท่านประธานครับ ตลอดเวลาห้วง ๘ เดือน ที่ สสร. จะต้องทำงานในฐานะผู้จะ มาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นั้นต้องทุ่มเทอย่างหนักนะครับ ไม่ได้มีวันพัก วันหยุด เหมือนกับที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างสมัยประชุม แต่การปฏิบัติ ในช่วงเวลา ๘ เดือนนั้นไม่เพียงแต่ต้องทำงานดึก ๆ ดื่น ๆ ต้องถกเถียงหาข้อสรุปในแต่ละ ขั้นตอนเท่านั้นนะครับ บทบาทสำคัญของ สสร. ประเภทที่ ๑ นี้ ต้องกลับไปยังพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่หลากหลายกลุ่ม หลากหลายอาชีพ เพื่อแสวงหา ความคิด ความเห็น เพื่อแสวงหาการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น เป็นภาระที่ หนักมาก ยิ่งเมื่อรัฐสภาได้ลงมติว่าให้มี สสร. จากการเลือกตั้งเพียงจังหวัดละ ๑ คนนั้น ภารกิจของคนที่มาจากการเลือกตั้งประเภทนี้จะยิ่งหนัก จะต้องยิ่งทำงานมากขึ้น ผมเป็นห่วงจริง ๆ ครับว่าถ้าท่านผู้สูงวัยมีปัญหาเรื่องสุขภาพเข้ามาอีกจะทำงานได้ไม่เต็มที่ แล้วก็จะทำให้เสียประโยชน์กับประชาชน ที่สำคัญเวลานี้ในองค์กรอิสระต่าง ๆ หรือแม้แต่ กรรมการในองค์กรของหน่วยงานสำคัญ ๆ ในประเทศนี้ ก็มักจะจำกัดอายุไว้ที่ไม่เกิน ๗๐ เพราะเห็นว่าหลังจากนั้นกำลังวังชาหรือปัญหาสุขภาพก็จะตามมา และจะไม่สามารถทำงาน ในการดูแลในองค์กรเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องยากในการกำหนดอายุของผู้ที่จะมาเป็น สสร. ความเห็นนี้หลากหลายมาก เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้แปรญัตติไว้อายุ ๑๘ ปีก็มี อายุ ๒๕ ปีก็มี อายุ ๓๐ ปี อายุ ๓๕ ปี อายุ ๔๕ ปี อายุ ๔๐ ปี มีหมดล่ะครับ แต่ความเหมาะสมอยู่ตรงไหนครับ หลายท่านก็บอกว่า อาจจะมีใครที่เป็นต้นแบบคนที่อายุน้อยประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย ๆ อายุ ๒๕ ปี ก็ประสบความสำเร็จแล้ว นายกรัฐมนตรีบางประเทศเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่อายุ ๓๒ ปี ก็ยกกันมาได้นะครับ หรืออดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ บ้านเมืองในหลายยุคหลายสมัยก็อายุน้อย ก็สามารถที่จะนำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมนี้ได้ นั่นก็เป็นทัศนะ เป็นความนิยมส่วนตัวซึ่งจะถูกจะผิดก็แล้วแต่สถานการณ์แต่ละช่วงสมัย ก็เป็นคำตอบอยู่แล้ว แต่สำหรับผม ผมเห็นว่าอายุ ๓๕ ปีขึ้นไปนั้นเหมาะสม วัยวุฒิขนาดนี้ เหมาะสม ผมไม่ได้รังเกียจคนหนุ่มสาวอายุ ๑๘ ปี อายุ ๒๕ ปีหรอกครับ เพราะว่า คนเหล่านั้นอาจจะมีคนเก่ง คนดี แล้วก็สร้างคุณูปการมากมายได้ แต่การมาเป็น สสร. นั้น มีคุณสมบัติที่ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องตระหนักอย่างน้อย ๓ เรื่อง

ท่านประธานครับ เรื่องแรก คนที่ยังเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. นั้น ต้องมีวุฒิภาวะในการทำงาน ต้องใช้ความรู้ความคิดการตัดสินใจที่รอบคอบ รอบด้าน วุฒิภาวะเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาลอย ๆ ไม่ได้หรอกครับ ถ้าไม่ได้สั่งสมประสบการณ์ ไม่ได้สั่งสมการเรียนรู้ ไม่ได้สั่งสมการปฏิบัติงานที่เป็นจริงมาในตลอดช่วงระยะเวลาหนึ่ง ที่พอสมควร ในประเทศของเรามีตัวอย่างมากนะครับ คนที่มีวัยวุฒิน้อยแต่มีปัญหาเรื่อง วุฒิภาวะ มีในหลากหลายองค์กรซึ่งไม่อยากจะเจาะจง แม้แต่ในวงการเมืองนี้ก็ตามนะครับ วัยวุฒิน้อย มีวุฒิภาวะที่ไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะทำหน้าที่ นี่ก็เป็นปัญหา

ประการที่ ๒ สสร. ต้องไม่ใช่ตัวแทนของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ตัวแทน ของคนอายุใดอายุหนึ่ง ไม่ใช่ตัวแทนของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่เข้ามาทำหน้าที่สำคัญนี้ต้องเป็น ตัวแทนของคนทั้งประเทศ ต้องสามารถซึมซับรับรู้ความต้องการ รับรู้ปัญหาของ พี่น้องประชาชนอันหลากหลายของประเทศนี้ได้ เราไม่สามารถที่จะออกแบบเอาคนที่เป็น ตัวแทนเฉพาะกลุ่ม เฉพาะพวกเข้ามา แล้วหวังว่าให้คนตัวแทนเฉพาะกลุ่ม เฉพาะพวกนั้น มาสอดประสานกันแล้วก็จะได้รัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ มีความจำเป็น ยิ่ง สสร. มีจำนวนน้อยเท่าไร คนที่จะเป็น สสร. ต้องเป็นตัวแทนที่ครบถ้วนของคนที่ หลากหลายในสังคมนี้ให้ได้ให้หมด

ประการที่ ๓ สสร. นี้ต้องรู้ทุกเรื่องครับ นี่คือความเป็นจริง สสร. หลายชุด ที่ผ่านมา เราเห็นว่ามีข้อบกพร่องบางประการตรงที่ว่าบางครั้งเขาเป็นตัวแทนของคน กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาชีพใดอาชีพหนึ่ง แต่ความจำเป็นและความคาดหวังของสังคมนั้นคนที่มา เป็น สสร. ต้องรู้ทุกเรื่อง ต้องเชื่อมโยงปัญหาในประเทศนี้ได้ ต้องเชื่อมโยงปัญหา ของประเทศกับโลกได้ นั่นหมายถึงว่าต้องเข้าใจโลก ต้องเข้าใจประเทศ ต้องเข้าใจสังคม เข้าใจระบบ กฎหมาย ต้องรู้จักรัฐธรรมนูญของทั้งประเทศไทย ของต่างประเทศ นี่เป็น ความคาดหวังของสังคมนะครับ ไม่ใช่ว่าใครก็ได้เข้ามาเป็นองค์ประกอบใน ๙๙ คน แล้วให้คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นครีม (Cream) ของ สสร. นำพาไปในทิศทางใดก็ได้ อันนั้นไม่ใช่ครับ ท่านประธานต้องทราบนะครับว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของ สสร. นั้น เมื่อมีการยกร่างกันมาแล้วอย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีการลงมติกันในทุกมาตราเพื่อให้ผ่าน ถ้า สสร. ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ ไม่ชำนาญในแต่ละเรื่องที่จะต้องผ่านความเห็นชอบแล้ว จะลงมติได้อย่างไร นี่ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาถกเถียงกันเพื่อให้ได้ สสร. ที่มีคุณสมบัติที่ครบถ้วนจริง ๆ ก็ต้องถามกลับไปว่าคนเหล่านี้จะรู้ทุกเรื่องได้อย่างไรครับ ถ้าไม่มีประสบการณ์ ถ้าไม่ได้ผ่านการปฏิบัติงานการสั่งสมความรู้ความสามารถที่เป็นจริง ในช่วงระยะเวลาที่พอเหมาะสมมา ทั้งหมดนี้ก็เลยเป็นที่มาของการแปรญัตติของกระผม ที่ต้องการจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการกำหนดอายุ แล้วก็การจำกัดอายุที่อยู่ในช่วงเวลา ๓๕ ปีถึง ๗๐ ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับคนที่จะมาเป็น สสร. ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านศุภชัย ศรีหล้า ครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เป็นวันที่ ๕ ของการพิจารณากฎหมาย ซึ่งถือได้ว่ามีความสำคัญที่สุดของประเทศ นั่นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าที่เราเดินมา ๔-๕ วัน เราไม่เร่งรัด ไม่รีบร้อน ไม่รวบรัดอันนี้ดีแล้ว ถ้าเรา เร่งรัด รีบร้อน รวบรัดสิ่งที่ผมเป็นกังวลใจที่สุดคือความคิดของพี่น้องประชาชน การวิพากษ์วิจารณ์ของพี่น้องประชาชนจะมองว่ารัฐธรรมนูญที่เรากำลังจะจัดทำอยู่ในขณะนี้ จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการพวกมากลากไป หรือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับนายทุน เพราะฉะนั้นค่อย ๆ ก้าว ค่อย ๆ เดิน ในขณะเดียวกันถ้าเราค่อย ๆ ก้าว ค่อย ๆ เดิน ก็เท่ากับว่าเราได้เอาวาระนี้เป็นวาระที่ทำให้พี่น้องประชาชนได้เรียนรู้กระบวนการในการเขียน รัฐธรรมนูญควบคู่กันไปด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ คนไทยเราบอกว่าช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าเราค่อย ๆ เดินอย่างนี้กันไป เพื่อให้พี่น้องประชาชน ของเราได้เรียนรู้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในขณะที่พี่น้องประชาชนของเราเรียนรู้จาก กระบวนการที่เราถ่ายทอดอยู่ในขณะนี้ ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าพี่น้องประชาชนจะจำแนก ได้ว่าอะไรเป็นประชาธิปไตยแท้ อะไรเป็นประชาธิปไตยเทียม และอะไรคือเผด็จการรัฐสภา ย้ำกับท่านประธานนะครับ ผมเชื่อว่า ๔-๕ วัน ที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่ในขณะนี้ พี่น้องประชาชนจะจำแนกได้ว่าอะไรคือประชาธิปไตยแท้ อะไรคือประชาธิปไตยเทียม และอะไรคือเผด็จการรัฐสภา เพราะเชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนสามารถเรียนรู้จาก กระบวนการที่เราพูดคุยกันในขณะนี้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้ขอแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๒ ซึ่งเป็นมาตราที่ว่าด้วยคุณสมบัติของบุคคลที่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ท่านประธานที่เคารพครับ เรากำลังทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผมกับทาง คณะกรรมาธิการเห็นตรงกันว่าคนที่จะมาเป็น สสร. หรือมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ต้องเป็นคนไทย เพราะแน่นอนที่สุดนี่คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ความเห็นของ กระผมอยากจะลึกซึ้งลงไปยิ่งกว่านั้นอีก นั่นก็คืออยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการว่านอกจากเป็นคนไทยแล้วทำอย่างไรจึงจะทำให้คนมาเขียน รัฐธรรมนูญมีหัวใจเป็นไทยด้วย อย่าให้เป็นคนไทยเฉพาะสัญชาติ แต่หัวใจเป็นเขมร หรือหัวใจเป็นคนชาติอื่น ย้ำกับท่านประธานนะครับ ทำอย่างไรจึงจะมีหัวใจเป็นไทยด้วย

ข้อ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน คือเรื่องของการจำแนกบุคคล มาจากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ แน่นอนที่สุดเราเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ก็ต้องมีที่มาของพี่น้องประชาชนจากทั่วทุกจังหวัด เพราะว่า แต่ละจังหวัดมีขนบธรรมเนียม มีประเพณี มีวัฒนธรรม มีความแตกต่างกัน ถ้ามีที่มา ของแต่ละจังหวัดก็จะทำให้เราสามารถกล่าวได้ว่านี่คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมีพี่น้องประชาชนจากทั่วทุกจังหวัดมาเป็นคนเขียนมาเป็นคนกำหนดกติกาของเขาเอง ทั่วทั้งประเทศ

สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานต่อคือประเด็นที่ผมเห็น ต่างไปจากทางคณะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้เขียนข้อความเห็น ของกระผมลงไปบอกว่าผมอยากจะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ บุคคลที่มาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีอายุตั้งแต่ ๔๕ ปีขึ้นไป ผมมีเหตุผลอย่างไรทำไมถึงกำหนดอายุ ๔๕ ปี อย่างที่ผมได้เขียน เข้าไปในคำแปรญัตติ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมมีเหตุผลอย่างนี้ครับ ที่ผมมีเหตุผล บอกว่าคนที่มาเขียนควรจะมีอายุ ๔๕ ปี ด้วยเหตุว่าผมหวังว่าคนที่มีอายุ ๔๕ ปีขึ้นไปเป็น บุคคลที่มีประสบการณ์ผ่านร้อน ผ่านหนาว ที่สำคัญที่สุดคือรู้อดีตและแจ่มชัด อนาคตย้ำกับ ท่านประธานนะครับ รู้อดีตและแจ่มชัดอนาคต ผ่านกระบวนการในการเลือกตั้งมาพอสมควร ผ่านการใช้รัฐธรรมนูญมาพอสมควร ถ้าเอาอายุต่ำกว่านั้นผมไม่ค่อยมั่นใจ และที่สำคัญที่สุด ผมเชื่อมั่นว่าคนที่มีอายุมากกว่า ๔๕ ปีจะเป็นคนที่ผ่านวิกฤติบ้านเมืองมาแล้วหลายครั้ง ยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้แลเห็นครับ ถ้าคนที่มีอายุ ๔๕ ปีขึ้นไปคงจะผ่านวิกฤติ การเมืองในปี ๒๕๑๖ ผ่านวิกฤติการเมืองในช่วงปี ๒๕๑๙ เพราะเท่ากับว่าถ้าเราเลือกเอาคน ที่มีอายุ ๔๕ ปีแปลว่าเขาเหล่านั้นต้องเกิดในปี ๒๕๑๐ ถ้าปี ๒๕๑๖ ก็อายุ ๖ ขวบครับ อาจจะมีเรื่องเล่าจากคุณพ่อคุณแม่เล่าให้ฟังว่าปี ๒๕๑๖ เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในบ้านเมือง พอปี ๒๕๑๙ ก็จะมีอายุ ๙ ขวบ เพราะฉะนั้นประสบการณ์ในการผ่านวิกฤติบ้านเมือง ปี ๒๕๑๖ ก็ดี ปี ๒๕๑๙ ก็ดี เขาจะได้แลเห็นว่ากว่าที่เราจะได้ประชาธิปไตยมาต่อสู้กับ เผด็จการทหารช่วงนั้นอย่างไร หรือปี ๒๕๓๕ ก็เช่นเดียวกันครับ เกิดกรณีพฤษภาทมิฬ คนที่เกิดปี ๒๕๑๐ ที่จะมาเป็น สสร. ก็จะผ่านวิกฤตินั้นด้วยเช่นกัน นั่นแปลว่าเขาผ่านการต่อสู้ ของพี่น้องประชาชนเพื่อให้ได้ประชาธิปไตยมา ตอนนั้นเราก็สู้กับทหารเช่นกัน หรือผ่านวิกฤติช่วงปี ๒๕๔๙ ท่านประธานคงจะจำได้ ถ้าปี ๒๕๔๙ นั่นแปลว่าการต่อสู้กับ เผด็จการนายทุนซึ่งควบรวมพรรคการเมือง แทรกแซงองค์กรอิสระ ทำลายองค์กรตรวจสอบ หรือครอบงำวุฒิสภา นั่นคือวิกฤติปี ๒๕๔๙ เขาก็จะได้ผ่านวิกฤตินั้นเช่นกัน วิกฤติเหล่านั้น จะเป็นตัวสั่งสมประสบการณ์ให้คนที่มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากำลังจะทำอยู่ในขณะนี้ มีเหตุมีผลในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรต่อไป หรือแม้กระทั่งว่าเขาผ่านวิกฤติ ช่วงที่ผ่านมานั่นคือวิกฤติปี ๒๕๕๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานกับผม เป็นคนอีสานวิกฤติ พ.ศ. ๒๕๕๓ นั่นคือวิกฤติของคนไทยที่มีความขัดแย้งกันภายในประเทศ ทางภาคอีสานบ้านเราบอกว่าไก่รกเดียวกัน ตีกัน ไก่รกเดียวกัน ตีกัน ถ่านเขาเอาขี้ดินหม้อ ทาหน้า นั่นแปลว่า ไก่ในเล้าเดียวกัน มันชนกัน มันจิกตีกัน เพียงแต่เขาเอาถ่านหรือเอาดินหม้อ ไปทาที่หน้าอีกตัวหนึ่ง ทำให้มีสีอีกสีหนึ่งแล้วก็จิกตีกัน วิกฤติเหล่านี้ผมเชื่อมั่นว่าคนที่มี วุฒิภาวะที่มีอายุ ๔๕ ปี จะสามารถสั่งสมประสบการณ์อย่างที่ผมได้กราบเรียน ต่อท่านประธานด้วยว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ ยาวนานมาจนกระทั่งถึงปี ๒๕๕๓ ประสบการณ์ เหล่านั้นเขาคงจะเก็บไม่อยากให้เกิดขึ้นในประเทศของเราอีก ด้วยเหตุผลนี้ ผมจึงกราบเรียน ท่านประธานว่าถ้าเราจะเอาคนที่มีอายุ ๔๕ ปีขึ้นไปมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วิกฤติในอดีตที่ผ่านมาคงไม่เกิดขึ้นอีกครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม คำนูญ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาผู้สงวนคำแปรญัตติ เพื่อเป็นไปตามกฎเกณฑ์กติกานะครับ ผมแปรญัตติและสงวนไว้แต่เพียงคุณสมบัติ (๒)/๑ ให้คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าขั้นปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ก็จะพูดเฉพาะตรงนี้นะครับท่านประธาน ท่านประธานครับ เรากำลังพูดถึง การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งทางสังคมกำลังสูง การเขียน รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนั้นก็เป็นการกำหนดอนาคตของบ้านเมือง อนาคตของการปกครอง ไปอีกยาวนานพอสมควร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคุณสมบัติเบื้องต้นจริง ๆ เลยนี่นะครับ การสำเร็จปริญญาตรีในยุคสมัย ปัจจุบันหรือเทียบเท่า ไม่ใช่เรื่องที่เกินกว่าเหตุ ถ้าเราพูดถึงเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีก่อนนั้นก็อาจจะ พอพูดได้ เพราะว่าผู้สำเร็จปริญญาตรียังน้อย แต่ว่าในยุคสมัยปัจจุบันนั้น ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่อง ที่มีคุณวุฒิที่สูงส่งมากมายแต่ประการใด จริงอยู่ครับท่านประธาน ตัวแทนของประชาชนนั้น เราไม่ควรวัดกันที่ระดับการศึกษา คำอธิบายที่ว่ามีปราชญ์ชาวบ้านมากมายที่ไม่สำเร็จ ปริญญาตรี แต่มีความรู้ทางศีลธรรม มีความรู้ทางประสบการณ์มากกว่าปริญญาตรี อันนี้ ก็สุดแท้แต่จะพูดกันไป ก็พูดกันได้ครับ ก็จริง แต่ท่านประธานครับ เรากำลังพูดกัน อยู่บนพื้นฐานที่เราผ่านมาตรา ๒๙๑/๑ ไปแล้ว คือมีสมาชิก ๒ ประเภท ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ท่านประธานครับ ๒๒ คนนั้น ผมเชื่อว่าแน่นอนอย่าว่าแต่จบปริญญาตรีเลยครับ อาจจะจบปริญญาโท อาจจะจบปริญญาเอก แล้วก็เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง ในสาขาแขนงต่าง ๆ ที่มีความเข้าใจในการเขียนรัฐธรรมนูญ ถ้าเผื่อเราเปิดให้สมาชิกประเภท ที่มาจากการเลือกตั้ง ๗๗ คนนั้น มีคุณสมบัติไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรี เมื่อเข้ามาประกอบ เป็นองค์ ๙๙ คน ก็จะเกิดสภาพของสมาชิก ๒ ประเภทที่มีความแตกต่างกันในคุณสมบัติ พื้นฐาน แล้วก็มีความเป็นไปได้สูงครับ ในที่สุดแล้วสมาชิก ๒๒ คนที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่เลือกตั้ง มาจากการเลือกของที่ประชุมแห่งนี้ ก็คงประมาณเสียง ๓๔๐ กว่า ๆ บวกลบ อะไรประมาณนั้นนะครับ จะเป็นผู้กำหนดหรือเป็นผู้เขียนรัฐธรรมนูญทั้งหมด โดยมีอิทธิพล ทางความคิด อิทธิพลทางความรู้ อิทธิพลทางประสบการณ์ที่เหนือกว่าสมาชิกประเภท ๗๗ คนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเปิดคุณสมบัติกว้างไว้ ถ้าเผื่อว่าในมาตรา ๒๙๑/๑ นี่นะครับ เราเปิดให้มีสมาชิกประเภทเดียว ๒๐๐ คน ไม่มีสมาชิก ๒ ประเภท ถ้าจะละเว้นคุณสมบัติ ข้อนี้ยังพอเป็นไปได้ เพราะว่าก็จะเอาแต่จากความคิดความเห็นประสบการณ์ของ ๒๐๐ คน แล้วก็มีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นสต๊าฟ (Staff) ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรหรือ คณะกรรมการกฤษฎีกานั้นคอยปรุงแต่งรูปแบบความคิดนั้นให้เป็นเนื้อหาของกฎหมาย แต่ในเมื่อเราตกลงเป็น ๗๗ คน บวก ๒๒ คนแล้ว กระผมเห็นว่า ๗๗ คนควรจะต้อง มีคุณสมบัติขั้นต่ำสำเร็จปริญญาตรีหรือเทียบเท่าเพื่อที่จะได้มีความเท่าทัน มีความรู้พอที่จะ อภิปราย พอที่จะมีความคิดเห็นที่จะแลกเปลี่ยนกับสมาชิก ๒๒ คนที่มาจากการเลือกของ รัฐสภาแห่งนี้ อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งเท่าที่พอจะมองเห็นได้แม้จะเป็นประเด็นย่อย แต่ก็ขออนุญาตสงวนคำแปรญัตติไว้แต่เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุมน สุตะวิริยะวัฒน์

นางสาวสุมน สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา เพชรบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมน สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดเพชรบุรีในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันก็ได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒ โดยขอเพิ่ม ก็ทำตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากอยู่แล้ว เพียงแต่ขอเพิ่มนิดเดียว คือเพิ่มที่เรียกว่า ๒/๑ นั่นก็คือเพิ่มว่า คุณสมบัติของสมาชิกที่เราเรียกว่า สสร. นั้น ให้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่า ขั้นต่ำของปริญญาตรีหรือเทียบเท่า คือดิฉันด้วยความเคารพ ไม่ได้ดูถูกผู้ที่ไม่ได้จบปริญญาตรี ด้วยความเคารพอย่างยิ่งเลยว่า ในอดีตในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ซึ่งเรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ดิฉันเป็นผู้หนึ่งที่ได้ร่วมประชุมจัดเวทีที่จะบอกว่า คุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือ ส.ส. ควรจะต้องจบปริญญาตรี แล้วดิฉันก็ดีใจมากในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ได้กำหนดคุณสมบัติของ ส.ส. ต้องจบอย่างน้อย ปริญญาตรี แต่แล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้ตัดคุณสมบัติตรงนี้ของคนที่จะสมัคร รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ไปเสีย ซึ่งก็เสียดาย แต่อย่างไรก็แล้วแต่ในความคิดของดิฉันนั้น ผู้ที่จะสมัครเป็น สสร. เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปแล้วหลาย ๆ ท่านว่าอย่างน้อยควรจะ จบปริญญาตรี ดิฉันเห็นด้วย เพราะดิฉันถือว่าทุกวันนี้เชื่อเลยว่าการศึกษาระดับปริญญาตรีนั้น ไม่ว่าพี่น้องใด ๆ ส่วนใหญ่ในท้องถิ่นนั้น แม้กระทั่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้ขวนขวาย ที่จะต้องจบ แม้กระทั่งกระทรวงมหาดไทยเองก็สนับสนุนให้ผู้นำในการบริหารองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นสนับสนุนให้ทุนด้วยซ้ำไปในการเรียนจบปริญญาตรี แล้วมิหนำซ้ำ ยิ่งกว่านั้นเขายังจบปริญญาโทแม้กระทั่งปริญญาเอกด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงว่าหาไม่ยาก ในการที่จังหวัดหนึ่งจะมีคนที่จบปริญญาตรีสมัครเป็น สสร. ไม่ได้ยากเลย ฉะนั้นในเรื่องนี้ ดิฉันจึงขอให้ท่านคณะกรรมาธิการได้โปรดพิจารณาว่าเราควรที่จะให้คนที่มีความรู้เพียง ปริญญาตรีได้มาเป็นคนที่พิจารณาในเรื่องของกฎหมายที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แล้วดิฉันก็ไม่ได้ดูถูกคนที่ไม่ได้จบปริญญาตรีนะ เพราะว่าคนที่ไม่ได้จบปริญญาตรี ก็มีความสามารถ แต่เชื่อว่าท่านก็จะปราชญ์ชาวบ้านหรืออย่างที่ท่านคำนูณ ขออภัย ที่เอ่ยนาม ได้กล่าวไปแล้วว่ามีเยอะแยะปราชญ์ชาวบ้านนั้น ดิฉันก็เห็นด้วย แต่ปราชญ์ ชาวบ้านนั้นดิฉันเชื่อว่า ณ วันนี้เองท่านก็อาจได้รับปริญญาตรี อาจจะเป็นกิตติมศักดิ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็จะให้ท่านอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหาไม่ยาก เพราะฉะนั้นดิฉันจึงขอยืนยันว่าขอให้คุณสมบัติข้อหนึ่งนั้น ของคนที่จะเป็น สสร. โปรดได้ระบุเถอะว่าให้จบอย่างน้อยปริญญาตรี ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ครับ

นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภา ราชบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดราชบุรี สมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานครับว่าในวันนี้ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๒ นะครับ โดยส่วนตัวแล้วผมได้เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ตั้งแต่ได้รับ การเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็ถูกเข้าชื่อถอดถอนจากกลุ่มพันธมิตรในการยื่นต่อ ป.ป.ช. วันที่ผมไปยื่นแปรญัตติกับกรรมาธิการในวันนั้นคือเมื่อวันที่ ๕ เมษายนนั้น ทางเจ้าหน้าที่ของกรรมาธิการได้แจกเอกสารมาชุดหนึ่ง แล้วก็บอกว่าชุดนี้คือชุดที่ กรรมาธิการได้ลงมติกันไว้แล้ว ถ้าท่านเอาไปอ่านดูถ้าไม่ตรงกับกรรมาธิการก็ให้ลงชื่อสงวนไว้ ได้เลย แต่ผมไม่ได้อยู่รอที่จะชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ แต่ท่านกรรมาธิการไม่ได้ใส่ใจ ผู้แปรญัตติเลยแม้แต่น้อย วันนั้นมีผู้ไปแปรญัตติหลายท่านทั้ง ส.ส. และ ส.ว. จึงทำให้เกิด ที่ไปที่มาของการคั่งค้างมาสงวนในสภานี้ ขณะนี้ยังมีผู้ที่ยังไม่ได้อภิปรายจากมาตรา ๒๙๑/๒ ถึงมาตรา ๒๙๑/๒๐ อีก ๗๓ ท่าน ถ้าหากมาตรานี้ไปนี่นะครับ ก็เหลืออีก ๑๐๐ ท่านที่จะต้องอภิปรายต่อ ถ้าอย่างนี้เชื่อว่า ต้องใช้เวลาอีกหลายวัน ก็เป็นเพราะสืบเนื่องทางจากกรรมาธิการไม่ได้รับฟังผู้แปรญัตติเลย แม้แต่น้อย ท่านก็ตั้งธงไว้ว่าท่านต้องทำอย่างนี้ แปรญัตติ ๑๐๐ กว่าราย เสร็จได้ภายใน วันเดียว ซึ่งไม่เคยมีที่ใดทำได้อย่างนี้มาก่อน จึงโยนเรื่องนี้ให้มาสงวนกันในสภา แล้วก็มา กำหนดวันประชุมไว้ว่าจะให้เสร็จวันนั้นวันนี้ เว้น ๑๕ วันเป็นวันที่เท่าไร ก็ว่ากันไปตามเรื่อง ตามราว แต่ชั้นกรรมาธิการควรใช้เวลาสัก ๒ อาทิตย์ หรือ ๓ อาทิตย์ ที่จะพิจารณาของ ผู้แปรญัตติว่าจะฟังได้หรือไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่สภาต้องใช้เวลาอย่างมากในการที่จะต้อง มาสงวนคำแปรญัตติกัน ผมได้แปรญัตติถึงมาตรา ๒๙๑/๒ ใน (๒) เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติ ผู้สมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ใน (๒) ได้กำหนดไว้ว่าให้มีอายุ ๓๕ ปี ผมได้ขอแปรญัตติ ไปนะครับ เป็นผู้สมัคร สสร. ควรจะมีอายุ ๔๐ ปี ก็เพราะอะไร ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญนั้น เป็นสิ่งสำคัญของประเทศที่ต้องใช้บังคับทุก ๆ คนควรจะมีผู้ที่มีวุฒิภาวะที่พอสมควร อย่างเช่น ที่เคยมีการบัญญัติไว้ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ว่าสมาชิกวุฒิสภาต้องมีอายุ ๔๐ ปี นั่นเพียงแค่กลั่นกรองกฎหมาย ถอดถอน และแต่งตั้ง ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล แต่อันนี้ร่างรัฐธรรมนูญต้องใช้กับคนทั้งประเทศ ผมไม่ติดใจเรื่องวุฒิปริญญาตรีหรือไม่ เพราะเราอย่าลืมว่าในต่างจังหวัดนั้นผู้มีความรู้ความสามารถ ภูมิปัญญาไทย ปราชญ์ชาวบ้านยังมีอีกเยอะ ก็จะได้มีความหลากหลายเข้ามาในการที่จะแสดงความคิดเห็น แต่ในส่วนนี้ก็เท่ากับว่าเราได้เปิดกว้างขึ้น แต่เขาคงไม่เป็นทั้งหมดที่จะได้ ป. ๔ มาทั้ง ๗๗ คน เป็นไปไม่ได้ แค่เพียงผ่านมาตรา ๒๙๑/๑ ที่จังหวัดราชบุรีนี้ก็รู้แล้วว่าใครจะเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่เกี่ยวกับทางรัฐบาลเลย ที่หลายท่านได้อภิปรายว่า มีการล็อกเอาไว้แล้ว คนที่ผมพูดถึงนี้คงไม่ต้องเอ่ยชื่อ เดี๋ยวเลือกตั้งเสร็จก็คงจะรู้ว่าเป็นใคร แต่ไม่ได้เกี่ยวพันกับรัฐบาล ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ผมก็เชื่อว่าในส่วนนี้ก็จะทำให้ สสร. จะต้องได้คนดีมีความรู้ความสามารถแน่นอน ในเรื่องวัยวุฒิ คุณวุฒิก็เป็นความสำคัญ ประสบการณ์ที่จะนำมาใช้ในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญ หลาย ๆ ท่านแปรญัตติว่าเพียง ๒๕ ปี ก็เพียงพอแล้ว เพราะเรามี ส.ส. อายุ ๒๕ ปีก็เป็นได้ นั่นคือในสภาผู้แทนราษฎรนั้นยังมี วุฒิสภาคอยกลั่นกรองและกำกับอีกชั้นหนึ่ง แต่อันนี้ สสร. ไม่มีใครกลั่นกรองแล้ว สภาก็ไม่ได้กลั่นกรอง เสร็จแล้วก็นำมาให้ท่านประธานได้ดูเลย ผมจึงเห็นว่าในการที่จะให้ ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นควรจะมีวัยวุฒิที่เหมาะสม มากด้วย ประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ น่าจะเป็นที่รอบคอบได้ดีกว่า ผมก็ขอฝาก ท่านกรรมาธิการผ่านท่านประธานไปนะครับว่า ถ้าเป็นไปได้ท่านดูเรื่องบางเรื่องที่ท่านจะ โอนอ่อนผ่อนตามกับสมาชิกบ้างตามสมควร ที่ผ่านมา ๔ วันนี้แล้วนะครับ วันที่ ๔ ผมเชื่อว่า ยังไม่มีผู้แปรญัตติ ผู้สงวนท่านใดเลยที่สามารถชนะกรรมาธิการได้เลย และยังเชื่อต่อไปว่า อีกกี่วันที่จะอภิปรายต่อไป ก็คงต้องแพ้กรรมาธิการแน่นอน เพราะว่าเขาได้แจกโพย มาให้แล้วว่าถ้าเห็นตามนี้ไม่ต้องสงวน ถ้าไม่เห็นก็สงวนได้เลย นี่คือการทำงานของคณะกรรมาธิการหรือครับอย่างนี้ ผมไม่เข้าใจว่าคณะกรรมาธิการ มีประมาณ ๔๐ กว่าคน น่าจะใช้ความรอบคอบส่วนนี้ได้พิจารณาไปบางส่วนบ้าง ส่วนใด ที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ที่เป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมาธิการก็ได้รับฟังไปบางส่วน ทำให้การอภิปรายในสภาก็จะได้ลดน้อยลงไป แต่อันนี้ผู้แปรญัตติทั้งหมดต้องมาอภิปราย เกือบทั้งหมด ขณะนี้ยังเหลืออีก ๑๐๐ กว่าท่านที่ต้องรอสงวนคำแปรญัตติ แล้วท่านจะ ให้เสร็จภายในวันพรุ่งนี้กลางคืน ซึ่งเป็นวันเสาร์เพื่อจะลงมติในวันที่ ๘ พฤษภาคมนั้น ผมเชื่อว่าท่านต้องกำหนดวันใหม่แน่นอน ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียนให้ท่านประธานทราบ ก่อนนะครับว่าเมื่อคืนนี้ผมได้โหวตแล้วครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) และเป็น ฝ่ายแพ้นะครับ เพราะฉะนั้นก็ยังมีความเชื่อว่าวันนี้ก็คงแพ้ และแพ้ไปตลอดกาล แต่สิ่งที่ จะต้องพูดในวันนี้เพื่อให้ สสร. ที่จะเกิดขึ้นได้มีการนำเอาคำอภิปรายของพวกสมาชิกรัฐสภา เอาไปใช้เป็นประโยชน์เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ดีกว่าทุก ๆ ฉบับ ผมเน้นคำว่า ต้องดีกว่า นะครับ ถ้าเราเชื่อว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะออกมา ก็ต้องดีกว่า วันนี้ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒ ในเรื่องของเพียงแค่หมวดอายุเท่านั้นครับ ผมได้ขอแก้ไขจาก (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปี เป็น ๔๐ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง คือมีอายุ ไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง เหตุผลที่ผมเสนอเพียงอายุ ๔๐ ปี ก็เพราะว่าผมได้ พิจารณาดูว่าคนที่อายุ ๔๐ ปี ทั้งหญิงทั้งชาย โดยเฉพาะเพศหญิงส่วนใหญ่ถ้าแต่งงานก็จะ มีครอบครัว มีลูก มีสายสัมพันธ์ที่กว้างขวางขึ้น ฝ่ายชายก็เช่นเดียวกัน ความสมบูรณ์ของ ร่างกายครบถ้วน ในส่วนของความรู้ประสบการณ์ผมคิดว่ามีเพียงพอที่จะใช้วิจารณญาณอันดี ไม่ถูกล็อบบี้ง่าย คือมีความเชื่อส่วนตัวว่าน่าจะล็อบบี้ยากกว่าคนที่อายุอ่อนกว่า ผมได้ยิน เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปมันมีหลากหลายอายุนะครับ ผมเชื่อว่าทุกอายุ ณ ขณะนี้ ดีหมดครับ แต่ละอายุก็ดี มีเหตุมีผลด้วยกันทั้งนั้น แต่ความเชื่อส่วนตัวผมเชื่อว่าอายุ ๔๐ ปี ขึ้นไป หรือไม่น้อยกว่า ๔๐ ปีจะได้ทำหน้าที่ สสร. ได้อย่างมีคุณภาพ มีจิตวิญญาณ มีการ อะลุ่มอล่วยในลักษณะ ในทิศทางที่ถูกต้อง ก็น่าจะเป็นการทำให้การร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีความราบรื่นยิ่งขึ้น เช่นเดียวกันนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อที่ผมอภิปรายผมก็ยัง ยืนยันว่าแม้เราจะห่วงมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ว่าจะถูกแทรกแซงง่าย ผมก็ยังยืนยันว่า ผมขอเรียนผ่านท่านประธานว่าที่จะให้รัฐสภาอนุมัตินะครับ ถ้าเป็นไปได้เราอยากให้รัฐสภา แห่งนี้นะครับได้มีการเปิดโอกาสให้ฝ่ายวุฒิสภาก็ดี ฝ่ายรัฐบาลก็ดี ฝ่ายค้านก็ดี ได้มีการเลือก ฝ่ายวิชาการ ให้ความเห็นชอบฝ่ายวิชาการ ซึ่งขณะนี้มันเห็นชัดแล้วครับว่านักวิชาการ แต่ละฝ่ายมีความคิดเห็นเป็นอย่างไร เพราะออกสื่อสาธารณะกันมากมาย เอามาถกกัน เพื่อให้สภาได้เกิดปัญญา แล้วก็จะได้นำทิศทางของการร่างรัฐธรรมนูญให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ หรือดีกว่า ฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่งเราเชื่อว่าดีกว่า เพราะว่ามาจากภาคประชาชน ซึ่งแม้ว่าปี ๒๕๕๐ หลายคนว่าดี แต่ถ้ามีปี ๒๕๔๐ ดีกว่าก็น่าเอาปี ๒๕๔๐ เป็นแบบร่าง เหตุที่ผมเห็นว่าแบบ ปี ๒๕๔๐ ดีกว่า ก็เพราะมีเหตุผลก็คือว่ามีการให้เรื่องที่สำคัญ ก็คือเรื่องสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยอย่างกว้างขวางและมากกว่าทุกรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เท่าที่ผมจำได้ เนื่องจากว่าการเป็นประชาธิปไตย เกณฑ์การวัดความเป็นประชาธิปไตย คืออะไรครับ คือสิทธิเสรีภาพของคนในรัฐนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องเสียงข้างมากหรือเป็นเรื่องของ การลงมติภายใน ๓-๔ วินาทีในคูหา ไม่ใช่ บอกว่ารัฐบาลแต่รัฐบาลแต่ยุค หรือรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญใครจะให้สิทธิและเสรีภาพกับคนในรัฐนั้นมากกว่ากัน ดีกว่ากันนะครับ ท่านประธานครับ ในสิทธิเสรีภาพก่อนอื่นเราคงจะต้องทำความเข้าใจกับความหมายคำว่า สิทธิและเสรีภาพ ก่อนครับ สิทธิในความหมายจริง ๆ แล้วสิทธิก็คือประโยชน์หรือ ผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ รัฐเพียงเป็นผู้ตอบสนองต่อสิทธิอันนั้น มีนักวิชาการเขียนว่า สิทธินี้ก็คือเหมือนกับเป็นเจ้าหนี้และผู้ที่เป็นลูกหนี้ก็คือรัฐบาลในยุคนั้น ๆ ที่จะต้องสร้างสิทธิ หรือสงวนคำรักษาสิทธิของพี่น้องประชาชนให้คงไว้ ในส่วนของเสรีภาพ เสรีภาพก็คง เป็นเรื่องของการที่จะให้รัฐ ไม่ห้ามบุคคลที่อยู่ในรัฐนั้น ก็หมายความว่าไม่มีข้อห้ามทำอะไรก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ทุกคนมีเสรีภาพในการเดินทางไปทั่วประเทศไทย รัฐบาลไปห้ามไม่ได้นะครับ ไม่ให้ นาย ก นาย ข เดินทางไปจังหวัดโน้นจังหวัดนี้ เป็นจังหวัดที่อยู่ในเครือข่ายของตัวเอง ไม่ได้ รัฐบาลต้องรักษาไว้ ต้องใช้อำนาจรัฐทำให้เกิดความปลอดภัยกับคนที่เดินทางไป จังหวัดนั้น อันนี้ผมพูดถึงเหตุการณ์ในปัจจุบัน เราจะไปยกเป้าบอกว่าที่นี่แดนนี้ ๆ ไม่ได้ นี่คือเสรีภาพครับ ผมย้อนกลับไปเรื่องสิทธินิดหนึ่ง สิทธิก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อเป็นทรัพย์ เปรียบเสมือนทรัพย์สมบัติของพี่น้องประชาชน รัฐบาลก็ต้องสนองตอบหรือรักษาสิทธินั้นไว้ เช่น มีสิทธิในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ นี่ถือว่าท่านต้องทำหน้าที่ตอบสนอง ก็คือ การควบคุมให้เกิดความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมต่าง ๆ เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิทธิ และหน้าที่ สิทธิและเสรีภาพเป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย ผมจึงขอฝาก สสร. ให้พิจารณาในเรื่องสิทธิและหน้าที่ของพี่น้องประชาชนว่ามีส่วนใดบ้างที่ควรจะมี สิทธิเพิ่ม หรือมีสิทธิอะไรที่มันล้ำเกินไป ที่ควรจะมาแก้ไขปรับปรุงให้ดีนะครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานได้พูดถึงเรื่องสิทธิและเสรีภาพของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีมากจริง ๆ นะครับ ผมไม่ทราบว่าประเทศไทยเรานี้ให้สิทธิเสรีภาพเป็นที่เท่าไรของอันดับใดของโลก ก็อยากจะ ให้ได้มีการบันทึกไว้ว่าเราเป็นลำดับที่เท่าไร มีเยอะจริง ๆ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สิทธิและเสรีภาพที่บัญญัติไว้มีถึง ๓๔ สิทธิและเสรีภาพนะครับ มีเรื่องอะไรครับ ที่เราควรจะ รับทราบไว้ สิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย สิทธิที่จะไม่ถูกบังคับใช้กฎหมายอาญาย้อนหลัง สิทธิที่จะได้รับสันนิษฐานในคดีอาญาว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ สิทธิในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และความเป็นอยู่ส่วนตัวใครไปล้ำสิทธิเขาไม่ได้ครับ รัฐบาลต้องปกป้องเขานะครับ หน้าที่ ของรัฐบาล เสรีภาพในเคหะสถาน เสรีภาพในการเดินทางและเลือกถิ่นที่อยู่ เสรีภาพในการ สื่อสาร มีเสรีภาพในการสื่อสารนะครับ ท่านจะไปห้ามไม่ให้ใครสื่อสารจากใครถึงใครไม่ได้ มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา นิกาย ลัทธิทางศาสนา เสรีภาพในการปฏิบัติพิธีกรรม ตามความเชื่อของตน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น เสรีภาพในทางวิชาการ เสรีภาพในการศึกษาอบรม เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์การเอกชน หรือหมู่คณะอื่น สิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม เสรีภาพในการตั้งพรรคการเมือง ห้ามไม่ได้เช่นเดียวกันนะครับ สิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน การสืบมรดก และการได้รับค่าเวนคืน เสรีภาพในการประกอบกิจการ หรือประกอบอาชีพ การแข่งขันโดยเสรี การคุ้มครองที่จะไม่ถูกเกณฑ์แรงงาน สิทธิรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐาน สิทธิเด็กและเยาวชน สิทธิคนชราอายุเกิน ๖๐ ปี อย่างเช่นเราให้เบี้ยผู้สูงอายุนะครับ ตอนนี้ ขณะนี้รัฐให้ทุกคนนะครับ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์เท่าที่ผมจำได้ สิทธิผู้พิการ หรือทุพพลภาพ สิทธิที่จะร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและได้ประโยชน์จาก ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมที่ดี

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ คุณหมอสงวนไว้ เฉพาะในเรื่องอายุผู้สมัคร สสร. เท่านั้นนะครับ ขอกระชับเข้าประเด็นสักนิดนะครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ผมเข้าใจ ท่านประธานครับ ขอขอบคุณมาก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอความกรุณาครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ผมเรียน อนุญาตอธิบายท่านประธานนิดครับ ผมกำลังจะโยงว่าคนอายุ ๔๐ ปี จะเข้าใจเรื่องสิทธิ อะไรต่าง ๆ อันนี้ดี

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่าให้ไปไกลนักครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก 🔗

เพราะฉะนั้น ผมเชื่อมั่นว่าคนอายุ ๔๐ ปี สามารถที่จะเพิ่มสิทธิอะไรให้กับพี่น้องประชาชนในรัฐของเรา ในประเทศได้ดีกว่า น่าจะดีกว่าอายุอื่น ๆ คืออายุอื่น ๆ ผมก็เชื่อนะครับว่าดีอยู่แล้ว แต่อันนี้ น่าจะดีกว่า ผมขออนุญาตอ่านต่อไปนิดนะครับ สิทธิฟ้องหน่วยงานของรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่ รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำคัญมากนะครับ มีสิทธิของผู้บริโภค สิทธิได้รับทราบข้อมูลข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ สิทธิได้รับข้อมูล ในกิจกรรมที่จะมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต สิทธิในการ เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ สิทธิในการฟ้องหน่วยราชการ สิทธิในการต่อต้านการล้มล้าง ประชาธิปไตย นี่คือสิทธิที่ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นคนอายุ ๔๐ ปี จะเข้าใจเรื่องสิทธินี้ดี แล้วก็น่าจะขยายสิทธิของปวงชนชาวไทยให้มากยิ่งขึ้น ให้ดียิ่งขึ้น หรือปรับปรุงให้รัดกุมมากขึ้น อันนี้ก็ขอฝากไว้กับ สสร. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า ท่านประธานครับ สิ่งที่คนอายุ ๔๐ ปี นะครับ ผมเชื่อมั่นอย่างนั้นนะครับว่าคนอายุ ๔๐ ปี ไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี ก็คือคนที่เกิดตั้งแต่ ปี ๒๕๑๕ เป็นคนที่น่าจะอยู่ในครรภ์ของมารดาตั้งแต่ปี ๒๕๑๔ ปี ๒๕๑๕ อะไรประมาณนี้ ในช่วงเหตุการณ์นั้น ผมมีความมั่นใจว่าคุณพ่อคุณแม่ของเด็กน่าจะได้รับรู้เรื่องราว ประสบการณ์สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อการตั้งครรภ์ อันนี้เป็นหลักการ ที่ยืนยันอย่างแน่นอนทางการแพทย์ว่ามนุษย์ใด ๆ ที่เกิดมา การตั้งครรภ์ของมารดา ลูกจะออกมามีลักษณะเช่นใด มีแนวโน้มไปทางใดขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม เราลองมาดู สิ่งแวดล้อมทางสังคมของปี ๒๕๑๕ สิครับท่านประธาน เราจะพบว่าในขณะนั้นเป็นเรื่องของ ระบอบการปกครองในระบอบเผด็จการนะครับ มีเสียงเรียกร้องจากผู้คนทุกหมู่เหล่านะครับ เรียกร้องใฝ่หาถึงประชาธิปไตย เรียกร้องถึงความมีอิสระ ความมีเสรีภาพ การมีสิทธิต่าง ๆ มีการต่อสู้ในรูปแบบมากมาย ทางสังคมถ้าเราไปเปิดดูหนังสือพิมพ์ ปี ๒๕๑๔ ปี ๒๕๑๕ ท่านประธาน ผมไม่แน่ใจว่าท่านคงเกิดแล้วละครับ ถ้าท่านอ่านหนังสือลองไปอ่านดูจะมี เรื่องราวของความไม่เป็นธรรม เรื่องราวของการข่มเหงรังแกพี่น้องประชาชนมากมาย เพราะฉะนั้นมารดาก็ดี คุณพ่อก็ดีที่จะมีลูกออกมาในวัยนี้มันจะซึมซับเข้าไปอยู่ในสิ่งที่จะเกิด ออกมาในอนาคตนั่นคือเด็ก เพราะฉะนั้นผมจึงมีความเชื่อว่าเด็กที่เกิดตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ น่าจะ รับรส รับความรู้สึกของคุณพ่อคุณแม่ได้ดีกว่าเด็กที่จะเกิดปี ๒๕๓๐ ปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๓๙ อะไรอย่างนี้เป็นต้นตามที่พวกเรามาผมมีความเชื่ออย่างนี้มาโดยตลอดนะครับ ท่านประธาน ครับ คนอายุ ๔๐ ปี นอกจากจะสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย ทางสติปัญญาได้ผ่านประสบการณ์ ทางชีวิต ได้ทำงาน ได้พบปะกับผู้คนมากมายวิจารณญาณก็น่าจะกว้างขวางนะครับ สิ่งหนึ่ง ที่คนอายุเกิดตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ ผมกล้ายืนยันได้ครับว่าทุกคนผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เหตุที่ผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ผมเชื่อว่ามีทุกอายุละครับ แต่ผมเชื่อว่าคนเกิดปีที่ อายุต่ำมาก ๆ เช่น เชื่อว่าคนที่เกิดตั้งแต่ปี ๒๔๘๐ ปี ๒๔๗๐ คือผู้อาวุโสทั้งหลายจะผูกพัน กับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแยกไม่ออก แต่ตัวแปรตัวนี้เริ่มผันแปรไปเมื่ออายุน้อยลง ๆ เพราะฉะนั้นความเชื่อของผมก็คือเชื่อว่าเด็กอายุ ๑๘ ปี ที่เราอาจจะบัญญัติให้ไปเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญหรือมีสิทธิสมัครในการรับเลือกตั้งก็มีความจงรักภักดีไม่น้อยกว่าคนอายุ ๔๐ ปี แต่ผมเชื่อว่าคนอายุ ๔๐ ปีลึกซึ้งกว่า เหตุผลที่ผมเชื่อว่ามีเหตุผลลึกซึ้งกว่าก็เพราะว่า ในอดีตนะครับ ท่านประธานจำได้ในอดีตการสื่อสารมันยากลำบากนะครับ จังหวัดผม จังหวัดตากผมจำได้ว่าในสมัยเป็นเด็กผมก็ชอบเปิดวิทยุฟัง คลื่นก็ไม่ชัด เอฟเอ็ม (FM) ไม่ต้องพูดถึงครับ ไม่มีครับ มีแต่เอเอ็ม (AM) ฟังดูก็ตก ๆ หล่น ๆ ขาดหาย ไม่มี ผมจำได้ว่า ผมต้องเปิดวิทยุเขาเรียกว่า วปถ. วิทยุประจำท้องถิ่น ซึ่งก็จะรายงานข่าวในพระราชสำนัก รายงานข่าวเหตุการณ์ของบ้านเมือง รายงานเหตุการณ์สงคราม ตอนนั้นคือสงคราม เวียดนาม ผมจำได้ว่าผมฟังวิทยุ วปถ. เป็นประจำนะครับ แล้วก็รู้สึกว่าโลกภายนอก มันมีความในสิ่งที่เราคาดไม่ถึงมากมาย เราได้รับทราบ คือเนื่องจากว่าในสมัยก่อน ท่านประธานคงทราบทีวีก็ภาพไม่ค่อยชัดหรือไม่มีด้วยซ้ำไป ในสมัยผมเป็นเด็กไม่มีทีวี เพราะฉะนั้นสภาพของกาลเวลาในแต่ละวันก็จะหมดไปกับการดูแลในเรื่องสิ่งแวดล้อม วิทยุ ก็ฟังได้บ้างไม่ได้บ้าง หนังสือก็อ่านได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะฉะนั้นพอมีเรื่องที่จะรับทราบได้ ก็มีการพูดคุยกัน พูดง่าย ๆ ว่าสังคมสมัยก่อนการพูดคุยกันเป็นสังคมมนุษย์สมบูรณ์ กว่าสังคมในปัจจุบัน สังคมในปัจจุบันแปรเปลี่ยนไปมากท่านประธานคงยอมรับนะครับว่า ถ้าท่านมีลูกอยู่ลูกท่านจะคุยกับท่านวันละกี่นาทีในแต่ละวัน ส่วนใหญ่เขาจะหมกมุ่นอยู่กับ เครื่องเล่นต่าง ๆ เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีมากมาย ความสัมพันธ์ในเชิงนี้ที่ผมเรียกว่ามีน้อย น้อยกว่าคนที่มีอาวุโสมากกว่า ผมยืนยันว่าถ้าเราให้คนที่มีอายุ ๑๘ ปี ไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี เข้าไปร่างรัฐธรรมนูญผมก็เชื่อว่าเขาก็ร่างได้ดี แต่ก็ร่างออกมาได้ในอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเอาคน อายุ ๔๐ ปีที่ผมพูดไปร่างก็น่าจะร่างได้ดีในอีกระดับหนึ่งนะครับ เพราะว่ามีพื้นฐานภูมิหลัง ที่ต่างกันครับท่านประธาน สิ่งที่ผมจะเน้นก็คือว่าเนื่องจากเป็นสังคมที่มีการปรึกษาหารือกัน ในครอบครัวหรือในชุมชนหมู่บ้านมากกว่าสังคมปัจจุบันที่เป็นสังคมที่เรียกว่า ปัจเจกชน นี้นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้รับทราบเรื่องราวต่าง ๆ เราก็มักจะพูดคุยกันแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ หรือดื่มด่ำไปกับสิ่งที่เราได้เห็น กับสิ่งที่เราได้ยิน หรือกับสิ่งที่เราได้สัมผัส ที่จังหวัดของผมนะครับ จังหวัดตากเป็นที่ตั้งของเขื่อนภูมิพล ผมก็ได้มีโอกาสที่ได้เห็นท่านเสด็จที่เขื่อนภูมิพลในวัน วางศิลาฤกษ์ ได้เห็นพระองค์ท่านเปิดเขื่อนภูมิพล ท่านประธานครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือ ความผูกพันที่ราษฎรมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในคนอายุ ๔๐ ปี หรือแม้แต่ต่ำกว่านั้นเล็กน้อย เพื่อให้กะทัดรัดขึ้นตามที่ท่านประธานได้ติงผมมา ผมก็เคารพนะครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานอ่านเอกสารชิ้นหนึ่งได้ไหมครับ ใช้เวลาไม่นานครับ ท่านประธานครับ เชื่อว่า จะเป็นประโยชน์กับพวกเราครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ เรื่องเอกสาร ที่จริงมันต้องส่งให้ตรวจสอบก่อน

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ผมยืนยันครับ ว่ามีที่มาที่ไปและไม่ได้ทำให้ใครเสียหายครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงไม่อนุญาตครับ เพราะโดยหลักการแล้วก็ตกลงกันไว้อย่างนั้นนะครับ ก็ให้มีการตรวจสอบ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

เสียดายครับ ท่านประธานครับ ไม่เป็นอะไรครับ ท่านไม่อนุญาตผมก็จะพยายามใช้ความจำบ้าง อ่านบ้าง เหลือบตาดูคงไม่ว่านะครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ อย่าอ่านเลยครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ปรากฏเอกสารนี้อยู่ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๑๗ เป็นเรื่องดี ครับ ท่านประธานครับ สมควรที่รัฐสภาแห่งนี้น่าจะได้รับทราบไว้นะครับ เรียกว่า บันทึกพระราช กระแส เรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๑๗ หัวข้อเรื่องเป็นอย่างนี้ครับ ท่านครับ เป็นบันทึกพระราชกระแสท่านจะอนุญาตให้ผมอ่านไหมครับ ท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงผมไม่ได้อนุญาตนะครับ เพราะมันจะเสียหลักการ หลักการเราคุยกันไว้ชัดเจนแล้วว่า

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

แต่ผมเชื่อว่า จะเป็นประโยชน์นะครับ ท่านครับ กับ สสร. ที่จะเกิดขึ้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันจะเป็นประโยชน์ก็ต้อง เสนอเพื่อให้อนุญาตก่อนนะครับ แต่ทีนี้ยังไม่ได้เสนอ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ไม่เป็นอะไรครับ ผมก็เป็นคนเคารพตามกฎเกณฑ์นะครับ กฎเกณฑ์ท่านประธานเป็นคนควบคุม เราก็คงต้อง ให้ความเคารพ ผมเรียนให้ทราบว่าบันทึกพระราชกระแส เรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้มีผู้ที่นำร่างรัฐธรรมนูญ คือประธานสภานิติบัญญัติ ไปถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยให้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไปครับ ในคำปรารภ นะครับ ข้อความในคำปรารภเป็นถ้อยคำที่คณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำขึ้นถวาย นี่คือคำบันทึกของพระราชกระแสนะครับ อันที่ ๒ คำปรารภบอกว่าควรกล่าว เพียงสั้น ๆ ไม่ควรกล่าวยืดยาว ผมจะน้อมนำให้เห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นี้ ก็คือเป็น หลักสำคัญอีกหลักหนึ่งในการที่จะทำให้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด มีความละเอียด นอกจากจะผ่านประชาพิจารณ์มาแล้ว ประเทศไทยโชคดีขนาดไหนที่มี สถาบันที่พระองค์ให้ความละเอียด แล้วก็ยังให้คำท้วงติง ให้คำแนะนำ หรือให้คำที่เรียกว่า ชื่นชมอะไรก็แล้วแต่ได้อีกด้วย ทรงมีดำริว่าโดยที่ประเทศไทยได้มีรัฐธรรมนูญประกาศไว้ เป็นหลักในการปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตยเป็นเวลามากว่า ๔๐ ปีแล้วนั้น นะครับ เห็นว่าในช่วงเวลาดังกล่าวได้มีการยกเลิกและแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหลายครั้ง อันแสดงว่ารัฐธรรมนูญนั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลา ผมเอาหลักการก็คือว่า พระองค์ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญมีการเปลี่ยนแปลงได้ แก้ไขได้ตามกาลเวลานะครับ และ อยากจะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็วที่สุด จึงทรงพระราชดำริว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ ข้อบัญญัติหรือหลักการพอที่จะสนองความต้องการของประชาชน และตราใช้เป็นรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้ นี่ครับคือข้อ ๑ ที่มีในบันทึกพระราชกระแส ข้อที่ ๒ ตามมาตรา ๑๐๘ วรรคสอง แห่งรัฐธรรมนูญนี้ บัญญัติให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้น ไม่ทรงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ประธานองคมนตรีนะครับ ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้นไม่ทรงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะประธานองคมนตรีเป็นผู้ที่พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย ตามความในมาตรา ๑๖ เป็นการขัดกับหลักการที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ทั้งจะทำให้ประธานองคมนตรีอยู่ในสภาพเหมือนเป็นองค์กร ทางการเมืองซึ่งขัดกับมาตรา ๗๗ อีกด้วย ทั้งนี้ข้อ ๓ ยังมีปัญหาอื่น ๆ ที่จะต้องพิจารณา ก็ย่อมสุดแล้วแต่วิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เหมาะสมแก่ สภาวการณ์และกาลสมัยได้ ที่ผมไม่กล้าพูดเองก็เพราะว่าเดี๋ยวจะสื่อความหมายผิดครับ ท่านประธาน อันนี้ก็เลยต้องขออนุญาต แต่ท่านประธานไม่อนุญาตผมก็อาจจะอ่านไปบ้าง นะครับ ก็ขออภัยด้วยนี่ครับคือสิ่งที่ผมอยากจะฝากไปยัง สสร. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า เรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่งดงามประเสริฐล้ำนะครับ เป็นสิ่งที่เราควรจะทำอย่างไรที่จะ ทำให้สถาบันแห่งนี้ เกิดความมั่นคงขึ้น และมีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปสำหรับ คนอายุ ๔๐ ปีขึ้นไปที่ผมคิดว่าเขาน่าจะรับความรู้สึกได้ดี ก็คือเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ กับราษฎรไทยครับ ที่เมื่อทรงเข้าเฝ้าทุกครั้งในต่างจังหวัดมีราษฎรได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ด้วยตนเองนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ไม่อยากขัดเลย นะครับ พยายามตามท่านตลอด แต่ทีนี้อยากให้กระชับสักนิดเถอะครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ผมพยายาม กระชับครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสงวนเรื่องอายุเท่านั้น เองครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

เพราะผม บอกแล้วว่าผมห่วงใย สสร. ที่เกิดขึ้น เพราะไปแล้วไม่กลับมานะครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ก็ห่วงใยกัน ทุกคนนะครับ เอาพอสมควรครับ ให้กระชับสักนิดเถอะครับ ผมก็พยายามจะให้เกียรติ ในอนาคตว่าท่านช่วยเอาคำอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาไปประกอบด้วยนะครับ ผมคิดว่า เป็นประโยชน์นะครับ ในระบอบประชาธิปไตย การมีส่วนร่วม ผมเป็นประชาชนคนไทย คนหนึ่งผมก็อยากมีส่วนร่วม เพราะว่าผมไม่อยากจะไปพูดลับหลังว่าก็เพราะอย่างนี้มันถึง เกิดอย่างนี้ ไม่เอานะครับ ท่านประธานครับ การถวายฎีกาในหลวงนะครับ เป็นสิทธิไหมครับ ไม่มีบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใด

คุณหมอครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

แต่เป็นสิทธิที่ ประชาชนคนไทยที่อยู่ในระบอบ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ผมไม่อยากขัดเลย นะครับ แต่ไปไกลมาก แล้วก็ใช้เวลาเยอะมากครับ ถ้าจะออกนอกประเด็นบ้าง ผมไม่ขัดข้อง นะครับ แต่ถ้าจะยืดเยื้อคงไม่เหมาะ เอาพอสมควรครับ ผมว่าน่าจะจบได้แล้วครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ก็คือว่า สิทธิในการร้องฎีกา ถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวน่าจะมีเพียงประเทศไทย ประเทศเดียวที่สมควรจะบันทึกอยู่ในกินเนสส์บุ๊ค (Guinness book) เพราะว่าเกิดขึ้น โดยธรรมชาติตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ๘๐๐ ปีครับ การให้ราษฎรเข้าเฝ้า และรับเรื่องราวร้องทุกข์ผมถือว่าเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่นะครับ แสดงให้เห็นถึงว่าถ้าพี่น้อง ประชาชนไม่ทิ้งพระองค์ท่าน พระองค์ท่านจะทิ้งพี่น้องประชาชนได้อย่างไรนะครับ และน่าเชิดชูก็คือพระองค์ท่านใช้ทศพิธราชธรรมมาประกอบในเรื่องของการพิจารณา ไม่ก้าวล่วงในฝ่ายบริหาร ถ้าเรื่องราวเหล่านั้นเป็นเรื่องราวที่ฝ่ายนิติบัญญัติก็ดี ฝ่ายบริหารก็ดี ฝ่ายตุลาการก็ดีมีหน้าที่อยู่แล้ว พระองค์ท่านก็จะทรงแจ้งผ่านไปทางหน่วยงานต่าง ๆ มีหลายเรื่องที่ราษฎรร้องทุกข์ในเรื่องของความยากจน ไม่มีเงิน ก็ได้พระราชทาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ แล้วเขา มาเกี่ยวข้องอะไรกับที่คุณหมอสงวนไว้ครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ก็คือจะบอกว่า ผมห่วงร่างรัฐธรรมนูญฉบับ สสร. ที่จะเกิดขึ้นนี่นะครับ อยากจะให้เน้นถึงการให้สิทธิ เสรีภาพ อย่าไปตัดสิทธิเสรีภาพ ถ้าเกิดคนอายุรุ่นหนุ่ม ๆ เกิดเข้าไปเป็น สสร. มาก แล้วเกิด บอกว่าต่อไปนี้ถวายฎีกาทำไม่ได้ ผมก็เป็นห่วงผมก็บอกว่าขอให้มีสิทธินี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ผมให้เกียรติ คุณหมอครับ ผมว่าสมควรแล้วครับ น่าจะจบได้แล้วครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ด้วยเหตุนี้ครับ ผมจึงมีความเชื่อมั่นโดยส่วนตัวว่าทุกอายุสามารถเป็น สสร. ได้ เป็น สสร. ได้ดี หรือไม่ได้ดีขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละคนหรือเราก็ต้องเคารพพี่น้องประชาชนเพราะมาจาก การเลือกตั้งนะครับ เพราะฉะนั้นในความเชื่อส่วนตัวก็คือว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะ เกิดขึ้นซึ่งแม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ตาม แต่ผมก็ขอฝากไว้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นโดย สสร. ชุดใหม่นี้ ขอให้อายุเกิน ๔๐ ปี หรือไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี เพื่อที่จะมีทั้งประสบการณ์ ความรู้สึก และความคิดที่สมบูรณ์ ท่านประธานอย่าลืมนะครับ ว่าสังคมเราประกอบด้วยความรู้สึกและความคิดที่มีเหตุมีผล เราต้องคำนึงถึงความรู้สึกด้วย ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เหตุผลบางครั้งก็ดีแต่มันไม่ได้ความรู้สึกครับ ผมได้รับ การขอร้องจากท่านประธานหลายครั้งครับ ผมเคารพนะครับ ก็ขอถือโอกาสจบเพียงเท่านี้ครับ ก็ขอฝากให้ สสร. ที่จะเกิดขึ้น เมื่อท่านได้รับหน้าที่หรือได้รับการคัดเลือกแล้วท่านรีบ สร้างกรอบการพิจารณา สร้างความมั่นใจให้กับพวกกระผมนะครับ ให้ความมั่นใจ แม้แต่ รัฐบาลนี้ก็เหมือนกันครับ ที่ยังบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ขอให้ท่านสร้าง ความมั่นใจให้กับสังคมไทยเถอะครับว่าอย่าทำให้สังคมไทยเราต้องแตกแยกมากไปกว่านี้นะครับ เพราะ ณ ขณะนี้ข้อมูลหลายข้อมูลยืนยันว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงในการที่จะเกิด ความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวินัย สมพงษ์ ครับ

พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมลุกขึ้นมาเพื่อที่จะ ขอสละสิทธิ์การอภิปรายรัฐธรรมนูญในวาระที่สอง ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๒ เป็นต้นไปนะครับ เหตุที่กระผมสละสิทธิ์ก็เพราะอย่างนี้ ผมขออนุญาตอธิบายสั้น ๆ นิดเดียวครับ เนื่องจากว่า ในมาตรา ๒๙๑/๑ กระผมได้แปรญัตติแล้วก็สงวนคำแปรญัตติ แล้วก็การแปรญัตติ ของกระผมนั้นก็แตกต่างจากของกรรมาธิการนะครับ ที่มาของ สสร. มาตรา ๒๙๑/๑ ของกรรมาธิการ ๗๗ คนมาจากการเลือกตั้งแต่ละจังหวัด ๒๒ คนมาจากการแต่งตั้ง สรรหา แต่ของกระผม ๙๙ คนนั้น ๗๗ คนมาจากการเลือกของ ส.ส. ในแต่ละจังหวัดนะครับ แล้วก็ ๒๒ คนก็มาจากการเลือกตั้งจาก ส.ว. อย่างที่ผมได้กราบเรียนรายละเอียดตั้งแต่เมื่อวานนี้ ทีนี้เมื่อกระผมแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑ อย่างนี้ต่อจากนั้นไปผมก็ต้องแปรญัตติให้สอดคล้อง ร้อยเกี่ยวเป็นพันกันไปโดยตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อมีการโหวตเมื่อวานนี้สิ่งที่กระผมแปรญัตติ ได้แพ้โหวตไปแล้ว เพราะฉะนั้นกระผมจึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องอภิปรายตั้งแต่ มาตรา ๒๙๑/๒ เป็นต้นไป เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนท่านประธานเพื่อโปรดทราบครับ ด้วยความเคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐภา

ครับ ท่านสมาชิกครับ เราประชุมกันมา ๕ วัน วันนี้วันที่ ๕ แล้ว ทีนี้มันมีปัญหาอยู่นิดหนึ่งข้อตกลงของวิป ๓ ฝ่าย เราจะให้มีการลงมติในวาระที่สาม ในวันที่ ๘ นั่นเป็นข้อตกลงของวิปทั้ง ๓ ฝ่ายนะครับ ทีนี้ถ้าจะให้ลงมติในวาระที่สาม ในวันที่ ๘ ตามที่ตกลงกันไว้เราจะมีเวลาที่จะอภิปราย เหลือแค่ ๒ วัน คือวันเสาร์และวันอาทิตย์ซึ่งวันอาทิตย์ต้องไม่เกินเที่ยงคืน แต่ทีนี้เราอภิปรายมาได้ ๕ วันแล้วยังไปไม่ถึงไหน ก็เลยอยากจะฝากวิปทั้ง ๓ ฝ่ายครับ ลองหารือหาทางออกร่วมกันอีกสักครั้งให้ได้ข้อสรุปชัด ๆ ว่าเราจะกำหนดการอภิปรายกัน อย่างไร ผมเข้าใจนะครับ เป็นสิทธิของผู้สงวน แต่ถ้ามีข้อตกลงก็อยากจะให้มีการบริหาร จัดการนะครับ ก็ฝากสักนิดเถอะครับ ไม่เสียเวลาเชิญไปที่ท่าน พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ครับ เชิญครับ

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผู้สงวนคำแปรญัตตินะครับ ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๒ (๒) โดยที่ผมขอแปรญัตติปรับเปลี่ยนอายุจาก ๓๕ ปี เป็น ๔๐ ปี ผมมีเหตุผลอย่างนี้ครับ ผมได้กราบเรียนว่าในส่วนที่เรากำลังทำอยู่ขณะนี้ คือเราจะโอนภาระหน้าที่ของสมาชิก รัฐสภาคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งกำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เดิม ไปสู่ร่างมาตรา ๒๙๑ ฉบับใหม่ ที่เรายกเป็นหมวด ๑๖ แต่เดิมนั้น รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. เป็นผู้ดำเนินการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ขณะนี้เรามาสู่หลักการใหม่ที่มอบให้กับคณะบุคคลดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นในสิ่งตรงนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าคุณสมบัติของผู้ที่จะทำหน้าที่ สสร. หรือสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องมีวุฒิภาวะ แล้วมีความรู้ประสบการณ์ไม่น้อยกว่า ส.ส. กับ ส.ว. สิ่งที่ผมเรียนอย่างนี้เพราะว่าถ้าเรามองดูภาระหน้าที่ของ ส.ส. ที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เราจะ ดำเนินการเฉพาะในเรื่องของรับกฎหมายที่รัฐบาลหรือมีผู้ยกร่างเรียบร้อยมาแล้ว แล้วก็มา พิจารณาปรับแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในบริบทของสังคม ส่วน ส.ว. นั้นก็จะ ทำหน้าที่ในการกลั่นกรองความถูกต้องเรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง แต่ท่าน สสร. ที่ท่านจะมาใหม่นั้น ท่านไม่ได้ทำในเรื่องนี้เท่านั้น ท่านจะต้องเลือกประเด็นในการที่จะกำหนดกฎหมาย รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การเลือกประเด็นนั้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญว่า ประเด็นใดควรจะต้องกำหนดขึ้นมาใหม่และกำหนดอย่างไร กระบวนการตรงนี้ละครับ คือสิ่งที่ผมคิดว่าความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของ สสร. นั้นจะต้องมีสูงกว่า สูงกว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติคือ ส.ส. ส.ว. เดิมทั้งหมด ผมไม่เห็นด้วยกับในบางส่วนที่เห็นว่า สสร. นั้นจะเป็นคนที่มาจากที่ใดก็ได้ แต่จริง ๆ แล้วท่านจะต้องมีความรู้ ความสามารถสูงขึ้น ในประเด็นที่ผมอยากจะเน้นอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าในส่วนของสมาชิกวุฒิสภาที่พวกกระผม กำลังทำอยู่นี้ เราเข้ามาด้วยตัวคนเดียว เราไม่มีพรรคพวก เพราะฉะนั้นกระบวนการคนที่จะ ทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาจะต้องเป็นคนที่ทำงานได้ดี มีความรอบรู้และเรียนรู้ได้เร็ว มีความเป็นอิสระและมีความเป็นกลางอย่างแท้จริง ไม่อยู่ในอาณัติผู้ใด เพราะฉะนั้น การที่ทำงานเป็นอิสระนั้นจำเป็นจะต้องมีสิ่งหนึ่ง ซึ่งบุคคลจะต้องมีความสมบูรณ์ในตัวเอง ผมขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่าจะต้องมีความแมทัวร์ (Mature) ความสมบูรณ์ในตัวเองนั้น หมายถึงว่าท่านไม่อยู่ในฐานะที่จะต้องสร้างเนื้อสร้างตัวอีกแล้ว ถ้าเราเอาคนที่จบการศึกษา ใหม่ ๆ แล้วยังต้องก่อร่างสร้างตัวเข้ามาเขาก็จะเป็นจุดหนึ่งในการที่เขาจะต้องการ เศรษฐทรัพย์เข้ามาสร้างฐานะกับตัวเอง แต่คนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น จำเป็นจะต้องเป็นคนที่มีเศรษฐทรัพย์อยู่พอเพียงกับตัวเอง ไม่มีความต้องการ เขาก็จะได้ ไม่โลภ แล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องไปอ้างอิงเอาสิ่งต่าง ๆ ของคนอื่นเข้ามาทำให้เกิดปัญหา และทำให้การล็อบบี้ หรือการพูดคุยกันแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันเกิดขึ้น ในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นตรงนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าความสมบูรณ์กับของตัวเองนั้นจะต้อง หาคนที่มีวุฒิภาวะที่ดีพอ เราไม่สามารถจะหาเกณฑ์อะไร ในการที่จะบอกว่าคนคนนี้มีวุฒิภาวะหรือมีกระบวนการต่าง ๆ ทำได้ดีขนาดไหน นอกจาก มีการทดลอง ในข้อเท็จจริงแล้วผมยังมองเห็นที่เพื่อนสมาชิกบางคนได้แปรญัตติว่าจะต้อง มีการตรวจสอบพฤติกรรมทางจริยธรรมของ สสร. ที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๙ ด้วย เพราะคนกลุ่มนี้จะต้องเข้ามาใช้อำนาจรัฐในการกำหนดสิ่งที่เป็นกฎกติกาของสังคม ในอนาคต แต่พอมาถึงวันนี้เราคงไม่สามารถจะไปดำเนินการในเรื่องของการตรวจสอบ พฤติกรรมทางจริยธรรมและที่สำคัญก็คือความมั่นคงในจริยธรรมของแต่ละคน ก่อนเข้ามา ท่านอาจจะเป็นคนที่ดี มีความรู้ความสามารถและมีความอดทน อดกลั้นต่อกิเลสสิ่งต่าง ๆ แต่พอเข้ามาในสภาแห่งนี้ท่านจะต้องต่อสู้กับกิเลสตรงนี้ เพราะฉะนั้นความมั่นคง ทางจริยธรรมของ สสร. เป็นสิ่งที่สำคัญ ในสิ่งตรงนี้ละครับ ผมก็เลยมองว่าคุณสมบัติอะไร ที่เราจะสามารถเทียบเคียงได้ ผมก็เลยปรับอายุของ สสร. ลงมาเท่ากับที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๕ กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภานั้นมีอายุไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่ผม นำเรื่องนี้เข้ามา แล้วก็มีการพิจารณาว่าอย่างน้อยที่สุดคนที่น่าจะผ่านประสบการณ์ชีวิต แล้วก็ครองตนมาช่วงระยะเวลาหนึ่งไม่น้อยกว่า ๑๕ ปี ถ้าเราคิดว่าคนที่เริ่มทำงาน ด้วยวิถีชีวิตต่าง ๆ แล้วเขาได้ดำเนินการและครองตนเป็นที่ยอมรับของสังคมมาเป็นเวลา ไม่น้อยกว่า ๑๕ ปี เป็นที่ยอมรับของสังคมเขาได้รับการเลือกตั้งเข้ามา อันนี้ทำให้เราเชื่อมั่น ได้ในระดับหนึ่งว่าเขาน่าจะมีความมั่นคงทางจริยธรรมและไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งยั่วยุหรือ การแลกเปลี่ยนต่าง ๆ ที่กระทำ เขาจะได้สร้างรัฐธรรมนูญที่มีประโยชน์กับประเทศชาติ และประชาชนอย่างแท้จริง ในสิ่งตรงนี้ละครับคือสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นหลักการสำคัญ และในข้อเท็จจริงนั้นผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๓ ในเรื่องของข้อห้ามต่าง ๆ ซึ่งผม ขอสงวนข้อมูลไว้สำหรับพูดในมาตรา ๒๙๑/๓ แต่โดยเฉพาะในมาตรานี้ผมขอความกรุณา ท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการช่วยกรุณาพิจารณาให้รอบคอบด้วยครับ การที่เรา จะเลือกคนที่จะมอบหมายหน้าที่ให้เขาไปทำแทนพวกเรานั้น ขอให้เราแน่ใจว่าเขา มีความสมบูรณ์ในตัวเอง เขามีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ไม่ด้อยกว่าเรา และจะทำให้ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เราวาดหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นการปฏิรูประบบการเมือง ของประเทศไทยนั้น เป็นหนทางไปสู่ความเจริญก้าวหน้าในการพัฒนาประชาธิปไตย รวมทั้ง ให้ประโยชน์สุขกับประชาชน ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิรัติ พาณิชย์พงษ์ ครับ

ศาสตราจารย์วิรัติ พาณิชย์พงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิรัติ พาณิชย์พงษ์ สมาชิกวุฒิสภา องค์กรวิชาชีพแพทยสภานะครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีความคิดที่ไม่เห็นด้วยกับการ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ จะต้องสิ้นสุดลง เนื่องจาก ไม่สามารถต่อต้านกระแสได้ ผมจึงเก็บสิ่งที่ดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาเป็นคุณสมบัติ พิเศษของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐในหมวด ๑๓ ซึ่งมีมาตรา ๒๗๙ วรรคท้าย มีข้อความว่า การพิจารณากลั่นกรองหรือแต่งตั้งบุคคลใดเข้าสู่ตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจ ของรัฐและการลงโทษบุคคลนั้นจะต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมและคำนึงถึงพฤติกรรม ทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าว เพราะฉะนั้นอันนี้ประชาชนควรจะได้รับทราบ เรื่องพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้สมัครเป็น สสร. เพราะฉะนั้นผมจึงขอแปรญัตติเพิ่มคำว่า โดยบุคคลผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งต้องยินยอมให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการ ตรวจสอบและเผยแพร่พฤติกรรมทางจริยธรรมของตนต่อสื่อสาธารณะทุกสาขาได้ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์โดยรวมของสาธารณชน อันนี้จะแก้ปัญหาทั้งหมดว่าถ้าได้ สสร. ที่เป็นคนดี คนเก่ง มีจริยธรรม มีคุณธรรม เรื่องที่จะทำงานด้วยความคิดที่เป็นอิสระและเป็นธรรมก็ย่อมอยู่ในใจเขา แล้วเมื่อ การปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตที่มีอยู่ในตัว ผลประโยชน์ก็จะเกิดกับประเทศชาติ และประชาชนอย่างแท้จริง อันนี้เป็นคุณสมบัติพิเศษในการเลือกตั้ง ผมอยากเสนอว่าควรจะ เพิ่มไปในคุณสมบัติของผู้สมัคร สสร. เพื่อประโยชน์ของประชาชนที่จะเลือกและเพื่อเป็นการ เตือนใจของผู้จะมาปฏิบัติงาน สสร. ใหม่นี้นะครับ อันนี้เป็นเบื้องต้น ส่วนจริยธรรมของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ยังมีอีกหลายตอน ซึ่งมันอยู่ใน (๙) คือเรื่องของมาตรา ๑๒๓ เรื่องการปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกด้วยถ้อยคำที่ว่า ส.ส. และ ส.ว. ทุกคนทำอยู่นะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่อยากจะเพิ่มขึ้นไปในวาระที่จะอภิปรายต่อไป แล้วก็ การตรวจสอบการปฏิบัติงานของ สสร. นี้ ควรจะเป็นไปตามมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ในส่วนที่เป็นเรื่องของต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ซึ่งหลักนิติธรรมนี้จะเน้นเรื่องจริยธรรมของผู้ปฏิบัติหน้าที่ใช้อำนาจของรัฐเป็นใหญ่ ซึ่งถ้าทาง ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถทำประวัติ ทะเบียนของนักการเมืองในประวัติจริยธรรมนี้เป็นที่ ตรวจสอบของประชาชนได้ ผมก็ว่าจะเป็นส่วนช่วยให้ประชาชนได้สามารถเลือก สสร. ที่มี คุณภาพดีมาสร้างรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบันได้นะครับ อันนี้ก็เป็นข้อเสนอซึ่งไม่มีใคร เสนอมา ผมก็ขอเสนออันนี้ไว้ให้ท่านคณะกรรมาธิการพิจารณา แล้วก็ขอพูดสั้น ๆ แค่นี้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรจิต ชิรเวทย์ ครับ และตามด้วยท่านสมชายครับ ท่านสุรจิตแสดงความจำนงก่อน เดี๋ยวผมให้ตามด้วย ท่านสมชาย

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสงคราม 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผมอยู่สภามา ๔ ปีแล้วไม่เคยแปรญัตติกฎหมายที่น่าเบื่อเท่านี้มาก่อนเลยนะครับ เหมือนพูดกับขอนไม้จริง ๆ เลย ผมขอแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๒ ก็คือคุณสมบัติของ สสร. และผมก็ขอแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๓ เรื่องคุณสมบัติ หรือข้อห้ามของ สสร. ด้วยนะครับ ซึ่งกรรมาธิการพิจารณาไว้ ๓ ข้อ ผมก็ขอแก้ไข (๒) ในเรื่องอายุที่กรรมาธิการกำหนดอายุ สสร. ไว้ ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวันสมัครรับเลือกตั้ง กระผมได้ขอแก้เป็น ๔๐ ปีบริบูรณ์ในวันสมัคร รับเลือกตั้งนะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือผมให้ใช้เกณฑ์เดียวกับ ส.ว. นั่นเองนะครับ ทำไมถึงเป็น อย่างนั้นล่ะครับ ผมก็ใช้วิธีเปรียบเทียบว่าภาระหน้าที่ของ สสร. เป็นภาระหน้าที่หนเดียว เหมือนกับ ส.ว. เป็นมาหนเดียวนะครับ เขาให้เป็นหนเดียวแล้วก็กลับไปอยู่บ้านเลี้ยงหลาน เพราะฉะนั้นถ้าเทียบกับ ส.ส. นั้น ส.ส. อายุ ๒๕ ปีไม่เป็นอะไร เพราะว่า ส.ส. ไปทำหน้าที่อะไร ส.ส. ไปทำหน้าที่เสนอร่างกฎหมายควบคุมฝ่ายบริหาร แต่ว่า ส.ส. มีพรรคการเมืองสังกัด มีพรรคการเมืองเป็นพี่เลี้ยง มี ส.ส. อาวุโสในพรรค มีวิป (Whip) มีอะไรหลายอย่าง คือ ส.ส. มีเครื่องมือหลายอย่าง อายุ ๒๕ ปีก็เรียนรู้งาน สั่งสมประสบการณ์ทำงานได้ แล้วก็ยังมี สำนักงานเลขาธิการ มีห้องสมุด มีสิ่งที่จะช่วยในการทำหน้าที่เยอะ มีเครื่องมือเยอะ ถ้าเทียบกับ ส.ว. อายุ ๔๐ ปีบริบูรณ์ไปทำหน้าที่อะไร กลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบฝ่ายบริหาร แต่งตั้ง ถอดถอนให้ความเห็นชอบ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ส.ว. ไม่มีพรรค ไม่มีพี่เลี้ยง เป็นศิลปินเดี่ยว เป็นคนอิสระ อันนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจว่าเข้ามาทำหนเดียวเลิก ทำให้สุดชีวิต สุดลิ่มทิ่มประตู แล้วก็หมดภารกิจไป ซึ่งถ้ามองตามนี้ สสร. นี้จะคล้ายใกล้เคียงกับ ส.ว. มากที่สุดก็คือ ภารกิจของ สสร. ก็คือเป็นภารกิจเฉพาะเจาะจงในกรอบเวลาจำกัด แต่ว่าภารกิจที่ทำ ใหญ่หลวงมาก เพราะว่าเป็นการจัดร่างรัฐธรรมนูญกำหนดความสัมพันธ์ทางอำนาจ และสถาบันต่าง ๆ ของสังคมในทุกมิติ อายุ ๔๐ ปีก็คือบวชเรียนมาแล้ว แล้วก็ปกติถึงอายุ ขนาดนี้ส่วนใหญ่ก็จะมีครอบครัวแล้ว มีลูกอายุ ๕ ขวบ ๑๐ ขวบแล้ว มีการทำมาหากิน เป็นหลักเป็นฐานพอสมควรแล้ว เพราะว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายธรรมดา เป็นแม่บท ที่สำคัญ แล้วจริง ๆ กระผมเสนอให้จัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วยนะ ในมาตรา ๒๙๑/๑ แต่ผมแพ้ไปแล้วก็ไม่เป็นไร แต่ว่าที่ผมวางไว้อายุ ๔๐ ปีก็เพราะ เห็นความสำคัญแบบนี้นะครับ นอกจากนี้ผมก็ได้แก้ไขเพิ่มเติมใน (๔) ด้วย ตรงที่ว่า ประสบการณ์ที่มาเทียบเคียงกับวุฒิทางการศึกษา เราก็เห็นแล้วว่าสังคมไทยถือวุฒิบัตร เป็นใหญ่ในทุกเรื่อง ซึ่งมันก็เป็นการตัดช่องจำกัดตัวบุคคลลงไปโดยเสียของไปเปล่า ๆ บิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ (Microsoft) นี่ก็ไม่จบปริญญาตรี สตีฟ จอบส์ เจ้าพ่อแอปเปิล ก็ไม่จบปริญญาตรี หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพงก็จบแค่นักธรรมเอกเองนะ ไม่ได้จบเปรียญธรรม ด้วยซ้ำไป แต่มีลูกศิษย์ลูกหาสายป่าเยอะแยะ พระฝรั่ง พระญี่ปุ่นอะไรเยอะแยะ เพราะว่า เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติ ท่านเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าพ่อกระทิงแดงท่านก็ไม่ได้จบ เพราะฉะนั้น ในหลายกรณีเรียนมากก็อาจจะโง่แบบมีหลักการก็ได้นะครับ ทำให้ตัดสิ่งต่าง ๆ ยากไปหมด กรณีนี้ก็มีอยู่ในพุทธประวัติ พระอานนท์ พุทธอนุชาก็คือลูกพี่ลูกน้องของพระพุทธเจ้าศาสดา เลย เป็นอุปัฏฐากอยู่ข้างกายตลอด แต่ไม่ตรัสรู้ธรรมใช่ไหมครับ จนพระพุทธเจ้าเสด็จ ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว ๓ เดือนถึงได้ตรัสรู้ อันนี้ก็คือบางทีรู้มากก็ยึดมาก เพราะฉะนั้น กฎหมายสำคัญขนาดนี้จำเป็นต้องให้ผู้มีประสบการณ์ ที่ผมพูดตรงนี้ขยายความไปเยอะหน่อยก็ เพราะว่าผมเขียนตรงนี้เปิดช่องให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนด แล้วก็อยากให้กำหนดโดย เข้าใจความหมายว่าไปได้ไกลแค่ไหน ในอดีตสมาชิกรัฐสภาเราก็เอาแค่การศึกษาภาคบังคับ เท่านั้นเอง รัฐสภาในอดีตก็มีสีสันกว่านี้ มีอารมณ์ขันกว่านี้ ไม่เอาเป็นเอาตายแบบนี้ ประชาธิปไตยไม่ใช่การไล่ต้อนกันให้จนมุม ฆ่าให้ตายไม่ให้เหลือทางออกใช่ไหมครับ ซึ่งเราก็จะเห็นว่ารัฐสภาในช่วงหลัง ๆ นี้ เป็นรัฐสภาที่ปราศจากอารมณ์ขัน ปราศจาก ปฏิภาณไหวพริบ ซึ่งก็อย่างที่ผมพูดแล้วเมื่อวานนี้ว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับเรา แล้วรับโทรทัศน์ได้ เขากลัวประชาธิปไตยแบบไทยกันที่สุดเลยนะครับ ผมก็อยากจะเรียน กับท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าเมื่อท่านสร้างปัญหาขึ้นมาเองก็คือให้แปรญัตติ ในขั้นกรรมาธิการแค่วันครึ่ง แล้วท่านก็มาฟังร่วมไปพร้อมกับสมาชิกรัฐสภามา ๔ วัน ๔ คืน จนขึ้นวันที่ ๕ แล้ว คือถ้ามองในแง่รัฐบาลก็ใช้คนได้ถูกต้องจริง ๆ เลย ท่านประธานก็เป็น คนหน้าตารับแขกอารมณ์ดี แต่ไม่ยอมแก้อะไรทั้งสิ้น ก็จะใช้วิธีทำให้เบื่อตายกันไปเอง ความจริงแล้วท่านควรจะยอมบ้าง ผมก็ไม่เข้าใจอย่างเมื่อวานเรื่องจำนวนคน วันนี้เรื่องอายุ น่าจะยอมบ้าง เพราะว่าประชาธิปไตยจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องของคนใจสูง คือถ้าพูดถึงแบบ ตะวันออกของเราเอง ประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้าคือฉันทามติทั้งหมดเลยใช่ไหม องค์กฐิน ผ้าป่า ค้านเสียงเดียวล่มเลย อุปสมบทนี่ พระนี่ ค้านเสียงเดียวล่มเลย ท่านเอางามพร้อม งามสมบูรณ์จริง ๆ ก็คือฉันทามติหรือเอกฉันท์ทั้งหมด ทีนี้เราเป็นชาวโลกใจมันต่ำกว่า เราก็ไปเอาแบบอังกฤษ อังกฤษนี่เขาเสียงข้างมากแต่ถ่วงดุล ด้วยเสียงข้างน้อยที่เขาอยู่กันได้ใช่ไหมครับ ก็คือมันไม่ใช่การเมืองของสัตว์นี่ ไม่ใช่ฝูงหมาป่า ไฮยีน่า เอาพวกมากเข้ารุมแล้วผู้นำก็ปกครองด้วยเขี้ยว อังกฤษนี่ฝ่ายรัฐบาลเสียงข้างมาก เขาเรียกว่า รัฐบาลของสมเด็จพระราชินี ฝ่ายค้านก็เรียกว่า ฝ่ายค้านของสมเด็จพระราชินี เพราะฉะนั้นเขาก้าวพ้นขั้นตอนแบบนั้นมาแล้ว หัวใจของประชาธิปไตยมันก็อยู่ตรงนี้ แต่เรา มันเข้ามาสู่การเมืองเงินตราไปแล้วมันก็เลยพูดกันไม่รู้เรื่อง คำพูดแบบบริษัทก็คือประเทศ ประเทศก็คือบริษัท คล้ายกัน บริหารเหมือนกัน ท่านจำได้ไหมว่าเป็นคำพูดของท่านบิดาใหญ่ ของใครหรือนายใหญ่ของใคร ประเทศก็เลยบริหารเหมือนซีอีโอ (CEO) ประชาชน เป็นผู้ถือหุ้นแบบนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ารัฐบาลกับประชาชนก็เป็นเรื่องผลกำไร เงินทอง ซื้อถูกขายแพงอะไรไปอย่างนี้นะครับ ทุกวันนี้มีใครเชื่อว่าพรรครัฐบาลท่านหัวหน้าพรรค เป็นหัวหน้าพรรคตัวจริง ยังมีใครเชื่ออย่างนั้นไหม จริง ๆ ก็เหมือนอากงเฝ้าศาลไว้เท่านั้นเอง ประชาธิปไตยอะไรที่นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค และนี่คือการเมืองไทยจริง ๆ คือที่เห็นอยู่เป็นของหลอกลวง ที่เป็นของหลอกลวงนะจริง ที่เป็นแนวอยู่ข้างหลังจริง เพราะฉะนั้นผมก็ไม่รู้ว่าผมสติดีหรือเปล่าที่มานั่งแก้ ๕ วัน ๕ คืน มันก็เป็นเวรกรรม ของชาติเรานะครับ เอาเท่านี้ละครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสมชาย แสวงการ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ไม่อยากตำหนินะครับ แต่ว่า ต้องขอบอกท่านประธานนิดหนึ่งว่าตั้งแต่ท่านประธานเปิดประชุมตอน ๐๙.๐๐ นาฬิกานั้น หลังจากที่ท่านประธานอนุญาตให้แสดงตัว ผมก็ได้แสดงพร้อมกับคุณหญิงกัลยานะครับ ก็ไม่เป็นไรครับ ก็ถือว่าแล้วกันไป ท่านประธานอนุญาตให้พูดแล้วก็อยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องพูด ในเรื่องนี้นะครับ ผมขอแปรญัตติด้วยมาตรา ๒๙๑/๒ ซึ่งความจริงก็เสียใจ เสียใจแทน พี่น้องประชาชนคนไทย ผมเอาว่าเป็นสัก ๕๐ ล้านคนที่เหลือจากที่ท่านว่ามี ๑๕ ล้านคนแล้ว กัน เสียใจแทนคนไทยที่น่าจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง ไหน ๆ ที่ผมกราบเรียนแล้วว่า ผมไม่เห็นด้วยตั้งแต่วาระที่หนึ่ง ไม่เห็นด้วยในวาระที่สอง และจะไม่เห็นด้วยในวาระที่สาม ไม่ว่าจะโหวตวันที่ ๘ พฤษภาคม อย่างไรก็ตาม เพราะว่าท่านไม่ยอมฟังอะไรเลย และกรรมาธิการซึ่งมีจำนวน ๔๕ คน เป็นเสียงข้างมาก ๓๐ กว่าคน ท่านก็ดันไปเรื่อย ๆ เอะอะก็โหวต ท่านก็มีอยู่ ๓๔๕-๓๖๐ เสียง โหวตอย่างไรก็ชนะครับ พูดไปอย่างที่ท่าน ส.ว. สุรจิต พูดละครับ พูดแล้วก็เหนื่อย เสียดายสิ่งที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากได้อภิปรายแล้วก็ ได้เชิญชวนกรรมาธิการเสียงข้างมากให้เห็นว่า ๗๗ คน บวก ๒๒ คน มันมีโอกาสที่จะ เกิดปัญหา มันเกิดโอกาสที่จะถูกความไม่เป็นกลาง ความไม่อิสระและถูกชักนำ ถูกสั่งได้ แล้วก็ถูกเป็นตัวแทนของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจนเหมือนที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่า ใน ๗๗ คนนั้นมีผู้ประกาศว่าจะไปทำให้ได้ ๕๓ คน และ ๒๒ คน มาจากการคัดเลือก ของที่ประชุมรัฐสภา ก็แทบจะระบุรายชื่อได้นะครับว่าจะเป็นใคร ใครจะเป็นเลขานุการ ก็แทบจะมีการตกลง ใครจะเป็นประธานก็เห็นว่ามีการตกลงกันไว้พอสมควร มีอดีต ส.ว. บางท่านไปในงานรับสายสะพายก็ไปเที่ยวคุยโม้โอ้อวดว่าจะได้มาเป็น สสร. แถมบางครั้ง ก็ให้ข่าวหนังสือพิมพ์ด้วยว่าจะเป็น สสร. เสียเอง ไม่รวมถึงการเดินทางไปพบกับนายใหญ่ ที่ฮ่องกงเมื่อเดือนที่แล้ว โรงแรมมาร์โคโปโลครับ มีคนพบเห็นในระหว่างขึ้นลิฟท์ (Lift)

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมชายครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ประท้วงเรื่องอะไรครับ บอกให้ถูกข้อบังคับนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายทำผิดกฎ ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อภิปรายวกไปวนมา กล่าวดูถูกเหยียดหยามพี่น้องประชาชน แล้วกล่าวอ้าง ส.ว. ซึ่ง ส.ว. หลายท่านเขาฟังดูแล้วเหมือนกับว่าเขามีส่วนร่วม ส่วนรู้ในสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น ซึ่งประเด็นตรงนี้สร้างความเสียหายนะครับ โดยเฉพาะกล่าวถึงบุคคลภายนอกที่ไม่จำเป็นว่า นายใหญ่อยู่ประเทศดูไบ อยู่ประเทศฮ่องกงอะไรประมาณนี้นะครับ ขอให้ท่านประธาน กำชับเวลาด้วยเนื่องจากมีผู้อภิปรายอีกหลายท่านที่ยังไม่ได้อภิปราย คือปล่อยอย่างนี้ สิ้นเดือนนี้อย่างที่ผมเคยพูดไว้จะจบหรือเปล่าครับ ให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมชายครับ ท่านสงวนไว้ ประเด็นที่ท่านสงวนนี่คือสงวนเรื่องอายุของ สสร. แล้วคุณวุฒิทางการศึกษา ก็อย่าเลยเถิด ไปไกลถึงขนาดนั้นเลยครับ เอาพอสมควรก็พอครับ ผมพูดบ่อยนะครับ พอสมควร ที่จริง ผมตั้งใจไม่อยากขัด แต่มีผู้ประท้วงผมก็ต้องยึดข้อบังคับ แล้วผมให้เกียรติสมาชิกมาก เป็นพิเศษ อะไรอนุโลมได้ผมอนุโลมเต็มที่เพื่อรักษาบรรยากาศ เพราะฉะนั้นก็ขอความกรุณา ท่านให้เกียรติประธานด้วยนะครับ ก็ช่วยระมัดระวังคำพูดด้วยครับ แล้วให้อยู่ในประเด็น นะครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผมให้เกียรติท่านประธานเสมอนะครับ แต่ผมก็ต้องขอประท้วงท่านประธาน หน่อยครับ ท่านประธานมีหน้าที่ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานต้องควบคุมการประชุมนั้น ผมเห็นชอบครับ แต่ท่านประธานต้องใช้อำนาจหน้าที่ครับ ผู้ประท้วงก็ใช้ ข้อ ๔๓ เลอะเทอะ เปรอะเปื้อนไปตลอด ซ้ำซาก วนเวียน ลุกขึ้นมาประท้วง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมวินิจฉัยไป แล้วครับ และผมก็ฟังอยู่ ผมพยายามให้เกียรติ เพราะฉะนั้นท่านต่อของท่านเถอะครับ แล้วก็ขอความกรุณาให้กระชับและอยู่ในประเด็นที่สงวนไว้ครับ ท่านประสิทธิ์ เมื่อกี้ผมปิดไมค์ ไม่มีอะไรครับ เอาละครับ ไม่เป็นไรหรอกครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านสมชายต่อครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ ผมก็ไม่ได้พูดถึงนายใหญ่ที่ประเทศดูไบเลยนะครับ ผมพูดถึงไปพบนายใหญ่ที่ประเทศฮ่องกง ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นนายใหญ่ของใครบ้าง แต่ไม่ใช่นายใหญ่ของผม ไม่เป็นไรครับ ใครจะเสียหาย ก็เรื่องของเขา จะได้ต่อครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ กรุณาเถอะครับ ให้กระชับและระมัดระวังคำพูด อย่าให้ไปกระทบอย่างนั้นอีก

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธาน เดี๋ยวผมจะเสียหาย เพราะผมพูดท่านประธานไปดูเทป ดูชวเลขได้เลยนะครับ ประท้วง พร่ำเพรื่อแบบยังไม่รู้ว่าใครพูดอะไร มันอันตรายนะครับท่านประธาน ผมพูดถึงอดีต ส.ว. ท่านหนึ่งที่ไปพูดในงานรับสายสะพานครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ อยู่ในประเด็น ที่ท่านสงวน

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

นี่ครับ นี่มันอยู่ใน คุณสมบัตินี่อย่างไรครับท่านประธาน และผมก็บอกผมเสียใจแทนประชาชน เพราะว่า เมื่อวานถ้าเราเลือก ๒๐๐ คนที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เราน่าจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเสียโอกาสไป ผมจึงยังพยายามบอกกับสมาชิกว่าเราพยายามปรับปรุง โอกาสที่จะได้รัฐธรรมนูญที่น่าจะนำไปสู่รัฐธรรมนูญที่ดีได้ แม้ว่าท่านจะบอกเอาไป ๗๗ คน บวก ๒๒ คนแล้วก็ตาม มันยังเหลือในส่วนขององค์ประกอบอื่นครับ ผมคิดว่ามีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบอายุของบุคคลที่จะสมัครเป็น สสร. นะครับ ที่ผมได้ขอแปรญัตติ ให้เป็นอายุไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี จริงอยู่ครับ คนที่อายุ ๒๐ ปีหรือ ๑๘ ปีก็มีวิจารณญาณในการ เลือกตั้งแล้ว คนที่อายุมากก็มีวิจารณญาณแบบเดียวกัน เพียงแต่ผมต้องเรียนว่าอายุนั้น สำคัญระดับหนึ่งที่มันต้องมีเกณฑ์ครับ ผมไปดูจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๙ ที่จะเลือก สสร. ท่านก็ใช้ ๓๕ ปี ตรงนี้ก็ไม่เป็นปัญหาครับ แต่ถ้าท่านใช้ ๔๐ ปีก็มีเกณฑ์ของวุฒิสภา ซึ่งก็ พอจะใช้เป็นบรรทัดฐานได้ว่ามีวุฒิภาวะในระดับหนึ่งที่ผมต้องกราบเรียนก็เพราะอย่างนี้ครับ ว่าถ้าเราจะใช้ สสร. ซึ่งเปรียบเหมือนสถาปนิกจะมาออกแบบสร้างบ้าน สร้างตึกในภาวะ ที่เราเกิดวิกฤติอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้สร้างบ้านตามปกติครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญเป็นกฎกติกา เป็นสัญญาประชาคม เป็นสิ่งที่เรากำลังจะสร้างขึ้นใหม่พร้อมกัน ท่านต้องใช้สถาปนิกในการออกแบบหรือไม่ครับ วันนี้มีภาวะของความขัดแย้งทางการเมือง ๖-๗ ปีแล้วครับ มีผู้คนล้มตาย มีบ้านเรือนถูกเผา มีสถานที่ราชการถูกเผา มีสิ่งต่าง ๆ ที่เสียหายไปมากมายหลายล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นจะต้องทำกติกาใหม่ร่วมกัน ท่านไม่ใช้ สถาปนิกหรือครับ โอเคครับท่าน ให้มีวิศวกรส่วนหนึ่งมาช่วยในการก่อสร้างท่านจะให้มี ๒๒ คน มาจากตัวแทนของมหาวิทยาลัยอันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ต้องมีคนออกแบบบ้านครับ ต้องมีความรู้ ต้องมีอายุที่พอเหมาะ เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนเสนอว่าน่าจะมีอายุเกณฑ์ ที่ประมาณ ๔๐ ปี ที่มีวุฒิภาวะในระดับหนึ่งและมีการศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งดูจาก รัฐธรรมนูญที่ให้เกิดมี สสร. ปี ๒๕๔๐ ซึ่งท่านเอามาอ้างในการใช้ในคราวนี้ก็ให้มีการสำเร็จ การศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ซึ่งผมก็กราบเรียนครับว่าการศึกษา ชั้นปริญญาตรีหรือเทียบเท่านั้นเป็นการศึกษาโดยปกติของคนทั่วไปในปัจจุบันแทบทั้งสิ้นเลย รัฐบาลเองก็ยังสนับสนุนให้ชั้นปริญญาตรีมีเงินเดือนที่ ๑๕,๐๐๐ บาท การศึกษาปริญญาตรี ในขณะนี้ถือเป็นขั้นต่ำถ้าเทียบกับสมัยก่อนก็ประมาณสัก ม. ๖ วันนี้ใครจบปริญญาตรีก็ถือว่า แค่เกณฑ์ต่ำ ขั้นต่ำ ต้องไปทำปริญญาโท ปริญญาเอกกันอีกนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะได้ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาร่างกติกา ร่างกฎใหม่ของสังคมไทยของคน ๖๕ ล้านคน ผมคิดว่า ๑. จะต้องมีวุฒิทางการศึกษาระดับหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ได้บ่งบอกว่าคนจบปริญญาตรี นั้นจะดีเลิศประเสริฐศรีไปกว่าคนไม่จบปริญญาตรีก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุดก็มีเกณฑ์ มีกติกา มีอายุที่พอเหมาะ ก็ถือว่าสิ่งเหล่านี้พอเป็นโอกาสอีกจังหวะหนึ่งที่ถึงแม้ท่านจะลงมติไปแล้ว เมื่อวานว่าไม่เห็นด้วยกับเสียงของ ส.ว. ซึ่งผมเรียนนะครับว่าวันนี้ได้มาตรวจสอบรายชื่อ เสียดายเป็นอย่างยิ่งครับ ถ้าท่านผ่านวุฒิสภาสภาเดียวนะครับ เมื่อวานกรรมาธิการต้องแก้ไข นะครับ มีวุฒิสภาไม่เห็นด้วยกับท่านถึง ๔๒ ราย เห็นด้วยแค่ ๓๗ ราย งดออกเสียง ๔ คน แล้ว ไม่ลงคะแนน ๑ คน จาก ส.ว. ที่ลงคะแนนทั้งหมด ๘๔ คน เมื่อไปรวมกันกับสมาชิกพรรครัฐบาล ซึ่งผมเองก็ต้องเสียใจว่ามีท่านหนึ่งที่ผมเคยพูดกับท่านแล้วความจริงไม่อยากพาดพิงนะครับ และท่านก็อธิบายพูดถึงประชาธิปไตยที่อยากให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่พอไปตรวจผลการโหวตครับ ท่านก็โหวตเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากไปแบบเดิม ก็เลยไม่แน่ใจว่าจะพูดถึงชื่อท่านดีหรือไม่เพราะเดี๋ยวท่านก็ต้องออกมาประท้วงอีกนะครับ เอาเป็นว่าสังคมรู้แล้วกันว่าใครพูดอย่างทำอย่าง ผมก็ต้องเรียนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยากบอก พี่น้องประชาชนครับว่าใครจริงใจกับระบอบประชาธิปไตยที่อยากจะให้ประชาชนเป็น เจ้าของ แล้วได้มาด้วยประชาชน แต่ท่านไม่ได้ให้ประชาชนเลือก สสร. ที่มีทั้งหลักการของ เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยกระจายไปทุกกลุ่มอย่างที่ ส.ว. เสนอ หรือพยายามเสนอให้มี สสร. ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้ง ๒๐๐ คน โดยให้ ๑ คนได้ ๑ เสียง ท่านกลับไปใช้วิธีการที่อย่างที่ท่านสุรจิตบอกว่าเราเหมือนพูดกับขอนไม้เลยนะ ท่านก็เดินหน้าไปอยากจะได้อย่างไรก็มีธงมาแล้ว ไม่อยากจะบอกว่ามีพิมพ์เขียวมาแล้ว ท่านก็เลือกไปตามนั้น ไม่ได้ตามนั้นให้เราพูดไป พูดมา ๕ วันแล้ว พูดไปอีกวันที่ ๖ วันที่ ๗ ก็พูดต่อไป ท่านก็ลงมติเหมือนเดิม ผมเรียนครับว่าจำนวนเสียงที่ท่านลงไปมันก็ได้แค่ชัยชนะ ท่านก็อาจจะเป็นผู้ชนะแล้วเขียนประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่ไม่อยู่ยั้งยืนยงและอาจจะเกิดปัญหา ขึ้นได้ก็คือความสงบสุขเรียบร้อยของพี่น้องประชาชนไทย ซึ่งเขาก็ไม่ยอมรับกติกาที่ผู้ชนะ เป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ ผมก็เรียนครับว่าความปรองดองถ้าจะเกิดขึ้นได้นั้น มันต้องยื่นมือ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ แล้วพยายามครับ ทำกติกาที่สังคมรับได้แล้วเป็นธรรม ทำกติกาที่ทำให้ ดูแล้วเปิดเผย โปร่งใส แล้วก็ดูว่าคณะกรรมาธิการที่จะให้ยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. นั้น ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของใคร มีความเป็นอิสระมีความเป็นกลางอย่างแท้จริง นั่นจะทำให้กติกา ของสังคมเป็นที่ยอมรับทำให้บ้านใหม่ที่เราจะอยู่ด้วยกันนั้นน่าอยู่ด้วยกัน แล้วก็อยู่แล้วมี ความสุข ก็หวังว่ากรรมาธิการน่าจะรับข้อเสนอ ข้อพิจารณาของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และสมาชิกวุฒิสภาที่เสนอให้มีการปรับปรุงในเรื่องของหลักเกณฑ์เรื่องอายุและ วุฒิการศึกษา ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย รู้สึกราศี โหงวเฮ้งดีขึ้นนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณที่ท่านกรุณา ผมถือว่าเป็นคำชมนะครับ ผมไม่ทราบจะแปลความหมายของท่าน อย่างไรนะครับ ในการแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒ เรื่องคุณสมบัติของ สสร. ที่จะเกิดขึ้น ผมก็ต้องยอมรับนะครับ พวกเรายอมรับในเสียงข้างมาก เมื่อวานนี้เราพยายามที่จะได้ให้ สสร. นั้นมาด้วยความเป็นอิสระ แต่สุดท้ายก็ได้ ๗๗ คน บวก ๒๒ คนอย่างที่ว่า บางส่วน ที่ผมแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒ ก็อาจจะขัดต่อสิ่งที่เป็นการลงมติไปแล้วเมื่อวานก็ต้อง กราบขออภัยด้วย แต่ว่าต้องขอให้มีคำอธิบายต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญในชุดนี้ว่าผมมี ความมุ่งมาดปรารถนาอย่างไร เริ่มต้นต้องอธิบายอย่างนี้ก่อนครับว่า ในการแก้ไข มาตรา ๒๙๑ ในครั้งนี้ ก็ยังคงให้ผู้ที่สามารถที่จะเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงอยู่นะครับ เช่น คณะรัฐมนตรียังคงมีสิทธิในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรก็ยังคงอยู่ ในการแก้ไขเพิ่มเติมได้ หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาจำนวน ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ทั้ง ๒ สภา ก็ยังแก้ไขได้อยู่นะครับ จากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คนตามกฎหมายว่าด้วยการ เข้าชื่อเสนอกฎหมายก็ยังมีสิทธิในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ ดังนั้นสิ่งที่เรากำลังพิจารณากัน ในวันนี้คือชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามา แล้วมีสิทธิในการที่จะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือว่ายกร่าง ฉบับใหม่ที่ท่านว่าไว้ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนะครับว่าการที่ท่านไปเขียนในมาตรา ๔ ที่ผ่านมา แล้วว่าจะยกร่างฉบับใหม่ทั้งหมดนี่นะครับ อย่างที่ท่าน ส.ว. รสนา โตสิตระกูล ได้อภิปราย ไปเมื่อวานนี้ อาจจะต้องขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญในการตีความกันต่อไปนะครับว่าเราจะทำการ ยกร่างใหม่ทั้งฉบับนั้นได้จริงหรือไม่ เพราะว่าในมาตรา ๒๙๑ ที่มีอยู่ในขณะนี้มันเป็นเพียงแค่ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในหมวด ๑๕ เท่านั้นเอง คงต้องไปวัดดวงกันครับท่านประธาน เพราะว่าเราจะอภิปรายกันนะครับ วันนี้วันที่ ๕ ของการอภิปราย อาจจะเป็น ๖ วัน ๗ วัน ก็แล้วแต่ สุดท้ายไปตกในศาลรัฐธรรมนูญนี้ก็ช่วยอะไรใครไม่ได้นะครับ แต่วันนี้เรามีหน้าที่ เราก็ทำหน้าที่กันต่อไป ผมจึงต้องอภิปรายต่อครับว่าสิ่งที่ผมแปรญัตติไว้นี่นะครับ เนื่องจาก สสร. จะเป็นชุดใหม่ที่เกิดขึ้น ดังนั้นคุณสมบัติ สสร. มันก็ไม่ควรจะน้อยกว่าสิ่งที่เคยมีอยู่ ถูกไหมครับ คณะรัฐมนตรีสามารถแก้ไขได้ ส.ส. จำนวนหนึ่งแก้ไขได้ ส.ส. บวก ส.ว. แก้ไขได้ ส.ว. อย่างเดียวยังแก้ไม่ได้เลยนะครับ รัฐธรรมนูญไม่ได้อนุญาตให้สมาชิกวุฒิสภาเพียงส่วนเดียว ดำเนินการเข้าชื่อกันและขอแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ ดังนั้นในความคิดของผมนี่นะครับ ในการ แปรญัตติในเรื่องนี้สมาชิก สสร. ซึ่งของท่านมี ๙๙ คน จำเป็นต้องมีคุณสมบัติที่ไม่น้อยกว่า สมาชิกวุฒิสภาครับ เพราะสมาชิก สสร. นั้นแน่นอนนะครับ กำลังจะมายกร่างกฎหมาย ฉบับแม่ ฉบับใหญ่ที่สุด ฉบับที่เป็นหลักของการบริหารปกครองประเทศ ดังนั้น สสร. คุณสมบัติที่ต้องมีแน่ ๆ ก็คือว่าเขาต้องมีความเป็นอิสระครับ อิสระปลอดจากการเมือง ปลอดจากผลประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวง ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน หรือหวังจะได้ ผลประโยชน์ทับซ้อนหลังจากมาเป็น สสร. ต้องเป็นคนที่มีความรู้ มีประสบการณ์ มากพอสมควรที่จะมาร่างกฎหมายใหญ่ขนาดนี้ กฎหมายที่แม้แต่ ส.ว. ยังขอแก้ไขร่างเอง ไม่ได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้ามาบวกกับ ส.ส. นั้นทำได้ แต่คนที่มาเป็น สสร. ถามว่าถ้าไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ ไม่มีประสบการณ์จะมาทำเรื่องใหญ่ ๆ อย่างนี้ได้อย่างไรครับ คุณสมบัติ ของ สสร. นั้นต้องเป็นคนมีคุณธรรม จริยธรรม เคารพนิติรัฐ นิติธรรม ไม่ใช่ผู้ที่เคยถูกจำคุกมา หรือว่ามีปัญหาต่าง ๆ ในการที่ไม่เคารพต่อกฎหมาย แล้วกลับเข้ามากลายเป็นผู้ยกร่าง กฎหมายฉบับหลักฉบับนี้

และสุดท้ายผมคิดว่า สสร. ต้องมีวิสัยทัศน์ที่จะนำพาประเทศนี้ต่อไปจากการ สะท้อนออกมาในการที่จะยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ ไปครับ ผมยังหวังอีกนะครับว่า ในการแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ในครั้งนี้ จะไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราว ทำกันเสร็จวันนี้ ฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้เสร็จสรรพเสีย ให้สมอารมณ์หมายเสีย หลังจากนั้นก็ยกเลิก กันไป สสร. ใหม่ก็ไม่ต้องมี ผมยังคิดว่าท่านคงมีความประสงค์จะให้มี สสร. นี้อยู่ใน รัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ ไปด้วย ดังนั้นเราจึงต้องเขียนถึงคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ สสร. ไว้อย่างระมัดระวังทีเดียวครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมขอแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๒ (๑) สัญชาติไทยโดยการเกิด ไม่ติดใจ (๒) เรื่องอายุ ทางคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่นั้นยังคงที่ อายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี ถูกไหม ครับ ผมแก้เป็นสี่สิบปีบริบูรณ์ ในวันสมัครรับเลือกตั้ง สอดคล้องกับที่ผมได้กล่าวไปแล้วครับ ว่าอย่างน้อยคุณสมบัติต้องไม่ต่ำกว่า ส.ว. ส.ว. นั้น สี่สิบปีบริบูรณ์ จึงจะมาเป็นสมาชิก วุฒิสภาได้ สสร. ก็ไม่ควรจะมีอายุที่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์เช่นเดียวกัน การศึกษา เช่นเดียวกับที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้พูดไว้แล้วนะครับ ถ้ามองในหลักการนี้การศึกษา ต้องมีครับ ไม่มีไปเรียนมาก่อนครับ อยากเป็น สสร. อยากจะมาร่างกฎหมายฉบับใหญ่ ขนาดนี้ไม่มีความรู้ไม่ได้ครับ ดังนั้นความรู้ผมจึงกำหนดใน (๓) ว่าสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่า ปริญญาตรีหรือเทียบเท่านะครับ (๔) เช่นเดียวกับของคณะกรรมาธิการ ผมไม่ติดใจเรื่องของ การมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาที่ไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึง วันสมัครรับเลือกตั้ง หรือเป็นบุคคลที่เกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง หรือเคยศึกษา ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี การศึกษา หรือเคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี ข้อนี้ก็แน่นอนว่าหลักการก็คือการยึดโยงกับจังหวัดที่ ตัวเองจะไปสมัครก็จำเป็น แล้วก็คุณสมบัตินี้ก็เป็นคุณสมบัติของ ส.ว. อยู่แล้วที่จะต้อง ไปสมัครในตัวเองที่อยากจะเป็น ส.ว. ก็ต้องยึดโยงอย่างใดอย่างหนึ่ง (๕) ที่ท่านได้ระบุไว้ ใน สสร. ชุดนี้คือไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองครับ ทำไมท่านไม่ระบุละครับ เรียนถาม ไปยังประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่นะครับว่าถ้าคนจะมาเป็น สสร. มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับ ส.ส. กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเขาจะเป็นกลาง ได้อย่างไรครับ เขาจะเขียนอะไรเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริงได้อย่างไร สภาผัว สภาเมีย จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ซึ่งเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมนี้มาแล้ว แล้วก็เป็นเหตุผลสำคัญ ด้วยซ้ำที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปฏิวัติในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ทำไมเราไม่ระบุ เรื่องนี้ละครับ หรือท่านอยากจะให้บุพการี คู่สมรส หรือบุตรของท่านมาดำรงตำแหน่ง สสร. พวกท่านกำลังจะส่งเข้าประกวดในจังหวัดของท่านด้วยใช่ไหมครับ ท่านจึงไม่กล้าเขียน เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ตอบไหมครับ ผมอยากให้ตอบครับท่านประธาน ท่านกำลังจะส่งญาติ ของท่านมาเข้าประกวดใช่ไหมครับ ลงสมัครแล้วท่านก็สนับสนุน แอบสนับสนุน ส่งคนไป ช่วยกันเลือกตั้งให้คนของท่านเข้ามาใช่หรือไม่ (๖) ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งใด ในพรรคการเมือง หรือเคยเป็นสมาชิก หรือเคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการเป็นสมาชิก หรือการดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกินห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง ผมอยากเห็น สสร. ที่ปราศจากการครอบงำทางการเมือง ถ้าอยากเข้าการเมืองแน่นอน คุณเดินมาสมัครเป็น ส.ส. ได้ คุณอยู่กับท้องถิ่นได้ แต่ถ้าคุณอยากจะมาเป็น สสร. ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเกียรติประวัติของชีวิตควรจะต้องเป็นคนที่ปราศจากจากการเมืองครับ ท่านไม่ต้องห่วงนะครับ ประเทศไทยมีคนเยอะครับ มีคนมีคุณสมบัติมากแล้วเขาอาจจะ เก็บตัวอยู่เงียบ ๆ ถ้าเขาเห็นว่าบ้านเมืองจำเป็นต้องการเขาเขาก็จะเดินออกมา ท่านไม่ต้อง ห่วงหรอกครับว่าจำนวนคนจะมีไม่พอที่จะมาสมัครเป็น สสร. (๗) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วไม่ เกินห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง เหตุผลนั้นเช่นเดียวกับที่ได้กล่าวมาแล้ว (๘) เป็นบุคคล ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔) คุณสมบัตินี้ก็คือคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภานั่นเอง (๙) ไม่เป็น รัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือเคยเป็นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกินห้าปี ผมใส่คุณสมบัติทั้งหมดใน ๙ ข้อนี้ไว้ในทั้งคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในหมวดนี้ อาจจะไปซ้ำกับในหมวดต่อไป ในมาตราต่อไป ซึ่งก็คงแก้ไขได้ต่อไป แต่ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งเป็นเสียง ส่วนใหญ่ในขณะนี้ จะกรุณารับฟัง รับทราบบ้าง หลักการของผมคือ สสร. ต้องมีคุณสมบัติ ไม่ต่ำกว่า ส.ว. ครับ ท่านตอบให้ได้นะครับว่าทำไม สสร. ที่กำลังจะยกร่าง กำลังจะมี ใน ๙๙ ท่านของท่าน ทำไมจึงต่ำกว่า ส.ว. ส.ว. ยังไม่มีสิทธิที่จะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ด้วย ตัวเขาเอง ทำไมครั้งนี้ สสร. ซึ่งมีคุณสมบัติน้อยกว่ามาทำการแก้ไขล่ะครับ ผมหวังว่าท่านประธานรัฐสภาจะกำหนด ในการอภิปรายว่าหลังจากที่มีผู้อภิปรายเสร็จสิ้นแล้ว กรรมาธิการต้องตอบครับ เมื่อวานนี้ ผมก็ผิดหวังนะครับว่าหลังจากที่ท่านก็บอกว่าจะให้บรรยากาศหาทางออกร่วมกัน ทางออก ของท่านก็คือว่าไม่ยกเว้นข้อบังคับ พูดกันไปพูดกันมา สุดท้ายท่านก็เอาชนะได้ ขอชื่นชม ในชัยชนะของท่านในแต่ละมาตรานะครับ ผมไม่ได้คำตอบจากเมื่อวานครับท่านประธานว่า ๒๑ คน ที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญเสียงส่วนใหญ่ที่เอามติที่ตกไปแล้วกลับมาใหม่ได้เป็นใครบ้าง แต่ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุด ผมก็รู้ว่ามี ๒-๓ คนใช่ไหมครับ คนหนึ่งเป็นคนเสนอ และอย่างน้อย ที่สุดประธานคณะกรรมาธิการที่ชื่อสามารถ แก้วมีชัย ก็ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ อย่างน้อย ผมก็รู้ ๒ คน ที่ได้แสดงตนออกมาแล้วว่าเป็นผู้ที่นำเอามติที่ตกไปแล้วกลับมาพิจารณาใหม่ได้ ผมก็ไม่ได้ยินนะครับว่าท่านจะตอบว่า ๒๑ คนเป็นใครบ้าง ซึ่งผมก็ถามท่านแล้วว่าถ้าท่าน คิดว่าถูกต้อง ท่านก็เปิดเผยสิครับว่ากรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่ว่านั้นเป็นใคร ดังนั้น ผมจึงหวังว่าในการอภิปรายของรัฐสภาซึ่งประธานเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านประธานต้องให้ความสำคัญต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ มันไม่ได้เกิดขึ้นทุกปี หรือ ๒ ปีครั้ง หรือ ๔ ปีครั้ง นาน ๆ มันเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วก็ควรจะแก้ไขในความจำเป็นจริง ๆ สมาชิก หลายท่านก็พูดไม่ได้เป็นความเห็นพ้องของสังคมนี้ ให้มีการแก้ไข มันไม่ใช่นโยบายของ พรรคเพื่อไทยในการหาเสียงด้วย มันมิใช่นโยบายของรัฐบาลด้วยซ้ำ เพราะนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อนางสาวยิ่งลักษณ์เคยพูดว่าไม่จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องแก้ไขปัญหาปากท้อง ก่อน ยังเคยจำคำพูดต่าง ๆ เหล่านี้ได้ไหมล่ะครับ วันนี้มีปัญหาข้าวยากหมากแพง ปัญหา น้ำมันแพง ปัญหาค่าแรง ปัญหาแผ่นดินไหว ปัญหาน้ำท่วมที่อาจจะตามมา เรากำลังใช้เวลา ในขณะนี้เพื่อช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดสมาชิก สสร. เกิดขึ้น เพื่ออะไรและเพื่อใคร ผมเชื่อว่าประชาชนทุกคนจะเป็นผู้ตัดสินเรื่องนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอนุรักษ์ นิยมเวช ครับ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ของผมเป็นผู้หนึ่งที่มีการแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒ นะครับ เป็นเรื่องเฉพาะประเด็น ในเรื่องของตัวคุณสมบัตินะครับ คุณสมบัติของตัวสมาชิก สสร. ซึ่งตัวคุณสมบัติของสมาชิก สสร. โดยเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๒ ได้มีการกำหนดคุณสมบัติของ สสร. ไว้ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ก็คือเป็นเรื่องของคุณสมบัติในส่วนของตัว สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่ว่าเป็น สสร. ในส่วนของตัวการคัดเลือกนะครับ ทีนี้ในประเด็นของตัวคุณสมบัติของ สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ในตัวประเด็นหลักการแล้ว

ในประเด็นที่ ๑ ว่าคุณสมบัติของ สสร. ดังกล่าวที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการก็สอดคล้องกัน โดยเฉพาะถ้าเราดูเทียบเคียงทั้งในส่วนของ สสร. ๑ ที่เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือ สสร. ๒ ที่เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใน (๑) ก็สอดคล้องกัน กระผมไม่ติดใจในส่วนนี้นะครับ ก็เป็นไปตามมาตรฐานทั่ว ๆ ไป ถ้าเป็นสัญชาติไทยโดยการแปลงคงไม่เอามาเป็นคนร่างกติกาสูงสุดของประเทศนะครับ

ในประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของผู้มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ ในวันเลือกตั้ง กราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่าตรงนี้ผมมองว่าเมื่อผมเปรียบเทียบกับตัวคน ที่ร่าง สสร. ๑ ที่เป็นคนจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คงเป็นอายุเท่ากันนะครับ ก็คือ เป็นอายุ ๓๕ ปีเท่ากัน แต่ถ้าเทียบกับตัว สสร. ๒ ที่เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตรงนั้น เขามีสมาชิกสมัชชา เขาใช้คนอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี แล้วมาเลือกกันก็คือสมาชิกสมัชชา ๒,๐๐๐ คน อายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี แล้วมาเลือกกันเหลือ ๒๐๐ คน แล้วก็ คมช. ไปเลือก ให้เหลือ ๙๙ คน ในประเด็นนี้ท่านประธานที่ผมแปรญัตติ ผมมองว่าการที่มีอายุไม่ต่ำกว่า สามสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง ผมว่าปัจจุบันถ้าเราไปดูจากเกณฑ์หลาย ๆ เกณฑ์ ถ้าเรา เปรียบเทียบกันนี่ การพัฒนาการประชาธิปไตย มันค่อนข้างจะเปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างเช่น สิทธิในการที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปัจจุบั น ๑. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อครบอายุยี่สิบห้าปีบริบูรณ์ ก็สามารถที่จะมีสิทธิในการที่จะ สมัครได้นะครับ ในขณะเดียวกัน หรือว่าในกรณีที่สิทธิในการใช้สิทธิเลือกตั้งปัจจุบัน ก็คือคนอายุสิบแปดปีบริบูรณ์ ตามมาตรา ๙๙ (๒) ของรัฐธรรมนูญ ครบ ๑๘ ปี ก็มีสิทธิเลือกตั้ง ท่านประธานลองดูนะครับ ว่าในกรณีนี้เหตุผลในการที่ผมแปรญัตติผมต้องการที่จะให้คนที่มีอายุ ๒๕ ปี สามารถที่จะ เข้ามาเป็น สสร. ได้ เหตุผลผมมองว่าเราไม่ควรที่จะทิ้งคนกลุ่มสาวนะครับ ท่านลองดูนะครับ ถ้าให้ท่านเอาคนอายุ ๓๕ ปีขึ้นไป คนอายุต่ำกว่า ๓๕ ปี โดยเฉพาะกลุ่มอายุ ๒๕ ปี ถึงอายุ ๓๕ ปี หรือเป็นคนที่กลุ่มที่จะเข้าใจพื้นฐานของคนหนุ่มคนสาวที่จะมาเป็นตัวแทนในการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันหายไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าเรากำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ เทียบกับ เกณฑ์ของตัว ส.ส. ที่อายุ ๒๕ ปี น่าจะมีความเหมาะสม แต่สุดแท้แต่นะครับว่าเรากำหนด เกณฑ์อายุ ๒๕ ปี มีจำนวนคนเป็นล้านคนนะครับ ในช่วงระหว่างอายุ ๒๕ ปี ถึงอายุ ๓๕ ปี ที่เสียสิทธิ ถ้าท่านกำหนดตามเกณฑ์ของคณะกรรมาธิการ เสียสิทธิการที่ไม่ได้มาเป็นผู้มีสิทธิ ที่จะมารับสมัครเป็น สสร. เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเราน่าจะเป็นการเปิดกว้างให้ บุคคลในช่วงอายุตั้งแต่ ๒๕ ปีขึ้นไป มีสิทธิที่จะมาสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามนะครับท่านประธาน ในกรณีนี้การที่เหตุผลใดทำไมต้องเอาคนที่อายุต่ำกว่า ๓๕ ปี ผมคิดว่าการตัดสินใจของประชาชนในพื้นที่เป็นตัวตัดสินใจ อย่างเช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้หมายความว่ามีเกณฑ์ที่อายุ ๒๕ ปี แล้วในแต่ละเขต การเลือกตั้งคนที่อายุ ๒๕ ปีจะได้ มันขึ้นกับตัวหลาย ๆ อย่างเป็นองค์ประกอบ เพราะฉะนั้น โดยหลักการแล้ว การที่เขามีสิทธิไม่ได้หมายความว่าจะได้หรือไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนที่จะเป็น คนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าคงเป็นสิทธิเขาจะตัดสินใจอีกทีหนึ่งว่าเขาจะ เลือกอย่างไร โดยเฉพาะรูปแบบปัจจุบันเมื่อวานที่ทางคณะกรรมาธิการโหวตชนะไป ก็คือ ในส่วนของ สสร. ที่ลักษณะจะเป็นตัวแทนจากจังหวัดละ ๑ คน เพราะฉะนั้นถ้าดูพิจารณา จากตรงนั้นแล้วมันก็เป็นการแข่งขันที่เข้มข้น ในจังหวัดหนึ่งมีได้ ๑ คน เพราะฉะนั้นการที่ เรากำหนดคุณสมบัติให้กว้าง ๆ ถ้ามีตั้งแต่อายุ ๒๕ ปีขึ้นไป มันทำให้ประชาชนที่มีสิทธิจะ เลือก สสร. เขามีโอกาสเลือกตั้งแต่คนหนุ่มคนสาว ตั้งแต่อายุ ๒๕ ปีขึ้นไป ตั้งแต่อายุ ๒๕ ปี จนถึงแล้วแต่ผู้สมัครจะมาสมัคร มันก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เขามีสิทธิที่จะเลือกได้ แล้วคนกลุ่มนี้ เขาก็อาจจะอาสาตัวมาช่วย แต่เราอย่าไปดูถูกดูแคลนว่าคนอายุ ๒๕ ปี เขาไม่มีความรู้ ความสามารถที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะว่าจากเกณฑ์ที่ร่างคณะกรรมาธิการ เมื่อวานโหวตชนะไป ในส่วนของ สสร. มันก็มี ๒ กลุ่มด้วยกัน กลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มที่มาจาก การเลือกตั้ง อีกกลุ่มหนึ่งก็คือมาจากคนที่เป็นนักวิชาการทางด้านกฎหมายมหาชน ทางด้าน รัฐศาสตร์ ทางด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ๒๒ คน ตรงนั้นกลไกของ ๒๒ คน ก็จะเป็น คนช่วยในการทำงานร่างของตัว สสร. ที่จะทำให้ตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำหนด จะเกิดขึ้นตามหมวด ๑๖ ก็จะเป็นร่างที่มีการผสมผสานกันระหว่างนักวิชาการ บวกด้วย ตัวแทนภาคประชาชนในแต่ละจังหวัด กราบเรียนท่านประธานในส่วนของการร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนเดียว มันเป็นแค่ภาพเดียว อีกส่วนหนึ่งการที่คนที่จะมาเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นคนที่ต้องรับฟังความคิดเห็น ภาคประชาชนในแต่ละจังหวัด ในฐานะที่ตัวเองเป็นตัวแทนของแต่ละจังหวัดต้องรวบรวมความคิดเห็นในประเด็นในการ แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญต่าง ๆ เพื่อนำประเด็นต่าง ๆ ที่มีขึ้น หรือประชาชนในพื้นที่นำข้อสังเกต ต่าง ๆ เอามาระดมกัน เพื่อรวบรวมในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเท่าที่สามารถดำเนินการได้ โดยไม่ไปแตะต้องตามที่ข้อห้ามทางตัวร่างแก้ไข โดยเฉพาะในหมวดเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง รูปแบบของรัฐ หรือหมวดพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้น ตรงส่วนอื่นก็สามารถดำเนินการตามได้ เพราะฉะนั้นตรงนั้นกระบวนการในแง่ของการร่าง ก็เป็นส่วนหนึ่ง กระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนตลอดระยะเวลาของการ จัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๔๐ วัน ตรงนั้นก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีส่วนร่วมของภาคประชาชนมากขึ้น หลังจากที่มีการดำเนินการ ๒๔๐ วันแล้ว ก็ต้องมี การดำเนินการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบดังกล่าว ผมคิดว่า บทบาทหน้าที่ของ สสร. นอกจากร่างแล้วต้องมีกระบวนการในการสื่อสารกับประชาชนเพื่อทำให้รัฐธรรมนูญฉบับ ดังกล่าวตอบสนองความต้องการของประชาชน ลดความขัดแย้งและทำให้รัฐธรรมนูญ เกิดความชอบธรรมขึ้น ผมจึงเห็นว่าในกรณีดึงคนที่เป็นอายุตั้งแต่ ๒๕ ปีขึ้นไปมีโอกาสเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นการเปิดโอกาสกว้าง มีกระบวนการการมีส่วนร่วม

อีกประเด็นหนึ่งสุดท้าย ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการว่าเราไม่จำเป็นจะต้อง เป็นคนที่จบปริญญาตรี เพราะขณะเดียวกันถ้าเราดูวิวัฒนาการพัฒนาในส่วนของ ส.ส. ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ กำหนดคุณสมบัติปริญญาตรี พอปี ๒๕๕๐ ไม่ได้กำหนดแล้ว เพราะฉะนั้น โดยหลักการและในส่วนนี้ผมไม่ได้ติดใจนะครับ ผมก็แปรญัตติเฉพาะในส่วนของผม ก็ฝากไว้ นะครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมขออนุญาตย้อนเก็บที่ตกหล่นนะครับ เริ่มด้วยทางกรรมาธิการที่สงวนความเห็น คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอได้สงวนไว้ ในส่วนของอายุผู้สมัคร สสร. นะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานที่เมื่อเช้ามาสายเพราะว่าไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานครับ และหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ศาลก็เข้ามาสู่สภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ยินดีด้วยครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ก็เรียนให้กับท่านประธานได้ทราบ ว่าผมได้รับคำวินิจฉัยจากศาลว่าผมไม่ผิด ผมทำหน้าที่ดูแลประชาชนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ยินดีด้วยครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒ ซึ่งความรู้สึกผมการที่กำหนดคุณสมบัติคนที่เป็นสมาชิก สสร. มันคงต้องเอาจริงเอาจังพอสมควรครับ เพราะผมมีความรู้สึกว่าผิดหวังกับคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากในการที่ท่านอาจจะไม่ค่อยรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก เพราะท่าน อย่าลืมนะครับว่า สสร. ชุดนี้จะมาทำหน้าที่สร้างบ้านแปลงเมืองใหม่บนพื้นฐานที่เพื่อนสมาชิก จะเห็นพ้องหรือไม่เห็นพ้องไม่รู้ครับ แต่ผมก็มีความรู้สึกว่าเหมือนกับกรรมาธิการก็กลัวว่า สสร. ที่รัฐบาลจะนำเสนอขึ้นมาจะแพ้เลยถึงอย่างไรก็ต้องล็อกที่ ๒๒ คนไว้ และปล่อยให้มี การเลือกตั้งแค่ ๗๗ คน และผมก็กังวลว่าทำไมกรรมาธิการไม่เชื่อมั่นประชาชนครับ ว่าประชาชนจะสามารถเลือก สสร. เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญได้ ถึงอย่างไรท่านก็ยังยืนยันว่า จะต้องมีคณะกรรมาธิการผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒ คน ผมยังยืนยันนะครับว่ากรรมาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒ คนเหล่านี้จะมาสร้างปัญหาให้กับประเทศทีหลังครับ เพราะเราก็รู้อยู่แล้ว นะครับว่าใครมาจากตรงไหน ก็มักจะฟังจากตรงนั้นครับ พวกเรามาจากประชาชนเราก็ต้อง ฟังประชาชนเป็นหลัก แต่ถ้ากรรมาธิการ สสร. ที่มาจากสภาเสียงส่วนใหญ่เป็นใครเขาก็ต้อง รับจ็อบ (Job) หรือใบสั่งจากเสียงส่วนใหญ่ตรงนั้นครับ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไป ยังคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ว่าผมไม่สบายใจและกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งนี้จะสร้างปัญหา ตามมาทีหลัง ผมได้แปรญัตติเรื่องคุณสมบัติซึ่งขณะนี้คณะกรรมาธิการได้กำหนดไว้ว่า ข้อ ๑ คือการมีสัญชาติไทยโดยการเกิด อันนี้เราเห็นตรงกันครับ เพราะว่าคนที่จะมา ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดกติกาพิมพ์เขียวของประเทศไทยต้องเป็นคนไทยโดยการเกิดเท่านั้น เพราะเราไม่ต้องการให้คนแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติอื่นมีสัญชาติอื่นแล้วก็มาอยู่เมืองไทย สักระยะหนึ่งมาหาผลประโยชน์จากแผ่นดินไทยแล้วแปลงมาเป็นสัญชาติไทย และสุดท้าย มามีส่วนในการสร้างพิมพ์เขียวของประเทศไทย หรือมามีส่วนในการครอบงำประเทศไทย อันนี้เราเห็นตรงกัน

ประเด็นผมขอข้ามไปเป็นประเด็นที่ ๓ ซึ่งอันนี้เราเห็นตรงกันเช่นกัน คือการมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่รับสมัครเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อไม่น้อยกว่าห้าปี ถึงมาสมัครรับเลือกตั้ง อันนี้เราเห็นตรงกัน แต่ข้อที่เราเห็นไม่ตรงกันก็คือคุณสมบัติในเรื่อง ของอายุ จริง ๆ แล้วผมว่าอายุในการที่จะเลือกคนมาทำงานผมเชื่อว่าท่านประธาน คณะกรรมาธิการรวมทั้งเพื่อนสมาชิกเสียงข้างมากก็คงจะทราบ เราจะใช้คนแต่ละอายุ มาทำอะไร เราต้องรู้ว่าจ็อบหรือภารกิจที่เขาจะให้ทำคืออะไรบ้าง ผมฟังดูแล้วตัวเลขอายุจะมีตัวเลขอยู่ ไม่กี่ตัวเลขตัวเลขแรก คือตัวเลขอายุ ๑๘ ปี ถึงอายุ ๒๐ ปี เพราะมีเพื่อนสมาชิกบางคนบอกว่า อายุ ๑๘ ปีก็ได้ บางคนอายุ ๒๐ ปีก็ได้ผมถือว่านี่คือตัวเลขอายุ ๑๘ ปี ถึงอายุ ๒๐ ปี ตัวเลขที่ ๒ ที่คนพูดกันก็คือตัวเลขอายุ ๒๕ ปี ซึ่งเป็นตัวเลขของการที่เพื่อน ส.ส. เรานี้อายุ ขั้นต่ำ ๒๕ ปี ตัวเลขที่ ๓ ที่มีการพูดกันก็คือตัวเลขอายุ ๓๐ ปี แล้วก็อายุ ๓๕ ปี ซึ่งตัวเลข อายุ ๓๕ ปีนี้เป็นตัวเลขที่เสียงส่วนใหญ่ก็คือร่างของรัฐบาลที่กำหนดไว้ และอีกตัวเลขหนึ่ง ที่มีการถกเถียงกันคือตัวเลขอายุ ๔๐ ปี ผมคิดว่าการที่จะเอาคนเข้ามาทำงานตัวเลขนี้สำคัญ ครับท่านประธาน ไม่ใช่ว่าคนที่จบการศึกษามาพอมีความรู้นิดหน่อยและสามารถไปทำอะไร ได้เลย ลำพังอายุ ๑๘ ปีถึงอายุ ๒๐ ปีนี้ มีความชัดเจนครับ เราต้องการให้คนเหล่านี้เข้ามามี ส่วนร่วมทางการเมือง แต่เราถือว่าคนเหล่านี้ประสบการณ์ชีวิตในการที่จะมากำหนดชะตา ชีวิตของบ้านเมืองนี้ยังน้อยเกินไป ดังนั้นผมเชื่อว่าในความเห็นผมเองตัดสินใจง่ายครับ คนอายุ ๑๘ ปีถึงอายุ ๒๐ ปีควรจะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ควรจะสะท้อน ความต้องการให้กับตัวแทนเขาไปทำหน้าที่แทนได้ แต่ผมคิดว่าเขายังเด็กเกินไปที่จะมาทำ หน้าที่ในการดูแลประชาชน เพราะวัยนี้บางคนอายุ ๑๘ ปียังขอเงินพ่อแม่อยู่ครับท่าน ประธาน บางคนอายุ ๒๐ ปีเรียนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยก็ยังขอเงินพ่อแม่ ดังนั้นผมคิดว่า เขายังเด็กเกินไปที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้ ตัวเลขถัดมาคือตัวเลขอายุ ๒๕ ปี ซึ่งเป็นตัวเลขของ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บังเอิญภารกิจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีภารกิจอยู่หลายอย่าง อย่างน้อยการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งอันนี้ผมไม่พูดซ้ำแล้ว มีเพื่อนสมาชิกพูดหลาย คนเนื่องจากว่าพวกเราทุกคนต้องสังกัดพรรคการเมือง และพรรคการเมืองจะมีลำดับชั้น ของอาวุโสอยู่ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในพรรคการเมืองก็สามารถชี้นำได้ ดังนั้นการเป็น ส.ส. อายุ ๒๕ ปี มีเรี่ยวมีแรงที่จะไปพบปะพี่น้องประชาชน เอาปัญหาของประชาชนมานำเสนอ ในสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ผมคิดว่าเหมาะสม แต่ถามว่าอายุ ๒๕ ปีจะเป็นตัวของตัวเอง เป็นไปได้ไหม ผมว่ามันยากครับ ของพวกนี้เราพูดกันแบบตรงไปตรงมาท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าคนอายุ ๒๕ ปีนี้เป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชนได้ มีเรี่ยวมีแรงในการเยี่ยม ประชาชนได้ แต่ถามว่าประสบการณ์ที่จะมาสร้างพิมพ์เขียวประเทศ เขายังไม่พอ ผมจึงคิดว่า ตัวเลขของคนอายุ ๒๕ ปีจึงยังไม่เหมาะสม แต่ผมไม่ปฏิเสธคนอายุ ๒๕ ปีที่จะมาเป็น ผู้แทนราษฎร เพราะว่าอย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่าแค่ไปเยี่ยมประชาชนเขาก็สามารถที่จะ เอาปัญหาของประชาชนมานำเสนอให้กับคนที่รับผิดชอบได้นะครับ ขณะนี้มีตัวเลขที่ยังถกเถียง กันอยู่ คือตัวเลขอายุ ๓๐ ปี อายุ ๓๕ ปีแล้วก็อายุ ๔๐ ปี ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรา กำลังถกกันว่าคนที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้ถามว่าจะต้องมีความรู้ไหม ต้องมีความรู้ แล้วถามว่า จะต้องมีความรู้เยอะไหม ผมว่าต้องมีความรู้เยอะครับ ประสบการณ์ชีวิตก็เป็นสิ่งสำคัญครับ ผมมองว่าคนอายุ ๓๐ ปีถึงอายุ ๓๕ ปี จริงอยู่เขาเริ่มมีความรู้ เริ่มมีประสบการณ์ แต่จุดที่ คาใจผมในที่ประชุมคณะกรรมาธิการผมก็พูดว่าคนวัยนี้ยังต้องสร้างเนื้อสร้างตัว เพราะผมมี ความรู้สึกว่าคนที่จะมาสร้างบ้านแปลงเมืองในรูปของการสร้างพิมพ์เขียวประเทศไทยต้องมี หลักที่มั่นคงครับ ผมยังกังวลว่าคนอายุ ๓๐ ปี ยังสร้างเนื้อสร้างตัวอยู่ คนที่ต้องสร้างเนื้อ สร้างตัวหรือคนอายุ ๓๕ ปีที่ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีการพูด วัยนี้มันเป็นวัยที่ กำลังพีค (Peak) จุดสูงสุดของการสร้างเนื้อสร้างตัวครับ แล้วคนที่กำลังต้องการใจมันหวั่นไหว ง่าย และผมกังวลว่าคนที่มาเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อมี ผลประโยชน์มาเอื้อให้นี่ใจมันหวั่นไหว ความมั่นคงสู้คนที่มีอายุ ๔๐ ปีไม่ได้ ผมจึงแปรญัตติ ไปที่ควรจะต้องมีอายุ ๔๐ ปี หลายคนถามว่าคนอายุ ๔๐ ปีอายุมากเกินไปไหม ผมบอกว่า อายุ ๔๐ ปีขึ้นไปในการที่มาทำหน้าที่ในการสร้างพิมพ์เขียวประเทศ คนพวกนี้ผมเชื่อว่า ความมั่นคงทางจิตใจ ความนิ่งแต่ไม่ได้หมายความว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ท่านประธานครับ แต่คนกลุ่มนี้ถ้าเทียบกับคนที่มีอายุน้อย ๆ จะมีความนิ่ง ความมั่นคงทางจิตใจและที่สำคัญ ที่สุดคือวุฒิภาวะของคนอายุ ๔๐ ปีขึ้นไปจะสูงกว่าคนที่มีอายุน้อยกว่า ดังนั้นผมก็คิดว่า มันจึงเป็นเหตุผลที่ผมอยากจะนำเสนอผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ถ้าท่านสามารถเปลี่ยนได้และผมมีความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งว่าเวลาอายุมากขึ้น ความรู้สึก ความเข้าใจต่อสิ่งสำคัญของชาติบ้านเมืองก็จะมากขึ้นตาม เพราะจุดที่ผมกังวลท่านประธานครับ การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็คืออันที่ ๑ เรื่องความหมิ่นเหม่ต่อการเขียนรัฐธรรมนูญเกี่ยวเนื่อง กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งผมก็ต้องขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการที่ได้มีการ ปรับปรุงแก้ไขเข้ามาว่าเราจะไม่มีการแตะ ผมจำได้ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเราหลายท่าน ได้มีโอกาสไปเข้าเฝ้าเพื่อรับพระราชทานสายสะพาย ผมยังมีโอกาสได้นั่งกับเพื่อน ส.ส. พรรคเพื่อไทยนะครับ ผมได้คุยกับเพื่อนเรา พวกเราที่เป็น ส.ส. พรรคเพื่อไทย เพราะนั่งเรียงกันตามรายชื่อ ผมบอกภูมิใจที่เป็นคนไทยที่เรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ทำให้เราเห็นอย่างนี้ครับ ถ้าประเทศเรามีระบอบการปกครองเหมือนประเทศอื่นผมว่าความประณีต ความบรรจง ความวิจิตรของวัฒนธรรมเรากับสถาบันพระมหากษัตริย์คงจะไม่มีครับ ระบบการรับเครื่องราชย์ เขาก็อาจจะเฉย ๆ ครับ รับไปแล้วมันไม่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ระบบของเราความวิจิตร ความประณีต วัฒนธรรมที่ถ่ายทอดกันมาเป็นร้อย ๆ ปีทำให้ผมที่อยู่ในบรรยากาศอย่างนั้น ผมคุยกับเพื่อน ส.ส. พรรคเพื่อไทย แต่โทษทีจำชื่อเพื่อนไม่ได้ ผมก็บอกว่าโชคดีที่เรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้เรามีสิ่งเหล่านี้ และมันเป็นคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา และผมก็เชื่อว่า ระหว่างคนอายุ ๒๐ ปี คนอายุ ๓๐ ปี คนอายุ ๔๐ ปีนี่เวลาประสบการณ์ชีวิตสะสม ๆ ไปเรื่อย ๆ นี่ คนอายุ ๔๐ ปีจะมีความลึกซึ้งต่อคำว่า อารยะธรรม ต่อคำว่า คุณธรรม จริยธรรม และต่อคำว่า วัฒนธรรม และผมถือว่าสิ่งเหล่านี้ คนอายุขนาดนี้จะมีความผูกพัน กับสถาบันหลักของประเทศครับ ประเด็นถัดมาที่ผมจะต้องย้ำก็คือ เพราะผมกังวลครับ ท่านประธาน เรากังวลว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เกรงว่า สสร. บางคนจะรับจ็อบไปแก้ไข เรื่ององค์กรตุลาการ ผมก็ยังเชื่อว่าคนอายุมากนี่ที่ผมกำหนดไว้อายุ ๔๐ ปี เมื่อเทียบกับอายุ ๓๕ ปีหรืออายุ ๓๐ ปีที่มีการถกกันนี่เขามีวิธีคิดในองค์รวมของสังคมดีกว่าคนอายุน้อยครับ ท่านประธานครับ ผมพยายามดึงตัวเองออกจากความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมก็มา นั่งนึกว่าถ้าผมอายุ ๓๐ ปีผมจะรู้สึกอย่างไร ผมอายุ ๓๕ ปีผมจะรู้สึกอย่างไร ผมอายุ ๔๐ ปี ผมจะรู้สึกอย่างไร ผมมีความรู้สึกว่าวันที่ผมอายุมากขึ้นนี่ ผมคิดถึงประเทศชาติมากขึ้น วันที่ผมอายุ ๓๐ ปี หรืออายุ ๓๕ ปีตามที่คณะกรรมาธิการกำหนดไว้ วันนั้นผมยังเปิดคลินิก สร้างเนื้อสร้างตัวอยู่เลยครับ ความสนใจต่อประโยชน์ของประเทศนี่น้อยกว่าความสนใจ ในชีวิตครอบครัวของตัวผมเอง แต่เวลาผมอายุมากขึ้นผมมีความรู้สึกผมโอเคแล้ว ผมพอแล้ว ครอบครัวผมมั่นคงแล้ว ผมจึงสละที่มาทำงานในฐานะผู้แทนราษฎร ดังนั้นผมจึงคิดว่า ยิ่งสถาบันตุลาการเป็นสถาบันคู่บ้านคู่เมืองครับ ซึ่งท่านประธานต้องเข้าใจนะครับว่า ที่พวกผมจะต้องย้ำอย่างนี้ เพราะอายุมันจึงสำคัญในการใช้ความรู้สึกตัวเองผูกพันกับ สถาบันของชาติ สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันพระมหากษัตริย์แล้วก็สถาบันตุลาการ จุดพวก ผมกังวลก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะหมิ่นเหม่ก้าวก่ายเข้าไปเปลี่ยนแปลงระบบของ ตุลาการของประเทศ และผมก็เชื่อว่าวันนี้ในองค์รวมของสังคม ระบบยุติธรรมของประเทศ ทุกคนพอใจ และยิ่งพวกท่านเคยบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด ท่านอ้างว่าประชาชนชอบ ผมจำได้เวลา พวกท่านหาเสียงท่านก็บอกจะเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ คืนมา แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มีความชัดเจนว่าเรามีศาลรัฐธรรมนูญแยกไป ต่างหาก เรามีศาลปกครองเพื่อให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน เรามีระบบ ศาลยุติธรรมก็คือศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาที่ชัดเจน แต่สิ่งที่ผมไม่สบายใจ เพราะเพื่อนสมาชิกของพรรคท่านได้มีการพูดคุยในที่ประชุมหลาย ๆ ครั้งว่าระบบศาลของเรา ไม่เป็นสากล เวลาผมฟังแค่อ้าปากพูดเท่ากับท่านกำลังมีใบสั่ง หรือกำลังหยั่งกระแสสังคม หรือไม่ ผมก็มีความกังวลตรงนี้ว่าคนที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้ต้องมีความรู้สึกผูกพันกับ ระบบยุติธรรมที่ดีของประเทศ ดังนั้นคนอายุ ๔๐ ปีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะแล้วผมเชื่อว่า เขาน่าจะมีส่วนในการปกป้องสถาบันตุลาการของประเทศครับ

อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือเรื่ององค์กรอิสระท่านประธาน ผมอย่างไรก็ยังเชื่อครับ ท่านประธานครับ คนอายุแต่ละอายุความหวั่นไหวต่อสถาบันต่าง ๆ มันต่างกัน ซึ่งสถาบัน องค์กรอิสระมันก็เหมือนกันครับท่านประธาน ท่านประธานต้องไม่ปฏิเสธนะครับว่า ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่พวกท่านบอกว่าดีที่สุดในประเทศ ที่มีการเรียกร้องให้เอา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กลับมาใช้ แต่ตอนช่วงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มีการแทรกแซง องค์กรอิสระ ดังนั้นผมถึงจำกัดว่าคนอายุขนาดนี้ ๔๐ ปีขึ้นไปน่าจะมีวุฒิภาวะที่ดีในการ แยกแยะว่าสถาบันฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ ต่างฝ่ายต่างมีการตรวจสอบ ซึ่งกันและกัน แต่ขณะเดียวกันกระบวนการตรวจสอบแค่นี้ไม่เพียงพอ ก็ควรจะมี องค์กรอิสระเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบทั้งฝ่ายบริหารแล้วก็ฝ่ายนิติบัญญัติ ฉะนั้น ผมก็คิดว่าคนที่มีวุฒิภาวะแล้วเท่านั้นครับ ถึงจะมีความเข้าใจเรื่องพวกนี้

และสุดท้าย เรื่องนี้เป็นเรื่องของชาติบ้านเมืองท่านประธาน มันเป็นเรื่องของการรู้ดีรู้ชั่ว ของประเทศ เพราะอย่างที่ผมกราบเรียนว่าคุณสมบัติของคนที่มาเป็น สสร. เขามีส่วนในการที่จะ กำหนดพิมพ์เขียวของประเทศ ถ้า สสร. ไม่มีวุฒิภาวะ สสร. ยังมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ ผมก็กังวลว่า สสร. ก็จะนำมาซึ่งการรับจ็อบ ต้องกราบเรียนกับท่านประธานตรง ๆ ครับว่าการทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ด้วยความเร่งรีบเขาก็กังวลว่าเพื่อนำไปสู่การนิรโทษกรรม เพราะขณะนี้ผมก็ต้องพูดย้ำครับท่านประธาน เพราะว่าวันนี้เราก็ได้ยินข่าวหนังสือฝ่ายรัฐบาลเองก็ส่ง ๒ ขาออกมา ตี ๒ ขาขนานกันไป ด้านหนึ่ง ก็กำลังจะออก พ.ร.บ. ปรองดอง หรือ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ข่าวก็มีออกตลอด อีกด้านหนึ่งท่าน ก็พยายามเร่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยความเร่งรีบ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าเราก็กังวลว่าไม่ว่าซ้าย หรือขวามันก็อาจจะมีผลต่อการนำไปสู่การนิรโทษกรรมและท่านต้องเข้าใจนะครับว่าถ้ามีการนิรโทษ กรรมระบบนิติรัฐ นิติธรรมของประเทศมันล้มเหลวเลยนะท่านประธาน ต่อไปนี้ใครจะทำผิดก็ทำไปเลย เต็มที่ไม่เป็นอะไรครับ มีอำนาจเมื่อไรก็ออกกฎหมายนิรโทษกรรมได้ แล้วผมก็เชื่อว่าท่านก็ต้องรู้สึก เหมือนกันว่าวันนี้สังคมไทยไม่เหมือนเดิม สังคมไทยดูแล้วไม่ค่อยกังวลหรือเกรงกลัวต่อกฎหมายเท่าไร เพราะเขาเชื่อว่าเดี๋ยวก็นิรโทษกรรมได้ ถ้ากฎหมายปรองดองหรือกฎหมายนิรโทษออกมาได้เราก็กังวลว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะนำไปสู่สิ่งที่สังคมกังวลใจ ดังนั้นผมจึงอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า การกำหนดคุณสมบัติตลอดจนอายุของคนที่จะมาเป็น สสร. จึงมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง จึงเรียกร้อง ผ่านท่านประธานไปยังประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านถอยสักก้าว คือถ้าท่านสามารถถอยย้อนไป ได้ผมยังอยากจะเรียกร้องท่านนะครับว่าท่านกลับไปนอนคิดดี ๆ ว่าอะไรที่ทำให้ประเทศชาติไปได้ครับ แต่สูตรนี้วันนี้ถ้าท่านไม่ถอยเลยสักนิดมันไปไม่ได้หรอกครับ แล้วประเทศก็จะมีปัญหาตามมาครับ แล้วต้องจำไว้เลยชื่อทุก ๆ คนจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าคนเหล่านี้มีส่วนที่ทำให้บ้านเมือง ปั่นป่วนครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงหรือ เชิญครับท่านจิรายุ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธาน นิดเดียวครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๑๘ คลองสามวา จริง ๆ แล้วไม่อยากจะประท้วงท่านผู้อภิปรายพี่หมอของผมตั้งแต่ต้นให้ท่านพูดจบก่อนครับ ตอนช่วงต้นนี่ท่านผิดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ด้วย แล้วก็หลัง ๆ ก็ชักจะไป ข้อ ๔๓ บ้าง ท่านประธานครับ ตอนต้นท่านพูดนอกเรื่องเลยครับ ที่ท่านบอกว่าไปศาลแล้วมาสายคนละเรื่องกันนี่ครับ ท่านก็ไปพร้อมผม เมื่อเช้านี้แล้วเวลาท่านพูดท่านบอกท่านรอดคนเดียว ผมก็รอดท่านประธานครับ จำได้ไหมครับ ที่พ่นเรือ พ่นทรายอะไรนั่นนะครับ วันนี้ศาลวินิจฉัยว่าพวกเราทำเพื่อประชาชน ท่านอภิสิทธิ์ หมอวรงค์ ท่านประชา พรหมนอก แล้วก็อีกหลากหลายท่านครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านการุณ โหสกุล สุรชาติ เทียนทอง วรชัย เหมะ อนุศักดิ์ เล็กอุทัย แล้วท่านวิชาญ มีนชัยนันท์ จึงขอบอกว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเอากระชับหน่อยครับ ท่านประท้วงกระชับหน่อย

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ นิดเดียวท่านประธานครับ คือผมบอกว่าถ้าเกิดพี่หมอจะพูดนอกเรื่องก่อนที่จะเข้าเรื่อง มาตรา ๒๙๑ (๒) ก็ช่วยกรุณาพูดให้หมดด้วยครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัย ที่จริงก็ไม่นอกประเด็น เพียงแต่เป็นการเกริ่นเท่านั้นเองไม่ได้เสียหายอะไรนะครับ ไม่ได้เสียหายครับ แล้วผมก็ได้แสดงความยินดี กับท่านด้วยแล้วก็ท่านจิรายุด้วยนะครับ แล้วก็แสดงความยินดีด้วยครับ มันไม่มีอะไรเสียหาย กระมังคุณหมอครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์ วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก สมาชิกรัฐสภา ผมว่าเพื่อนผมคนนี้ คงฟังไม่ครบ เพราะว่าสิ่งที่ผมพูดมันเป็นหมายถึงตัวผม ผมก็รู้สึกดีใจว่าผมรอด ผมก็มาบอกท่านประธาน แต่ผมไม่ได้ตำหนิหรือไม่ได้บอกว่าท่านรอดหรือไม่รอด ถ้าท่านอยากจะบอกว่าท่านรอดท่านก็ลุก ขึ้นมาพูดในจังหวะที่เหมาะสมของท่าน ไม่ใช่อาศัยมาประท้วงผมแล้วต้องการจะบอกว่าตัวเขา ก็รอดเหมือนกัน ผมว่าอย่างนี้ตีกินไปเรื่อย ๆ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยแล้วครับ ไม่แล้วครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ดีครับ ผมจะได้ถือโอกาสยินดีด้วย ทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งคู่นะครับ เชิญท่านสุโข วุฑฒิโชติ ครับ

นายสุโข วุฑฒิโชติ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรปราการ 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุโข วุฑฒิโชติ ส.ว. จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ตั้งใจว่าจะพูดให้มันดูดี แต่ถ้าพูดเป็นภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า มีมารผจญ ส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเราเบื่อหน่ายแล้วก็นั่งข้างนอก กันหมดมาอยู่ที่นี่ ก็เพราะอัตราสูงด้วยกันทั้งนั้น ไม่ลดราวาศอก ข้าแน่ มึงแน่ แสดงกันออกมาอยู่ ตลอดเวลา ผู้ดูนั่นเขาเห็นอยู่นะครับว่ากึ๋นของคนมันอยู่แค่ไหน อย่างไร มันถูกจัดตั้งมาไหม มันเพราะอะไรถึงเป็นอย่างนั้น มันหนีไม่พ้นพวกมากลากไปที่ว่าพวกใคร พวกมันทำนองนั้น ฉะนั้นสื่อต่าง ๆ ที่ออกมาขณะนี้เขาเอามาเปรียบเทียบกับบ้านเรา ความวิตกกังวล วิตกจริตของชาวบ้านร้านถิ่นเท่าที่มี ความสัมผัสด้วยนั้น มีคำถามต่าง ๆ นานาว่าอาจารย์บ้านเมืองมันจะไปทางไหนในขณะนี้ เราก็ตอบ ไม่ได้ชัดเจน บ้านเมืองก็เป็นบ้านเมืองนั่นละ ประเทศศรีลังกามันรบราฆ่าฟันกันมา ๕๐ ปี ระหว่างทมิฬ กับสิงหล ติดตามมาโดยตลอดล้มตายมากมายมหาศาล บ้านเขาไม่ได้ร่ำรวยตรงไหนเลย แต่หลังจากหันหน้ามาปรองดองมาจูบปากกันได้ ไม่ใช่ผู้หญิงกับผู้ชายนะ ผู้ชายกับผู้ชาย กลับไป ประเทศศรีลังกาใหม่ขณะนี้ต้องบอกว่าในเอเชียขณะนี้ประเทศศรีลังกาประชาชนมีความสุขมาก เป็นอันดับหนึ่งน่าอิจฉาเขา ถึงแม้ผ่านไปย่านตลาดทั้งหลายทั้งปวงจะมีกล้วยแขวนเป็นแถวก็ตาม แต่เขามีความสุข ฉะนั้นขณะนี้ที่เรากำลังมาหน้าดำคร่ำเครียดนี่ เพื่อหวังรัฐธรรมนูญที่จะเขียน ขึ้นมาใหม่จะทำให้ไพร่ฟ้าประชาชนทั้งหลายได้อานิสงส์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากน้อยเพียงใด ท่านประธานที่เคารพครับ หมอประเวศ วะสี ได้พูดเอาไว้เมื่อ ๒-๓ วันนี้ว่ามีการประเมินเรื่อง รัฐธรรมนูญฉบับที่จะเขียนใหม่นี้ไว้ค่อนข้างต่ำ เพียงแต่มองว่าผลประโยชน์มันอาจจะเกิดขึ้นกับ คนคนเดียว หรือคนกลุ่มเดียวเท่านั้น ทำไมไม่คิดถึงประชาชนส่วนใหญ่ว่าเขาจะมีกินไหม เขาจะมี ความสุขไหม เขาจะปลอดภัยไหม อย่างนั้นมากกว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ฉะนั้นส่วนที่ผมจะแสดง ความคิดเห็นขณะนี้เพื่อไม่ให้เสียเวลามากมายนัก มันเลือกคนไม่ได้ทั้งหมดหรอกครับว่าใครดีกว่าใคร มันเลือกไม่ได้ละครับ หลายท่านกระทบกระแทกแดกดันเพื่อนสมาชิก มึงอยู่ต่างจังหวัดชายแดน มึงความรู้แค่หางอึ่ง เอ็งมาเลือกแข่งกับกูไหม กรุงเทพมหานครจะได้ ไม่ได้ ผมว่ามันนอก ประเด็นกันไปหมด ถ้าตรงนี้มันน่าที่จะได้พูดจากันว่า และตอบไม่ได้ว่าคอหยัก ๆ สักแต่ว่าเป็นคนนี่ ความรู้จิตใจมันลึกซึ้ง มันดูเหมาะสมแค่ไหน อย่างไร แต่มันไม่มีทางอื่น มันก็มีวิธีการที่จะเลือกสรรขึ้นมา ฉะนั้นในมาตรา ๒๙๑/๒ ที่เรากำลังพูดจากันอยู่ในขณะนี้ว่าคุณสมบัติของคนที่จะได้รับคัดเลือก เข้ามาเพื่อทำหน้าที่ร่างกฎหมายใหม่ของเรานี้น่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งความเห็นแตกต่างกันไม่ว่าจะ พรรคฝ่ายค้าน รัฐบาลหรือ ส.ว. ก็ตาม แต่สุดท้ายก็ออกมา แล้วก็เคารพในความเห็นของคน เหล่านั้น ฉะนั้นคุณสมบัติดังกล่าวของคนที่จะได้รับคัดเลือกเข้ามา แน่นอนที่สุดครับ มีหลายคน เป็นคนไทยก็แล้วแต่ ตัวหนึ่งสำคัญก็คือความรู้ ผมไม่ได้ดูถูกว่าคนไม่ได้จบปริญญาตรีนั้น ไม่มีความรู้นะครับ แต่ว่าจากประสบการณ์ทั้งหลาย ปราชญ์ชาวบ้านก็ดี ภูมิปัญญาชาวบ้านก็ดีที่เก่ง ๆ ก็มี แต่คิดถึงจำนวนแล้วนี่มันก็ไม่ได้มากมายเท่าไรนัก ฉะนั้นเห็นด้วยว่าอย่างน้อยที่สุดควรจะจบ ปริญญาตรี จบปริญญาตรีแล้วอายุก็เกี่ยวพันด้วยที่ท่านผู้มีเกียรติได้กรุณาให้ข้อคิดไว้ว่าอายุเท่านั้น เท่านี้ที่ว่าเมื่อกี้ผมจะไม่พูดซ้ำ แต่อย่างไรก็ตามถึงตรงนี้แล้วนี่ มันมีความรู้ในระดับปริญญาตรี การที่จะถ่ายโยงความรู้ เชื่อมความรู้กับผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการกลั่นกรองเข้ามา ๒๒ คนนั้น ความรู้ใกล้เคียงกันสามารถจะพูดจากันได้ มันก็จะเหมาะสมกลมกลืนกับเวลาที่มีค่อนข้างจำกัด ๒๔๐ วัน อันนี้ในฐานะของกลุ่มของเรา ๔-๕ คนที่มีความเห็นตรงกัน อย่างเช่น อาจารย์เจริญก็ดี ท่านทวีศักดิ์ก็ดี อาจารย์สุริยาหรืออีกหลายคนก็ตาม ฝากขอบคุณนะครับ ๔-๕ มาตราที่เราสงวนเอาไว้นั้นตกหมด มีผ่านอยู่อันเดียว ขยายจาก ๑๘๐ วันเป็น ๒๔๐ วัน แต่มันก็ยังไม่มากเท่าที่ควรกับความลึกซึ้ง ของกฎหมายที่ออกมาสำหรับการปกครองทั้งประเทศนั่นเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นก็ขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามครับ อีกมาตราซึ่งใกล้เคียงกันอยู่ก็สามารถจะพูดต่อกันได้ก็คือเรื่องของคุณสมบัติ ส่วนหนึ่ง ก็คือไม่สังกัดพรรคการเมือง แน่นอนที่สุดขณะนี้อิทธิพลและบารมีของพรรคการเมือง ครอบคลุมไปหมด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะกล้าพูดหรือเปล่าเท่านั้นเอง คุณสมบัติข้อนี้เห็นด้วย อย่างยิ่งว่าไม่สังกัดพรรคการเมืองด้วย เพราะว่าการครอบงำ การชักจูง การมีบารมีทั้งหลายทั้งปวง มันจะทำให้โอนเอนไปได้ ในภาพรวมสรุปอยากจะเห็นภาพของประชาชนมีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส แม้กระทั่งคนอยู่ในที่แคบ ๆ ในห้องนี้ จะอ้างว่านั่งใกล้กันคุยกันมีความสุข แต่จริง ๆ แล้วข้างหลัง ซ่อนดาบหรือเปล่าเราก็ไม่สามารถจะบอกได้ การพูดจาคุยกันสร้างความเข้าใจตรงกัน ทำงานด้วยกัน อดหลับอดนอนด้วยกัน ๒ ยาม ตี ๑ ถามว่ามันคุ้มไหม กับมานั่งฟังบางคนพูดเป็นชั่วโมง ๆ แต่ได้เนื้อหาสาระแค่ขี้เล็บเท่านั้นเอง ฉะนั้นในเวลาจำกัดนี้ผมขออนุญาตให้เห็นชอบกับวุฒิของผู้ที่จะ ได้รับการคัดเลือกเข้ามาเพื่อเป็น สสร. นั้น อย่างต่ำน่าจะมีความรู้ในระดับปริญญาตรีเพื่อที่จะช่วยกัน ดันกฎหมายฉบับนี้ให้ออกมา ให้ประชาชนได้มีความสุขสงบร่มเย็นเหมือนที่เราปรารถนาทุกคนครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านภิญโญ สายนุ้ย ครับ

นายภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภา กระบี่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกระบี่ กระบี่เมืองน่าอยู่ผู้คนน่ารักครับท่านประธาน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมคนหนึ่งนะครับที่ได้แปรญัตติในส่วนของมาตรา ๔ ในส่วนของ มาตรา ๒๙๑/๒ ท่านประธานครับ แพ้ตั้งแต่ยก ๑ แล้ว มวยชก ๑๗ ยก ยกนี้ยกที่ ๒ เกี่ยวกับคุณสมบัติของ สสร. ทั้ง ๙๙ ท่าน กระผมคนหนึ่งได้แปรญัตติ คำว่า แปรญัตติ หมายถึงเสนอแนะให้กรรมาธิการ โน้มน้าวให้กรรมาธิการมาเห็นด้วยเพราะเราเสนอแนะ ในทางที่ดี เพราะฉะนั้นกรรมาธิการไม่เห็นด้วยในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ เราก็ สงวนคำแปรญัตติมาอภิปรายในสภาแห่งนี้เพื่อให้สมาชิกทั้งหลายที่จะช่วยกันโหวตให้วุฒิ ปริญญาตรีมีความสำคัญ ท่านประธานที่เคารพครับ การศึกษาเป็นตัวชี้วัดของคนทั่วโลก ของมนุษย์ทั่วโลก การศึกษาเป็นจุดสำคัญ ทุก ๆ ท่านผ่านวงการของการศึกษาตั้งแต่ก่อน ปฐมวัยจนกระทั่งถึงปริญญาเอก ผมอายุเท่านี้แล้วครับ ๖๐ ปีแล้วท่านประธานครับ ยังเรียน ปริญญาเอกและติดวิทยานิพนธ์อยู่ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นคำว่า การศึกษา นั้นเป็น ตัวชี้วัด อินดิเคเตอร์ (Indicator) ที่สำคัญที่สุดที่จะได้มองคุณสมบัติของบุคคลที่จะทำหน้าที่ สำคัญ โดยเฉพาะทำหน้าที่กำหนดบทบัญญัติที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งประเทศ ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญแล้วต้องทำให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นต้องใช้คุณสมบัติของคนที่จะมาทำหน้าที่ในการกำหนดรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๖ นี้ ให้มันดีที่สุดเพื่อนำไปใช้ อย่าให้มีปัญหา นำไปสู่ความปรองดองที่เราหวัง ว่าจะเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ ถึงแม้ในแผ่นดินนี้จะมีวิกฤติหลาย ๆ ด้าน วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติ ทางอุทกภัย วิกฤติแผ่นดินไหวที่กำลังเกิดอยู่ทุก ๆ ด้าน บางท่านกล่าวว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญไม่จำเป็น ปากท้องสำคัญกว่า แต่ท่านอย่าลืมว่าปากท้องหรือความเป็นอยู่ของ ประชาชนจะอยู่ได้ด้วยดีนั้น จะต้องมีกฎข้อบังคับ ข้อบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการอยู่ร่วมกัน ถ้ากฎข้อบังคับไม่ดีก็ทะเลาะกันไม่หยุดนะครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นการที่จะได้ คุณสมบัติของ สสร. ทั้ง ๙๙ คนนั้น มาทำหน้าที่บัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ผมที่ได้เสนอ ให้มีวุฒิปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย เพราะคนในประเทศนี้แต่เดิมนั้นเคยมีการรณรงค์ว่า ให้รู้หนังสือแต่แค่รู้หนังสือไม่เพียงพอครับ ท่านประธานครับ จะต้องปริญญาตรีอย่างน้อย ที่จะทำหน้าที่นี้ แต่ผมคิดว่าถึงแม้จะแพ้แต่ขอให้ประชาชนที่อยู่ทางบ้านได้ทราบว่าท่านต้อง เลือกคนที่ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีมาทำหน้าที่ครับ ท่านประธานครับ ใน ๗๗ คนนั้น ที่เป็นตัวแทนของประชาชนทั้ง ๗๗ จังหวัด ๖๓ ล้านกว่าคนนั้น ปริญญาตรีครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นพี่น้องที่ฟังอยู่ทางบ้านก็ให้คิดถึงปริญญาตรีครับ ท่านครับ ถึงแม้กฎหมายนี้ ผมว่าไม่รู้แพ้รู้ชนะ แต่ให้สมาชิกรัฐสภาทั้งหลายไปช่วยกันนะครับ โหวตให้ชนะสักยก ยก ๒ นี้นะครับ ยก ๑ นี้ปิ๋วไปแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาไม่มากนัก เพราะว่าสมาชิกหลายท่านที่จะอภิปรายแล้วก็ถ้าไม่เสร็จในวันนี้ล่วงล้ำไปถึงวันเสาร์ แล้วมาถึงวันอาทิตย์ เพราะว่าได้กำหนดวันที่ ๘ พฤษภาคมเป็นวันที่จะโหวตมาในวาระที่ สาม ซึ่งทำให้รุกเข้ามากระชั้นชิดนะครับ ทำให้ไม่สามารถที่จะกลับบ้านได้ ตีตั๋วเครื่องบิน แล้วไม่รู้จะไปได้หรือเปล่าวันนี้ ท่านประธานครับ ผมขอขอบคุณท่านประธานครับ ที่ให้โอกาสผมได้พูดประมาณ ๕ นาที ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านภิญโญ สายนุ้ย ผมว่าน่าจะอีกสัก ๒ ท่านอาจจะขอมตินะครับ มีท่านนคร มาฉิม แล้วก็ท่านวันชัย สอนศิริ เชิญท่านนคร มาฉิม

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๒๙๑/๒ ส่วนใหญ่แล้วผมจะแปรญัตติแล้วก็มีความเห็นพ้องกับทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก รวมไปถึงเสียงข้างน้อยด้วยนะครับหลายท่าน ผมจะไม่อภิปรายประเด็นที่ซ้ำกันไม่ว่าจะเป็น เรื่องการไม่จำกัดวุฒิการศึกษาเพื่อเปิดให้เห็นถึงความหลากหลายในทุกหมู่ของประชาชน แล้วก็ให้ทุกภาคเข้ามามีส่วนในการที่จะมาร่างกฎอันเป็นกฎกติกาของประเทศ กฎหมาย อันเป็นกฎหมายแม่ แล้วก็เป็นแผนแม่บทในการบริหารจัดการประเทศทั้งประเทศนะครับ ในการขับเคลื่อนบ้านเมืองให้เดินไปข้างหน้าต่อไป แต่สิ่งที่ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการก็คือจุดยืนในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๒ (๒) นี้นะครับ ผมแปรญัตติเพื่อที่จะให้มีอายุ ๒๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้งนะครับ แต่ปรากฏว่า ในรายงานของคณะกรรมาธิการท่านกลับไปเขียนของผมว่าแปรญัตติไว้ที่อายุ ๔๕ ปีบริบูรณ์ อันนี้คลาดเคลื่อนนะครับ ขอรบกวนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะ ท่านประธานให้แก้ไขให้ตรงกับเจตนารมณ์ แล้วก็สิ่งที่ผมต้องการที่จะอภิปรายเพื่อสนับสนุน ว่าผมต้องการที่จะให้มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้งนะครับ ไม่ใช่ว่าอายุ ๔๕ ปี บริบูรณ์ ผมขออนุญาตที่จะใช้เวลาอย่างจำกัดแล้วก็ด้วยความเกรงใจท่านประธาน แล้วก็ เวลาของรัฐสภานะครับ เพื่อสนับสนุนเหตุผล ท่านประธานที่เคารพครับ การที่มี สสร. ซึ่งได้ ข้อยุติโดยเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาแล้วก็คือให้มี สสร. ๙๙ ท่าน โดยมาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ ๑ ท่าน เป็น ๗๗ ท่าน แล้วก็โดยการสรรหาคัดเลือกอีก ๒๒ ท่านเป็น ๙๙ ท่าน อันนี้เป็นเสียงส่วนใหญ่จะไม่อภิปรายย้อนหลัง แต่แน่นอนครับ ใน ๙๙ ท่านที่จะมาปฏิบัติ หน้าที่ยกร่างกฎหมายสูงสุดที่จะใช้บังคับในประเทศแล้วก็ที่จะดำเนินการเพื่อที่จะให้ กฎหมายอื่น ๆ ที่เป็นกฎหมายลูกแล้วก็ที่มีบังคับใช้อยู่ให้สอดคล้องแล้วก็ไม่ขัดหรือแย้งกับ กฎหมายสูงสุดก็คือรัฐธรรมนูญนี้นะครับ ผมเองจึงขอถือโอกาสนี้กราบเรียนว่า สสร. ชุดนี้จะเป็นชุดที่สำคัญที่สุด แล้วก็ผมฝาก ความหวังไว้กับ สสร. ชุดที่จะมีขึ้นในอนาคตนะครับว่าขอให้ท่านคำนึงถึงผลประโยชน์ ของชาติ ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เป็นประโยชน์สูงสุด โดยในกรอบนั้นจะต้องให้มี ก็คือ ๑. สถาบันหลักของชาติ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และวิถีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะต้องธำรงอยู่ ตราบนานเท่านาน และถึงชั่วลูกชั่วหลาน อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมจะฝากไว้เป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ก็คือกฎหมายฉบับที่จะสร้างขึ้น ที่จะร่างขึ้นโดย สสร. ทั้ง ๙๙ ท่าน ที่จะมีขึ้นในอนาคต จะเป็นการต่อสู้ในแนวความคิด ในวิถีฝั่งตะวันออกและวิถีฝั่งตะวันตกด้วย วิถีฝั่งตะวันออกก็คือแนวคิดทางตะวันออกที่เน้นในเชิงปรัชญา เน้นในเชิงจิตใจ เน้นในเชิง วัฒนธรรม เขาเรียกว่า วิถีตะวันออก หรืออารยธรรมตะวันออก ส่วนอีกอันหนึ่งก็คือ วิถีตะวันตกนะครับ ไม่ว่าจะเป็นระบอบที่เป็นแม่แบบมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา จากประเทศอังกฤษ จากประเทศฝรั่งเศส หรือประเทศเยอรมัน อันนั้นคือวิถีฝั่งตะวันตก ซึ่งหลักคิดและวิธีการดำเนินการต่าง ๆ ก็อาจจะเหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง แต่ในเมื่อเรา เอาแบบของทางฝั่งตะวันตกมาใช้บางอย่างอาจจะสอดคล้องกับวิถีทางตะวันออก หรือวัฒนธรรมประเพณี โดยเฉพาะของประเทศของเรา เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ สสร. ได้ควรคำนึงและสามารถที่จะปรับเอาวิถีตะวันออกอย่างประเทศของเราให้สอดคล้องกับ ระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งของเรามีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขด้วยนะครับ

ประเด็นที่ ๓ ที่ขออนุญาตฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ แล้วก็ ผ่านไปยัง สสร. ที่อาจจะมีขึ้นในอนาคตด้วย ก็คือ ในสมัยก่อนอำนาจ เขาเรียกว่า เผด็จการ ยังคงแข็งแกร่งอยู่ แล้วก็การยึดอำนาจค่อนข้างที่จะมีถี่มาก การต่อสู้ในสมัยก่อน ๆ จะเน้น ไปที่อำนาจในระบบที่เกิดขึ้นจากอาวุธที่เกิดขึ้นจากปากกระบอกปืน หรือว่าคนที่มีพลัง ทางอาวุธ หรือว่ามีอำนาจทางอาวุธสามารถที่จะจี้ให้ หรือว่าบังคับให้ทางฝ่ายของผู้ที่มาจาก ประชาชนลงไป หรือว่าอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่า หรือว่าเจ้าของอำนาจประเทศที่แท้จริง ก็คือ ประชาชนในฐานะผู้เป็นเจ้าของอำนาจนะครับ ไม่มีโอกาสที่จะมาใช้สิทธิ มาใช้เสรีภาพ หรือ ว่าสนองตอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง แต่ว่าในปัจจุบันอำนาจต่าง ๆ เหล่านั้นอ่อนล้าลง ไปแล้ว เนื่องจากว่าสังคมโลก แล้วก็สากลไม่ยอมรับ ไม่ยอมรับการยึดอำนาจ ไม่ยอมรับ การรัฐประหาร เพราะฉะนั้นในปัจจุบันจะมีอำนาจใหม่ซึ่งน่ากลัวกว่าก็คือ อำนาจทุนผูกขาด อำนาจทุนนิยม อำนาจเงินที่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง หรือว่าเงินเป็นปัจจัยชี้แพ้ ชี้ชนะในการเลือกตั้ง เงินเป็นปัจจัยที่สามารถที่จะจ้างผีมาโม่แป้งได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้น ความสลับซับซ้อนแห่งอำนาจในการได้มาซึ่งอำนาจมันสลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้น ที่ผมบอกว่าจำเป็นที่จะต้องให้ความหลากหลาย แล้วก็โดยเกณฑ์ของอายุน้อยลง จากเดิม กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่บอกว่าอายุ ๓๕ ปี ควรที่จะได้รับการคัดเลือกเป็น สสร. เพราะว่า มีวุฒิภาวะ มีวัยวุฒิ มีคุณวุฒิ มีประสบการณ์ กราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ประสบการณ์ หรือว่าเกณฑ์ของอายุไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้วัดเลยนะครับว่าคนนั้นจะเป็นคนดี หรือเป็นคนไม่ดี เกณฑ์ของวุฒิการศึกษาไม่ใช่เป็นเครื่องการันตีเลยครับ ท่านประธานครับ ว่าคนคนนี้จบปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก แล้วจะไม่โกง ไม่ใช่ แต่ผมเชื่อว่าคุณธรรม จริยธรรมและจิตสำนึกเพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อประชาชน มีน้ำหนัก มากกว่าวุฒิการศึกษา หรือวัยวุฒิ หรือคุณวุฒิอื่น ๆ เห็นไหมครับ ท่านประธานครับ ในปัจจุบันคนจบปริญญาโท ปริญญาเอก ปริญญาตรีมากมายก่ายกอง แต่ทำไมละครับ การทุจริต การคอร์รัปชันจึงพัฒนาละเอียด ลึกซึ้ง แยบยล และมีการคดโกงกันมากขึ้น มากขึ้นและมากขึ้น จนปัจจุบันแม้กระทั่งการวิจัย การต่อต้านคอร์รัปชันของเพิร์ก (PERC) ก็ยังกำหนดเลยครับ ท่านครับ เห็นเลยว่าในคะแนนเต็ม ๑๐ ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม อาเซียน ประเทศสิงคโปร์ติดอันดับที่ ๑ ได้คะแนน ๙.๒ แต่ประเทศไทยของเราครับ ส่วนใหญ่ผู้บริหารหรือว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แต่เกณฑ์ในการทุจริตและคอร์รัปชันของเรานะครับ ต่ำ เกือบจะเป็นที่สุดท้ายครับ ๓ เศษ ๆ จากคะแนนเต็ม ๑๐ เราได้แค่ ๓ เศษ ๆ เพราะฉะนั้นวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ แห่งชีวิตไม่สำคัญเท่ากับคุณธรรม จริยธรรมและความสำนึกต่อชาติบ้านเมืองและประชาชน ผมมาดูฐานจำนวนของประชากร ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้องบอกว่าจำนวนอายุ ควรจะไล่ระดับลงมาที่อายุ ๒๕ ปี เพราะอายุ ๒๕ ปีบางคนจบการศึกษาพอรู้แล้ว บางคนมี ประสบการณ์แล้ว บางคนมีครอบครัวแล้ว มีบุตรหลานแล้ว ท่านประธานที่เคารพ จำนวน ประชากรในช่วงวัยที่อายุ ๒๕-๓๔ ปี จากสถิติของกรมการปกครองเลยนะครับ แล้วก็อยู่ใน วัยทำงานด้วย มีประชากรที่ทำการสำรวจเมื่อปี ๒๕๕๔ อยู่ในวัยอายุ ๒๕ ปีถึงอายุ ๓๔ ปี จำนวน ๑๐,๖๑๐,๕๘๐ คน จำนวน ๑๐ ล้านคน เขาไม่มีสิทธิเลยถ้าเกิดว่าคณะกรรมาธิการ ไปตัดสิทธิว่าจะต้องอายุ ๓๕ ปีขึ้นไป ถึงจะมีสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งหรือว่าคัดสรรเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ น่าเสียดาย จากจำนวนฐานประชากรในแต่ละฐานท่านประธาน ที่เคารพครับ ๑๐,๖๑๐,๐๐๐ กว่าคน ท่านไปตัดสิทธิเขาได้อย่างไรครับ ๑๐ ล้านกว่าคน อาจจะมีคนที่มีความรู้ มีความเข้าใจ มีจิตวิญญาณที่จะทำเพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติ อย่างมั่นคงและยั่งยืนได้ ๑๐ ล้านกว่าคน อาจจะเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีค่า แล้วก็อาจจะ เสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองไม่ใช่น้อย ได้ไหมครับ ท่านประธานครับ ขอให้ท่านเอาคนส่วนใหญ่เป็นสิบ ๆ ล้านคน ที่เขาควรที่จะได้รับโอกาสในการที่จะเดินเข้ามา สู่เวทีในการร่างกฎกติกาสูงสุดของประเทศให้เขาได้มีโอกาสได้ไหม เพียงแต่ว่าท่านลดระดับ ตัวเลขจากอายุ ๓๕ ปี มาเป็นอายุ ๒๕ ปี ทรัพยากรบุคคลที่เขามีความกระตือรือร้น มีวุฒิภาวะ มีคุณวุฒิ มีวัยวุฒิเพียงพอ แล้วก็มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองเพียงพอที่จะขอ โอกาสเข้ามาร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ ร่างกฎกติกาสูงสุดของประเทศนี่นะครับ ทำได้หรือไม่ อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะขอร้องท่านประธานผ่านไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการและกรรมาธิการทุกท่าน

ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมจะต้องขออนุญาตที่จะ อภิปรายเพื่อสนับสนุนเหตุผล ในปัจจุบันครับ ประเทศเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้ที่มาร่วมกัน ร่างรัฐธรรมนูญในหลาย ๆ ฉบับ ในช่วงที่ผ่านมานั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้รู้ ส่วนใหญ่แล้วเป็น ผู้เชี่ยวชาญ ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ผมอยากจะตอกย้ำแล้วก็ อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับว่า ถ้าเกิดว่าผู้ที่รู้ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ผู้ที่มีความชำนิชำนาญในการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่เขาปราศจากจิตสำนึกหรือจิตวิญญาณที่จะทำเพื่อบ้านเมือง แต่เขาทำเพื่อที่จะสนองตอบ ต่อผู้มีอำนาจหรือว่าผู้ที่สั่งการอย่างเดียว ไม่ได้ครับ ผมขอตอกย้ำคำเดิมว่า เขาทำได้แค่เพียง เป็นเนติบริกรเท่านั้น แต่คนที่จะมาให้ความเห็นชอบหรือยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น กฎหมายแม่บทจะต้องมีความรู้สึก มีสำนึกเหนือกว่าระดับนั้นครับ ก็คือจะต้อง เอาผลประโยชน์ของชาติ จะต้องเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง จะต้องให้มี การยกร่างเหนือกว่าผลประโยชน์และการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมือง ท่านประธาน ที่เคารพ ถ้าเกิดว่าร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพียงเพื่อที่จะสนองตอบต่อกลุ่มหรือฝักฝ่าย ทางการเมืองของตนเอง โดยเอาผลประโยชน์ของส่วนรวมและเจตจำนงหรือว่าวาระของชาติ ไว้ทีหลัง เพื่อที่จะให้กฎหมายสูงสุดเป็นเครื่องสนองตอบต่อกลุ่มหรือว่าพรรคพวกของตนเอง ท่านประธานที่เคารพ ไม่หรอกครับ มันก็ข้ามพ้นวงจรแห่งความแตกแยก วงจรของ ความขัดแย้งไม่ได้ แต่ถ้าเกิดว่าการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายแม่บทของประเทศ เอาผลประโยชน์ของประเทศ เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ให้มันเหนือกว่า ความขัดแย้ง เหนือกว่าผลประโยชน์ เหนือกว่าฝักฝ่ายทางการเมือง เหนือกว่ากลุ่มของตนเอง หรือพวกพ้อง อันนั้นละครับจะสร้างบรรทัดฐานที่เป็นกฎหมายสูงสุด อาจจะต้องใช้เวลา ๕ ปี ๑๐ ปีหรือว่าชั่วอายุคน ผมหวังครับว่ากฎหมายฉบับที่จะร่างขึ้น ซึ่งเป็นฉบับที่ ๑๙ ถ้าจะมี ขึ้นและผ่านความเห็นชอบเป็นรัฐธรรมนูญโดยสมบูรณ์แล้ว กฎหมายฉบับนี้ขอให้คงอยู่ชั่วลูก ชั่วหลาน กฎหมายฉบับนี้ขอให้หลอมรวมจิตใจของคนไทยทั้งประเทศให้เป็นหนึ่ง ให้มีเอกภาพ และจะไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย จะไม่มีการแบ่งเสื้อสี แต่กฎหมายฉบับนี้จะเป็น ทิศทางในการนำพาบ้านเมืองให้ข้ามพ้นความขัดแย้ง ให้ข้ามพ้นความแตกแยก และนำเอา ความสงบ ความสามัคคี ความปรองดอง ความมีเอกภาพของคนในชาติให้พัฒนาถาวรต่อไป หวังเป็นอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวันชัย สอนศิริ และ ตามด้วยท่านนิพนธ์นะครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวานนี้กระผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานไปว่า รัฐธรรมนูญที่กำลังจะแก้กันอยู่นี้ มันเป็นลักษณะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ชนิดแบบลูกผีลูกคน จะเอาอย่างไหนก็ไม่เอาสักอย่างหนึ่งนะครับ ท่านประธาน จะเลือกตั้งทั้งหมดก็เอาไป หรือว่าจะคัดเลือกทั้งหมดก็เอาไป แต่นี่มันไม่ใช่ ประชาธิปไตยที่แท้จริงครับ ผมกราบเรียนไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานว่าคนทำคลอดประชาธิปไตย คือ สสร. ควรเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย ไม่ใช่หัวมังกุท้ายมังกรอย่างที่กราบเรียนแล้ว มันจะประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ จะยึดโยงกับประชาชนก็ไม่เชิงครับท่านประธาน อันนี้ได้ กราบเรียนไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนคือหัวมังกุท้ายมังกรเหมือนกันก็คือ มาตรา ๒๙๑/๒ ครับท่านประธาน เพราะฟังคำชี้แจงจากท่านประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญเมื่อเช้านี้แล้วจะเห็นได้เลยครับว่าเอาบางส่วนของคุณสมบัติของ ส.ส. จาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งท่านเกลียดนักเกลียดหนาว่ามันเป็นเผด็จการ แต่ถึงเวลาจะใช้ก็เอาเรื่องนี้มาใช้ ผมกำลัง จะกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าผมเองได้ขอแปรญัตติเพิ่มใน (๔) ว่าสำเร็จการศึกษา ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหาร ราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธาน รัฐสภาประกาศกำหนด นี่ผมเติมเข้าไปใน (๔) ผมมีเหตุผลที่จะกราบเรียนต่อท่านประธาน ดังนี้ครับ เมื่อวานนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้บอกแล้วว่า สสร. มีหน้าที่จัดทำ รัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือทำโครงสร้างและกำหนดกฎ กติกา ของประเทศ ท่านประธานเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า สสร. มาทำภารกิจใหญ่ระดับชาติ ระดับประเทศ ซึ่งท่านบอกแล้วว่าต่างกว่า ส.ส. ต่างกว่า ส.ว. ต่างกว่า อบต. ต่างกว่านายก อบจ. หรือนายกเทศมนตรีครับท่านประธาน ดังนั้นผมจึงกราบเรียนว่าคนที่มาทำโครงสร้างระดับชาติ ระดับประเทศอย่างนี้นั้น เขาจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษเหนือกว่า ส.ส. ส.ว. แน่นอนครับท่าน ประธานคณะกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นจะเอาเพียงคุณสมบัติของ ส.ส. หรือ ส.ว. ที่ว่า ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรีนั้น ผมว่าคนละเรื่องคนละประเด็นเลยครับ เพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ แม้แต่ท่านประธานคณะกรรมาธิการเป็นทนายความ ผมเองก็ เป็นทนายความครับท่านประธาน สถาปนิก วิศวกร แพทย์ พยาบาล และบัญชี บุคคลเหล่านี้ เป็นอย่างไรครับท่าน ผมกราบเรียนว่าแม้ว่าเขาจะเป็นบุคคลสำคัญ แต่เขามีความสำคัญ น้อยกว่าคนร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นผู้ทำโครงสร้างหรือ หลักการการบริหารชาติบ้านเมือง ขนาดคนเป็นทนายความ เป็นวิศวกร สถาปนิก เขายังต้อง จบปริญญาตรีครับท่านประธาน จบปริญญาตรีเท่านั้นเป็นได้ไหมครับ ไม่ได้ครับ เขายังต้อง ไปทำการฝึกอบรมการประกอบวิชาชีพ ถ้าจะเป็นทนายความคุณก็ต้องไปฝึกอบรม ทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ เพื่อจะมาประกอบวิชาชีพเป็นทนายความ คนจะเป็นสถาปนิก ก็เหมือนกันครับ จบปริญญาตรีแล้วก็ต้องไปฝึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ ไม่ว่า จะเป็นนักบัญชี ต้องไปฝึกเรื่องนี้โดยเฉพาะ แล้วค่อยมาประกอบอาชีพครับท่านประธาน นี่อะไรครับ ไม่เป็นคนที่มีความรู้ในการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นนักกฎหมาย ไม่ได้เป็นผู้ที่ทำ โครงสร้างเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญมาก่อน แล้วท่านบอกว่าให้เขามาจัดทำรัฐธรรมนูญซึ่งเป็น กฎหมายปกครองสูงสุดของประเทศ ผมว่าน่าจะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่ท่านได้ชี้แจงเมื่อเช้านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเรามาพิจารณาคุณสมบัติแต่ละข้อตามร่างของคณะกรรมาธิการ ที่พิจารณาเสร็จแล้วนั้น ดูข้อ ๑ แน่นอนมีสัญชาติไทยโดยการเกิด ดีอยู่แล้วครับ ไม่มีปัญหา ถ้าไม่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดย่อมไม่ดีกว่ามีสัญชาติไทย มีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวัน เลือกตั้ง อายุ ๓๐ ปีดีกว่าไหมครับ ไม่ อายุ ๓๕ ปีต้องดีกว่า อายุ ๒๕ ปีเป็นอย่างไรครับ ด้อยกว่า นั่นแปลว่าท่านเอาอายุ ๓๕ ปีบริบูรณ์ แสดงว่า อายุ ๓๕ ปีดีกว่าอายุ ๓๐ ปี และท่านกำหนดว่าจะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี ผมถามว่า ๓ ปี ได้ไหมครับ ได้ แต่ ๕ ปีดีกว่าใช่ไหมครับ เพราะเขาอยู่กับพื้นที่ติดกับพื้นที่ และผมถามว่า เขาจบปริญญาตรีจะดีกว่าคนไม่จบปริญญาตรีไหมครับ ท่านประธานครับ พิจารณาด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยตรรกธรรมดา ๆ นี่นะครับ คนที่จะมาทำกฎหมายสูงสุดของประเทศ ทำรัฐธรรมนูญ ผมว่าอย่างน้อยที่สุดมันก็ต้องจบปริญญาตรีครับ เดี๋ยวนี้คนทำงานในบริษัท เล็ก ๆ ไม่ต้องใหญ่โตอะไรเลยนะครับ ขี่มอเตอร์ไซค์ส่งจดหมายนะครับ เป็นแมสเซนเจอร์ (Messenger) ยังจบปริญญาตรีเลยครับท่านประธาน แต่คนร่างรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุดของประเทศบอกไม่ต้องจบปริญญาตรีก็ได้ ผมว่ามันน่าจะผิดกาลเทศะ ผิดสมัย และที่สำคัญที่สุดมันไม่เหมาะด้วยภารกิจทุกประการครับ ท่านประธานครับ แน่นอนคนเป็น ส.ส. เป็น ส.ว. เขาเป็นคนที่รู้ปัญหาของประชาชน ทำงานกับประชาชนและมาควบคุมการบริหาร ราชการแผ่นดิน และผมถามท่านประธานจริง ๆ ครับว่า คนที่เป็น ส.ส. ปริญญาตรี อย่างน้อยที่สุดผมว่าเขาก็สามารถจะวิเคราะห์ดูกฎหมายใช้ได้ละครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะเหนือกว่า ส.ส. ที่ไม่ได้จบปริญญาตรีนะครับ แต่ ส.ส. ที่ไม่ได้จบปริญญาตรีเขาก็ มีประสบการณ์ด้านอื่น ๆ ที่เอามาผสมกันซึ่งผมมีข้อยกเว้น ซึ่งจะอธิบายต่อไป ท่านประธาน ที่เคารพครับ อย่างน้อยที่สุดคนจบปริญญาตรีเชื่อเหลือเกินว่าท่านมีนักวิชาการ ๒๒ คน นักวิชาการ ๒๒ คนเป็นใครครับ อย่างน้อย ๆ ที่สุดนักวิชาการเหล่านี้ปริญญาตรี ปริญญาโท บางคนปริญญาเอกมีผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชาทั้งนั้น แล้วคนที่จะไปจัดทำรัฐธรรมนูญแน่นอน อาจจะมีความรู้มีประสบการณ์ อายุ ๓๕ ปี อายุ ๓๗ ปี อายุ ๓๘ ปี อายุ ๔๐ ปี ไป ๆ มา ๆ นักวิชาการ ๒๒ คนก็จะครอบงำครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าความที่เขาไม่รู้เท่าทัน และความที่เขาไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญโดยตรงครับ ท่านประธานครับ ในที่สุด คิดเอง อาจจะคิดเองได้ แต่เวลาตัดสินใจจะโดนนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญนั้นครอบงำ ไปแล้วก็ไม่เป็นตัวของตัวเองครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานหรือท่านสมาชิก ที่เคารพทั้งหลายคงจะทำงานในคณะกรรมาธิการมาแล้วหลายชุด หลายคณะ พูดกันแบบ ตรงไปตรงมาเลยครับ ในคณะกรรมาธิการเราก็จะมีนักวิชาการ มีผู้เชี่ยวชาญ หรือบางคณะ เราก็จะมีคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือตลอดจนผู้เชี่ยวชาญแต่ละเรื่อง แต่ละสาขา ในคณะกรรมาธิการ เป็นอย่างไรครับ ถ้าเราบรรดาสมาชิกไม่มีความรู้ความสามารถเท่าทัน เพียงพอ นักวิชาการเหล่านั้นหรือผู้ประกอบอาชีพตามกฎหมายนั้น ๆ ที่เราร่าง ก็จะครอบงำ ท่านสมาชิกและกฎหมายก็จะเป็นไปตามที่บรรดาผู้ทรงคุณวุฒิที่เราเชิญมาชี้แจงนั้นแล้วเราก็ เชื่อเขา เป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเราเอาจากประสบการณ์ที่เราเห็น อยู่ในการทำงานนี้มาประกอบกับการร่างรัฐธรรมนูญ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานเลยครับ ว่าอย่างน้อยที่สุดเขาควรจะต้องจบปริญญาตรี ไม่ควรจะรองบ่อนกว่านักวิชาการ ๒๒ คน มิเช่นนั้นจะกลายเป็นลูกไล่ หรือมิเช่นนั้นก็จะถูกครอบงำด้วยวิชาการของนักวิชาการ ๒๒ คนไปหมด ผมมิได้ดูถูกเขานะครับท่านประธาน แต่ผมถือว่าเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นความรู้ความสามารถเฉพาะด้านที่จำเป็นจะต้องมี ไม่ใช่คิดว่าเลือกใครมาทั่วประเทศเป็นตัวแทนแล้วก็มาร่างรัฐธรรมนูญได้ ไม่อย่างนั้น ก็กลายเป็นผู้ที่เป็นเพียงยกมือเป็นพระอันดับเท่านั้นเองครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าคุณสมบัติของ สสร. กับ ส.ส. ต้องต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ และไม่น่าจะเอาคุณสมบัติของ ส.ส. มาใช้ดังที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงเมื่อเช้านี้ ผมกราบเรียนต่อท่านประธานที่เคารพว่าการจบปริญญาตรีเดี๋ยวนี้คนทั่วประเทศส่วนใหญ่ จบปริญญาตรีเกือบทั้งนั้น ต่างจังหวัด มหาวิทยาลัยราชภัฏ สถาบันการศึกษาเยอะแยะ เบอะบานหมด จึงไม่ยากเลยที่คนจะเลือกตั้งคนที่มีความรู้ หรือคนที่มีความรู้ลงสมัคร รับเลือกตั้ง สสร. และท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่าถ้าคนไม่จบปริญญาตรีนั้นลงสมัคร ได้ไหมครับ ผมก็เพิ่มไว้ใน (๔) บอกว่าสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง เขาไม่จบปริญญาตรีครับท่านประธาน แต่เขามีประสบการณ์ ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด เห็นไหมครับท่านประธาน แม้คุณไม่จบ ปริญญาตรีแต่ผมเปิดช่องหายใจไว้ให้กับเขา เอาคนที่มีประสบการณ์ด้านการเมือง คนที่ เลือกตั้งมาไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองเราจะรู้หรือครับว่ารัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ท่านประธานก็เคยทราบแล้วใช่ไหมครับว่าผลการวิจัยของนักวิชาการบอกว่าคนอ่าน รัฐธรรมนูญไม่กี่มาตราเท่านั้น คนอ่านรัฐธรรมนูญครบทั้งหมดน้อยมากครับ แม้แต่ ส.ส. ส.ว. เรายังอ่านรัฐธรรมนูญไม่ครบทุกมาตราเลยครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าถ้าคนไหนเขา มีประสบการณ์ด้านการเมืองที่เขาเคยเป็นนักการเมืองมาในอดีต เขาได้เคยทำงานกิจกรรม ทางการเมืองมาเขาก็ลงสมัครรับเลือกตั้งได้แม้ไม่จบปริญญาตรีครับ หรือเขาเคยทำงานทาง บริหารราชการแผ่นดิน เคยเป็นข้าราชการมา เคยทำงานทางด้านบริหารราชการแผ่นดินมา เขาก็ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ รวมทั้งมีประสบการณ์ทางด้านเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวไร่ แต่เขาประสบความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางกฎหมาย หรือการร่ างรัฐธรรมนูญมา เห็นไหมครับ ท่านประธานครับ เหล่านี้เราจะได้คนที่มีความรู้ มีประสบการณ์ในการทำโครงสร้างของประเทศจริง ๆ คนที่เป็นสถาปนิกเขาเพียงแค่ ดูบ้านคนเพียงหลัง ๒ หลัง แต่นี่กำลังจะเป็นสถาปนิกทำโครงสร้างการปกครองของบ้าน ของเมืองครับ กลับบอกไม่ต้องจบปริญญาตรี มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนใช้ได้ แล้วครับ ผมว่ามันไม่สมกับหลักเกณฑ์และวิธีการการทำงานใหญ่อย่างนี้ กระผมจึงแปรญัตติ ให้เป็นไปตามหลักการและเหตุผลที่ผมเสนอ และผมเชื่อว่าถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการ ไม่พูดโทรศัพท์และลองฟังท่านจะเห็นได้เลยครับว่าเรื่องนี้เป็นเหตุผลอย่างสมเหตุสมผล และน่าที่จะต้องนำไปพิจารณาเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

น่าจะเป็นท่านสุดท้าย แล้วกระมังครับ ท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒ ในข้อ ๒ ในกรณีมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้งนี่นะครับ คุณสมบัตินี่ ผมได้แปรญัตติเป็นไม่น้อยกว่าอายุ ๑๘ ปี เหตุผลที่ผมแปรญัตติอายุ ๑๘ ปี เพราะผมเห็นว่า การที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญที่สุด กฎหมาย สูงสุดของประเทศนั้น ควรจะมีพี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เพราะฉะนั้นการที่ผม แปรญัตติอายุ ๑๘ ปี ก็โดยถือหลักเกณฑ์ในการที่ให้สิทธิคนที่มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีมีสิทธิ ในการที่จะเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ทำไมเราถึงยอมให้เขาใช้สิทธิ ในการที่มาเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ก็เพราะว่าเราคงต้องการที่จะ ให้คนรุ่นใหม่มีความสนใจในเรื่องของการเมือง มีความกระตือรือร้นที่จะเข้ามาสู่ในทาง การเมืองมากขึ้น ๆ นะครับ แล้วก็ในวัยที่กำลังมีความคิดความอ่าน แล้วก็กำลังที่จะ สนใจปัญหาต่าง ๆ ของบ้านเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดขั้นต่ำนั้นเราคงจะเห็นว่า เกินอายุ ๑๘ ปี ไปถึงอายุ ๒๕ ปี หรืออายุ ๓๕ ปีนั้น ในยุคปัจจุบันคนในวัยที่อายุ ๒๑-๒๒-๒๓ ปี จบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกมากมายเลยครับ แล้วบางคนไปประกอบธุรกิจ หรือทำงานอื่นนอกจากรับราชการประสบความสำเร็จ ธุรกิจเป็นหมื่นล้านบาท พันล้านบาท มีเยอะแยะไปหมด การที่ท่านจำกัดสิทธิอายุ ๓๕ ปีอย่างต่ำนั้น ผมเห็นว่าเป็นการตัดสิทธิ ที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐธรรมนูญของเราผมอยากจะเรียนครับว่าความจริงไม่มีปัญหาอะไรเลย จากการศึกษา การพิจารณามาแล้วมันอยู่ที่ว่าผู้ใช้รัฐธรรมนูญนั้นชอบหรือไม่ชอบ และสำคัญที่สุดคือก็ยัง ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่แก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันได้เลย เรายอมรับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ นี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด แต่ก็ยังมีปัญหาบกพร่อง แต่รัฐธรรมนูญ ดีเท่าไร แต่การทุจริตคอร์รัปชันในบ้านเมืองอันนั้นมากขึ้น ๆ ทุกวัน เพราะฉะนั้นการที่ผม ได้แปรญัตติให้คนที่มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี ผมอยากให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะ พิจารณา มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย เพราะเราหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดที่เราคาดหวัง แต่ผมเองไม่แน่ใจหรอกครับ จากคุณสมบัติที่กำหนดไว้ หลาย ๆ ด้านนะครับ นับแต่จำนวน สสร. ก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เป็นการจำกัดคน ให้แคบลง จำนวน ๗๗ คนจากการเลือกตั้งนั้น ซึ่งผมได้อภิปรายไปแล้วผมไม่เห็นด้วยเลยครับ เพราะว่าสิทธิของประชาชนนั้นต่อ ๑ คนที่จะใช้สิทธินั้นแต่ละจังหวัดมันไม่เท่ากัน อย่างจังหวัดระนองแสนกว่าคนกับกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดเชียงใหม่ หรือจังหวัด นครศรีธรรมราช ซึ่งมีจำนวนล้าน ๆ คน มีสมาชิกคนเดียวซึ่งตรงนี้มันก็ไม่เปิดกว้างอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอายุ ๑๘ ปีขึ้นไปน่าจะเปิดกว้างครับ เพราะคนที่อยู่ในวัยหนุ่มวัยฉกรรจ์มีความสนใจ กระตือรือร้นในเรื่องการเมืองมีมากเหลือเกินขณะนี้ แล้วทำไมเราไม่พยายามสร้างคนรุ่นใหม่ ขึ้นมา ผมนี้ไม่หวังกับคนรุ่นปัจจุบันเราที่จะพาประเทศชาติไปอยู่รอดปลอดภัยนะครับ ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชันมันยากจริง ๆ ผมไม่หวังเลยกับคนรุ่นเรา เพราะที่ผ่านมาจาก ประสบการณ์ในทางการเมือง ผมเห็นว่าความเลวร้ายในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ในบ้านเมืองเรานั้น นับวันทวีรุนแรงขึ้น มากขึ้น จาก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วคนอายุมากหรือน้อยไม่ใช่เป็นการพิสูจน์ว่าเป็นคนดี หรือคนเลวเลย เป็นความจริงนะครับ ผมจะยกตัวอย่างใกล้ ๆ นี้ก็ได้ นี่กรรมาธิการที่นั่งอยู่บนนี้ คนที่อายุน้อยที่สุดอาจจะเป็นคนที่มีความรู้มากที่สุดก็ได้ ไม่มี อะไรเป็นเครื่องวัดในเรื่องอายุ เพราะฉะนั้นผมถึงได้แปรญัตติว่าเปิดกว้างเถอะครับ ในเรื่อง อายุ อายุ ๑๘ ปีขึ้นไป จะอายุ ๒๐ ปี อายุ ๒๑ ปี อายุ ๒๒ ปี อายุ ๒๕ ปี หรืออายุ ๓๔ ปี ซึ่งท่านกำหนดขีดขั้นต่ำ เพดานต่ำไว้อายุ ๓๕ ปี ถ้าคนอายุ ๓๔ ปี มีประสบการณ์ มีความรู้ดี จริง ๆ เราอยากได้เขามาถูกตัดสิทธิไปแล้ว ตรงนี้ทำไมไม่เปิดกว้าง ใจกว้างหน่อยสิครับ ผมว่าอนาคตของประเทศนั้นเราต้องหวังคนรุ่นใหม่ บ้านเราระเบียบวินัยก็ไม่มี การเคารพ กฎหมายก็ไม่มี กรณีที่ศาลตัดสินไปแล้วหรืออะไรบางทีเราไม่ยอมรับมันไม่ใช่ มาตรฐานของ คนมันต้องมีว่าอะไรที่เป็นหลักของบ้านเมือง มีกฎหมายอะไรต่าง ๆ เราต้องทำ เพราะฉะนั้น เราอยากสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมา ให้รู้จักเคารพกฎหมาย รู้จักกติกา มีระเบียบวินัย ประเทศ ที่เจริญในโลกนี้ลองสังเกตดูสิครับ เขาเริ่มสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพราะฉะนั้นการจำกัดอายุ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ แต่พูดไปอย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการชุดนี้คงไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนจริง ๆ เลยครับ ผมจะเปรียบผมก็ไม่อยากจะเปรียบ ถ้าจะเปรียบ เป็นหุ่นกระบอกต้องมีคนชักใย ถ้าไม่มีคนชักใยก็เคลื่อนไหวอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผมไม่เห็นด้วยนะครับ ในเรื่องการจำกัดอายุขั้นต่ำ ๓๕ ปี มันจำกัดสิทธิของคนรุ่นใหม่ที่มี ความรู้ความสามารถมากมาย และสนใจในทางการเมืองที่อยากเข้ามาสู่การเมือง เป็นเรื่องที่ ไม่สมควรนะครับ และโดยเฉพาะ (๓) ผมขอตัดหมดเลยนะครับ ในเรื่องภูมิลำเนาอะไรต่าง ๆ คนที่จะลงสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าถ้าเรามองถึงจังหวัดแล้วมันไม่เป็น จังหวัดนะครับ ถ้ามองดูจากประชากรกรุงเทพมหานคร ๗,๐๐๐,๐๐๐-๘,๐๐๐,๐๐๐ คน กับจังหวัดระนอง หรือจังหวัดสิงห์บุรี ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน ๒๐๐,๐๐๐ คน ท่านมี สสร. ๑ คน เท่ากัน อันนี้จะเป็นจังหวัดไม่ได้แล้ว ความไม่เท่าเทียมมันเกิดขึ้นแล้ว สิทธิของพี่น้อง ประชาชน ๑ คน มันไม่ใช่แล้ว ทำไมกรุงเทพมหานคร จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น โคราช จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา ถึงมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คน เท่ากับ จังหวัดระนอง จังหวัดสิงห์บุรี ความเท่าเทียมมันไม่เกิดแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมถึงถือว่า ควรจะเปิดกว้างให้สิทธิใครก็ได้ไปลงสมัคร ให้เขามีส่วนร่วมเถอะครับ คนในประเทศนี้ ที่จะรับผิดชอบต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด และเป็นกฎหมายที่กำหนด ชะตาชีวิต อนาคตของบ้านเมือง กำหนดกรอบ รูปแบบในการปกครองบ้านเมือง ซึ่งเป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญ และทุกคนมีส่วนได้เสียกันทั้งประเทศครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประธานคณะกรรมาธิการ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตชี้แจง จุดยืนของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ ก็ด้วยความเคารพในข้อคิดเห็นคำแปรญัตติ ของท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านนะครับ คณะกรรมาธิการขอเรียนชี้แจงว่าในมาตรา ๒๙๑/๒ เรื่องคุณสมบัติผู้สมัคร สสร. คณะกรรมาธิการก็ได้นำเอารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้นะครับ นำมาใช้เป็นหลักในการบัญญัติเรื่องคุณสมบัติ ก็จะมี การเปลี่ยนแปลงเฉพาะอายุ ผู้สมัคร สสร. ให้มีอายุ ๓๕ ปี ประเด็นที่ท่านสมาชิกทั้งหลาย ได้แปรญัตติ ได้สงวน ได้ให้ข้อคิดเห็นส่วนใหญ่ก็จะมีประเด็นหลัก ๆ ก็คือเรื่องของอายุ แล้วก็เรื่องควรจะสำเร็จปริญญาตรีหรือไม่ ก็จะขอชี้แจงเฉพาะ ๒ เรื่องนี้นะครับ คือเรื่องอายุ ก็เคารพความคิดเห็นของทุกท่าน ท่านแปรญัตติมาตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี ไปจนถึงสูงสุดอายุ ๔๕ ปี กรรมาธิการก็ไม่ทราบว่าตรงไหนมันเหมาะสมที่สุดนะครับ ถ้าจะเฉลี่ยทั่วไปเอาอายุ ๑๘ ปี บวกอายุ ๔๕ ปี หารอายุ ๒ ปี ก็ตกอายุ ๓๑.๕ ปี กรรมาธิการว่าอายุ ๓๕ ปีของกรรมาธิการกำลังเหมาะสมนะครับ ทำไมเหมาะละครับ ก็เพราะว่าวัยอายุ ๓๕ ปีก็ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมีประสบการณ์ผ่านการเรียนรู้ต่าง ๆ มามาก พอสมควร แต่ภารกิจอย่างที่บอกครับว่าการมาทำรัฐธรรมนูญนี้ก็จำเป็นจะต้องได้ ผู้มีประสบการณ์ผ่านชีวิตมาพอสมควร แล้วก็จะโยงไปถึงเรื่องปริญญาตรีหรือไม่ปริญญาตรีด้วย เมื่อเช้านี้ผมก็ได้กราบเรียนไปรอบหนึ่งแล้วครับว่าเราก็ชั่งน้ำหนักว่าถ้าเราจะกำหนดให้ ผู้สมัคร สสร. ต้องจบปริญญาตรีมันก็จะไปตัดสิทธิและจำกัดสิทธิของพี่น้องประชาชน ซึ่ งในประเทศไทยต้องถือว่าเป็นส่วนเสียงข้างมากที่ไม่มีโอกาสได้เรียนปริญญาตรี แต่เขาเหล่านั้นก็มีความรู้ มีประสบการณ์ มีภูมิปัญญาที่สามารถที่จะนำมาช่วยในการจัดทำ รัฐธรรมนูญได้นะครับ และผมก็เรียนย้ำว่าจะจบปริญญาตรีหรือไม่จบเวลาท่านมายื่นสมัคร เป็น สสร. ไม่ใช่ว่าท่านได้เป็นเลยนะครับ ท่านต้องผ่านการกลั่นกรองของพี่น้องประชาชนผู้ที่ จะเลือกตั้งอีกชั้นหนึ่ง ฉะนั้นประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินครับ บางครั้งผู้จบปริญญาตรีอาจจะ ไม่มีความเหมาะสมเท่ากับผู้ไม่จบปริญญาตรี แต่เขามีความรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์ มีผลงานที่ดีเด่นประชาชนเขาอาจจะเลือกคนที่ไม่ต้องจบปริญญาตรีก็ได้ นะครับ เราอยากจะได้หลากหลายทั้งที่มีมาตรฐานเป็นใบปริญญาและหรือไม่มีมาตรฐาน เป็นใบปริญญาไม่มีโอกาสจะได้ใบปริญญา แต่มีประสบการณ์ในชีวิตเข้ามาช่วยกันทำงาน และผมมั่นใจนะครับว่าผู้ได้รับเลือกมาเป็น สสร. แม้ท่านจะไม่ได้จบปริญญาตรีท่านย่อม มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ท่านเข้ามาร่วมกับภาควิชาการอีก ๒๒ คนช่วยกันทำรัฐธรรมนูญ เผลอ ๆ ท่านมาครอบงำฝ่ายวิชาการด้วยซ้ำไป เพราะอะไรครับ เพราะท่านยึดโยงจากประชาชน โดยตรง มาจากพื้นที่และในการจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้ในมาตราต่อไปเราจะได้บัญญัติว่า ให้ สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญโดยคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชน โดยฟัง โดยเปิดเวที ประชาพิจารณ์ทุกภูมิภาค ซึ่งคงจะละเอียดไปทุกจังหวัดและในแต่ละจังหวัดจะมีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญไปรับฟังความคิดเห็น ฉะนั้นความคิดเห็นทั้งหลายหลากหลายก็จะ ผ่านมาทางผู้เป็น สสร. จากจังหวัดนะครับ ฉะนั้นผมก็คิดว่าเราไม่อยากที่จะไปจำกัดสิทธิของ ผู้ที่เขาไม่มีโอกาสจบปริญญาตรี ก็เลยไม่ได้เอาเรื่องปริญญาเข้ามาก็ด้วยความเคารพ ความคิดเห็นของท่านทั้งหลายนะครับ และผมก็คิดว่าร่างของคณะกรรมาธิการที่ทำมา ก็ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งเรื่องของหลักสัญชาติ ต้องเป็นสัญชาติไทยโดยการเกิด ทั้งอายุ ๓๕ ปี และการยึดโยงกับพื้นที่โดยอาศัยภูมิลำเนาหรือเคยอยู่หรือเกิดจังหวัดนั้น โดยใช้ตัวเลขว่า ต้องอยู่ ๕ ปีเป็นอย่างน้อยนะครับ ฉะนั้นกรรมาธิการก็ขอยืนตามร่างของกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตขอมติเลยนะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญสมาชิกข้างนอก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมติครับ เชิญสมาชิกทุกท่านเข้าห้องประชุมครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนขอมติ ขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ถ้าพร้อมก็ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ ใช้สิทธิ แสดงตนได้เลยครับ สำหรับท่านที่เพิ่งมาถึงใช้สิทธิแสดงตนได้เลยนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เรียบร้อยนะครับ เรียบร้อย ส่งผลได้เลยครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๗๙ ท่าน ครบองค์ประชุม

ผมขอมติเลยนะครับ มติจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ ในมาตรา ๒๙๑/๒ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติเห็นด้วย ๓๔๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๒๔ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบนะครับ

เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ

นางวรารัตน์ อติแพทย์ รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ รัฐสภา

มาตรา ๒๙๑/๓ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเลขาธิการเมื่อกี้ อ่านใหม่ครับ

นางวรารัตน์ อติแพทย์ รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ รัฐสภา

มาตรา ๒๙๑/๓ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มาตรา ๒๙๑/๓ นะครับ เชิญคุณหมอเจตน์ครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในฐานะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๓ เป็นเรื่อง คุณสมบัติของ สสร. เลือกตั้ง เป็นลักษณะต้องห้ามของ สสร. เลือกตั้ง ก็คือของ สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ท่านประธานครับ ผ่านการอภิปรายมาตรา ๒๙๑/๑ มาแล้ว ผมเอง เป็นผู้ที่มีจุดยืนว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขทั้งฉบับ อันนั้นก็ผ่านไปแล้วนะครับ แล้วก็ เป็นผู้ที่มีความคิดเห็นว่าควรจะมี สสร. เลือกตั้งประเภทเดียว ๒๐๐ คน อันนั้นก็โหวตไปแล้ว และผมก็แปรญัตติใหม่เป็น สสร. เลือกตั้ง ๒๐๐ คน บวกกับ สสร. คัดสรร หรือว่า สสร. สรรหาอีก ๒๒ คน แต่ว่าในมาตรานี้เราพูดเฉพาะ สสร. เลือกตั้ง ๗๗ คน ถึงผมจะทำใจไม่ได้ ว่าในกรณีที่ สสร. เลือกตั้งมีเพียง ๗๗ คน ซึ่งดูอย่างไรก็ตาม แล้วก็ด้วยเหตุผลมากมายที่ สมาชิกได้อภิปรายไปตลอดในช่วงเวลา ๒ วันที่ผ่านมาก็มีความเห็นว่าจำนวน สสร. เลือกตั้ง จังหวัดละ ๑ คน รวมเป็น ๗๗ คนนั้นมันมีจำนวนที่น้อยเกินไป แต่เอาละครับ เมื่อผ่านมติ ของรัฐสภา ผมเองเป็นผู้เคารพมติก็ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ สสร. จำนวน ๗๗ คน ก็จึงจะต้องมาพูดกันถึงเรื่องของคุณสมบัติของ สสร. เลือกตั้งทั้ง ๗๗ คนนั้น ในมาตรานี้ เป็นลักษณะต้องห้ามของ สสร. ๗๗ คนนั้น ซึ่งก็จะมีอยู่ ๓ ข้อเท่านั้น ก็คือ ข้อที่ ๑ เป็นบุคคล ซึ่งมีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๐๒ ก็ทุกข้อ ซึ่งมีทั้งหมดอยู่ ๑๔ ข้อ ตรงนี้ในชั้นของการพิจารณาในชั้นของกรรมาธิการเราก็มี การพูดถึง (๕) ของมาตรา ๑๐๒ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเขียนไว้ว่า เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง ๕ ปีในวันเลือกตั้ง ตรงนี้ผมจำเป็นต้องพูด ให้เพื่อนสมาชิกฟังว่าแต่เดิมในร่างที่เรารับมาในวาระแรก มันตัดข้อนี้ออกไปคือว่าคนที่ถูก พิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง ๕ ปี สามารถที่จะเข้ารับการคัดเลือกจาก ประชาชนให้เป็น สสร. เลือกตั้งได้ ตรงนี้ผ่านร่างในวาระแรกแต่มาถึงในชั้นการพิจารณาของ กรรมาธิการก็มีเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์หลายท่านในกรรมาธิการก็ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าถ้าหากว่าตัดออกใน (๕) ก็หมายถึงว่า สสร. ก็จะกลายเป็น สสร. ของคนขี้คุกซึ่งก็เป็น เรื่องที่คงจะต้องอภิปรายกันมากมายในรัฐสภาแห่งนี้ ดังนั้นกรรมาธิการก็จึงเพิ่มกลับเข้ามาใน มาตรา ๒๙๑/๓ เพราะฉะนั้นใน (๕) ก็จึงยังคงอยู่ ก็หมายถึงว่าผู้ที่ถูกพิพากษาให้จำคุกและ พ้นโทษมายังไม่เกิน ๕ ปีนั้น เป็นข้อต้องห้ามที่จะสมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็น สสร. เลือกตั้ง แต่ว่าการที่แปรญัตติกลับใน (๕) ก็ยังมีวงเล็บอื่นเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือน ประจำนอกจากข้าราชการการเมือง ใน (๘) ก็ตัดออกไป (๑๐) เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็น สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงแล้วยังไม่เกิน ๒ ปี ก็ตัดออกไป เป็นพนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของ รัฐ ก็ตัดออกไป แต่ว่าก็กลับคืนเข้ามาใน (๒) กับ (๓) ก็คือสรุปว่าคุณสมบัติต้องห้ามก็คือว่า ห้าม ส.ส. ส.ว. หรือข้าราชการการเมืองเป็น สสร. เลือกตั้ง ใน (๓) แล้วก็ (๒) เป็นข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ก็เป็นข้อต้องห้าม

ท่านประธานครับ ในคุณสมบัติต้องห้ามทั้งหมดใน ๓ ข้อนั้น ผมเห็นว่ามัน น้อยเกินไป เนื่องจากรัฐธรรมนูญที่ท่านจะร่างขึ้นใหม่นี้ ผมถือว่า สสร. เป็นตัวจักรที่สำคัญ ในการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายหลักของประเทศ เป็นเรื่องของการวางระบบของ ประเทศชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมากกว่าเกินกำลังของ สสร. โดยปกติที่จะทำได้ จริง ๆ แล้วผมก็อภิปรายในวันที่แล้วว่าจริง ๆ แล้วในรัฐสภาแห่งนี้ก็สามารถที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยใช้สมาชิกทั้งสมาชิกวุฒิสภาแล้วก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ ๖๕๐ ท่าน ก็สามารถ ที่จะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาได้ แต่ประเด็นปัญหาก็คือว่าชนใดเขียนกฎหมาย โดยเฉพาะ รัฐธรรมนูญก็เป็นการสนองตอบต่อชนกลุ่มนั้น อันนี้ก็เป็นหลักการทั่ว ๆ ไป เพราะฉะนั้น การที่ตั้ง สสร. ขึ้นมาเราก็ต้องการให้ สสร. ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ยึดโยงกับการเมือง เราต้องการ สสร. เลือกตั้งหรือแม้กระทั่งสรรหานั้นควรจะถูกกันออกจากนักการเมือง เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเป็นร่างเดิมของคณะกรรมาธิการผมจึงไม่เห็นด้วย เพราะว่าท่านไม่มีข้อที่กัน สสร. ออกจากการเมืองเลยแม้แต่ข้อเดียว ตรงนี้ละครับเป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้น ท่านก็จะได้ สสร. โดยเฉพาะ สสร. ส่วนใหญ่ ๗๗ คนที่ยึดโยงกับการเมือง เมื่อยึดโยงกับ การเมืองมันก็กลายเป็น สสร. ที่สั่งได้ เพราะ สสร. ที่สั่งได้เพราะว่า สสร. จากการเลือกตั้ง มันก็ต้องมีฐานทางการเมือง เพราะฉะนั้นมันก็หนีไม่พ้นว่า สสร. ก็จะอยู่ภายใต้อาณัติ การควบคุมของรัฐบาลหรือก็คือเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาแห่งนี้ มันก็จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองที่คุมเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาแห่งนี้ หรือ กลายเป็นรัฐธรรมนูญของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลต้องการอย่างไร รัฐธรรมนูญก็จะต้องออกแบบมา เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ผมจึงรับไม่ได้ การที่พวกเราหลาย ๆ คนพยายามที่จะ แปรญัตติให้มี สสร. จำนวนที่มากขึ้นตั้งแต่ ๑๒๕ คน ตั้งแต่ ๑๕๐ คน ตั้งแต่ ๒๐๐ คน แม้กระทั่ง ๓๗๕ คน เพราะต้องการให้มันหลบไปจากการควบคุมทางการเมือง เพราะว่า ถ้าทางการเมืองควบคุม สสร. ได้ รัฐบาลควบคุม สสร. ได้ มันก็จะเป็น สสร. ที่สั่งได้ ดังนั้น การที่เราเสียเวลาพูดกันมา ๒-๓ วัน ก็คือว่าเราต้องการหลบออกไปจากการเมืองให้มันเป็น รัฐธรรมนูญของประชาชน ท่านประธานครับ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ได้อภิปรายไปแล้วก็ บอกว่ารัฐธรรมนูญควรจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภา ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของรัฐบาลหรือของพรรคการเมือง แต่ควรจะเป็นรัฐธรรมนูญของทั้ง เสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อย ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นรัฐธรรมนูญของทั้งเสียงส่วนใหญ่ และเสียงส่วนน้อยมันก็จะได้รับการยอมรับจากเสียงส่วนน้อย แต่ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญนั้น เป็นรัฐธรรมนูญของเสียงส่วนใหญ่มันได้รับการปฏิเสธจากเสียงส่วนน้อย ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญนั้นไม่ยั่งยืน ถ้าหากว่าเปลี่ยนขั้วทางการเมืองก็มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งตรงนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องสะดุด แล้วก็จะต้องถอยหลังก้าวใหญ่ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะฉะนั้นผมจึงแปรญัตติเพิ่มและสงวนในมาตรา ๒๙๑/๓ (๔) และ (๕) ขึ้นมาให้เป็น ข้อต้องห้ามในการสมัคร สสร. (๔) ก็คือห้ามเป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรง ตำแหน่ง ส.ส. ส.ว. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และมาตรา ๒๙๑/๓ (๕) ห้ามเป็น สมาชิกพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมือง หรือเคยดำรงตำแหน่ง และพ้นจากการดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกินสามปีนับถึงวันสมัคร รับเลือกตั้ง เพื่อป้องกันรัฐบาลไม่ให้โดนข้อครหาว่าเตรียมคนของพรรคเข้ามาเป็น สสร. แล้วก็เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นไปอย่างที่ตัวเองต้องการ ท่านประธานครับ การที่ ผมเพิ่มมาตรา ๒๙๑/๓ (๔) และ (๕) ขึ้นมานี่ ก็ด้วยเจตนาที่ดีกับทางกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ผมมีเจตนาที่ดีกับรัฐบาลว่าท่านออกแบบข้อต้องห้ามของ สสร. เลือกตั้งให้ห่างไกลออกจาก การเมืองได้ไหมนะครับ ถ้าหากว่าท่านเพิ่ม (๔) และ (๕) นี้ขึ้นมาก็สามารถที่จะพูดได้ว่า ท่านไม่ได้ยึดโยงกับการเมือง มันก็จะไม่กลายเป็นรัฐธรรมนูญของนักการเมือง หรือไม่ใช่ รัฐธรรมนูญของรัฐบาลหรือของพรรคเพื่อไทย เพราะว่าในขณะนี้จากการที่ท่านผ่าน ๗๗ คน บวก ๒๒ คน คือเลือกตั้ง ๗๗ คนบวกสรรหา ๒๒ คนมันเห็นได้ชัดเจนว่าท่านสามารถ ควบคุม สสร. ได้ทั้งหมด เราอาจจะต้องไปพูดถึง ๒๒ คนสักเล็กน้อยว่าใน ๒๒ คนของ สสร. สรรหา ท่านสามารถสั่งได้หมดอยู่แล้ว เนื่องจาก สสร. สรรหาผลสุดท้ายมันอยู่ที่การคัดเลือก ของรัฐสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้คัดเลือก สสร. สรรหา ไม่ว่าทาง มหาวิทยาลัยหรือว่าทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะส่งคนเข้ามาอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น ผู้มีประสบการณ์ หรือเคยมีการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไรก็ตาม แต่ว่าถ้าหากว่าไม่ใช่คน ของพรรคเสียงส่วนใหญ่ที่คุมรัฐสภาแห่งนี้แล้วก็ย่อมไม่ได้รับการคัดเลือก ไม่ได้รับการสรรหาจากรัฐสภาแห่งนี้ให้เข้ามาเป็น ๑ ใน ๒๒ คนที่จะเข้ามาเป็น สสร. สรรหา เมื่อวานนี้มันก็มีการอภิปรายกันมากมายว่ามันมีบุคคลหลายท่านระบุกับคนใกล้ชิดว่าตัวเอง จะเข้ามาเป็น สสร. สรรหาอย่างแน่นอน แล้วก็มีการเอ่ยชื่อด้วย ผมขออภัยที่ไม่สามารถที่จะ เอ่ยชื่อ ณ ที่นี้ได้ แต่ว่าเป็นที่รู้กันในหมู่พวกผมหลาย ๆ คน รู้ว่าใครบางคนจะเข้ามา เข้ามา เพื่อควบคุมแล้วก็ชี้ทางของรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเฉพาะมีความเชื่อกันอย่างมาก ๆ ว่า สสร. สรรหาทั้ง ๒๒ คนนั้น หรือแม้กระทั่งบางคนใน สสร. สรรหา ๒๒ คนจะมีโอกาสได้เป็น กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้มันเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นในกรณีที่เรามีออกแบบ สสร. สรรหา ๒๒ คน มาจากการคัดเลือกของรัฐสภา มันจึงเห็นได้ชัดว่าพรรคที่คุมเสียง ส่วนใหญ่ในรัฐสภาสามารถที่จะบริหารจัดการ สามารถที่จะควบคุม สามารถที่จะสั่ง หรือว่าชี้ หรือว่าแนะนำให้รัฐธรรมนูญเดินไปตามที่ตัวเองต้องการ โดยเฉพาะเมื่อบวกกับ สสร. เลือกตั้งในมาตรานี้ ซึ่งออกแบบมาแล้วก็ไม่ได้มีอะไรที่จะกีดกันให้ออกห่างจากการเมืองเลย แม้แต่ข้อเดียว มันก็เลยกลายเป็นว่าทางพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยซึ่งคุมเสียง ส่วนใหญ่ในรัฐสภาแห่งนี้สามารถส่งคนของตัวที่ยึดโยงกับการเมืองเข้ามาเป็น สสร. เลือกตั้งได้ เพราะว่าไม่มีข้อห้ามในมาตรา ๒๙๑/๓ เพราะว่าข้อต้องห้ามมีเพียง ๓ ข้อตามที่กล่าวไว้แล้ว ซึ่งก็เป็นข้อต้องห้ามโดยปกติของผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ตามมาตรา ๑๐๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แล้วก็เกี่ยวกับข้าราชการซึ่งไม่มีข้อใดเลยที่จะบอกว่า เขาห้ามที่จะมาเกี่ยวข้องกับทางการเมือง เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมอยากจะฝาก ผ่านท่านประธานถึงประธานคณะกรรมาธิการด้วยว่าท่านช่วยพิจารณา เพราะว่าผมเองก็ได้ มีโอกาสพูดกับกรรมาธิการบางคนแล้วว่าในกรณีนี้เราควรจะทำให้ สสร. ที่เราคัดเลือก เข้ามาแล้วก็จะมาเขียนรัฐธรรมนูญ ซึ่งควรเป็นกฎหมายที่สำคัญที่สุดของประเทศนั้น ทำอย่างไรถึงจะได้ถูกกันออกจากนักการเมือง แล้วทำอย่างไรที่จะไม่ได้ยึดโยงกับการเมือง เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดที่ผมนึกได้ก็คือว่าควรจะเขียนข้อต้องห้ามเพิ่มเข้ามา ๒ ข้อคือ (๔) และ (๕) ตามที่กล่าวมาแล้ว เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าถ้าทำอย่างนี้ก็จะทำให้เราจะได้ สสร. ที่แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ สสร. ในอุดมคติตามที่พูดกันมา แต่อย่างน้อยก็สลัดภาพของ พรรคการเมืองที่สามารถควบคุมตรงนี้ได้ และ (๔) และ (๕) ที่ผมเสนอขึ้นมานั้นก็เป็น คุณสมบัติในการเลือก ส.ว. ปี ๒๕๔๓ นั่นเอง เพราะฉะนั้นผมอยากจะวิงวอน ผ่านท่านประธานนะครับว่าขอได้โปรดให้กรรมาธิการเสียงข้างมากช่วยพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าสิ่งที่ผมเสนอขึ้นมาก็ด้วยความปรารถนาดีต่อกรรมาธิการเสียงข้างมาก ด้วยความปรารถนาดีต่อรัฐบาลแล้วก็พรรคเพื่อไทยซึ่งคุมเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาแห่งนี้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกรรมาธิการ ที่สงวนความเห็นกรุณาช่วยยกมือด้วยนะครับ เชิญท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อคืนนี้ ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๒ ซึ่งสาระสำคัญที่ผมได้อภิปรายต่อท่านประธานเมื่อวานนี้ก็คือต้องเปิดกว้างเพื่อให้ สสร. ทุกภาคส่วน ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกอายุ ทุกภาคอาชีพ ได้มีส่วนเข้ามาเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้มากที่สุด และผมก็ได้กราบเรียนท่านประธานว่าผมถึงตัดจากอายุ ๓๕ ปีของร่าง คณะรัฐมนตรีมาเป็น ๑๘ ปีบริบูรณ์ ผมตัดแม้กระทั่งว่าไม่จำเป็นต้องมีภูมิลำเนา ไม่จำเป็นต้องมีทะเบียนบ้านหรือประวัติการศึกษาอยู่ในจังหวัดใด เพราะ สสร. นั้น คือตัวแทนของปวงชนชาวไทย ไม่ใช่ตัวแทนของจังหวัดหรือท้องถิ่น และไม่ใช่ตัวแทนของ ภูมิภาค แต่ต้องมาทำหน้าที่โดยยึดถือผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ โดยไม่คำนึงถึงภาค โดยไม่คำนึงถึงจังหวัด และนั่นคือที่มาที่ผมได้เสนอท่านประธานเมื่อวานนี้ในมาตรา ๒๙๑/๖ ก็เสียดายครับ ที่ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่จะพยายามหยิบยกให้กับที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ด้วยเหตุด้วยผลถึงที่มาของการแปรญัตติ ในเรื่องอายุก็ดี ในเรื่องที่มาของ สสร. ตามภูมิลำเนาก็ดี ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากที่ประชุมรัฐสภา และในมาตรา ๒๙๑/๓ ครับท่านประธาน เป็นเรื่องที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีนั้น ได้เสนอในมาตรา ๒๙๑/๓ ดังนี้ครับ เนื่องจากมีพี่น้องประชาชนที่ติดตามการถ่ายทอดการประชุมรัฐสภาอยู่ในขณะนี้ ถ้าเราไม่บอกให้พี่น้องประชาชนได้ทราบว่ากำลังแก้ไขอะไร ก็จะทำให้พี่น้องประชาชนจะเข้าใจ และติดตามรับฟังด้วยความลำบาก เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตที่จะเรียนท่านประธาน ในเบื้องต้นว่าในมาตรา ๒๙๑/๓ บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑)

(๑) เป็นบุคคลซึ่งมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๖) (๗) (๙) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔)

(๒) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้าง ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

(๓) เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมือง

(๔) ซึ่งผมได้ขอแปรญัตติเพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งผมจะได้กราบเรียนท่านประธาน ต่อไป

ประเด็กแรก ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าผมมีความรู้สึกว่า ต้องเปิดกว้างให้กับคนที่สนใจและตั้งใจที่จะเข้ามาทำหน้าที่ สสร. ให้มากที่สุด ให้ฐานของคน ที่จะมาเป็น สสร. นั้น เปิดกว้างอย่างแท้จริงเพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทย ของคนทั้งประเทศ แล้วก็จะได้ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น เมื่อมาถึงมาตรานี้ครับท่านประธาน เมื่อเปิดกว้างมากที่สุดแล้ว แต่ในขณะเดียวกันครับ ต้องพยายามปิดกั้นให้คนที่ไม่ดี คนที่มีมลทิน คนที่เราคิดว่าอาจจะเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก่อให้เกิดความเสียหาย ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนทั้งประเทศ จึงต้อง มีมาตรการที่จะกันบุคคลเหล่านี้ออกจากการเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยกำหนดบุคคลต้องห้ามเหมือนกับที่กำหนดไว้ ในกรณีของคนที่จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่าน มาตรา ๑๐๒ ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนะครับ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ทราบว่า บุคคลต้องห้ามที่ไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. และมาห้ามไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สสร. นั้นมีใครบ้าง

(๑) ติดยาเสพติดให้โทษ

(๒) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย ทุจริต

(๓) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๑๐๐ (๑) (๒) หรือ (๔)

(๑) ลักษณะต้องห้าม ก็คือไม่มีสัญชาติไทยโดยการกำเนิด

(๒) มีอายุต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง และ

(๓) ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งซึ่งมีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้นะครับ ผมจะไม่อ่านเพราะว่าจะไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้ง สสร.

(๔) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล

(๕) เป็นวงเล็บที่มีปัญหาครับ เนื่องจาก ครม. ได้ตัด (๕) ออกจากร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญที่เสนอต่อรัฐสภา (๕) มีข้อความดังนี้ครับท่านประธาน

(๕) เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันกระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ และนอกจากนั้น ก็เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ก็คือ

(๖) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ

(๗) เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มผิดปกติ

(๘) ซึ่งทางมติของ ครม. เสนอนั้นได้ตัดออกไป แต่ว่าไปเพิ่มอยู่ใน (๒) ของ มาตรา ๒๙๑/๓ ซึ่งก็คือเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการ การเมือง

(๙) เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

(๑๐) ซึ่งก็ตัดออกไปนะครับ แต่ว่าไปเพิ่มความในวงเล็บถัดมา ซึ่งกระผมก็จะ ขออนุญาตเอ่ย ก็คือเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกที่ยังสิ้นสุด ไม่เกินสองปี แต่ได้ตัดข้อความนี้ออก แล้วไปใส่ไว้เป็นว่า เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองต้องห้ามไม่ให้ลงสมัคร สสร.

(๑๒) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งก็คือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องห้ามในการที่จะ มาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร.

(๑๓) อยู่ในระหว่างต้องห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา ๒๖๓ และ (๔) คือ เคยถูกวุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง

กระผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าเราจะต้องพยายามที่จะสกัดกั้นคนที่ เราคิดว่าถ้ามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญแล้วจะทำให้รัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้เป็นไปตาม ความต้องการอย่างแท้จริงของพี่น้องประชาชน ซึ่งในลักษณะที่ผมกราบเรียนมาทั้งหมด ถ้าท่านประธานได้ฟังตามที่ผมได้พูดไป พวกเราก็คงจะมีความเห็นด้วย แล้วก็คล้อยตาม เพราะบุคคลเหล่านี้คงต้องพิสูจน์ตัวเองพอสมควรว่าเมื่อเข้ามาเป็น สสร. แล้ว จะสามารถ ทำหน้าที่ได้อย่างดี อย่างเช่น คนติดยาเสพติดให้โทษก็ดี บุคคลล้มละลายก็ดี หรือเป็นบุคคล ล้มละลายทุจริต เป็นคนที่ถูกคำพิพากษาจำคุกของหมายศาล เป็นคนถูกไล่ออก ปลดออก ให้ออก จากราชการ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ เป็นคนที่เคยมีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็น ของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือทรัพย์สินเพิ่มผิดปกติ อย่างนี้ผมเชื่อว่าพี่น้อง ประชาชนที่ได้เห็นร่างของคณะรัฐมนตรีก็คงจะเห็นด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราไม่สบายใจ วันที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่สภา ก็คือ ท่านไปตัด (๕) ออก ผมได้ลุกขึ้นมาอภิปราย ในวาระที่หนึ่ง รับหลักการว่าท่านตัด (๕) ออกไปด้วยเหตุผลอะไร เพราะ (๕) นั้น เราใช้ สำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. การเลือกตั้ง ส.ว. และผมเข้าใจว่าน่าจะรวมไปถึงการเลือกตั้ง ผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นด้วย ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ใน (๕) ครับ ท่านประธาน เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ผมถามอีกครั้งหนึ่ง ในชั้นประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าท่านตัด (๕) ไปได้อย่างไร ผมใช้คำนี้ครับ ท่านประธาน ผมบอกว่า นายแน่มาก แน่มากที่กล้าตัด (๕) โดยไม่สนใจความรู้สึกของพี่น้อง ประชาชนว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่ออยู่ ๆ เราใช้กติการะเบียบในการเลือกตั้งคนที่จะมา ทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติก็ดี เป็นวุฒิสภาก็ดี หรือเป็นบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ ทางการเมืองก็ดี เราไม่อนุญาตให้คนเหล่านี้เข้ามา แต่พอจะมี สสร. ท่านตัด (๕) อยู่ ๆ ท่านจะตัดผมเชื่อว่าท่านต้องมีเหตุผล และมันก็สอดคล้องกับในสถานการณ์ปัจจุบันว่าขณะนี้มันมีกระบวนการซึ่งปฏิเสธไม่ได้ครับ ท่านประธานว่ามีกระบวนการที่จะล้างโทษ ล้างผิดให้กับคนที่ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง เพราะฉะนั้นผมถึงต้องถามคณะกรรมาธิการวิสามัญให้ตอบครับว่าทำไมเหตุผลอะไรท่านถึง ไปยกเว้น (๕) ท้ายที่สุดครับ ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่พูดกันในลักษณะที่ว่าแล้วทำไมต้อง เป็น ๕ ปี ทำไมไม่เป็น ๓ ปี ทำไมไม่เป็น ๒ ปี หรือทำไมไม่เป็น ๑ ปี ซึ่งเรื่องนี้ครับ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ โดยเฉพาะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยอย่างพวกผมนี่ ได้ลุกขึ้นต่อสู้แล้วก็ยกขึ้นเป็นประเด็นเพื่อที่จะให้ทางรัฐบาลในฐานะเจ้าของร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญได้ตอบ แต่ท้ายที่สุดไม่มีคำตอบ เราก็คิดว่าท่านก็ยังคงดึงดันที่จะเอาความเห็น อย่างนี้ผ่านเข้ามาสู่การพิจารณาในวาระที่สอง แต่ต้องขอบคุณนะครับ ที่ท้ายที่สุด กรรมาธิการวิสามัญท่านก็คงจะต้องมีอะไรดลใจท่านพอสมควรว่า (๕) ถ้าท่านไม่ได้ใส่กลับ เข้ามาผมเชื่อว่าท่านตอบสังคมลำบาก ท่านมีเรื่องที่จะต้องตอบสังคมมากมายนะครับ ในวันนี้ผมเชื่อว่าทุกจุด ทุกประเด็นของการพิจารณารัฐธรรมนูญท่านตอบสังคมไม่ไหวละครับ ว่าความบริสุทธิ์ใจ การที่จะทำให้มี สสร. และการที่ทำให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ ท่านต้องการมันมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ ผมเชื่อว่า วันนี้ท่านตอบไม่ไหว เพราะฉะนั้นประเด็น (๕) ผมเชื่อว่าท้ายที่สุดท่านก็คงคิดว่าไม่มีคำตอบ ที่จะตอบสู่สังคมว่าอยู่ ๆ ไปตัด (๕) ออก เพื่อใคร เพื่ออะไร แล้วจะทำให้ได้ สสร. ที่มีคุณภาพจาก (๕) ได้อย่างไรว่าคนที่มีโทษในคดีอาญาถูกจำคุกไม่เกิน ๕ ปี ที่เราใช้กันเป็น บรรทัดฐานมาตลอดนี่อยู่ ๆ ทำไมวันนี้คนประเภทนี้ถึงมีความสำคัญที่จะมาเป็น สสร. เมื่อ กรรมาธิการไม่ตอบ แต่ท้ายที่สุดกรรมาธิการก็ได้มีมติเสียงข้างมากให้นำ (๕) กลับมา ผมก็ ต้องขอบคุณครับท่านประธานว่าหลักของบ้านเมืองผมก็ยังเชื่อว่ายังพอมีอยู่ เมื่อท่านได้เห็น ความถูกต้องชอบธรรม และท่านได้นำ (๕) กลับมา ทำให้บรรทัดฐานของหลักนิติรัฐ นิติธรรม ซึ่งปัจจุบันนี้มันแทบจะไม่มีเหลืออยู่ในสังคมไทยนี่ มันก็พอจะเห็นริบหรี่ ๆ ว่า ในความมืดมนของสังคมนั้น มันก็อาจจะยังมีความหวังอยู่เล็ก ๆ น้อย ๆ ว่ามันยังมี ความถูกต้องเกิดขึ้นในสังคมบ้างพอสมควร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็คือ เมื่อกรรมาธิการได้ตัดสินใจเพิ่ม (๕) ขึ้นมา ผมก็ต้องกราบขอบพระคุณ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานต่อไปก็คือว่าเราพูดจากันมากครับว่าเรามีความจำเป็นขนาดไหน ถึงขนาดที่ต้องล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับเก่า คือ ฉบับปี ๒๕๕๐ เพียงเพื่อให้สนองตอบโจทย์ ของรัฐบาลที่ไปพูดจาขณะหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีดี ไม่ดี แน่นอนครับ มันไม่มีสิ่งไหนที่มันจะดีทั้งหมด หรือมันเลวทั้งหมด แต่ว่าวิธีการแก้ไขทั้งฉบับโดยท่านไม่ได้ดู สาระสำคัญที่มันมีส่วนที่ดี น่าที่จะมีการปรับปรุงเพิ่มเติม แต่ส่วนไหนไม่ดีท่านก็อาจจะเสนอ ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่วนนี้ผมเคารพ แต่ท่านก็ไม่ทำ แต่ท่านใช้วิธีที่จะล้มล้าง รัฐธรรมนูญฉบับเก่า ซึ่งขณะนี้ก็เป็นปัญหาของสังคมพอสมควร วันนี้มีพี่น้องประชาชน ทุกภาคส่วน นักวิชาการเกือบทุกแห่งที่มีความไม่สบายใจว่าวันนี้เสียงข้างมากกำลังแสดง ให้เห็นว่าเสียงข้างมากจะทำได้ทุกอย่าง ทำแม้กระทั่งสิ่งที่คิดว่าไม่มีใครคิดจะทำหรือใคร กล้าจะทำก็จะทำให้ดู พยายามที่จะพูดว่าเสียงข้างมากคือความถูกต้องของสังคม แน่นอนครับ ท่านประธานครับ เมื่อเราอยู่ในระบบกติกา ในระบอบประชาธิปไตย พวกผมเป็นเสียงข้างน้อย ผมก็ต้องใช้เวทีตรงนี้ละครับ ที่จะกราบเรียนข้อเท็จจริงไปยังเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ไปยังพี่น้อง ประชาชนว่าท้ายที่สุดคนที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนมาทำหน้าที่ในรัฐสภาแห่งนี้ ก็คือ ตัวแทนเท่านั้นไม่มีสิทธิที่จะไปตัดสินใจ ไม่มีสิทธิคิดว่าเมื่อเขามอบอำนาจมาแล้วผู้แทน ของปวงชนที่นั่งอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้จะมีสิทธิทำทุกอย่าง โดยไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้อง และชอบธรรม นี่คือสิ่งหนึ่งที่ระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่สวยงาม พรรคฝ่ายค้านก็มีสิทธิที่จะแสดง ความคิดเห็น มีสิทธิที่จะเสนอมุมมอง เสนอความคิดเห็นและข้อเท็จจริงให้พี่น้องประชาชน และสมาชิกรัฐสภาได้ปรากฏ สิ่งหนึ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานมาตลอดก็คือ ถ้าเรา ตั้งธงว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนและเพื่อให้เป็น รัฐธรรมนูญที่มีความสวยงาม สะอาด หมดจด ไม่ได้มีสิ่งอื่นเคลือบแฝง ไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญ มาเพื่อผลประโยชน์อื่นใดของใครคนใดคนหนึ่งหรือพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็น การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ผมถึงต้องเพิ่มมาตรา ๒๙๑/๓ เป็น (๔) ซึ่งผมได้ระบุไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน (๔) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือเคยเป็น สมาชิกพรรคการเมืองแล้วยังไม่เกิน ๕ ปี ผมมีความจำเป็นจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมเป็น นักการเมืองคนหนึ่ง ผมมีความไม่สบายใจที่เขียน (๔) นี้ลงในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๓ เพราะนั่นหมายถึงผมกำลังเขียนในสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ ผมเป็นนักการเมือง แต่ผมกลับไม่มี ความสบายใจที่คนเป็นนักการเมืองจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันผิดกับ ความรู้สึกในใจพอสมควรครับ แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติและพี่น้อง ประชาชน ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าวันนี้ความขัดแย้งในบ้านเมืองก็คือปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมือง ถ้าวันนี้เราลองหยิบเอานักการเมือง เอาพรรคการเมืองออกจากสมการความขัดแย้ง ของสังคม ออกจากความขัดแย้งของรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปได้ครับ เดินไปได้ ถ้าไม่มีใครมาครอบงำ ไม่มีใครมาชี้นำ และไม่มีใครมาคอยที่จะกำกับให้ สสร. เดินไปตามทิศทางที่มีใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต้องการ ผมเชื่อว่าท้ายที่สุด คนที่เป็นคนไทยโดยกำเนิด คนที่มีความรักผืนแผ่นดินไทยก็จะร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ เกิดประโยชน์ความผาสุกกับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ผมจึงเห็นว่าวันนี้เวทีของ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่ใช่เวทีของนักการเมือง ต้องไม่ใช่เวทีของพรรคการเมือง แต่ต้อง เป็นเวทีของพี่น้องประชาชนเท่านั้น เราทำเรื่อง ทำผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน ตามภาระหน้าที่ แต่ถ้าสิ่งนี้มันจะเกิดประโยชน์สูงสุด เราก็น่าที่จะแสดงความใจกว้าง แสดงความบริสุทธิ์ใจให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นว่าวันนี้เมื่อต้องการที่จะมีรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนจริง ๆ นักการเมืองถอยออกมา ๒ ก้าว เราให้กำลังใจให้กับคนที่จะเป็น ตัวแทนของพี่น้องประชาชนได้เข้ามาทำหน้าที่โดยไม่มีธง โดยไม่มีจุดหมาย แต่บอกกับคนที่ จะเป็น สสร. ต่อไปว่าร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็แล้วแต่รักษาสิทธิเสรีภาพของคนไทย ให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ให้ได้รับการรับรองจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ และให้นึกถึงผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง ผมเชื่อว่าถ้าเราหยิบยกพรรคการเมือง และนักการเมืองออกมาจาก สสร. ได้ ท่านประธานอยากเห็นภาพนั้นไหมครับ ผมเชื่อว่าจะมี ภาพสวยงาม การทำงานที่สวยงาม แล้วก็ท้ายที่สุดเราจะได้รัฐธรรมนูญที่สวยงามที่เป็นของ พี่น้องประชาชนจริง ๆ (๕) ครับท่านประธาน ผมมีความไม่สบายใจว่าคนเป็นนักการเมือง มีผลประโยชน์แอบแฝงกับรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเมื่อออกมาแล้วมันสามารถ เอื้อประโยชน์ที่จะให้กับคนที่เป็นนักการเมืองได้มากที่สุด ในสังคมนี้ท่านประธานไม่ปฏิเสธ หรอกครับ คนไทยทั้งประเทศกี่คนครับที่มีโอกาสใช้รัฐธรรมนูญ คนที่เรียกร้องและหยิบฉวย และฉกฉวยการใช้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญมากที่สุดก็คือนักการเมือง พี่น้องประชาชน หาเช้ากินค่ำ แทบจะไม่ได้มีโอกาสที่จะหยิบยกรัฐธรรมนูญมาเลยครับ แต่ท้ายที่สุด คนเป็นนักการเมืองและพรรคการเมืองใช้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตัวเอง เพื่อประโยชน์ ของพรรคพวกเพื่อนฝูง พรรคการเมืองและคนที่ตัวเองสนับสนุน เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียน ท่านประธานว่าถ้าเราต้องการให้มิติใหม่ของรัฐธรรมนูญมันเดินหน้าได้ด้วยความสุจริต ท่านลองดูสิครับ ให้ประชาชนจริง ๆ เขามาทำหน้าที่โดยไม่มีใครเป็นหุ่นเชิดหรือชักใย อยู่เบื้องหลัง

ประเด็น (๕) ท่านประธานครับ ไม่สบายใจเหมือนกันครับ ที่เหมือนกับไป ลิดรอนสิทธิของคนอื่นซึ่งเขาอยู่ดี ๆ กลับถูกรัฐธรรมนูญมาจำกัดขีดกั้นสิทธิของเขาไม่ให้ มาเป็น สสร. ผมไม่สบายใจครับท่านประธาน ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายคนหนึ่ง การที่จะ ไปเขียนกฎหมายเพื่อที่จะจำกัดสิทธิของบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งถ้าโดยทั่วไปเราจะเรียกกัน แล้วเขาก็ไม่ได้มีความผิดอะไรมากมาย แต่ว่าวันนี้เมื่อสังคมมีความไม่สบายใจ มีความ หวาดระแวงว่าคนที่เป็นพรรคการเมือง คนที่เป็นนักการเมือง คนที่ใกล้ชิดนักการเมือง คนที่ อยู่ในครอบครัวนักการเมือง ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกันกับนักการเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อจะให้มันบริสุทธิ์จริง ๆ ก็ต้องกล้าตัดสินใจที่จะยอมที่จะเขียนบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญเพื่อยอมเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของประเทศ ผมจึงเขียนใน (๕) เป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน เป็นบิดามารดา คู่สมรส พี่น้อง และบุตรของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง บอกตรง ๆ ครับท่านประธานไม่สบายใจเลยครับ เพราะเขียนมาตรานี้ลงไปแล้ว ผมเชื่อว่ามีคนที่มีผลกระทบกับ (๕) ที่ผมเขียนไป อย่างน้อย ๆ เป็นหลักพัน หลักหมื่นคน ซึ่งคนเหล่านั้นอาจจะไม่ได้ทำผิดอะไรเลย อาจจะเป็น สสร. ที่ดีด้วยซ้ำไป แต่เพื่อให้สังคม ปราศจากความระแวงสงสัย ให้สังคมได้เดินหน้าโดยคิดว่านี่คือวิธีการที่ดีที่สุด บางครั้งเรา ต้องยอมเสียสละสิ่งเล็กน้อยเพื่อรักษาสิ่งใหญ่ไว้ เพื่อรักษาบ้านเมืองเอาไว้ เพราะฉะนั้น ผมกราบขออภัยที่ผมได้แปรญัตติใน (๕) ซึ่งอาจจะไปตัดสิทธิบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นคนที่อาจจะมีความตั้งใจในการที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยากจะเป็น สสร. ที่ดี แต่ถ้า (๕) ผ่านไป ท่านถูกจำกัดสิทธิ เพราะว่าวันนี้สังคมไม่ค่อยมีความสบายใจ หรือหวาดระแวงกับนักการเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้สึกว่าเขาหวาดระแวงเราก็อยากที่จะ ให้สังคมเดินหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยที่ไม่มีความสงสัยและหวาดระแวงอีกต่อไป ผมจึงจำเป็นต้องระบุไว้ใน (๕) ที่จะตัดบิดา มารดา คู่สมรส พี่น้อง และบุตรของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง ออก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าที่ประชุมแห่งนี้ได้พิจารณา การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหลายวัน หลายท่านที่ติดตามการทำหน้าที่ที่มีความเข้าใจว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญ แต่หลายท่านอาจจะมีความรู้สึกว่าเมื่อเปิดมาดูก็เห็นนักการเมืองลุกขึ้นพูด ลุกขึ้นอภิปราย หลายท่านอาจจะเบื่อ แต่ผมเรียนท่านครับว่าประเทศชาติ สังคม จะต้องนำ ข้อเท็จจริงและความจริงที่จะเปิดเผยให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้มีความรับรู้ ได้มีความสนใจ มากที่สุด ผมไม่สบายใจครับ ที่โพล (Poll) ออกสำรวจพี่น้องประชาชน ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่เคยอ่านบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเลย แต่ในขณะเดียวกันกลับมีความเห็นที่รัฐบาลอ้างว่า ประชาชนจำนวนมากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นนี้คือโอกาสเดียวครับ ที่จะทำให้ รัฐธรรมนูญเป็นที่เข้าใจของพี่น้องประชาชน เพราะการอ่านรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ ท่านประธาน เป็นบทบัญญัติเป็นข้อความทางกฎหมาย มีลักษณะของการตีความการเขียน ซึ่งมีนัยสำคัญทางกฎหมาย ถ้าคนที่ไม่ได้มีความรู้ทางกฎหมายอ่านแล้วเข้าใจลำบาก ท่านได้ ใช้โอกาสนี้ละครับ ที่จะได้ฟังและทำความเข้าใจกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าที่บัญญัติไว้ มีเจตนารมณ์และมีความต้องการอย่างไร ทำไมถึงมีความคิดที่จะแก้ ทำไมอีกส่วนหนึ่งถึงเห็นว่า ยังไม่ต้องแก้ ท่านใช้โอกาสนี้แล้วท่านจะได้เดินหน้าเรียนรู้ประเทศไทยไปด้วยกัน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ถ้าพี่น้องประชาชนไม่ได้ให้ความสำคัญ ท้ายที่สุด ก็จะถูกหยิบยกมาเป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง ของนักการเมือง เพราะผลประโยชน์ ในการหยิบฉวยรัฐธรรมนูญนั้นมันมีอีกมากมายครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมจึงไม่สบายใจ ที่วันนี้ต้องกราบเรียนตรง ๆ ว่าอาจจะต้องไปตัดสิทธิคนบางคน นักการเมือง แล้วก็คนที่ อยู่ในแวดล้อม คนที่มีความสัมพันธ์กับนักการเมืองเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เดินหน้าได้ ให้เป็นรัฐธรรมนูญสีขาวสำหรับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนครับ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิรัช ร่มเย็น ครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยครับ ท่านประธานครับ สำหรับมาตรานี้ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๓ ผมได้ขอสงวนความเห็นไว้นะครับ ขออนุญาตท่านประธาน ขออนุญาตอ่านมาตรานี้ไป ๑ รอบก่อนนะครับ สำหรับมาตรา ๒๙๑/๓ เป็นมาตราที่กำหนดผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๓ ในร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งก็เป็นร่างที่รับมาจาก ครม. นะครับ มาตรา ๒๙๑/๓ กรรมาธิการเสียงข้างมากยังคงไว้ ยกเว้น (๕) ที่นำมาใส่ไว้ในภายหลัง บุคคล ผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) (๑) เป็นบุคคลซึ่งมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) ร่างเดิมนั้น ไม่มี (๕) นะครับ ร่างปัจจุบันมี (๕) (๖) (๗) (๙) (๑๒) (๑๓) และหรือ (๑๔) (๒) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ (๓) เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมือง กระผมเห็นว่าบัญญัติไว้เพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอครับ เนื่องจากว่าในการร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอำนาจสิทธิขาดของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าสภานี้ผ่านร่างแก้ไขฉบับนี้ไปแล้วรัฐธรรมนูญบังคับใช้ เราก็จะมีสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต แปรญัตติเป็น (๔) เพิ่มเติมไปนะครับ (๔) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิก พรรคการเมืองแล้วยังไม่เกิน ๓ ปี (๕) เป็นบิดา มารดา คู่สมรส พี่น้องและบุตรของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สำหรับ (๔) นั้น ผมคิดว่าบรรดาสมาชิกพรรคการเมืองหรือว่า เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ว่าพรรคไหนก็ตามและลาออกมาแล้วแต่ยังไม่เกิน ๓ ปี คือให้ห่างพรรคเกิน ๓ ปี ถ้ายังไม่ห่างพรรคเกิน ๓ ปี ไม่ควรที่จะอาสาเข้ามาเป็น สสร. ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วการร่างรัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดก็เป็นอำนาจสำคัญ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา แต่ทำไมเขาไม่ให้เราร่าง เหตุผล ผมได้กล่าวไปในหลายมาตราแล้ว พูดกันมาตลอดครับว่าผู้ใดชนใดร่างกฎหมายก็เพื่อ ชนนั้น นี่เป็นข้อหวั่นเกรงของสังคม ของประชาชน เพราะฉะนั้นเมื่อหลายปีที่ผ่านมาครับ การร่างรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการร่างรัฐธรรมนูญนั้น เราจึง มอบหมายให้กับผู้ที่เราคิดว่าน่าจะเป็นคนที่เป็นกลาง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ไม่มา ผูกโยงกับพรรคการเมือง หรือว่าในอดีตเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่บัดนี้ได้ห่างไปแล้ว ก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละท่าน แต่ละคน หลายท่านก็บอกว่าสัก ๑ ปี บางท่านก็บอกว่า สัก ๕ ปีเลย ต้องห่าง เหมือนคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา แต่ผมเห็นว่าสัก ๓ ปี น่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสมตามความเห็นของผม ซึ่งก็ฝาก ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วย อย่างที่เมื่อคืนนี้ผมได้ฝากไว้ว่าอะไรก็ตามที่ท่านกลับไปแล้ว ไปนอนหลับ จะหลับเต็มตาหรือไม่ก็ตาม แล้วก็ฝันดีกลับมาที่สภาก็มาทำตามที่สมาชิก ด้านล่างนี้ได้นำเสนอ สำหรับ (๕) ก็ชัดเจนอยู่แล้ว เป็นบิดา มารดา คู่สมรส พี่น้อง และบุตร ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตรงนี้คำอธิบายก็น่าจะชัดเจนแล้ว ตัวหนังสือ ตัวอักษร ก็บอกแล้วว่าท่านเหล่านี้ไม่ควรเข้ามาละครับ เพราะกฎกติกาสำคัญที่สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. มีหน้าที่ต้องไปทำนั้น จริง ๆ ก็ไปวางกติกา วางกฎเกณฑ์ สำหรับในการให้นักการเมืองได้ดำเนินการ เพราะฉะนั้นผมนำเรียนท่านประธานว่า (๔) และ (๕) นั้น คือสิ่งที่น่าจะต้องมี แล้วก็ขอถามไปยังกรรมาธิการเสียงข้างมาก จริง ๆ มีการอภิปรายกันมากครับ ในการประชุมคณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งนำโดยท่านประธาน สามารถ แก้วมีชัย ขอประทานอภัยต้องเอ่ยนาม ประชุมกันมาก ให้เหตุผลกันมาก จนสื่อมวลชนบอกว่าไปช้าเหลือเกิน ทีละนิด ๆ จริง ๆ แล้วเราประชุมด้วยเหตุด้วยผล แล้วก็ ถกเถียงกัน ผมคิดว่ากรรมาธิการเสียงข้างน้อยเรามีเหตุผลในหลายข้อหลายประเด็น ผมคิดว่ามาตรานี้เป็นมาตราที่เป็นมาตราตัวอย่างได้เลย ถ้าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ปฏิบัติกับมาตราอื่น ๆ เช่น มาตรา ๒๙๑/๑ ให้เหมือนมาตรานี้ ผมคิดว่าวันนี้เราไม่ต้อง อภิปรายกันมาหลายวัน แล้วนี่มีทีท่าว่าจะเป็นวันพรุ่งนี้วันเสาร์ มะรืนนี้วันอาทิตย์ฟังมาอย่างนั้น เพราะอะไรครับ เพราะมาตรานี้ที่บอกว่าเป็นมาตราตัวอย่างก็คือ ในเรื่องของ (๕) ใน (๑) ในมาตรา ๒๙๑/๓ เพื่อนกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้แสดงเหตุ แสดงผลไปแล้วผมจะไม่ย้ำ แต่ขออนุญาตบอกว่าใน (๕) เรียนตรง ๆ นะครับ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านนะครับ มิใช่ว่าประชุมวันแรกแล้วกรรมาธิการเสียงข้างมากใจดี เห็นดี เห็นงาม เอ่ยขึ้นมาว่าเราควร จะเพิ่ม (๕) ท่านประธานครับ ขอประทานอภัยหลายท่านได้กล่าวไว้แล้วขอกล่าวอีกครั้งนะครับ (๕) เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง ๕ ปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ผมอาจจะย่นย่อครับ เพราะว่า ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก่อนหน้าผม ท่านธนา ชีรวินิจ ได้กรุณาอธิบายอย่างยืดยาวแล้ว เพียงแต่ผมตั้งข้อสังเกตที่ผมบอกว่านี่คือมาตราตัวอย่าง เพราะ (๕) กว่าที่ท่านกรรมาธิการเสียง ข้างมากจะยอมสิโรราบ จะยอมจำนน ท่านประธานครับ เรียนตรง ๆ ครับ ที่ท่านยอมนั้นพวกผม คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยพยายาม อย่าเรียกว่าหว่านล้อมเลย เกินไป เอาเป็นว่าแสดงเหตุ แสดงผลกัน หลายท่านหลายคน มาตรานี้คุยกันนาน แล้วบอกแล้วว่าไม่ใช่วันแรก ไม่ใช่ ในวาระแรกที่เริ่มประชุม เป็นการประชุมครั้งหลัง ๆ ดัวยซ้ำไป ท่านประธานครับ กรรมเป็น เครื่องชี้เจตนา ผมเรียนว่าเมื่อกี้ท่านธนาบอกขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ได้ กรุณาเออออหอหมกด้วยละ ยอม ท่านประธานครับ ผมด้วยความเคารพนะครับ ไม่ใช่คนใจดำ แต่ไม่ขอบคุณละครับ เพราะอะไรครับ ผมคิดว่านี่คือการจับได้ไล่ทัน ผมคิดว่านี่คือ คณะกรรมาธิการจนด้วยหลักฐาน เสียงข้างมากจนด้วยหลักฐานไม่รู้จะไปทิศใด ทางใดแล้ว ยอมเถอะ ผมถึงได้บอกว่าถ้าท่านนำพฤติการณ์ของท่านที่ยอมรับเอา (๕) เข้าไปใส่ไว้ใน มาตรา ๒๙๑/๓ ดังมาตรานี้ ที่อภิปรายอยู่นี้เราไม่ต้องอภิปรายยืดยาวหรอกครับ ไม่ต้องมาถึงขนาดนี้ และไม่ต้องมาถึงพรุ่งนี้ มะรืนนี้ เพราะอะไรครับ อย่างกรณีมาตรา ๒๙๑/๑ จำนวน สสร. ที่มา สสร. ถ้ากรรมาธิการเสียงข้างมากยอมเสียบ้าง ด้านบนยอมด้านล่างเสียบ้าง ฟังเหตุ ฟังผลกัน ตั้งแต่ในห้องเล็กกว่าห้องนี้คือตึกหลังชั้น ๓ นี่นะครับ ผมคิดว่าวันนี้แทบจะ จบแล้วก็ได้ อาจจะจบแล้วก็ได้การพิจารณาในวาระที่สอง แต่เมื่อท่านไม่ยอม ท่านยืนขาแข็ง ท่านไม่ไปไหนเลย ก้าวสักก้าวก็ไม่ก้าว แต่ว่าในมาตรา ๒๙๑/๓ ท่านยอมครับ ยอมเพราะว่า อย่างที่ผมเรียนแล้วนะครับ ผมเรียนแล้วว่าท่านยอมเพราะว่าไม่รู้จะไปทางไหน เราพูดด้วย เหตุด้วยผล ผมนำเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่ากรณีที่มีการแปรญัตติ ผมก็ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าใน (๔) และ (๕) ที่ผมได้เพิ่มเข้าไป อยากจะฟังคำตอบจริง ๆ อาจจะฟัง มาบ้างแล้วในห้องประชุมกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นแล้ว เอาเป็นว่าฟังไม่ถนัดอยากจะฟังที่นี่อีกสักครั้งหนึ่ง ท่านประธานครับ เหตุผลอะไรครับ ท่านมี ความคิดที่จะให้สมาชิกพรรค คือถ้าไม่ได้เขียนอะไรไว้ในวงเล็บ ไม่ได้เขียนอะไรไว้ในมาตรา ๒๙๑/๓ แปลว่าทำได้ อย่างนี้แปลว่าสมาชิกก็สามารถทำได้ใช่ไหม สมาชิกพรรคการเมืองสามารถที่ ลงสมัครได้ใช่ไหม แล้วที่บอกว่าชนใดร่างกฎหมายก็เพื่อชนนั้นจึงไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งชาวบ้านเลือกกันมา หรือมาตามกฎหมายมาตามวิธีการของกฎหมาย ทำไมไม่ให้เราร่าง และมันต่างอะไรกันที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า นอมินี มันต่างอะไรกันที่จะ ให้บรรดาสมาชิกพรรคการเมืองหรือว่าเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแล้วไม่มีกฎกติกาตั้งไว้ว่ากี่ ปี อย่างผมบอกว่าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแล้วยังไม่เกิน ๓ ปี ไม่ต่างกันเลยครับ ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนั้น ส.ส. มาร่างเองไม่ดีหรือ ส.ว. มาร่างเองไม่ดี แปลว่ารัฐสภามาร่างเองเลย นี่คือที่มาที่เราต้องยอมให้คนกลุ่มหนึ่งจำนวนหนึ่งที่เราเรียกว่า สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนำ เรียนท่านประธานเพียงเท่านี้ละครับ แต่ก็ขอร้องวิงวอนว่าถ้าเป็นไปได้ เสียงข้างมากข้างบน แม้จะมีอยู่ไม่กี่คนก็ตาม ขอความกรุณาได้ไหม รับฟังเสียงด้านล่างหน่อย และรับฟังด้วยเหตุด้วย ผลเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน อะไรที่รับได้รับเถอะครับ เวลาที่เขาตั้งกติกากัน ไว้ว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้อาจจะไม่ถึงก็ได้ แต่ถ้าท่านยังยืนขาแข็งอย่างนี้ผมไม่แน่ใจ วันเสาร์ วันอาทิตย์ ไม่แน่ใจนะครับ อาจจะวันต่อ ๆ ไป ผมขออนุญาตแสดงความเห็นเพียงเท่านี้ และขอเรียกร้องให้บรรดาท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่านนะครับ ถ้าเป็นไปได้ก็กรุณา ได้โหวตให้กับผู้แปรญัตติครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ แล้วก็ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๓ เหมือนกับในอีกหลาย ๆ มาตราที่ได้อภิปรายไปแล้ว และต้องทำหน้าที่ต่อไปในมาตราอื่น ๆ ครับ แต่ว่าประเด็นในมาตรา ๒๙๑/๓ เหมือนที่ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปในเหตุผลของการที่ตกหล่น (๕) ของมาตรา ๑๐๒ ซึ่งเป็นข้อห้ามออกไป ในมุมของผมนี่ ผมมองต่างไปอีกนิดหนึ่งครับ ผมมองตรงที่ว่าเหตุผลประการ ๑ ที่รัฐบาลก็ดี หรือว่าผู้คนรวมทั้งสมาชิกจำนวนหนึ่งก็ดี มีความเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ มันใช้ไม่ได้ ไม่ว่าจะมาอ้างว่ามันไม่ดีตรงไหน ก็สุดแล้วแต่ หรือว่ามันมีที่มาที่ไม่ถูกใจก็แล้วแต่ แต่ว่าเรากำลังจะบอกว่าเราจะทำให้มันดีขึ้น กว่าเดิม แต่ว่าเริ่มต้นมันก็มีปัญหาขึ้นมาแล้ว จะไว้ใจหรือจะเชื่อได้อย่างไรครับว่าเจตนา ที่แท้จริงต้องการให้มันดีขึ้นกว่าเดิม หรือว่ามีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่ ที่ผมเรียนอย่างนี้ ท่านประธานครับ ผมพูดตั้งแต่เมื่อวานครับว่าเรากำลังจะทำสภาใหม่ขึ้นอีก ๑ สภา คือสภา ร่างรัฐธรรมนูญตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และภาระหน้าที่ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญก็จะเป็นภาระหน้าที่ที่ผมอยากจะบอกว่ายิ่งใหญ่กว่าสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา เพราะเรามีหน้าที่ออกกฎหมายลูก สภาร่างรัฐธรรมนูญออกกฎหมายใหญ่ ของประเทศ ซึ่งจะมาครอบคลุมการทำงานของพวกเราด้วย ผมพูดอยู่เสมอว่าคุณสมบัติ ต่าง ๆ ของผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือเรียกว่าสมาชิก สสร. ต้องไม่ด้อย หรือน้อยไปกว่าพวกเราซึ่งเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. เลย แต่ว่ารัฐบาลได้ร่างสำหรับ แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาในมาตรา ๒๙๑/๓ โดยอ้างอิงคุณสมบัติของบุคคลที่เป็น ผู้ต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สสร. ในระบบการเลือกตั้ง โดยไปอ้างอิง คุณสมบัติของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๑๐๒ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ว่าท่านไปเอา (๕) ของมาตรา ๑๐๒ ออกไป ซึ่งมันเป็นข้อห้าม ของผู้ที่เคยต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษา แล้วก็ยังพ้นโทษไม่ครบตามเงื่อนไขของกฎหมาย รัฐธรรมนูญให้เป็นผู้มีสิทธิมาสมัครเป็นสมาชิก สสร. ได้นั้น ในมุมของผม ผมอยากจะ ขออนุญาตกราบเรียนครับว่ามันเป็นความผิดพลาดพลั้งเผลอ หรือว่ามันเป็นเจตนากันแน่ครับ แรกเริ่มที่ผมเห็นประเด็นนี้ตั้งแต่ก่อนเริ่มประชุมคณะกรรมาธิการ ผมคิดว่าเป็นไปได้ไหม ที่ทางรัฐบาลเขาผิดพลาดออกมา แต่เมื่อดูไปท่านประธานครับ มันไม่ใช่ลำพังแต่เฉพาะ (๕) นะครับ นอกจาก (๕) แล้ว ยังเอา (๘) (๑๐) และ (๑๑) ออกไปด้วย ซึ่งผมยังไม่พูดตรงนี้ นะครับ แต่ตรงนี้แสดงให้เห็นว่าการที่เอา (๕) ที่เป็นข้อห้ามของคนที่ต้องโทษจำคุกออกไป มันไม่ใช่การพลั้งเผลอแล้วครับ หรือว่ามันไม่ได้เป็นข้อผิดพลาดแล้วครับ มันน่าเชื่อว่าเขา จงใจเอาออกครับ เพราะว่าไม่ได้หลุดออกไปเฉพาะ (๕) แต่ว่าหลุดออกไปเฉพาะ (๘) (๑๐) (๑๑) ด้วย ส่วน (๘) (๑๐) (๑๑) ที่หลุดออกไปนั้น ไม่ใช่หลุดออกไปเปล่า แต่หลุดออกไปแล้วมา เขียนใหม่ ถ้าหากว่าท่านประธานได้กรุณาดูรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๐๒ (๘) (๑๐) (๑๑) แล้วท่านประธานได้ดูในร่างของรัฐบาล และร่างที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเข้ามา ท่านประธานจะเห็นครับว่าใน (๒) ของมาตรา ๒๙๑/๓ ที่จะเขียนขึ้นใหม่ได้กำหนดบอกว่า ข้อห้ามอันหนึ่งของผู้ที่จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สสร. ต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ อันนี้คือข้อความใน (๘) ของมาตรา ๑๐๒ ครับ ส่วนต่อไปบอกว่า หรือเป็นพนักงานลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐ อันนี้คือ (๑๑) ครับ ส่วน (๑๐) ที่หายไปนั้น ก็คือเรื่องของการเป็นสมาชิกวุฒิสภา อันนั้นยังพอเข้าใจได้ครับ แต่ว่าทำไมไม่มี (๕) ใส่กลับเข้ามาในนี้ละครับ ถ้าหากว่าตั้งใจ จะเอาออกเพื่อใส่กลับ แต่ว่าใน (๘) (๑๐) (๑๑) ท่านใส่กลับเข้ามาหมด ท่านประธาน เห็นไหมครับ ตรงนี้ซึ่งผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ที่ประชุมและพี่น้องประชาชน ที่ฟังอยู่ว่าอันนี้มันแสดงให้เห็นว่าเจตนาจงใจจะเอา (๕) ให้หายออกไปเลยครับ และถามว่าผลของการหายออกไปเลยมันคืออะไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาต อ่านรัฐธรรมนูญนิดเดียวครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ (๑) บอกว่าคนที่มีคุณสมบัติ ต้องห้ามสมัครเป็น ส.ส. ซึ่งจะเอามาใช้เป็นคุณสมบัติของ สสร. นี้ด้วย คือ

(๑) เป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ

(๒) เป็นคนล้มละลายหรือเคยเป็นคนล้มละลายทุจริต

(๓) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.

(๔) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล

ส่วนข้อ ๕ หรือ (๕) เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง ห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานลองนึกดูสิครับ (๑) เก็บไว้ท่านประธานครับ (๑) เป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ แค่ติดยารัฐบาลยังคงไว้ครับว่าสมัครไม่ได้ แต่พอเอา (๕) ออกไปท่านประธานครับ ค้ายาเสพติด ต้องคำพิพากษาจำคุกพ้นโทษมาสมัครได้ทันทีเลยครับ อันนี้แสดงให้เห็นตรรกะหรือเหตุผลของรัฐบาลว่ามันประหลาดไหมครับ ขณะที่บอกว่าเป็น ผู้ติดไม่ให้สมัคร แต่ค้ายามา จำคุกมา ได้ อันนี้ผมยกตัวอย่างในกฎหมายเห็นแตกต่างกัน เลยนะครับ ไม่ต้องไปยกตัวอย่างอย่างอื่น มันแปลกไหมครับท่านประธาน แล้วถ้าหากว่า ร่างอันนี้ได้ผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาผมก็ไม่เข้าใจว่า แล้วผ่านกันมาให้ได้อย่างไรครับ ผมไม่อยากจะเชื่อว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นศูนย์รวมของผู้ทรงความรู้ทางกฎหมายทั้งมหาชนและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ในประเทศนี้ เขาจะไม่เห็นสิ่งนี้และจะไม่คัดค้าน เว้นแต่เป็นนโยบายซึ่งสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาก็มักจะทำอย่างนี้ล่ะครับเมื่อไรเป็นนโยบายรัฐบาลก็ตามนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมจึงเชื่อว่าถ้าเป็นการทำหน้าที่ตามปกติผมเชื่อว่าสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาต้องไม่เห็นด้วยแน่นอน มันแสดงให้เห็นชัดเจนตรงนี้ครับว่ามันเป็น เจตนาที่ต้องการให้ผู้ที่ต้องโทษตามคำพิพากษามีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่ผลของมัน อย่างที่ผมบอกผู้ติดยา ห้าม ผู้ค้ายา ได้ เห็นไหมครับ ในขณะที่รัฐบาลเองมีนโยบายป้องกัน ปราบปรามยาเสพติด แต่กลับจะอนุญาตตรงนี้ เขียนเป็นร่าง ต้นร่างรัฐบาลมาต้องโทษ ให้ค้ายาเสพติดออกมาแล้วก็สมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ได้ มันผิดวิสัยครับ และมันขัดแย้งกับ สิ่งที่บอกว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันไม่ดีเลย แต่ท่านจะเริ่มต้นโดยเอาคนที่มีคุณสมบัติ ไม่สมควรแบบนี้ให้เขามาสมัครรับเลือกตั้งได้ อันนี้เป็นแค่ยกตัวอย่างให้เห็นในมุมนี้นะครับ ซึ่งพวกผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้พยายามพูดเรื่องนี้ในที่ประชุมกรรมาธิการ เหมือนที่เพื่อนสมาชิกได้บอกไป ผมอยากเรียนท่านประธานครับว่าจริง ๆ แล้วผมไม่อยากจะ โทษกรรมาธิการเสียงข้างมากหรอกครับเพราะท่านไม่ใช่เจ้าของร่าง แต่ผมแปลกใจ เหมือนเพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วครับว่าเมื่อเห็นมุมอย่างนี้กันแทนที่จะช่วยกันคิดตั้งแต่ต้น ปรับปรุง ต้องใช้เวลาพูดกันนาน มันยิ่งเห็นความที่ไม่ปกติครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ในมุมนี้ถึงแม้ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากสุดท้ายท่านได้ยอมปรับใส่ (๕) กลับเข้ามาครับ อันนี้ก็ต้องขอบคุณครับ แต่มันแปลกประหลาดอย่างที่ผมได้เรียนท่านประธานว่า เมื่อเห็นความผิดปกติแทนจะช่วยกันปรับแก้ก็ไม่มีการดำเนินการเช่นนั้นโดยรวดเร็ว ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนที่เหลือที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติในส่วนนี้ไว้ผมก็แปลกใจ ครับ ผมอยากถามทางท่านประธานคณะกรรมาธิการผ่านไปทางท่านประธานนะครับ ถ้าหากว่า ใน (๒) ของร่างมาตรา ๒๙๑/๓ ในช่วงแรกที่บอกว่าเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือน ประจำ ซึ่งมันคือ (๘) ของมาตรา ๑๐๒ แล้วทำไมเราไม่คง (๘) ของมาตรา ๑๐๒ เอาไว้ ใน (๑) ละครับท่านประธาน ทำไมต้องแยกตรงนี้ออกมาแล้วก็ใช้คำเดิมทุกอย่างเหมือนกัน ด้วย ในส่วนของคำต่อไป ช่วงต่อไปนะครับ ที่บอกว่าพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ อันนี้ก็คือ (๑๑) แล้วถ้าหากว่า เป็นเช่นนี้ผมก็ต้องเรียนถามครับว่าแล้วทำไมในมาตรา ๑๐๒ ของรัฐธรรมนูญใน (๙) ซึ่งกำหนดว่าเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นไม่แยกออกมาเหมือนวุฒิสมาชิก หรือครับ ใน (๓) นี้ ท่านกลับยังคง (๙) ไว้ใน (๑) ในคุณสมบัติต้องห้ามของมาตรา ๑๐๒ แล้วก็วงเล็บต่าง ๆ อนุมาตราต่าง ๆ มา แต่ท่านคง (๙) ไว้ ส่วน (๘) กับ (๑๑) ที่ผมยกตัวอย่าง ท่านแยกออกมา แล้วก็ (๑๐) ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็น ส.ส. ส.ว. ท่านแยกออกมาเป็น (๓) และถ้าเป็นเช่นนั้นทำไมสมาชิกสภาท้องถิ่นไม่แยกออกมาล่ะครับ แล้วทำไมต้องแยกออกมาครับ มันสามารถรวมกันอยู่ในนั้นได้ด้วยไม่ใช่หรือครับ ในเมื่อ ท่านเอา (๕) ใส่กลับเข้าไปทำไมท่านไม่เอา (๘) แล้วก็ (๑๑) อย่างน้อยใส่กลับเข้าไปด้วยครับ มันจะได้ไม่ต้องมาเขียนใน (๒) ตรงส่วนนี้ให้มันรกรุงรังล่ะครับ เพราะมันเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าหากว่าท่านประธานมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อยู่ในมือ ท่านลองเปิดดูสิครับว่า มาตรา ๑๐๒ (๘) มันคือ (๒) ของเขานี้ใช่ไหม แล้วมาตรา ๑๐๒ (๑๑) มันก็คือช่วงท้ายของ (๒) ของร่างมาตรา ๒๙๑/๓ นี้ใช่หรือไม่ ก็ต้องถามว่าทำไมไม่ใส่กลับเข้าไปในนั้นเหมือน (๕) ยังคงแยกอยู่ไว้ทำไม มันมีเหตุผลอะไรต้องแยกอันนี้ออกมา แล้วท่านเอา (๕) ใส่กลับเข้าไป แล้วถ้าท่านแยกเรื่อง ส.ว. ออกมาเป็น (๓) ทำไมไม่แยกเรื่องสมาชิกสภาท้องถิ่นใน มาตรา ๑๐๒ (๙) ออกมาเป็น (๔) ในนี้ล่ะครับ มันต่างกันตรงไหนครับ ก็เป็นฝ่ายการเมือง เหมือนกันแล้วก็เป็นข้อต้องห้ามตามมาตรา ๑๐๒ เหมือนกัน แยกไว้เป็นข้อ ๆ ทำไม ท่านเลือกอนุมาตราโน้นอนุมาตรานี้ของมาตรา ๑๐๒ ออกมาทำเป็นอนุมาตราย่อยใหม่ ในมาตรา ๒๙๑/๓ ในขณะที่ผู้ที่มีคุณสมบัติ มีลักษณะทำนองเดียวกันก็ยังคงเก็บไว้เป็น ข้อต้องห้ามใน (๑) ของท่านใส่ไว้ในมาตรา ๑๐๒ เหมือนเดิม ผมไม่สามารถเข้าใจได้เลยครับ ว่าตรงนี้เมื่อเราปรับปรุงร่างของรัฐบาลไปแล้ว ทำไมไม่ปรับปรุงให้หมด แต่คำตอบถ้าให้ ผมตอบตัวเองนะครับ ก็เพราะว่าคณะกรรมาธิการไม่เคยดูอย่างไรครับ เอาแต่รีบ ๆ ให้เสร็จ ตามเวลา ไม่เคยดูให้ละเอียด ไม่เคยดูอะไรเลย มันถึงได้มีปัญหาแบบนี้อยู่เสมอ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมเรียนว่าประการแรก ร่างมาที่ตกหล่นไม่มี (๕) นั้น ผมไม่ตำหนิคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับ ผมไม่ตำหนิ เพราะไม่ใช่ร่างของเขา ไม่ใช่ร่างของเรา แต่ผมต้องต่อว่า ว่าเมื่อท่านปรับปรุงแล้วทำไมไม่ปรับให้หมด ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าผมต้องขอต่อว่าครับ และท่านไม่ให้เวลาในการทำงานมีหลายเรื่องถ้าหากว่าเราช่วยกันทำให้มันดีจริง ๆ แล้วตรงนี้ มันก็จะดีขึ้น แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไรครับ ที่ท่านจะบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันไม่ดี ในเมื่อตอนเริ่มต้นตรงนี้แต่ละมาตราที่พูดมาจนถึงมาตรา ๒๙๑/๓ มันดีตรงไหนครับ เริ่มต้นมัน ก็ไม่ดีแล้ว ผมเรียนท่านประธานว่าในส่วนที่ท่านเอา (๕) ใส่กลับเข้าไปผมขอบคุณครับ แต่ก็ ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีครับว่าและยังคงแยก (๘) กับ (๑๑) ออกมาอยู่ใน (๒) เอาไว้ทำไม และเมื่อ แยก (๑๐) ออกมาเป็น (๓) ทำไมไม่แยก (๙) ออกมาด้วยครับ แต่ถ้าจะใส่กลับเข้าไปทำไม ไม่ใส่กลับเข้าไปให้หมด ผมก็อยากจะขออนุญาตท่านประธานผ่านไปถึงทางคณะกรรมาธิการ ช่วยกรุณาชี้แจงให้เกิดความชัดเจนด้วยครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๓ ไว้ท่านประธาน ก็อยากจะกราบเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังเพื่อนคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับว่ามันเป็นความตั้งใจ ที่พวกผมจะต้องพยายามทำความเข้าใจ โดยอาศัยรัฐสภาแห่งนี้ เพราะผมรับรู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขฉบับนี้มันเป็นร่างที่สร้างปัญหาครับท่านประธาน เพราะเอาตั้งแต่หลักการมาเลยท่านประธานก็รับรู้ หลักการเราก็มีความรู้สึกว่าเหมือนเรา ถูกล็อกไว้ ผมก็เพิ่งเจอการแก้ไขแบบร่างใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งท่านก็ล็อกหลักการมาแล้ว มามาตรา ๒๙๑/๑ ท่านรับรู้อยู่ว่ามันเป็นปัญหา ซึ่งพวกผมก็สู้ท่านไม่ได้ วันนี้พวกผมก็ต้อง พยายามครับ ท่านประธานครับ พยายามอธิบายผ่านท่านประธานไปยังทั้งเสียงข้างมากและ พี่น้องประชาชนที่อยู่ที่บ้าน กระผมอยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังพี่น้อง ประชาชนที่บ้านว่าท่านต้องอดทนนิดหนึ่งครับ เพราะว่าผมรับรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าผ่านไปโดย ไม่มีการแก้ไขนี่มันจะสร้างปัญหาตามมากับสังคมไทยแล้วก็ประเทศชาติ ในขณะนี้ สาระสำคัญพวกผมแพ้ไปแล้วครับ เพราะสาระสำคัญก็คือ มาตรา ๒๙๑/๑ คือที่มา สสร. นี่ ผมรู้ว่ามันกำลังจะสร้างปัญหาตามมา วันนี้อย่างน้อยผมก็ได้พยายามที่จะอธิบายให้เห็นถึง สาระรอง พยายามเสนอแก้เท่าที่แก้ได้ที่เสียงข้างมากจะใจกว้างรับฟังพวกเราและปรับปุรง ให้เรา ในมาตรา ๒๙๑/๓ เป็นเรื่องของบุคคลต้องห้ามที่ให้ไปใช้สิทธิสมัครเป็น สสร. ท่านประธานครับ ผมจำได้ว่าในที่ประชุมคณะกรรมาธิการซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูด ถึง (๕) เพราะ (๕) โดยสาระมันก็คือคนติดคุก ๕ ปี แต่เดิมร่างของรัฐบาลบอกว่าถ้าติดคุก ๕ ปี ติดคุกออกมาแล้วไม่ถึง ๕ ปีมาเป็น สสร. ได้ พวกเราเองเสียงข้างน้อยพยายามที่จะ บอกว่า เพราะหลัก ๆ แล้วมันไม่ควรจะได้ มันควรให้คนพ้นคุกมาแล้วสัก ๕ ปี เพื่อให้ ปรับปรุงทำตัวเป็นคนดี หลังจากนั้นเกิน ๕ ปีแล้วถึงจะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ และอยากจะกราบเรียนไปยังท่านประธาน ไปยังพี่น้องประชาชนที่อยู่ที่บ้านนะครับว่า สิ่งเหล่านี้ แต่เดิมทางเสียงข้างมากก็ไม่ได้ยอมพวกเรานะครับ จนกระทั่งพวกเราก็ต่อสู้หลายครั้ง ถกเถียงหลายครั้ง จนกระทั่งเสียงข้างมากถึงที่สุดแล้วก็จำยอมด้วยเหตุผล ผมก็ต้อง ขอขอบคุณนะครับว่าท่านได้เพิ่มเติม (๕) ก็คือ ไม่ยอมให้คนที่ติดคุกมาไม่ถึง ๕ ปีมาสมัคร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พูดภาษาชาวบ้านเลย คือคนที่จะมาเป็น สสร. ได้ก็ถ้าติดคุก มาแล้วให้พ้นคุกมาเกิน ๕ ปีก่อนถึงจะเข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเด็นนี้ ก็ต้องมาขอบคุณท่านในที่ประชุมนี้ แต่มันยังมีเรื่องอื่นครับท่านประธาน เพราะผมต้องย้ำว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดูท่านร่างมาแต่ละมาตราแล้วพวกเราไม่สบายใจครับ มันจึงเป็นเรื่องที่ ไม่แปลกที่เราจะต้องมีการแปรญัตติกันทุกมาตรา แล้วมาขอกันในที่ประชุมใหญ่แห่งนี้ว่า ท่านจะใจกว้างหรือไม่ เพราะผมต้องย้ำว่าเรามีความไม่สบายใจต่อบทบาทของ สสร. ที่จะ เข้ามาทำหน้าที่ ๗๗ คน บวก ๒๒ คน โดยเฉพาะ ๒๒ คนที่ท่านจะให้รัฐสภาแห่งนี้แต่งตั้ง โดยที่ท่านเชื่อว่าคนในรัฐสภาจะเลือกคนมีความรู้ได้ดีกว่าพี่น้องประชาชน ซึ่งวันนี้ผมถือว่า ท่านกลืนน้ำลายตัวเองครับ เพราะก่อนหน้านี้ท่านก็บอกว่าต้องเชื่อถือประชาชน เชื่อมั่น ประชาชน แต่ปรากฏว่าท่านให้ประชาชนเลือกแค่ ๗๗ คน แต่พวกท่านมาเลือก ๒๒ คน เพราะฉะนั้นเฉพาะมาตรานี้ คือมาตรา ๒๙๑/๓ พวกเราก็กังวลใจว่า สสร. ที่ได้มาจะรับ ใบสั่ง ผมต้องย้ำนะครับ เราเกรงว่า สสร. ที่ได้มาจะเป็น สสร. ที่รับใบสั่งจากพวกท่าน ในการสร้างพิมพ์เขียวของประเทศไทยครับ และสุดท้ายเราก็กังวลว่าผลประโยชน์นี้ไม่ใช่เป็น ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนครับ แต่จะกลายเป็นผลประโยชน์ของกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะเชื่อไหมครับว่าเมื่อ ๒ วันผมมีข่าวนะครับท่านประธาน มีข่าวว่ามีเกษตรกรชาวไร่ มันสำปะหลังจากจังหวัดนครราชสีมามาประท้วงที่หน้าทำเนียบ มีการถอดเสื้อออก แต่มียกทรงนะครับเท่าที่ทราบ เขามาเรียกร้องกรณีปัญหาราคามันสำปะหลัง และผมได้รับ การประสานงานในนามของพรรคฝ่ายค้าน เขาบอกว่าเขาไม่เดือดร้อนอะไรทั้งสิ้น เรื่องรัฐธรรมนูญ แต่เขารู้อย่างเดียวว่าตอนนี้มันสำปะหลังตกต่ำจะตายอยู่แล้ว ทำไมรัฐบาล ไม่ไปแก้ปัญหาราคามันสำปะหลังให้เขา เขาเห็นแล้วเขาไม่เข้าใจว่าทำไม ส.ส. ที่มาวุ่นวาย กับเรื่องรัฐธรรมนูญที่เขามีความรู้สึกว่าเขาไม่เดือดร้อนเลย แต่เขาเดือดร้อนเรื่องราคา มันสำปะหลังตกต่ำ เพราะฉะนั้นวันนี้คุณสมบัติที่ท่านได้กำหนดขึ้นมาผมก็กังวลครับ ผมก็ต้องการให้ สสร. ที่เข้าไปได้รับการกลั่นกรองให้ดีที่สุด แล้วก็เป็นกลางมากที่สุด รับจ็อบ จากนักการเมืองน้อยที่สุด มันมีอยู่ข้อหนึ่งคือ (๔) ที่ผมได้เสนอแปรญัตติเข้ามาก็คือ พูดภาษาชาวบ้านคือ ผมแปรญัตติไปว่าคนที่เป็นพ่อแม่ เป็นสามีภรรยาและเป็นลูกของนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. หรือแม้แต่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำไมท่านไม่ห้ามคนเหล่านี้ครับ เพราะเรา ก็รู้อยู่แล้วว่าที่ผ่านมาเราเคยได้ยินมีคนกล่าวว่าสภา ขออนุญาตใช้ภาษาหนังสือพิมพ์นะครับ ที่เขาบอกเป็นสภาผัวสภาเมีย สภาพ่อสภาลูก สภาแม่สภาลูก ท่านต้องการให้ภาพนี้กลับมา อีกครั้งหนึ่งหรือครับ ผมมีความกังวลครับ ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่กำหนดข้อห้ามบุพการี ไม่ว่าจะเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นสามีภรรยา หรือเป็นลูก เราก็กังวลว่าจะมีสภาผัวสภาเมีย สภาพ่อสภาแม่ สภาลูกสภาหลาน มาเป็นสภาคู่ขนานกับรัฐสภาแห่งนี้ อยากจะกราบเรียน ไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าถ้าท่านบริสุทธิ์ใจท่านเติมข้อนี้เข้าไป เถอะครับ ผมเชื่อว่าถ้าท่านเติมข้อนี้เข้าไปอย่างน้อยก็ไปลดข้อกังขาของพี่น้องประชาชน หรือแม้แต่พวกผม เพราะปัญหาพวกนี้เราเถียงกันในประชุมกรรมาธิการครับท่านประธาน คืออย่างน้อยข้อหนึ่งเรื่องจำคุก ๕ ปีท่านยอมไปแล้ว โอเค แต่ก็กว่าจะยอมได้ก็แทบตาย เหมือนกันครับ แต่ลำพังข้อนี้ท่านไม่ยอม ผมก็ไม่เข้าใจ ในเมื่อเราต้องการความบริสุทธิ์ใจว่า คนที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้อย่างน้อยให้ห่างนักการเมืองเยอะ ๆ ถามว่าการรู้จักนักการเมือง มันมีข้อกังวลใจไหม เรากลัวเรื่องการล็อบบี้ เพราะวันนี้การเมืองแรงจริง ๆ ท่านประธาน ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรขึ้นมาเวลาการเมืองเข้าไปแทรกนิดหนึ่งมันน่าวิตกกังวลอย่างยิ่งครับ ดังนั้นการที่จะมาร่างพิมพ์เขียวของประเทศไทยคือคนมันกังวลท่านประธาน คนไม่เชื่อว่า การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นการร่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ ดังนั้นอะไรที่เป็นเงื่อนไขเราก็ ต้องเอามาเป็นประเด็นในการที่เขียนเข้ามาว่าเพื่อไม่ให้มาเป็นเงื่อนไขในการรับจ็อบ แม้แต่ ถ้าสมมุติว่าท่านยอมนะครับ ท่านเขียนไปเลยว่าพ่อแม่ของ ส.ส. ส.ว. ไม่ให้เป็น สามีภรรยา ของ ส.ส. ส.ว. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ให้เป็น สสร. หรือแม้แต่ลูกของ ส.ส. ส.ว. และของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ให้เป็น สสร. ถ้าท่านเขียนลงไปมันอาจจะช่วย บรรเทาได้ระดับหนึ่ง แต่ก็อยากจะกราบเรียนผ่านไปยังท่านประธานนะครับว่าสุดท้ายลึก ๆ แล้วผมก็ยังกังวลครับท่านประธาน คือถ้ามันกังวลตั้งแต่ต้นแล้ว ท่านประธานครับ มันกังวล ตั้งแต่หลักการ ตั้งแต่ที่มาของ สสร. แล้ว วันนี้พวกนี้มันเป็นองค์ประกอบเล็ก ๆ คืออย่างไร ผมก็ต้องสู้ท่านประธานครับ ถึงจะแพ้ก็ต้องสู้ อย่างน้อยผมก็ได้คุยให้กับพี่น้องประชาชนว่า ผมสู้แล้วนะครับ ผมมาทำหน้าที่ในฐานะเป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้องประชาชน และผมก็ เชื่อว่าพี่น้องประชาชนก็รับไม่ได้เหมือนกันว่าถ้าจะเกิดสภาพ่อสภาแม่ สภาผัวสภาเมีย สภาลูก เป็นสภาคู่ขนานที่เรียกว่า สสร. คู่ขนานกับรัฐสภา ผมเชื่อว่าประชาชนก็รับไม่ได้ เหมือนกัน วันนี้จึงอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานนะครับ และเรียนประธาน คณะกรรมาธิการว่าท่านลองใช้สติอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมเรียกร้องจิตสำนึกท่านตลอด ในทุกมาตราเพราะผมรู้ว่าโหวตทีไรผมก็แพ้ท่านครับ แต่อย่างน้อยผมก็ได้สื่อให้กับพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศว่าพวกผมเสียงข้างน้อยได้ทำหน้าที่นี้เป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้อง ประชาชน และพวกผมเสียงข้างน้อยได้กล่าวย้ำเตือนหลาย ๆ ครั้งแล้วว่าผมกังวลใจว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะนำไปสู่ความยุ่งยากของประเทศในอนาคตและไม่ใช่ว่าเมื่อถึงวันนั้น ผมไม่แน่ใจจะเป็นวันไหน และเขาบอกว่าทำไมฝ่ายค้านไม่ท้วงติง ผมถึงพยายามจะท้วงติง เพื่อบันทึกเป็นหลักฐานไว้ว่าขณะนี้พวกผมเสียงข้างน้อยได้ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียง เพื่อท้วงติงเสียงข้างมากว่าท่านกำลังจะนำประเทศไปสู่จุดเปราะบางอีกครั้งหนึ่ง เรียกร้อง ท่านนะครับ แค่นี้ไม่เสียหายหรอกท่านประธานครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับการเติมไม่ให้ผัวเมีย ไม่ให้พ่อแม่ ไม่ให้ลูกของ ส.ส. ส.ว. มาสมัครเป็น สสร. ผมว่าไม่เสียเลยครับ เพราะจริง ๆ แล้วผมก็กังวลคนถือกระเป๋าเดินตามท่านเยอะแยะไปหมดเลย ท่านก็แต่งตั้งได้ แต่ไม่รู้จะเขียนกฎหมายอย่างไรท่านประธานครับ ก็เลยอย่างน้อยก็เอาคน ใกล้ชิดให้ท่านได้เพิ่มเติมเข้ามาเป็นอีก ๑ วงเล็บ ในมาตรา ๒๙๑/๓ ฝากท่านนะครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติ และสุดท้ายกลายเป็นการสงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๒๙๑/๓ ซึ่งเป็นข้อต้องห้ามของ สสร. กระผมได้เพียรพยายามอธิบายแล้วก็นำเสนอในที่ประชุมกรรมาธิการหลายครั้ง ผมเสนอ ๒๐๐ คนท่านประธานครับ อันนี้ผมเข้าใจว่าอยู่ในวาระที่สองไม่ต้องประท้วง แต่ว่า จะพยายามปูเรื่องให้พอเข้าใจได้เล็กน้อยเท่านั้นเอง ผมพยายามนำเสนอ ๒๐๐ คน เพราะว่า ถ้า ๒๐๐ คน พี่น้องเสื้อแดงจังหวัดอุดรธานีอาจจะได้มาเป็น สสร. หลายคน แต่ถ้า ๗๗ คน แน่นอนได้คุณขวัญชัยคนเดียว แล้วแกนนำที่เหลือของเสื้อแดงก็เป็นไม่ได้ อันนี้ยกตัวอย่าง แล้วระบุชื่อคุณขวัญชัยเข้ามา และสำคัญที่สุดท่านประธานครับ พอเราไม่เอา ๒๐๐ คน เรามาเอา ๗๗ คนกับ ๒๒ คนยิ่งชัดเจนว่าเป็นการบล็อกที่ไม่มีทางให้ดิ้นได้ ดูต่อไปอีกครับ ท่านประธานครับ ปรากฏว่ารอบแรกที่รัฐบาลเสนอร่างมา คนพ้นโทษมาไม่เกิน ๕ ปี เป็น สสร. ได้ สภาผัวสภาเมีย สภาครอบครัวเป็น สสร. ได้ ส.ว. ที่พ้นตำแหน่งมาแล้วก็ มาเป็น สสร. ได้ คงมีชื่ออยู่กระมังครับ เพราะว่าบางท่านไปเจอผู้มีอำนาจแล้วก็มาคุยกับผม บอกว่าผมขอเป็น สสร. ผมก็บอกกับคนคนนั้นบอกว่าท่านต้องคิดให้ดีถ้าท่านอยากจะเป็น ส.ส. ท่านอยากจะเป็น ส.ว. ถ้าเป็น สสร. นี่ มันถูกบล็อก ๕ ปีนะ ท่านคนนั้นก็บอกว่าอย่างนั้น พี่วิรัตน์ อายุน้อยกว่าผม ผมคงไม่เป็น สสร. แล้ว ตั้งแต่การเปิดช่องให้ลูก เมีย ผัว เป็น สสร. ได้ ตั้งแต่การเปิดช่องเมื่อเป็น สสร. แล้วมาเป็น ส.ส. มาเป็น ส.ว. มาเล่นท้องถิ่น มาเป็น นายกฯ มาเป็นสมาชิกสภาได้ มันมองเป็นอื่นไม่ได้เลยครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานในวาระนี้นะครับว่า เรื่องแรกที่จำเป็นจะต้องบัญญัติไว้ ให้ชัดเจนก็คือ ๑. คนที่พ้นโทษมาไม่เกิน ๕ ปีเป็น สสร. ไม่ได้ อันนี้ต้องขอบคุณกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ต้องขอบคุณท่านสามารถ แก้วมีชัย ที่รีบบรรจุเรื่องนี้ลงไป แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าท่านประธานสามารถจำได้ เราพยายามพูดเรื่องสภาผัวสภาเมีย อย่าเลยครับ แล้วตอนที่ กรรมาธิการจะจบสิ้นในคืนนั้น ผมบอกผมขอพูดอีกครั้งหนึ่งท่านสามารถอนุญาต ผมบอกว่า กรุณาล็อกไว้เถอะครับ คนเป็น สสร. จะได้ไม่ยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อตน ไม่ได้หวังว่าจบจาก เป็นอดีต ส.ว. แล้ว ไปหานายแล้วกลับมาเป็น สสร. แล้วก็กลับมาเป็น ส.ส. กลับมาเป็น ส.ว. อีกที อย่าเลยครับ เพราะฉะนั้นผมจึงได้แปรญัตติ ซึ่งต่อมาก็คือการสงวนความเห็น (๕) ของ มาตรา ๑๐๒ เข้าไป คือคนที่พ้นโทษมาไม่เกิน ๕ ปี ขออย่าให้ได้เป็น สสร. ก็คือข้อห้ามไว้ ผมเพิ่มเติม (๑๐) ครับ ท่านประธานครับ คนที่เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิก วุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดแล้วยังไม่เกิน ๒ ปี นัยมันคืออะไรที่รัฐบาลตัดส่วนนี้ออกไป แม้ว่าไปเขียนไว้ใน (๓) มาตรา ๒๙๑/๓ เขียนว่าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการเมือง ดูดีครับ แต่จริง ๆ แล้วพอลาออกปั๊บ ลาออกจากวุฒิสภา ลาออกจาก ส.ส. ก็ไปเป็น สสร. ได้ แน่นอนครับ ผมไม่เชื่อว่า ส.ส. หรือ ส.ว. จะลาออกไป แต่ว่าการเขียนไว้ใน (๓) เช่นนี้ มันเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๐๒ (๑๐) อย่างชัดเจน ก็คือห้ามไว้ถึงขนาดว่าเมื่อเป็น ส.ว. แล้วภายใน ๒ ปีต้องไม่ดำรงตำแหน่งใด ๆ นะครับ ถามท่านประธานผ่านไปที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการและเสียงข้างมากว่ากลับมาใช้ ในส่วนนี้ได้ไหม จะทำให้พี่น้องประชาชนหายคลางแคลงว่าในการเขียนเรื่องนี้มีตัวมีตนอยู่ เรียบร้อยแล้ว ๗๗ คน ๑ ๒ ๓ ๔ จนครบ ๗๗ คน ๒๒ คนก็เขียนไว้แล้ว แม้ว่าท่านประธาน จะบอกว่าส่วนมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็คัดเลือกเข้ามา แต่คัดเลือกเข้ามามันก็อีหรอบเดิม คือสามารถบล็อกได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ถ้าเป็นอย่างนี้มันมองเป็นอื่นไปไม่ได้เลย ก็คือว่าเป็นการเสริมระบอบ ถ้าผมจะใช้คำว่า ไทยใหม่ เดี๋ยวก็ประท้วง ถ้าผมจะใช้คำว่า ระบอบทักษิณ เดี๋ยวก็ประท้วง แต่กราบเรียน ท่านประธานว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่คลางแคลงในการยกร่างเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างชัดเจน อย่างชัดแจ้ง เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ กราบเรียนไปยังท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก กราบเรียนไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า ๑. เมื่อท่านกรุณาเพิ่ม (๕) ให้แล้ว เพิ่ม (๑๐) ได้ไหมครับ เคยเป็น ส.ว. หรือสิ้นสภาพมาแล้วไม่เกิน ๒ ปีเป็น สสร. ไม่ได้ อย่างน้อยก็จะได้ หายคลางแคลงขึ้นนะครับ ผมไม่รบกวนเวลาท่านประธานมากหรอกครับ เพราะว่าในเรื่อง การไม่ปิดปลาย ๕ ปีนั้นคงจะมีเพื่อนอภิปรายในวาระที่ถึง แล้วก็ในตอนที่ผมได้สงวนไว้ ในถึงมาตรานั้นครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ขอสงวนคำแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ในร่างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เสนอโดย คณะรัฐมนตรีนั้น ในมาตรานี้ได้พูดถึงบุคคลที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ให้เป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) นั้น แล้วก็ได้อ้างถึงรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๐๒ (๕) ซึ่งมีความสำคัญนะครับ ผมขออนุญาตอ่าน เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยให้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิด อันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรานี้ ประเด็นสำคัญก็คือว่าผู้ที่กระทำผิดและได้รับคำพิพากษาให้จำคุก ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง เช่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้ายาเสพติด ผู้กระทำชำเราสตรี ฆ่าเจ้าทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งคนเหล่านี้ ในความรู้สึกของประชาชนประเด็นที่สำคัญมากก็คือเป็นบุคคลที่จะต้องมีจิตใจที่ขาดหรือ บกพร่องทางศีลธรรมและจริยธรรม เพราะว่าคนที่มีศีลธรรม มีจริยธรรมคงจะไม่ค้ายาเสพติด คงจะไม่ข่มขืนสตรี คงจะไม่ปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์ ทีนี้ประเด็นที่สำคัญก็คือว่าคณะรัฐมนตรี ที่ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นท่านตัดเรื่องนี้ออกไป ผมอยากขออนุญาต ฝากถามท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีนะครับ คงไม่ถามประธานคณะกรรมาธิการ เพราะว่าท่านไม่ได้เป็นผู้ร่าง คำถามก็คือว่าคณะรัฐมนตรีท่านไม่ได้คิดถึงเรื่องศีลธรรมเลยใช่ไหม จึงได้ตัด (๕) นี้ออกไป เพราะว่าเรื่องศีลธรรมเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แล้วก็เป็นเรื่องที่สำคัญ แล้ววันนี้ถ้าเราถามพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องการเมือง ประชาชนจะบอกว่า ต้องการเห็นศีลธรรม ต้องการเห็นจริยธรรมในทางการเมือง แต่ปรากฏว่าคณะรัฐมนตรี ยกร่างกฎหมายสำคัญที่สุดของประเทศคือรัฐธรรมนูญ ท่านไม่ได้คิดถึงเรื่องเหล่านี้เลย ท่านกลับปล่อยให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางศีลธรรมและจริยธรรมเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญของประเทศ ตรงนี้เป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการยกร่าง รัฐธรรมนูญครับท่านประธาน ทุกคนทราบดีว่ารัฐธรรมนูญคือการจัดระเบียบ หรือจัดโครงสร้างทางอำนาจ ตลอดจนความสัมพันธ์ทางอำนาจที่จะใช้ในประเทศของเรา ในสังคมของเรา ในการร่างรัฐธรรมนูญนั้นถ้าเราจะดูในมิติมันจะมีมิติที่สำคัญอยู่ ๒ เรื่อง

ในเรื่องที่ ๑ ก็คือมิติในทางกฎหมายหรือลายลักษณ์อักษรที่จะระบุลงไปว่า เราจะทำอย่างไร ถ้าเรียกสั้น ๆ ก็คือมิติทางกฎหมาย ตรงนี้เห็นชัดเจนครับว่าคณะรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญของมิติทางกฎหมายมากมาย ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งสำหรับผม

แต่อีกมิติหนึ่งที่สำคัญมาก ในการจัดระเบียบของอำนาจและการใช้อำนาจ ของบ้านเมืองของเรา ก็คือมิติทางศีลธรรมและจริยธรรมของสังคม คำถามที่สำคัญก็คือว่า ท่านไม่ได้คิดถึงเรื่องเหล่านี้เลยใช่ไหม ท่านคิดว่ากฎหมายที่เขียนออกมาจะมีความละเอียด ชัดเจนมากพอ โดยไม่ต้องอาศัยศีลธรรมและจริยธรรมเข้ามาช่วยกำกับกฎหมายเหล่านั้นเลย ใช่หรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นผมคิดว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดมาก ผู้ที่รู้กฎหมาย ผู้ที่เข้าใจการเมือง ในประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญและการบริหารประเทศไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ทั้งโลก ทุกคนรู้ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นต่อให้เขียนให้ดี ให้ครอบคลุมแค่ไหนก็ตามมันก็ ไม่ครบถ้วนในทุก ๆ เรื่อง และช่องว่างของกฎหมายรัฐธรรมนูญเหล่านั้นล่ะที่ยังคงสามารถ เป็นหลักให้กับประเทศได้ ก็ด้วยการอาศัยหลักของศีลธรรมและจริยธรรม ในการเข้ามาช่วย ประกอบและตีความรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ครับ เป็นหลักที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ดูเหมือนว่า คณะรัฐมนตรีที่นำร่างอันนี้เข้ามา ท่านลืมเรื่องศีลธรรมและจริยธรรมไปหมดเลย ท่านคิด แต่เพียงอย่างเดียวว่าถ้าเขียนกฎหมาย วางหลักของกฎหมายตามที่ท่านคิดว่าถูกต้องแล้ว ทุกอย่างในบ้านเมืองจะเรียบร้อย ผมขออนุญาตเรียนกับพ่อแม่พี่น้องนะครับว่าตรงนั้น เป็นความเข้าใจที่ผิดมาก สิ่งที่สำคัญมากกว่าในบ้านเมืองของเราวันนี้ คือเรื่องของศีลธรรม และจริยธรรม บ้านเมืองของเราที่มีปัญหาวันนี้ เรื่องหลักไม่ใช่เรื่องของกฎหมาย แต่เรื่อง หลักคือเรื่องของศีลธรรม คือเรื่องของจริยธรรมต่างหาก ตรงนี้ผมขออนุญาตเรียนกับ ท่านประธานเพื่อตั้งเป็นข้อสังเกตกับท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าขอให้ท่านได้กรุณา ใช้หลักของศีลธรรมและจริยธรรมในการรับฟังความคิดเห็นของ ส.ส. และของ ส.ว. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นเสียงข้างน้อยที่ได้สะท้อนเรื่องเหล่านี้ออกมาในมาตราต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาของการอภิปรายที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อจะทำให้เกิด ความเข้าใจที่ชัดเจนว่าหลักของศีลธรรมนั้นมีความสำคัญอย่างไร ผมอยากจะขออนุญาต อธิบายด้วยตัวอย่างง่าย ๆ มีอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านได้บอกว่าผิดก็คือผิด ถึงแม้ทุกคนจะทำ ถูกก็คือถูกถึงแม้จะไม่มีใครทำ นั่นหมายความว่าความผิด ความถูก มันเป็นเรื่องของหลักการ ของความถูกต้องทางศีลธรรมและจริยธรรมที่สังคมยึดถือ และตรงนี้มันจบในตัวของมันเอง ความผิดหรือความถูกที่ผมกล่าวนี้ ไม่จำเป็นแล้วก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเสียงข้างมากหรือ เสียงข้างน้อย เพราะว่าผิดก็คือผิด ถึงแม้เสียงข้างมากจะทำ ถูกก็คือถูก ถึงแม้เสียงข้างน้อย หรือไม่มีคนทำก็ยังคงถูกต้องอยู่ นั่นก็หมายความว่าเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย มันเป็นแต่เพียงกติกาของการตัดสินว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ตรงนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการที่ผม ให้ความเคารพ เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยไม่ใช่เกณฑ์การตัดสินความถูกต้อง เสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยเป็นแต่เพียงเกณฑ์ของการบอกถึงความเห็นชอบในเรื่องเหล่านั้น เรื่องที่เห็นชอบ เรื่องที่ไม่เห็นชอบไม่ได้สะท้อนว่าเรื่องนั้นถูก หรือเรื่องนั้นผิดเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่เห็นชอบด้วยเสียงข้างมากไม่ได้เป็นการสรุปว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องเสมอไป เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมอยากจะขออนุญาตเตือนสติเพื่อให้เราไม่ลืมหลักทางศีลธรรมและจริยธรรม ที่การเมืองของเราขาดมาโดยตลอด ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ผมเชื่อว่าเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญที่จะสอดคล้องและตรงกับความต้องการของประเทศชาติ แล้วก็พี่น้อง ประชาชนของเรา เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตย้ำว่าเสียงข้างมากจะอยู่เหนือหลักของศีลธรรม และจริยธรรมไม่ได้ กฎกติกาของการใช้เสียงข้างมากจะอยู่เหนือกฎแห่งกรรมไม่ได้ กฎกติกา ของเสียงข้างมากจะอยู่เหนือกฎหมายไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นหลักที่สำคัญที่เราจะต้องตระหนัก ให้มากในการยกร่างรัฐธรรมนูญของเรา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตกราบเรียน ต่อท่านประธานว่าที่ผมฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกก่อนหน้านี้ที่บอกว่ามาตรา ๑๐๒ (๕) กรรมาธิการได้เติมให้ไปแล้ว ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังประธาน คณะกรรมาธิการนะครับว่าในเอกสารที่ท่านให้ผมนี้ ท่านประธานสามารถครับ ในหน้า ๘๕ กรุณาดูนะครับ ในมาตราที่ผมแปรญัตติ มาตรา ๑๙๑/๓ ท่านเขียนว่ากรรมาธิการ ไม่เห็นด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ผมไม่ทราบว่าเป็นข้อบกพร่องทางเชิงธุรการหรือไม่ ถ้าเป็นข้อบกพร่องทางเชิงธุรการก็ขอความกรุณาช่วยแก้ไขให้ถูกต้องด้วย เพราะว่าเมื่อสักครู่นี้ ผมฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายดูเหมือนว่าได้มีการแก้ไขไปแล้วนะครับ ก็ขออนุญาตฝากเป็น ข้อสังเกต

ทีนี้ประเด็นที่สำคัญครับท่านประธาน ผมยกประโยชน์ให้ว่าท่านได้มีการเติม ตรงนี้ไปแล้ว ขอความกรุณาท่านยืนยันด้วยนะครับ ท่านประธานสามารถครับ ถ้าท่านเติมไปแล้ว ผมอยากจะขออนุญาตให้ท่านตอบคำถามของผมที่สำคัญว่าที่ท่านเติม (๕) ลงไปนั้น ด้วยเหตุผลอะไรครับ เพราะเหตุผลของการเติมกลับมาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าท่านเติม (๕) กลับมา ด้วยเหตุผลทางศีลธรรมและจริยธรรมทางการเมืองที่ผมได้พูดไปแล้ว ตรงนั้น เป็นเรื่องที่ผมจะขออนุญาตกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ แต่ถ้าท่านเติมเพียงเพื่อจะทำให้ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยมีความรู้สึกว่าท่านก็ยอมบางเรื่องเหมือนกัน ถ้าเหตุผลของท่าน เป็นอย่างนั้น ผมคิดว่าการเติม (๕) มันไม่ได้มีคุณค่าเท่าไรนัก เพราะว่าจริยธรรม ศีลธรรม ที่เราเรียกร้องในทางการเมืองมันก็ยังคงไม่ปรากฏอยู่ดี ทั้ง ๆ ที่ตอนยกร่างตัด (๕) ก็ลืม หลักศีลธรรม เติม (๕) ก็ลืมหลักศีลธรรมและจริยธรรม ตรงนี้ละครับ เป็นอันตราย ของบ้านเมืองของเราครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนกับ ท่านประธานด้วยความเคารพจริง ๆ แล้วก็คงจะไม่ใช้เวลามาก เราไม่ต้องการเห็นการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่ออกมาด้วยการต่อรองครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าประเทศชาติจะอยู่ได้ ไม่ใช่เรื่องของการต่อรองครับ แต่ประเทศชาติของเราจะอยู่ได้ด้วยหลักของเหตุผล ด้วยหลัก ของศีลธรรม เพราะฉะนั้นท่านประธานสามารถครับ ท่านกรุณาอย่าเห็นด้วยกับข้อเสนอ ของเรา เพราะว่าผมต่อรองกับท่าน แต่ถ้าท่านเห็นด้วยกับเราด้วยหลักของศีลธรรม ด้วยหลัก ของเหตุและผล ด้วยหลักของความถูกต้อง ตรงนั้นคือความสง่างามของรัฐธรรมนูญของเรา ท่านประธานที่เคารพครับ ประชาชนที่ผมได้พบในช่วงของการอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญนี้ ผมขออนุญาตเรียนฝากไปยังท่านประธานสามารถนะครับว่าประชาชนเขาบอกผมครับว่า ประชาชนไม่ต้องการเห็นการเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ เพราะว่า ผลประโยชน์ที่มีการต่อรองกันนั้น ก็ล้วนแต่เป็นผลประโยชน์ของนักการเมืองและ พรรคการเมืองเป็นส่วนใหญ่ทั้งสิ้น นี่คือเสียงประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ เพราะฉะนั้น ท่านประธานสามารถครับ ด้วยความเคารพท่านจริง ๆ ผมอยากเห็นการปรับแก้ไขมาตราต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลของหลักทางศีลธรรม ทางจริยธรรม หลักของผลประโยชน์ ของส่วนรวม ไม่ใช่ผลประโยชน์ของนักการเมือง เพราะว่าถ้าเราไม่ทำอย่างนั้น สุดท้ายรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จะออกมาด้วยอะไรก็แล้วแต่ ประชาชนก็จะบอกว่าก็เป็นรัฐธรรมนูญของนักการเมือง เพราะเกิดขึ้นจากการต่อรองของนักการเมืองและพรรคการเมือง แต่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ของประชาชน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ตั้งบนหลักของศีลธรรมและจริยธรรม ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ที่ตั้งบนหลักของความถูกต้อง บ้านเมืองของเราไม่ได้อยู่ด้วยการต่อรองผลประโยชน์ แต่บ้านเมืองของเราอยู่ด้วยหลักของความถูกต้อง หลักของศีลธรรมและจริยธรรม ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนว่าใน (๕) สิ่งที่สะเทือนใจผมก็คือคณะรัฐมนตรีในความรู้สึกของผม ไม่ได้คิดถึงเรื่องศีลธรรมเลย ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เพราะฉะนั้นผมอยากได้ยินคำตอบที่ชัดเจนว่าเติม (๕) นี้ กลับมา เพราะเชื่อในหลักของศีลธรรมและจริยธรรม ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ผมขอชี้แจงอยู่ ๒ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรกก็ตามที่ท่านสมาชิกท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่าในมาตรา ๒๙๑/๓ (๑) ที่กรรมาธิการเห็นชอบ เติม (๕) เข้าไปนะครับ ก็อยากกราบเรียนว่าเอกสารในเล่มนี้นะครับ ก็มีการผิดพลาดอย่างที่ท่านว่าจริง ก็คือไปพิมพ์ข้างล่างว่าคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วย ผู้แปรญัตติขอสงวน ซึ่งได้แก้ไขเรียบร้อยนะครับ ตามเอกสารแก้ไขหน้า ๑๕ ถ้าท่านจะกรุณา ดูนะครับ หน้า ๑๕ ท่อนสุดท้ายเลยนะครับ ในข้อ ๓ บอกแก้ไขหน้าเดิม ๘๕ บรรทัดที่ ๘ เป็นว่าคณะกรรมาธิการเห็นด้วย ผู้แปรญัตติพอใจ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธานว่า ผู้แปรญัตติทั้งหลายที่ให้เติม (๕) เข้าไป ซึ่งผมก็คิดว่าดูรายชื่อคร่าว ๆ ก็คงมีเป็นจำนวนร้อยท่าน และตอนนี้กรรมาธิการเห็นด้วยกับท่าน ท่านไม่ติดใจก็ไม่จำเป็นจะต้องอภิปรายแล้วครับ ท่านประธานครับ

เรื่องที่ ๒ ที่ท่านถามว่ากรรมาธิการ เติม (๕) เพราะเหตุผลอะไร ก็อยาก กราบเรียนนะครับ ใน (๕) เราได้ยกมาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ ซึ่งในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ (๕) ก็บอกว่าเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปี ในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ท่านคง จำได้นะครับวันที่เราประชุมกรรมาธิการกันมีกรรมาธิการหลายท่านไม่เฉพาะฝ่ายค้านนะครับ กรรมาธิการฝ่ายรัฐบาลเองก็ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดว่าเราน่าจะเอา (๕) เข้ามาเติม หรือจะบัญญัติไว้เป็นอีกวงเล็บหนึ่งต่างหาก เพราะหลายเสียงก็บอกว่าผู้ต้องคำพิพากษา และพ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปี หรือจะเอาสามปี หรือจะเอาสองปี ก็ถกเถียงกันประเด็นว่า เขาพ้นโทษมาแล้วนี่เราจะเอาสักกี่ปีดีถึงจะให้มาสมัคร สสร. ได้ แต่ในที่สุดเสียงข้างมาก ก็บอกว่าก็ยกเอารัฐธรรมนูญ (๕) ของมาตรา ๑๐๒ มาใส่เลยก็แปลว่าพ้นโทษมาต้องห้าปี ถึงจะสมัครได้นะครับ นี่ก็เป็นข้อเท็จจริง ส่วนการบัญญัติเข้าไปแล้วท่านจะพูดว่ามันเป็นคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรมหรือไม่ กรรมาธิการเสียงข้างมากก็เห็นด้วยว่าจะบัญญัตินะครับ ฉะนั้นก็กราบเรียนว่าข้อเท็จจริง มันเป็นอย่างนี้ว่าเราก็เห็นชอบที่จะบัญญัติ ไม่อยากให้ผู้ที่พ้นข้อหา พ้นโทษออกมาวันเดียว ก็มาสมัครได้ แต่อย่างที่มีท่านสมาชิกบางท่านอภิปรายว่าพ่อค้าเฮโรอีนติดคุก พ้นออกมา แล้วพรุ่งนี้ก็ไปสมัคร สสร. ได้ เราก็ไม่เห็นด้วยนะครับ ฉะนั้นก็เห็นพ้องต้องกันว่าเราควรจะ บัญญัติไว้ ท่านประธานครับ ไหน ๆ ก็ลุกขึ้นมาชี้แจงแล้วก็อยากจะกราบเรียนชี้แจง ท่านสมาชิกพีระพันธุ์ที่ท่านได้สอบถามว่าทำไมเราไม่ยก (๘) และ (๑๐) เข้ามาใส่ไว้เสียเลย ก็อยากกราบเรียนนะครับที่เราแยก (๘) เอามาเป็น (๒) ในมาตรา ๒๙๑/๓ และแยกเอา (๑๐) มาเป็น (๓) ก็ด้วยเหตุว่า (๘) เดิมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ นี่นะครับ ได้บัญญัติ บอกว่าเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง เราก็ เอามาปรับปรุงถ้อยคำเพื่อให้มันมีขอบเขตกว้างขวางขึ้น ก็เลยบัญญัติแยกออกมาเป็น (๒) ของมาตรา ๒๙๑/๓ ว่าเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ และเติมคำว่า พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจหรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐ ท่านก็จะเห็นว่า (๘) เดิมที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ เราก็จับ (๘) เดิมมา บวกกับ (๑๑) ซึ่งก็อยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ เหมือนกัน ก็ออกมาเป็นถ้อยคำใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๓ (๒) ฉะนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่จับเข้ามาเรียบเรียงใหม่ให้มันครอบคลุม มากขึ้น แล้วก็เอามาเป็นวงเล็บใหม่ในมาตรา ๒๙๑/๓ ส่วนใน (๑๐) ก็ไม่ได้หายไปไหนครับ เนื่องจาก (๑๐) ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ ไปบัญญัติบอกว่าเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือ เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงแล้วยังไม่ถึง ๒ ปี เราก็จับมาปรับถ้อยคำ ใหม่เอามาใส่เป็น (๓) ของมาตรา ๒๙๑/๓ บอกว่า (๓) เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิก วุฒิสภาหรือข้าราชการการเมืองก็ทำให้มันกว้างขึ้น หมายความว่าห้ามผู้ที่จะสมัคร สสร. ไม่ให้เป็น ส.ส. อยู่ ไม่ให้เป็นวุฒิสมาชิกและไม่ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองอื่น ก็กราบเรียนทำความเข้าใจครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ คือขณะนี้เราอยู่ใน หน้า ๘๔ ต่อหน้า ๘๕ นะครับ กลุ่มของท่านกนกทั้งกลุ่มเลยนะครับ ในนี้ได้แก้ไขแล้วเป็นว่า คณะกรรมาธิการเห็นด้วย แล้วก็ผู้แปรญัตติพอใจ ดังนั้นก็คงไม่ต้องอภิปรายนะครับ เชิญคุณหมอครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ถึงแม้ว่ามีการแปรญัตติไปแล้ว กรรมาธิการเห็นด้วยแล้วนะครับ แต่ในเมื่อกรรมาธิการยังมีมุมที่จะอภิปราย ผมว่าท่านประธานน่าจะเปิดโอกาสให้ เพราะว่า มันไม่ได้ผิดข้อบังคับข้อไหนเลยนะครับ ในการที่จะให้ผู้ที่แปรญัตติไปแล้วอภิปราย อีกอย่างหนึ่งก็คือผมดูรายชื่อแล้วก็มีประมาณ ๓-๔ ท่านเองนะครับ แล้วในเมื่อท่านประธาน ได้ให้สิทธิกับดอกเตอร์กนกไปแล้ว ผมว่าเพื่อความไม่เป็น ๒ มาตรฐานน่าจะให้โอกาสกับ คุณพิมพ์ภัทราและคนอื่น ๆ ที่อยู่ในกลุ่มนี้นะครับ ซึ่งความจริงแล้วก็มีผมด้วยครับ แต่ผม ขอสละสิทธิครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ให้ท่านพิจารณาด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เท่าที่ผมเห็น รายนามขณะนี้ก็มี ๓ ท่านนะครับ ก็เป็นประเด็นเดียวกับท่านศาสตราจารย์กนกนะครับ ก็ไม่เป็นไรครับ ถ้าท่านติดใจแล้วก็ประสงค์จะขออภิปรายก็ขอความกรุณานะครับ ในประเด็นเดียวกัน ลำดับแรก ก็เชิญท่านพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ครับ

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ก่อนอื่นดิฉันขอนำเรียนท่านประธาน นะคะ แม้ว่าดิฉันเองได้แปรญัตติอยู่ในกลุ่มเดียวกับท่านดอกเตอร์กนกค่ะ แต่ดิฉันเองยังมีมุม ที่จะนำเสนอท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการให้ท่านได้รับฟังความคิดเห็นต่าง อาจจะ เป็นการแปรญัตติในกลุ่มเดียวกัน แต่ความคิดเห็นอาจจะแตกต่างกันบ้างในบางประการ จึงอยากจะให้ท่านประธานได้เปิดโอกาสให้พวกเราที่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ได้มีโอกาส นำเสนอความคิดเห็นผ่านทางท่านประธานไปยังท่านประธานกรรมาธิการ แล้วก็สื่อไปยังพี่ น้องประชาชน ซึ่งวันนี้เรากำลังที่จะเปลี่ยนกติกาใหม่ที่บังคับใช้กับพี่น้องคนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นแล้วพี่น้องประชาชนจึงมีสิทธิค่ะ ที่จะได้รับฟังความคิดเห็นที่ตัวแทนของ พวกเขาได้มานำเสนอท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการให้รับทราบโดยทั่วกันค่ะ ก่อนอื่น ท่านประธานคะ ในมาตรา ๒๙๑ เป็นมาตราที่สำคัญและถือว่าเป็นหัวใจหลักในการแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงที่มาค่ะ ที่มาของคนที่จะเข้าไปร่างรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานคะ ก่อนอื่นดิฉันอยากจะถามท่านประธาน ผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการค่ะว่าท่านมีเหตุผลประการใดคะ วันนี้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ มันผิดตรงไหน มันบกพร่องอย่างไร หรือว่ามันมีข้อผิดพลาดประการใดคะ ถึง ได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องถามอย่างนี้เพราะว่าดิฉันอยากจะสอบถาม เจตนารมณ์ในการแก้ไข เพราะถ้ามีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ถึงจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามเจตนารมณ์ที่เขาได้กำหนดเอาไว้นะคะ ดิฉันสอบถาม อย่างนี้ก็เพราะว่าวันนี้หลายคนค่ะ ตัวดิฉันเองสมาชิกรัฐสภาเองหลายคนตั้งข้อสงสัยว่า เมื่อแก้รัฐธรรมนูญไปแล้วคนที่ได้ประโยชน์คือใครคะ พี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศได้ ประโยชน์หรือไม่ หรือว่าท่านแก้เพื่อให้ใครคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือกลุ่ม ผลประโยชน์แค่เพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น วันนี้ท่านมีโอกาสที่จะชี้แจงเพราะเรายังมีเวลาให้ท่าน ชี้แจงแล้วเรารับฟังอยู่อีกมากค่ะ ถ้าท่านได้ชี้แจงคลายข้อสงสัย คลายความกังวลให้พวกเรา ได้มีความคิดที่ตรงกัน ดิฉันเชื่อมั่นเหลือเกินค่ะว่าคำถามที่หลายคนตั้งข้อสงสัย จนกระทั่งถึง พี่น้องประชาชนเขากำลังตั้งคำถามอยู่นี่นะคะ มันก็จะได้หายกันไปค่ะ วันนี้ท่านประธานคะ เรายังคงสงสัยนะคะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันผิดอะไร ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันออกมาว่าใครที่คิดจะทุจริตที่มีนโยบายทุจริตเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง เอื้อประโยชน์ให้ครอบครัวตัวเอง หรือแม้ว่าเอื้อประโยชน์ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่มันจะ ทำได้ยากขึ้นค่ะ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันทำให้ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้มากขึ้นค่ะ ใครที่คิดจะไปแทรกแซงหน่วยงานราชการต่าง ๆ ก็ทำได้ยากขึ้นค่ะ วันนี้ท่านประธานคะ นักการเมืองคนไหนที่คิดจะหมกเม็ด ซุกซ่อน ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน มันก็ทำได้ยากขึ้นค่ะ แล้วก็สิ่งที่ดีที่สุดที่มีผลประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนก็คือว่าพี่น้องประชาชนคนไหนที่ถูก อำนาจรัฐไปใช้เอารัดเอาเปรียบ เขาเองสามารถตรวจสอบคนที่ใช้อำนาจได้วันนี้มันก็ทำ ได้ง่ายขึ้นค่ะ เพราะฉะนั้นแล้วท่านประธานคะ ดิฉันก็ยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันไม่ได้มีปัญหาหรอกค่ะ แต่ว่าสิ่งที่มันมีปัญหาก็คือว่ามันอาจจะไม่ถูกใจ มันอาจจะ ไม่เอื้อประโยชน์ให้เข้าไปแทรกแซงให้เข้าไปได้ง่ายเหมือนกับ ปี ๒๕๔๐ และนี่เป็นสาเหตุ หรือเปล่าคะ ที่ท่านจำเป็นจะต้องแก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ดิฉันยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญ มันไม่ผิดหรอกค่ะ แต่คนใช้อาจจะไม่ถูกใจ อาจจะไม่สนองตัวเองได้อย่างชัดเจน จึงจำเป็นต้องแก้หรือเปล่าคะ เพราะฉะนั้นวันนี้คนที่ไปเป็นตัวแทน คนที่จะต้องไป ร่างกฎหมายสูงสุดที่จะต้องไปบังคับใช้กับคนทั้งประเทศจึงมีความสำคัญค่ะ ดิฉันอยากเห็น มาตรฐานในการร่าง ในการจัดทำกฎ กติกา ใหม่ของประเทศเป็นแบบอย่างที่ดีนะคะ ดิฉัน ไม่อยากเห็นท่านใช้มาตรฐานเหมือนกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีแบล็คลิสท์ (Black list) เข้ามาเป็นรัฐมนตรีค่ะ เพราะฉะนั้นแล้วที่มาของ สสร. นะคะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ กรุณาอยู่ ในประเด็นที่ท่านสงวนคำแปรญัตติไว้นะครับ

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ดิฉันกำลังพูดถึงเรื่องที่มาของ สสร. นะคะท่านประธาน ถ้าท่านมีโอกาสฟังดิฉันสักนิดนะคะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมฟังอยู่ครับ กรุณากระชับ นิดหนึ่งให้มันอยู่ในประเด็นที่ท่านสงวนคำแปรญัตติไว้นะครับ

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ดิฉันกำลังเข้าถึงเรื่องของมาตรา ๒๙๑ (๓) เรื่องที่มาของ สสร. โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะคะ คนที่มีคุณสมบัติต้องห้ามค่ะ ดิฉันก็ได้แปรญัตติเอาไว้นะคะว่าเริ่มต้นมันควรจะมีตั้งแต่แรกนะคะ เรื่องของบุคคลที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกที่พ้นโทษมาไม่ถึง ๕ ปี มันไม่ควรที่จะได้มาเป็นด้วยซ้ำ แต่ทำไมท่านถึงไม่ได้เขียนมาตรานี้ไว้ตั้งแต่แรก ทำไมท่านเพิ่งจะใส่เข้ามา แล้วที่สำคัญก็คือว่า เรามีมาตรา ๑๐๒ ไว้สำหรับผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของบุคคลคนทั้งประเทศอยู่แล้ว แต่นี่มันสำคัญกว่า ส.ส. อีกนะคะ คือ สสร. สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่จะต้องมาทำ กฎกติกาที่ต้องบังคับใช้กับคนทั้งประเทศ ทำไมมันถึงไม่มีคะ เพราะฉะนั้นคนที่มาเป็น สสร. ได้ท่านประธานคะ จะต้องปราศจากคำติฉินนินทา ปราศจากการตั้งข้อแม้ใด ๆ จากคนรอบข้าง หรือแม้แต่ประชาชนคนทั่วไป สสร. ที่มาเป็นต้องปราศจากการครอบงำ ปราศจากการชี้นำ ของการเมืองค่ะ เพราะฉะนั้นคนที่มาเป็น สสร. ได้ต้องเป็นอิสระ เป็นกลางค่ะ แต่ถ้าเกิดว่า ท่านไม่ได้ใส่เอาไว้ตั้งแต่แรก และท่านมาใส่ทีหลังอย่างนี้ ดิฉันก็ได้ฟังท่านประธานไปสักครู่ แล้วว่าท่านใส่มาแล้ว แต่ดิฉันอยากจะบอกให้ทางประชาชนได้รับรู้รับทราบว่าใน (๕) มันไม่ได้ มีเริ่มต้นมาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีค่ะ แต่ถ้าท่านยังคิดที่ดิฉันจะบอกว่าท่านจะใช้เสียงข้างมาก ในการที่จะสรุปทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านอยากทำได้ค่ะ แต่เสียงข้างมากที่ท่านพยายามอ้างอยู่นี่นะคะ ไม่ว่าจะเป็น ๑๕ ล้านเสียง ที่ท่านบอกว่าท่านได้เสียงข้างมากมา สะท้อนมาให้เห็นว่าวันนี้ ท่านมีตัวแทน ๑๕ ล้านเสียงอยู่ในสภานั่งอยู่ในซีกของรัฐบาล ยกมือผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ที่ท่านอยากได้ อยากให้เป็น ยกมือได้ค่ะ แต่เสียงข้างมากไม่ได้หมายความว่าจะทำได้ทุกอย่าง ทุกเรื่องนะคะ รัฐธรรมนูญที่ดีต้องเคารพในเรื่องระบอบประชาธิปไตย นั่นหมายถึงว่า ท่านต้องเคารพความคิดเห็นของคนส่วนน้อยด้วยค่ะ และคนส่วนน้อยที่ดิฉันพูดถึงมันก็ หมายถึงอีก ๔๙ ล้านคน ที่ไม่ได้เลือกพวกท่าน ๔๙ ล้านคนที่ไม่ได้เลือก ไม่ได้หมายความว่า จะเออออยินยอมหรือว่าพร้อมใจให้ท่านแก้ไขรัฐธรรมนูญค่ะ เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านบอกว่า เสียงข้างมากในสภาเห็นดี เห็นงาม เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เสียงข้างมาก ที่ท่านบอกไว้นะคะ มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าเสียงข้างมากในสภาไปฟังคำสั่งของคนคนเดียว อยู่นอกสภาค่ะ เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านประธานคะ คนที่ท่านพูดถึงอยู่บ่อย ๆ นะคะ ท่านบอกว่า เป็นคนที่มีบารมีอยู่นอกรัฐธรรมนูญ ใช่คนนี้หรือเปล่าคะ คนที่สั่งท่านบอกว่าทำอะไรก็ได้

สุดท้ายท่านประธานคะ ดิฉันยังคงกังวลนะคะ แล้วก็ดิฉันยังมีความรู้สึกว่า วันนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการเสียงข้างมากทำค่ะ ทำในสิ่งที่ชอบ แต่ไม่ได้ ทำในสิ่งที่ชอบธรรม สำหรับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนค่ะ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่จริงผมไม่อยากประท้วงท่านผู้อภิปรายนะครับ แต่ว่า นอกประเด็นไปเยอะ ท่านประธานก็ได้เตือนหลายครั้งแล้วนะครับ ขอให้อยู่ในประเด็นนะครับ ผมไม่อยากจะบอกว่าท่านผิดข้อบังคับข้อนั้นข้อนี้นะครับ ว่าซ้ำซากวนเวียน แล้วก็กล่าวถึง บุคคลอื่นอยู่ตลอดเวลา เอาที่ท่านแปรญัตติเล็ก ๆ ตรงนี้นะครับ ไม่ต้องไปไกลหรอกครับ อย่างไรเวลาก็ไปถึงอาทิตย์หน้าอยู่แล้ว อย่างไรก็ขอให้ท่านประธานช่วยบอกให้กระชับ แล้วอย่านอกประเด็นครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมก็คิดว่าท่านคงใกล้แล้วนะครับ ใกล้จะจบแล้วใช่ไหมครับ

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กำลังจะสรุปแล้วค่ะ ท่านประธานคะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

กรุณาหน่อยนะครับ บังเอิญ เป็นประเด็นเดียวกัน ผมก็อยากจะขอความกรุณาจะได้ไม่เสียเวลาเพื่อนสมาชิกนะครับ

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานคะ สิ่งที่ดิฉันได้สะท้อนผ่านทางท่านประธานไปคณะกรรมาธิการและ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาให้ทราบ นั่นคือเจตนารมณ์ที่ประชาชนเอง ซึ่งตัวดิฉันเองเป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชนจำเป็นต้องมาสะท้อนให้ฟังในสภา อาจจะไม่รื่นหู อาจจะไม่เข้าหู แต่ท่านต้องอดทนฟังสักนิดหนึ่งค่ะ วันนี้ท่านประธานคะ ดิฉันขอฝากเอาไว้ค่ะว่าทุกคน อยากเห็นกฎกติกาอันใหม่ ฉบับใหม่ ได้ประโยชน์กับคนไทยทุกคน ดิฉันไม่อยากเห็น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาเป็นฉบับต่อยอดทรราชค่ะ ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ ครับ เชิญท่านเจือ ราชสีห์ ครับ สักครู่นะครับ เชิญท่านเจะอามิง โตะตาหยง ครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานเรียกทีเดียว ๓ ท่านเลย แล้วท่านจะให้ใครพูด ก่อนครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่าน ท่านที่กำลังพูดนะครับ เชิญท่านครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านที่กำลังพูด หมายถึงผมใช่ไหมครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ใช่ครับ ท่านเจือกรุณา รอถัดไปนะครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กระผมคนหนึ่งที่ได้มีการแปรญัตติในมาตรานี้ครับท่านประธาน ท่านประธานครับ วันนี้เราต้องยอมรับในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องแปลก ในครั้งนี้คือรัฐบาลได้เป็นผู้ที่แก้ไข ขอแก้ไข ท่านประธานครับ รัฐบาลได้อาศัยอำนาจรัฐ ในการดำเนินการการแก้ไขการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่สำคัญที่สุด ก็คือใช้อำนาจของตัวเอง แล้วก็ใช้เสียงข้างมากในสภาเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตัวเอง ต้องการ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญวันนี้ที่ได้มีการร่างโดยรัฐบาลนั้นเราต้อง ยอมรับเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่รวบรัด ที่สำคัญที่สุดเราจะเห็นว่าในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะมีการแก้ไข มีข้อตกบกพร่องอยู่ตลอดเวลา นั่นจะแลเห็นว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มีความเร่งรีบอย่างจริงจังเพื่อต้องการที่จะให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตัวเองต้องการ ที่สำคัญ มากที่สุดก็คือว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเป็นประเด็นที่มาของมันก็คือมาจากมีการ สัญญาของกลุ่มคนโดยใช้นโยบายในรัฐบาล มีการสัญญาว่าจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วมันเป็นกระบวนการในการเป็นที่มาของการที่จะ ร่างกฎหมายเรื่องปรองดองและนิรโทษกรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ตามที่กระผมได้ แก้ไขในกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนครับว่าผมเองได้แลเห็นว่าในการร่างรัฐธรรมนูญ ของรัฐบาลได้มีความบกพร่อง โดยเฉพาะในมาตรา ๒๙๑/๓ บุคคลที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลที่ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ใน (๕) ท่านประธานที่ผมได้แปรญัตติเข้ามามันมีเนื้อหาสาระ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงว่าในมาตรานี้มันมีความสำคัญ คือถ้าไม่มีการบรรจุใน (๕) ก็หมายถึงว่าบุคคลที่ได้มีการกระทำความผิดถูกจองจำในเรือนจำออกมาสามารถที่จะเป็น สสร. ได้ ซึ่งกระผมก็มีความแปลกใจว่าทำไมในการร่างลักษณะอย่างนี้มันเป็นเรื่องสำคัญ เป็นกฎหมายสำคัญของประเทศชาติและบ้านเมืองที่รัฐบาลได้นำเสนอขึ้นมา แต่ความละเอียดอ่อนเรื่องเหล่านี้ทำไมเมื่อเป็นร่างของรัฐบาลทำไมถึงไม่บรรจุไว้ ผมก็มีกรอบความคิดของผม ผมมองว่าในการร่างรัฐธรรมนูญของรัฐบาลฉบับนี้มันเป็นไป ตามที่ตัวเองต้องการ ในความหมายของผม ผมก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าในการที่ตัด (๕) ของรัฐบาล รัฐบาล พยายามตัด (๕) ออกไปก็เพื่ออะไรครับ คุณสมบัติของ สสร. มันจะโยงไปถึงที่ไหน มันจะไป โยงถึงคนที่จะมาเป็น สสร. ก็คือกลุ่มคนของพรรคพวกของตัวเองก็คือกลุ่มเสื้อแดงที่ได้ ให้สัญญาไว้ จะได้กลับมาเป็นรัฐบาลและได้กลับมาเป็น สสร. อย่างไรครับ เพราะกลุ่มคน เหล่านี้เป็นฐานอำนาจของรัฐบาลซึ่งไปอยู่ ถ้าผมจะเรียกก็คือการใช้อำนาจซ้อนอำนาจรัฐ ใช้เป็นกองกำลังเสื้อแดงอยู่ข้างนอก โดยมีการทำสัญญาของรัฐบาลในฐานะที่เป็นพรรคเพื่อไทย ได้ไปสัญญาไว้ว่า ถ้ามาเป็นรัฐบาลแล้วจะแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วจะเอาคนเหล่านี้ละครับมา ผมมีสิทธิที่จะเข้าใจครับท่านประธาน

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเจะอามิง มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายทำผิด กฎข้อบังคับ ข้อ ๔๓ กล่าวพาดพิงให้ร้ายบุคคลอื่นโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะกล่าวหาว่าจะเอาพรรคพวก ของตนที่เป็นคนเสื้อแดงเข้ามาเป็น สสร. ผมไม่ทราบว่าผู้อภิปรายใช้สมองส่วนไหนคิดนะครับ ผมไม่ทราบจริง ๆ ไม่ใช่สักแต่พูด ไม่ได้ดูประเด็นว่าตัวเองต้องแปรญัตติประเด็นอะไรบ้าง ให้ประธานวินิจฉัยแล้วก็ควบคุมการอภิปรายให้อยู่ในประเด็นด้วยครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอความกรุณาท่านเจะอามิง กรุณาอยู่ในประเด็นที่เรากำลังคุยกัน มาตรา ๒๙๑/๓ แล้วก็วงเล็บที่เติมไปคือมาตรา ๑๐๒ (๕) เชิญครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ผมจะอภิปรายต่อไป ผมขออนุญาตท่านประธานได้กรุณาให้เพื่อนสมาชิกได้กรุณาขึ้นมาพูดเมื่อสักครู่ว่าผมใช้สมอง ส่วนไหนมาคิด ท่านจะต้องถอนคำพูดนี้นะครับ เพราะผมใช้สมองคน ไม่ใช่สมองลิงมาพูดครับ ให้ท่านถอนด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญเถอะครับ ท่านครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ขอความกรุณา ท่านประธานได้กรุณาวินิจฉัยให้ถอนคำพูดนี้ก่อนครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมก็ฟังอยู่ยังไม่เสียหายอะไร เชิญท่านเถอะครับ เชิญครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพครับ เป็นการดูถูกดูแคลนเพื่อนสมาชิกว่าใช้สมองส่วนไหน ทำให้ผมเกิดความเสียหาย ได้ครับท่านประธาน ผมขออนุญาตท่านประธานได้กรุณาวินิจฉัยให้ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ ได้กรุณาถอนคำพูดเมื่อสักครู่ก่อนครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับท่าน สมองมีหลายส่วนครับ ท่านครับ ก็อยู่บนศีรษะเรานี่ละครับ เพราะฉะนั้นเชิญท่านต่อนะครับ ท่านประสิทธิ์ได้ยินนะครับ ผมเข้าใจว่าเราเข้าใจกันดีแล้วทั้ง ๒ ท่าน ท่านก็โต้กันไปโต้กันมา เชิญท่านเถอะครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านประธานเอากับเขาด้วยหรือครับ ท่านประธานไม่ได้เป็นกลางนี่ครับ ท่านประธานวินิจฉัยคำที่ผมได้ขอร้องให้ท่านประธานได้กรุณาวินิจฉัยก่อนสิครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเจะอามิง ผมวินิจฉัย แล้วครับว่าผมไม่เห็นว่าเสียหาย ถ้าเผื่อท่านไม่อภิปรายต่อก็ไม่เป็นอะไรนะครับ เชิญท่านต่อครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานช่วงเย็น ๆ ต้องใจเย็น ๆ ครับท่านประธาน ผมมีสิทธิ ที่ผมแปรญัตติ ผมมีสิทธิที่จะพูด และผมมีสิทธิที่จะตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยว่าทำไมถึง จะต้องไปตัด (๕) ออกไป เพราะคนที่ร่างก็คือรัฐบาลเสนอร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใช่ไหมครับท่านประธาน และพฤติกรรมของรัฐบาลนี้ท่านเห็นไหมครับ ขนาดสั่งให้มีการเผาบ้านเผาเมืองยังเป็นรัฐมนตรีได้เลยครับ แล้วเรื่องนี้มีการสัญญา อย่างชัดเจนว่ากระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญวันนี้มันไม่ปกติ มันเกิดกระบวนการ ทั้งหมด ทั้งปรองดอง และกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีการจัดทำและใบสั่งจากต่างประเทศให้ทำ โดยมีเป้าหมายอย่างชัดเจน คือนิรโทษกรรม ใช้สภาเป็นบันได ใช้สภาเป็นเครื่องฟอก ของตัวเอง แล้วเราจะเป็นเครื่องมือครับ ท่านประธานครับ สภานี้ไม่ใช่สภาตรายางนะครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ใช่กระดาษทิชชูนะครับ ที่จะเอามาปู้ยี่ปู้ยำในสภาผู้แทนราษฎรอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงอีกแล้ว เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปรายสักนิดเถอะครับ บรรยากาศที่ผ่านมาผมว่ามันราบรื่น ดีแล้วนะครับ โดยเฉพาะ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลพยายามจะไม่ใช้เวลาพูดเลย โดยให้เพื่อนที่แปรญัตติ สงวนความเห็นได้พูดได้เต็มที่ ดังนั้นผมคิดว่าถ้าเราจะรักษาบรรยากาศที่ดีอย่างนี้ก็ขอ เพื่อนสมาชิกที่กำลังอภิปรายอยู่นี้ได้เห็นความหวังดีต่อกันดีกว่า แล้วก็แนวคิดที่จะทำให้สภา เกิดความตื่นเต้น ไฟลุก วางแผนอย่างนั้นอย่างนี้ คนเสื้อแดง อย่าทำเลยครับ เพราะเท่าที่รู้ คุณหมอเหวงและหลาย ๆ คนก็ตั้งใจแล้วครับว่าจะอดทนฟังท่านอยู่ แล้วก็จะอดทนต่อไป ผมคิดว่าอย่าใช้วิธีการนี้เลยครับ น่าจะไม่เป็นผลเท่าไร เพียงแต่ว่าถ้ามันผิดข้อบังคับ โดยเฉพาะอันนี้ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ด้วยครับ ท่านประธานครับ ขอความกรุณาท่านเถอะครับ อย่าไปดำเนินการอย่างนั้นเลยครับ ไม่ค่อยเป็นผลหรอกครับ ขอบพระคุณครับ

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมประท้วงท่านประธานครับ ผมก็ขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ ท่านประธานจะไปปล่อยให้ท่านสุนัย ซึ่งท่าน อาวุโสกว่าผม ท่านต้องชี้แจงก่อนว่าเพื่อนสมาชิกที่กำลังอภิปรายผิดข้อไหน แล้วท่านประท้วง ในข้ออะไร แต่อยู่ ๆ ท่านลุกขึ้นมาเหมือนกับท่านมาอบรมสั่งสอน มันไม่ใช่ครับท่านประธาน ท่านประธานปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ไม่ได้ ท่านประธานต้องถามเขาก่อนว่า เพื่อนสมาชิกซีกของผมผิดข้อไหน ท่านถึงจะมาชี้แจงได้ ไม่ใช่อยู่ ๆ ลุกขึ้นมาแล้วมา อบรมสั่งสอน อย่างนี้ไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือผมขอทำความเข้าใจ นิดหนึ่งนะครับ ความจริงผมก็คิดว่าผมได้พยายามที่จะทำหน้าที่ด้วยความผ่อนปรน อนุโลม มาโดยตลอดนะครับ เฉพาะประเด็นนี้ในความเป็นจริงแล้วถ้าเผื่อปฏิบัติตามข้อบังคับนะครับ เมื่อท่านผู้แปรญัตติพอใจแล้ว แล้วได้มีการแก้ไขแล้ว ถ้าเอากันตาม ข้อ ๙๙ ก็ไม่มีสิทธิ อภิปรายนะครับ แต่โดยบังเอิญการแก้ไขอันนี้ผมเพิ่งเห็นทีหลังนะครับ แล้วผมได้อนุญาต ให้ท่านกนกได้อภิปรายไป ๑ ท่านแล้ว สำหรับท่านที่เหลือเมื่อกี้คุณหมอก็พยายามจะให้ผม อนุโลมเป็นมาตรฐานเดียวกัน ผมก็ปฏิบัติตามนะครับ แต่ไม่มีอะไรครับ ทั้งหมดทั้งปวงก็เห็น ว่าบรรยากาศมันดีอยู่แล้ว ผมก็อยากจะขอความกรุณาท่านเถอะครับว่าไม่เป็นอะไรครับ ที่จริงท่านพอใจแล้วนะครับ แต่เมื่อท่านอยากจะขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม แล้วผม ได้ผ่านท่านกนกไปแล้ว ผ่านท่านพิมพ์ภัทราไปแล้วก็เชิญท่านเจะอามิงต่อเถอะครับ แต่ว่า ขอความกรุณาให้อยู่ในกฎเกณฑ์ที่เราได้ตกลงกันนะครับ ขอความกรุณาอย่าได้ไปพาดพิงถึง คนภายนอกโดยไม่จำเป็นด้วยนะครับ เชิญครับ ท่านสุนัยว่าอย่างไรครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ เพื่อความเข้าใจดี ขึ้นอีกสักนิดเถอะครับ เมื่อกี้นี้ท่านผู้ที่ลุกขึ้นมาประท้วงนั้นดูพาดพิงผม แล้วก็ด้วยสังเกต เป็นประจำครับ ชอบจะใส่ร้ายผม คือหาว่าผมไม่มีข้อบังคับ ไม่ได้บอกข้อบังคับ ความจริง ผมบอกข้อบังคับท่านประธานไปแล้ว ผมเป็น ส.ส. มาหลายสมัยผมเข้าใจดีครับ ผมก็บอกไป แล้วว่า ข้อ ๔๓ เรื่องการเสียดสีกัน ใส่ร้ายกันที่มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันในสภา ผมก็ขอร้องด้วยความหวังดีว่าเราก็อดทนฟัง แม้ว่าเรามีสิทธิที่จะตอบโต้แต่เราก็ไม่ทำครับ ก็ขอความกรุณาครับ พยายามอย่าทำอย่างนี้อีกเลยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจครับ ทุกท่านก็ได้พูด แสดงความเห็นแล้วนะครับ เชิญท่านเจะอามิงต่อครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขออนุญาตเรียนผ่านไปถึงท่านสุนัยครับท่านประธาน ก็ให้อดทนต่อไป เถอะครับ เป็นรัฐบาลแล้วหัดอดทนบ้าง ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมต้องยอมรับว่า ในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลได้เสนอมาให้ โดยเฉพาะที่ผมได้แปรญัตติไว้ใน มาตรา ๒๙๑ (๕) ที่จริงที่มาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการที่จะให้มี สสร. ในการที่จะมา พิจารณาเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญผมถือว่ามันผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ท่านประธานเชื่อไหมครับ ท่านประธานลองกลับย้อนไปดูในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมและ ท่านสมาชิกที่นั่งในห้องนี้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับฉันทานุมัติจากพี่น้องประชาชน ให้มาใช้สิทธิใช้เสียงเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในสภา พวกผมสิครับจะต้องเป็นผู้ที่ พิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่การที่จะแต่งตั้ง สสร. สภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา โดยอาศัยช่องทางของสภานี้ ท่านจะไปมีอำนาจเหนือกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ครับ ท่านประธาน ที่มาของ สสร. จะมาไม่ได้ แล้วผมถือว่าการร่างกฎหมายของรัฐบาลในขณะนี้ คือมีการกระทำความผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เมื่อก่อนเราพูดถึงว่า การร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายถูกฉีกเพราะเกิดจากอำนาจเผด็จการ แต่วันนี้เกิดขึ้น ในสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก และการร่างรัฐธรรมนูญอย่างนี้เราจะไม่เรียกว่าเผด็จการ รัฐสภาได้อย่างไรครับท่านประธาน อย่างนี้เป็นการฉีกกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน โดยรัฐบาลเองด้วยครับ ผมถามท่านประธานผ่านไปถึงประธานคณะกรรมาธิการว่าถ้าหาก มีการยื่นเพื่อให้ตีความว่าการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการกระทำความผิด ข้อบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ใครจะรับผิดชอบ ท่านประธานจะรับผิดชอบ ไหมครับ รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบไหมครับ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ลงลายมือชื่อในการ ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องรับผิดชอบนะครับ ท่านจะต้องรับผิดชอบนะครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้พอย้อนกลับไปดูว่าอำนาจในการปกครองบ้านเมืองมีอยู่ ๓ อำนาจ อำนาจตุลาการคือฝ่ายศาล อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร แต่ที่สำคัญวันนี้คือคนที่เป็น รัฐบาลซึ่งมาจากสภาผู้แทนราษฎรไปบริหารเข้าใจ และเข้าใจในตัวเองในการบริหารประเทศ ผิดพลาด ในการที่ไปร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างนี้มันไม่ใช่หลักการการบริหารประเทศครับ ท่านประธาน มันเป็นการที่คิดเหนือกว่าการบริหารประเทศคือการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ให้ท่านไปบริหาร คือบริหารประเทศไม่ใช่ปกครองนะครับท่านประธาน สิ่งเหล่านี้ ทางประธานคณะกรรมาธิการที่ไปเป็นประธานคณะกรรมาธิการได้ซักถามไหม สิ่งที่ผม ได้เห็นในการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้อผิดพลาดที่สำคัญที่สุดคือทางกรรมาธิการ ได้ถามรัฐบาลไหมว่ารัฐบาลกล้าที่จะประกาศไหมว่า

ประเด็นที่ ๑ คือจะไม่แตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์

ประเด็นที่ ๒ คือจะไม่แตะต้ององค์กรอิสระ

ประเด็นที่ ๓ คือไม่แตะต้ององค์กรตุลาการ

สิ่งเหล่านี้ที่ผมเป็นห่วงเพราะว่าการที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ สสร. ขึ้นมา ถ้าผ่านกระบวนการแล้วสิ่งเหล่านี้ สสร. จะไปทำไหม ซึ่งสิ่งเหล่านี้สังคมเขารับไม่ได้ ทางกรรมาธิการได้สอบถามไหมครับ

ประเด็นต่อมา หลังจากนี้ก็คือมีการพูดถึงไหมว่าจะไม่นิรโทษกรรมเพื่อ คนใดคนหนึ่ง ไม่ล้มล้าง คตส. และหากมีการกระทำความผิดของคนที่มีการกระทำความผิด ก่อนหน้านี้ก็ต้องดำเนินคดีตาม ป. วิ. อาญา สิ่งเหล่านี้กระบวนการเหล่านี้มีการกำหนด มีการสอบถามในขั้นกรรมาธิการไหมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ถึงไม่แปลกครับว่าวันนี้ แนวทางในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญวันนี้สิ่งที่สำคัญมากที่สุด ก็คือถ้าเป็นที่การ คาดการณ์ว่าต่อไปในอนาคตข้างหน้าน่าจะมีปัญหา น่าจะมีปัญหาในการสร้างมวลชน ของกลุ่มคนที่ไม่พอใจรัฐบาล แล้วประเด็นเหล่านี้ครับ ท่านประธานครับ การปกครอง บ้านเมืองมันจะอยู่ได้อย่างไร การบริหารประเทศจะอยู่ได้อย่างไร บ้านเมืองจะเกิด ความแตกแยก ทีนี้กลับมาเป็นรัฐบาลเป็นคนที่ไปทำขึ้นมาเอง คนเป็นรัฐบาลถ้ามองเห็น แลเห็นว่าข้างหน้าในอนาคตจะมีปัญหา ก็ต้องไม่นำเรื่องเหล่านี้เข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร ๒ เรื่องติด ๆ กันครับ ในเรื่องการปรองดองและกฎหมายรัฐธรรมนูญติด ๆ กัน และการทำงานอย่างนี้มีการสอดคล้องกับคนที่เป็นรัฐมนตรีได้ให้ความหมาย ได้ให้นัยทาง การเมือง ได้มีการสัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่าออกกฎหมายรัฐธรรมนูญและมีการนิรโทษกรรม และมีการเตรียมพร้อมมากกว่านี้อีกครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ขอความกรุณานะครับ เรากำลังพูดกันถึงมาตรา ๒๙๑/๓ นะครับ คือคุณสมบัติของบุคคลที่จะมามีสิทธิสมัครเป็น สสร. นะครับท่าน ท่านกรุณาอย่าออกไปไกลนักครับ ท่านครับ เชิญครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ที่ผมต้องออกไปไกล แต่ไม่ไกลเยอะ เพื่อจะได้แลเห็นว่าการกำหนด คุณสมบัติของ สสร. ที่จะมาพิจารณานี้นะครับ ในเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ มันมีนัยและ มีความสำคัญ แล้วผมก็กลัวว่าสิ่งที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้มันจะเป็นปัญหานะครับท่านประธาน ผมเลยต้องพูดในสภาผู้แทนราษฎรจะได้บันทึกว่าพรรคฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย ถ้าท่านไปทำ ในสิ่งเหล่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องยอมรับว่าวันนี้การร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ วันนี้ผมถือว่าในลักษณะของผมจะผิดจะถูกได้นะครับท่านประธาน แต่ผมถือว่านี่คือ การเปลี่ยนแปลงในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยเป็นการตั้งรัฐไทยใหม่ใช่ไหม ถึงได้เสนอกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า วันนี้ถึงเวลาแล้วครับ พวกผมในสภาผู้แทนราษฎรแสดงข้อคิดเห็นจะมีความคิดความเห็นที่ดี อย่างไร แต่เชื่อครับการลงมติไม่มีทางหรอกครับที่พวกผมจะชนะเสียงในสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ต้องแพ้วันยังค่ำ แต่กรอบความคิดวันนี้ต้องยอมรับว่ากรรมาธิการชุดนี้เป็นกรรมาธิการ ที่ใจแคบ ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาในสภาผู้แทนราษฎรเลย ไม่ยอม แม้กระทั่งการแก้ไข เป็นคนที่มีใจดำอำมหิต ใจแคบ ใจเท่ารูเข็มครับ ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ที่ผมพยายามจะบอกว่าเราต้องใจกว้างครับท่านประธาน

(นายสามารถ แก้วมีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเจะอามิงครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ครับ จริง ๆ ผมไม่เคยประท้วงใครในห้องประชุมนี้นะครับ แต่วันนี้ ถ้าท่านผู้อภิปรายใช้ถ้อยคำแบบนี้ผมว่าทำให้กรรมาธิการเสียหายนะครับ กรรมาธิการ ก็ทำทุกอย่างโดยเป็นตัวของตัวเองอิสระนะครับ แล้วเราก็ทำด้วยการเคารพเหตุ เคารพผล เคารพความคิดเห็นของทุกฝ่ายนะครับ ท่านจะถามเพื่อนกรรมาธิการที่อยู่พรรคท่านที่อยู่ ในที่ประชุมกรรมาธิการก็ได้นะครับ เราพูดจากันด้วยเหตุด้วยผลมาตลอด ขอความกรุณา ท่านนะครับ ผมก็เคารพนับถือท่านนะครับ ผมก็ไม่นึกว่าท่านจะใช้ถ้อยคำที่มันรุนแรงเกินไป ขอความเป็นธรรมให้กับกรรมาธิการด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ขอความกรุณา อย่าใช้ถ้อยคำเสียดสีนะครับ เชิญครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม เจะอามิง โตตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กระผมนำเรียนข้อคิดเห็นในการที่ผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑ (๕) ที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือผมอยากจะถามไปถึงทางคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาก็คือมือกฎหมายของรัฐบาล ในขณะที่กฎหมายตัวนี้ออกมา เพื่อนำเสนอต่อสภานี่คณะกรรมการกฤษฎีกาต้องดูแลใช่ไหมครับ ถามว่าในฐานะที่เป็น มือกฎหมายของรัฐบาลในการที่ตัด (๕) ออกไปนี่นะครับ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เคยให้ข้อเสนอแนะอย่างไรต่อรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งผมไม่ได้เป็นกรรมาธิการผมไม่ทราบครับ ผมต้องถามกรรมาธิการผ่านไปถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าท่านได้ให้กรอบความคิดเหล่านี้ อย่างไร และให้เรื่อง (๕) นี่ผ่านมาได้อย่างไรที่ต้องไปตัด (๕) มา หรือว่าคณะกรรมการ กฤษฎีกาอยู่ใต้อานัติของรัฐบาล รัฐบาลจะเอาอย่างไรก็ได้ ท่านกรรมการกฤษฎีกาเป็น มือกฎหมายของรัฐบาลนะครับ ใครมาเป็นรัฐบาล รัฐบาลนี่คือรัฐบาลไทยภายใต้การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านไม่กล้าทำอะไรเลยหรือครับ คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่เคยให้ข้อเสนอแนะอะไรต่อรัฐบาลเลยหรือครับว่า การตัด (๕) ออกไปนี่มันมีความหมาย ผมถึงบอกว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นร่างกฎหมายที่มีปัญหาอย่างแน่นอนต่อไปในอนาคต ถ้ามีการผ่านในสภาผู้แทนราษฎร ผมถึงอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าวันนี้ตามลำพังพวกผมในสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบ รัฐบาลเสียงข้างน้อยยอมแพ้อยู่แล้ว แต่ผมก็วิงวอนไปครับว่าพี่น้องประชาชนที่ได้แลเห็นและ ฟังในการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรท่านอย่าได้นิ่งนอนเฉย ช่วยกันดูแลบ้านเมืองครับท่าน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านเจือ ราชสีห์ ครับ

นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในนามสมาชิกของรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาครับ ผมเป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้แปรญัตติกฎหมาย รัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑/๓ ไว้ แต่ว่าถ้าถามผมจริง ๆ ว่าขณะนี้ความจำเป็นในการ แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญนี่มีความจำเป็นมากไหม ผมคิดว่ายังไม่มีความจำเป็นละครับ ท่านประธานครับ แต่ว่าที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ตรงนี้เพราะว่าผมได้ทำหน้าที่ในฐานะที่เป็น สมาชิกรัฐสภา แล้วก็กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญมาก ๆ นะครับ เวลา ๕ วันที่เราอภิปรายกันนะครับ ผมเองต้องเรียนกับท่านประธานเมื่อสักครู่ถามว่า จำเป็นไหมกฎหมายรัฐธรรมนูญอันนี้ที่จะแก้นี่ ยังไม่มีความจำเป็นละครับ ๕ วันที่ผ่านมา พวกเราอภิปรายกฎหมายรัฐธรรมนูญนี่ ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่น้องหลายสายมากนะครับ บอกว่าทำไมสภาใช้เวลามาแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อใครกันแน่นะครับ ขณะนี้ข้าวของ แพงมาก ๆ น้ำมันแพง ที่จังหวัดสงขลาในขณะนี้ครับ ท่านประธานครับ พี่น้องที่ เลี้ยงกุ้งกุลาดำกำลังจะประท้วง โทรศัพท์แจ้งผมมา ผมเองก็พยายามประสานไปที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เมื่อสักครู่นะครับ รัฐมนตรีทางหน้าห้องบอกว่าประชุม กันอยู่ทั้งวันแล้ว ไม่แน่ใจประชุมเรื่องอะไร แต่ว่าเรียนกับท่านประธานด้วยว่าอันนี้คือ ความเดือดร้อนจริง ๆ ที่เขาแจ้งมานะครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเจือครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ความจริงแล้วไม่อยากให้เสียบรรยากาศแล้วก็ไม่อยากประท้วง จริง ๆ เลย แต่ผู้อภิปรายกำลังทำความผิด ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ นอกประเด็นไปไกลถึง การเลี้ยงกุ้งที่ภาคใต้โน้นนะครับ มันไม่เกี่ยวกับประเด็นที่แปรญัตติตรงนี้เลย และที่สำคัญที่สุด คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเขาก็บรรจุให้แล้ว (๕) ก็ไม่จำเป็นต้องอภิปรายอะไรแล้ว กดตามตัวเลขนะครับท่านประธาน ที่ผมประท้วงทุกครั้งผมบอกว่าถ้าดูตามรายชื่อแล้ว อีกสิ้นเดือนก็ไม่จบ เสร็จแล้วพอมาดูวันนี้กดแล้ว สมมุติว่าท่านประธานอนุมัติให้แค่คนละ ๑๐ นาที ๙ วันครับ ๙ วันถึงจะจบนับจากวันนี้เป็นต้นไปด้วยนะครับ ไม่ใช่นับตั้งแต่เมื่อวาน วานซืนนะครับ ดังนั้นท่านประธานต้องวินิจฉัยแล้วว่าในเมื่อเขาอันนี้แล้ว ด้วยความเคารพ ท่านประธานนะครับ ท่านประธานน่ารักมากวันนี้วินิจฉัยเมื่อกี้ผมก็ประทับใจ ประธานน่ารักนะครับ ชื่นชมครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมก็พยายาม ฟังอยู่ก็เข้าใจว่าท่านกำลังกล่าวนำนะครับ เดี๋ยวท่านก็คงจะเลี้ยวเข้ามาตรงมาตราที่เราคุยกัน ผมเชื่อว่าอย่างนั้นนะครับ ก็เชิญท่านเจือต่อครับ กรุณาด้วยนะครับท่าน

นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ แต่ว่าผมขออนุญาตเรียนทำความเข้าใจ ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นแรก ที่นำเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมา เพราะว่าเราได้ใช้เวลาเรื่องนี้นานมาก พี่น้องมีปัญหาผมก็ต้องมานำเรียนในฐานะที่ผมเป็น สมาชิกรัฐสภา แล้วก็พี่น้องที่บ้านผมมีปัญหาจริง ๆ ครับ นั่นเรื่องที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่นี้ผมเข้าใจว่าเป็นสมาชิกใหม่ไม่เข้าใจ ข้อบังคับครับ ท่านประธานครับ ข้อบังคับการประชุมที่พวกเราอ้างว่าต้องทำตามข้อบังคับนี้ แม้ว่าผู้แปรญัตติซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ ศาสตราจารย์ดอกเตอร์กนก แล้วก็คณะนี่นะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ต้องโทษกรรมาธิการนะครับ บอกว่าคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยผู้แปรญัตติขอสงวน ซึ่งท่านบอกว่าท่านแก้ไปแล้ว จริง ๆ แล้วแม้ว่าผู้แปรญัตติพอใจตามข้อบังคับก็เป็นสิทธิของ ผู้แปรญัตติที่จะอภิปรายได้ แล้วมาตรานี้มีผู้แก้ไขท่านสมาชิกใหม่จำด้วยนะครับว่าเพื่อนใน รัฐสภาทั้งหมดมีสิทธิที่จะอภิปรายได้ทุกคน ถามว่าเจตนารมณ์ข้อบังคับเขียนไว้เพราะอะไร เพราะว่าสมาชิกท่านอื่นที่ไม่ได้แปรญัตติเอาไว้อาจจะไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่แก้ไขก็ได้ เขาจะต้องมาถามแล้วเขาอาจจะยกมืออีกส่วนหนึ่งก็ได้ นั่นคือข้อบังคับที่ได้ให้เอาไว้นะครับ ฉะนั้นก็ต้องเรียนกับท่านประธานด้วยนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเจือครับ ค่อย ๆ พูดนะครับ

นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ผมขออนุญาตนะครับ ท่านทำความเข้าใจประเด็นตรงนี้ แต่ว่าผมเห็นว่าท่านประธานได้ทำหน้าที่ของท่านดีแล้วนะครับ ผมต้องทำความเข้าใจกับเพื่อนเสียก่อนนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์เชิญครับ เชิญท่านสุนัยก่อน

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ รอเดี๋ยวนะครับ เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ความคิดเห็นของท่านผู้แทนราษฎร ท่านเจือ ราชสีห์ ว่าถ้าเป็นสิทธิของท่านที่ท่านแปรญัตติแล้ว แล้วเขาก็ให้แล้ว ก็เป็นสิทธิของท่านที่จะพูดครับ อันนี้ถูกต้อง ดังนั้นเปลี่ยนแนวทิศทาง หน่อยดีไหมครับ ท่านประธานครับ เพื่อให้บรรยากาศมันชื่นมื่นก็เมื่อท่านได้รับความพอใจ แล้วก็อภิปรายเชียร์บ้างเถอะครับ ท่านครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์พอจะเข้าใจ หรือยังครับ ท่านประสิทธิ์ครับ นิดเดียวนะครับ ท่านเพิ่มเติมอะไรครับ เชิญครับ

ท่านเสียหายตรงไหน

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมเสียหายว่าผมเป็น ส.ส. ใหม่ อย่างไรครับ ท่านประธานฟังหรือยัง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้นะครับ ท่านประสิทธิ์ ไม่เป็นอะไรหรอกครับ เราก็เพื่อนกันทั้งนั้น

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เข้าใจ ๆ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเพียงแต่จะอธิบาย นิดเดียวนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ถ้าเป็นผมนะครับ ถึงจะเป็น ส.ส. ใหม่หรือเก่า ผมมีมารยาทพอที่จะไม่อภิปราย ถ้าเขายอมแล้วนะครับ เขาบรรจุให้ไปแล้วก็แค่นั้นเอง แต่นี่อยากอภิปราย ผมว่าโน้นไปอภิปราย นอกสภาไป จะให้ทั้งวันทั้งคืนเลยนะ

(นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

โอเคครับ พอเถอะครับ ท่านมีอะไรครับ เชิญครับ

นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธานคะ ดิฉัน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดอุบลราชธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันต้องขอประท้วงท่าน ประธาน ข้อ ๕ ท่านประธาน เพราะว่าตามที่ท่านเจือได้กล่าวถึงว่าสมาชิกใหม่ก็ไม่ได้ระบุ ถึงใคร ซึ่งสมาชิกใหม่ในที่นี่ก็อาจจะรวมถึงดิฉันด้วย ดิฉันก็นั่งฟังก็เป็นข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่ หลาย ๆ ท่านก็ได้รับทราบกัน แล้วดิฉันก็คิดว่าไม่ได้เสียหายตรงไหนนะคะท่านประธาน ท่านประธานก็ปล่อยให้เขาประท้วงแล้วก็พูดยาวมาก ท่านต้องวินิจฉัยด้วยนะคะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับท่าน คือผมพอเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรนะครับ จริง ๆ นะครับ ผมเข้าใจจริง ๆ พอเถอะครับ พอดี กันแล้วครับ ท่านทั้ง ๒ ฝ่าย เชิญท่านเจือนะครับ

นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม เจือ ราชสีห์ จริง ๆ ถ้าไม่ประท้วงก็คงไม่เสียเวลาถึงขนาดนี้ การประท้วง ทำให้เสียเวลานะครับ ท่านประธานครับ อันนี้ท่านต้องดูด้วยเพราะว่าบางเรื่องผมเองก็ไม่ได้ อภิปรายพร่ำเพื่อ ก็ใช้เวลาจำเป็น ๆ เท่านั้นละครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องอภิปราย แล้วก็สิ่งที่สำคัญที่สุดที่สมาชิกของสภาได้อภิปรายว่าการแก้กฎหมาย รัฐธรรมนูญคราวนี้นะครับ รวบรัด ลุกลี้ลุกลนมากจริง ๆ ครับ แล้วก็บกพร่องมาก ๆ กรรมาธิการที่ได้เห็นว่าบกพร่องมาก ๆ ก็คือว่ารายงานหน้า ๘๕ ซึ่งผิดพลาด ท่านประธาน เมื่อสักครู่ได้ชี้แจงแล้วนะครับว่าผิดพลาดจริง ๆ แล้วก็ผิดพลาดมามาก ท่านมีใบแทรกมา เยอะแยะซึ่งผมเองก็ได้บอกกับท่านประธานไปก่อนหน้านี้ว่าเหมือนกับใบปลิวครับ การแก้ กฎหมายรัฐธรรมนูญคราวนี้นะครับ รีบร้อนลุกลนจริง ๆ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใบปลิวก็ว่าได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าเป็นความรีบร้อนเพื่อใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ กลับมาดูเนื้อหาที่ผมแปรญัตติเอาไว้นะครับ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๓ นั้น ผมขออนุญาตมาดูกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๒ (๕) ซึ่งเดิมที่ผมแปรญัตติเอาของ ร่างรัฐบาลซึ่งตัด (๕) ออกไป ซึ่งในขณะนี้กรรมาธิการได้มาเพิ่มแล้ว แต่ว่าผมเองก็อยากจะ ถามว่าตอนนั้นรัฐบาลคิดอย่างไร จึงไม่ได้ใส่ (๕) มา (๕) เขียนอย่างนี้ครับ เพื่อให้ท่านพี่น้อง ที่ได้ดูทางบ้านนี่ได้เข้าใจไปด้วยนะครับ (๕) ก็คือ เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษ มายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ คือที่ผมได้แปรญัตติไปนี่ ผมคิดอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ แล้วก็ผมได้เรียนกฎหมาย จบมาทางกฎหมายด้วยครับ คือเจตนารมณ์เรื่องนี้ผมคิดว่าทางกฎหมายที่ได้บอกว่าผู้ที่จะมา เป็น สสร. หรือมาเป็นสมาชิกอะไรก็แล้วแต่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่บอกว่าเป็นข้อห้าม ที่จะมาเป็นนี่ ซึ่งร่างเดิมตัดทิ้งออกไปนี่ครับ เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ เคยต้องคำพิพากษา ให้จำคุก บอกว่าต้องเว้นมาแล้ว ๕ ปี ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ท่านดูก็แล้วกันว่าคดีบางคดี จำคุกนี่ ท่านกรรมาธิการครับ ท่านถามรัฐบาลหรือเปล่าว่าจำคุกบางคดีนี่ อย่างคดีทุจริต เรื่องทุจริตคอร์รัปชันท่านประธานครับ เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ แม้แต่ ๕ ปี เราคิดว่าหลาย ๆ ปีบางครั้งก็ไม่น่าจะได้นะครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่องร้ายมาก รัฐบาลนี้ละเลยมาก วันนี้ผมอ่านหนังสือพิมพ์ การสำรวจการทำประชามติเรื่องการทุจริตรุนแรงขึ้นทุกวันครับ แต่ว่ารัฐบาลก็ไม่ได้สนใจ เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเองเห็นว่ามีความสำคัญมาก ๆ ก็เลย แปรญัตติว่าต้องใส่ไว้ เรื่องคดีทุจริต เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน เราเคยเห็นนะครับ นักการเมือง เวลามาเล่นการเมือง เราก็บอกว่าบางคนรวยแล้วไม่โกง แต่ว่ามันก็มีนะครับ อันนี้ผมถือว่า เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ กรรมาธิการเองต้องให้ความสำคัญ ถ้าผม แปรญัตติได้นะครับ บอกว่าถ้าคดีทุจริต แม้แต่ ๕ ปีหรือเกินนั้นเราก็ต้องให้ยาวไว้ เพราะว่า บางคนที่ต้องให้จำคุกเพราะว่าต้องเอาตัวมาไว้ในคุกครับ เพราะว่าถ้าอยู่ข้างนอกเยาวชน จะเห็นเป็นตัวอย่างว่าคนนี้ทำความผิด ยังอยู่ข้างนอก ยังลอยนวลอยู่นะครับ ถ้าหนี อยู่ไม่ได้ ต้องไปอยู่ในคุกก่อน แล้วก็ ๕ ปี ถามว่าทำไม ๕ ปี ๕ ปีเพราะว่าให้สำนึกผิด สำนึกว่า ที่ทำไปแล้วนี่นะครับ เราสำนึกได้แล้ว ทำคดีทุจริตไปแล้ว ทำความผิดไปแล้ว อย่างน้อย ๕ ปี อันนี้เป็นเรื่องเจตนารมณ์ที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าผมต้องอภิปรายเรื่องนี้ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ว่าครั้งแรกทีเดียวรัฐบาลละเลย รัฐบาลตั้งใจเหมือนจะ มีตั้งโจทย์เอาไว้ว่าเรื่องนี้เราต้องตัดออกนะครับ แต่ว่าเมื่อกรรมาธิการใส่เข้ามาก็เห็นด้วยกับ กรรมาธิการ เห็นด้วยกับทางการแปรญัตติคราวนี้ เพราะว่าเป็นเรื่องสำคัญครับ ท่านครับ นี่ผมเองก็ต้องขออภิปรายแล้วก็ต้องเรียนกับที่ประชุม เรียนกับสภาตรงนี้เอาไว้นะครับว่า การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญคราวนี้มีความสำคัญ มีความจำเป็น แล้วก็ผมเองต้อง ขออนุญาตเรียนอีกครั้งหนึ่งว่าผมเองก็ยังไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ นะครับ เราน่าจะใช้เวลาในการที่จะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนดีกว่า นะครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านณรงค์ ดูดิง ครับ ยังอยู่ในประเด็นเดียวกันนะครับ กรุณาสั้น ๆ นะครับ จะได้ไม่เสียเวลาเพื่อนสมาชิก

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ทำหน้าที่ ในนามสมาชิกรัฐสภา ผมจะเรียนอย่างนี้ครับท่าน ผมได้แปรญัตติไว้ อันที่จริงแล้วการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นผมไม่รับตั้งแต่ต้นแล้วนะครับ ตั้งแต่ผมเห็นหลักการและเหตุผลแล้ว ผมก็ ไม่รับแล้วนะครับ เพราะว่าเจตนารมณ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ถ้าดูตามหลักการ และเหตุผลแล้วเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนะครับ ส่วนเหตุผลละครับ เหตุผลท่านก็บอก ตลอดเวลา ก่อนหน้าที่จะนำมาสู่การแก้ไขในรัฐสภาแห่งนี้ ก็ได้มีการพูดตลอดเวลาว่า รัฐธรรมนูญเป็นพิษบ้าง ต้นไม้เป็นพิษบ้าง รัฐธรรมนูญมาจากการปฏิวัติบ้าง ผมก็ถาม ท่านประธานคณะกรรมาธิการผ่านไปยังท่านประธานรัฐสภา ไปยังประธานคณะกรรมาธิการ ผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีที่นำเสนอในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ว่าท่านลอง ยกตัวอย่างดูสักฉบับหนึ่งสิ ฉบับไหนที่ไม่มาด้วยการปฏิวัติ ประเทศไทยไม่ได้อยู่ ๆ มาแล้ว เป็นประชาธิปไตยนะครับ วิวัฒนาการการเมืองของประเทศไทยต่างหากละที่เราจะต้องมอง กลับไป วิวัฒนาการการปกครองของประชาธิปไตยของประเทศไทยก็คือเริ่มจาก สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีการเปลี่ยนแปลงจนนำมาสู่ระบอบประชาธิปไตย มีการปฏิวัติ หลายต่อหลายครั้ง ครั้งไหนละครับ รัฐธรรมนูญฉบับไหน ท่านยกตัวอย่างมาสักฉบับสิที่ว่า ไม่มาจากการปฏิวัติ อยู่ ๆ จู่ ๆ ก็มามีรัฐธรรมนูญทันที ไม่มีครับ และท่านกำลังทำอยู่ขณะนี้ ก็คือเลียนแบบจากการที่รัฐธรรมนูญที่มาจากการปฏิวัติละครับ เพราะว่าท่านอ้าง ตามมาตราที่กำลังอภิปรายอยู่นี้ก็ดีนะครับ มาตรา ๒๙๑/๓ นี่ละครับ ผมถึงได้แปรญัตติไว้ มาตรา ๒๙๑/๓ ท่านบอกว่าบุคคลต้องห้ามต้องไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๐๒ ตั้งแต่ (๑) ไป (๑๔) ท่านอ้างทำไมล่ะครับ ท่านเขียนใหม่มาเลย เขียนใหม่มาเลยอย่าให้เหมือนกับ อย่างนี้สิ เขียนอย่างอื่นเลย ท่านก็อ้างความเป็นพิษนั่นล่ะครับ เพราะรัฐธรรมนูญที่กำลังแก้ไขก็คือรัฐธรรมนูญที่จะ เป็นพิษ

ประการที่ ๑. ตัวบทกฎหมายที่กำลังเสนอก็คือเอาความเป็นพิษนั่นเข้ามา พิษนะครับต้องถามหมอ มีเชื้อนิดเดียวมันลามไปเลยนะครับ มันป่วยยาวไปเลยนะครับ มีล่ะครับ พิษนิดเดียว พิษใหญ่ ๆ เพราะรัฐธรรมนูญที่กำลังแก้ก็คือแก้จากความเป็นพิษเล็ก จะเข้าสู่พิษใหญ่ที่จะนำไปการทำลายกติกาของบ้านเมืองนะครับ ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ผมแปรญัตติไว้เนื่องจากว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ท่านกำลัง ตั้ง สสร. แต่ตั้งจากไหนครับ จากสภาแห่งนี้ สภาแห่งนี้มาจากไหนครับ มาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านที่นั่งอยู่ที่นั้นกับผมอยู่ที่นี่ก็คือมาจากการเป็นพิษทั้งนั้นเลย ท่านยอมหรือครับ ที่จะเอาพิษทั้งหลายนั้นมาขยายพิษต่อไปยาว ตัดเลยล่ะครับ ตัดออกไปเลยดีกว่า แต่ท่าน กำลังเอาพิษเหล่านั้นมาขยายต่อเนื่อง

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ขออนุญาต แป๊บเดียวครับ เป็นการประท้วงแบบน่ารักที่สุดครับ ท่านประธานครับ คือใช้ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ที่พูดถึงว่าเป็นวาระที่สองอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ การอภิปรายตรงนี้มันมาแปลก ที่สุดครับ คือท่านต่อว่าประธานคณะกรรมาธิการต่าง ๆ นานา แต่จริง ๆ การแปรญัตตินี้ ก็ให้ตามนั้นแล้ว ถ้าท่านจะอภิปรายประกอบผมคิดว่าก็พอสมควร ท่านประธานครับ ถ้าเป็น อย่างนั้นทำให้น่ารักทั้ง ๒ ฝ่ายดีไหมครับ ก็เขาให้แล้ว ท่านจะอภิปรายผมก็ไม่ว่าครับ ก็เป็น สิทธิของท่านแต่ไม่ใช่ มันก็พอหอมปากหอมคอสักกี่คน แต่ถ้าจะมาอย่างนี้แล้ว อภิปราย หลาย ๆ ท่านแล้วก็มาพูดนอกประเด็นนี้ผมว่ามันก็จะทำให้ประชาชนคนที่รับฟังหรือ ท่านสมาชิกวุฒิสภาก็แปลกใจว่าเขาให้แล้วก็ยังอภิปรายอีก ถ้าจะวิจารณ์รัฐบาลอะไรต่าง ๆ นั้น เดี๋ยวลองหามาตราอื่นไหมครับ ยังวิจารณ์ได้อีกเยอะครับ จะได้ผ่านมาตรานี้ไปเสีย กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ขอความกรุณา ให้ความร่วมมือกันหน่อยเถอะครับ เชิญอยู่ในประเด็นนะครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ขอบคุณครับ ผมก็ ได้รับเกียรติอย่างสูงนะครับ แทนที่จะอยู่ข้างล่าง ประท้วงผมให้กลับไปอยู่ข้างบนนั้นนะครับ แสดงถึงว่ากรรมาธิการนั้น ผมคิดว่าที่ท่านเจะอามิง พูดถึงว่าใจเท่ารูเข็มนั้นน่าจะมีขึ้นจริง ๆ นะครับ ทนฟังไม่ได้นะครับ ขอโทษท่านสุนัยนะครับ ผมต้องเอ่ยถึงนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิปรายต่อเถอะครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านครับ สาเหตุที่มานี้ จำเป็นจะต้องพูด ถ้าไม่พูดแล้วความไม่ชอบธรรมมันเกิดขึ้นวันนี้ผมผู้แทนราษฎรของจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ไม่อย่างนั้นชาวบ้านในบ้านผมจะกล่าวหาว่าณรงค์ไปอยู่ทำอะไร เขาพูด เขาแก้กติกาของบ้านเมืองกันขนาดนี้แล้วยังไม่พูด มันจะเป็นสักขีพยานว่าวันนี้ผมค้านแล้วนะครับ ผมค้านถึงความไม่ถูกต้อง เหตุผลที่ถู ๆ ไถ ๆ นะครับ ไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง การอ้าง ปลูกต้นไม้เป็นพิษ การอ้างรัฐธรรมนูญที่เป็นพิษ เราก็เป็นพิษทั้งสภานะครับ แล้วจะหา ประชาธิปไตยที่ไหนล่ะครับ นี่ล่ะครับ ผมถึงบอกว่าต้องใจกว้างนะครับ มีคนสงสัยหลายวัน ๔-๕ วันที่ผ่านมาคนสงสัยต่าง ๆ นานาว่าท่านมีธงบ้าง รัฐธรรมนูญฉบับใบสั่งบ้าง รัฐธรรมนูญหลับหูหลับตาบ้าง ผมคิดว่าน่าจะหลับหูหลับตานะครับ ผมไม่อยากจะ เปรียบเทียบว่าการพูด ๔-๕ วันที่ผ่านมานั้น เป็นการพูดที่มีเหตุและผลมากมาย ที่คณะกรรมาธิการนั่นล่ะครับควรได้รับฟังและนำไปสู่การแก้ไข ไม่ใช่ท่านปิดหูปิดตา กันอย่างนี้ แต่วันนี้ผมจะไม่ว่าท่านนะครับ ผมพูดถึงสุภาษิตโบราณบอกว่าสีซอให้ควายฟัง มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับ ผมฟัง ๔ วัน ๕ วันแล้วยังไม่ลุกขึ้นตอบเลยว่าเห็นด้วยตรงไหน มีแต่มาย้ำว่าที่เอามานี้ถูกต้อง ๆ อย่างเดียว ไม่เคยย้ำเลยว่าตรงไหนบ้าง ไม่เคย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ กรุณาเข้าเรื่อง หน่อยครับท่าน

(นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญครับ ท่านครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมทักท้วงท่านประธานก็แล้วกันในข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕ ผมต้องเรียนท่านประธานว่า ในเวลาที่เราประชุมรัฐสภาแห่งนี้เราประชุมในวาระที่เราสงวนคำแปรญัตติไว้ ในเวลา ที่เราอภิปรายในสภาแห่งนี้ เพื่อนสมาชิกสามารถนำเอาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง สงวนคำแปรญัตตินั้น สามารถมาอภิปรายโน้มน้าวให้สมาชิกเห็นสอดคล้องกับตนเองได้ แต่ว่าที่ผ่านมาต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเพื่อนสมาชิกเราหลายท่านนั้น ได้พยายาม ออกไปนอกลู่นอกทางหลายครั้ง ได้พูดจาเสียดสีตามข้อบังคับดังกล่าว ข้อ ๔๐ กว่า ๆ หลายครั้ง ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมเป็นคนหนึ่งที่นั่งฟังในสภาแห่งนี้โดยไม่ไปไหน ถ้าผม จะใช้เวลาตรงนี้หารือท่านประธานว่าขอความกรุณาท่านประธานเถอะครับ ขอความกรุณา จริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ขอให้เป็นไปตามระเบียบวาระ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ ถ้าไม่เช่นนั้นพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ข้างนอกดูทีวีข้างนอกเขาจะรู้สึกเบื่อหน่ายแล้วมันมี ผลกระทบต่อสภาของเราด้วย เพราะฉะนั้นฝากขอความกรุณา ผมขอความกรุณา ท่านประธานคนเดียวนะครับ ท่านสมาชิกผมไม่ขอความกรุณาครับ ผมขอความกรุณา ท่านประธานคนเดียวให้ควบคุมให้อยู่ในวาระการประชุมด้วย ขอขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ท่านผู้อภิปรายทราบ แล้วนะครับ ผมขอความกรุณาท่านนะครับว่าให้อยู่ในประเด็นที่เรากำลังคุยกันอยู่คือ มาตรา ๒๙๑/๓

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ผมก็เพื่อประธานนะครับ ความกรุณา ถ้าเพื่อคนอื่นผมก็ไม่กรุณาเหมือนกัน เพราะท่านไม่เคยกรุณาเลยท่านกำลังจะ แก้กติกาบ้านเมือง กติกาบ้านเมืองที่ประชาชน ๑๙ ล้านคนเห็นชอบ แต่วันนี้ท่านจะแก้ กติกาโดยใช้คนแค่ ๗๗ คน ผมก็เป็นเจ้าของประเทศคนหนึ่ง พี่น้องผมจังหวัดยะลาก็เป็น เจ้าของประเทศ ผมจำเป็นต้องมายืนยันต่อท่านประธาน เพื่อเป็นสักขีพยานว่าสักวันหนึ่ง ถ้าบ้านนี้เมืองนี้เกิดอะไรขึ้นท่านต้องรับผิดชอบร่วมกับผู้ที่ทำการแก้ไขวันนี้ เพราะผมถือ หลักเกณฑ์ว่าผมนั้นถือหลักเกณฑ์ว่าจงพูดความจริงต่อหน้าผู้ปกครองที่อธรรม นี่ผมเป็น มุสลิมครับ ท่านประธานครับ หลักการ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิปรายต่อนะครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

นี่ผมกำลังพูดนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อยู่ในประเด็นครับท่าน

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ผมอยากจะเรียนว่า ผมกำลังอยู่ในประเด็นที่ว่า ผมแปรญัตติไว้ตามข้อบังคับ มาตรา ๒๙๑/๓ ผมพูด มาตรา ๒๙๑/๓ ว่าท่านเอามาทำไมเรื่องของที่เป็นพิษเกี่ยวข้องหรือเปล่าละครับ เรื่องเป็นพิษมาตราท่านไปอ้างรัฐธรรมนูญทำไม มาตรา ๑๐๒ ท่านอ้างทำไม นี่ละครับ ท่านครับ เป็นพิษท่านบอกว่าเป็นพิษ รัฐธรรมนูญเผด็จการ คำหนึ่งก็เผด็จการ สองคำก็เผด็จการ หัวหน้าเผด็จการ วันนี้ก็ไม่มาท่าน พลเอก สนธิ ขอโทษต้องเอ่ยชื่อหัวหน้าเผด็จการ แต่หัวหน้าเผด็จการก็ไปร่วมกับท่านแล้ว แต่ผมไม่เห็นด้วยกับเผด็จการ ไม่เห็นด้วยกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นพิษ จะทำอย่างไรก็แล้วแต่ถ้าอ้างอย่างนี้ แต่ผมถือว่าไม่ใช่เป็นพิษ เลยครับ รัฐธรรมนูญดีอยู่แล้วเนื้อหาของรัฐธรรมนูญต่างหากที่เราควรพิจารณา ว่ารัฐธรรมนูญใด ที่เป็นประชาธิปไตยที่เป็นกติกาของบ้านเมืองที่ไม่ใช่เพื่อชนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด หรือบุคคลหนึ่ง บุคคลใด นี่คือกติกาของบ้านเมือง ที่จะต้องนำไปสู่เพื่อที่จะบริหารบ้านเมืองเป็นไปอย่างบ้านเมืองมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ แล้วก็นำความสันติสุขมาสู่ประเทศชาติครับท่าน ทนฟังอย่างนี้ได้ไหมครับ คงได้นะครับ ผมบอกเลยเมื่อกี้ว่าผมเป็นมุสลิมนะครับ ผมก็ถือหลักการของผม พระเจ้าของผมบอกว่า จงพูดความจริงต่อหน้าผู้ปกครองที่อธรรม ใครบ้างอธรรมตรงนี้ก็รู้ ๆ กันอยู่นะครับ แล้วหลักการ ของผมยังบอกอีกว่า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านกรุณาเข้าประเด็นนะครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ผมพูดคุณสมบัติครับ ท่าน เพราะคุณสมบัติของมาตรา ๒๙๑/๓ ก็คือบุคคลที่ต้องห้ามนะครับ ทีนี้ถ้าหากว่า บุคคลต้องห้ามนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้นะครับ ผมแปรญัตติแค่ว่าบุคคลต้องห้ามตาม มาตรา ๒๙๑/๓ ก็คือว่า

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

เชิญครับ ประท้วงเยอะ ๆ ดี

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับแห่งรัฐสภา ข้อ ๔๓ และข้อ ๔๔ ใส่ร้าย เสียดสี แล้วก็ดูถูกท่านประธาน ท่านประธานครับ ถ้าเขาบอกว่า เขาพูดต่อหน้าอธรรม แสดงว่าท่านประธานเป็นอธรรม ท่านประธานครับ พูดว่า สีซอให้ควายฟัง ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ผมไม่อยากฟังควายพูดนะครับ ผมถึงไม่ฟังควายครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ขืนปล่อยอย่างนี้ ๒๐ วันก็ไม่จบ ท่านประธานต้องรักษาระเบียบ การประชุมด้วยครับ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัย ข้อ ๔๓ และข้อ ๔๔ ท่านประธานเตือน หลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังอ้างศาสนาเอามาพูดในที่ประชุม ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านณรงค์ครับ ขอความกรุณาเถอะนะครับ กระชับหน่อยนะครับ ท่านครับกรุณากระชับนะครับ เชิญต่อครับ

(นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงอะไรครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตท่านประธาน ขอความกรุณาท่านประธานว่าได้ควบคุมการประชุม โดยเฉพาะ ในการประท้วงของท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ได้พูดถึงได้มีการเสียดสี ได้ใช้คำว่า พูดให้ควายฟัง เป็นคำเสียดสีแล้วก็ไม่ควรที่จะใช้ในสภาผู้แทนราษฎรนี้ กระผมขออนุญาตท่านประธาน ได้กรุณาวินิจฉัยให้เพื่อนสมาชิกได้กรุณาถอนคำพูดเมื่อสักครู่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวก่อนนะ ตามไม่ทัน เมื่อกี้ท่านณรงค์พูดประโยคนี้หรือเปล่าครับ ผมขออย่างนี้ได้ไหมครับ รับสารภาพว่าเมื่อกี้ ฟังไม่ทัน แต่อยากจะขอว่าก็คนละทีละครับ ขอได้ไหมครับ ท่านเจะอามิงครับ ขอว่า ผ่านไปเถอะครับ นะครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตทักท้วงท่านสมาชิกที่อภิปรายเมื่อสักครู่นะครับ ท่านได้ใช้คำพูดว่า ไม่อยากฟังควายพูด ท่านประธานครับ การพูดอย่างนี้หมายถึงว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในสภานี้คือเป็นควายหรือครับ เป็นการพูดที่เสียดสี ผมขออนุญาตท่านประธานได้กรุณา วินิจฉัยให้ถอนคำพูดคำว่า ควาย ออกจากการบันทึกครับ ท่านประธานครับ ขอประธานได้กรุณา วินิจฉัยด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมเรียนแล้วว่าเมื่อกี้ ผมฟังไม่ทัน แต่ว่าไหน ๆ ท่านพูดกล่าวหามาแล้ว เชิญท่านอธิบาย

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมนั่งฟังด้วยความอดทนท่านผู้อภิปราย บอกว่า ไม่อยากจะสีซอให้ควายฟัง ผมก็ถึงบอกว่าผมไม่อยากฟังควายพูด เพราะคนพูดไป ดูถูกคนทั้งสภาผู้แทนราษฎร พูดทำไมละครับ และอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้ยินหรือครับ ได้ยินแต่ฝ่ายอื่น พูดหรือครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ เข้าใจแล้วครับ เสมอกันนะครับ ผมวินิจฉัยว่าเสมอกัน ถ้าเผื่อท่านติดใจก็ต้องถอนทั้งคู่ ไม่อย่างนั้นผมผ่าน ตรงนี้ก่อนและเดี๋ยวเอาเทปมาดู เชิญท่านผู้อภิปราย เชิญต่อครับ

(นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงอะไรครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธาน เพราะผมคิดว่าสภาแห่งนี้เป็นที่ประชุมอันทรงเกียรติ ท่านจะ มีเกียรติหรือไม่มีเกียรติก็เรื่องของท่าน แต่คิดว่าสภาแห่งนี้ไม่ใช่ควายแน่นอน เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ต้องถอนคำพูดนี้ เพราะว่าสิ่งที่ท่านณรงค์ ดูดิง พูด ท่านเปรียบเทียบ อุปมาอุปไมย ท่านไม่ได้เสียดสีแต่มาพูดครั้งหลังมันเสียดสี ครั้งก่อนเขาอุปมาอุปไมยบอกว่า พูดมา ๕ วันแล้วกรรมาธิการไม่ยอมแก้อะไรเลย ผมก็เป็นกรรมาธิการคนหนึ่งเสียงข้างน้อย เขาบอกว่าพูดมา ๕ วัน กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ยอมแก้อะไรเลย เสมือนหนึ่งว่า สีซอให้ควายฟัง เขาเป็นสำนวนเปรียบเทียบ เป็นสำนวนไทยครับ มีเยอะแยะไป ไม่เห็น จะเสียดสีตรงไหน เพราะมันเป็นสำนวนที่อุปมาอุปไมยใช้กันได้ในภาษาไทย แต่ว่าพอมาพูด ครั้งหลังบอกว่า ฟังควายพูด อย่างนี้มันเสียดสีไม่ได้ครับ สภาแห่งนี้เป็นสภาที่ประชุม กำลังประชุมกฎหมายสำคัญที่สุดของประเทศอยู่ ต้องถอนคำพูดครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้นะครับท่าน ผมขอว่า เดี๋ยวผมขอฟังเทปก่อน และเดี๋ยวผมจะวินิจฉัยเรื่องนี้นะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้ขอให้ท่าน อภิปรายต่อครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ผม ณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ประการที่ ๑ เขาก็หาว่าผมไม่เคารพประธาน ผมบอกว่า ด้วยความเคารพ ผมไม่เคยล่วงเกินประธานเลยกล่าวหาครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ กล่าวหาว่า ผมควายพูด พูดครั้งที่ ๒ ก็บอกอีกคนนี้ละครับ คนนี้เมืองพานนี่ละครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านณรงค์ครับ เรื่องนั้น ผ่านไปแล้วครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ไม่ได้ครับท่าน ต้องถอนก่อน ไม่ถอนไม่ได้นะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผม ดูเทปก่อนและผมจะวินิจฉัยครับ เชิญท่านอภิปรายต่อครับ เดี๋ยวผมดูอีกแป๊บเดียวครับ เชิญให้ท่านอภิปรายต่อเนื่องเรื่องนี้ผ่านครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ผมขอให้ประธาน วินิจฉัยเรื่องนี้ เพราะว่าเรื่องนี้สำคัญนะครับ มันหมายถึงคนที่พูดแล้ว ๕ วันนี้เป็นควายหมด ไม่ใช่เฉพาะผมคนเดียวนะครับ พูดแบบนี้ เมื่อวานผมก็ดูแล้วคนคนนี้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านณรงค์ฟังผมนิดนะครับ เฉพาะเรื่องเมื่อกี้นี้ผมบอกแล้วว่าเดี๋ยวผมจะวินิจฉัยนะครับ เดี๋ยวผมขอฟังเทปนะครับ เชิญท่านอภิปรายต่อครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ผม ณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพต่อท่านประธานนะครับ ผมคิดว่าคำนี้เป็นความเสียหายที่ใหญ่มาก คนในบ้านผม ทั้งจังหวัดเลือกผมมานะครับ เขาเลือกควายมาหรือครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านณรงค์ครับ ผมวินิจฉัย แล้วนะครับ เดี๋ยวเมื่อผมทราบแล้วผมจะเรียนให้ท่านทราบครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ด้วยความเคารพนะครับ ท่านประธาน พักก่อนไหมครับ ท่านจะถามตรงไหนก็ได้ ตรงนี้ยืนยันครั้งที่ ๒ พูดว่า ควาย ยืนยันครั้งที่ ๒ เลย ต้องถอนเดี๋ยวนี้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านณรงค์ครับ ผมวินิจฉัย แล้วนะครับ อีกสักครู่นะครับท่าน เมื่อผมทราบแล้ว เมื่อกี้ผมก็สารภาพแล้วว่าบังเอิญที่ท่านพูดกัน บังเอิญผมฟังไม่ทัน แล้วเดี๋ยวผมจะขอฟังเทปแล้วผมจะวินิจฉัย ขอให้ผ่านเรื่องนี้เถอะครับ เชิญท่านอภิปรายต่อไหมครับ

(นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

พอดีมีท่านผู้ประท้วง เชิญท่านวิชาญครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ผมขอประท้วงท่านประธานครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ที่จริงผมอยู่สภานี้มา ๔ ปี ไม่เคยประท้วงใคร แต่คิดว่าทั้งนี้ผมก็ต้องขอประท้วงท่านประธาน ในฐานะที่ท่านประธานต้องควบคุมการประชุม ประเด็นก็คือว่าในมาตรานี้ที่จริงแล้วผมเอง ก็มีแปรญัตติไว้นะครับ แล้วเมื่อกรรมาธิการได้มีการแก้ไข ผมคิดว่าสมาชิกที่แปรญัตติ ก็เป็นที่พอใจ ท่านประธานก็ควรจะได้ตัดไม่ให้มีการอภิปรายในมาตรานี้ต่อไป แต่ท่านก็ยัง เปิดโอกาส ก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ประเด็นก็คือว่าขอประท้วงท่านประธานที่ตรงนี้ว่า ท่านประธานควรจะได้ควบคุมที่จะให้เดินต่อไปข้างหน้าได้

อีกประเด็นหนึ่ง อยากจะฝากหารือท่านประธานด้วยครับว่าในการอภิปราย ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี่ ถ้าท่านประธานได้ควบคุมการประชุมเป็นไปตามข้อบังคับ เราจะประหยัดเวลาไปเยอะ ๆ เพราะว่ามีผู้อภิปรายหลายท่าน อภิปรายในลักษณะของการ ชักแม่น้ำทั้งห้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่สงวนไว้เลย ท่านประธานก็ปล่อยให้อภิปรายไป จนเสียเวลาไปท่านละกว่าครึ่งชั่วโมง ทั้งที่ประเด็นถ้าจะอภิปรายในประเด็นที่สงวนไว้ ๑๐ นาทีก็จบครับ ท่านประธานครับ ฉะนั้นรบกวนท่านประธานได้กรุณาควบคุมการประชุม ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมเรียน ตามตรงจะเอากันตรงไปตรงมาอย่างนั้นก็ได้ ผมก็ทำเป็น ผมทำเป็นครับ เพียงแต่ว่าผมเห็นว่า มันเป็นโอกาสที่สมาชิกอยากจะได้แสดงความคิดเห็น ผมก็ยินดีนะครับ แต่ขอความกรุณา อย่าซ้ำเรื่องเดิม แล้วก็เป็นเรื่องซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมว่าผู้ฟังก็คงไม่ชอบที่จะฟัง แล้วก็ที่สำคัญ นะครับผมก็พยายามให้เกียรติท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ผมสมาชิกใหม่นะครับ แต่ว่า ให้เกียรติผู้อาวุโสครับ ในทางการเมืองที่นี่ ดังนั้นผมให้เกียรติท่านแล้วถ้าท่านจะกรุณา ให้เกียรติผมก็จะเป็นพระคุณนะครับ ขอความกรุณาให้ท่านอยู่ในกรอบด้วยนะครับ อยู่ในประเด็นที่เราคุยกัน เชิญต่อเถอะครับ เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ขอความกรุณา อีกนิดเดียวครับ เนื่องจากท่าน ส.ว. ที่ท่านพูดเมื่อกี้นี้ต้องกราบขอบพระคุณท่านมาก ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ข้อบังคับของเรามันจะทำให้การประชุมมีประสิทธิภาพ ดังนั้นถ้าท่านประธานจะได้ใช้ข้อบังคับอย่างเข้มงวดนี่ ผมคิดว่าจะทำให้การประชุมเดินไป ได้เร็วครับ แต่อย่างไรก็ตามครับ ผมก็เห็นใจท่านประธานที่ท่านมีเมตตาต่อเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าขอเป็นเรื่อง ๆ ได้ไหมครับ ท่านครับ ยกตัวอย่าง มาตรา ๒๙๑/๓ มาตรานี้นะครับ ตามข้อบังคับนี้ครับ มันชัดเจนหมดแล้วครับว่า ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากนี่ได้โอนอ่อนผ่อนตามเสียงข้างน้อยแล้ว ขอเพิ่ม (๕) ก็เพิ่มให้แล้ว แต่ยังจะมีการอภิปรายอย่างนี้อีกมันมีลักษณะผิดข้อบังคับ จึงทำให้เกิดปัญหาอย่างที่เจออยู่ ขณะนี้ ถ้าเพื่อนสมาชิกสภาของเราจะได้ให้ความกรุณาครับ ถ้าจะเก็บรายละเอียดอันนี้ ขอไปเก็บมาตราอื่นต่อเถอะครับ ขอประทานโทษอ้างอิงชื่อสักนิดหนึ่งอย่างท่านรังสิมา ผมก็ ถามท่านว่า ก็ให้แล้วนี่ แล้วยังอภิปรายต่ออีกหรือน้อง น้องบอกยังให้ไม่พอจะเอาอีก อย่างนี้ มันไปไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจะกรุณาเอื้ออาทรต่อเพื่อนสมาชิกก็ขอให้ เป็นมาตราอื่นต่อไป มาตรานี้เขาให้แล้วก็ยังจะไปบอกว่าประธานใจจืดใจดำ ใจเท่ารูเข็ม มันไม่ใช่แล้วนี่ครับ อันนี้มันเห็นชัดเจนว่าเราไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ดังนั้นถ้าท่านประธานจะได้ใช้ข้อบังคับ อย่างเข้มงวด ก็กราบขอบพระคุณ แต่ท่านจะเอื้ออาทรก็ขอให้มีระยะหน่อยเถอะครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านครับ และผมจะไม่ขออนุญาตมานำเสนออะไรเลยครับ ท่านครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอมีอะไรครับ เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา

ประเด็นแรก ก็คือผมเวียนหัวกับท่านสุนัยครับ เดี๋ยวก็ขึ้นไปอยู่ข้างบน เดี๋ยวก็ลงมาอยู่ข้างล่าง

ประเด็นต่อไป ก็คือท่านประธานได้อนุญาตแล้วตามคำร้องขอของผมนะครับ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าเหลือท่านณรงค์คนเดียวเท่านั้นใช่ไหมครับ ที่อยู่ในกลุ่มนี้ เพราะฉะนั้น ก็ขอเวลาคุณรังสิมาอีกคนหนึ่ง อย่างไรท่านก็ปฏิบัติมาแล้วก็ต้องให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ก็ขอให้จบนะครับ ท่านณรงค์ผมเชื่อว่าท่านก็มีประเด็นไม่ยาวแล้วละครับ คงจะจบแล้ว แต่บังเอิญมีการประท้วงซ้ำซากก็เลยทำให้มันล่าช้าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นความพยายาม ของวิปทั้ง ๒ ฝ่ายที่จะให้การประชุมเดินไปอย่างเรียบร้อย ผมคิดว่าถ้ามีการประท้วง ฟุ่มเฟือยอย่างนี้ก็คงจะปฏิบัติตามกันยากนะครับ ขอเรียนฝากไปยังวิปฝ่ายรัฐบาลด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาตพูดในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ผมไม่อยากให้เพื่อนกรรมาธิการเสียงข้างมากตีกินครับ ท่านประธานครับ เพราะท่านลุกขึ้นมาท่านบอกว่าให้แล้ว มันก็ทำให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ ทางบ้านคล้ายกับว่าคณะกรรมาธิการยอมสมาชิกในที่ประชุมแห่งนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ ที่ว่าให้แล้วคือท่านให้พวกผมในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ไม่เกี่ยวกับที่ประชุมใหญ่ตรงนี้ แล้วก็วันนั้นเฉพาะ (๕) ที่ท่านให้มา คือเราก็มีการถกเถียงกันหลายครั้ง แต่อยากจะ กราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ครั้งนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่านมีมุมมองข้อเรียกร้อง ในเรื่องอื่น เช่น หลายคนเรียกร้องว่าอย่าเอาพ่อ เอาแม่ เอาผัว เอาเมีย เอาลูกมาเป็นสมาชิก สสร. หรือหลายคนก็เรียกร้องว่าคนที่จะมาเป็น สสร. ควรจะต้องจำกัดสิทธิเขา ๕ ปี เช่นอย่างนี้ครับ แล้วอย่างนี้ท่านจะไปคาดเดาสมาชิกแต่ละคนได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ท่านอย่าตีกินครับ ท่านประธานครับ อ้ายว่าให้แล้วมาพูดตรงนี้ไม่ได้ เพราะตรงนั้นมันอยู่ ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ต้องขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงชี้แจงต่อท่านประธาน กับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพอย่างน้อย ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ กรรมาธิการมักจะถูกกล่าวหาจากเพื่อนสมาชิกตลอดเวลานะครับ ว่าใจจืด ใจดำ เสมือนสีซอให้ควายฟัง ซึ่งทนฟังได้ครับไม่เป็นอะไร แต่ว่าในสิ่งนั้นกรรมาธิการ ต้องเรียนด้วยความเคารพนะครับ สิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้ไปต่อสู้กับกรรมาธิการในคำแปรญัตติ ของท่านนะครับ เราไม่เห็นด้วยกับท่าน ข้อบังคับเปิดชัดเจนครับว่าเมื่อกรรมาธิการ ไม่เห็นด้วยกับท่าน ท่านมีสิทธิที่จะให้สภามาวินิจฉัย เพราะฉะนั้นท่านต้องทำตามข้อบังคับ ข้อ ๗๑ ท่านไม่ต้องมาร้องขอกรรมาธิการครับ ร้องขอต่อรัฐสภาแห่งนี้ให้วินิจฉัยคำแปรญัตติ ของท่าน อย่าได้กล่าวหาว่าผมใจจืด ใจดำ ถือแม้ผมจะใจอ่อนผ่อนปรนท่าน ผมก็ไปยอม ไปกลับมติไม่ได้หรอกครับ นี่คือขั้นตอนของการพิจารณาร่างกฎหมาย และประเด็นแรก อยากจะทำความเข้าใจนะครับ

ประเด็นที่ ๒ กรรมาธิการเสียงข้างมากตีกินนี่ จริง ๆ ไม่เกี่ยวกับผมโดยตรง แต่ในฐานะกรรมาธิการเรียนชี้แจงด้วยความเคารพครับ ผู้ที่จะมีสิทธิอภิปรายในสภาแห่งนี้นะครับ คือผู้สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ ต้องเป็นผู้สงวนความเห็นและผู้แปรญัตตินะครับ มาตราใดถ้าผู้สงวนความเห็น ผู้แปรญัตติพอใจไม่สงวนความเห็นก็ย่อมไม่มีสิทธิโดยปริยาย ตามข้อบังคับ เว้นแต่กรรมาธิการแก้ไขครับ คนที่ไม่ได้สงวนความเห็น ไม่ได้แปรญัตติเขาจะ สอบถาม นั่นเป็นสิทธิ แต่ต้องสอบถามในประเด็นว่าเขาทำไมต้องแก้เท่านั้น นั่นคือประเด็น ๒ เรื่องนี้ท่านประธานต้องอยู่ในข้อบังคับครับ จริง ๆ แล้วมาตรา ๒๙๑/๓ เฉพาะประเด็นเพื่อนสมาชิกที่มีชื่อเป็นคณะบุคคลอยู่ตรงนี้ แต่เข้าใจว่าแปรญัตติเป็นบุคคลอยู่ในหน้า ๘๕ รายงานเขียนชัดเจนครับ ผู้แปรญัตติพอใจ ไม่ได้สงวนความเห็นครับ ย่อมไม่มีสิทธิอภิปราย ท่านประธานโปรดวินิจฉัยถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ถ้าจะอภิปรายต้องอภิปรายเฉพาะ (๕) อย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ เรื่องอื่น ๆ ก็แล้วแต่ ท่านสงวนความเห็นไปผมไม่ได้ว่าอะไร แต่มาตรานี้เฉพาะ (๕) เท่านั้น ยกเว้นท่านแปรญัตติ อย่างอื่น แต่คำแปรญัตติอย่างอื่นของท่านไม่มีเลยครับ แปรญัตติแก้ (๕) อย่างเดียว ท่านประธาน ต้องอยู่ในข้อบังคับ ด้วยความขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้นะครับ ทำความเข้าใจ นิดหนึ่ง เมื่อกี้นี้ก็อาจจะเป็นความผิดพลาดของผม ที่ผมได้ให้โอกาสท่านศาสตราจารย์กนก ได้อภิปรายตอนนั้น โดยสิ่งที่ได้แก้ไขในอันนี้คณะกรรมาธิการได้เห็นด้วย แล้วก็ผู้แปรญัตติ พอใจ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ตามหน้า ๘๔ รายนามทั้งหมดอันที่จริงแล้วท่านก็พอใจแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นโดยปกติก็ต้องผ่านไม่มีการอภิปรายแล้ว แต่โดยบังเอิญผมก็ได้เปิดโอกาสให้ ท่านอาจารย์กนกได้อภิปรายแล้ว แล้วก็อีก ๒-๓ ท่าน ผมอยากจะขอหารืออย่างนี้ ได้ไหมครับท่าน เพื่อให้งานของเราได้เดินต่อไป ผมอยากจะขอว่าให้ท่านอภิปรายกันอีกสัก ๑ ท่านหรือ ๒ ท่าน ดีไหมครับ เราจะได้ไปต่อ เชิญคุณหมอครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมขออนุญาตพูด ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นแรก ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงที่เพื่อนกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้บอกว่าเพื่อนสมาชิกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าคณะกรรมาธิการใจจืด ใจดำ ท่านกรรมาธิการ กำลังจะบอกให้เพื่อนสมาชิกเวลาพูดอะไรให้พูดกับที่ประชุมสภา อย่าลืมนะครับว่า ในขั้นตอนการแปรญัตติในห้องประชุมใหญ่เราพูดกับคณะกรรมาธิการนะครับท่านประธาน ดังนั้นคณะกรรมาธิการต้องอดทนที่จะรับฟังเพื่อนสมาชิกทั้งหมด เพราะเพื่อนสมาชิกหวังว่า เผื่อฟังแล้วมีเหตุมีผลคณะกรรมาธิการอาจจะมีการปรึกษาหารือกันแล้วเปลี่ยนได้เลย ถ้าเปลี่ยนแล้วมันก็จะง่ายขึ้น แต่ถ้าท่านยังยืนยันก็โอเคสุดท้ายสภาก็ต้องลงมติ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เพื่อนสมาชิกจะเรียกร้องคณะกรรมาธิการ ท่านเป็นกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านต้องอดทน

และประเด็นที่ ๒ อยากจะเรียกร้องท่านประธาน ผมเข้าใจความรู้สึก ท่านประธานครับว่าท่านก็ต้องการให้ทุกอย่างมันกระชับ รวบรัด ผมเรียนว่าเนื่องจากผมฟัง เพื่อนสมาชิกหลายท่านยังมีประเด็นที่คาใจอยู่ที่อยากจะอภิปราย แต่ขณะเดียวกันท่านก็ มีสิทธิที่จะควบคุมให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม แต่เมื่อสักครู่ความวุ่นวายเกิดขึ้น เกิดจากการประท้วงครับ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าท่านควบคุมพวกผมได้ ไม่มีปัญหา และเพื่อนของผมทุกคนก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามที่ท่านจะขอร้องประเด็นการอภิปราย แต่บังเอิญสิ่งที่มันมีปัญหากันคือการประท้วงกันครับ เพราะอยู่ ๆ เพื่อนสมาชิกบางท่าน โผล่ขึ้นมาด้วยการใช้คำไม่สุภาพเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ ซึ่งตัวผมเองผมก็เห็นใจท่านว่าบางครั้ง ท่านก็อาจจะต้องเตรียมประเด็นในการควบคุมการประชุมโดยลืมฟังไป ปัญหามันเกิดตรงนั้นครับ ท่านประธานครับ เกิดจากเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งลุกขึ้นมาโดยการใช้คำไม่สุภาพมากกว่า ท่านประธานครับ ผมว่าถ้าเป็นอย่างนี้ท่านควบคุมได้อย่างอื่นไม่ยากหรอกครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ สำหรับเรื่องนั้น เดี๋ยวผมขอดูข้อเท็จจริงอีกที บังเอิญฟังไม่ทันจริง ๆ รับสารภาพนะครับ ถ้าเผื่อว่าตอนนี้ ในเรื่องนี้ ในประเด็นมาตรา ๒๙๑/๓ ขอความกรุณาให้อยู่ในประเด็นนะครับ ท่านรังสิมา มีอะไรครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันใช้สิทธิพาดพิง นะคะ ท่านสุนัยได้เดินมาหาดิฉันถามว่าน้อง น้องไม่อภิปรายหรือ ดิฉันก็บอกว่าอภิปรายค่ะ ดิฉันสงวนเอาไว้ ท่านก็บอกว่าคณะกรรมาธิการเขาให้แล้วจะเอาอะไรอีก ดิฉันบอกว่า ดิฉันไม่เอาอีก แต่ว่าดิฉันต้องการที่จะอภิปรายเพราะว่าดิฉันยังไม่พอใจ ยังมีประเด็นอื่น ๆ อีก เดี๋ยวท่านพูดอย่างนี้ว่าให้แค่นี้ยังไม่พอแล้วจะเอาอีกมันไม่ได้นะคะ ดิฉันไม่พอใจ ดิฉัน ก็มีสิทธิเพราะดิฉันสงวนไว้ ดิฉันก็จะอภิปรายค่ะ อภิปรายซ้ำ ดิฉันก็จะอภิปราย เพราะมันเป็นความคิดของดิฉัน ขอบคุณค่ะ

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ไม่เป็นอะไรครับ คราวนี้ก็ประเดี๋ยวเชิญท่านต่อนะครับ ท่านประท้วงหรือครับ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาเช่นเดียวกับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรานี้ไว้ด้วยเช่นกัน และมีความประสงค์ที่จะอภิปรายต่อจาก ท่านรังสิมา รอดรัศมี จึงขอให้ท่านประธานได้โปรดบรรจุคิวการอภิปรายของผมในมาตรานี้ ต่อจากท่านรังสิมา รอดรัศมี ด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง ขอกราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านณรงค์ต่อครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ถ้าตราบใดที่ท่านยังไม่วินิจฉัยนี้ จริง ๆ แล้วผมนี้ไม่มีใจจะอภิปราย เพราะว่าพูดไม่ได้แล้ว เมื่อเขาตราหน้าว่าผมเป็นควาย ในสภาแห่งนี้ผมจะฟ้องกับใครครับ ถ้าไม่อาศัยพึ่งบารมีของท่านประธานครับ ผมไม่อยากจะให้มีลักษณะของการใช้ลักษณะ อันธพาลในสภาแห่งนี้ ผมดีใจ ผมเป็นเพื่อนทุกคน นักการเมืองทุกคน โดยเฉพาะสภาสูงนี้ ผมเคารพอย่างสูง เคารพมากนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านณรงค์ครับ ผมวินิจฉัยแล้ว สักครู่หนึ่ง ผมบอกว่าเรื่องนั้นให้รอ แล้วเชิญท่านอภิปรายต่อครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ผมเคารพท่านประธาน ไม่เป็นอะไรครับ ท่านครับ ผมไม่ใช่ควาย แล้วก็ไม่ใช่อันธพาลด้วย ผมเคารพท่านประธาน แล้วก็ปฏิบัติตามท่านประธานนะครับ ผมคิดว่าในนี้ทั้งหมดเป็นเพื่อนฝูงกันทั้งหมดเลยนะครับ ท่านประธานครับ คงไม่มีใครเป็นศัตรูกับผม ผมก็ไม่คิดว่าใครจะเป็นศัตรูกับผม เป็นเพื่อนกันหมด ทั้งหมดเลย เคารพทุกคนนะครับ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับมาตรานี้ผมได้แปรญัตติไว้ เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ผมได้แปรญัตติไว้ มาตรา ๒๙๑/๓ นี้ วงเล็บเดียวครับ ท่านครับ (๑) บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๓ (๑) คือเป็นบุคคล ซึ่งมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ (๑) ถึง (๑๖) และวงเล็บอื่น ๆ ผมไม่ได้แปรญัตติไว้ เพราะฉะนั้นผมมีสิทธิ ที่จะอภิปรายเรื่องนี้ เนื่องจากว่ามีความแตกต่างกับฉบับร่างที่คณะกรรมาธิการนำมาเสนอ ในสภาแห่งนี้ คณะกรรมาธิการนำมาเสนอในสภาแห่งนี้นั้นมีตั้งแต่ (๑) ไปถึง (๓) และเป็นการ ทับซ้อนใน (๒) (๓) ทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วใน (๑) ถึง (๑๔) แต่กลับมาใส่ (๒) (๓) นี้ผมถือว่า เป็นความไม่สุจริต เป็นลักษณะของการมีเลศนัยที่จะนำมาตรงนี้เพื่อให้เห็นว่ามีการแก้ไขเยอะ มีการเสนอเยอะ จริง ๆ (๑) ก็เพียงพอแล้ว ท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมถือว่ารัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ว่าจะร่างมา จะเสนอมาซ้ำ ๆ ซ้อน ๆ กันอย่างนี้ เพราะเป็นกฎหมายนั้นแม้แต่คำเดียว เราก็จะต้องปฏิบัติแล้ว เมื่อ (๑) นั้นเพียงพอที่จะให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะสามารถ กำหนดคุณสมบัติได้แล้วว่าใครบ้างที่ควรเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ดันมาใส่ (๒) (๓) ตามร่างของคณะกรรมาธิการได้ส่งให้กับกระผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นเหตุผลนี้ละครับ ผมถึงอภิปรายว่าไม่เห็นด้วย ผมเห็นด้วยประเด็นเดียวที่ผมเสนอ แต่ประเด็นที่ผมเสนอนี้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ ก็คือข้อห้ามคุณสมบัติของบุคคลตั้งแต่ (๑) ไปถึง (๑๔) ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ท่านกำลังจะฉีกอยู่ขณะนี้ ท่านประธานครับ มาดูฉบับร่างของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการ (๑) ก็ระบุเช่นเดียวกัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ (๑) ถึง (๑๔) มีอยู่แล้ว แต่ดันมาใส่ (๒) (๓) เข้าไปอีก ทับซ้อน ผมไม่เห็นด้วย ในการกำหนดข้อความอย่างนี้ เป็นการซ้ำซ้อนกันอย่างนี้ ให้เฉพาะเพียงพอแล้วนะครับ ในการที่จะกำหนดข้อห้ามให้กับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญนั้นถือว่า เป็นกฎหมายสูงสุดแล้ว แต่ที่ผมติงอยู่ตรงนี้ก็คือว่าท่านให้เหตุผลเองว่าจะไปเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ อ้างว่ารัฐธรรมนูญเก่านั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เมื่อวานกรรมาธิการ ได้ชี้แจงอยู่ข้างบนนั้นว่ารัฐธรรมนูญที่กำลังใช้อยู่นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ แต่วันนี้ท่านอ้างรัฐธรรมนูญเผด็จการมาใส่ในนี้ทำไม นี่ผมท้วงติงครับ

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านณรงค์ครับ มีผู้ประท้วงครับ มีผู้ประท้วงครับ ท่านณรงค์

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ครับ เชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ต้องขออนุญาตประท้วง ท่านผู้ทรงเกียรติด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ ผมพยายามตามเอกสารท่านที่ท่านได้อ้างถึงว่า ท่านได้แปรญัตติไว้ ในหน้าที่ ๘๕ รายชื่อแปรญัตติท่านอยู่หน้า ๘๔ นะครับ เอกสารแปรญัตติ อยู่หน้า ๘๕ ข้อความที่ท่านเพิ่มเติมเข้ามาก็คือเลข ๕ อยู่ในวงเล็บนะครับ เลขไทยนะครับ แล้วขีดเส้นใต้เท่านั้นเอง นั่นคือสิ่งที่ท่านได้ขอแปรญัตตินะครับ แล้วผมก็กราบเรียนท่านประธาน แล้วว่าประเด็นนี้ผู้แปรญัตติไม่ติดใจ ไม่สงวนความเห็น ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า จริง ๆ แล้วไม่ควรจะอภิปราย ยกเว้นท่านจะสอบถามว่าเหตุผลที่แก้เป็นเพราะอะไร นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ท่านมากล่าวหากรรมาธิการไปเพิ่มเติมแก้ไข นั่นคือร่างที่เรารับไป จากสภาครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ อยากให้ท่านอยู่ในประเด็นครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอท่านณรงค์กรุณาให้อยู่ ในเรื่องที่เรากำลังคุยกันนะครับ เชิญครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเคารพท่านประธาน และเคารพคณะกรรมาธิการที่ได้ชี้แจงมานะครับ แต่เนื่องจากว่า เราได้ฟัง ๕ วันมาแล้วว่าเป็นการกระทำที่ลุกลี้ลุกลนนะครับ ลุกลี้ลุกลนในการรายงานแห่งนี้ ผมไม่ได้แปรญัตติเลย (๒) (๓) ที่ท่านลงมา ลงได้อย่างไร ผมไม่ได้แปรญัตติเลยนะครับ ท่านดู ตรงนี้สิครับ ขอเจ้าหน้าที่มาดูตรงนี้สิครับ ของฉบับผม หนังสือฉบับลงวันที่ ๑ ๑๑๗๒/๒๕๕๕ ของผมเอง ลงชื่อ ณรงค์ ดูดิง และมีสมาชิกรับรองครบ ผมแปรญัตติประเด็นเดียวนะครับ (๑) อย่างเดียว แต่ท่านมาทำในรายงานนี้เกินเลยนะครับ ไปใส่ (๒) (๓) ผมไม่ได้ทำ ผมถือว่า รายงานนี้รายงานเถื่อนอย่างไร รายงานไม่ถูกต้องอย่างไร ผมไม่อยากจะพูดแล้วท่าน ลุกขึ้นมาทำไม ผมพยายามจะไม่ยกรายงานนี้แล้ว รายงานเถื่อนนี้ วันนี้ท่านสมาชิกทั้งหลาย ประชาชนทางบ้านได้ทราบเลยว่าสภาแห่งนี้กำลังพิจารณารายงานที่เถื่อนแล้วนะครับ เพราะว่าผมไม่ได้เห็นชอบด้วยกับการแปรญัตติของท่าน เอาชื่อของผมเข้ามาอ้างนะครับ ท่านประธาน ผมพยายามสรุปเลยนะครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกติกาบ้านเมืองที่ย่อมจะต้องมีความสง่างาม ย่อมจะต้องมีความเป็นธรรม ย่อมจะต้องมี ความถูกต้อง เห็นชอบของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่สมาชิกอยู่ในนี้เป็นส่วนใหญ่ ของประเทศนั่นก็คือการนำมาซึ่งความเห็นชอบก็ต้องรับฟังเสียงประชาชน วันนี้ก็ไม่ได้ทำแล้ว ก็ไม่เป็นอะไร แต่ผมจะขอติติงกับท่านว่าการทำอย่างนี้ท่านอย่าได้คิดว่าวันนี้ผ่านไป และพรุ่งนี้ผ่านไปยกมือ ๑๕ วันมาลงมติท่านก็ชนะแล้ว แต่ท่านชนะวันเดียวท่านจะพ่ายแพ้ ตลอดไปนะครับ พ่ายแพ้ต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่เพราะผมเป็นคนที่ยึดมั่น ในหลักคุณธรรมและจริยธรรม ผมคิดว่าการทำอะไรที่นอกเหนือจากคุณธรรมและจริยธรรม ขัดจากความรู้สึกนั้นย่อมกระทำไม่ได้ ท่านครับ ผมอยากจะจบอย่างนี้นะครับว่าตามหลักการ ของผมนั้นผมมียึดหลักอยู่ว่า ยึดหลักคัมภีร์อัลกุรอานที่ผมนำปฏิบัติตลอดเวลาก็คือ บอกกล่าวไว้ว่า พระองค์อัลเลาะฮ์ตะอาลากล่าวว่า เมื่อความจริงมาความเท็จย่อมหายไป และแท้จริงความเท็จนั้นสักวันหนึ่งย่อมสูญมลายสิ้นแน่นอนครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรังสิมา รอดรัศมี ครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้แปรญัตติแล้วก็ ได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๓ บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) เป็นบุคคลซึ่งมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตาม มาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๖) (๗) (๙) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔) ประชาชนก็โทรมาถาม ดิฉันนะคะเพราะว่าเขาไม่เคยได้อ่านรัฐธรรมนูญอย่างที่มีท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปราย ไปแล้วว่าประชาชนส่วนใหญ่เขาไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะว่าตอนนี้ประชาชน เดือดร้อนเรื่องข้าวของแพงอยากให้แก้ปัญหาเรื่องปากท้องพี่น้องประชาชน แล้วก็พอพูดถึง มาตรา ๑๐๒ วงเล็บต่าง ๆ ประชาชนไม่เข้าใจเลยค่ะว่าวงเล็บหมายถึงอะไรนะคะ ดิฉันก็เลย อยากจะกราบเรียนท่านประธานนะคะว่าเดี๋ยวดิฉันจะได้อภิปรายในวงเล็บต่าง ๆ ให้ประชาชน ที่ฟังอยู่ทางบ้านได้เข้าใจด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี ๒๕๑๒ ที่บอกว่า ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครทำให้ทุกคนให้เป็นคนดี ได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงไม่ใช่อยู่ที่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากอยู่ที่การส่งเสริมคนดีได้ปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดีไม่ให้ก่อความเดือดร้อน วุ่นวายได้ อันนี้ดิฉันยกขึ้นมาดิฉันอยากจะเตือนสติทางกรรมาธิการนะคะ ให้ฟังทาง ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านด้วยนะคะ เพราะว่าที่พูดมา ๕ วัน ๕ คืนนี่ ดิฉันก็เห็นว่าพูดแล้ว ท่านก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยนะคะ แต่ก็อยากให้บันทึกเอาไว้แล้วก็ให้ท่านที่อยู่ทางบ้าน ได้รับทราบถึงอุดมการณ์ต่าง ๆ ของที่สงวนคำแปรญัตติเอาไว้นะคะ ก็อยากจะบอกว่า ถ้าท่านบอกว่า รักพ่อ แต่รักแต่ปากนะคะ แล้วก็ท่านไม่ปฏิบัติ ดิฉันก็คิดว่ามันก็ไม่มีประโยชน์ คือดิฉันก็เห็นใจคนที่ทำผิดแล้วกลับตัวกลับใจ ทำผิดเพราะว่าขาดสติดิฉันก็ให้อภัยได้ แต่ผิดโดยสันดานนี่ มันให้อภัยไม่ได้นะคะ เพราะว่าเมื่อทำผิดแล้วก็ไม่ยอมรับผิดนะคะ ตรงที่กรรมาธิการที่ดิฉันแปรญัตติเอาไว้แล้วก็ท่านได้ใส่เข้ามาให้ ดิฉันก็ต้องขอบคุณนะคะ ท่านผู้ที่แปรญัตติทุก ๆ คนเลยนะคะ ที่แปรญัตติใน (๕) แล้วก็ ขอบคุณกรรมาธิการเสียงข้างน้อยด้วยที่ไปโต้เถียงให้ แล้วก็ให้เหตุให้ผลจนกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้ใส่ใน (๕) ให้ ทีนี้การที่ใส่ใน (๕) แล้ว ดิฉันก็คิดว่ามันยังไม่ถูกใจดิฉันนะคะ อย่างที่ท่านอาจารย์กนกได้อภิปรายไปแล้วว่ามันยังมีจุดอ่อนเกี่ยวกับเรื่องคุณธรรมจริยธรรม เพราะฉะนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ถ้าเกิดว่ามันขาดคุณธรรม จริยธรรมแล้วก็เหมือนกับมนุษย์มีแต่ลมหายใจอยู่ในร่างที่ไร้วิญญาณ เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็อยากจะให้กรรมาธิการที่ใส่ใน (๕) คือว่าใน (๕) เดี๋ยวนะคะ ดิฉันพูด (๕) คนข้างนอก ก็ไม่เข้าใจอีก เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะบอกว่าใน (๕) ตอนแรกดิฉันสงสัยว่าทำไมรัฐบาล เสนอมาแล้วตัด (๕) คือ เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ตรงนี้จริง ๆ แล้วดิฉัน ไม่อยากให้คนที่ได้ต้องคำพิพากษาจำคุกมาเป็น สสร. เลยด้วยซ้ำไปนะคะ เพราะว่า กรรมาธิการใส่มา ๕ ปี ดิฉันก็ผ่อนปรนให้ ๑๐ ปี อยากจะได้ ๑๐ ปี ให้คนที่โดนลงโทษแล้ว จะได้ไม่มามีผลกับการที่มาเป็น สสร. อันนี้นะคะ แต่ว่า ๕ ปีนี้ ตามที่ทางกรรมาธิการแก้มานี้ มันก็เป็นของรัฐธรรมนูญอันเก่านะคะ เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนนะคะว่า ดิฉันอยากจะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ คนที่จะมาเป็น สสร. ก็ต้องมีทั้งคุณธรรม จริยธรรมด้วยนะคะ และอีกอย่างหนึ่งคือคนที่จะมาเป็น สสร. นี้ ดิฉันก็ยังไม่พอใจที่อยากจะ ให้ระบุไว้ด้วยซ้ำไปว่าจะต้องไม่เป็นสภาผัวสภาเมียนะคะ แล้วก็ดูแล้วเดี๋ยวมันจะมีมาตราอื่น ที่ทางกรรมาธิการได้ใส่เอาไว้ คือว่าคนที่มาเป็น สสร. แล้วจะต้องไม่มาลงสมัครเป็น ส.ส. หรือว่าวุฒิสมาชิก เพราะว่าการเขียน สสร. นี้ไปเป็นแล้วเดี๋ยวก็จะเขียนมามีผลกับการ ลงสมัครที่จะเข้ากลับมาเป็นนักการเมือง เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะกราบเรียนว่าดิฉันก็ไม่ได้ ใจดำนะคะ ๕ ปีดิฉันยังไม่พอใจ เป็น ๑๐ ปีก็ได้ แต่ว่าอยากจะให้ลงโทษคนที่ขี้โกงประเทศชาติ แล้วนี้ คือถ้าเราไม่มีระบบ ไม่มีระเบียบอะไรมันก็จะมีการทุจริต มีการเอาคนโกงเข้ามา ร่างกฎหมาย มาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ต่อไปเมื่อมีการโกงขึ้นมาถ้าเราเอาคนพวกนี้เข้ามา กฎหมายมันก็จะไป รัฐธรรมนูญก็จะไปตามคนที่เขียน เพราะฉะนั้นดิฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่ แปรญัตติแล้วก็ใส่เข้ามาในครั้งนี้ ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ ครับ

นางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๗ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้แปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๓ ไว้นะคะ ก็เห็นท่านสมาชิกหลายท่านก็พูดแต่ในเรื่องของการบรรจุ (๕) เข้าไปนะคะ ก็เป็นที่น่ายินดีแล้วก็น่าชื่นชมที่ได้เห็นอนุมาตรานี้สำคัญนะคะ เพราะจริง ๆ แล้วผู้ที่มีบาป หรือชนักติดหลังนี่ มีความสำคัญยิ่งที่จะกลับเข้ามาเป็น สสร. เพราะว่าการร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เป็นสิ่งหนึ่งที่จะนำมาบริหารประเทศชาติ แล้วก็เป็นที่พึ่ง ของประชาชนด้วยนะคะ ดิฉันอยากให้รัฐบาลได้คำนึงนิดหนึ่งว่าการทุจริต การคอร์รัปชัน การที่ไม่เห็นกับประเทศชาติหรือส่วนรวมเป็นสิ่งสำคัญ คิดว่าจะทำคอร์รัปชันหรือว่า โกงแผ่นดินไปนี่มันเสียหายมากค่ะ เพราะท่านทราบไหว่าเดี๋ยวนี้ประชาชนคิดว่าไม่เป็นอะไรละคะ ต่อให้เขาโกงกินไปบ้างแต่เขาทำคืนมาให้ประเทศชาติก็เป็นสิ่งที่ดีงามแล้ว นี่หรือคะกฎหมาย ของประเทศไทย นี่หรือคะรัฐธรรมนูญที่สูงสุดของประเทศไทย ไม่ใช่ค่ะ เราจะให้พี่น้องของเรา คิดอย่างนั้นไม่ได้ การโกง การทุจริต คือสิ่งที่ผิดกฎหมายและเป็นบาปค่ะ เพราะฉะนั้น ก็อยากจะฝากให้ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็น สสร. ได้คำนึงของความเป็นคนไทยแล้วก็เป็นคนที่ มีความยุติธรรม มีหลักศาสนา มีศีลธรรม มีคุณธรรม มีจริยธรรม โดยเฉพาะมีความเมตตา เพราะความเมตตาจะทำให้คนเรามีความยุติธรรมเกิดขึ้นมานะคะ ดิฉันต้องขออนุญาตสักนิดหนึ่ง ว่าปัจจุบันนี้ถามพี่น้องคนไทยทุกคนเลยว่าอยู่กันอย่างมีความสุขไหม ความแตกแยก ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ยิ้มกันยังให้ไม่ได้เลยค่ะ ขนาดยิ้มสวยก็ยังบอกว่ายิ้มไม่สวย ดูอย่างท่านนายกรัฐมนตรีปูสิคะดิฉันว่าสวยนะ แต่คนที่มีความคิดต่างกันบอกไม่สวย นี่คือความคิดของคนไทยในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นดิฉันอยากให้ทุกคนมีความปรอดดองกัน และใช้หลักความเมตตาในการทำทุกอย่างเพื่อให้เป็นส่วนรวม เพื่อให้ประโยชน์สุขแก่พี่น้อง ประชาชนคนไทยทุกคนนะคะ และดิฉันคาดว่าในการเลือก สสร. ครั้งนี้จะต้องมีมุสลิมเข้ามา ในการรับหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญด้วย ดิฉันก็ขอฝากไว้ว่าหลักการของศาสนาอิสลาม ต้องคำนึง

ข้อที่ ๑ ถึงความอิคลาสใจ นั่นคือความบริสุทธิ์ใจนะคะ ในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์สูงสุดให้กับพี่น้องปวงชนชาวไทย

ข้อที่ ๒ สนองประโยชน์ส่วนรวม ปฏิเสธประโยชน์ส่วนตน กลุ่มตน หรือเผ่าพันธุ์ ของตนค่ะ

ข้อที่ ๓ ต้องปราศจากพูดโกหก สับปลับ หลอกลวง และมีคุณธรรมสูงส่ง ในการดำเนิน เขาเรียกว่าการซูรอ คือการปรึกษาหารือหามติได้ด้วยความเป็นธรรม ทุกคนก็ต้อง มีสัจจะกับตัวเอง ซื่อสัตย์กับตัวเอง เพราะรัฐธรรมนูญเป็นการดำเนินชีวิตของพี่น้องนะคะ เป็นทั้งการคุ้มครอง ปกครองชีวิตของทุกคนนะคะ ดิฉันจะขอพูดไว้อย่างหนึ่งนะคะ มนุษย์ที่ดี ที่สุดนะคะ คือมนุษย์ที่ทำประโยชน์ให้กับมนุษย์ด้วยกัน นั่นคือทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม แต่มนุษย์ที่ชั่วที่สุดคือมนุษย์ที่ทำลายล้างมนุษย์ด้วยกันเอง กราบขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนคร มาฉิม ครับ เชิญท่านวัชระ เพชรทอง ครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้รอเวลาที่จะ ลุกขึ้นอภิปรายเพื่อที่จะบอกความจริงกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เพราะพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศจำนวนมากรู้สึกอึดอัดต่อการกระทำของรัฐบาลของคณะรัฐมนตรีที่ซึ่งกำลังจะ บีบบังคับให้รัฐสภาแห่งนี้ คือประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาให้ผ่าน กฎหมายรัฐธรรมนูญในสิ่งที่รัฐบาลต้องการ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากการ ลงประชามติของพี่น้องประชาชน จำนวน ๑๕ ล้านเสียง แต่รัฐบาลไม่เคยไปสอบถามพี่น้อง ประชาชนก่อนเลยว่าจะมีประชามติให้มีการล้มล้างหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ รัฐบาลอาศัยเสียงข้างมาก อาศัยช่องว่างเท่าที่มีอยู่ในกฎหมาย แต่ช่องว่างอันนั้นก็ไม่ได้ หมายถึงว่าเป็นช่องว่างที่ปลอดภัยสำหรับเล่ห์เพทุบายของรัฐบาล ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติเพื่อที่จะสงวนคำแปรญัตติในมาตรานี้และก่อนที่ผมจะได้พูดถึงในประเด็นนี้ ผมมีรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... วันพฤหัสบดีที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕ จำนวน ๔๖ หน้า ที่จะมอบให้ท่านประธาน เพราะรายงานการประชุมนี้ซึ่งผมได้รับมอบหมายจาก ส.ส. จำนวน ๑๒ ท่าน ให้เป็นผู้แปรญัตติ ท่านประธานครับ เห็นท่านประธานรัฐสภาประธาน สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ กำลังจะขึ้นบัลลังก์ก็ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ท่านประธานทั้ง ๒ ท่าน ในฐานะที่เป็นประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภา ผมมีหลักฐาน ที่จะมอบให้ท่านเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าในวันที่ผมไปแปรญัตติดังกล่าวในวันที่ ๕ เมษายนนั้น ผมได้พูดบันทึกไว้ในการประชุมดังกล่าวว่า ท่านประธานที่เคารพ เหลือแต่ท่านสมาชิกวุฒิสภา ๒ ท่าน นี่ไม่นับรวมประธานในขณะนั้นคือ ท่าน ส.ว. สมชาติ ซึ่งนั่งเป็นประธานแทน ท่านสามารถ แก้วมีชัย ส.ว. ๒ ท่านนั้น คือใครครับ คือ ท่านกฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว. จังหวัดกำแพงเพชร และอีกท่านหนึ่งคือ ท่าน ส.ว. เจตน์ ท่านประธานที่เคารพ นอกจาก ส.ว. ๓ ท่าน รวมแล้วยังมี ส.ส. อีก ๑ ท่าน ซึ่งต้องกราบเรียนท่านประธานไว้ ณ ตรงนี้ ก็คือ ท่านดอกเตอร์ ซึ่งเป็นบุตรสาวของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิรก ท่านประธานครับ ผมจึงอยากมอบเอกสารนี้กับท่านประธาน เพื่อยืนยันว่าในการประชุมดังกล่าวนั้นมีองค์ประชุมไม่ครบและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพ พี่น้องประชาชนได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าการที่รัฐบาลจะทำอย่างนี้นั้น เป็นเรื่องที่ไม่บังควร ในขณะที่ข้าวยากหมากแพง ค่าแรง ๓๐๐ บาท ก็ไม่ได้ และนโยบาย ค่าแรง ๓๐๐ บาท ก็ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) เจ๊งกันไปแถบ ๆ นอกจากนี้ก๊าซ น้ำมัน ขึ้นราคา สินค้าขึ้นราคา แม้กระทั่งข้าวแกงข้างถนนก็ขึ้นราคา ท่านประธานครับ รัฐบาล กลับกำลังข่มขืนจิตใจสมาชิกรัฐสภาเพื่อผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นที่น่าวิตกครับ เพราะผมจะกราบเรียนท่านประธานว่าแม้กระทั่งในประวัติศาสตร์คำให้การของชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด ฉบับพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ท่านประธานครับ แม้กระทั่งในประวัติศาสตร์ยังมีการพูดถึงสมัยพระปรเมศวร ซึ่งเป็นสมัย ที่กษัตริย์อยุธยาขึ้นครองราชย์ก็ปรากฏว่ามีนายบุญศรีได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นขุนชินราช ท่านประธานครับ และขุนชินราชผู้นี้ก็มักใหญ่ใฝ่สูงกำเริบเสิบสานคิดเป็นกษัตริย์ก่อการกบฏ ขึ้นเป็นกษัตริย์ มีการเผาพงศาวดาร เปรียบเสมือนกับการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญนั่นละครับ ท่านประธานครับ ในประวัติศาสตร์มีชัดเจน มีบุคคลธรรมดากำเริบเสิบสานคิดเป็นกษัตริย์

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์ เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ มีผู้ประท้วงครับ ทีนี้อย่างนี้ครับ ท่านวัชระครับ อย่าไปไกลถึงสมัยโน้นเลยครับ เอากระชับแล้วอยู่ในประเด็น ให้มันใกล้ ๆ กว่านี้หน่อยนะครับ เพราะไม่อยากจะให้มีการประท้วง ก็ต้องขอความกรุณาครับ จ่าประสิทธิ์ครับ คงไม่ต้องประท้วงครับ ผมได้ขอร้องท่านวัชระแล้วก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา อะไร ขอความกรุณานะครับ เอาเข้าประเด็นกว่านี้อย่าไปไกลครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ คือชาวจังหวัดสุรินทร์เลือกท่านประสิทธิ์มาประท้วงโดยเฉพาะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่าไปอย่างนั้นเลยครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่ได้แขวะครับ เพราะว่าหน้าที่ท่านทำอย่างนั้นจริง ๆ เพราะเป็นเพื่อนกัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงท่านก็สุภาพบุรุษนะ ขอทุกทีท่านก็ให้ความร่วมมือมาตลอด ต่อเลยดีกว่าครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ได้ครับ ขอบคุณท่านประธานที่วินิจฉัยด้วยความเป็นธรรม ท่านประธานครับ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติ ในมาตรานี้เช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกหลายท่าน และขอบคุณท่านประธานที่ได้อนุญาต ให้สมาชิกได้อภิปรายอย่างกว้างขวาง เพราะพี่น้องประชาชนได้ติดตามดู ฟังและเห็นว่า ใครในสภาผู้แทนราษฎร ในรัฐสภาแห่งนี้ปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนหรือปกป้อง เฉพาะตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในขณะที่ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายเพื่อที่จะชี้ให้เห็นข้อดี ข้อเสียในการที่ท่านเร่งรีบที่จะผ่านร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของคนบางคน ท่านประธานครับ ปรากฏว่ากลับมีการด่าทอ ด่าฝ่ายค้าน ด่า ส.ว. สมาชิกวุฒิสภาที่ซึ่งไม่เห็น ด้วย สรุปแล้วด่าทุกคนในสภาแห่งนี้ หรือแม้แต่ทุกคนในประเทศนี้ที่ไม่เห็นด้วย เขาบอกว่า อย่างไรครับท่านประธาน เขาตะโกนข้ามประเทศมาเลยครับว่าใครจะขวางเรื่องการปรองดอง ช่างแม่มัน ใครจะขวางรัฐธรรมนูญ ช่างแม่มัน อย่างนี้มากล่าวหามารดาของฝ่ายค้านยอม ไม่ได้ครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ที่จริงเมื่อกี้ ได้พยายามเตือนแล้วนะครับ ผมกำลังพลิกว่าท่านแปรญัตติอยู่หน้าไหน ท่านเลขาธิการครับ หน้า ๘๔

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมถูกข้อบังคับครับ แปรญัตติแน่นอนครับ ผมไม่หลอกท่านประธานเหมือนกับบางคนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

หน้า ๘๔ นะครับ ก็แค่ตรง (๕) เท่านั้นใช่ไหมครับ ซึ่ง (๕) ก็ตกลงเติมแล้วใช่ไหม เติมแล้วก็น่าจะพอสมควรแล้วท่านวัชระครับ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ มีคุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ ทักษิณ ประท้วงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับ ท่านครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

คุณจิรายุ ประท้วงครับ ตามข้อบังคับครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๑๘ คลองสามวาครับ ไม่ถือสาครับ เพราะว่าพี่วัชระเขาก็ชอบนิสัยเหน็บแนมอย่างนี้เป็นประจำ อยู่แล้วครับ คนฟังเขาเข้าใจ ท่านประธานครับ ผมฟังมา ๕ วันแล้วท่านประธานครับ เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง พูดซ้ำ ๆ จนหน้าดำคร่ำเครียดไปหมดแล้วท่านประธานครับ ขอให้ท่านประธานควบคุมสักนิดเถอะครับ คือคนเขารู้อยู่แล้วว่าคุณวัชระชอบด่าท่านทักษิณ คือท่านด่าบ่อย ๆ ท่านไม่เบื่อบ้างหรืออย่างไร ผมก็ไม่เข้าใจ กลางคืนไม่รู้นอนละเมอถึง คุณทักษิณ ทักษิณ หรือเปล่านะครับ ท่านประธานครับ ช่วยควบคุมหน่อยท่านประธานครับ อยากฟังว่าที่เขาแปรญัตติเขาแปรญัตติว่าอย่างไร ผมจะได้ดูภูมิความรู้ของผู้ใหญ่ที่ชื่อวัชระ เพชรทอง บ้างว่าช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มันเป็นหลักการคืออะไร วัน วันด่าอย่างเดียว ท่านประธานครับ ช่วยวินิจฉัยสักเรื่องเถอะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านสมาชิกครับ เมื่อกี้นี้พอดีผมไม่ได้ฟังการประชุมนะครับ แล้วก็ผมขึ้นมาเปลี่ยนเพื่อให้ท่านประธานวุฒิสภา ได้เข้าห้องน้ำห้องท่าบ้าง เพราะเดี๋ยวอีกสัก ๑๐ กว่านาทีผมจะไปธุระข้างนอกแล้วจะเข้ามา เปลี่ยนอีกทีตอน ๓ ทุ่ม ก็มาคั่นรายการเท่านั้นเองครับ แล้วก็ไม่ได้ดูว่ามีอะไรกันก่อนหน้านี้ ไม่ได้ติดตามนะครับ ประเด็นคือท่านวัชระสงวนไว้ใน (๕) แล้วก็กรรมาธิการก็เห็นด้วยแล้ว ใช่ไหมครับ ก็จบแล้วนี่ครับ ก็ควรยุติแล้วกระมังครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง รวมทั้ง เขตคลองสามวาด้วย ท่านประธานครับ เป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ที่จะอภิปราย เพราะกำลังอภิปราย

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิดเดียว เป็นเอกสิทธิ์ ถูกต้องครับ ถ้าสงวนไว้ แต่ทีนี้กรรมาธิการเห็นชอบด้วยแล้ว ประเด็นท่านก็จบแล้วครับ สมควรพอแล้วครับ ท่านมีอะไรครับ ท่านวรชัยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ จังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมว่าวันนี้สมาชิกหลายท่านครับ กำลังเข้าใจผิดหรือเปล่า ท่านอภิปราย ผิดข้อบังคับหลายท่านด้วยกันครับ โดยเฉพาะนี่คือวาระที่สองนะครับ วาระที่สองเขาบอกว่า ให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น หรือมีการสงวนคำแปรญัตติเท่านั้นครับ เมื่อกี้ผู้อภิปรายได้พูดถึงวาระที่หนึ่งว่าพี่น้อง ประชาชนอึดอัด เขาไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญครับ ท่านครับ อำนาจของประชาชน คืออำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนครับ พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งเพราะพี่น้องประชาชน มอบอำนาจอธิปไตยให้ครับ เพราะฉะนั้นนโยบายเราบอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญครับ นี่คือพี่น้อง ประชาชนมอบอำนาจ ถ้าพี่น้องประชาชนไม่ให้อำนาจ วันนี้เราก็แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ครับ นี่คือความต้องการของประชาชนครับ อย่าดูถูกประชาชนครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ประเด็น อย่างนี้นะครับ ผมพยายามควบคุมการประชุมให้บรรยากาศมันดี เพื่อให้การประชุมเป็นไป ด้วยความเรียบร้อย อะไรที่พอจะให้เกียรติสมาชิกได้ผมก็พยายามให้เกียรตินะครับ แล้วก็ จะออกนอกประเด็นบ้างก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าไปไกลมากผมก็จะทักท้วง ทีนี้ประเด็นคือของ ท่านวัชระก็ไปไกลพอสมควรนะครับ นั่นประเด็นที่ ๑ แต่ที่สำคัญที่สุดประเด็นที่ ๒ คือที่ท่าน สงวนเอาไว้ กรรมาธิการเห็นด้วยแล้วก็ควรที่จะยุติ ผมให้เกียรติท่านวัชระมาโดยตลอดครับ เพราะฉะนั้นสมควรแล้วครับ คงจะไม่อนุญาตให้อภิปรายต่อ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ท่านประธานครับ จงพูดความจริงต่อหน้าผู้ปกครองที่อธรรม คัมภีร์อัลกุรอาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมคงไม่อนุญาต ให้อภิปรายต่อแล้วครับ สมควรต้องพอแล้วครับ มันขัดข้อบังคับชัดเจนครับ แล้วการให้เกียรติ มันก็ต้องมีขอบเขตเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นฝั่งนี้ก็จะประท้วงผม ถ้าสมาชิกให้ความเป็นธรรม กับผมด้วยนะครับ จะเห็นว่าผมให้เกียรติท่านอย่างมากเลย ไม่เป็นอะไรครับ ท่านสงวนไว้ หลายมาตรา ท่านมีสิทธิที่จะใช้สิทธิอยู่แล้ว ท่านครับ ผมอธิบายไปแล้วนะครับ ท่านสงวนไว้ ในประเด็นที่กรรมาธิการเห็นด้วยแล้วมันจบแล้วครับ คงไม่มีสิทธิครับ เพราะมันจบแล้ว ท่านครับ กรุณาเถอะครับ ท่านแปรญัตติไว้กรรมาธิการเห็นด้วยแล้วมันจบแล้วครับ นั่งเถอะครับ ท่านวัชระครับ ลูกผู้ชายนะครับท่านนั่งเถอะครับ ท่านครับ มันจบไปแล้ว ท่านไม่ควรที่จะต้อง ลูกผู้ชายครับ นั่งเถอะครับ สมควรแล้วครับ นั่งเถอะครับ ท่านวัชระครับ นั่งเถอะครับ นั่งครับ ที่จริงท่านไม่มีสิทธิอภิปรายเลยด้วยซ้ำ เพราะกรรมาธิการเขาเห็นด้วย แล้ว ก็ถือว่าจบแล้วครับ ผ่านแล้วครับ ก็ไม่เป็นอะไรครับ ท่านจิรายุเชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ จิรายุ ห่วงทรัพย์ ครับ นิดเดียวครับ ท่านไม่ต้องแขวะมากครับ ห่วงทรัพย์ ทักษิณนี้ผมว่าประชาชนเขาฟังเบื่อ ท่านประธานครับ เพื่อให้บรรยากาศในสภามันเดินหน้า แล้วไปได้นะครับ ผมอยากฟังพี่วัชระหน้าดำของผมอภิปรายต่อท่านประธานครับ แต่ขอความกรุณาหน่อยครับ ตั้งแต่เข้ามาในสภาไม่ค่อยเห็นภูมิปัญญาของท่านในเชิง สร้างสรรค์ครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านจะกรุณาเอาแบบไม่แผ่นเสียงตกร่องนะครับ หายไป ๒ วันนี้สบายหูท่านประธานครับ แต่ว่ามาอีกวันหนึ่งไม่เป็นอะไรครับ เรานั่งฟังได้ แต่ถ้าเกิดท่านจะพูดในประเด็นใหม่ ๆ บ้างที่มันส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ไม่ต้องแขวะ ทักษิณ ไม่ต้องด่าคนนั้นคนนี้ คือไม่ต้องมาเติมนามสกุลให้ผม

(นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาล่ะครับ เชิญท่านจุติครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมจริง ๆ ก็อยากจะพูดแต่ว่ามันเสียงแหบ แต่ผมอยากจะ ประท้วงท่านประธานครับ ในข้อบังคับที่รักษาการประชุม กระผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานด้วยความหวังดีท่านประธานว่าท่านประธานต้องรักษาศักดิ์ศรีท่านประธานครับ ท่านประธานปล่อยให้สมาชิกมาบอกท่านประธานว่าจะให้คุณวัชระอภิปราย ไม่อภิปราย ไม่ได้ครับ ผมขออนุญาตท่านประธานช่วยรักษา อย่าให้ท่านสมาชิกมาสั่งท่านประธานได้ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงไม่มีใครสั่งครับ ผมก็ใช้ ดุลยพินิจไปแล้ว แล้วก็คงไม่อนุญาตให้ท่านอภิปรายต่อ ท่านวัชระครับ เห็นใจสมาชิก ท่านอื่นด้วยเถอะครับ โดยเฉพาะท่าน ส.ว. นะครับ เราใช้เวลามา ๕ วันแล้วนะครับ ยังไม่ไป ถึงไหนเลยครับ ท่านนั่งเถอะครับ ท่านครับ นั่งเถอะครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านครับ ผิดข้อบังคับชัดเจน ท่านจะดื้อไปทำไมครับ ประเด็นนั้นผมไม่ทราบครับ ผมบอกแล้วอย่างไรว่า ผมไม่ได้ดูครับ แต่ตอนนี้ผมทราบแล้วผมเห็นว่ามันผิดข้อบังคับครับ ผมก็เลยไม่อนุญาตแล้ว ท่านนั่งเถอะครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านนั่งเถอะครับ ท่านครับ นั่งเถอะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ให้ นายวัชระ เพชรทอง นั่งลง แต่ นายวัชระ เพชรทอง ไม่ปฏิบัติตาม นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา จึงได้ยืนขึ้น)

ผมใช้อำนาจของผมนะครับ เชิญท่านวัชระออกจากห้องประชุมครับ อำนาจนี้ตามข้อบังคับก็ถือว่าคงทักท้วงไม่ได้ครับ ก็เชิญตำรวจสภานำตัวท่านวัชระออกไปครับ ท่านปฏิบัติตามที่ผมสั่งนะครับ เอาตัวท่าน วัชระออกไปครับ นำพาตัวท่านออกไป ด้วยความสุภาพเรียบร้อยนะครับ เอาออกไปครับ ผมสั่งแล้วนะครับ ตำรวจรัฐสภาครับ เอาออกไปครับ แล้วเอาด้วยความสุภาพด้วยครับ มีอะไรผมรับผิดชอบเอง ท่านต้องนำพาตัวออกไป แล้วนำออกไปด้วยความสุภาพด้วย ตำรวจรัฐสภาครับ ถ้าท่านไม่ นำพาตัวออกไปถือว่าขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ผมจะตั้งกรรมการสอบ ผมสั่งอีกครั้งนะครับ ถ้า ไม่ปฏิบัติผมจะตั้งกรรมการสอบครับ ตำรวจรัฐสภาหลายท่านช่วยกันหน่อยครับ ยกมือไหว้แล้ว ช่วยนำพาออกไปอย่างสุภาพครับ ช่วยกันหน่อยครับ ท่านวัชระครับ ผมจะให้เกียรติ ถ้าท่านปฏิบัติตามที่ประธานสั่ง ขอให้ยุติครับ

ท่านสาทิตย์เชิญครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ความจริงแล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี่ครับ ท่านประธานครับ ผมฟัง ท่านประธานตั้งแต่เปลี่ยนประธานในการจัดการประชุม ท่านก็บอกกับที่ประชุมว่าท่านไม่ได้ ตามการประชุมมาก่อน ท่านขึ้นมาคั่นจังหวะชั่วคราวเพื่อท่านจะออกไปธุระและจะกลับมา ตอน ๓ ทุ่ม บังเอิญว่าที่ท่านวินิจฉัยเรื่องกรณีคุณวัชระว่าไม่ให้อภิปรายและนั่งลง คุณวัชระ เขาก็มีความรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม เหตุผลเพราะว่าก่อนหน้านี้ผู้ที่ทำหน้าที่ประธานได้อนุญาต ให้กลุ่มผู้ที่สงวนคำแปรญัตติไว้ แม้ว่ากรรมาธิการจะมีการแก้ไขไปแล้วมีการอภิปราย ประธานท่านที่แล้วท่านใช้คำว่า ท่านอนุญาตให้สมาชิกคือท่านกนก อภิปรายไปแล้ว ท่านก็อนุโลมให้คนอื่นพูดตามไปด้วย คุณวัชระเองก็อยู่ในที่ประชุมตลอดก็เข้าใจว่า การประชุมจะใช้การวินิจฉัยลักษณะเดียวกันเขาก็ยกมือขึ้นอภิปราย แต่เมื่อท่านประธาน วินิจฉัยไม่ให้เขาอภิปรายเขาพยายามที่จะชี้แจงท่านประธาน ท่านประธานบอกว่าท่าน ไม่รับทราบ เป็นเช่นนั้นสมาชิกก็รู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรม มันไม่เป็นธรรมแล้วเขาก็พยายามจะ ประท้วง ผมเข้าใจท่านประธานพยายามจะกำกับการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่เมื่อเกิดลักษณะการปฏิบัติ ๒ มาตรฐานเช่นนี้ สมาชิกปฏิบัติไม่ได้ครับ ประธานท่านหนึ่ง จะบอกว่าไม่รับทราบที่ประธานอีกท่านหนึ่งวินิจฉัยไว้แล้วก็เป็นปัญหาในเชิงปฏิบัติ ที่สำคัญท่านก็ยอมรับเองว่าท่านไม่ได้ติดตามการประชุมในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านขึ้นมาขัดจังหวะชั่วคราว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านประธานครับ ที่ท่านประธานวินิจฉัย แล้วก็ใช้อำนาจเมื่อสักครู่นี่ผมเข้าใจเป็นอำนาจท่าน แต่อำนาจถ้าใช้โดยลักษณะของ ความรู้สึกของสมาชิกว่าไม่เป็นธรรม และ ๒ มาตรฐานจะเป็นอำนาจที่สมาชิกเองก็จะมี ความรู้สึกว่าก็รับไม่ได้เช่นเดียวกัน ผมก็เรียนท่านประธานครับว่าถ้าจะปฏิบัติไปในแนวทาง เดียวกันกับที่ประธานท่านที่แล้ววินิจฉัยไว้แล้วกรณีก็จบครับ เพื่อนสมาชิกก็ใช้สิทธิอภิปรายไป แต่ถ้าเขาเกินเลยกว่าขอบเขตของข้อบังคับท่านประธานก็ทักท้วงแล้วก็ใช้อำนาจได้ครับ ผมคิดว่าท่านประธานกรุณาที่จะดำเนินการอย่างนั้นต่อไปนี่ ผมว่าประโยชน์จะเกิดขึ้น การอภิปรายของเรา ความจริงบรรยากาศมันมาดีนะครับวันนี้ท่านประธานครับ ก็ไม่ได้คิดว่า จะเกิดสภาพปัญหาลักษณะเช่นนี้ขึ้นมาในช่วงยามเวลาที่จะมีการอภิปรายกันต่อครับ ผมก็เรียนท่านประธานครับว่ากรุณาทบทวนการวินิจฉัยของท่านแล้วก็เดินตามแนว ซึ่งท่านประธานท่านที่แล้ววางเอาไว้แล้ว ปัญหาจะได้ไม่เกิดครับ เจ้าหน้าที่ตำรวจของสภาเอง ก็จะได้ไม่ลำบากใจที่จะเกรงว่าท่านประธานจะไปตั้งกรรมการสอบเขาเข้าครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านไพจิตครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครพนม

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ แล้วก็คิดว่าดุลยพินิจที่ ท่านประธานได้วินิจฉัย ท่านประธานได้พยายามที่จะให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และปฏิบัติตามข้อบังคับโดยเคร่งครัดเมื่อมีการสงวนแล้วคณะกรรมาธิการก็ได้เห็นชอบ ตามที่ท่านสมาชิกผู้ขอแปรญัตติก็แปลว่าการที่จะให้อภิปรายต่อนั้นทำไม่ได้ ขณะเดียวกัน ท่านประธานก็ได้ขอร้องท่านสมาชิกท่านวัชระให้นั่งลงนะครับ แล้วถึงขั้นที่ท่านประธานต้อง ยืนขึ้นซึ่งโดยธรรมเนียม โดยข้อบังคับเมื่อท่านประธานยืนท่านสมาชิกทุกท่านต้องนั่งลงนะครับ แล้วก็ท่านสมาชิกท่านวัชระก็ยังฝ่าฝืนนะครับ ก็มีลำดับที่ท่านประธานใช้การควบคุมการประชุม คือให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญท่านสมาชิกออกจากห้อง แล้วท่านประธานยังให้ความกรุณาว่า ถ้าได้ปฏิบัติตามก็คือนั่งลงก็จะยุติ นี่คือทิศทางที่กระผมเห็นว่าท่านประธานได้ใช้ความเรียบร้อย เพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว ผมอยากให้การประชุมเป็นไปโดยข้อบังคับตามที่ท่านประธานได้ วินิจฉัยแล้วนะครับ ซึ่งก็ชอบที่จะต้องดำเนินการ เมื่อท่านทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ซึ่งก็ต้องใช้ข้อบังคับเป็นหลักละครับ ต้องขอความกรุณาท่านสมาชิกนะครับ ผมคิดว่าเราน่าจะสามารถทำให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผมเข้าใจว่าท่านประธาน ยังกรุณาท่านวัชระอยู่นะครับ ถ้านั่งลงปุ๊บก็น่าจะดำเนินการประชุมต่อไปได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านจะสังเกตเห็นนะครับว่าผมให้เกียรติกับสมาชิก แต่อย่างน้อย ๆ มันควรจะต้องมีขอบเขต เพราะฉะนั้นกรณีอย่างนี้ท่านวัชระครับ จริง ๆ ผมอยากจะรักษาบรรยากาศการประชุม ผมถึงบางอย่างก็ต้องอนุโลม พยายามอนุโลมมาตลอด แต่บางครั้งมันเลยเถิดไปจนหา ทางออกไม่ได้ ท่านต้องเข้าใจ เพราะฉะนั้นผมให้เกียรติท่านวัชระอยู่แล้ว แล้วให้เกียรติ พวกเราทุกคนอยู่แล้วนะครับ เพื่อให้เป็นบรรยากาศที่ดีนะครับ ท่านนั่งเถอะครับ ท่านวัชระครับ นั่งเถอะครับ

(นายวัชระ เพชรทอง ไม่ปฏิบัติตามและได้นั่งลง)

ขอบคุณครับ คงไม่อนุญาต แล้วกระมังครับ เรื่องนี้จบแล้วครับ เรื่องใหม่ใช่ไหมครับ คุณหมอเรื่องใหม่ใช่ไหม เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมมีเรื่องใหม่ที่จะเรียนกับ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วผมถ้าไม่จำเป็น ผมก็ไม่อยากจะนำเรื่องนี้เสนอท่านประธาน แต่ผมมีความรู้สึกว่าช่วงที่ผ่านมาเราประชุมปรึกษาหารือกัน เราก็อะลุ่มอล่วยอนุโลมกันไป อนุโลมกันมา แต่บางครั้งถ้าท่านประธานกระทำในสิ่งที่พวกผมรู้สึกว่าเกินกว่าเหตุ ผมก็จำเป็นต้องใช้ในการเสนอให้ตรวจสอบองค์ประชุมครับ ขออนุญาตให้ตรวจสอบองค์ ประชุมครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญสมาชิกข้างนอกเข้าห้อง ประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม เชิญครับ ท่านสุนัยมีอะไรครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายสุนัย จุลพงศธรครับ กระผมต้องขอแสดงความเห็นอกเห็นใจท่านประธานเป็นอย่างมาก ในการประชุมมา ๔-๕ วันนี้ ท่านประธานได้ใช้ความอดทนอย่างยิ่ง ผมอยากจะขอกราบเรียน อย่างนี้ครับท่านประธานครับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ ผมอยากจะขอเสนอว่าลองทำตาม ระเบียบสักครั้งได้ไหมครับ ท่านประธานครับ ก็ในเมื่อมาตรานี้ได้มีการแปรญัตติ และเสียงส่วนใหญ่ของกรรมาธิการก็ได้เห็นตามนั้นแล้ว มันไม่มีเหตุผลจะอภิปรายแล้ว แต่เมื่อมันเดินมาอย่างผิดระเบียบ อย่างคลาดเคลื่อนอย่างนี้ ผมอยากจะขอใช้สักครั้งหนึ่ง ได้ไหมครับ ในสิ่งที่ผมไม่อยากจะใช้เลย หลังจากนับองค์ประชุมแล้ว ผมเสนอขอปิดอภิปราย และโหวตเป็นครั้ง ๆ ไป ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกกรุณาเสียบบัตรเลย นะครับ แล้วก็แสดงตนนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ท่านสมาชิกแสดงตนแล้วนะครับ ช่วยแจ้งผลด้วยนะครับ ขณะนี้องค์ประชุม ๓๔๕ ท่าน ก็ครบองค์ประชุม

เชิญครับ

นายวัฒนา เมืองสุข กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ช่วยกรุณาล้างข้อมูล ให้ได้ไหมครับ บัตรผมแสดงตนไม่ได้ครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร ด้วยความเคารพต่อท่านประธาน และอยากจะเห็นการประชุมเป็นไปตามข้อบังคับสักครั้งหนึ่ง แล้วผมคิดว่าอันนี้ไม่ได้ทำให้เสียหายต่อท่านผู้ใด เพราะว่ามาตราที่เราพิจารณากันอยู่หลาย ชั่วโมงมานี่ครับ เป็นเรื่องที่เสียงข้างมากของกรรมาธิการเห็นด้วยแล้วกับการแปรญัตติ จริง ๆ โดยหลักการไม่ต้องอภิปรายแล้วครับ แต่ท่านประธานก็ได้ให้ความกรุณาอภิปราย ดังนั้นมันจึงเป็นที่มาแห่งการที่เราไม่เคารพกติกาข้อบังคับ ดังนั้นกระผมก่อนที่ท่านจะขึ้นมานี้ กระผมจึงได้ขอความกรุณาและขอประทานอภัยต่อเพื่อน ส.ส. ฝ่ายค้านด้วยครับ ขอเข้า ตามข้อบังคับสักครั้ง ผมจึงขอให้เสนอปิดอภิปรายครับ และลงมติในมาตรานี้ครับ ขอบคุณครับ ขอผู้รับรองอีกครั้งหนึ่งครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญกรรมาธิการครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ประเด็นที่ท่านสุนัยขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เสนอปิดอภิปรายนี่ โดยความเข้าใจนะครับ เพื่อป้องกันความสับสนอยากให้ท่านสุนัยได้ชี้ ให้ชัดเฉพาะประเด็น (๕) จริง ๆ ไม่มีผู้สงวนความเห็นเลยนะครับ เฉพาะ (๕) เท่านั้นเอง มาตรา ๒๙๑/๓ (๑) ของมาตรา ๑๐๒ และมาตรา ๑๐๒ (๕) เท่านั้นเองนะครับ ไม่ได้เกี่ยวกับ ที่เหลือนะครับ เพราะว่าเดี๋ยวก็ไปตัดสิทธิเพื่อนสมาชิกเฉพาะวงเล็บนี้นะครับ เพราะว่า วงเล็บนี้จริง ๆ ไม่มีผู้สงวนความเห็นจริง ๆ ท่านประธานครับ ไม่มีผู้สงวนความเห็นก็คือ ไม่มีสิทธิอภิปรายอยู่แล้ว จริง ๆ ไม่ต้องมีมติก็ได้ครับท่านประธาน ใช้อำนาจท่านประธานวินิจฉัย ก็ทำได้ ขยับต่อเลยนะครับ ด้วยความเห็นผมผมไม่อยากให้ลงมติ เพราะมันไม่จำเป็นจริง ๆ ครับ เรากระทำผิดข้อบังคับกันมาท่านประธานอนุญาตโดยอนุโลมก็อนุโลมจบไปแล้วก็น่าจะจบครับ ก็เข้าสู่มาตราอื่น วงเล็บอื่นครับ ที่เขาแปรญัตติอย่างอื่นไป

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมขอให้ท่านประธาน ได้พิจารณาให้รอบคอบนะครับ ถ้าท่านประธานทำตามที่ท่านสุนัยเสนอเมื่อสักครู่ ขออภัยต้องเอ่ยนามท่าน ท่านพิจารณาให้รอบคอบนะครับว่าการพิจารณารัฐธรรมนูญ จะเป็นไปโดยชอบหรือไม่ เพราะการสงวนคำแปรญัตติ เป็นเอกสิทธิ์ของท่านสมาชิกครับ ท่านสมาชิกนี่กฎข้อบังคับชัดเจนเลยครับ ท่านใดที่ สงวนคำแปรญัตติต้องได้อภิปรายครับ ถ้าไม่เช่นนั้นสภาก็จะใช้เสียงข้างมากปิดปากสมาชิก อย่างนี้ทุกมาตรา ซึ่งถ้าประธานดำเนินการอย่างนี้ขัดรัฐธรรมนูญแน่นอนครับ การประชุมนี้ เดินไม่ได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสภานี้ต้องรอบคอบนะครับ พวกผมให้ความร่วมมือ กับสภามาตลอดนะครับ ประเด็นไหนที่คิดว่าจะพิจารณากันไปได้ก็พยายามจะให้เดินต่อได้ แต่ว่าถ้าท่านคิดว่าท่านปิดการอภิปรายโดยใช้สิทธิสียงข้างมาก ผมอยากจะให้สภานี้พิจารณา ให้รอบคอบนะครับว่าท่านทำได้อย่างนั้นหรือไม่

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ต้องขอประทานโทษ ท่านประธานครับว่าเมื่อกี้นี้ผมได้เสนอไปก็คิดว่าชัดแล้ว เป็นเรื่องของมาตรา ๒๙๑/๓ (๕) ซึ่งไม่มีประเด็นที่จะอภิปราย แต่ท่านประธานก็ได้ให้ความกรุณา การกล่าวของเพื่อนสมาชิก เมื่อสักครู่นี้ ท่านนิพนธ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน แสดงชัดเจนแล้วครับว่าท่านพูด น่าจะเป็นปัญหา เพราะอะไรครับ เพราะตลอดเวลามานี่จะเห็นได้นะครับ เพื่อนสมาชิก วุฒิสภาส่วนใหญ่และสมาชิกพรรคฝ่ายรัฐบาลนั้นได้ให้โอกาสแก่ท่านทุกประการ เกือบจะไม่มี การโต้เถียงเลยก็ว่าได้ ในระยะเวลา ๕ วันมานี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๙๑ (๓) (๕) นี้ ได้ชี้ชัดแล้วว่าเราก็ฟังเสียงฝ่ายเสียงข้างน้อย ท่านก็ยังโจมตีตลอดเวลา เราก็อดทนครับ จนกระทั่งท่านออกไกลเกินทะเลไปแล้ว เกินน่านน้ำไทยแล้ว นั่นละจึงได้ขอท้วงติงไว้บ้าง ท่านประธานครับ ผมก็อยากให้บรรยากาศราบรื่น ก็อยากจะให้เพื่อน ส.ส. ฝ่ายค้านอยู่ด้วยกัน พิจารณาด้วยกัน ดังนั้นในประเด็นนี้ท่านประธานเองก็ได้เห็นเหตุการณ์ชัดเจน ท่านก็ได้ กล่าวหลายครั้งแล้วว่าโดยข้อบังคับแล้วไม่จำเป็นต้องอภิปราย ดังนั้นท่านครับ ท่านใช้อำนาจ ได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้สภาแห่งนี้กับข้อบังคับที่เราได้ร่วมกันร่างนี้มีความศักดิ์สิทธิ์สักครั้งหนึ่ง ผมจะขอถอนข้อเสนอนี้ แต่ขอให้ท่านประธานได้ใช้อำนาจแห่งท่านสักครั้งหนึ่งนะครับ ไม่ได้ทำให้เฉพาะมาตราตรงนี้ อนุมาตรานี้ไม่ได้ทำให้ใครเสียหายเลยเพราะมีการพูดกันมา มากมายแล้ว ถ้าจะใช้ ข้อ ๔๓ ก็เห็นชัดเจนว่าเป็นการพูดซ้ำซากวกวนหมดแล้วได้เนื้อความ จนหมดแล้วทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องให้เนื้อความเลย ท่านประธานครับ ขอให้ท่านใช้ดุลยพินิจ สักครั้งหนึ่ง และมาตราอื่นผมก็จะไม่รบกวน ขอให้ท่านใช้ดุลยพินิจเถอะครับว่าจบได้แล้วครับ และเปลี่ยนเป็นมาตราต่อไปเป็นมาตรา ๒๙๑/(๔) ขอบพระคุณครับ ท่านครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้นะครับ ผมอยากจะ ขอความร่วมมือจากที่ประชุมอย่างนี้ได้ไหมครับว่าขอความกรุณาท่านสุนัยนะครับว่าผมจะ ขอดำเนินการต่อตามหน้า ๘๕ โดยเมื่อกี้ที่ผ่านมานั้นเราก็ได้อภิปรายกันมากพอสมควรแล้ว ในหน้า ๘๔ สำหรับท่านทั้งหลายซึ่งกรรมาธิการก็ได้เห็นด้วย ผู้แปรญัตติก็พอใจแล้วนะครับ แต่ว่าผมก็ได้อนุญาตให้พูดกันไปนะครับ ถ้าหากว่าท่านสุนัยไม่ขัดข้องผมจะขอต่อในหน้า ๘๕ ตั้งแต่ผู้สงวน คุณสุริยา ปันจอร์ เลยนะครับ อย่างนี้จะได้ไหมครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ประทานโทษครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพต่อท่านประธาน และขอขอบพระคุณในน้ำใจของท่านประธานที่ให้ต่อเพื่อน สมาชิกทุกคน และผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อท่านให้น้ำใจแล้ว พวกเราต้องให้ต่อท่านบ้าง ให้ความเกรงใจท่านบ้าง ไม่ใช่ออกนอกลู่นอกทางจนไม่ให้ ความเกรงใจต่อท่านประธาน ผมยินดีตามที่ท่านเสนอครับ ผมถอนครับ และขอให้ท่าน ดำเนินการตามข้อบังคับครับ เป็นหน้า ๘๕ ตามที่ท่านว่าครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอกธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ผมขอ ดำเนินการประชุมต่อนะครับ ท่านนิพนธ์มีอะไรเชิญครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าสิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานไม่ใช่ว่าใครยอมใคร หรือใครไม่ยอมใคร แต่ผมต้องการให้ท่านประธานเดินตามข้อบังคับ ท่านประธานดูข้อบังคับ ข้อ ๔๐ ผู้มีสิทธิอภิปรายก่อนคือผู้เสนอญัตติหรือผู้แปรญัตติ แต่ถ้าผู้เสนอญัตติหรือ ผู้แปรญัตติมีหลายคนให้ประธานอนุญาตให้อภิปรายก่อนได้เพียงคนเดียว กรรมาธิการซึ่งได้ สงวนความเห็น กรรมาธิการผู้รับมอบอำนาจจากกรรมาธิการซึ่งได้สงวนความเห็น หรือสมาชิกสภา นี่คือต้องได้อภิปรายครับท่านประธาน ผมให้ความร่วมมือเพราะว่าผมเป็น กรรมาธิการสงวนความเห็นไว้ ท่านประธานเห็นไหมครับ มาตรานี้ผมถ้าจะอภิปราย ผมอภิปรายได้แต่ผมให้ความร่วมมือผมไม่อภิปรายมาตรานี้ นี่คือการให้ความร่วมมือว่า อยากจะให้มันเดินไปด้วยดี ผมไม่อภิปราย ท่านประธานดูหน้า ๘๑ สิครับ ผมมีสิทธิอภิปราย ต่อจากท่านธนา แต่ว่าผมไม่อภิปรายเพราะผมต้องการให้ผ่านไปด้วยดี แต่ถ้าคิดว่าจะ เสียโอกาสต่อไปนี้จะปิดการอภิปรายแล้วก็ปิดปาก ไม่ได้ครับ ข้อบังคับคุ้มครองอยู่ครับ ผมจึงเรียนให้ท่านประธานทราบว่าไม่ใช่ว่าใครจะอนุญาตให้ใคร แต่ว่าใช้สิทธิตามข้อบังคับครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมสนับสนุนความเห็นของท่านนิพนธ์นะครับ ขออภัยเอ่ยนาม แต่ผมขออนุญาตท่านประธาน อีกสักนิดนะครับ ในขณะนี้เรากำลังพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งในข้อบังคับ ของรัฐสภานั้น ท่านประธานดู ข้อ ๙๙ นะครับ ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วให้รัฐสภาพิจารณาเริ่มต้นด้วยชื่อร่าง คำปรารภ และพิจารณาเรียงลำดับมาตราแล้วให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำ หรือข้อความ ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือที่มีการสงวนคำแปรญัตติไว้ มาตรานี้มีการแก้ไขท่านประธานครับ โดยมีการเพิ่มเติม (๕) เข้ามา เพราะฉะนั้นท่านผู้ใด ท่านสมาชิกท่านใดที่เห็นว่าท่านไม่เห็นด้วย ที่มีการเพิ่มใน (๕) เข้ามา ท่านอภิปรายได้หมดนะครับ ท่านจะสงวนหรือไม่สงวนก็ตามแต่ เมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมอภิปรายได้ ผมกำลังบอกกับท่านประธานว่าสมมุติว่าผมไม่เห็นด้วย ในการที่ใส่ (๕) เข้าไปในมาตรา ๒๙๑/๓ เดี๋ยวผมจะขอใช้สิทธิท่านประธานครับ คือผมคิดว่า ผมไม่เห็นด้วยครับ ที่จะใส่ (๕) เข้าไป (๕) คือการตัดสิทธิบุคคลที่ถูกจำคุก ๕ ปี ห้ามสมัคร แต่ผมคิดว่าคนที่ถูกตัดสิทธิจำคุก ๕ ปี แล้วพ้นโทษมาวันรุ่งขึ้นสมัครได้เลยครับ เพราะบางคน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ เข้าใจแล้วครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

เข้าใจนะครับท่าน เพราะฉะนั้น สามารถที่จะอภิปรายได้ครับ เพราะมีการแก้ไขเพิ่มเติม

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ได้ครับ คืออย่างนี้นะครับท่าน เชิญครับ

นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อกี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอ่าน ข้อ ๙๙ ไม่หมดนะครับ คือสภาแห่งนี้เท่าที่ผมฟังดูก็มีการพูดถึงจริยธรรม คุณธรรมอะไรต่าง ๆ ตลอด ก็คือเรื่องของ มารยาทเราก็ให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่สุดท้ายพอเอาจริง ๆ มันก็มีดีแต่พูดแค่นั้นเองนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อ ๙๙ วรรคสุดท้ายเขียนว่า ทั้งนี้เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติ เป็นอย่างอื่นครับ ความจริงท่านสุนัยจะเสนอก็ได้เพราะรัฐสภาเป็นคนกำหนด ใช้เสียงข้างมากครับ ทีนี้บังเอิญท่านสุนัยเป็นสุภาพบุรุษจะถอนเพื่อความปรองดอง ผมเห็นว่ามันก็ควรจะเดิน ไปข้างหน้า แล้วคำตัดสินของท่านประธานก็ถือว่าเป็นเด็ดขาด ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับท่าน

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย ขอพูดอีกทีครับ เพื่อให้ทุกอย่างเดินไปได้เลยนะครับ ผมขอสนับสนุนสิ่งที่ท่านนิพิฏฐ์เสนอ ขอสนับสนุน ท่านนิพนธ์เสนอในส่วนที่อ้างถึง ข้อ ๙๙ ขอให้ท่านใช้ ข้อ ๙๙ อย่างเคร่งครัดเถอะครับ ๕ วันมานี้เราออกนอก ข้อ ๙๙ เกือบหมดครับ ท่านประธานครับ วาระที่สอง ท่านอภิปราย เป็นวาระที่หนึ่งหมด ดังนั้นขอสนับสนุนท่านนิพิฏฐ์ครับ และขอยืนยันว่าฝ่ายรัฐบาลและ ท่านประธานไม่ได้ปิดปากใครเลยครับ ดังนั้นการประชุมก็ดำเนินการต่อไปได้ด้วยข้อบังคับ ที่เข้มงวด ขอให้ท่านประธานถือตามที่ท่านนิพิฏฐ์บอก เอาข้อ ๙๙ เป็นตัวตั้งอย่างเข้มงวดครับ ให้อภิปรายในเนื้อหาของการแปรญัตติ ส่วนจะมีละเลยบ้างเราก็ไม่ได้ติติงกันครับ ท่านครับ แต่ถ้าจะต้องออกกันเลยน่านน้ำทะเลไทย ๑๒ ไมล์ทะเลมันเกินเหตุเกินผล กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสาทิตย์ครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าความจริงเราก็เดินหน้าไปได้ด้วยกัน ค่อนข้างดีนะครับ แต่เพื่อทำความเข้าใจกับท่านประธานกับเพื่อนสมาชิก และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งพี่น้องประชาชนที่ติดตามดูอยู่จะได้ไม่เกิดความเข้าใจสับสนนะครับ ผมมี ๒ ประเด็น ท่านประธานครับ ก่อนที่เราจะอภิปรายกันต่อไป

ประการแรก ก็คือการอภิปรายกันในรัฐสภาในวาระนี้นั้น เป็นกรณีของการ อภิปรายของผู้ซึ่งมีสิทธิในการที่ไปแปรญัตติแล้วก็สงวนความเห็นหรือคำแปรญัตติเอาไว้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครก็ตามครับ จะเป็นรัฐบาล เป็นฝ่ายค้าน เป็นสมาชิกวุฒิสภา ถ้าสงวน ความเห็นเอาไว้ หรือสงวนคำแปรญัตติก็มีสิทธิที่จะอภิปรายทุกคน ไม่ใช่เรื่องที่ใครคนใด คนหนึ่งจะแสดงความใจกว้างว่ารัฐบาลใจกว้างเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านอภิปรายเต็มที่ ไม่ใช่เช่นนั้นครับ ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่สมาชิกเขาสงวนความเห็นหรือคำแปรญัตติเอาไว้ เขาก็มีสิทธิที่จะอภิปราย

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ สักครู่นี้กรรมาธิการท่านหนึ่งลุกขึ้นพูดถึง ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๙๙ แล้วก็บอกว่าเว้นไว้แต่รัฐสภาจะมีมติเป็นอย่างอื่นก็ได้ ความจริงแล้วท่านเข้าใจผิดนะครับ ความหมายของเขาในข้อบังคับนี้เขาหมายความว่า ในกรณีที่จะให้มีการจัดลักษณะของการเรียงการอภิปรายอย่างใด รัฐสภาอาจจะมีความเห็น เป็นอย่างอื่นได้ แต่จะไปตัดสิทธิของสมาชิกซึ่งได้สงวนความเห็น หรือสงวนคำแปรญัตติ ไว้ไม่ได้ครับ ความจริงแล้วไม่ใช่สิทธิตามข้อบังคับเท่านั้น แต่เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ถ้าเราเข้าใจหลักข้อนี้ครับ ท่านประธานครับ ก็สามารถจะเดินต่อไปได้ ส่วนข้อกังวล ของเพื่อนสมาชิกว่าการอภิปรายบางทีเป็นลักษณะของการกลับไปอภิปรายเหมือนกับอยู่ใน วาระที่หนึ่งนั้น ผมเข้าใจท่านประธานครับว่าบ่อยครั้งที่มีลักษณะที่อาจจะเข้าใจไปเช่นนั้นได้ แต่ก็ขึ้นกับดุลยพินิจของประธานครับ ถ้าเห็นว่าเป็นเหตุเป็นผลที่จะโยงเข้ามาเพื่ออธิบาย ให้เห็นว่าทำไมเขาจึงสงวนความเห็นเช่นนั้น หรือทำไมเขาจึงมีความเห็นที่ต่างกับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็เป็นสิทธิที่เขาจะอภิปรายได้ แต่ถ้ามันเกินเลยข้อบังคับไป ก็เป็นสิทธิที่ประธานจะวินิจฉัยแล้วก็ตักเตือนได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งสมาชิกทุกฝ่ายครับ ก็ให้ความร่วมมือกับท่านประธานอยู่แล้ว ผมคิดว่าถ้าเรายึดตามหลักข้อนี้นะครับ แล้วก็ไม่มี ลักษณะของการที่จะเอ่ยอ้างเอาว่าเป็นเพราะคนนั้นคนนี้อนุโลม หรือใจกว้างให้ แต่เป็นสิทธิ ของเขาที่ทำได้นี่ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็เดินต่อไปครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วถ้าทุกคนเคารพกฎข้อบังคับ ให้เกียรติกัน ความวุ่น ๆ มันก็จะไม่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องที่น่าละอายนะครับ เพราะอย่างน้อย ที่สุดเหตุการณ์วันก่อน สมาชิกอันทรงเกียรติซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนที่พี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศได้เลือกมาเป็นตัวแทน แล้วมาปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภาอันทรงเกียรติตรงนี้ กล่าวอ้างแต่ประชาชน ๆ และกล่าวอ้างแต่ยึดตามข้อบังคับ แม้กระทั่งเคารพในประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านมีประเด็นอะไรประท้วงครับ เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

คืออย่างนี้ ท่านประธานมันเป็นเรื่องที่น่าละอายที่ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่มันแพร่ออกไปข้างนอก ทำให้ประชาชน ผมเข้าใจความรู้สึกของประชาชนดีว่าเราเป็นตัวแทนของประชาชนนี่ เราต้องเคารพกฎข้อบังคับ และให้เกียรติประชาชน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ เข้าใจแล้วท่านครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมหารือ ท่านประธานเท่านี้เองนะครับ วันก่อนก็ดูภาพโป๊ไปหนึ่งแล้ว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญนั่งครับ เข้าใจแล้วครับ ท่าน เชิญท่าน ส.ว. ครับ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมคิดว่าจริง ๆ ตอนที่ท่านประธานเป็นอยู่ ท่านก็วินิจฉัยถูกต้องแล้วนะครับ จริง ๆ ซึ่ง ประธานต่อจากท่านที่วินิจฉัยผมก็ไม่เห็นด้วย ที่ท่านวินิจฉัยที่ท่านบอกว่าถึงแม้บางคนที่มี การแปรญัตติอยู่ แต่ขณะเดียวกันมันเป็นส่วนที่กรรมาธิการมีการแก้ไข เพราะฉะนั้นสิทธิ ในการที่จะอภิปรายของเขายังต้องมีอยู่ตาม ข้อ ๙๙ เพราะการอภิปรายเขาถึงแม้ กรรมาธิการยอม เขาอาจจะเป็นการอภิปรายสนับสนุนในแง่ของ อาจจะมีบางคนไม่เห็นด้วย เขาอาจจะเห็นด้วยกับร่างเดิมก็ได้ เพราะฉะนั้นสิทธิในการอภิปรายมีอยู่ แต่เพียงแต่ว่า การอภิปรายมันก็ต้องอยู่ในกรอบของตัวเงื่อนไขเฉพาะในส่วนของตัว (๕) แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นจริง ๆ ท่านประธานเคยวินิจฉัยถูกต้องแล้ว เพียงแต่ว่าถ้ามีการวินิจฉัยบอกว่า มีการที่กรรมาธิการเติมให้แล้ว แล้วใช้คำว่า จบกัน อย่างนี้นะครับ คำว่า จบ ผมคิดว่า มันไม่ใช่ มันขัดต่อเงื่อนไขของข้อ ๙๙ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าส่วนที่ประธานเคยวินิจฉัยตั้งแต่ เบื้องต้นน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ขอให้ท่านประธานควบคุมนะครับ เพราะว่าไม่ใช่เฉพาะคน ที่แปรญัตติเท่านั้นเอง สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้อาจจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยใน (๕) ก็เป็นสิทธิ ของเขานะครับ กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านข้างหลังครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมว่าเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นนั้นท่านประธาน ต้องใช้ข้อบังคับให้เข้มแข็งนะครับ ต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับ ท่านประธานครับ ประเด็น ที่เกิดขึ้นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าทุกคนมีสิทธิหรือไม่ ทุกคนมีสิทธิครับ ที่ขอสงวนคำแปรญัตติ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าท่านขึ้นมานั้นพูดนอกประเด็น ผิดข้อบังคับ แล้วท่านประธานบอกว่า ผิดข้อบังคับ แล้วก็ยังไม่เชื่อฟังท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นถ้าทำผิดข้อบังคับ ประธาน บอกว่าผิดข้อบังคับ ถ้าไม่เชื่อฟังแล้วจะดำเนินการได้อย่างไรครับ การถ่ายทอดสดในครั้งนี้ ใช้งบเงินของพี่น้องประชาชนครับ เพราะฉะนั้นการทำงานของสมาชิกทุกท่านต้องคำนึงว่า พี่น้องประชาชนดูอยู่ และเป็นเงินของพี่น้องประชาชนที่เอาเงินมาถ่ายทอดสด ก็ขอให้ท่าน ยึดข้อบังคับทุกท่านนะครับ แล้วขอให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ อย่างเคร่งครัดครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็น ส.ส. สมัยแรกนะครับ ผมได้ฟังอยู่เสมอว่า ส.ส. มีสิทธินั่นมีสิทธินี่ แล้วมีการอภิปรายว่าเป็นสิทธิของประชาชนบ้าง สิทธิ ส.ส. บ้าง ท่านประธานครับ มาตรา ๑๓๗ รัฐธรรมนูญนะครับ เป็นการลิมิต (Limit) อำนาจ ส.ส. นะครับ ท่านโปรดอ่านนะครับ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับ ในการประชุมรัฐสภา ข้อบังคับก็กล่าวอยู่แล้วว่าเป็นข้อบังคับที่ต้องทำตามกฎหมายนะครับ นี่ปรากฏในรัฐธรรมนูญนะครับ ในเมื่อรัฐธรรมนูญให้อำนาจข้อบังคับ ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ อ่านดี ๆ นะครับ แล้วถ้ายังมีปัญหาครับ ท่านประธานครับ มีข้อ ๑๑๗ นะครับ โปรดฟังนะครับ อย่าเพิ่งโห่ครับ นี่ละครับ ผมเพิ่งพูดไปว่าจริยธรรมที่ท่านพูดถึงนะครับ ข้อ ๑๑๗ ถ้ามีปัญหา ที่จะต้องตีความข้อบังคับนี้ให้เป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัย และเมื่อที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติวินิจฉัยโดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ ๒ สภาเป็นประการใดแล้ว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นเด็ดขาด เห็นไหมครับ ที่ผมกล่าวตรงไปตรงมาทั้งนั้นล่ะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายนี้ ถ้าอ่านด้วยความตั้งใจ สบายนะครับ มันจะเข้าใจครับ ขอบคุณครับ โปรดให้วินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

จะฟังความเห็นอีกสัก ๒ ท่าน เชิญครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีความจำดีนะครับ ก่อนวันที่ ๑๑ ผมขอปรึกษาท่านประธาน ณ ที่ประชุมแห่งนี้ ได้ประชุมทั้งฝ่ายค้าน วิปฝ่ายค้าน วิปรัฐบาล แล้วก็ท่านวิปวุฒิสภานะครับ เราบอกว่าเราจะลงมติวาระที่สาม ในวันที่ ๘ ครับ ท่านประธานวิปฝ่ายค้านก็ได้ชี้แจง ต่อที่ประชุมนี้นะครับ เสร็จแล้วผมก็อยากกราบเรียนถามท่านประธานว่าตอนเช้า ท่านประธานก็บอกว่าให้วิปทั้ง ๒-๓ ฝ่ายไปคุยกันว่าจะบริหารเวลาให้จบอย่างไร ผมอยากฟัง ข้อตกลงครับ เพราะว่าขณะนี้ที่เหลืออยู่ ๑๕ อนุมาตรา รวมทั้งอนุมาตรา ๕ ด้วยเป็น ๑๖ อนุมาตรา เราจะบริหารเวลาอย่างไรครับ เพื่อให้จบในคืนวันที่ ๒๒ ถึงจะไปลงมติ ตามข้อตกลงในที่อันทรงเกียรติทั้ง ๓ ฝ่าย จะลงมติวาระที่สามในวันที่ ๘ พฤษภาคม ช่วยเอาข้อตกลงมาอธิบายต่อสภาให้ผมทราบหน่อยครับ

(นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ผม ธนิตพล ไชยนันท์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ผมขอประท้วงท่านประธานนะครับ ที่ท่านประธาน ปล่อยให้เพื่อนสมาชิกพูด ข้อบังคับเขียนไว้ชัดเจนครับ เวลาที่ท่านประธานต้องฟังผมคิดว่า ท่านประธานต้องฟังหลาย ๆ ฝ่ายครับ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกจากฝ่ายซีกรัฐบาล ๒-๓ คน ติด ๆ กันเลย แล้วท่านประธานก็บอกกับที่ประชุมบอกว่าขอฟังความเห็นอีกสัก ๒-๓ ท่าน แต่ท่านฟังแต่ฝ่ายรัฐบาล ท่านประธานครับ ผมว่าด้วยความเคารพท่านประธานนะครับ ผมคิดว่าท่านต้องตั้งหลักสักนิดหนึ่งท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานยังดำเนินการประชุม อย่างนี้คิดว่าพวกเราไปกันไม่ได้ครับ การตัดสินใจของท่านประธานตามดุลยพินิจที่เขียนไว้ ในข้อบังคับ ผมเรียนท่านประธานว่าท่านประธานต้องให้ความยุติธรรมกับทุก ๆ ฝ่าย พวกผม เป็นผู้แปรญัตติก็รออภิปรายอยู่แล้วท่านประธานก็ไม่ตัดสินใจเสียทีฟังแต่ฝ่ายรัฐบาล ฟังแต่ฝ่ายรัฐบาลอยู่อย่างนี้ครับ ขอความกรุณาท่านประธานค่อย ๆ ตั้งหลักครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมจะให้ อภิปรายต่อนะครับ ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ท่านจะอภิปรายไหมครับ ท่านวัชระเดี๋ยวนะครับ ท่านนิพนธ์อยู่ไหมครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ นิพนธ์ บุญญามณี ยังมีเพื่อนสมาชิกใช้สิทธิอยู่ครับท่านประธาน ผมเคารพกติกาครับว่าเมื่อผ่านช่วงกรรมาธิการ ไปแล้วต้องลงมาทีหลังให้จบก่อนครับ ถ้าสมาชิกทุกท่านที่สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ได้อภิปราย จบกระบวนความแล้วกระผมจะแสดงความคิดเห็นในตอนท้ายครับ ตามสิทธิครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้น ผมขอดำเนินการ ประชุมต่อนะครับ คือเดิมทีเดียว ท่านวัชระมีอะไรครับ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขอกราบเรียนท่านประธานว่าผมขออนุญาตใช้สิทธิอภิปรายในมาตรานี้ต่อครับ เพราะเมื่อสักครู่ ผมได้อภิปรายค้างเอาไว้และผมจะอภิปรายสั้น ๆ ไม่นานครับ ท่านประธานครับ ขอท่านประธาน ได้โปรดใส่คิวผมไว้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสุริยาเชิญครับ

นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา สตูล 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดสตูล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเรียนต่อ ท่านประธานด้วยความเคารพว่าในกลุ่มซึ่งนั่งอยู่ใกล้ ๆ กับผม ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นสมาชิกวุฒิสภา ต่างก็วิตกกังวลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธานทั้ง ๒ ท่าน คือความไม่เด็ดขาดไม่ปฏิบัติ ตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด จึงทำให้การปฏิบัติการ การประชุมทั้ง ๓-๕ วันที่ผ่านมา มีปัญหา มาโดยตลอด อันนี้ผมขอเรียนด้วยความเคารพครับ ขอได้โปรดเถอะครับ ท่านประธานครับ อย่าได้คิดว่าฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือ ส.ว. ขอให้ท่านได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเชื่อมั่นว่า การดำเนินการในเรื่องของการประชุมก็คงจะเป็นไปด้วยความราบรื่นอย่างแน่นอนครับ ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติมในส่วนนี้นิดหนึ่งครับว่าบรรยากาศของการประชุมในบางครั้ง บางคราวนั้นไปอย่างราบรื่น อย่างสดชื่น สดใส แต่บางครั้งก็มีปัญหาซึ่งเสมือนหนึ่งอุณหภูมิ ของบรรยากาศในห้องประชุมขึ้น ๆ ลง ๆ บอกตรง ๆ ว่ามีความรู้สึกเหมือนกับบรรยากาศ ของสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการที่จะประชุม ฉะนั้นครับ ท่านประธานครับ กระผมได้ขอ แปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๓ ท่านประธานครับ หลังจากที่ผ่าน มาตรา ๒๙๑/๒ ผ่านไป ซึ่งกระผมก็ได้เรียกร้องต่อท่านคณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานว่า สสร. นั้น ควรที่จะมีวุฒิภาวะ ควรจะมีวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า แต่ในที่สุดก็ไม่ประสบความสำเร็จก็ต้องยอมรับ มาในมาตรา ๒๙๑/๓ ก็ต้องขออีก ผ่านท่านประธาน ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ในมาตรานี้ก็ได้พูดถึงบุคคลต้องห้ามที่จะรับสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่หลายประเด็น ผมขออนุญาตที่กล่าวพอทำความเข้าใจกับ ท่านผู้ฟังที่กำลังติดตามรับฟัง รับชมอยู่ทางบ้านในขณะนี้ อย่างเช่น (๑) บุคคลซึ่งมีชื่อ ตามลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๑๐๒ ซึ่งมี (๑) (๒) (๓) ถึง (๑๔) โดยคร่าว ๆ พอเข้าใจ สำหรับท่านผู้ฟังและท่านผู้ชมที่อยู่ทางบ้าน อย่างเช่น (๑) ก็คือคนที่ติดยาเสพติด เป็นผู้ซึ่งต้องห้าม คนที่ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายก็ต้องห้าม ลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา ๑๐๑ (๑) (๒) นะครับ แล้วก็บุคคลซึ่งถูกศาลพิพากษาจำคุก บุคคลที่พ้นโทษ มาแล้วแต่ไม่เกินห้าปี และบุคคลซึ่งถูกไล่ออกจากราชการเหล่านี้ ซึ่งเป็นตัวอย่างคร่าว ๆ ว่า เป็นบุคคลต้องห้ามตาม (๑) นะครับ ต่อไปก็เป็น (๒) ครับ เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือ เงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันนี้ก็ต้องห้าม เพราะฉะนั้นท่านผู้ฟัง ท่านผู้ชมที่สนใจที่จะสมัคร รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องคำนึงถึงข้อนี้ด้วย

และสุดท้าย ที่ปรากฏอยู่ในร่างของคณะกรรมาธิการก็คือ เป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองนะครับ นี่คือส่วนที่ปรากฏอยู่ ในฉบับร่างของคณะกรรมาธิการ แต่กระผมซึ่งมีอยู่ ๓-๔-๕ ท่านด้วยกัน หลังจากที่กระผม ได้อภิปรายเสร็จแล้ว อย่างเช่น อาจารย์เจริญ ภักดีวานิช ท่านพลตำรวจโท พิชัย แล้วก็ อีกหลายท่านที่จะติดตามมาก็จะให้รายละเอียดเพิ่มเติม กระผมขออนุญาตและขอแปรญัตติ ซึ่งคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยดังนี้ครับ (๔) ขอเพิ่ม เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นั่นหมายความว่า ตรงนี้ขออนุญาตที่จะขยายความพอเข้าใจว่าบุคคลผู้ซึ่งที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะเป็นพ่อหรือบิดา จะเป็นแม่หรือมารดา จะเป็นคู่สมรส จะเป็น ภรรยาหรือสามี จะเป็นบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ นี่คือด้วยเหตุผลดังนี้ครับ ท่านประธาน ด้วยเหตุผลว่าถ้าเป็นญาติโยมที่มีความโยงใย มีความสัมพันธ์กับนักการเมือง ก็อาจจะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการที่จะไปร่วมกันยกร่างเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ กับนักการเมือง ซึ่งตนเองมีความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดา ไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา หรือจะเป็นบุตร ด้วยเหตุนี้ละครับจึงขอเสนอเพิ่มเป็น (๔) เพื่อที่จะให้คณะกรรมาธิการ โดยผ่านท่านประธานได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่งนะครับ

ต่อไปครับ ขอเพิ่มเป็น (๕) ซึ่งคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วย แต่ด้วยความตั้งใจ และด้วยเจตนาดีในการที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความสมบูรณ์ในทุกมิติ ก็ขอที่จะเสนอแล้วก็ขอสงวนคำแปรญัตติโดยผ่านท่านประธานเพื่อคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่งครับ (๕) อย่างนี้ครับว่าบุคคลต้องห้ามที่จะสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญใน (๕) นี้ก็คือมีความสำคัญมากครับ เป็นสมาชิกหรือดำรง ตำแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือเคยเป็นสมาชิก หรือเคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการเป็น สมาชิก และดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกิน ๓ ปีครับ ท่านประธานครับ ตรงนี้ละมีความสำคัญมาก ๆ เลยนะครับ เป็นสมาชิกนั่นหมายความว่าบุคคลซึ่งต้องห้าม ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้ จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ไม่ได้ และไม่เป็นสมาชิก แล้วก็ถ้าจะเป็นสมาชิกก็ต้อง หลุดพ้นหรือปราศจากการเป็นสมาชิกมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ ปีนะครับ ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลว่าถ้ายังมีความสัมพันธ์อยู่กับพรรคการเมือง อาจจะเป็น กรรมการบริหารพรรคการเมือง อาจจะเป็นเลขานุการ อาจจะเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องโยงใยกับพรรคการเมือง แล้วบุคคลผู้นี้ถ้าเปิดช่อง เปิดโอกาสให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แน่นอนครับ ถ้าสมมุตินะครับว่า จากจังหวัดสตูลก็เป็นสมาชิกพรรคการเมือง จากกรุงศรีอยุธยาก็เป็นสมาชิกพรรคการเมือง จากจังหวัดขอนแก่นก็เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ถ้าหลาย ๆ คนมารวมตัวกันโดยเฉพาะ ทั้ง ๗๗ คน ถ้าเกิดว่าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเกินกว่ากึ่งหนึ่งหรืออาจจะครึ่งหนึ่งก็แล้วแต่ เหล่านี้ล่ะครับจะเป็นปัญหาเขาเหล่านั้นผู้ซึ่งทำหน้าที่นั้น เขาเหล่านั้นอาจจะเป็นเครื่องมือ เครื่องไม้ อาจจะเป็นกลไกส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองแล้วมาทำหน้าที่เพื่อให้เกิดประโยชน์ กับพรรคการเมืองของต้น ด้วยเหตุนี้ครับ ขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ ได้โปรดพิจารณาทบทวนอีกสักครั้งหนึ่งเถอะครับ เพราะจะก่อให้เกิดประโยชน์และจะทำให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ปราศจากการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ปราศจากการเมืองเข้ามาชี้นำ ปราศจากการเมืองเข้ามามีส่วนนะครับ เพราะฉะนั้นขอฝากเป็นครั้งสุดท้ายอีกครั้งหนึ่งว่า ฝากผ่านท่านประธานถึงคณะกรรมาธิการได้โปรดพิจารณาเป็นครั้งที่ ๓ ครับ สำหรับ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ผมวิงวอน มาตรา ๒๙๑/๑ วิงวอนยกมือไหว้ท่าน แล้วก็ครั้งที่ ๒ ก็คือมาตรา ๒๙๑/๒ นี้เป็นครั้งที่ ๓ ขอวิงวอนจะได้ ไม่ได้ ก็แล้วแต่จะพิจารณา ขอบคุณมาก ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่าน พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ ครับ

พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ สมาชิกวุฒิสภา อุดรธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระมีอะไรครับ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขออภัย ท่านวุฒิสมาชิก ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ตามที่ผมได้สงวนความเห็นไว้เพื่อขอแปรญัตติในมาตรานี้นั้น เพื่อที่จะ อภิปรายต่อแต่เพื่อให้ความร่วมมือกับท่านประธาน ผมยินดีไม่ติดใจที่จะอภิปรายในมาตรานี้ ต่อเพื่อท่านประธานจะได้สบายใจไม่ต้องใส่ชื่อผมเป็นผู้อภิปรายในลำดับถัดไป ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ เชิญท่าน พิชัยครับ

พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ สมาชิกวุฒิสภา อุดรธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ขอแปรญัตติและสงวน ไว้ในมาตรา ๒๙๑/๓ ซึ่งมาตรานี้ก็มีทั้งฝ่ายค้านแล้วก็ฝ่ายวุฒิสมาชิกได้อภิปรายไปหลายท่านแล้ว ความจริงแล้วผมก็ขอเพิ่มไว้อีก ๒ วงเล็บ คือ (๔) กับ (๕) เมื่อสักครู่นี้ ท่านสุริยา ปันจอร์ ท่านก็ได้พูดถึงไปแล้วนะครับ

สำหรับ (๔) ที่ขอเพิ่มไปก็คือเป็นเรื่องของบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ที่ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ว่า ส.ส. หรือ ส.ว. หรือพูดกันง่าย ๆ ก็คือเป็นพ่อแม่แล้วก็ สามีภรรยาแล้วก็บุตร ตรงนี้ผมถือว่ามันเกี่ยวพันโดยสายเลือด ฉะนั้นคนเหล่านี้ที่เกี่ยวพัน โดยสายเลือดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทยนั้นเราจะมีความผูกพันกัน ถ้าคนเหล่านี้ มีโอกาสมาสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็อาจจะมีจิตโน้มเอียงไปในทางที่จะ ช่วยเหลือเกื้อกูลพวกนี้ได้นะครับ

สำหรับ (๕) นั้น เคยเป็นสมาชิกหรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ พรรคการเมือง หรือเคยเป็นมาก่อนยังไม่พ้นสามปี พวกนี้ผมถือว่าเป็นพวกมีภาระทางใจกัน มีความผูกพันทางใจกันที่ยังเกี่ยวพันกันอยู่ ถ้ามีโอกาสพวกนี้เข้าไปร่วม มีโอกาสเข้าไปเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็จะมีจิตใจที่โน้มเอียงเข้าไปช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้

เพราะฉะนั้นทั้ง (๔) กับ (๕) นั้น ถ้าเปิดโอกาสให้เข้าไปเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็จะทำให้โลกอาจจะติเตียนได้ หรือสังคมจะติเตียนได้ หรือพี่น้อง ประชาชนอาจจะไม่ไว้วางใจว่าเหมือนคนอยากเล่นก็เข้าไปร่างได้ คนร่างก็เข้าไปเล่น คนไม่เล่นก็อย่าไปร่าง คือร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าหลายท่าน ก็พูดไปแล้ว แล้วผมก็ไม่อยากจะใช้เวลามากนัก ประเด็นทั้ง ๒ ประเด็นนี้ถ้าทางฝ่าย กรรมาธิการได้เอาไปพิจารณานะครับ แล้วก็คิดว่าตรงนี้ก็จะทำให้ความสง่างามของ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ประชาชนก็คงจะได้สรรเสริญและเยินยอหรือยกย่อง ท่านด้วยว่าท่านก็ใจกว้างพอที่จะแก้ในประเด็นตรงนี้ให้พี่น้องประชาชนได้เห็นชัดเจนว่าเรามี เจตนาบริสุทธิ์จริง ๆ ผมก็ไม่ใช้เวลาของท่านมากนะครับ เพราะว่าหลายท่านก็ส่งสัญญาณ มาบอกว่าการที่ ขี่ม้า เลียบค่าย ไหว้ครูนาน หรือว่าการพูดนาน หรือพูดเสียงดัง เขาบอกว่า คนก็ไม่ค่อยเคารพนับถือเท่าไร ผมก็เลยจะขอใช้เวลาเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านเจริญ ภักดีวานิช ครับ

นายเจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภา พัทลุง 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าหัวใจสำคัญของการแก้รัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ก็คือ มาตรา ๒๙๑ เรื่องคุณสมบัติและที่มาครับ ถ้าท่านประธานย้อนหลังประเทศ ของเราที่พบความหายนะมา ๕-๖ ปีนี่ เนื่องจากว่าส่วนหนึ่งก็เกิดจากการแย่งชิงอำนาจ ทางการเมือง เพราะฉะนั้น สสร. ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จะให้เกิดการยอมรับทั้งประเทศ ที่ทั้งหมด ๔-๕ วันก็ดี หรือจะข้างนอกที่มีกระแสเรียกร้องนี่ก็อยากเห็น สสร. ที่เป็นกลาง นอกจาก เป็นกลางแล้วไม่ถูกครอบงำ เราก็เสียโอกาส ถ้าเผื่อว่า สสร. เราไม่ใช่ ๙๙ คน ก็จะทำให้เกิด การยอมรับ แต่เมื่อพ้นการลงมตินั้นไปแล้ว ก็มีอีกช่องทางหนึ่งครับท่านประธาน ก็คือ

จุดที่ ๑ การที่กำหนดคนที่พยายามกีดกัน หรือพยายามไม่ให้คนที่มีส่วนได้ เสียทางการเมือง ก็คือผู้ที่เป็นสมาชิกพรรค หรือมีส่วนที่เป็นบุพการีหรือเป็นบุตรอะไรก็ตาม ในส่วนที่พวกกระผม ๔-๕ คนได้แปรญัตติ ซึ่งกระผมจะไม่อ่านเพื่อไปรบกวนเวลาของการ ประชุมรัฐสภา ท่านประธานครับ การที่มี สสร. ที่เป็นที่ยอมรับคนทั้งประเทศมีความเป็นกลาง แล้วก็ไม่ถูกครอบงำทางการเมืองและมีอิสระนำไปสู่การยอมรับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นท่านประธานครับ

จุดที่ ๒ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อเขาไปร่างแล้วนี่เกิดการยอมรับ จากประชาชนหรือจากนักการเมืองทุกพรรคไม่ได้เปรียบเสียเปรียบ ท่านประธานอย่าลืมนะครับ สสร. นี่เรามอบอำนาจให้ไปร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญจะกำหนดว่าอำนาจบริหารมีส่วนได้เสีย ต่อพรรคการเมืองที่เขาแข่งขันกัน เมื่อผู้ร่างไม่เป็นกลางถูกครอบงำได้ การร่างนี่สังคมไทย ก็ไม่เกิดความมั่นใจว่าผู้ร่างจะเอื้อประโยชน์กับพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือกลุ่มการเมืองใด การเมืองหนึ่ง ทั้งหมดนี้ที่กระผมกราบเรียนท่านประธานเป็นที่มาของความขัดแย้ง เป็นที่มา ที่เกิดที่เราต้องพูดกัน ๔-๕ วันปัญหานี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ผมคิดว่าเป็นโอกาสสุดท้ายที่รัฐสภาของเราจะสร้างการยอมรับให้กับพี่น้องประชาชนก็คือ การพยายามที่จะเอาคุณสมบัติผู้ต้องห้ามที่ไม่สามารถที่จะมาสมัคร สสร. ได้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่กระผมเรียนท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานตั้งข้อสังเกตจะเห็นได้ชัด ว่าขณะนี้สังคมไทยต้องการคนดี คนมีความรู้ แต่สิ่งที่สังคมไทยต้องการอย่างมาก ๆ ก็คือ ผู้ที่ไม่ถูกครอบงำทางการเมือง พวกกระผม ๔-๕ คนนี่คือผู้แปรญัตติ เมื่อเราไปยื่นแปรญัตติ วันนั้นรู้สึกว่าผมไปเป็นคนที่ ๑ หรือที่ ๒ ได้พบกรรมาธิการที่เป็นวุฒิสมาชิกบางคน โดยเฉพาะท่านกฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว. กำแพงเพชร ท่านบอกว่านี่เป็นลู่ทางหนึ่งในการที่จะ แก้ให้ สสร. เกิดการยอมรับ ท่านประธานครับ พวกกระผมทั้ง ๔-๕ คนนี่ ก็พยายามที่จะ ชี้แจงต่อท่านกรรมาธิการ ผมได้มีโอกาสชี้แจงครับ แต่ก็เสียดายอีกครับ เพราะว่าเนื่องจาก ผู้แปรญัตติมีจำนวนมาก กรรมาธิการไม่ได้ตอบว่ารับคำแปรญัตติหรือไม่ ให้มาพูดในสภา เพราะฉะนั้นกระผม ขอกราบเรียนท่านประธานนะครับ ณ วันนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่สภาแห่งนี้จะได้สร้างความเชื่อมั่น ให้กับพี่น้องประชาชนครับ การที่กำหนดคุณสมบัติของสมาชิก สสร. ที่จะเกิดขึ้นนั้น พวกกระผมได้เพิ่ม (๔) และ (๕) ซึ่งเพื่อนวุฒิสมาชิกที่แปรญัตติ และคนที่จะพูดต่อไปคือ ท่านชรินทร์ ท่านสุริยา ท่านพิชัย ก็ได้กราบเรียนต่อสภาแห่งนี้ กระผมจะไม่รบกวนเวลา

ท่านประธานครับ ประเทศเราบอบช้ำมานานครับ ประเทศเราเสียหายไปมาก ผลจากการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง สสร. ถ้าท่านประธานอ่านตลอด ก็จะเป็นส่วนหนึ่ง เป็นช่องทางในการใช้ สสร. เพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมือง ความขัดแย้งก็นำไปสู่ จะรุนแรง ต่อไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นกระผมก็ขออนุญาตท่านประธานครับ กระผมคิดว่าถ้าเผื่อ ท่านกรรมาธิการสามารถที่จะเอาคำแปรญัตติของพวกกระผม ซึ่งพวกกระผม ไม่ใช่กระผม คนเดียวนะครับ เราได้หารือกันก่อนว่าการที่คุณสมบัติ (๔) (๕) ก็นำไปสู่การที่จะได้ สสร. ที่ไม่ถูกครอบงำทางการเมือง ประชาชนจะได้เชื่อมั่น

อันที่ ๒ ท่านประธานครับ คนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ที่กำหนดไว้ ๓ ปี คือถ้า ๕ ปีมันนานไป ท่านอย่าลืม บางคนสอบตก เขาได้ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ เสียง เขาหา เสียงอีก ๑๐,๐๐๐ กว่าเสียงก็ได้เป็นครับ อันนั้นเขาเป็นตัวแทนพรรคอย่างชัดเจนอยู่ เป็นการเอาเปรียบคนอื่นด้วยนะครับ แต่ผมไม่ขัดข้องถ้าคนนั้นเป็นคนดีและเป็นคนที่มี ความรู้ แต่การที่ได้เปรียบ เสียเปรียบการเมืองนั้น ๗๗ คนนะครับ ก็นำไปสู่ เกิดเลือกตั้งเสร็จ โชคร้ายของประเทศไทยนะครับ ๗๐ กว่าคนนั้นเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเกือบทั้งหมดครับ ผมเข้าใจว่าสังคมไทยก็จะเกิดความไม่เชื่อมั่นในตัว สสร. สังคมไทยจะไม่เชื่อมั่นว่า ร่างรัฐธรรมนูญแล้วจะไม่เอื้อประโยชน์ของพรรคใดพรรคหนึ่งหรือกลุ่มการเมืองใด กลุ่มการเมืองหนึ่ง ผมก็ขอกราบเรียนท่านประธานในเวลาที่เพื่อไม่ให้รบกวนเวลาของสภา มากครับ เดี๋ยวเพื่อนวุฒิสมาชิกที่ร่วมการแปรญัตติจะได้กราบเรียนท่านประธานเพิ่มเติม กราบขอบคุณมากครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านชรินทร์ หาญสืบสาย ครับ

นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภา ตาก 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดตากนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมเป็นคนหนึ่งที่ขอแปรญัตติและขอสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๓ นะครับ ซึ่งในมาตรานี้ระบุเกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลผู้มีลักษณะที่ต้องห้ามไม่ให้ ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือเป็น สสร. ครับ ซึ่งในมาตรานี้ ได้กำหนดไว้ใน (๑) ถึง (๓) ใน (๑) ถึง (๒) ถึง (๓) นั้นกระผมคิดว่ามีความเหมาะสมแล้ว โดยเฉพาะใน (๒) และ (๓) คือห้ามบุคคลที่เป็นข้าราชการหรือว่ามีตำแหน่งหรือเงินเดือน ประจำ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐนะครับ คือบุคคลที่เป็นข้าราชการนั้น ก็ถือว่าอาจจะเป็นคนที่ใกล้ชิดกับนักการเมือง มีผลประโยชน์ต่าง ๆ เมื่อมาเป็น สสร. แล้วก็ อาจจะทำหน้าที่ สสร. ได้ไม่เป็นกลางหรือว่าไม่เป็นประชาธิปไตยนะครับ ส่วน (๓) ก็คือ ห้ามสมาชิกสภา หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือว่าข้าราชการการเมือง พูดง่าย ๆ ก็คือว่าห้ามไม่ให้ สมาชิกสภาหรือว่านักการเมืองเป็น สสร. นะครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะครับ อย่างไรก็ตามนะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๓ นั้น ซึ่งผมเห็นว่าควรจะต้องเพิ่มบุคคลต้องห้าม อีก ๒ กลุ่มด้วยกันนะครับ ก็คือขอให้เพิ่มเป็นใน (๔) และ (๕) นะครับ ใน (๔) นั้นก็คือ ห้ามบุพการีและพ่อแม่ คู่สมรสหรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ซึ่งเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ๒-๓ ท่านได้กล่าวไปแล้ว ผมไม่อยากจะลง รายละเอียดนะครับว่าการที่บุพการีหรือพ่อแม่ คู่สมรสหรือว่าบุตรของนักการเมืองจะเข้ามา เป็น สสร. นั้นไม่ดีอย่างไร ผมคิดว่าวิญญูชนที่พอจะรู้เรื่องการเมืองนั้นก็คงจะเข้าใจได้ว่าถ้าหากบุคคลเหล่านี้เข้ามาเป็น สมาชิก สสร. แล้วก็คงจะถูกครอบงำหรือว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง ขาดความเป็นอิสระแล้วก็ ไม่เป็นกลาง เห็นชัด ๆ ว่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะเราเข้าใจกันดีวงการในการเมือง ของไทยเรานั้น บุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งหลายก็ย่อมจะมีความคิดอ่าน มีความเห็นต่าง ๆ ไปในทางเดียวกับนักการเมือง เคยเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ก็คงจะมี ความเห็นทำนองเดียวกันนะครับ ส่วนสมาชิกหรือว่าผู้ดำรงตำแหน่งอีกข้อหนึ่งที่กระผมคิดว่า ควรจะเพิ่มเป็นบุคคลไม่ควรจะอนุญาตให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. อีกกลุ่มหนึ่งนะครับ คือขอให้เพิ่มเป็น (๕) ก็คือสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิก หรือเคยดำรงตำแหน่งแต่ว่าพ้นจากตำแหน่งมาแล้วยังไม่เกินสามปี ซึ่งเหตุที่กระผม มีความเห็นว่าควรจะกำหนดห้ามไว้ด้วยนะครับ ก็เพราะว่าบุคคลเหล่านี้ว่าไปแล้ว อีก ๒-๓ ปี ก็ยังไม่สามารถจะทิ้งการเมืองไปได้ ก็ยังจะติดใจเรื่องการเมืองอยู่ ถ้ามาเป็น สสร. นั้น ก็แน่นอนว่าก็คงจะไม่เป็นตัวของตัวเอง ก็คงจะร่างรัฐธรรมนูญมาโดยอาจจะมีผลประโยชน์ ทับซ้อนหรือว่าเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เองกระผมจึงได้ขอสงวนคำแปรญัตติ ไว้ในมาตรานี้นะครับ ซึ่งเหตุผลนั้นกระผมก็คงคิดว่าคงจะไม่จำเป็นจะต้องขยายความ มากไปกว่านี้ ท่านผู้ฟังและท่านสมาชิกทุกท่าน นั่งตรงนี้ก็คงจะเห็นชัดนะครับว่าการที่ คณะกรรมาธิการไม่ได้สงวน ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติเหล่านี้เป็นบุคคลต้องห้ามไม่ให้ลงสมัคร รับเลือกตั้งเป็น สสร. นั้น อาจจะทำให้คนที่ติดตามกันอย่างใกล้ชิด เข้าใจไปได้ว่า ทางคณะกรรมาธิการนั้นไม่ได้มีความจริงใจที่จะร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยหรือว่า รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงนะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกัน ข้อครหาเหล่านี้กระผมคิดว่าเป็นการป้องกันไว้ดีกว่าที่จะแก้ นั่นก็คือว่าไม่ใช่ปล่อยให้บุคคล เหล่านี้เข้ามาเป็น สสร. แล้ว เราก็จะหาทางแก้ไขทีหลัง ตอนนั้นก็จะเป็นการแก้ที่สายเกินไป แล้วคือสายเกินกว่าที่จะแก้ไขได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือป้องกันไว้ก่อน นั่นก็คือกำหนดคุณสมบัติ ต้องห้ามไว้เลยว่าบุคคลอีก ๒ กลุ่มที่กระผมได้กล่าวไปสักครู่นั้น บุพการี คู่สมรส หรือบุตร รวมทั้งนักการเมืองหรือผู้เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. แต่ว่าพ้นจาก ตำแหน่งมาไม่เกิน ๓ ปี ก็ไม่ควรจะให้ลงสมัครนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ณ ถึงวันนี้ ประเทศไทยเรามีรัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับ ถ้าผมจำไม่ผิด ในช่วงเวลา ๘๐ ปี ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมานะครับ เรามีรัฐธรรมนูญเฉลี่ยแล้วประมาณทุก ๔ ปีครึ่งเรามี ๑ ฉบับ น่าจะเป็น สถิติที่น่าจะไม่น้อยหน้า น่าจะมากกว่าประเทศอื่น ไม่มีใครประเทศไหนในโลกนี้ที่จะ เทียบเท่าเรานะครับ เราก็หวังว่าฉบับนี้น่าจะเป็นฉบับที่ดีที่สุด เราพูดกันอย่างนี้มาอย่างน้อย เมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราก็เคยคาดหวังไว้แล้วว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด แต่ว่าใช้ได้ ไม่กี่ปีก็เป็นอันว่าต้องถูกฉีกทิ้งไปแล้วก็มีฉบับปี ๒๕๕๐ ขึ้นมา ที่จริงแล้วกระผมก็เห็นด้วย กับหลาย ๆ ท่านเลยนะครับว่ามีข้อดี ข้อเด่นมากมายในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ที่ใช้อยู่นะครับ แต่ก็มีข้อเสียซึ่งผมไม่อยากจะกล่าวย้ำอีกนะครับ มันก็มีอีกหลายจุดที่มันยังไม่เป็น ประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะฉะนั้นคราวนี้เมื่อท่านสมาชิกรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า ควรจะต้องมีการแก้ไขสักครั้งหนึ่งนะครับ ผมกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านก็มีความเห็น สอดคล้องกันว่าก็อยากจะให้มันออกมาดีที่สุด การที่รัฐธรรมนูญออกมาจะดีที่สุดแล้วก็ เป็นประชาธิปไตยโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ผลประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นที่ตั้งนั้นก็จะต้องมีหลักการร่างที่ดี หลักการร่างที่ดีก็ต้องเริ่มมาจาก สสร. สสร. ที่จะดี ได้นั้นหลายท่านได้พูดไปแล้ว ซึ่งผมคิดว่าท่านกรรมาธิการก็คงจะตระหนักดีว่าคุณสมบัติที่ดี ของ สสร. หรือว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นควรจะเป็นอย่างไร แต่ท่านก็หลงลืมไปจนได้โดยไม่ใส่ ๒ ข้อที่กระผมขอเพิ่มมาใน (๔) (๕) อีก ๒ ข้อว่าไม่ควรจะ อนุญาตให้บุคคล ๒ กลุ่มนี้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ความจริงแล้วคนที่เก่งคนมี ความสามารถมีมากมายในสังคมไทย บุคคลเหล่านั้นก็ยังมีคนมากมายที่พร้อมจะทำหน้าที่ ตรงนี้ได้ดี นอกเหนือจากคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ทางรัฐสภาเห็นพ้องว่าที่จะให้สมาชิก สสร. ส่วนหนึ่งนั้นมาจากผู้เชี่ยวชาญ แล้วเป็นผู้มีประสบการณ์ในสาขาต่าง ๆ โดยการคัดเลือกของ รัฐสภา เพราะฉะนั้นผมก็ใคร่ขอให้ท่านกรรมาธิการได้ทบทวนคุณสมบัติอีกสักครั้งหนึ่ง คุณสมบัติของผู้จะดำรงตำแหน่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ถ้าหากว่าท่านให้เหตุผลที่ดีว่า ท่านจะไม่เปลี่ยนแปลง กระผมก็พร้อมที่จะรับฟังและจะพิจารณาด้วยใจที่เป็นกลาง ขอบพระคุณครับผม

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจาก จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๓ นี้ กระผมได้ยื่นคำแปรญัตติไว้ต่อประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรานี้ไว้ ๒ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก คือการเพิ่มประเด็นมาตรา ๑๐๒ (๕) ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เข้ามา ซึ่งเนื้อหาสาระก็คือการให้กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามว่าผู้ที่จะมาเป็น สสร. นั้น ต้องไม่เคย ต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง ๕ ปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ความผิดอันได้ กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ซึ่งบัดนี้คณะกรรมาธิการได้แก้ไขเพิ่มเติมใส่ (๕) เข้ามาแล้ว ซึ่งกระผมต้องขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการที่เห็นความสำคัญในประเด็นนี้ แต่ข้อข้องใจก็คือว่าทำไมเมื่อครั้งที่คณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เสนอ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามา จึงจงใจที่จะละเว้น (๕) ไม่ใส่ไว้ เพราะว่าการจงใจละเว้น ไม่ใส่ (๕) เข้ามานั้น เท่ากับว่ามองไม่เห็นหรือว่าละเลยประเด็นปัญหาทางศีลธรรม ซึ่งเป็น องค์ประกอบสำคัญในการคัดเลือกคนที่จะเข้ามาเป็น สสร. ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นความบกพร่อง ที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง ก็อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีให้ทบทวนในเรื่องนี้ ในอนาคตด้วย เพราะอะไรครับ เพราะการละเลยไม่ใส่ (๕) ไว้ในร่างของคณะรัฐมนตรีนั้น เกรงว่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดพลาดไปยัง สสร. ที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในวันข้างหน้า การส่งสัญญาณที่ผิดพลาดนั้นก็คือว่าอาจจะมีการไปยกร่างคุณสมบัติของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันข้างหน้าว่าไม่จำเป็นต้องคำนึงในวงเล็บนี้ก็ได้ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญ ผมจึงไม่อยากให้ประเด็นเล็ก ๆ ตรงนี้มองข้ามไป แล้วก็อยากให้เป็นบทเรียนที่มีความสำคัญ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือที่ผมได้เพิ่มเติมแล้วก็ยื่นคำแปรญัตติไว้ก็คือ ต้องการ เพิ่มเติมใน (๓) โดยให้จำกัด จำกัดไม่ให้คนที่เป็นหรือเคยเป็น ส.ส. ส.ว. หรือข้าราชการ การเมืองเข้ามาเป็น สสร. เว้นแต่ว่าได้พ้นจากตำแหน่งมาแล้ว ๕ ปี ซึ่งท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นนี้คณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วย กระผมจึงได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ เหตุผล มีอย่างนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าหากว่าท่านยืนยันตามร่างเดิมที่กรรมาธิการ เห็นชอบมาแน่นอนว่าถ้าใครคิดจะมาสมัคร สสร. นะครับ ส.ส. ส.ว. ข้าราชการทางการเมือง สามารถลาออกแล้วก็ไปสมัครได้ทันทีครับ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว ส.ส. กับ ส.ว. นี่ครับ ไม่มีใครคิดที่จะลาออกเพื่อที่จะไปทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรอกครับ เพราะนั่น เป็นตำแหน่งหน้าที่ที่มีภารกิจชั่วคราวเพียง ๘ เดือน คือ ๒๔๐ วันตามร่าง แต่คนที่เป็น ข้าราชการการเมืองนี่สิครับ ซึ่งเวลานี้มีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นข้าราชการการเมือง อยู่จำนวนเป็นร้อย ๆ คน มีใครบ้างละครับ บรรดาเลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รวมทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยว่าการ โฆษกรัฐบาล รองโฆษกรัฐบาล หรือแม้กระทั่งข้าราชการ การเมืองในฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นที่ปรึกษาของประธานรัฐสภา ที่ปรึกษาประธานสภา ผู้แทนราษฎร ผมเชื่อว่าคนเหล่านี้กำลังจ้องตาเป็นมันอยู่นะครับที่จะเข้ามาทำหน้าที่สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น สสร. ประเภท ๑ ประเภท ๒ ก็ตาม ท่านประธานที่เคารพครับ เราอภิปรายกันมาตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้เราต้องการเห็น สสร. ที่มีคุณสมบัติที่ปลอดพ้น จากการเมือง ไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายการเมือง แต่ถ้าเขียนกติกาเอาไว้เพียงว่าลาออกมาแล้ว ก็สามารถสมัครได้เลยแบบนี้ ความผูกพันยึดโยงกับฝ่ายการเมืองมีแนบแน่น คนที่เป็น ข้าราชการการเมืองในวันนี้เข้าไปสู่ตำแหน่งได้ ถ้าไม่ผูกพันกับนักการเมืองผู้มีอำนาจ หรือผูกพัน กับพรรคการเมืองก็ไม่มีทางจะเข้าไปได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นผมจึงต้องแปรญัตติในเรื่องนี้ว่า จะต้องมีการเว้นวรรคระยะเวลาของการพ้นจากตำแหน่งมาระยะเวลาหนึ่ง ก็คือ ๕ ปีถึงจะมาเป็น สสร. ที่ปลอดพ้นจากการถูกครอบงำทางการเมืองได้ ท่านประธานลองนึกดูเถอะครับว่า ถ้า สสร. ประเภทที่เป็นตัวแทนของพรรคการเมืองเข้ามาในลักษณะแบบนี้ และเข้ามาต่อสู้กัน ในสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อบัญญัติกฎหมายสูงสุดของประเทศ ผมถามว่าจะมีประโยชน์อะไรครับ ก็สู้เราใช้รัฐสภาของเราซึ่งมีตัวแทนของแต่ละพรรคการเมืองอยู่แล้ว มีฝ่ายค้าน มีฝ่ายรัฐบาล มีสมาชิกวุฒิสภาอยู่แล้วก็สู้ให้รัฐสภาทำหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ จะไม่ดีกว่าหรือไม่ดีกว่าการใช้ตัวแทนของพรรคการเมืองซึ่งแอบเข้ามาในลักษณะที่เป็น ทางอ้อมแบบนั้นเข้ามาเป็น สสร. เป็นแบบนั้นไม่มีประโยชน์ แล้วก็เสียเงินในการเลือกตั้ง สสร. ไปโดยเปล่าประโยชน์ นี่คือประเด็นซึ่งผมอยากจะสรุปสั้น ๆ เพียงแค่นี้นะครับว่าต้องการให้ ทางคณะกรรมาธิการได้รับไปพิจารณา เพราะนี่เป็นความกังวลของพี่น้องประชาชน เป็นความกังวลของสมาชิกรัฐสภาเราด้วยว่าถ้าเราไม่ได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ปลอดพ้น จากการเมืองจริง ๆ แล้ว อนาคตที่เราจะเห็นรัฐธรรมนูญที่เป็นของคนไทยทั้งประเทศปลอดพ้น จากการถูกครอบงำ ถูกบงการ ถูกแทรกแซงก็จะไม่เป็นจริงครับ กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุชิน เอ่งฉ้วน ครับ

นายสุชิน เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

เรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายสุชิน เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกระบี่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๓ (๒) ไว้ ก่อนอื่นต้องขอแสดงจุดยืน กับท่านประธานไว้ก่อนว่า กระผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ เพราะเห็นว่า เงื่อนไขของเวลาไม่เหมาะสม มาตรา ๒๙๑/๓ (๒) เราจะพูดกันถึงเรื่องคุณสมบัติของ สสร. สสร. ที่เราต้องการคือต้องการให้เปิดช่องว่างให้ได้คนดีมากที่สุดเข้ามามีส่วนร่วม ในการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ต้องการปิดช่องว่างไม่ให้คนไม่ดีหรือไม่ให้คนเลวเข้ามาได้ ในมาตรา ๒๙๑/๓ ที่ผมได้แปรญัตติไว้ใน ๒ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ อยากให้กรรมาธิการเติมคำว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ไว้ต่อท้ายจาก (๑) เพื่อเป็นความชัดเจนว่าท่านไปเอามาตรา ๑๐๒ มาจากรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐

ประเด็นที่ ๒ ก็คือร่างเดิมของกรรมาธิการ นี่คือ ใน (๒) นะครับ เป็นข้าราชการ ที่มีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจหรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ กระผมได้แปรญัตติไว้ให้ตัดคำว่า ข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ ออก เพราะมีความประสงค์ที่จะให้ข้าราชการเข้ามามี ส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย เพราะโดยความเห็นแล้วนี่คือ การสรรหา สสร. ไม่ใช่สมัคร ส.ส. หรือสมัคร ส.ว. เพราะว่าเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสร็จสิ้นแล้วก็จะต้อง มีผลบังคับใช้กับข้าราชการทั้งประเทศไทยเองด้วย หลาย ๆ ประเด็นที่น่าแก้เราก็ไม่แก้กัน น่าห้ามเราก็ไม่ห้ามกัน แต่เรากลับไปห้ามข้าราชการเข้ามามีส่วนร่วมกับการแก้ไข หรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กระผมได้สนับสนุนให้ข้าราชการเข้ามามีส่วนร่วม เพราะเนื่องจากเห็นว่าข้าราชการมีความใกล้ชิดกับประชาชน เป็นคนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ รู้ปัญหาแล้วก็เห็นปัญหา โดยทั้งประเทศมีข้าราชการอยู่ทั้งหมด ๑,๒๕๐,๐๐๐ กว่าคน ปกติเราก็รู้กันอยู่แล้วนะครับว่าในการสมัครข้าราชการมีคนมาสมัครเป็นร้อย แต่อัตรามีอยู่แค่ ๑ คนบ้าง ๕ คนบ้าง จากคนเป็นร้อยคน นั่นหมายถึงผู้ที่ได้รับตำแหน่งข้าราชการจะต้องเป็นคนเก่ง มีคุณภาพถึงจะได้รับบรรจุตำแหน่งเข้ามา ฉะนั้นระดับหัวกะทิก็จะอยู่ใน ๑,๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน เยอะมาก ฉะนั้นจึงอยากให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เพราะอะไรนะครับที่ ต้องการ สสร. ที่ดี เพราะว่าต้องการให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดีเพื่อที่จะมาใช้ปกครองประเทศ เหมือนกับรัฐบาล ถ้าได้รัฐบาลที่เก่งสนใจปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนก็จะเข้ามา แก้ปัญหา ไม่ว่าปัญหาของแพง น้ำมันแพง สินค้าแพงหรือราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ถ้าให้ ข้าราชการได้เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญหรือมามีส่วนร่วมเป็น สสร. นะครับ ก็จะได้ สสร. ที่ดี ก็จะได้ร่างรัฐธรรมนูญที่ดี เปรียบเทียบได้กับเมื่อได้รัฐบาลที่ดีก็ต้องสนใจ ในการแก้ไขปัญหานะครับ อย่างเช่นน้ำมันปาล์ม ๔๐,๐๐๐ ตันที่ ครม. ได้อนุมัติเข้ามาแล้ว จะทำให้ราคาปาล์มในอีก ๑ เดือนข้างหน้าตกต่ำ เมื่อรู้ปัญหาล่วงหน้าแล้วนะครับ ก็ควรที่จะ มีการเตรียมการแก้ไขที่มาของ สสร. นะครับ ถ้าเกิดว่ารู้ล่วงหน้าแล้วว่ามีปัญหาแล้วก็ ไม่แก้ไขก็จะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติได้ในอนาคตนะครับ ฉะนั้นเหมือนกับตอนต้น ที่กระผมได้แสดงจุดยืนไว้แล้วว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ เพราะว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างความวิบัติให้กับประเทศชาตินะครับ ต้องหา คนรับผิดชอบครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอาคม เอ่งฉ้วน ครับ

นายอาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม นายอาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกรัฐสภา บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงตลอดระยะเวลา ๓-๔ วันที่เราทำหน้าที่กันอยู่ในสภานี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าแม้ว่า ผู้แปรญัตติจะมีเหตุผลดีอย่างไร แต่ว่าในทางปฏิบัติคงจะโน้มน้าวจิตใจสมาชิกเพื่อจะให้เป็น เสียงข้างมากเอาชนะท่านสามารถเพื่อนผมได้ คงไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าท่านเป็น กรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ว่าด้วยการทำหน้าที่ในวันนี้ที่ไปแปรญัตติมาเพราะว่า

๑. ยังไม่มีใครพูดในประเด็นนี้ ยกเว้นท่านสุชิน เอ่งฉ้วน ซึ่งพูดไปเมื่อสักครู่ ประเด็นเรื่องข้าราชการ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะเข้าคำแปรญัตติของผมนั้น ผมอยาก ให้ท่านประธานและโดยเฉพาะท่านสามารถ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเพื่อนผม ได้เข้าใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีสาเหตุของการที่จำเป็นจะต้องมาตั้ง สสร. แล้วร่างรัฐธรรมนูญใหม่มันมีสาเหตุอะไร ผมอยากจะบอกเหตุผล ๒ อย่าง ถ้าท่านประธาน คณะกรรมาธิการออกแบบ แล้วมี สสร. และป้องกัน ๒ อย่างได้ ผมคิดว่าการเสียเวลาของ พวกเราในสภาในเวลานี้ ๔-๕ วันก็ถือว่ามีประโยชน์ ตลอดระยะเวลาที่ประเทศไทยปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ สิ่งแรกที่ทุกครั้งที่มีการเลิกรัฐธรรมนูญ ยกเว้น ปี ๒๕๔๐ ที่มีการตั้ง สสร. แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญ แต่ว่าทุกรัฐธรรมนูญมีการปฏิวัติรัฐประหาร และทุกครั้งที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร ท่านประธานครับ จะอ้างเสมอว่าทุจริต คอร์รัปชัน มีการโกงกินกันโดยบ้านเมืองอยู่ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นคนที่จะสมัคร สสร. ต้องตระหนัก ในจุดที่ ๑ ก่อนว่าถ้าท่านได้รับเลือกตั้งมาเป็น สสร. ท่านจะเข้ามาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับ ไม่รู้จะเรียกว่าฉบับอะไรนี่ ข้างหน้านี้ ซึ่งหลายคนก็บอกว่ามันไม่น่าจะเป็นทั้งร่าง มันน่าจะ แก้ไขบางมาตรา แต่ในที่สุดรัฐบาลก็เลือกให้ สสร. มาเขียนใหม่ทั้งร่าง เพราะฉะนั้นก็จะเป็น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีหลักประกันอะไรได้บ้างว่า สสร. ที่เข้ามาจะมาเขียนรัฐธรรมนูญ แล้วเวลามีการปกครองประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีนายกรัฐมนตรี มี ส.ส. มีข้าราชการ การคอร์รัปชันน้อยลง มีหลักประกันอะไรไหม ในตอนสุดท้ายผมมีข้อเสนอ แต่วันนี้ผมตั้งประเด็นไว้ให้ก่อนว่านี่คือเหตุจำเป็นของการต้องร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ ๒ มันมีการป้องกันได้ไหม ขณะนี้เรามี คมช. อยู่ในรัฐสภานี้ ๒ คน อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ๑ คน อยู่ในวุฒิสภา ๑ คน เราได้ถามเขาไหมว่า มันมีเหตุอะไรได้บ้างว่าป้องกันการปฏิวัติ เราเขียนรัฐธรรมนูญให้ป้องกันการปฏิวัติได้ไหม ท่านประธานที่เคารพครับ คนที่จะไปร่าง สสร. สสร. ที่จะไปร่างรัฐธรรมนูญไปเขียนไว้ สักมาตราได้ไหมว่าใครปฏิวัติรัฐธรรมนูญตัดหัวหรือประหารชีวิต ถ้าตัดหัวมันรุนแรงไป มันกฎหมายดั้งเดิม เอาประหารชีวิต ไม่ต้องประหารชีวิต ๗ ชั่วโคตรหรอก ประหารชีวิต เฉพาะหัวหน้าคณะปฏิวัติ เคยเขียนไหม เขียนได้ไหม ลองสักครั้งได้ไหม เพราะฉะนั้นเราจะได้ ไม่ต้องมาร่างรัฐธรรมนูญกันอยู่เสมอ ๆ

ท่านประธานครับ เหตุผลข้อที่ ๓ ตลอดระเวลา ๔-๕ วันนี้ในห้องอาหาร ผมมีโอกาสได้ยินท่าน พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภา ขอประทานโทษ ต้องเอ่ยนาม ท่าน พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ท่านทำปฏิวัติมากับท่านสนธิ วันที่เราพูดกัน ถึงเรื่องจำนวนผู้ร่างรัฐธรรมนูญ สสร. เราพูดกัน ๗๗ คนบวก ๒๒ คน ท่านพูดว่าอย่างไรครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านบอกว่าเรื่องนี้ท่านทำมาก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องเด็ก ๆ ท่านทำมาก่อน เพราะตอนที่ท่านปฏิวัติให้ผู้สมัคร สสร. ได้มา ๒,๐๐๐ กว่าคน ๒,๐๐๐ กว่าคน คัดเลือกกันมาเองเหลือ ๒๐๐ คน ๒๐๐ คน เอาชื่อส่งมาให้ท่าน พลเอก สมเจตน์ เลือก ท่านอยู่ใน คมช. ท่านบอกว่านี่เรื่องเด็ก ๆ เพราะฉะนั้นท่านจะเลือกใครท่านก็จิ้ม ๆ ได้มา ๑๐๐ คนมาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วหลังจากนั้นก็ไปตั้งกรรมการผู้ร่างรัฐธรรมนูญอีก ๒๐ คน แล้วเอาไปคัดเลือกไปจาก สสร. อีก ๑๕ คน รวมแล้วเป็น ๓๕ คน ไปร่างรัฐธรรมนูญมา แล้วมาขอมติจากคณะกรรมการ สสร. ก็เกิดมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่าน พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ท่านบอกว่าเป็นเรื่องเด็ก ๆ ที่มีทำกันอยู่นี้มันเรื่องเด็ก ๆ เพราะฉะนั้นป่วยการนะครับ ที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่ท่านวุฒิสมาชิก ๓๐-๔๐ คน ไปขอร้องกับท่านว่าอย่าเอาเลยจังหวัดละคนมันบล็อกแน่นอน มันเด็ก ๆ แน่นอน รับรอง คอยดูเถอะเวลามานี่ แต่ว่าในที่สุดท่านประธานครับ ด้วยเหตุผล ๒ ข้อนี้ เมื่อเราจะแก้ปัญหาด้วยเหตุผล ๒ ข้อนี้ แต่เราไปบล็อกด้วยจำนวน สสร. ๗๗ คน บวก ๒๒ คนเสียแล้วนี่ ความหวังของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ประชาชนก็คิดว่ายาก ทีนี้ประเด็นที่ผมจะอภิปราย ก็คือว่าผมไปแปรญัตติตัดเลย ผมคิดไม่เหมือนคนอื่นครับ ผมตัด (๒) กับตัด (๓) ออก (๑) มันเป็นข้อห้ามของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พวกติดยาเสพติด พวกวิกลจริต พวกล้มละลาย เขาห้ามอยู่แล้ว อย่างนั้นไม่ควรจะมาเป็น สสร. แต่ (๒) ไปห้ามข้าราชการ ประจำ ผมไม่ห้ามนะครับ ในความเห็นผมนะครับ อันนี้ที่ผมเห็นต่างกับกรรมาธิการ ผมเลย สงวนคำแปรญัตติมาพูดในสภาในเวลานี้ ที่ผมคิดว่าความเห็นต่างของผมเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานต้องเข้าใจนะครับว่าเวลา ๘ เดือน ๘ เดือนเท่านั้นเอง สสร. มาทำงาน ถ้าเราต้องการคนดี คนเด่น คนดัง ถามว่าในระบบราชการมีคนดีไหม เขาสอบเข้าไปได้ เขาผ่านการคัดเลือกเข้าไปได้ เขาเป็นข้าราชการ บางคนซี ๘ ซี ๙ ซี ๑๑ เขาเป็นคนดี ถ้าเขา มีโอกาสได้มาสมัคร สสร. โดยที่เขาไม่ต้องลาออก ผมเชื่อว่าจะมีคนดีมาสมัคร สสร. เยอะ เพราะเวลาเพียง ๘ เดือนเขาไปปฏิบัติหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ทำงานเพื่อชาติ ทำไมจะให้ โอกาสเขาไม่ได้ นี่คือความเห็นผม เขาเป็นคนเด่นแน่นอน ถ้าเขาไม่เด่นเขาไม่ได้รับเลือกตั้ง เขาทำงานอยู่ในจังหวัด ประชาชนเห็นเขาเป็นข้าราชการที่รับใช้ประชาชนเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นให้สนับสุนนให้เขาไปเป็น สสร. แน่นอนดีเด่นแล้วก็ต้องดังด้วย ถ้าไม่ดังไม่มีทาง ได้รับเลือกตั้ง เพราะจังหวัดหนึ่งคนเดียว นี่คือเหตุผลของผม ส่วน (๓) พวกนักการเมือง พวก ส.ส. ส.ว. ถ้าสนใจจะไปสมัคร สสร. ก็น่าจะเปิดโอกาสให้เขาไปสมัครได้ เพราะเวลา เพียง ๘ เดือน เพราะบางครั้งตอนปลาย ๆ พวกนี้มันอยากจะลองเปลี่ยนแปลงดูว่าอยู่ในสภา นานอาจจะไปสมัคร โดยเฉพาะข้าราชการการเมืองน่าจะเปิดโอกาสให้เขาไปสมัคร รับเลือกตั้งได้ ผมไม่ติดใจว่ามันจะทำให้พรรคการเมืองไปแทรกแซง เพราะที่เรามองเห็นอยู่นี้ หลายคนที่ลุกขึ้นมาพูดในสภานี้ก็บอกว่าการสมัครครั้งนี้คุณจะดี คุณจะเด่น คุณจะดัง อย่างไร ถ้าคุณไม่มีพวก คุณไม่ได้เป็น คำว่า พวก ผมหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า พรรค เพราะฉะนั้นต้องมีพวก เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมมีความเห็นว่าตามที่ผม แปรญัตติไปอย่างนี้นะครับ ผมต้องการมาให้เหตุผลในสภา และต้องการฝากเสียงนี้ไปยังผู้ที่ ประสงค์จะเป็น สสร. ว่า คุณร่างอย่างไรก็ได้ ร่างอย่างไรก็ได้ให้รัฐธรรมนูญที่เราใช้เวลาตั้ง หลายวันนี้เพื่อที่จะให้มีจัดตั้ง สสร. เพื่อไปเลือกตั้ง สสร. มา ๗๗ คน และมาบวกกับ ผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒ คน และใช้เวลา ๘ เดือนไปร่างรัฐธรรมนูญ ผมไม่อยากเห็นประเทศไทย เป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ เห็นไหมครับ ผมขึ้นต้นด้วยว่าประเทศไทยผมไม่อยากเห็น อย่างนี้ นี่เป็นอดีตอันเจ็บปวดซึ่งเวลานี้ก็ยังเจ็บปวดกันอยู่ ยังไม่รอด ยังต้องปรองดอง ยังต้องแก้ปัญหากันอีกยาวนาน ผมไม่ทราบว่าจะต้องเจ็บปวด ต้องตายกันไปอีกเท่าไร ผมไม่อยากให้หนังสือพิมพ์มันพาดหัวอย่างนี้ ท่านประธานครับ ระบอบทักษิณ ทุจริต เฉียด ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเรื่องนี้ไม่จริงทำไมคนที่ถูกเอ่ยชื่อทำไมไม่ฟ้องหนังสือพิมพ์ ไปพิสูจน์ กันในศาล นี่แสดงว่าประเทศไทยมันต้องมีปัญหาจริง ๆ เรื่องทุจริตต้องมีปัญหาจริง ๆ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะเขียนรัฐธรรมนูญป้องกันการทุจริตได้มันคุ้ม จะเสียเงินสักเท่าไรก็คุ้ม ท่านประธานครับ นอกจากนั้นแล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะให้มีรัฐธรรมนูญที่ป้องกันไม่ให้ นักการเมืองไปแสวงหาประโยชน์ บางทีนักการเมืองไม่แสวงหาประโยชน์เอง ใช้ข้าราชการ ประจำแสวงหาประโยชน์ ทำได้ไหมครับ ท่านประธานครับ ถ้าเราทำได้อย่างนี้

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทยจังหวัดสมุทรปราการครับ ท่านประธานครับ เมื่อกี้ก็มีการพูดกันอยู่ครั้งหนึ่งแล้ว แล้วก็ท่านผู้อภิปรายผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ใส่ร้ายป้ายสี คนอื่น คนนอก แล้วก็เอาเอกสารมาแสดงนั้นไม่ทราบว่าเสนอต่อท่านประธานหรือยัง ขอให้ท่านประธานช่วยควบคุมการประชุมตามข้อ ๕ นะครับ คือตามข้อ ๙๙ ก็คือผู้อภิปราย ต้องพูดในคำสงวนของการแปรญัตติเท่านั้น แล้วท่านปล่อยให้พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำซากแล้ว ซ้ำซากอีก มันผิดข้อบังคับหลายข้อท่านประธานครับ ถ้าเป็นอย่างนี้พวกผมไม่ลุกขึ้นประท้วงได้อย่างไร พวกผมไม่ต้องการประท้วงครับ ต้องการอภิปรายไปอย่างที่มีความสุขของพี่น้องสมาชิก ทั้ง ๒ สภา ด้วยความรู้สึกที่ว่าวันนี้เราต้องการแก้ปัญหาให้ประชาชนครับ เราไม่ได้คิดว่า เราทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่งครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ขอให้ท่านช่วยพิจารณา ด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอความกรุณาท่านผู้อภิปราย กรุณาอยู่ในประเด็นและกระชับด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

นายอาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมไม่ถือสาครับ เพราะว่าในชีวิตของการเป็นนักการเมืองผม ๒๙ ปีในสภา คนที่ประท้วงผมหลายคน ไม่มีโอกาสกลับมาเลยครับท่านประธานครับ สอบตกเป็นจำนวนมากครับ ไปดูสถิติได้ เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ถือสาครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอาคมต่อเลยครับ

นายอาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมไม่ถือสาครับ และจะเข้าประเด็นแล้วครับ ผมจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าที่ผมพูดอย่างนี้ท่านประธาน ต้องรู้ใช่ไหมครับ ผมขึ้นต้นไว้แล้วว่าที่ผมให้ข้าราชการประจำ ที่ผมให้นักการเมือง ไปร่างรัฐธรรมนูญเพราะว่าผมต้องการให้เขาร่างแล้วป้องกันการทุจริต แล้วผมก็บอกว่านี่เป็น ความเท็จหรือเปล่า ถ้าเป็นความเท็จก็ฟ้องร้องเลยสิ เขาเขียนมาอย่างนี้นะครับ เขาทุจริตตั้ง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าอย่าไปเดือดร้อนแทนยกเว้นว่าจะเป็นญาติโกโหติกาผมอภัยให้ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าท่านประธานครับ ผมไปเปิดเอกสารผลงานของ ป.ป.ช. เพราะผมจะต้องการให้ผลงานของ ป.ป.ช. ถูกบรรจุเข้าไปในรัฐธรรมนูญ เวลานี้ ป.ป.ช. เขาไปทำยุทธศาสตร์ขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ถึงปี ๒๕๕๕ ยุทธศาสตร์ของ ป.ป.ช. ท่านประธานครับ ป.ป.ช. ก็ถูกกำหนดขึ้นโดยรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เขามีกำหนดยุทธศาสตร์ทั้งหมด ๔ ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์แรก เขาบอกว่าเสริมสร้างจิตสำนึก ค่านิยมให้หน่วยงานภาครัฐ ตามหลักธรรมาภิบาล ถ้าทุกคนมีธรรมาภิบาลหมดประเทศนี้เจริญครับ นี่เป็นอันแรก ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ของ ป.ป.ช.

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ของ ป.ป.ช. ก็คือว่าบูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วน ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ เสริมสร้างความเข้มแข็งในการป้องกันและปราบปรามทุจริต ภาครัฐ

และยุทธศาสตร์สุดท้าย คือพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต นี่เป็นผลงานของ ป.ป.ช. ท่านประธาน ๕ ปี ปี ๒๕๕๒ ถึงปี ๒๕๕๕ แล้ววันนี้การทุจริตคอร์รัปชันมันยังมากไหมละท่านประธาน ใครบอกผมสิว่าการทุจริต มันน้อยลง แสดงว่ายุทธศาสตร์ที่เขาทำอยู่นี้ยังไม่บรรลุผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราสามารถ เอายุทธศาสตร์ ๔ ยุทธศาสตร์นี้มาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญที่เราจะร่างได้ เป็นประโยชน์ไหมครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมพูดอยู่ในประเด็นต้องการให้รัฐธรรมนูญนี้มีความก้าวหน้า มีการเปลี่ยนแปลง ป้องกันการปฏิวัติ ป้องกันการทุจริต ไม่อยากจะให้ใครถูกตราหน้าว่า ทุจริตและต้องพิสูจน์กันในศาล และในที่สุดก็ตัดสินว่าทุจริต แล้วก็ถูกจำคุกซึ่งมีปัญหา ที่จะต้องฟ้องร้องกันอยู่นี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีความเห็นว่าคนเป็น ข้าราชการ คนเป็นนักการเมืองพวกนี้ไม่น่าจะเป็นข้อห้ามตามที่รัฐบาลหรือคณะกรรมาธิการร่าง ขอบคุณครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดจันทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ แล้วครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดในการบริหารประเทศ และถือว่าเป็นกฎหมายที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการร่าง รัฐธรรมนูญนั้นถ้ารัฐธรรมนูญดีก็ถือว่าการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามที่พี่น้องต้องการ ถ้ารัฐธรรมนูญดีพี่น้องผู้ปฏิบัติคนในชาติจะอยู่ดีกินดี และมีความสุข แต่ถ้าร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญแล้วออกมาไม่ดี ก็ถือได้ว่ารัฐธรรมนูญที่เราร่างหรือแก้ไขนั้นไม่สามารถ แก้ไขปัญหาประเทศชาติหรือทำให้พี่น้องประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุขได้ นี่คือสิ่งสำคัญ ในการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เลยอยากจะเรียนบอกกับท่านประธานและ คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ท่านจะต้องร่างรัฐธรรมนูญต้องออกมาดี หรือที่เขาเรียกว่า รัฐธรรมนูญกินได้ และพี่น้องคน ที่อยู่ในประเทศอยู่ดีมีสุขได้นั่นเองนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในความมาตรา ๒๙๑/๓ ก็เช่นเดียวกัน ก็หมายความว่าลักษณะตัวบุคคลที่เข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องเป็นบุคคลต้องมีองค์ความรู้ ต้องมีความสามารถและมีประสบการณ์ที่สูงส่งและต้องรู้ ปัญหา รู้พื้นที่ รู้ภูมิปัญญาไทย ตลอดไปถึงรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยอย่างดียอดเยี่ยมด้วย นี่คือบุคคลที่เราต้องสรรหาเข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ถ้าเราได้บุคคล เช่นนี้เข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ได้แล้ว ก็ถือว่าเป็นบุคคลที่เป็น สสร. นั้นมีคุณภาพและสามารถแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญที่ผมเรียนให้ทราบตั้งแต่เบื้องต้นว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ดี มีคุณภาพ พี่น้องอยู่ดีกินดีได้ สิ่งที่สำคัญที่ผมขอแปรญัตติในความ มาตรา ๒๙๑/๓ นี้ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานกับคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และกับท่านประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญว่าผมยังกังวลครับ ผมยังกังวลเท่านั้น ยังไม่พอ ผมก็ยังไม่สบายใจนัก หลายเรื่องหลายประการก็มีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านได้ปรารภ ได้พูดคุยทั้งในที่ประชุมรัฐสภาและ นอกที่ประชุมรัฐสภาว่าบรรยากาศในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นบรรยากาศที่ไม่เหมาะสม และเป็นบรรยากาศที่ไม่เต็มใจเท่าที่ควร เพราะอยากจะเรียนบอกกับท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่ามีหลายพื้นที่ขณะนี้มีปัญหา ผมยกตัวอย่างในพื้นที่ จังหวัดจันทบุรีของผม ช่วงนี้เป็นช่วงผลผลิต ผลไม้กำลังออกสู่ท้องตลาดมากมาย ผลผลิต กำลังออกสู่ท้องตลาด พ่อค้า แม่ขาย ไม่ค่อยไปซื้อผลไม้ และผลไม้ราคากำลังจะตกต่ำ เลยนี่ คือบรรยากาศไม่ค่อยดี อยากจะเรียนบอกกับท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบกันอย่างถ้วนหน้าทั่วถึงนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนบอกว่าไม่อยากจะให้ตัดหรือไม่อยากจะให้เพิ่มใน (๕) ถามว่าทำไม ผมมีเหตุผลดังนี้ครับ ลักษณะต้องห้ามที่ผมได้แปรญัตติทิ้งเอาไว้ในฉบับร่างว่า จะต้องเป็นไปตามมาตราของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐๒ (๑) ถึง (๑๔) คือไม่ต้องการ ให้ตัด เพราะเห็นว่าดีอยู่แล้ว แต่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างเสียงข้างมากต้องการมาเพิ่ม (๕) แต่ความจริงผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มาเพิ่ม ถามว่าเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยมาเพิ่ม เพราะอะไรครับ ผมอยากจะเห็นว่าคนที่ติดคุก หรือออกจากคุกไม่กี่วันก็สามารถเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญได้ หรือ สสร. ได้ ถามว่าทำไมให้เป็นได้ ถามว่าทำไมที่ผมไม่ให้ยกเลิก และที่ผมไม่ให้มาเติมในมาตรา ๒๙๑/๓ หรือ (๕) เราเห็นบ้างไหมครับว่ามีนักการเมืองหลายท่าน ที่ดำเนินคดีหรือติดคุกก็สามารถเป็นนักการเมืองได้ และ สสร. ทำไมต้องห้าม ผมไม่เข้าใจครับ ไม่น่าที่จะให้ห้าม ผมเรียนบอกกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าทำไมที่จะต้องมาเติม ทั้ง ๆ ที่ผ่านคณะรัฐมนตรีเป็นร่างของรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว ท่านมาเติมทำไม ห้ามทำไม ผมไม่เห็นด้วยครับ นี่คืออยากจะเรียนบอกกับท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยกร่างว่าไม่สมควรอย่างยิ่งที่มาเติม (๕) แต่ท่านมาเติม ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง คนติดคุกก็เป็นได้ครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียน บอกกับท่านทั้งหลายได้รับทราบนะครับ ท่านประธานครับ ผมไม่สบายใจตั้งแต่มาตรา ๒๙๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๒ ไปแล้วครั้งที่ผ่านมา เพราะว่ามาตรา ๒๙๑ ไม่ใช่บทบัญญัติในการยกเลิก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมไม่สบายใจ และไม่สบายใจความในมาตรา ๒๙๑/๑ เรื่องการ คัดเลือก สสร. มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านในรัฐสภาแห่งนี้ เรียกร้องไปยังประธาน คณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง เรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างว่าเราอยากจะได้ สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน มาจากพี่น้องเลือก ๒๐๐ คน แต่ท่านก็ไม่ยอม นี่คือสิ่งที่เห็น ๆ เมื่อคืนยังตามใจท่านได้ตามมติเสียงข้างมาก ๙๙ คน เราอยากจะได้ ๒๐๐ คน ตามที่ผมและท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านต้องการให้ท่านคณะกรรมาธิการ เห็นชอบ เห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้ การพิจารณาร่างตรงนี้ผมไม่ค่อยสบายใจนัก ท่านประธานครับ ผมเรียนบอกกับท่านประธานว่าพี่น้องคนไทยทั้งชาติกำลังดูอยู่ กำลังดูเรา การแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่าการร่างใหม่ หรือแก้ไขใหม่นั้นเราทำผิดกฎหมายหรือไม่ เราผิดขั้นตอนหรือไม่ แล้วก็ห่วงใยไปถึงคนในชาติจะมีการขัดแย้งกันอีกหรือไม่ นี่คือเขา กำลังดูพวกเราอยู่ วันนี้ผมขอทิ้งท้ายให้คณะกรรมาธิการยกร่างว่าถ้าร่างครั้งนี้แล้วต้องร่าง ให้ดีที่สุดนะครับ ที่ท่านอาคม เอ่งฉ้วน ได้บอกไปว่าเขียนได้ไหมในรัฐธรรมนูญว่าป้องกัน ไม่ให้มีรัฐประหาร เขียนได้ไหม ผมเรียนบอกกับท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างว่าผมประสบปัญหา วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา ผมเป็น ส.ว. ๒๕๔๙ ผมช้ำครับ ผมเจ็บมากครับ แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะผมอย่างเดียว เพื่อน ส.ว. ผมที่ได้รับการประกาศรับรอง จาก กกต. ก็โดนปฏิวัติรัฐประหารตั้งแต่ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เจ็บช้ำ บางคนบางท่าน ต้องทิ้งลูกทิ้งเมีย บางคนบางท่านต้องหย่าร้างกับครอบครัว บางคนต้องหมดเนื้อหมดตัว เพราะโดนพิษปฏิวัติรัฐประหารที่ท่านอาคม เอ่งฉ้วน ได้บอกกับคณะกรรมาธิการว่าเขียน ได้ไหมว่าไม่ให้มีปฏิวัติรัฐประหารในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเขียนเพิ่มได้ไหมว่าอย่าให้มี การยุบสภา พิสูจน์กันเลยว่ารัฐบาลนี้ทำดี ทำเก่งและท่านได้บริหารประเทศไปถึง ๔ ปี ถึงวาระ เราไม่อยากจะเห็นการเลือกตั้งบ่อยครั้ง ที่ผมเรียนให้ท่านคณะกรรมาธิการ ท่านประธานได้รับทราบมันน่าเบื่อครับ พี่น้องประชาชนก็เบื่อครับ ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ละครั้งก็เบื่อครับ วันนี้ต้องเรียนบอกว่าถึงไหน ๆ ร่างรัฐธรรมนูญแล้วเขียนให้ครบสูตร ไปเลยทำได้ไหมครับ เพราะเสียงข้างมากน่าจะทำได้ ดังที่ผมเรียนให้ทราบและท่านอาคม เอ่งฉ้วน ได้เรียนให้ทราบตั้งแต่เบื้องต้น ผมอยากจะเรียนบอกกับท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการยกร่างว่าความเจ็บช้ำน้ำใจจากผู้ที่โดนปฏิวัติรัฐประหาร วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และที่ผมเรียนให้ทราบตั้งแต่เบื้องต้นว่าบางคนสิ้นเนื้อประดาตัว ต้องหย่าครอบครัว ทอดทิ้งครอบครัว ตลอดไปถึงตกงานมากมายในรุ่นของผม ไม่มีใครหรอกครับ ที่มาเหลียว มองเหลียวแล เพื่อน ๆ ผมที่โดนปฏิวัติรัฐประหาร เขียนไปเลยได้ไหมครับ รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ถึงไหน ๆ ร่างแล้วเขียนให้ครอบคลุมทั้งหมดได้ไหมครับ และเพื่อนผมหลายคนวันนี้ ได้ร้องเรียนผมว่าเขาตกงานอยู่ ผลกระทบทางด้านการเมืองอยู่ทำอย่างไร วันนี้ต้องเรียนบอก กับท่านประธานผ่านคณะกรรมาธิการว่าการยกร่างแล้วก็ต้องยกร่างให้ครบสูตรและผู้ที่มาเป็น สสร. นั้นอย่าไปห้ามเยอะ ปล่อยได้ไหม เอาคนดีมีคุณธรรมและมีความรู้ความสามารถที่เรียน ให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่าง ข้าราชการมีคนเก่ง คนดีมากมาย แต่เราไปกำหนดว่า เมื่อเป็นข้าราชการแล้วไม่ให้เขามาเป็น สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมไม่เข้าใจครับ ผมเห็นด้วยจากหลาย ๆ ท่านว่าข้าราชการเราดี ๆ เยอะไปหมด เขารู้ปัญหา เขารู้เรื่อง รัฐธรรมนูญดี เพราะเขามีประสบการณ์ คนเหล่านี้เราน่าจะเอาข้าราชการเหล่านั้นเข้ามาเป็น สมาชิก สสร. ได้ วันนี้ต้องเรียนบอกกับท่านประธานผ่านคณะกรรมาธิการว่าทำไมล่ะ เราไม่เอาบุคคลที่เก่ง ที่ดีมีประวัติไม่เคยด่างพร้อยเข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเสีย และที่มีข้อห้ามหลาย ๆ ข้อห้ามไปนั้นผมอยากจะเรียนบอกกับท่านประธานว่า ผมไม่ค่อยเห็นด้วย ผมเลยต้องแปรญัตติเพื่อให้ท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ยกร่างว่าคิดใหม่สิครับ ทบทวนใหม่สิครับว่าสิ่งที่ต้องห้ามของท่าน ถ้าเราแก้ไขได้ เอาบุคคล ที่เป็นข้าราชการเข้ามาเป็นบ้าง ห้ามเขาไปหมดอย่างนี้ ผมว่าไม่เหมาะไม่ควร นักการเมือง พวกเราที่อยู่ในสภาแห่งนี้ บางทีเขาเบื่อที่จะเป็น ส.ส. ครับ บางทีเขาเบื่อที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภา เขาเบื่อครับ เขาอยากจะไปเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ผมมีอยู่ในคำแปรญัตติ ด้วยนะครับ เขาอยากจะเป็นก็เราไม่น่าห้าม ผมเลยต้องเรียนถามท่านประธานรัฐสภาผ่านไป ยังท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยกร่างรัฐธรรมนูญว่า เราน่าจะเปิดโอกาสให้กับข้าราชการเหล่านี้ที่เป็นคนเก่ง คนดี มีความรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์จริงเข้ามาเป็นเสีย ที่ผมเรียนว่าตามที่มีคุณสมบัติ ที่เก่งเรื่องสาขากฎหมาย ที่เก่งเรื่องสาขารัฐศาสตร์หรือสาขารัฐประศาสนศาสตร์ เราเอาคนเหล่านี้เข้ามาเพราะเป็น นักการเมืองในที่นี่ เขาไม่อยากจะเป็น ส.ส. เขาเป็นแล้ว เขาเบื่อแล้ว เป็น ส.ว. เป็นแล้ว เบื่อแล้ว ก็อยากจะเป็น สสร. เราน่าจะเปิดโอกาสให้เขาได้เป็น วันนี้ต้องเรียนบอกกับ ท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะกรรมาธิการโดยท่านประธานว่าเราต้องส่งเสริมบุคคลเก่ง ๆ เหล่านี้เข้ามาเป็น สสร. บ้าง ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมเรียนให้ทราบว่า การร่างรัฐธรรมนูญหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ถ้าเราร่างรัฐธรรมนูญออกมาแบบประเทศไทย เพื่อบังคับใช้รัฐธรรมนูญบริหารประเทศดีแล้ว รัฐธรรมนูญที่เราได้ครั้งนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดี พี่น้องก็อยู่ดีกินดีมีความสุข แต่ถ้าเราร่างรัฐธรรมนูญหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ดี ผมเรียนบอกกับท่านประธานผ่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าเราพี่น้องประชาชน คนไทยทั้งชาติจะอยู่ไม่ดี กินไม่ดี และไม่มีความสุข วันนี้ต้องเรียนบอกกับท่านประธานผ่าน คณะกรรมาธิการว่าการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เราต้องขอร้องทุกภาคส่วนว่า เราไม่อยากจะเห็นคนไทยขัดแย้งกันเองนะครับ และสำคัญที่สุดพี่น้องได้ฝากบอกกับ ท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญทุก ๆ ท่านว่าอยากจะเห็นการปรองดอง ไม่อยากจะเห็นคนในชาติขัดแย้ง กันแล้ว มันเบื่อ มันน่าเบื่อจริง ๆ ประเทศชาติเราขับเคลื่อนไม่ได้ มีปัญหา แล้วก็ไม่อยากจะ เห็นคนในชาติต้องแบ่งกลุ่ม แบ่งสี ไม่อยากจะเห็นจริง ๆ วันนี้ต้องบอกกับท่านประธาน ผ่านกับท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านกับคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากว่าเราจะทำอย่างไรไม่ให้คนในชาติขัดแย้ง ผมก็ห่วงใยนะครับ หลายท่านก็ห่วงใย พี่น้องทางบ้านก็ห่วงใย สงกรานต์ที่ผ่านมาเห็นไหมครับ ท่านทั้งหลาย ได้กลับไปบ้าน ไปรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ พ่อเฒ่าแม่เฒ่า พ่อใหญ่ แม่ใหญ่ ได้มาตบหัวพวกเรา แล้วก็บอกว่า ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ช่วยมาบอกท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญว่าอย่าขัดแย้งกันเลยในสภาผู้แทนราษฎร คุณยายตีทีวีไปหลายเครื่องแล้ว มันเบื่อ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

กรุณากระชับหน่อยนะครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

วันนี้ ต้องเรียนบอกว่าในความมาตรา ๒๙๑/๓ นั้น ผมอยากจะเห็นคุณสมบัติต้องห้ามการมาเป็น สมาชิกสภาร่าง หรือ สสร. เพื่อให้เป็นไปตามคุณสมบัติ คุณลักษณะตามมาตรา ๑๐๒ (๑) ถึง (๑๔) อย่างเคร่งครัด วันนี้ต้องเรียนบอกกับท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญว่าเรามาช่วยกันเพื่อทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นของพี่น้องประชาชน โดยแท้จริง เอาบุคคลที่เก่ง ที่ดี มีคุณภาพ บุคคลที่มีองค์ความรู้ มีความสามารถ เป็นบุคคล ที่รอบรู้ รู้ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย รู้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยแท้จริงมาเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ให้ได้ ในมาตรา ๒๙๑/๓ ที่ผมบอกกับท่านประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าเราจะต้องเอาบุคคลอย่างนี้เข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญ หรือ สสร. และในรัฐธรรมนูญครั้งนี้เราต้องเขียนชัดเจนว่าอย่าให้มีรัฐประหาร ได้หรือไม่ ท่านจะต้องตอบคำถามของผมด้วย ท่านเขียนได้ไหมว่าอย่าให้มีการยุบสภา ในอนาคต เขียนได้ไหมแล้วจะได้จบ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้จะได้หมดไป จะรู้ว่ารัฐบาลนี้ทำดี พี่น้องประชาชนได้เลือกต่อ รัฐบาลนี้ทำไม่ดีประชาชนก็ไม่เลือกต่อ วันนี้ต้องเรียน บอกกับท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและ คณะกรรมาธิการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากว่าคนไทยทั้งชาติกำลังมองพวกเราอยู่ เขามองอยู่ เขาเห็นอยู่ และวันนี้นะครับ ข่าวก็ออกไปแพร่สะพัดเลยว่าเขาเห็นว่า ท่านสมาชิกรัฐสภากำลังปรองดองกันได้ด้วยดีนะครับ เลยไม่อยากจะเห็นการทะเลาะ การขัดแย้งในสภาผู้แทนราษฎรหรือในรัฐสภาแห่งนี้อีกต่อไป ทำได้ไหมท่านประธาน ทำได้ไหม ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เราเดินหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศ รัฐธรรมนูญดี กินได้พี่น้องก็มีความสุข แต่ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ดีเหมือนกับรัฐธรรมนูญเป็นผลไม้กินไม่ได้ ก็พี่น้องไม่มีความสุขนะครับ และประเทศชาติพี่น้องประชาชนจะไม่อยู่ดีมีสุข แต่ถ้า รัฐธรรมนูญร่างแล้วออกมาดี พี่น้องประชาชนคนไทยจะอยู่ดีมีความสุขร่ำรวยถ้วนหน้ากัน ทุกคน โดยที่ไม่มีความขัดแย้ง ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ เชิญครับท่าน

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมาธิการและสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนิดเดียวครับ คือในฐานะกรรมาธิการพวกกระผมเองนะครับ ทั้งกรรมาธิการเองก็พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นโดยเฉพาะในเรื่องของการแปรญัตติ ทีนี้ประการสำคัญก็คือว่าในมาตรานี้หรือมาตราที่ผ่านมานี้ เพื่อนสมาชิกเองได้มีคำแปรญัตติ เป็นจำนวนมาก ดังนั้นผมเข้าใจว่าทางสมาชิกวุฒิสภาท่านเองมีคำแปรญัตติแล้วก็ตกลงกันว่า จะใช้เวลาประมาณสัก ๕ นาที ๖ นาที เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องดีครับ ทีนี้ต้องขอความกรุณาว่า ในส่วนของทางซีกฝ่ายค้านประเด็นในเรื่องของการอภิปรายถ้าจะช่วยกรุณานะครับ เอาเฉพาะในส่วนที่มีความเห็นในแต่ละส่วนเอามาพูด ผมว่ามันก็คล้าย ๆ กันละครับตอนนี้ อยู่ในวงเดียวกัน แต่ขอให้กระชับสักนิดหนึ่งเถอะครับ เพราะว่าผมคิดว่าในแต่ละมาตราที่ยัง เหลืออยู่อีก ๑๕ มาตรา คงมีผู้สงวนคำแปรญัตติไม่น้อยกว่าแต่ละมาตรา แต่ถ้าเป็นไปได้ โดยเฉพาะท่านประธานเองคงจะต้องใช้ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕ ที่ท่านประธานเอง สามารถดำเนินการได้ ถ้าปล่อยอย่างนี้ผมว่าอาจจะไม่จบ แล้วก็อาจจะใช้เวลามากเกินไป ขอให้ท่านประธานลองหารือท่านสมาชิกครับว่าใช้เวลาท่านหนึ่งสัก ๕-๖ นาทีได้ไหม แต่ถ้า มีประเด็นซึ่งไม่ซ้ำก็อาจจะอนุโลมให้เพิ่มเวลาขึ้นมา อันนี้ผมขอเสนอในฐานะกรรมาธิการนะครับ เพราะว่ายินดีให้ทุกท่านที่เป็นสมาชิกที่แปรญัตติเข้ามาพวกเราก็พยายามที่จะรับฟัง ความคิดเห็นครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะวิปฝ่ายค้านนะครับ ทางฝ่ายค้านเราก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือแต่ว่าเนื่องจากดังที่ได้ ทราบกันแล้วนะครับว่าพวกเรานี่แปรญัตติกันมากเหลือเกินนะครับ ทีนี้บางส่วนก็ได้พูด ไปแล้วอย่างน้อยก็ครั้ง ๒ ครั้ง แต่ก็ยังมีสมาชิกอีกบางส่วนที่ยังไม่ได้พูดเลยนะครับ เพราะฉะนั้นทางฝ่ายที่ได้พูดไปแล้วตอนนี้เขาอาจจะพูดน้อยลงหรือว่าอาจจะไม่พูดอีกแล้วนะครับ แต่สำหรับสมาชิกที่ยังไม่พูดท่านก็ต้องใช้สิทธิของท่านในการพูดนะครับ อันนี้ต้องเข้าใจ ร่วมกันนะครับว่าสมาชิกทุกคนก็มีสิทธิที่จะพูดในเมื่อเขาแปรญัตติไว้แล้วนะครับ แต่เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจอะไรนะครับ กังวลเหมือนกัน เหมือนกับท่านเหมือนกัน ก็พยายาม ที่จะดูแลในส่วนนี้อยู่ ส่วนเรื่องการกำหนดเวลาตอนนี้ผมว่าคงยังไม่ถึงขั้นนั้นกระมังครับ ท่านวิชาญครับ ตอนนี้ แต่เราจะพยายามควบคุมรักษาเวลาให้กระชับอย่างที่ท่านประสงค์ เหมือนกันนะครับ ผมก็ขอเรียนเบื้องต้นแค่นี้ก่อน ตามข้อตกลงที่ตกลงกับทางฝ่ายวิป ฝ่ายรัฐบาลไว้เราก็จะทำตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายวุฒิพงษ์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วุฒิพงษ์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันที่ ๕ ที่เราอภิปราย ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ผมเอง ก็เป็นคนหนึ่งที่เสนอสงวนคำแปรญัตติเพื่อที่จะอภิปรายในวันนี้นะครับ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ผมได้ฟังมาหลายวัน ทุกท่านต่างกันอ้างว่าฉบับนั้นดีกว่าฉบับนี้ ฉบับนี้ดีกว่าฉบับนั้น แต่ว่าท้ายที่สุดเราก็ยังพิสูจน์ ไม่ได้ครับว่าฉบับไหนดีกว่ากัน ผมจะรักษาเวลานะครับ แล้วก็อภิปรายให้อยู่ในหลักการ เหตุผล แล้วก็ไม่นอกประเด็นครับ เพราะว่าครั้งนี้ผมได้ยื่นมานานแล้วครับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่ได้อภิปราย เพราะว่าผมได้ยื่นมาตรา ๒๙๑/๓ จนถึง มาตรา ๒๙๑/๑๗ แล้วก็มาตรา ๒๙๑/๑๘ ต่อเนื่องกันไปครับ ท่านครับ หลักการท่านได้เขียนชัดเจนนะครับว่าเพื่อที่จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ โดยผ่าน สสร. เหตุผลที่ท่านได้เขียนเอาไว้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้ดี ยิ่งขึ้นนะครับ นี่คือหลักการและเหตุผลที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ในวาระที่หนึ่ง ผมได้แสดง ความคิดเห็นแล้วก็ได้ยืนยันในหลักการว่าผมไม่เห็นด้วยในหลักการและวันนี้ก็ไม่ได้เห็นด้วย ในหลักการครับ แต่ในเมื่อมันผ่านวาระที่หนึ่งมาเป็นวาระที่สองก็ต้องอภิปรายต่อเนื่องกันไป ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา มาตรา ๒๙๑/๓ ที่ได้เขียนเอาไว้ครับ เพราะว่าทุกคนอ้างตลอดครับ ว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ที่พรรคฝ่ายรัฐบาลส่วนใหญ่บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ ปลายกระบอกปืน เป็นรัฐธรรมนูญฉบับผลไม้เป็นพิษ ซึ่งผิดกับของผมนะครับ ผมมองว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ และฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้น ไม่รู้หรอกครับว่าอันไหน มันเป็นพิษ ไม่เป็นพิษ ส่วนที่เป็นพิษ ผมคิดว่าในร่างกายของคนอาจจะมีพิษมันก็เลยมีสารตกค้างและที่จะ ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่นี้ ท่านจะตัดต้นไม้พิษทิ้งแล้วจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยที่จะ เริ่มจากราก ลำต้น ใบ ดอก ผล ท้ายที่สุดครับ วันนี้เราจึงมาอภิปรายร่วมกัน วันนี้มาตรา ๒๙๑/๓ มีหลายเหตุผลนะครับ ซึ่งผมได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้

ประการแรก มาตรา ๒๙๑/๓ ข้อสมัคร ข้อห้ามของ สสร. มันก็สอดคล้องกัน กับมาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ มาตรา ๒๙๑/๑ บอกว่าที่มาของ สสร. มาตรา ๒๙๑/๒ คุณสมบัติ มาตรา ๒๙๑/๓ ข้อห้าม ท้ายที่สุดข้อห้ามของ สสร. ผมได้ยื่น สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ทั้งหมดนะครับว่าร่างเดิมของรัฐบาลได้ตัดมาตรา ๕ มาตรา ๘ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ ทิ้ง แต่ผมได้เพิ่มขึ้นมาใหม่คือมาตรา ๕ ซึ่งก็สอดคล้องกับทาง คณะกรรมาธิการ ผมก็ต้องขอขอบคุณทางกรรมาธิการครับ เห็นด้วยในจุดนี้ เพียงแต่ว่าผมมี คำถามที่จะต้องทวงถามไปถึงคณะรัฐบาลว่าเหตุผลแรก ทำไมท่านถึงตัดมาตรา (๕) ทิ้งลงไป และมีส่วนเหตุผลเพิ่มเติมครับ ที่จะต้องขอซักถามคือในส่วนของมาตรา ๑๐๒ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ที่ท่านอ้างสิทธิว่า (๑๐) เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและ สมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกินสองปี ตรงนี้เป็นเหตุผลครับว่าถ้าสิ้นสมาชิกภาพไม่เกินสองปี ไม่มีสิทธิลงสมัคร ส.ส. แต่ท่านมาเขียนต่อท้ายในร่างของท่านว่าตัด ไม่เกินสองปี ออก เพราะฉะนั้นโดยหลักการตรงนี้ผมยังติดใจครับว่าถ้าเกิดอดีตสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นพวกท่าน ก็ยังสามารถมีเครือข่ายลงสมัครรับเลือกตั้ง สสร. ที่จะเกิดขึ้นมานี้ได้นะครับ ซึ่งเมื่อเช้า ท่าน ส.ว. ท่านหนึ่งก็ได้อภิปรายไปแล้วว่ามีอดีต ส.ว. เริ่มหาเสียงกันแล้ว ตรงนี้ครับจึงเป็นสิ่งที่ ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะมีเครือข่าย ที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองมาลงสมัครรับเลือกตั้ง สสร. ครับ ฝากท่านประธานอย่างนี้ครับว่า สสร. จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ มีผลโยงใยกับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ขอให้เป็นกฎหมายของพี่น้อง ประชาชนคนไทยทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ กรุงเทพมหานคร รวมทั้งภาคอีสานครับ บูรณาการร่วมกัน ตัวแทนแต่ละจังหวัด นักวิชาการทุกภาคส่วนร่วมกันครับ เพราะฉะนั้นผมก็ ขอเสนอยื่นสงวนคำแปรญัตติเห็นด้วยกับกรรมาธิการครับ แต่ก็ต้องเห็นชอบกับคำสงวนคำแปรญัตติ ของผมที่จะเพิ่ม (๕) แล้วก็ต่อท้ายด้วยร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ นะครับ เพราะผมยังยืนยันหลักการเดิมคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขเพิ่มเติม อย่างไรก็ต้องเป็น ปี ๒๕๕๐ ไม่อยากให้เป็นฉบับใหม่ พ.ศ. ใหม่ ในหลักการเบื้องต้นนะครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากนะครับ คืออย่างนี้นะครับ ผมอยากจะขอความกรุณาที่ประชุม เนื่องจากว่าเรามีผู้สงวนความเห็น แล้วก็สงวนคำแปรญัตติจำนวนมาก ก็อยากจะขอความร่วมมือทุกท่านเลยครับ ได้โปรด ปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ที่ว่าให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความ ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือที่มีการสงวนคำแปรญัตติ หรือที่มีการสงวนความเห็นไว้นะครับ ที่ผ่านมาผมคิดว่าผมก็ได้พยายามที่จะเปิดโอกาสให้พวกเราได้แสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึงกัน แต่ว่าเพื่อที่จะให้พวกเราทุกคนได้มีโอกาสได้อภิปราย ได้แสดงความเห็นไว้ ก็อยากจะขอ ความร่วมมือจากพวกเราทุกคนกรุณาปฏิบัติ ตามข้อ ๙๙ อย่างเคร่งครัดด้วยนะครับ ตอนนี้ขอเชิญท่านชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว ครับ

นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มีท่านสมาชิก หลายท่านได้อภิปราย ล้วนแล้วแต่มีเหตุมีผลที่จะบอกไปทางท่านประธานผ่านไปยังประธาน คณะกรรมาธิการว่าอย่างน้อยประเด็นที่ทางเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปตั้งแต่วันที่ ๑ วันที่ ๒ วันที่ ๓ วันที่ ๔ และนี่วันที่ ๕ มีสาระแล้วก็มีเหตุผล ถึงแม้ในสภาแห่งนี้จะเป็นเสียงข้างน้อยครับ ท่านประธานครับ แต่นอกสภาผมเชื่อเหลือเกินว่าเรายังมีพี่น้องประชาชน ๖๐ กว่าล้านคน กำลังมองเราอยู่ และเชื่อเหลือเกินว่าคงจะมากกว่านี้ คงจะเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นด้วยกับ เสียงส่วนน้อยในสภาครับ ท่านประธานครับ ถ้าเรามาไตร่ตรอง มาครุ่นคิดในเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ผมมีความคิดเห็นนะครับ แล้วก็เป็นที่น่าสังเกตว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มันมีนัยอย่างไร มันมีที่มาที่ไปอย่างไร มันเป็นกระบวนการอย่างไร คณะรัฐบาลได้นำเสนอมา รับลูกด้วยสภา คณะกรรมาธิการนำกลับไปศึกษา นำกลับไปแก้ไข ล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการครับ ถ้าเราลองย้อนไปสักนิดหนึ่งในช่วงหาเสียง ทุกคนพูดชัด หลายคนพูดชัด พรรครัฐบาล ออกมายอมรับในสภานะครับว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และแล้วก็เป็นกระบวนการที่แท้จริงนะครับ ทำให้สภาวะทางการเมือง ทำให้แนวทางทางการเมืองหรือแนวทางการบริหารประเทศกรุ่น ขึ้นมาครับ ร้อนขึ้นมาครับ แบ่งขั้วขึ้นมาทันที ฝ่ายหนึ่งคิดจะแก้ ฝ่ายหนึ่งบอกว่าไม่ต้องแก้ ถ้าเราคิดไม่แก้ครับ ปัญหาคงไม่เกิด ถ้าไม่มีใครคิดจะแก้รัฐธรรมนูญ ผมเชื่อเหลือเกินว่าวันนี้ ปัญหาเหล่านี้คงไม่มี และผมเชื่อเหลือเกินว่าปัญหาต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชนจะได้รับ การแก้ไขถ้าหากเราไม่มัวแต่มาแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ

ผมเองได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๓ ครับ ซึ่งก็เป็นเหตุผลเหตุผลหนึ่ง ที่ผมเองต้องแปรญัตติไว้ สืบเนื่องว่าการที่ได้มาซึ่ง สสร. ไม่ว่าจะกี่คนก็ตามครับ ผมเองตั้งใจ บอกว่า สสร. ต้องให้มากที่สุดถ้าได้มาครับ อย่างน้อยถ้ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๒๐๐,๐๐๐ คน ได้ สสร. ๑ คนครับ เราจะได้ สสร. ที่หลากหลายและมีคุณภาพ เราจะได้ สสร. ไม่ว่าจะเป็น ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ หรือภาคอะไรก็แล้วแต่ครับ เราจะได้คนที่ มีความรู้มากขึ้นมาพิจารณาในเรื่องของ สสร. นะครับ ดังนั้นในเมื่อทางคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากบอกว่าต้อง ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ๙๙ คนครับ ก็เป็นไปดังที่ท่านคิดครับ ถึงแม้ จะฝืนความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ถึงแม้จะฝืนความรู้สึกของคนที่ไม่เห็นด้วย แต่เมื่อเสียง ในสภามากก็ต้องว่ากันตามเสียงในสภาครับ แต่สุดท้ายผมเชื่อเหลือเกินว่าสิ่งที่ได้ลงมติ ไปในมาตรา ๒๙๑/๑ มันจะเป็นชนักติดตัวกับหลาย ๆ คน อย่างน้อยผมเชื่อเหลือเกินว่า คนที่ลงมติไปเมื่อคืนต้องกลับไปครุ่นคิดแน่นอน จะด้วยเหตุผลว่าลงด้วยสิทธิเสรีภาพหรือ ลงด้วยถูกใครชักชวนให้ลงก็ตาม ต้องกลับไปครุ่นคิดอย่างแน่นอนครับ ดังนั้นที่ผมแปรญัตติ ไว้ในประเด็นนี้ ในเรื่องของคุณสมบัติ บุคคลที่มีลักษณะดังต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๓ (๑) ครับ ท่านประธานครับ ผมเองก็มีความคิดเห็นขัดแย้งนะครับ มีความคิดเห็นไม่ตรงกับ ทางคณะกรรมาธิการที่ไปยกร่างรัฐธรรมนูญมานะครับ โดยเฉพาะประเด็นที่สำคัญประเด็นหนึ่ง ถึงแม้ท่านจะนำกลับมาแล้วก็ตาม นั่นก็คือ (๕) นะครับ ขออนุญาตสักนิดนะครับ มันทำให้ ผมครุ่นคิดว่านั่นละเป็นกระบวนการที่แท้จริง กระบวนการคิดมาจากใครผมไม่ทราบ แต่คิดว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการคงจะทราบ และกระผมคิดว่าคณะผู้นำรัฐบาลหรือรัฐบาลเอง คณะรัฐมนตรีเองน่าจะทราบ ท่านประธานครับผมเสียดายจริง ๆ ทางคณะกรรมาธิการเพิ่งมาคิดได้ว่านี่คือหัวใจหลัก (๕) แต่เอาเถอะ เมื่อท่านได้อุตส่าห์บอกว่าท่านรับตรงนี้ไปก็ถือว่ามีสิ่งที่พวกเราเห็นพ้องต้องกัน ด้วยส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่ผมแปรญัตติไปเพิ่มเติมนะครับ นั่นก็คือในเรื่องของมาตรา ๑๐๒ (๑๐) ครับ ถ้าถามว่าทำไมผมถึงเพิ่มเข้าไปนะครับ โดยที่ท่านตัดออกไปนะครับ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ (๑๐) เขียนไว้ชัดนะครับว่าบุคคลที่ต้องห้ามเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็น สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงแล้วยังไม่เกินสองปี ผมเป็นห่วงครับ ผมเชื่อ เหลือเกินว่าทุกคนเป็นห่วงเรื่องนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าหลายคนยังมีความเป็นห่วงว่าเมื่อท่าน ไม่ใส่ลงไปตรงนี้ครับ โดยเฉพาะ (๑๐) ก็น่าจะมีนัยที่จะสนับสนุนหรือให้โอกาสใครบางคน ให้โอกาสพรรคพวกของตัวเองหรือไม่ ชัดเจนครับว่า (๑๐) เขียนไว้เลยครับว่าอย่างที่ผมได้ พูดไปแล้ว เมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดลงแล้วยังไม่เกินสองปีนะครับ มันใกล้เคียงกับอะไร บางอย่างที่เราได้เห็นไปก่อนหน้านี้ว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มีสมาชิกภาพสิ้นสุดลงไปเป็นพวกของ ใครหรือไม่ เป็นพวกของท่านหรือไม่ อันนี้ท่านต้องตอบคำถามนะครับ ท่านต้องชี้แจง เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าท่านมีเจตนาที่แท้จริงคืออะไร ผมเองจำเป็นต้องใส่ ไปครับ นั่นคือความคิดเห็นที่แตกต่าง ผมเองพยายามที่จะไม่ให้สิ่งเหล่านี้เป็นชนักติดตัว สิ่งเหล่านี้ติดกับคณะกรรมาธิการ นั่นหมายความว่าเราต้องไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาที่สิ้นสุด สมาชิกภาพไม่เกินสองปีได้เข้ามามีโอกาสตรงนี้ เนื่องจากเขาเองอยู่ในฝ่ายการเมือง ทำกิจวัตร ทำภารกิจทางการเมือง ใกล้ชิดกับนักการเมืองและผมเชื่อว่าต้องใกล้ชิดกับ พวกท่านอย่างแน่นอนครับ นั่นจึงเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ

สำหรับในเรื่องของประเด็นอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการล้มละลายที่ท่าน เขียนไว้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ก็น่าเสียดายครับ ถ้าเราได้ติดตามข่าวนะครับ เมื่อสักครู่ ที่ผ่านมา ท่าน ส.ส. เจือ ราชสีห์ ซึ่งเป็น ส.ส. จังหวัดสงขลา ได้บอกกับที่ประชุมแห่งนี้ว่า ปัญหาของพี่น้องโดยเฉพาะเกษตรกรไม่ว่าจะเป็นผู้ทำนา ทำไร่ หรือเลี้ยงกุ้ง ที่จังหวัดสงขลา ขณะนี้กุ้งราคาตกเป็นอย่างยิ่งครับ ผมเชื่อครับ ถ้าหากไม่ได้รับการแก้ไขก็คงมีโอกาส ล้มละลายครับ เขามีโอกาสล้มละลายครับ แล้วเขาก็ไม่มีโอกาสที่จะมาลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมเป็นห่วงครับ ถามว่าทำไมผมจึงพูดเรื่องนี้ เพื่อผมต้องการ ย้ำให้เห็นว่าความจำเป็นตรงนี้ล่ะครับ ความจำเป็นตรงนี้ล่ะครับ เป็นความจำเป็นที่ต้องแก้ไข ทั้ง ๆ ที่เกษตรกรเหล่านั้นยื่นหนังสือให้กับนายกรัฐมนตรี ๑ เดือนที่แล้ว ยื่นหนังสือให้กับ คณะรัฐมนตรี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่กลับมาสนใจเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ มันสวนทาง สวนกระแสกับความรู้สึกของพี่น้องประชาชนโดยสิ้นเชิงครับ ท่านประธานครับ ผมเองก็ได้แปรญัตติเพิ่มไปอีก อีกวงเล็บนะครับ โดยเฉพาะ (๔) นะครับ (๔) ผมเพิ่มไปว่า เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิกหรือเคยดำรงตำแหน่ง และพ้นจากการเป็นสมาชิกหรือการดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกินสามปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือวันที่ได้รับการเลือกโดยที่ประชุมของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ท่านประธานครับ ทำไมผมได้ระบุตรงนี้ไว้ครับ เหตุผลมันชัดนะครับ เหตุผลมันอยู่ใกล้ตัว โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการที่ไปร่างรัฐธรรมนูญตรงนี้ครับ ผมถามว่า คนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง คนที่อยู่กับนักการเมืองหรือคนที่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง เราเพิ่งเลือกตั้งมาใหม่ ได้ไม่ถึงปี ผมถามว่าคนเหล่านั้นที่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาเขาก็ย่อมมีโอกาสถ้าเรา ไม่ได้หวงห้ามไว้เขาก็มีสายสัมพันธ์กับใครครับ ก็สายสัมพันธ์กับนักการเมือง เพราะ สสร. เราต้องการได้บุคคลที่ปลอดจากคนที่ครอบงำเขา ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาถูกครอบงำ โดยคนใดคนหนึ่ง และจะไม่เป็นรัฐธรรมนูญที่สวยงามครับ รัฐธรรมนูญที่สวยงาม ต้องได้ มาจากความบริสุทธิ์ยุติธรรม ต้องได้มาจากความสมบูรณ์แบบในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง สิ่งที่สวยงามเหล่านี้ไม่มีใครไปบังคับเขา ไม่มีใครไปขู่เข็ญเขา ไม่มีใครไปชักจูงเขา ไม่มีใครไป ตั้งธงให้เขาว่า สสร. รัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขต้องเป็นแบบนี้ครับ ๑ ๒ ๓ ๔ เราต้องเอาคนแบบนี้ครับ ถ้าหากว่ายังมีเยื่อใยกับนักการเมืองยังมีผูกพันกับนักการเมืองผมเชื่อเหลือเกินว่ารัฐธรรมนูญ ที่ออกมาคงไม่สวยงามอย่างแน่นอน เพราะผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนที่เฝ้ามองดูในวันนี้ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศเลยในวันนี้เขากำลังจับตาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ และเขาเชื่อว่า รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่พวกเราทุกคนต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามครับ ไม่ว่าจะเป็นตัวนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือประธานคณะกรรมาธิการ หรือแม้แต่ พวกกระผมที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกรัฐสภาต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย เดียวกัน ดังนั้นผมเองที่สงวนคำแปรญัตติไว้ก็เพื่อที่จะย้ำเตือน เพื่อที่จะบอกกับท่านประธาน ผ่านไปยังประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือแม้กระทั่งรัฐบาลเองว่า อย่าครับ อย่ามองข้ามเสียงของพี่น้องประชาชนเล็ก ๆ อย่ามองข้ามเสียงของประชาชน ถึงแม้จะเป็นภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม หรือภาคไหนก็ตามต้องรับฟังเขาเสียงเด็กเล็ก ๆ ต้องฟังเขา เสียงนักเรียนต้องฟังเขา ดังนั้นผมเองจึงอยากจะย้ำอีกครั้งว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ผมไม่เห็นด้วยครับ ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเหมือนวาระแรกที่ผมบอกว่า ไม่อยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือต้องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในยามที่ข้าวยากหมากแพงก่อนครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านคำนูณ สิทธิสมาน แล้วก็ต่อด้วยท่านสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ นะครับ เชิญท่านคำนูณครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผู้สงวนคำแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๓ ในมาตรา ๒๙๑/๓ นั้น วรรคแรกกระผมไม่ติดใจนะครับ เพราะว่าก็ได้แพ้มติในเรื่องการมีสมาชิกวุฒิสภาประเภทเดียวไปแล้ว ใน (๑) ก็ไม่ติดใจ เพราะว่าทางคณะกรรมาธิการได้แก้ไขแล้วนะครับ ก็คือเรื่องมาตรา ๒ (๕) ที่ใช้เวลากันไป ยาวนาน คงเหลือที่ผมเสนอเพิ่มข้อห้ามสำหรับบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ อยู่ ๒ วงเล็บนะครับ

(๔) เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(๕) เป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือเคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกิน สามปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง

ท่านประธานครับ การแปรญัตติของกระผมแล้วก็ของเพื่อนสมาชิกอีกหลายคน หลายกลุ่มในมาตรานี้อาจจะมีเหมือนกันบ้าง ใกล้เคียงกันบ้าง หรือแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย กระผมคิดว่าถ้าเผื่อทางคณะกรรมาธิการจะทบทวนแล้วก็ในมาตรานี้ท่านได้แก้ไขมาแล้ว ใน (๑) นะครับ ถ้าเผื่อจะแก้ไขโอนอ่อนผ่อนตามสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติเอาไว้อีกสัก ๒-๓ ประเด็น กระผมว่าก็จะเป็นประโยชน์นะครับ เพราะว่าสิ่งที่กระผมแปรญัตติและ สงวนคำแปรญัตติไว้นี่นะครับ ทั้งหมดก็เพื่อที่จะให้การเขียนร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในครั้งนี้ เป็นไปดังที่ผู้เสนอร่างนี่ป่าวประกาศมาโดยตลอด ท่านกล่าวไว้อย่างไรครับว่าการเขียน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ไม่ว่ากระผมจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็ตามแต่นี่ ที่ใช้รูปแบบให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาแยกต่างหากจากรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งที่จริง รัฐสภาแห่งนี้ก็มีอำนาจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ตามมาตรา ๒๙๑ อยู่แล้ว ท่านบอกว่าเพื่อให้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ท่านบอกว่า ไม่ต้องการให้รัฐสภาแห่งนี้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่อย่างสิ้นเชิง ท่านบอกว่า ต้องการให้รัฐธรรมนูญใหม่นั้นไม่เกี่ยวพันกับพรรคการเมือง ไม่เกี่ยวพันกับฝ่ายการเมือง อย่างสิ้นเชิง อันนี้เป็นคำที่พูดจากันมาโดยตลอดนะครับ และอันที่จริงหลักการของการมี สภาร่างรัฐธรรมนูญในยุคของเรานี่นะครับ ก็เกิดขึ้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ให้กำเนิด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หลักการในขณะนั้นถ้าเราจะทบทวนดูไปแล้ว ก็คือหลักการที่เป็น แนวคิดขึ้นมาว่าผู้เล่นเกมไม่ควรจะเป็นผู้เขียนกติกา กล่าวคือนักการเมืองไม่ควรจะก้าว เข้าไปเขียนกติกาทางการเมืองที่จะมาใช้บังคับแก่ตน เพราะว่าตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เป็นต้นมา จนก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น คำว่า รัฐธรรมนูญ นอกจากจะมีความหมาย เป็นกฎหมายสูงสุดแล้ว ความหมายอีกความหมายหนึ่งที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น ก็คือ เป็นกรอบกติกาหลักของประเทศ และเป็นมาตรการทางกฎหมายในการจำกัดและถ่วงดุล การใช้อำนาจรัฐของผู้ใช้อำนาจรัฐในนามของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ การเขียนกรอบกติกาของประเทศใหม่ ด้านหนึ่งนอกจากการวางโครงสร้างการใช้อำนาจรัฐ เบื้องบนแล้ว อีกทางหนึ่งก็คือการเขียนกลไกที่จะมีผลเป็นการจำกัด เป็นการถ่วงดุลการใช้ อำนาจรัฐของผู้ที่เข้าไปใช้อำนาจรัฐที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อันนี้ก็เป็นหลักการ เป็นที่ยอมรับกัน มีคำกล่าวตลอดมานะครับว่าถ้าเผื่อให้นักการเมืองเข้าไปเขียนกติกาเอง แล้วก็คงไม่มีนักการเมืองที่ไหนหรอกที่จะไปเขียนกติกาที่จะจำกัดอำนาจตัวเอง ที่จะไปเขียนกติกาที่จะถ่วงดุลอำนาจตัวเองมากเกินไป อันนี้ก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ครับ ไม่ใช่ความไม่ดี ไม่งามของนักการเมืองแต่เพียงประการเดียว เพราะฉะนั้นโดยหลักการอันนี้ ที่ทางคณะรัฐมนตรีก็ดี ทางผู้เสนอร่างต่าง ๆ เข้ามาในรัฐสภาแห่งนี้ก็ดีนี่ ต้องการให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือท่านกำลังจะบอกว่าเราต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความมั่นคง มีความสมบูรณ์ ไม่ใช่การเขียนรัฐธรรมนูญโดยผู้ที่ยึดอำนาจ ไม่ใช่การเขียน รัฐธรรมนูญโดยนักการเมืองที่อยู่ภายในระบบ เพราะฉะนั้นความพยายามของกระผมแล้วก็เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่มที่แปรญัตติ ในหลายมาตรานะครับ ก็เพื่อให้หลักการอันนี้เป็นจริง ไม่ใช่เป็นหลักการที่เพียงประกาศ แต่ว่าโดยเนื้อหาแล้วไม่เป็นจริง การเพิ่ม (๔) (๕) เข้าไป ก็เป็นเพียงความพยายามอีกความ พยายามหนึ่ง เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งนั้น มีความห่าง มีความเกี่ยวพัน เกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่อยู่ในระบบ กับ ส.ส. กับ ส.ว. กับ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับผู้บริหารพรรคการเมืองให้มากที่สุด เป็นความพยายาม ที่อาจจะกล่าวได้ว่าเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะว่าต่อให้มี (๔) (๕) มันก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะ ตัดขาดกันได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ว่าอย่างน้อย ถ้าเราจะซื่อสัตย์ต่อหลักการที่ต้องการ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น มีความเป็นอิสระ มีความเป็นกลาง แล้วก็มีความเป็นตัวแทนของ ประชาชนอย่างแท้จริงที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจทางการเมืองที่อยู่ในระบบการเมือง ปัจจุบันแล้วนี่นะครับ การระบุตัวอย่าง อย่างเช่น (๔) (๕) เข้าไว้นี่นะครับ กระผมว่าอย่างน้อย มันก็เป็นการส่งสัญญาณที่มีความแรงชัดพอสมควร ท่านประธานครับ อันที่จริงการเสนออันนี้ ก็ไม่ได้มุ่งจำกัดแต่นักการเมืองของพรรครัฐบาลก็รวมพรรคฝ่ายค้านด้วยครับ อันที่จริงระบบ การเลือกตั้ง ระบบการเมืองในประเทศไทยเราปัจจุบัน ถ้าเรายอมรับความเป็นจริงกันนะครับ ผู้ที่เป็น ส.ส. ผู้ที่เป็น ส.ว. ผู้ที่ดำรงตำแหน่งบริหารในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละ จังหวัด แต่ละท้องถิ่นต่าง ๆ ในหลาย ๆ จังหวัดนี่นะครับ ก็ล้วนมีความเกี่ยวพัน ผูกพัน เกี่ยวข้องเป็นเครือญาติกัน กระทั่งเป็นลูก กระทั่งเป็นหลาน กระทั่งเป็นภรรยา กระทั่ง เป็นสามี ด้วยความเคารพครับ ในสภาแห่งนี้ผมนั่งมา ๓-๔ วัน ๕ วันเข้าแล้วนี่นะครับ เวลาเอ่ยชื่อผมก็นั่งจด ๆ ดูนะครับ เราก็มีสมาชิกที่นามสกุลเดียวกันอยู่หลายคู่ ผมว่า เกิน ๑๐ ครับ ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ว่าการอยู่ในสภาเดียวกันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ถ้าเผื่อเรามีหลักการว่าต้องการให้คนเข้ามาเขียนกติกาเป็นคนที่ไม่ใช่คนกลุ่มเรา เพราะว่า การเขียนกติกาใหม่นั้น มันอาจจะมีกลไก กรอบกติกาใหม่บางประการที่อาจจะมาจำกัดสิทธิ ของเรา มาถ่วงดุลการใช้อำนาจของเรานั้น เราก็ควรจะระบุให้ชัดเจนไป ให้มากที่สุดครับว่า เป็นคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกัน เพราะฉะนั้นกระผมคิดว่าการเพิ่มหลักการดังที่กระผม แปรญัตติเอาไว้และสงวนไว้ หรือของเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านที่สงวนคำแปรญัตติไว้ ถ้าคณะกรรมาธิการจะได้กรุณาพิจารณาแล้วก็รับ แล้วก็แก้ไขให้ กระผมไม่เชื่อว่าจะก่อให้เกิด ความเสียหายแก่โครงสร้างของรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑ นี้มากมาย แต่ประการใดเลยครับ ในมาตราอื่น ๆ ที่ผ่านมา เอาล่ะครับ พอเข้าใจได้ว่าถ้าแก้ไขตามที่ เพื่อนสมาชิกสงวนคำแปรญัตติไว้ มันจะกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ อาจจะไปกระทบเรื่องอื่น อีกมากมาย แต่ว่าเฉพาะเรื่องนี้นี่นะครับกระผมเห็นว่าไม่อยากจะใช้คำว่า ขอท่านคณะกรรมาธิการ เพราะค่อนข้างเชื่อว่าขอแล้วก็คงไม่ได้นะครับ แล้วก็คิดว่าจะไป ขออย่างจริงจังในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในบางประเด็น แต่ท่านประธานครับ การที่เราอดตาหลับขับตานอนกันมาจนสภาพไม่ค่อยจะเป็นผู้เป็นคน สักเท่าไรนักนี่นะครับ ถ้าเผื่อว่าเราจะทำให้บรรยากาศมันเป็นไปด้วยดีนะครับ นอกจาก จะขอความร่วมมือจากเพื่อนสมาชิกแล้ว กระผมคิดว่าบางสิ่งบางอย่างที่ทาง คณะกรรมาธิการจะกรุณาทบทวนแล้วก็ยอมรับตามสิ่งที่สมาชิกผู้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้บ้าง โดยที่ไม่กระทบโครงสร้างหรือหลักการใหญ่ของร่างทั้งฉบับของท่าน กระผมคิดว่าน่าจะทำได้ ครับ เฉพาะมาตรา ๒๙๑/๓ มันก็เป็นประเด็นคุณสมบัติและข้อห้ามที่ทุกคนอยากจะ พยายามแปรญัตติเพื่อให้ สสร. ใหม่มันมีความเกี่ยวข้อง เกี่ยวพันกับ ส.ส. ส.ว. ที่อยู่ ในรัฐสภานี้ให้มากที่สุด ให้ชัดเจนที่สุด เพราะถ้ายังคงเกี่ยวกันอยู่แล้วมันก็ไม่มีประโยชน์ อะไรครับ ที่จะไปตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ สู้ ๓๐๐ กว่าเสียงในรัฐสภาแห่งนี้เสนอแก้ไขเข้ามา ตามกลไกปกติก็แก้เกือบทั้งฉบับได้ เว้นแต่เพียงหมวด ๑ หมวด ๒ เท่านั้นนี่นะครับ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญให้มีประเด็นเป็นที่ถกเถียงกัน เพราะฉะนั้น กระผมเห็นว่าประเด็นที่พูดวันนี้ก็อยากให้ทางคณะกรรมาธิการทบทวนแล้วก็พิจารณา อีกสักครั้งหนึ่งไม่ว่าท่านจะให้หรือไม่ให้แต่ประการใดก็ตามแต่ ก็ถือว่าเราก็ได้พยายาม อย่างถึงที่สุด แล้วก็ขอให้บันทึกไว้ในบันทึกการประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ครับ

นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา เพชรบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอแปรญัตติ แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๙๑/๓ โดยกล่าวคือ ว่าดิฉันไม่ได้แก้ไขอะไร ใน (๑) (๒) (๓) เช่นเดียวกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ดิฉันเพิ่มเติมแล้วก็อยากที่จะให้คณะกรรมาธิการเห็นด้วยกับดิฉันอย่างที่เพื่อนสมาชิก ท่านคำนูณ ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้กล่าวไปแล้วว่าคงจะยากที่ท่านจะให้ เพราะว่าเพื่อนสมาชิก ที่ผ่าน ๆ มาที่ได้อภิปรายก็บอกแล้วว่าพูดไปอภิปรายไปก็เหมือนกับอภิปรายกับท่อนไม้ ซึ่งท่านก็บอกว่าของท่านดีที่สุดแล้ว แต่ดิฉันก็ยังจะขอความกรุณาด้วยเหตุที่ว่าเพื่อความ งดงามของคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็น สสร. ในการที่จะเป็นผู้มีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ใคร ๆ ก็รู้นั้น ดิฉันจึงขอเพิ่ม ๒ ข้อ หรือ ๒ วงเล็บ เป็น (๔) และ (๕) (๔) ก็คือว่า เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พูดง่าย ๆ ภาษาชาวบ้านคือว่าบุคคลที่เป็น พ่อ แม่ ลูก ผัว เมีย พูดง่าย ๆ ภาษาชาวบ้าน บุคคลที่เป็นพ่อ แม่ ลูก ผัว เมีย ของคนที่เป็น ส.ส. หรือ ส.ว. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ควรที่จะให้มาเป็นสมาชิก สสร. ดิฉันเห็นว่า เรื่องนี้ควรจะใส่เป็นคุณสมบัติอีกข้อหนึ่งที่ทางคณะกรรมาธิการไม่ได้พูดถึงเลย มันเป็นเรื่อง ของความงดงามนะ เพราะฉะนั้นดิฉันชอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ตรงนี้ละ เพราะว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นไม่ได้พูดถึงในเรื่องนี้เลย คนที่เป็นภาษาชาวบ้านที่เรียกว่า พ่อ แม่ ลูก ผัว เมีย ของคนที่เป็น ส.ส. สามารถที่จะเป็น ส.ว. ได้ มันจึงทำให้ ส.ว. สมัยปี ๒๕๔๓ เกิดคำว่า สภาผัวเมีย เป็นเรื่องที่สังคมรู้ว่า ๒ สภานี้ มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยน หรือทับซ้อน หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งไม่งดงามเลยในการเป็น นิติบัญญัติ ฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงได้กำหนดว่า พ่อ แม่ ลูก ผัว เมีย ของ ส.ส. นั้น ไม่สามารถสมัครเป็น ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาได้ อันนี้ละดิฉันถือว่าเป็นสิ่งที่งดงามมาก มันจะทำให้ข้อครหาถึงความเป็นสายโลหิต สายสัมพันธ์ สายเลือดอะไรทั้งหลายทั้งปวง ที่มีความผูกพันกันมันหายไป จริง ๆ แล้วดิฉันเคยคิดว่าควรจะห้ามยิ่งกว่านั้นอีก พี่น้องก็ไม่ให้ด้วย ตอนที่มาสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. คิดเลย พ่อ แม่ ลูก ผัว เมีย ดีมาก ควรจะเพิ่มพี่น้องด้วยซ้ำไป คนก็บอกว่าดิฉันลิดรอนสิทธิมนุษยชนมากเกินไป เอาแต่สายตรง คือ พ่อ แม่ ลูก ผัว เมีย ก็พอแล้ว อะไรในทำนองอย่างนั้น ซึ่งก็โอเค เพราะฉะนั้นในการที่ จะเพิ่มคุณสมบัติของคนที่จะเป็น สสร. นั้น ควรจะใส่ใน (๔) เพื่อเป็นการแสดงถึงความโปร่งใส ของคนที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างมากที่จะระบุข้อนี้ลงไปด้วย ทำไมท่านจึงไม่ระบุเรื่องนี้ลงไป เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำคัญยิ่งเลยในเรื่องของความเกี่ยวดองทางสายโลหิตที่มี ความสำคัญ เพราะใกล้ชิดเป็นสายตรง กับอีกข้อ ๑ นั้นที่ดิฉันเพิ่มเติมเป็น (๕) เป็นผู้ดำรง ตำแหน่งในพรรคการเมือง หรือเคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการดำรงตำแหน่งใน พรรคการเมืองมายังไม่เกินสามปี นับตั้งแต่วันสมัครรับเลือกตั้ง นั่นก็หมายถึงว่าต้องพ้น คนที่ จะมาสมัครเป็น สสร. ได้นั้นต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง หรือมีตำแหน่ง ในพรรคการเมืองพ้นมาแล้ว ๓ ปี ซึ่งตรงนี้ดิฉันก็เห็นว่าบุคคลเหล่านั้นก็ห่างหายมาจาก พรรคการเมือง หรือผูกพันกับพรรคการเมืองพอสมควรแล้วโดยเวลา ๓ ปี ซึ่งจริง ๆ แล้ว อยากให้ ๕ ปีด้วยซ้ำ แต่ว่า ๕ ปีอาจจะมากเกินไปนิดหนึ่ง ดิฉันก็ใช้ทางสายกลางว่าพ้นไปสัก ๓ ปี ความผูกพันในการเป็นพรรคการเมือง ในการมีตำแหน่งในพรรคการเมืองนั้น ๆ ก็จะ เหือดหายไปบ้าง ความสนิทสนมก็จะน้อยไปบ้าง เพราะฉะนั้นก็น่าจะมีคุณสมบัติในการที่จะ สมัครเป็น สสร. ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นอีกข้อหนึ่งที่ดิฉันอยากจะบอกว่าคณะกรรมาธิการ ยกร่างควรจะคำนึงถึงว่า ๒ ข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะจะทำให้ สสร. จำนวน ๙๙ คน ก็แล้วแต่ที่ท่านชนะการลงมติไปแล้วนั้นมีความงดงามมากยิ่งขึ้น ๒ ข้อที่ลงไปนี้ดิฉันเห็นว่า ไม่เหนือบ่ากว่าแรงที่ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างจะให้ได้ ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอเชิญท่านสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ครับ

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพูดถึงร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จแล้ว วันนี้เองผม ได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา ๒๙๑/๓ ตามในมาตรา ๔ ซึ่งวันนี้ผมเองก็ขอพูดในส่วนวาระที่สอง ขอพูดในเนื้อหาเท่านั้น วันนี้เราพูดมาวันที่ ๕ แล้วคิดว่าอย่างที่ทางท่านประธานบอกว่า จะพูดถึงวันเสาร์ วันอาทิตย์นี้ ผมก็ว่าคงเป็นไปไม่ได้ หรือแม้กระทั่งท่านจะลงมติในวาระที่สาม วันที่ ๘ ก็คงเป็นไปไม่ได้อีกเช่นเดียวกัน ก็เนื่องจากวันนี้เองในรายงานของคณะกรรมาธิการ มีทั้งหมด ๓๔๙ หน้า วันนี้เองผมลำดับหน้า ๙๐ มาคิดว่า ๕ วันมาที่ ๙๐ หน้า แล้วไม่รู้ จะเสร็จเมื่อไร ก็เรียนท่านประธานเป็นข้อสังเกตในการอภิปราย ซึ่งผมเองนั้นก็จะพูดในส่วน ที่แปรญัตติเท่านั้น ในมาตรา ๒๙๑/๓ ซึ่งผมขอแปรญัตติเพิ่มอยู่ ๒ อย่างคือใน (๔) และ (๕) ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้ว ก่อนอื่นที่เข้าในรายละเอียดใน (๔) (๕) ซึ่งก็มีอย่างที่เพื่อน สมาชิกหลายท่านได้พูดไปนะครับ ท่านประธานครับ ก่อนหน้านี้ในมาตรา ๒๙๑/๑ พูดถึง จำนวนสมาชิกก็เป็นที่ทราบกันแล้วว่าจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ จังหวัดบวกคัดเลือกจากสมาชิก รัฐสภา ๒๒ คน อันนั้นไม่ติดใจผ่านไปแล้วถือว่าที่ประชุมแห่งนี้ได้พิจารณาไปแล้ว แต่ที่ผ่านมา เมื่อกลางวันนี้แล้วก็เห็นชอบไปที่มาตรา ๒๙๑/๒ เรื่องของคุณสมบัติ ตอนนี้เราพูดถึง มาตรา ๒๙๑/๓ เรื่องของข้อต้องห้าม ผมเองขอสงวนคำแปรญัตติเรื่องข้อต้องห้ามอย่างเดียว เพราะผมคิดว่าการที่ใครจะเป็นสมาชิก สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผมว่าอยู่ที่ การคัดเลือกและการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนในส่วน ๗๗ จังหวัด หรือแม้กระทั่งในส่วน ที่คัดเลือกในสภา ๒๒ คน แต่ที่ผมห่วงคือคุณสมบัติต้องห้าม ต้องห้ามอย่างไร แต่คุณสมบัติ ที่ว่าอายุจะเป็น ๓๕ ปี ๒๕ ปี ๔๐ ปี ไม่ติดใจ จะเกิดที่ไหนอันนั้นไม่ติดใจ แต่ว่าข้อต้องห้ามนี้ เราคงต้องมาพูดกัน ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๒ เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติก็ดี หรือตามมาตรา ๒๙๑/๓ เรื่องข้อต้องห้ามก็ดี ถ้าไปดู ๆ แล้วนะครับ เหมือนกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือได้รับการสรรหาของสมาชิกวุฒิสภา เหมือนกันทุกอย่างเลยครับ อยากให้ท่านประธานหรือท่านคณะกรรมาธิการช่วยดูไปตาม ๆ กันนะครับว่าตามมาตรา ๒๙๑/๒ เรื่องคุณสมบัติหรือมาตรา ๒๙๑/๓ เรื่องข้อต้องห้ามนั้น มันตรงหรือสอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติและลักษณะ ต้องห้ามของการเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภา เนื่องจากว่าอย่างเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า คุณสมบัติของสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนต้องใกล้ชิด แล้วก็สังกัด พรรคการเมือง แต่คุณสมบัติหรือข้อต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภาต้องมีความเป็นกลาง ทางการเมือง เช่นเดียวกันคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็ควรจะมีความเป็นกลาง แล้วก็มีความไว้เนื้อเชื่อใจทางการเมืองเช่นเดียวกัน ซึ่งคุณสมบัติ ดังกล่าวนั้นจะเหมือน ตามมาตรา ๑๑๕ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งถ้าดูแล้ว ผมขออ่านนะครับ ซึ่งจะมาสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขตามที่คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาแล้ว ตามมาตรา ๑๑๕ บอกว่า บุคคลผู้มีคุณสมบัติหรือไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็น สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ ซึ่งบอกว่า (๑) มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด เพราะฉะนั้นข้อนี้ ก็ตรงกับตามมาตรา ๒๙๑/๒ (๑) อย่างที่ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาไปแล้ว หรือแม้กระทั่งในข้อ ๒ บอกว่า มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์ในวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือวันที่รับการเสนอชื่อ เช่นเดียวกันอันนี้ก็ตรงกับตามมาตรา ๒๙๑/๒ (๒) ซึ่งต่างกัน แค่ตัวเลขเท่านั้น ตัวเลขของตามมาตรานี้กำหนดไว้สี่สิบปี แต่ตัวเลขที่กรรมาธิการหรือทาง สสร. นี้กำหนดไว้สามสิบห้าปี หรือแม้กระทั่ง (๓) ว่าสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาหรือเทียบเท่า ตรงนี้ถึงแม้ว่ากรรมาธิการไม่ระบุไว้ แต่เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ก็แปรญัตติขอให้มีคุณสมบัติไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี แต่ว่าก็แพ้ โหวตไปก็ไม่ว่ากัน หรือแม้กระทั่งใน (๔) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งจะต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ที่บอกว่า (ก) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัคร รับเลือกตั้ง หรือเป็นบุคคลที่เกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง หรือ (ค) เคยศึกษาใน สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีการศึกษา หรือแม้กระทั้ง (ง) เคยรับสมัครหรือเคยทำงานมีชื่ออยู่ในนั้นไม่น้อยกว่าห้าปี ทั้ง ๔ ข้อนี้ ก็เหมือนกับตามมาตรา ๒๙๑/๒ (๓) เช่นเดียวกัน ดังนั้นเอง พอ (๕) ซึ่งผมและเพื่อนสมาชิก หลายคนในที่นี้ได้ขอแปรญัตติเพิ่มเติม คือ (๕) บอกว่า ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตร

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์ เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรเดชครับ ขออภัยครับ ผมขออย่างนี้ได้ไหมครับ อย่างเมื่อกี้ท่านประธานธีรเดช ได้ขอความร่วมมือจากท่านสมาชิก โดยจะยึดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ที่ว่า สมาชิกของเราสงวนความเห็นไว้เยอะมากครับ แล้วตอนนี้ เราประชุมกันมา ๕ วัน ยังไปได้แค่ ๑ ใน ๔ เท่านั้นเอง ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ ๒๐ วันถึงจะเสร็จ ๒๐ วันครับ เพราะฉะนั้นตัวผมเองไม่ขัดข้อง จะกี่วันผมก็ไม่ขัดข้องเพราะอาสามาอยู่แล้ว แต่ประเด็นคือสิ่งที่เราถกกันนี่มันเป็นวาระที่สอง และท่านก็มีสิทธิที่จะอภิปรายเฉพาะ ในส่วนที่สงวนความเห็นหรือสงวนคำแปรญัตติไว้เท่านั้น ที่ไม่ได้สงวนไว้ ไม่ได้แปรญัตติไว้ ก็ไม่มีสิทธิที่จะพูดอยู่แล้วครับ ตามข้อบังคับ ถ้าปล่อยอยากพูดอะไรก็พูดกันมันไม่จบ ที่จริง ผมก็ให้เกียรติสมาชิกพอสมควรนะครับ แต่ก็ควรจะต้องยึดถือข้อบังคับกัน ไม่อย่างนั้นเดิน ต่อไม่ได้ ผมอาจจะใช้วิธีการอาจจะประชุมไปจนตลอด ๒๔ ชั่วโมงถ้าสุขภาพผมไหว อาจจะ หารือท่านประธานธีรเดช สลับกัน ๒ คน คนเหนื่อยสุดก็มีอยู่ ๒ คนนี้ละครับ แต่ใจของผม ถ้ามีพลัง ผมจะไม่อยากหยุดเลย เราก็จะไปอย่างนี้ ผมขอความกรุณาท่านสมาชิกครับ ไม่ใช่ อะไรหรอกครับ ขอความร่วมมือยึดข้อบังคับ ท่านสุรเดช ท่านสงวนไว้ เพิ่มใน (๔) (๕) ที่บอกเป็นบุพการี คู่สมรส แล้ว (๕) เป็นสมาชิกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอะไรต่าง ๆ ท่านอยู่ในประเด็นนี้ครับ และที่ (๕) อะไรที่ขีดเส้นใต้ไว้ตรงนั้นมันจบไปแล้วครับ กรรมาธิการ เขาเห็นด้วยกับเราแล้ว ก็ถือว่าไม่ควรจะต้องไปอภิปรายให้ถึง เห็นท่านไล่มาตั้งแต่วงเล็บ ต้นเลยครับ มาเรื่อย ๆ ทั้งที่ไม่ได้สงวนไว้ ถ้าพูดอย่างนี้ครับ พูดคนเดียวทั้งวันก็ได้แล้วครับ พูดได้ทั้งวันละครับ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญมีไม่กี่หน้าจะสามารถพูดได้ทั้งปีเลยนะครับ ประชุมไม่ต้องหยุด ประชุมทุกวัน พูดเรื่องเดียวเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมเองก็พูดได้เหมาคนเดียว ๑ อาทิตย์ เพราะฉะนั้นต้องขอความกรุณาครับ ผมว่าให้อยู่ในประเด็นที่เราสงวนไว้นะครับ เพราะอยู่ในวาระที่สอง ก็อยากให้เป็นไปตามนี้ ขอความร่วมมือนะครับ เชิญท่านต่อเลยครับ

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี

ขอบคุณท่านประธานสภา ที่เคารพ ขอขอบคุณที่ท่านประธานชี้แนะนะครับ ผมก็เป็นห่วงนี้เช่นเดียวกัน ผมถึงได้พูดว่า ผมเองเป็นคนพูดหน้าที่ ๙๐ เหลืออีก ๓๐๐ กว่าหน้า ผมก็เป็นห่วงเช่นนี้เหมือนกัน แต่ที่ถามว่า ผมทำไมต้องพูด เมื่อกี้นี้ผมไม่ได้อ่านตามมาตรา ๒๙๑/๓ ที่ผมอ่าน ผมอ่านที่มาตรา ๑๑๕ เนื่องจากว่ามาตรา ๑๑๕ มันล้อกับมาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ เนื่องจากว่า มาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ นั้น มันตรงกับมาตรา ๑๑๕ ฉบับปัจจุบัน ต่างเพียงแต่ว่า ไม่มีในมาตรา ๑๑๕ (๕) และ (๖) คือตรงกับที่ผมขอเพิ่มคำแปรญัตตินะครับ ที่ผมอ่านที่นี้คือ จะเปรียบเทียบว่าทำไมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มันนอกประเด็น ที่ผมทักท้วงไว้ ท่านพูดได้เฉพาะในส่วนที่ท่านสงวนไว้ครับ ทำไมท่านถึงอยากเพิ่มคุณสมบัติ (๔) (๕) (๔) เป็นบุพการี คู่สมรส อะไร ทำไมท่านถึงอยากให้มีเป็นข้อห้าม มีเหตุผลอะไร และ (๕) ไม่อยากให้เป็นสมาชิก หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง ท่านมีเหตุผลอะไร ท่านก็อธิบายตามนี้ครับ วาระที่สองมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ พูดได้เฉพาะในประเด็นที่สงวนไว้ เท่านั้น แล้วก็ชี้แจงว่าทำไมถึงอยากจะให้เป็นอย่างนี้เท่านั้นเองครับ เชิญครับ

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี

ขอบคุณท่านประธานครับ ก็ขอบคุณที่ชี้แนะเช่นเดียวกันนะครับ ที่ผมเพิ่มคือเพิ่ม ๒ ข้อ คือ (๔) บอกว่า ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ที่ขอเพิ่มข้อนี้ เนื่องจากว่าอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวมาแล้วว่าก็กลัวเป็น สภาผัว สภาเมีย สมาชิกสภา สสร. นั้น เป็นสภาที่ว่าถ้าเกิดว่ามีความเกี่ยวโยงกับผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองนั้น ผมว่าไม่ต้องมี สสร. ก็ได้ครับ สภาแห่งนี้ก็มีอำนาจในการพิจารณา แก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑ อยู่แล้ว ถามว่าเรามี สสร. เพื่ออะไร เพื่อว่าไม่อยากให้ สภาแห่งนี้ หรือสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อความสง่างาม ดังนั้นในเมื่อคุณสมบัติ ตัวนี้ที่ผมต้องขอเพิ่ม ที่ไม่ให้เกี่ยวข้องกับบุพการีว่ากลัวจะมีข้อครหาว่าจะเป็นสภาผัว สภาเมีย ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วไม่จำเป็นต้องมี สสร. แล้วก็สามารถที่จะพิจารณาโดยสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑ อยู่แล้ว ทำไมถึงต้องมาเพิ่มหมวด ๑๖ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำไมต้องมีมาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ เนื่องจากว่าเราต้องการให้มีการเชื่อมโยง หรือต่อเนื่องกัน หรือแม้กระทั่งที่บอกว่าเพิ่ม (๖) ว่าไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิก หรือผู้เคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการเป็นสมาชิกหรือการดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกินสามปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง ก็เช่นเดียวกันนะครับ ตอนนี้เองผมยอมรับว่าพรรครัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภา จะลงมติอย่างไรก็ได้ แต่ว่า ความสง่างาม การยอมรับของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างไรผมคิดว่าในวันนี้ จะลงมติวันนี้ พรุ่งนี้ อาทิตย์หน้าอย่างไรก็เป็นไปตามของคณะกรรมาธิการเช่นเดียวอยู่แล้ว แต่วันนี้ เราพูดกันเพื่ออะไร พูดเพื่อให้ทางท่านกรรมาธิการอาจจะโอนอ่อนหรือเห็นใจว่า ถ้าเพิ่ม ๒ ข้อที่เพื่อนสมาชิกหลายคนอภิปราย รวมกระทั่งของผมด้วยนั้นก็จะสอดคล้อง ตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๑๕ เพราะว่าเพื่อจะได้ครบกระบวนการความเป็นกลางในการ ร่างรัฐธรรมนูญ หรือวันนี้เราพูดเพื่ออะไร วันนี้เราพูดมา ๕ วัน ประชาชนเขาฟังอยู่ ประชาชน มีส่วนในการตัดสินใจ เพราะตัดสินใจความคิดว่าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้คิดอะไรกันอยู่นะครับ และจะดำรงตำแหน่งอย่างไร ผมยอมรับว่าถึงโหวตอย่างไรเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ ตามกรรมาธิการอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าเป็นไปได้ถึงที่สงวนก็อยากจะให้ท่านเพื่อนกรรมาธิการ โปรดลองพิจารณา ไตร่ตรองว่าสามารถจะเพิ่มในมาตรา ๒๙๑/๓ (๔) หรือ (๕) ที่ผม ขอแปรญัตติได้หรือไม่

และสุดท้ายนี้ ก็ขอฝากว่าถึงแม้ว่าสมาชิกลงมติเป็นอย่างไร สสร. ก็ขอฝาก พี่น้องประชาชนที่รับฟังทางบ้านว่าก็ควรจะพิจารณาว่าถึงที่ผมขอแปรญัตติไม่ผ่าน เห็นชอบ ตามกรรมาธิการนะครับว่าคนที่ไม่เกี่ยวข้อง เกี่ยวโยง ถ้าเป็นบุพการีก็ดี หรือเป็นสมาชิก พรรคการเมืองก็ดี เป็น สสร. ก็เป็นส่วนที่พี่น้องประชาชนทางบ้าน ประเทศไทยเองต้อง มีการเลือกสมาชิกว่าเห็นควรที่จะเลือกสมาชิกอย่างไรที่เหมาะสมที่จะเป็นกลางในการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราพิจารณารายมาตรา ถกกันแค่ ๓ ข้อนั้นใช้เวลา ๕ วัน แต่ผมว่าเราถกกันอีกหลายวัน แต่ถ้าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่สภานี้ให้อำนาจกับสมาชิก สสร. ไปแล้วนั้น ก็สามารถเขียนรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยที่ไม่มี การแปรญัตติ โดยที่ไม่มีการถกแถลงรายละเอียดอย่างไรเลย ไม่สามารถถกในรายละเอียดเลยนะครับ แล้วก็ไปประชามติใช้เวลาเพียง ๒๔๐ วันเท่านั้น ผมคิดว่าความละเอียดเพียงพอหรือไม่ ดังนั้นเองเราคิดว่าเวลาที่น้อยนิดอยู่นั้นก็อยากจะให้คุณสมบัติการที่จะเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความสง่างามแล้วก็มีลักษณะที่เหมาะสมในการเป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชนต่อไปครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขออนุญาตหารือท่านสมาชิก นิดหนึ่งนะครับ ผมอยากจะให้วิปทั้ง ๓ ฝ่ายช่วยประสานกันให้ได้ความชัดเจนอีกสักครั้ง ไม่อย่างนั้นผมดำเนินการประชุม ผมไม่รู้จะดำเนินการอย่างไร จริง ๆ แล้วอย่างคืนแรกผมมี ความตั้งใจว่าอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะเลยเที่ยงคืน แต่วิป ๓ ฝ่ายคุยกันก็มาขอร้องผมให้หยุดสัก ๓ ทุ่ม ผมก็ไม่ขัดข้องครับ ทีแรกผมก็ไม่อยากจะยอมแต่ในเมื่อได้ข้อตกลงร่วมกันผมก็ยินดี ให้ความร่วมมือ ๓ ทุ่ม ก็ ๓ ทุ่ม คืนที่ ๒ ก็มาขอ เที่ยงคืนสิบห้านาที ผมก็ยอมนะครับ แล้ววันนี้ก็ทราบว่าขอสักตีหนึ่งกว่าตีสอง แต่ประธานวิปรัฐบาลมาขอร้องผมผมก็ยังไม่ รับปาก เพราะอะไรครับ เพราะยังไม่มีความชัดเจนว่าจะลงมติวาระที่สาม ตามที่วิป ๓ ฝ่าย ตกลงกันไว้มันจะไปจบตรงนั้นได้อย่างไร ประชุมมา ๕ วันเพิ่งไปได้ ๑ ใน ๔ แล้วเหลืออีก ๒ วันแล้วจะไปกันอย่างไร แล้วมาถึงตอนนี้ก่อนขึ้นบัลลังก์ผมก็โทรถามประธานวิปรัฐบาล ก็ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนอะไรเพิ่มเติมให้ผมเลย สรุปแล้วเราสามารถประชุมได้ไม่เกินเที่ยงคืน วันอาทิตย์ เพื่อไปลงมติวันที่ ๘ ทีนี้พรุ่งนี้วันเสาร์ก็เหลือวันเสาร์กับวันอาทิตย์ไม่เกินเที่ยงคืน แล้วจะจบอย่างไรผมก็ยังมองไม่เห็นช่องทาง ทีนี้ถ้าไม่จบก็เท่ากับว่าวิป ๓ ฝ่ายตกลงกันไว้ วันที่ ๘ จะเอาอย่างไร จะทำอย่างไร เชิญคุณหมอครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมนายแพทย์ วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมคิดว่าท่านประธานก็ไม่ควรที่จะต้องมาตำหนิเพื่อนสมาชิกในที่นี้นะครับ เพราะว่าอยู่ ๆ ท่านประธานพูดมาอย่างนี้ผมก็คิดว่ามันยิ่งทำให้บรรยากาศการประชุมมันไปไม่ได้ ท่านประธานอาจจะส่งสัญญาณไปทางบัลลังก์ข้างล่างให้ทางวิปเขาคุยกันอันนี้อีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกเขาใช้สิทธิในฐานะสมาชิกของรัฐสภา ท่านประธานต้องเข้าใจ อย่างหนึ่งว่าเรื่องนี้กำลังร่างรัฐธรรมนูญของประเทศใหม่ทั้งฉบับ ถ้าท่านแก้แค่ ๑ มาตรา หรือ ๑ ประเด็นหรือ ๒ ประเด็นมันไม่ยากมันจบง่าย แต่วันนี้ในเมื่อท่านจะร่างรัฐธรรมนูญ ของประเทศทั้งฉบับ ด้วยความเร่งรีบแล้วจะแบบกินรวบอย่างนี้ ผมเชื่อว่าสมาชิกทุกคน ก็มีความเป็นห่วงเป็นใย ดังนั้นสมาชิกก็ใช้สิทธิของเขาในการที่จะอภิปรายในข้อห่วงใย ให้ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้รับทราบ มันก็เป็นเรื่องธรรมดาท่านประธานครับ ฉะนั้นผมอยากให้ท่านประธานก็ต้องใจเย็น ๆ เหมือนกัน ท่านส่งสัญญาณไปให้เขาคุย นอกรอบกันดีกว่าท่านประธาน ถ้าท่านประธานยิ่งทำอย่างนี้มันจะยิ่งหาที่จบลำบาก ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมเพียงแต่หารือนะครับ ผมไม่ได้ตำหนิ ผมเล่าว่าเหตุการณ์มันเป็นอย่างนี้ มันมาถึงแค่ ๑ ใน ๔ เท่านั้นเอง ท่านผู้นำ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเชิญครับ ท่านช่วยกรุณาหน่อยเถอะ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็เห็นใจทุกฝ่ายนะครับ ท่านประธานแล้วก็ท่านประธานวุฒิสภา ก็ต้องทำหน้าที่กันเพียง ๒ ท่าน แต่ว่าเมื่อท่านประธานหารือมาผมคิดว่าดีแล้วครับ ผมคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง ๕ วันที่ผ่านมามันก็สะท้อนความเป็นจริง ซึ่งอาจจะถือว่าเป็นความในใจ ของหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาล ทั้งฝ่ายค้าน ทั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานก็อยู่ในสภา มานานนะครับ ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าบรรยากาศหรือลักษณะของการประชุมแบบนี้ เกิดขึ้นไม่บ่อย เวลาที่มันเกิดขึ้นเพราะมันมีปัญหาความขัดแย้งพื้นฐานบางประการ เสียงข้างมากก็ต้องอาศัยเสียงข้างมากในการที่จะผลักดันสิ่งที่คิดว่าเป็นความต้องการ หรือเป็นนโยบาย เสียงข้างน้อยก็ต้องการที่จะใช้สิทธิครับ ท่านประธานครับ ในการที่จะ สะท้อนความคิดเห็นที่มีลักษณะติติง วิพากษ์วิจารณ์ เพราะว่าจะให้เสียงข้างน้อยทำอะไรครับ เราก็เรียกร้องกันไม่ใช่หรือครับว่าทุกอย่างก็ให้เข้ามาอยู่ที่นี่ ดีกว่าที่ฝ่ายค้านจะไปทำให้ มันเกิดความวุ่นวาย ความปั่นป่วนในบ้านเมือง เพียงเพราะว่าไม่เห็นด้วยกับท่าน ก็นี่เวทีของเรา เราก็ใช้นะครับ ทีนี้ท่านประธานถ้าท่านจำได้นะครับ เรื่องใหญ่ ๆ แบบนี้มันมักจะเกิดการโต้เถียงกัน แล้วสุดท้ายมันจะมีความยืดหยุ่นเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับกัน เมื่อสมัยปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ ท่านประธานครับ ที่เราแก้มาตรา ๒๑๑ รัฐบาลขณะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีบรรหาร เป็นนายกรัฐมนตรี เสนอเข้ามานี้ครับ ความจริงเป็นไปตามคณะกรรมการที่คุณหมอประเวศ เป็นประธาน เป็นความคิดของอาจารย์อมร ประทานโทษเอ่ยนามท่านเหล่านี้ ที่บอกว่า แก้มาตราเดียวเพื่อไขกุญแจไปสู่การทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ตอนนั้นเสนอมาเป็นกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ สุดท้ายมาตั้งกรรมาธิการในสภา อาจารย์ไชยนันทน์เป็นประธาน ผมจำได้ กรรมาธิการเอากลับเข้ามา ความเห็นแตกต่างหลากหลายมาก ถามว่าวันนั้นมีความ พยายามไหมครับ ที่บอกว่าเสียงข้างมากต้องยึดมั่นถือมั่นร่างของรัฐบาลหรือร่างของ กรรมาธิการ ไม่ใช่ครับ แม้แต่การมี สสร. นี้นะครับ มาเกิดขึ้นตอนอภิปรายอย่างนี้ครับ ถกเถียงกันไปกันมาบอกว่า ไหน ๆ จะมีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ทำไมไม่ทำเป็น สภาร่าง เถียงกันไปเถียงกันมาในที่สุดประธานในที่ประชุมบอกมาตั้งประเด็นกันดีกว่า จะเอา สภาหรือจะเอากรรมการ เมื่อได้สภาแล้วจะเอาเลือกตั้งโดยตรงหรือเลือกตั้งโดยอ้อม แล้วกรรมาธิการเขาบอกว่าเขาเคารพมติของสภา ถ้าสภามีมติอย่างหนึ่งอย่างใดเขาไปปรับ ถ้อยคำให้มันสอดคล้องกับมติสภา สุดท้ายมันเดินได้ครับ ถามว่าวันนี้พวกกระผมส่วนใหญ่ เห็นด้วยไหมกับที่ทำอยู่นี้ ก็ต้องตอบว่าไม่เห็นด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีทางออก ที่จะทำให้มันไปด้วยกันได้ มาตรา ๒๙๑/๑ ว่าตามจริงผมว่ามีสมาชิกนับร้อยคนที่พยายาม จะบอกว่าก็ยืดหยุ่นกันหน่อยสิ ในเมื่อความหวาดวิตกทั้งหมดหรือความคลางแคลงใจทั้งหมด มันเกิดขึ้นจากปัญหาว่าจะมีการกินรวบหรือไม่ ความจริงแล้ว สสร. จะมี ๙๙ คน หรือจะมี ๑๕๐ คน หรือจะมี ๒๐๐ คน ความได้เปรียบทางการเมืองก็ยังคงอยู่กับพรรคที่มีเสียงข้าง มากครับ ท่านประธานครับ แต่มันเปิดช่องว่างให้สังคมมีความมั่นใจว่าอย่างน้อย เสียงข้างน้อย ในสังคมนี้มีโอกาส มีที่ยืนอยู่บ้าง ผมพูดนะครับ ท่านประธานครับ ผมพูดกับท่านประธาน คณะกรรมาธิการก็พูด กรรมาธิการหลายท่านก็พูด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครัฐบาล บางท่านผมก็คุยด้วยเป็นการส่วนตัว รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาบางท่าน เชื่อไหมครับถ้าวันนั้น ท่านถอยเพียงแค่ว่าเอาล่ะ ยอมรับฟังว่าทุกฝ่ายมีที่ยืน ผมว่าวันนี้มันทะลุไปอีกหลายมาตรา แล้วครับ แต่เมื่อทุกอย่างยืนยันแล้วก็เสมือนกับว่าอย่างไรก็ได้ครับ ขอไม่แก้ไขแล้วก็จะไปกัน เรื่อย ๆ และที่ท่านประธานหารือเมื่อสักครู่นี้ผมก็ทราบครับ อาจจะนำไปสู่ว่าจะต้อง อภิปรายกันทั้งวันทั้งคืนไม่หยุด ซึ่งปกติก็จะไม่ค่อยทำกันนะครับ แต่พวกกระผมก็เคย ถูกบังคับให้ทำมาแล้วในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อประมาณปี ๒๕๔๕ ถ้าผมจำไม่ผิด ผมก็ยินดีทำนะครับ แต่ประเด็นก็คือว่าถ้าโอนอ่อนผ่อนหลักการ ไม่ใช่หลักการด้วยครับ ยืนยันตามหลักการที่มันควรจะเป็น ผมเชื่อว่ามันมีทางออกได้ ที่พูดกันอยู่นี้ท่านประธานจะเห็น มันวนเวียนกลับไปเรื่องเดิมว่าทำไม มาตรา ๒๙๑/๑ ผ่อนไม่ได้ สมาชิกรัฐบาลบางท่านเอง เวลาแปรญัตติก็เห็นด้วย ๒๐๐ คน เอาล่ะมันผ่านมาแล้วไม่เป็นอะไร เดี๋ยวจะมีประเด็นอย่างนี้ อีกครับ ตอนเรื่องของกฎหมายที่จะใช้ในการเลือกตั้ง สสร. ผมนี้เสนอไปหลายครั้งแล้วครับ บอกว่าถ้ามันมีอะไรซึ่งทำให้เห็นว่าเราตั้งใจทำรัฐธรรมนูญเพื่อคนทุกคนจริง ๆ ผมเชื่อบาง มาตราไม่ต้องอภิปรายเลยครับ จบเลยครับ แต่ว่าถ้าเรายึดมั่นถือมั่นว่าต้องเป็นไปตามเสียงข้างมากที่มานี้ พวกผมก็ทำ ได้เพียงแค่ต้องใช้อำนาจหน้าที่ สิทธิที่มีอยู่ในฐานะเสียงข้างน้อยทำให้ดีที่สุดในการบอกว่า ทำไมเราถึงไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่เสียงข้างมากทำอยู่ เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่การตัดสินใจ ของฝ่ายเสียงมากครับวันนี้ว่าท่านยืนยันหรือไม่ว่าที่ท่านทำอยู่นี้อยากจะให้เกิดการปรองดอง อยากจะให้ทุกฝ่ายเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างขึ้นจริง หรือท่านยังไม่สามารถที่จะ ก้าวข้ามก้าวพ้นความต้องการบางสิ่งบางอย่าง มันอยู่ที่ตรงนี้เท่านั้นเองครับ ท่านประธานครับ มันไม่ใช่เรื่องเทคนิคว่าวิปไปคุยกันกี่รอบ ผมพูดตามความเป็นจริงนะครับ บางเรื่องที่ผม เสนอไปนี้หลายท่านก็บอกว่าจริง ๆ น่าสนใจ น่ารับฟัง แต่ใช้คำว่า ไม่อยู่ในสถานะที่จะ ตัดสินใจ ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าใครอยู่ในสถานะที่จะตัดสินใจ ถ้าท่านเปิดช่องตรงนี้นะครับ ท่านไม่ต้องปวดหัว ท่านไม่ต้องกังวลเลย ผมว่าดีไม่ดีพรุ่งนี้ก็เสร็จครับ ถ้าเราสามารถที่จะ ยืดหยุ่นแล้วก็ยอมรับบางสิ่งบางอย่างกันได้ ซึ่งไม่เสียหลักการล่ะครับ ในการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มี สสร. มาจากการเลือกตั้งแล้วก็จัดทำกันทั้งฉบับอย่างที่เป็นนโยบาย ของรัฐบาล ผมก็ย้ำอีกครั้งนะครับว่าถ้าเรื่องนี้เปิดใจกว้างเอาประธานคณะกรรมาธิการมานั่ง พูดคุยกับพวกผม คุยกับท่าน ส.ว. หลายท่านที่ยังมีความติดใจค้างคาใจอยู่บางเรื่องและ ดูสิว่าหาจุดร่วมตรงไหน มันก็จบครับ ท่านประธานครับ แต่ว่าถ้ายืนยันตามนี้ก็ใช้สิทธิกันไป ตามนี้ครับ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ก็ลองให้ไปหารือกันนะครับ แล้วผมก็คงทำได้แค่ตามหน้าที่นะครับ ก็เพียงแต่ขอความร่วมมือสมาชิกว่าเราคงต้อง เชิญครับ ท่านครับ ท่านสุรชัย เชิญครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้มีโอกาสพูด ผมต้องกราบเรียนครับว่าตลอด ๕ วัน ก็ได้พยายามทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๙๑ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็มีความแปลกใจที่เก็บอยู่ในใจมาหลายวัน ได้โอกาสที่ ท่านประธานได้หารือที่ประชุม ผมเชื่อว่าสิ่งที่ท่านประธานหารือที่ประชุมนั้นเป็นผลโดยตรง จากการที่พวกเราทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำมาตลอดเวลา ๕ วัน เป็นธรรมดาท่านประธานครับ เป็นกำลังใจให้ท่านไม่ต้องเครียดนะครับ พวกเราทำงานหนักกันอย่างนี้ถ้าจะมีความเครียดบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่ท่านเครียดแล้วอย่าไปทำให้งานใหญ่ที่เรากำลังช่วยกันทำงาน เสียหายแล้วกัน สิ่งที่ผมอยากจะหารือท่านประธานก็คือว่าผมถามตัวเองว่าแล้วเราทำไม ต้องมานั่งทำงานกันติดต่อกันหามรุ่งหามค่ำ ๕ วันอย่างนี้ แล้วทำให้ประธานของผมต้องมา เหนื่อยต้องมาเครียดแบบนี้ ดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ แล้วท่านประธานครับ ไม่มีบทบัญญัติตรงไหนในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นกฎกติกาของการประชุมพวกเรา ในขณะนี้นะ เรากำลังประชุมแก้รัฐธรรมนูญโดยใช้มาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญ เป็นกฎเกณฑ์ในการประชุมกัน ในวาระที่สองซึ่งเป็นวาระที่พิจารณาเรียงมาตราเขาก็บอกว่า ให้พิจารณาเรียงมาตราแล้วลงคะแนนเสียงโดยใช้เสียงข้างมากโดยประมาณ ไม่ได้บอกที่ไหน เลยท่านประธานว่าต้องเสร็จภายในวันอาทิตย์นี้ วาระที่สามรัฐธรรมนูญบอกว่าให้รอไว้ ๑๕ วัน แล้วก็ไปนัดประชุมวาระที่สาม ไม่ได้บอกที่ไหนเลยต้องเสร็จวาระที่สามต้องวันที่ ๘ พฤษภาคม เพราะเราหรือเปล่าครับ ทำตัวเราเอง เราไปตั้งธงไว้หรือเปล่าท่านประธานว่า วาระที่สาม ต้องวันที่ ๘ พฤษภาคมแล้วนับถอยหลังมา ๑๕ วัน แล้วก็ไปมัดตัวเองว่าวาระที่สอง จึงต้องเสร็จภายในไม่เกินเที่ยงคืนวันอาทิตย์ จึงเป็นที่มาที่ทำให้พวกเรามาประชุม หามรุ่งหามค่ำอย่างนี้ ท่านประธานจำได้ไหมครับ วันแรกที่เราเปิดประชุมเรื่องนี้กัน ท่านประธานพูดแบบนักประชาธิปไตยเลยว่าจะให้โอกาสพวกเราได้มีโอกาสแสดง ความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่ ขอให้อยู่ในกรอบอยู่ในประเด็นและด้วยจำนวนของคนที่แปรญัตติ จำนวน ๑๗๒ คน แน่นอนท่านประธาน ถ้าเราให้คนทั้ง ๑๐๐ กว่าคนมาพูดจาเรื่องของ รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศนั้นนี่ เราไปตีกรอบไปกำหนดวันสิ้นสุดก่อน ล่วงหน้าไม่ได้ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณครับ ท่านสุรชัยครับ ผมเข้าใจแล้วครับ เข้าใจครับ

นายสุรชัย จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี

เพราะฉะนั้นอีกนิดเดียว ท่านประธาน ผมกำลังจะช่วยพวกเราคิดหาทางออกว่ามีวิธีหนึ่งที่เราจะช่วยกันทำงานก็คือว่า นอกจากท่านประธานจะเคร่งครัดกับข้อบังคับแล้ว ท่านประธานต้องกรุณาดูด้วยนะครับว่า กฎเกณฑ์ของกฎหมายเขากำหนดไว้หรือเปล่าว่าเราต้องทำงานให้เสร็จภายในวันอาทิตย์ ถ้าไม่มีท่านประธานกรุณาชี้แจงกับวิปด้วยได้ไหมครับว่าอย่าไปตีกรอบพวกเรากันเองเลยครับ พอไปตีกรอบแล้วก็ทำให้พวกเรามาบีบคั้นตัวเราเอง ซึ่งผมเห็นว่าเรื่องรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องใหญ่นะครับ อย่าไปบีบคั้นตัวเราเองแล้วให้เราทำงานไม่มีคุณภาพภายในเวลาอันจำกัด ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ท่านครับ ผมหารือ ทีนี้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพูดครบถ้วนหมดแล้วครับ ก็อยากจะให้ ส.ว. ท่านหนึ่ง แล้วก็ทางวิปรัฐบาลอีกท่านหนึ่งก็น่าที่จะสมควรแล้วครับ ผมว่าท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรพูดเมื่อกี้นี้ครบถ้วนหมดแล้ว เชิญท่านหมอชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตท่านประธานในฐานะที่เป็นผู้แทนของกรรมการ ประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลที่ได้ร่วมหารือกับคณะกรรมการประสานงานทั้ง ๓ ฝ่ายนะครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเป็นข้อหารือไม่ได้เป็นมติที่ประชุมนะครับ นั่นคือข้อตกลงของ พวกเราทั้ง ๓ ฝ่าย ประเด็นที่ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ ก็เหมือนที่ท่านประธานวิป รัฐบาลได้กราบเรียนท่านประธานไว้สำหรับเรื่องเวลาในวันนี้ก็โดยประมาณก็อยู่ในช่วง ประมาณตีหนึ่งถึงตีสองโดยประมาณ สำหรับการประชุมในวันพรุ่งนี้ก็จะมีการพักการประชุม แล้วไปเริ่มประชุมตามที่ท่านจะกรุณานัดประชุม ก็คือเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา แล้วเราก็จะ ประชุมกันไป ในข้อหารือทั้ง ๓ ฝ่าย ได้มีความเห็นร่วมกันว่าเราจะยืนข้อหารือหรือเบื้องต้น ต้องกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ เป็นข้อหารือเบื้องต้นที่เรา คาดว่าวาระที่สามน่าจะลงคะแนนได้ในวันที่ ๘ พฤษภาคม ตรงนั้นเป็นข้อหารือเบื้องต้นไว้ก่อน ก็มากำหนดกระบวนการที่จะทำงานให้เข้าสู่จุดมุ่งหมายในตรงนั้น แน่นอนครับถ้าจะเข้าสู่ ตรงนั้นเองการประชุมในวาระที่สองต้องเสร็จสิ้นในวันที่ ๒๒ เพราะใช้เวลารอ ๑๕ วัน เป็นตัวกำหนด ที่ประชุมก็มีความเข้าใจในความยากลำบากพอสมควรด้วยความเห็นใจกัน ทุกฝ่ายนะครับว่าเราก็พยายามอย่างถึงที่สุด แล้ววันพรุ่งนี้ทาง ๓ ฝ่ายก็นัดหารือกันอีกครั้ง หนึ่งเพื่อประเมินสถานการณ์ว่าจำเป็นจะต้องประชุมกันต่อเนื่องไปถึงวันอาทิตย์หรือไม่ หรือจะตัดสินใจอย่างไรถ้าสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย ผมกราบเรียนท่านประธานครับ นี่เป็นข้อหารือเขาพูดทิ้งประเด็นไว้ว่าเราจะหารือในวันพรุ่งนี้เวลาเย็น ผมยกตัวอย่างครับ ท่านประธานครับ กรณีที่ประชุมของเรายังมีความจำเป็นว่าต้องพิจารณากันเรียงตามมาตรานี่ สมมุติพิจารณาไปได้ถึงแค่พรุ่งนี้นะครับ เก่งที่สุดอยู่ที่ มาตรา ๒๙๑/๕ จากมาตรา ๒๙๑/๕ ไปถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ บวกกับมาตรา ๕ อย่างไรนี่วันอาทิตย์ก็ไม่จบนะครับ อย่างไรวันอาทิตย์ ก็ไม่จบ อันนั้นก็อาจจะเป็นหารือในเย็นวันพรุ่งนี้นะครับว่าเราจำเป็นจะต้องมีการประชุม วันอาทิตย์หรือไม่ หรือข้อหารือเบื้องต้นสำหรับวันที่ ๘ จะต้องล้มเลิกไป หรือจะต้องมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างไร อันนั้นเป็นแนวทางที่เราได้หารือกันไว้ ต้องกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับ เพราะเราเองไม่สามารถที่จะไปกำหนดเวลาของท่านสมาชิกได้จริง ๆ ครับ เพราะถือเป็นเอกสิทธิ์เป็นสิทธิของเพื่อนสมาชิกที่ได้สงวนความเห็นเอาไว้ หรือเสนอคำแปรญัตติ เอาไว้นะครับ ก็ขึ้นกับท่านประธานที่จะใช้ข้อบังคับให้เป็นไปตามข้อบังคับได้เท่านั้นเอง อันนั้นคือแนวทางต้องกราบเรียนว่าอย่างนี้ครับ ไม่ได้เป็นการผูกมัดหรือกำหนดเพียงแต่ว่า เราเอาความเห็นคนส่วนร่วมเบื้องต้นมาพิจารณาเพื่อการทำงานของพวกเราโดยภาพรวมนะครับ เพราะแต่ละท่านก็มีภารกิจ มีแผนงานที่จะต้องทำงานต่อในหลังวันที่ ๘ อันนั้นเราก็ไม่ว่ากันนะครับ เพราะเป็นความจำเป็น แต่สุดท้ายนะครับ ก็ขึ้นกับสถานการณ์จริงในการทำงาน จำเป็นจะไม่ใช่ วันที่ ๘ ก็ต้องเป็นความเห็นของข้อหารือร่วมกันของสภาของเราทั้ง ๓ ฝ่าย ท่านสมาชิกและ ตัวท่านประธานเองด้วยนะครับว่าถ้าไม่ใช่วันที่ ๘ จะเป็นวันอะไร จำเป็นหรือเปล่าครับที่ จะต้องประชุมวันอังคารกับวันพุธ ถ้าจำเป็นก็ต้องทำครับ เพื่อให้การทำงานในวาระที่สอง เสร็จสิ้นไป จะลงคะแนนวันที่ ๑๐ ผมเองก็เห็นว่าไม่น่าจะเสียหายอะไรมากนัก หรือแม้วันที่ ๑๑ ที่เป็นวันศุกร์นะครับ ก็ยังจะเป็นไปได้ก็อยู่ในช่วงเวลาที่พอที่จะไม่กระทบกับงานของเพื่อน สมาชิกมากมายนักนะครับ ก็กราบเรียนท่านประธานในเบื้องต้นก็คือแนวทางเป็นข้อหารือครับ กราบขอบพระคุณท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมก็ฝากให้ทั้ง ๓ ฝ่าย ได้ช่วยกันลองหารือว่าจะดำเนินการอย่างไรนะครับ แล้วก็ผมจะขออนุญาตดำเนินการต่อ และที่สำคัญผมก็ขอความร่วมมือจากสมาชิกในประเด็นของการอภิปรายให้อยู่ในข้อบังคับนะครับ เฉพาะในส่วนที่สงวนไว้ให้อภิปรายเฉพาะในส่วนนั้นนะครับ ขอความร่วมมือจากสมาชิก ประเด็นนี้เท่านั้น ผมก็จะขออนุญาตดำเนินการต่อเลยครับ เชิญท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ เชิญครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์

(นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงใครครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานที่ไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามข้อบังคับครับ ผมนั่งยกมือ อยู่ตรงนี้ตั้งแต่คนที่ ๒ หลังจากท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทำไมท่านประธาน พยายามมองเลี่ยงทางนี้แล้วไม่เปิดโอกาสให้ผมพูดเลย ผมขอใช้เวลาเท่าที่ท่านกรรมาธิการ คุณหมอชลน่านนะครับ ในเหตุในผลที่ท่านประธานปรารภ ผมก็ควรที่จะมีสิทธิแสดงความคิดเห็น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เราก็อยู่สภากัน มาพอสมควรนะครับ กรณีอย่างนี้ท่านจะประท้วงไม่ได้หรอกครับ ไม่มีใครเขาผิดข้อบังคับ ผมเพียงหารือ แล้วผมให้ฝ่ายละ ๑ ท่าน แล้วผมเห็นสมควร ผมก็ดำเนินการต่อ ไม่ได้ผิด ข้อบังคับข้อไหน ไม่ใช่ว่าท่านยกมือเพื่อหารือ แล้วผมต้องอนุญาตมันไม่ใช่อย่างนั้นครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

ท่านประธาน ผิดข้อบังคับครับ สมาชิกทุกคนมีสิทธิที่จะยกมือขึ้นมาอภิปราย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีสิทธิแต่ก็เป็นอำนาจ ประธานที่จะอนุญาตหรือไม่

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

ประธาน ไม่ใช่อนุญาตหรือไม่ ประธานแกล้งทำไม่เห็น ประธานหันเก้าอี้หันข้างมาทางนี้เลย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมเห็นยกมือ หลายท่าน แต่ผมก็เห็นว่าสมควรแล้วผมก็ไม่ได้อนุญาตเท่านั้นเอง ผมอนุญาตฝ่ายละ ๑ ท่านครับ แล้วก็เห็นท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อกี้ได้ลุกขึ้นมาชี้แจง มันครบถ้วนหมดแล้วนะครับ ท่านครับ ก็อนุญาตให้ฝ่ายละ ๑ ท่าน

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

ท่านพูด คนเดียวว่าคนเดียวอย่างนั้นหรือครับ เป็นการสมควร ไม่เป็นอะไรครับ ผมไม่พูดก็ได้ ถ้าท่านประธานไม่ปรารภอย่างน้อยใจจนผมต้องเดินเข้ามาเพราะทนฟังไม่ได้ ถ้าจะอภิปราย ผมขอใช้เวลาเท่ากับนายแพทย์ชลน่านครับ จะอนุญาตไหมครับ ไม่เป็นอะไรครับ ไม่อนุญาต ผมก็ไม่ว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

ท่านประธานครับ ต้องยอมรับนะครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ไม่ใช่เป็นไปด้วยความเห็นพ้องกันทุกฝ่าย ไม่ใช่เป็นเพราะความต้องการของทุกฝ่าย แต่เป็นความต้องการของรัฐบาลเองเพื่ออะไร บางอย่าง กำหนดวันทุกอย่างมาเพื่อตนเอง ทำอะไรทุกอย่างตามอำเภอใจด้วยเสียงข้างมาก วันนี้ควรจะปิดสมัยประชุมแล้ว พวกผมควรจะได้ปิดสมัยประชุมแล้ว เคยมียุคไหนบ้าง ที่ประธานสภาขอขยายวันประชุมไปโดยไม่มีกำหนดเวลา ดูพระเจ้าอยู่หัวเป็นอะไร ขอขยายวันปิดประชุมไปโดยไม่มีกำหนดเวลา แล้วก็เพื่อสำเร็จดังความประสงค์ของรัฐบาล ที่จะกระทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่ออะไรบางอย่างให้ได้ ประชุมไม่เว้นแต่ละวัน จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ๕ วัน ๖ วัน ๗ วัน ๘ วันติดต่อกัน ทำไมไม่ทำให้เป็นปกติธรรมดาละครับ นัดประชุมสัปดาห์หน้าไปเลยครับ เอาวันพุธ วันพฤหัสบดี วันตามปกติธรรมดา ทำไมพวกผม ต้องมายอมตายในห้องนี้เพื่อสนองตัณหาใครบางคน ปลดเปลื้องปัญหาให้กับใครบางคน ท่านประธานครับ ท่านประธานลองดูสิครับว่ามันถูกต้องหรือไม่ที่เวลานี้รัฐสภาเราทำกัน อย่างนี้ มันถูกต้องหรือไม่ พวกผมอยู่อย่างนี้ จำเป็นจะต้องมานั่งอย่างนี้อยู่ทุกวัน วันละ กี่ชั่วโมง จนแม้กระทั่งท่านประธานบอกว่าสว่างก็ได้ เพื่ออะไร เพื่อปลดเปลื้องปัญหา ให้กับใคร เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญข้อไหน เพื่อไปสู่อะไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมว่า

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

ท่านประธาน ไม่ต้องพูดครับ ผมจะพูดแค่นี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่าน ส.ว. วิชาญครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าที่จริงแล้วการที่เราใช้เวลา ๕ วัน ท่านประธานครับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าท่านประธานที่ทำหน้าไม่ได้ยึดข้อบังคับ โดยเฉพาะในข้อ ๕ กับข้อ ๔๓ เพราะว่าท่านสมาชิกที่อภิปรายไปส่วนใหญ่ก็อภิปรายออกนอกประเด็นไปมาก ท่านประธาน ก็ไม่ได้ดึงกลับมา ประกอบกับอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนก็คือท่านกรรมาธิการ ที่อยู่ข้างบน ผมไม่ทราบว่าท่านใช้อะไรในการพิจารณานะครับ เพราะว่าสิ่งที่เป็นข้อเสนอ ของเพื่อนสมาชิกในหลาย ๆ ประเด็นที่เป็นประเด็นที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการที่จะ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน แต่ท่านก็ดื้อ ไม่ฟังอะไรเลย จึงเป็นที่มาของการที่ต้องใช้เวลานาน ขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าผมได้สงวนคำแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๓ ไว้ โดยขออนุญาตนอกจากใน (๑) ที่กรรมาธิการได้เพิ่มไปแล้ว ได้มีการ ขอเพิ่มเติมใน (๔) และ (๕) ใน (๔) ก็คือในกรณีเป็นบุพการี คู่สมรสหรือบุตรของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง หรือถ้าเราพูดรวม ๆ ก็คือเครือข่ายญาติของนักการเมืองนะครับ และใน (๕) ขอเพิ่มก็คือข้อห้ามที่ว่า สมาชิก สสร. นั้นจะต้องไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่ง ใดในพรรคการเมือง หรือเคยเป็นสมาชิกหรือเคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการเป็นสมาชิก หรือการดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกินห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้องสงวนใน ๒ ส่วนนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าในช่วงเวลา ที่ผ่านมาเราจะเห็นนะครับ เวลามีการลงสมัครรับเลือกตั้งอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นระดับ ท้องถิ่นหรือระดับชาติเราก็จะมีเครือข่าย เครือญาติของนักการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง กรรมการพรรคการเมือง เข้าไปลงเพื่อจะขอให้ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น มันเหมือนกับว่า ในประเทศไทยเรานี้มีเครือญาติของนักการเมืองเท่านั้นเองที่จะมีสิทธิ ที่จะมีความรู้ ความสามารถ เป็นเสมือนกับว่าท่านผูกขาดในเรื่องของความรักชาติบ้านเมือง ครอบครัวอื่น ตระกูลอื่นไม่สามารถที่จะเข้ามาได้ ฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่เรากังวลก็คือว่าถ้าเราจะร่างรัฐธรรมนูญ ที่เป็นประโยชน์กับชาติบ้านเมืองแล้วคนเหล่านี้เข้ามาผูกขาด เข้ามาเป็นระบบ ถามว่า แล้วการเมืองเราจะอิสระจากที่เราเป็นอยู่ได้อย่างไร อันนี้คือประเด็นที่ ๑ ที่ในกรณี ที่เชื่อมโยงถึงเรื่องของการที่นักการเมืองเข้ามา ผมคิดว่าอีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้องก็คือ ถ้าคิดว่าต้องการญาตินักการเมืองเข้า ผมคิดว่าสภานี้ รัฐสภาของเราวันนี้ก็น่าจะทำหน้าที่ ได้ไม่แพ้ของ สสร. ที่จะเลือกเข้ามาใหม่ ผมคิดว่าถ้าเราไม่เกี่ยงนักการเมือง วันนี้รัฐสภาเรามี อำนาจตามมาตรา ๒๙๑ อยู่แล้วที่จะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เกือบจะทุกมาตราถ้ามีการ นำเสนอโดยไม่จำเป็นต้องมีการตั้ง สสร. ก็ได้ อันนี้เป็นประเด็นแรกนะครับ

ในส่วนที่ ๒ ก็คือว่าใน (๕) ที่ขอเพิ่มก็คือการสังกัดพรรคที่ไม่เกินห้าปี หรือเกี่ยวพันกับพรรคการเมือง ก็อย่างที่กราบเรียนนะครับว่าถ้าเรามองไปที่ตัวเลขของ สสร. ที่จะมาจากการเลือกตั้งตาม (๑) ก็คือว่ามาจากจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ คน ท่านประธานลอง นึกดูสิครับว่าถ้าเราไม่ห้ามการสังกัดพรรคการเมือง ความเชื่อมโยงกับการเมือง วันนี้ ส.ส. สอบตกทั้งหลายที่อยู่ในพรรคการเมือง วันนี้ท่านทั้งหลายมีความได้เปรียบกว่าคนที่อยู่ ข้างนอกการเมืองเยอะเลย เพราะว่าท่านผ่านสนามการเมืองมาแล้ว ท่านยืนรออยู่ตรงนั้น ได้ที่ ๒ บ้าง ได้ที่ ๓ บ้าง กับการที่ถ้าไม่ห้ามความเชื่อมโยงตรงนี้คนเหล่านั้นก็จะเข้ามา ก็เหมือนกันครับก็คงจะอยู่ในสภาพเดียวกัน อันนี้ก็คือสิ่งซึ่งเป็นความกังวล ผมอยากกราบเรียน อย่างนี้ว่างานในช่วงเวลาที่ผ่านมานะครับ เราได้อภิปรายกันด้วยความคิดว่าเราอยากจะมี สสร. ที่มีจำนวนพอสมควร แล้วก็เป็นคนที่มีอิสระ มีคุณสมบัติที่ดี มีความรู้ความสามารถ ขณะเดียวกันข้อนี้ก็เป็นข้อห้ามที่ว่าจะต้องไม่ผูกพัน ผูกโยงกับนักการเมืองหรือว่าไม่เป็น บุคคลต้องห้ามตามที่ใน (๑) (๒) (๓) ที่กำหนดไว้แล้ว ฉะนั้นจึงอยากจะฝากท่านประธาน ไปยังท่านกรรมาธิการ ทั้งไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างน้อย เสียงข้างมากก็แล้วแต่นะครับ ขอให้ท่าน ได้พิจารณานะครับว่าถ้าท่านคิดว่า สสร. ที่อยากจะเลือกเข้ามาเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญให้ดี ที่สุดเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ก็ขอรบกวนท่านได้พิจารณาในการเพิ่ม (๔) และ (๕) ก็คือใน (๔) ก็คือว่าบรรดาเครือญาติของนักการเมืองทั้งหลายก็น่าจะเป็นข้อห้ามในการที่จะ เข้ามาสู่ระบบของการเขียนกติกาเพื่อบ้านเพื่อเมือง แล้วก็ในส่วนที่ ๒ ก็คือใน (๕) ก็คือว่า ความผูกโยง ความเชื่อมโยงของพรรคการเมือง ที่ผมเสนอ ๕ ปีก็อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ ครับว่ามีหลายท่านที่เสนอเป็น ๓ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง ที่ ๕ ปีตรงนั้นก็อยากให้เสด็จน้ำไปเลย ก็คือว่าได้ทิ้ง ไม่มีคราบของความผูกพันเหมือนกับกรณีอย่าง ส.ว. ที่เข้ามา ก็มีประเด็นหนึ่ง ที่เป็นข้อห้ามก็คือว่าการห้ามสมาชิกวุฒิสภานั้นมีความเกี่ยวพัน เกี่ยวโยงกับทางการเมือง เป็นเวลา ๕ ปี ถ้าท่านบริสุทธิ์ใจเพื่อที่จะทำรัฐธรรมนูญเพื่อบ้านเพื่อเมืองก็ขออนุญาตฝาก เพราะที่ผ่านมาข้อเสนอของเพื่อนสมาชิกมีจำนวนมากทีเดียวที่ได้อภิปรายไปแล้วก็ ฝากประเด็นไป ท่านก็ไม่ได้ชี้แจงว่าของท่านดีกว่าที่เพื่อนสมาชิกเสนออย่างไร สุดท้ายไปลง มติท่านก็อาศัย ถ้าตรงนั้นโดยถ้าไม่ฟังไม่มีเหตุผลมาชี้แจง ท่านก็คงจะหลุดพ้นข้อกล่าวหา ไม่ได้ว่าท่านใช้พวกมากลากไป เพราะในสภาแห่งนี้ถึงแม้จะมีวุฒิสภาเข้ามาเป็นตัวถ่วง แต่ด้วยจำนวนที่มีอยู่ สมาชิกทางซีกฝั่งรัฐบาลท่านก็สามารถตัดสินใจได้ ถ้าเป็นอย่างนั้น มันก็ไม่มีประโยชน์ที่เราจะพิจารณาในส่วนต่อ ๆ ไป จึงจะฝากรบกวนไปยังท่านกรรมาธิการ ได้กรุณาพิจารณาใน ๒ ประเด็นนี้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านจุรินทร์มีอะไรครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ขออภัยท่านประธาน ที่ต้องย้อนกลับมาประเด็นที่ท่านประธานหารือเมื่อสักครู่นะครับ เพื่อเสนอทางออกครับ ท่านประธานก็ได้รับฟังท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้กราบเรียนกับท่านประธาน ไปแล้วเมื่อสักครู่ว่าสภาพปัญหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นที่ต้องยืดเยื้อมาจนถึงขณะนี้เกิดจากอะไร สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นผมขอย้อนไปนิดเดียวก็เพราะเหตุว่ามีความพยายามที่จะใช้เสียงข้างมาก ในการดำเนินการเพื่อให้มติเป็นไปตามความประสงค์ของรัฐบาลโดยที่เสียงข้างน้อยและ รวมทั้งวุฒิสมาชิกและพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ได้พยายามท้วงติงทั้งที่บางประเด็นมีเหตุมีผล แต่ว่าในที่สุดไม่ได้รับการพิจารณา ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ทำให้เมื่อมีการใช้เสียงข้างมากในทุกกรณี ทำให้เสียงข้างน้อยจำเป็นต้องใช้สิทธิในการแสดงเหตุผลและทำให้เวลาล่วงเลยมาจนถึง ปัจจุบัน เพราะฉะนั้นทางออกต่อข้อเสนอของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสักครู่ ที่เป็นรูปธรรมที่สุด ผมขอกราบเรียนต่อท่านประธานครับว่าท่านประธานถ้าจะกรุณา มอบหมายให้ ไม่ใช่ ๓ ฝ่ายหรอกครับ ควรจะมอบหมายให้ ๔ ฝ่ายได้คุยกัน ประกอบด้วยวิปทั้ง ๓ ฝ่าย แล้วก็ประธานคณะกรรมาธิการได้คุยกันว่าประเด็นที่ควรนำไปสู่ การปรับปรุงแก้ไขได้บ้างในประเด็นที่จะทำให้รัฐธรรมนูญเป็นของทุกคนอย่างผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้กราบเรียนนั้นจะมีประเด็นใดที่ควรโอนอ่อนผ่อนตาม และปรับปรุงได้ เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย แล้วงานก็จะเดินหน้าไปได้ด้วยความราบรื่นยิ่งขึ้นครับ อันนี้ก็คือ ข้อเสนอ ขออนุญาตท่านประธานได้โปรดพิจารณาด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อกี้เห็นประสานกัน นัดหมายไปคุยเข้าใจว่าอย่างนั้น ก็ไม่เป็นอะไรครับ ๔ ฝ่ายก็ลองคุยกันดูนะครับ เชิญท่านวันชัย สอนศิริ ครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวันชัยครับ ขออภัยนิดหนึ่ง ท่านสงวนไว้เพิ่ม (๔) นะครับว่าข้อห้ามต้องไม่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิกวุฒิสภา ตรงนี้นะครับ เอาเฉพาะประเด็นนี้ก็แล้วกัน เชิญครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพว่าความจริงแล้วตั้งใจจะอภิปรายด้วยเหตุด้วยผลในประเด็นนี้มากพอสมควร แต่ดูบรรยากาศสถานการณ์แล้วก็เริ่มชักจะหมดแรงเหมือนกันครับท่านประธาน เพราะว่า ก็ดึกมาหลายคืน ก็คงจะเหมือนท่านประธานนะครับ เพราะฉะนั้นก็เอาย่อ ๆ พอสังเขปครับ ท่านประธาน ที่กระผมได้ขอแปรญัตติเพิ่มเติมในมาตรานี้ คือ เพิ่ม (๔) เข้าไปครับว่า เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่ เกินสองปี ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วก็นำ (๑๐) ในมาตรา ๑๐๒ แห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาใช้นั่นเอง เพียงแต่เพิ่มประเด็นว่า เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและ สมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกินสองปี ครับท่านประธาน กราบเรียนว่าที่ผมเสนออย่างนี้ ท่านประธานต้องยอมรับว่าคนที่จะเป็น สสร. นั้น เราพูดกันมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าควรจะมีอิสระ มีความเป็นกลาง ไม่มีส่วนได้เสีย อันนี้คือหลักการของคนที่จะเป็น สสร. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ในสถานการณ์ทางการเมืองที่แตกแยกกันขณะนี้มีความไม่ปรองดอง มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งสี แบ่งพวกกันชัดเจน เพราะฉะนั้นคนที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องเป็นคนที่เป็นกลางและมีอิสระไม่มีส่วนได้เสียจริง ๆ ดวงตาเขาจะได้เห็นธรรม และที่ สำคัญที่สุดจะต้องไม่ด่างพร้อย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง มิได้หมายความว่าคนทาง การเมืองจะด่างพร้อยนะครับท่านประธาน แต่อย่างน้อย ๆ ที่สุดเขาควรจะพ้นภาวะจาก การเมืองมาแล้ว ปลอดจากการเมืองจริง ๆ อย่างน้อยที่สุด ๒ ปีครับท่านประธาน บางคนนั้น แปรญัตติมากกว่าผมถึง ๕ ปีก็มี แต่ผมว่าอย่างน้อยที่สุดสัก ๒ ปี เหตุผลคืออะไรครับ ผมต้องการให้เขาตัดขาด และเว้นวรรคจากการเมืองจริง ๆ เพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ คนที่ยังมีบทบาททางการเมือง และที่ยังเกี่ยวข้องทางการเมืองพูดง่าย ๆ ว่า ยังไม่พ้น ในระยะเวลาตามที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กำหนดไว้ ใน (๑๐) มาตรา ๑๐๒ พูดง่าย ๆ ว่าเวลาที่เขาเข้ามาเกี่ยวข้องในลักษณะที่เป็น สสร. นั้น ผมเชื่อเหลือเกินว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือเขาจะต้องเว้นจากอคติ ๔ อคติ ๔ นั้น คืออะไรครับ ท่านประธาน ๑. จะต้องไม่มีภยาคติ คือความกลัว คนที่ยังมีความสัมพันธ์ทางการเมืองนั้น ยังมีความกลัวต่อกระทบต่อเรื่องนั้น กระทบต่อเรื่องนี้ กระทบต่อสถานะของตัวเอง เพราะฉะนั้นคนที่พ้นจากภาวะทางการเมืองซึ่งผมถือว่าอย่างน้อย ๒ ปี จะทำให้เขาปลอด จากภยาคติตรงนี้ไปได้

ประการต่อมา เขาควรจะมีปลอดจากฉันทาคติ มีความอคติเพราะการรักใคร่ แน่นอนครับ คนที่ยังมีความผูกพันกันอยู่มันย่อมมีความลำเอียงในทางการเมือง มีความรักสีนั้น มีความรักสีนี้ มีความรักพรรค มีความรักคนนั้นคนนี้ เวลามาเป็น สสร. นั้นก็จะมีความลำเอียง แล้วก็อาจจะไม่เป็นกลาง ขาดความอิสระ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญ

และประการต่อมาที่เขาเรียกว่า โทสาคติ ก็คือความเกลียด คนที่มา ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะความเกลียดคนนั้น เกลียดคนนี้ เกลียดกลุ่มการเมืองนั้น เกลียดกลุ่ม การเมืองนี้ รัฐธรรมนูญที่ออกมานั้นมันก็จะย่อมไขว้เขวไปได้ แล้วก็อาจจะเป็นไป ตามโทสาคติของตน ซึ่งผมถือว่าคนที่ปลอดจากการเมืองแล้วอย่างน้อย ๒ ปี ถ้าจะมีสิ่งนี้ มันก็ลดน้อยถอยลงไปได้ครับท่านประธาน

และประการสุดท้ายก็คือ โมหาคติ เขาจะต้องไม่มีอคติ เพราะหลงในบุคคลนั้น บุคคลนี้ มัวเมาในสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือเป็นไปตามกาลที่บุคคลนั้นยัดเยียดอุดมการณ์ความรู้สึก ความต้องการของคนนั้นคนนี้ พูดง่าย ๆ ว่าบางคนก็หลงละเมอเพ้อพกไปตามที่เขายัดเยียด ทางการเมืองที่เขาต้องการ เพราะฉะนั้นบ้านเมืองเราที่มันแตกแยกกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะการมี อคติ ๔ นี่ละครับเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่ผมแปรญัตติในเรื่องนี้มาก็คือ ต้องการให้เขาปลอดจาก การเมือง เชื่อเหลือเกินว่าอย่างน้อย ๆ มันก็ทำให้อคติ ๔ ซึ่งเป็นเหตุอันสำคัญในการ ร่างรัฐธรรมนูญของเขาได้เจือจางไปแล้ว ลดน้อยถอยลง เพราะคนที่ยังผูกพันหรือเกี่ยวข้อง ทางการเมือง ผมเชื่อเหลือเกินว่าหูตาตลอดจนแนวความคิดนั้นย่อมไม่ใส ดังนั้นคนที่จะมา เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญควรปลอดจากอคติ ๔ ดังเหตุผลที่ผมกราบเรียนมา จึงแปรญัตติเพิ่ม (๔) เข้าไป เรื่องนี้ผมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่คณะกรรมาธิการควรได้นำไปพิจารณาเป็นอย่างยิ่งครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ ท่านสงวนไว้เพิ่ม (๔) กับ (๕) ครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน 🔗

ขอบคุณ ท่านประธานครับ กระผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และผู้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๓ อย่างที่ท่านประธานได้กรุณากล่าวไปเมื่อสักครู่ว่า สิ่งที่ผมขอแปรญัตติไว้ก็คือได้ขอเพิ่ม (๔) และ (๕) ของมาตรา ๒๙๑/๓ ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่ามาตรา ๒๙๑/๓ เป็นมาตราที่พูดถึงลักษณะต้องห้ามของบุคคล ที่จะมาทำหน้าที่เป็น สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากที่เราผ่านมาตรา ๒๙๑/๒ มาแล้ว ซึ่งเป็นมาตราที่พูดถึงเรื่องคุณสมบัติ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าทั้งมาตรา ๒๙๑/๒ และมาตรา ๒๙๑/๓ ซึ่งว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามนั้นนี่ ร่างที่ทางกรรมาธิการ ได้เห็นชอบและนำเสนอต่อที่ประชุมนี้นั้น ได้นำหลักการมาจากมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน เพียงแต่ว่านำมาไม่ครบทุกอนุมาตรา ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งเป็นมาตราที่ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของบุคคลที่จะเป็น ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภานั้น เขากำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ไว้ทั้งหมด ๙ อนุมาตรา ท่านกรรมาธิการนำมาเพียงบางอนุมาตรา ประเด็นที่ทำให้ผมเกิดข้อ สงสัยก็คือว่าแล้วทำไมอนุมาตราบางอนุมาตราท่านไม่นำมาใช้กำหนดเป็นคุณสมบัติหรือ ลักษณะต้องห้ามของ สสร. ก็ไปพบว่ามีอยู่ ๒ อนุมาตราที่ท่านไม่นำมาประกอบ และผมเห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องนำมาเพิ่มเติมให้เป็นลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่สมควรจะมาดำรง ตำแหน่งเป็น สสร. ๒ อนุมาตราดังกล่าวก็ได้แก่สิ่งที่ผมขอแปรญัตติและเพิ่มเติมมาเป็น (๔) และ (๕) ของมาตรา ๒๙๑/๓ ซึ่ง (๔) ผมได้ขอเพิ่มเติมว่า ต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตร ของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ (๕) ผมเพิ่มเติมว่า เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและ สมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาไม่เกินห้าปี เหตุผลที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า สิ่งที่ผมขอแปรญัตติเพิ่มเติมทั้ง ๒ อนุมาตรานั้น ผมใช้หลักอะไรเป็นหลักคิด อย่างที่ผมกราบเรียน แล้วครับว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่แล้วในมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เมื่อท่านใช้ หลักเกณฑ์ที่กำหนดอยู่ในมาตรา ๑๑๕ เป็นหลักเกณฑ์ของการเขียนคุณสมบัติและลักษณะ ต้องห้ามของคนที่จะมาเป็น สสร. ท่านควรจะยกมาทั้งหมด แต่เมื่อท่านไม่ยกมาทั้งหมดนั้น ทำให้ผมต้องคิดว่าบางอนุมาตราหรือบางลักษณะต้องห้ามที่ท่านไม่นำมานั้น มีข้อขัดข้อง หรือจะเป็นปัญหาเป็นอุปสรรคต่อหลักการสำคัญของการเป็น สสร. หรือไม่ ท่านประธาน ผมเองได้อภิปรายเมื่อวานนี้เกี่ยวกับหลักการของการเป็น สสร. ซึ่งจะต้องมีหลักการสำคัญ ๔ ประการก็คือ

๑. ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างหลากหลาย

๒. บุคคลนั้นต้องเป็นกลาง

๓. บุคคลนั้นต้องเป็นผู้ที่มีความอิสระไม่ถูกครอบงำ

และประการสุดท้าย คือต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมก็มาดูแล้วว่าคนที่จะทำให้สูญเสียความเป็นกลาง สูญเสียความเป็นอิสระหรืออาจทำให้ มีส่วนได้เสียในการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ได้แก่บุคคลประเภทใดบ้าง ก็มาไล่ดูตามมาตรา ๑๑๕ ที่เขาศึกษามาแล้วจนบัญญัติเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแล้ว พบว่ามีบุคคลอีก ๒ กลุ่ม ท่านประธาน คือตาม (๔) ที่ผมเพิ่มเติมไว้ก็คือ คนที่เกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับนักการเมืองนั่นล่ะ ได้แก่คนที่เป็นบิดา มารดา คู่สมรสหรือบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นทั้งหมด ไม่สมควรที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะเหตุว่า ท่านยังไม่สามารถตัดขาดกับบรรดาเครือญาติทั้งหลายของท่านที่เป็นนักการเมืองอยู่ และด้วยความที่ยังมีสายสัมพันธ์ในทางเครือญาติ ไม่ว่าจะสายสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นพ่อแม่ลูก หรือคู่สมรสก็อาจที่จะทำให้ท่านสูญเสียความเป็นกลาง สูญเสียความเป็นอิสระในการทำ หน้าที่เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ บุคคลอีกประเภทหนึ่งก็คือ คนซึ่งเคยเป็นอดีต นักการเมืองมาเอง ได้แก่บรรดาท่านอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านอดีตสมาชิกวุฒิสภา ท่านต่าง ๆ เหล่านี้นั้นเป็นผู้ที่เคยอยู่ในแวดวงการเมืองมาก่อน แน่นอนระยะเวลาการดำรง ตำแหน่งของท่านอย่างน้อย ๔-๖ ปี จะต้องทำให้ท่านมีเครือข่ายมีเพื่อนฝูง มีคนรู้จัก ในวงการเมืองเยอะ แล้วถ้าให้ท่านเหล่านั้นมาทำหน้าที่เป็น สสร. หนีไม่พ้นครับ โดยเฉพาะ สภาพของสังคมไทยเป็นสังคมของการเอื้ออาทร เป็นสังคมอุปถัมภ์ต่อกัน รายการคุณขอมาต้องมีแน่ ท่านประธาน แล้วความเกรงอกเกรงใจก็จะเกิดขึ้น การที่จะทำ หน้าที่อย่างตรงไปตรงมา กล้าได้ กล้าเสีย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ กล้าที่จะ ฟันธงต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กล้าที่จะชูธงในการที่จะเขียนกฎเกณฑ์ของประเทศใหม่ เพื่อนำไปสู่ การปฏิรูปการเมืองของประเทศไทยใหม่ ความกล้าเหล่านั้นก็อาจสูญเสียไปได้ เพราะตัวเอง เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาก่อน ผมจึงได้ขออนุญาตเพิ่มเติม (๕) เป็นว่า ต้องไม่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาและสิ้นสุดมาไม่เกินห้าปี ถ้าท่านเหล่านั้นจะนำ ประสบการณ์ของท่านมาทำงานก็ขอให้ท่านได้มีโอกาสเว้นวรรคไปแล้ว ๕ ปี ซึ่งเห็นว่า เป็นระยะเวลาเพียงพอในการที่ทำให้ท่านตัดขาดจากสายสัมพันธ์ทางการเมืองในอดีตได้ ท่านประธานอาจจะสงสัยว่าแล้วทำไมต้อง ๕ ปี ทำไมไม่ใช้ ๒ ปีเหมือนกับเพื่อนสมาชิก บางท่านที่ใช้สิทธิแปรญัตติ ผมก็กราบเรียนครับว่าระยะเวลา ๕ ปีนั้นเป็นระยะเวลาที่ผ่าน การถกเถียงมาแล้ว จนกระทั่งเขาตกผลึกความคิดแล้วออกมาเป็น (๖) ของมาตรา ๑๑๕ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าเหตุผลที่ผมกราบเรียน ท่านประธานไปว่าการที่มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติไม่ว่าเป็นพ่อแม่ลูกก็ดี ไม่ว่าเป็นคู่สมรสก็ดี หรือเคยมีสายสัมพันธ์เพราะเหตุที่ตัวเองเคยอยู่วงการเมืองมาก่อนและจะทำให้สูญเสีย ความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ ในการทำหน้าที่เป็นหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมไม่ได้คิดเอาเองครับ ท่านประธานอาจจะบอกว่าผมคิดไกลไปหรือเปล่า ผมเป็นห่วงเป็นใย ในเรื่องนี้มากเกินไปหรือเปล่า ประเด็นนี้ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่เขาถกเถียงกันมาแล้วแล้วก็ประเมินผลมาแล้ว จากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เราใช้ บังคับกันมา ๙ ปีเศษได้นั้นแล้วนี่ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่มีข้อห้ามเรื่องพวกนี้ อยู่ ระหว่างคนที่จะทำหน้าที่เป็น ส.ส. กับ ส.ว. ไม่มีลักษณะต้องห้ามในเรื่องสายสัมพันธ์ทาง เครือญาติ ไม่มีข้อห้ามในเรื่องของอดีตการเป็นนักการเมือง แล้วห้ามมาทำหน้าที่เป็น ส.ว. แต่เพราะการไม่มีข้อห้ามเหล่านี้ละครับ มันถึงทำให้เกิดปัญหาระบบสภาหมอนข้างขึ้น ทำให้ เกิดสภาผัวเมียขึ้น ทำให้เกิดสภาทาสขึ้น อย่างที่สื่อมวลชนเขาขนานนามในอดีต พอมาถึงยุค ของการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาถึงถอดบทเรียนตรงนี้จากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มา จึงเป็นที่มาของการกำหนดลักษณะต้องห้ามสำหรับความเป็นเครือญาติ สำหรับอดีตนักการเมืองที่จะทำหน้าที่ในบางตำแหน่งที่ต้องอาศัยความเป็นกลางอย่างแท้จริง ผมก็กราบเรียนท่านประธานครับว่าหลักคิดที่ผมนำมาแปรญัตติทั้ง ๒ อนุมาตรา คือ (๔) กับ (๕) ในมาตรา ๒๙๑/๓ นั้นนี่นอกเหนือไปจากหลักคิดของการที่ต้องการให้สมาชิก สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงแล้วนั้น กราบเรียนครับว่าเป็นหลักคิดที่เขาตกผลึกความคิดมาแล้ว จนกระทั่งบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ ฉบับปัจจุบัน ก็หวังว่าท่านกรรมาธิการทั้งหลายท่านจะได้กรุณารับฟังเหตุผล ซึ่งผ่านการกลั่นกรอง จนกระทั่งตกผลึกความคิดเป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่เราใช้กันอยู่ แล้วผมเชื่อว่าถ้าท่านมีเจตนาที่จะช่วยกันกลั่นกรองให้ได้บุคคลซึ่งมาทำหน้าที่ สสร. อย่างตรงไปตรงมาอย่างแท้จริง โดยไม่หวังผลประโยชน์อะไรจากบุคคลเหล่านั้น กรุณาเถอะครับ เพิ่มเติมลักษณะต้องห้ามอย่างที่ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ทั้ง ๒ อนุมาตรา ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่าน พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ครับ ท่านสงวนไว้ใน (๓) (๔) (๕) เชิญท่านเลยครับ

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ที่เพิ่มความใน (๓) และเพิ่ม (๔) (๕) ผมขออนุญาตใช้เวลาที่จะ เรียนให้ท่านประธานและท่านกรรมาธิการทราบว่า จากหลักคิดตรงนี้มาจากประสบการณ์ จากตัวผมเองในขณะที่เข้ามาทำงานในวุฒิสภาตั้งแต่ครั้งแรกในเรื่องของสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ผมเรียนว่าคนที่จะทำงานในหน้าที่ของวุฒิสภานั้นจำเป็นจะต้องเป็นคนที่เป็นกลาง ทางการเมือง และเราเองนั้นจะต้องสามารถยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องได้ ผมถือหลักในการ ทำงานของความเป็นอิสระและเป็นกลางนั้น เรามีสิ่งที่เป็นอันตรายที่เราต้องระมัดระวังอยู่ ๕ อย่าง ตามที่ปรมาจารย์ซุนวูได้บอกไว้

อันแรกคือ เรารักมากไม่ได้ รักมากเกินไปก็เกิดปัญหา

เรามีความโลภ เราอยากจะเป็น อยากจะมี อยากจะได้ ถ้าเรามีเมื่อไรก็จะทำ ให้เราเสียความเป็นกลาง

การรักษาอารมณ์โกรธก็เป็นสิ่งที่จะทำให้เราไม่สามารถจะยืนหยัดในสิ่งที่ ถูกต้องได้ เพราะว่าคนเขามักจะยั่วให้เราโกรธแล้วก็ทำให้เกิดเสียสติแล้วเราก็ผิดพลาดกันได้

ประการที่ ๔ คืออย่าหลงในลาภยศ เกียรติยศที่เกิดขึ้น อย่าไปคาดหวังว่า เราทำอย่างนี้แล้วจะต้องได้ผลตอบแทนอะไร

และประการสุดท้าย อย่ากลัวครับ อย่ากลัวสูญเสียตำแหน่ง อย่ากลัวสูญเสีย สถานภาพ เมื่อจำเป็นจะต้องออกก็ต้องออก นี่คือหลักการของการที่จะเป็นกลางตามที่ นักปราชญ์โบราณได้บอกไว้ สิ่งเหล่านี้ครับ ท่านประธานครับ ผมก็เลยคิดว่าคนที่จะเข้ามา เป็น สสร. หรือจะมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาในลักษณะที่ ใช้ภาษาธรรมดาก็คือว่าเรามาคนเดียว เรามาถึงแล้วท่านจะมาใน ๙๙ คน แต่คนเหล่านั้นก็คงไม่สามารถจะช่วยกันหรือไม่มีพวก มีพ้อง เราต้องเดินด้วยตัวคนเดียว ต้องเดินด้วยความรู้ความสามารถ สิ่งที่ สสร. ต้องการ มากที่สุดก็คือความรู้ความสามารถที่จะทำงานนิติบัญญัติ ก็คือทำงานสภาเป็น ผมเชื่อว่า เพื่อนสมาชิกทุกคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ในช่วงแรกนั้น เราจะต้องเรียนรู้กฎกติกาและการดำเนินการต่าง ๆ ที่เป็นข้อบังคับของสภา คงต้องใช้เวลา สักช่วงหนึ่งครับ แต่ สสร. ครั้งนี้ตามร่างเดิมกำหนดไว้ ๑๘๐ วัน และในขณะนี้ได้มีการขยายเป็น ๒๔๐ วัน ไม่มีเวลาที่จะเอาคนมาฝึกงานในการที่จะเรียนรู้ระบบงานของรัฐสภา หลายคนที่มี กระบวนการต่าง ๆ ที่ทำอยู่ในปัจจุบันเข้ามาทำงานเป็นสมาชิกสภาแล้วหลายเดือนเป็นปี ก็ยังไม่สามารถที่จะเรียนรู้ในเรื่องของการแปรญัตติกฎหมาย การอภิปราย การให้ข้อมูลในสิ่ง ต่าง ๆ ในรัฐสภาได้ อันนี้เราต้องยอมรับในข้อเท็จจริงว่าถ้าเราไม่มีคนที่มีประสบการณ์แล้ว เราก็คงจะทำงานสิ่งสำคัญที่เป็นงานหลักของประเทศในเรื่องของกฎกติกาที่จะให้คนไทย ทั้งประเทศนั้นยึดถือปฏิบัติได้ เพราะฉะนั้นในมุมมองของผม ผมมีความคิดว่า สสร. ไม่ใช่ โรงเรียนที่จะมาฝึกคน ทุกคนนั้นจะต้องมีความพร้อมในการที่จะมาทำงานรัฐสภา แต่การเอา คนที่มีความคุ้นเคยหรือเคยทำงานรัฐสภานั้น สิ่งที่เราคาดหมายเราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยง ได้ก็คือความผูกพันกับบุคลากรทางการเมือง ซึ่งทำให้เราสูญเสียความเป็นกลางทางการเมือง เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้ครับ ทำให้ผมมองว่าเราควรจะทำการเพิ่มเติมแก้ไข โดยเฉพาะ ในเรื่องของ (๓) แต่เดิมนั้นกำหนดไว้ว่าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นสมาชิกวุฒิสภา และข้าราชการการเมือง อันนี้ได้มีบทข้อห้ามไว้ ผมเลยขอแปรญัตติเพิ่มความว่าเคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมือง และต้องพ้นจากการดำรง ตำแหน่งดังกล่าวนั้นยังไม่เกินห้าปีนับตั้งแต่วันสมัคร จำนวน ๕ ปีนั้น ผมได้นำมาจาก รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ (๖) (๗) ซึ่งจะเป็นตัวบอกว่ากระบวนการในการดำเนินการนั้นน่าจะปลอดจากการเมืองและไม่มี ความผูกพันกับการเมืองมากนัก ส่วนการแปรญัตติใน (๔) และ (๕) นั้น ผมนำกฎเกณฑ์ของ ความเป็นกลางที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกได้ให้ ความเห็นแล้ว ผมขอเรียนว่าเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัวนั้น แน่นอนครับ เราแยก ไม่ได้ เพราะฉะนั้นความผูกพัน ความรักที่ต้องการจะให้ญาติของเราได้ดีตามนั้นทำให้เรา สูญเสียความเป็นกลาง ทำให้เราลืมสิ่งที่เป็นหน้าที่ในการที่จะต้องทำเพื่อรัฐยืนหยัดในสิ่งที่ ถูกต้อง ปัญหาของบุคลากรที่จะเข้ามากำหนดกฎกติกา เช่น สสร. นั้น สิ่งที่สำคัญผมคิดว่า จะต้องเป็นคนที่กล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง หรือในภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า อินเทกกริที (Integrity) นั่นคือจะต้องกล้าพอที่จะยืนหยัด แล้วก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการในสิ่งที่ผิดจาก หลักการของความเป็นกลางได้ ถ้าพูดกันง่าย ๆ คนคนนี้ต้องขอไม่ได้ ต้องสั่งไม่ได้ และอันสุดท้าย ก็คือให้ผลประโยชน์ตอบแทนเพื่อแลกเปลี่ยนไม่ได้ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้ผมถึงขอแปรญัตติ เพิ่มข้อความไปใน ๓ ข้อที่ผมได้กราบเรียนแล้ว แล้วผมหวังว่าท่านคณะกรรมาธิการ คงได้พิจารณาว่าทำอย่างไรที่จะให้ สสร. ของเรานั้น ทำหน้าที่แทนสมาชิกรัฐสภาทุกคน ได้อย่างเป็นกลางทางการเมือง และกำหนดกฎกติกามารยาทให้กับคนไทยทั้งชาติ รวมทั้ง นักการเมืองทุกคนอยู่ในกรอบของคุณธรรมและความดี ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมชาย แสวงการ ครับ ท่านแปรญัตติไว้ใน (๓) (๔) (๕) เหมือนกันนะครับ เชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

ท่านประธานครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมแปรญัตติ แล้วก็ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของบุคคลต้องห้ามมิให้มีสิทธิ รับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคงต้องมีการกำหนด เพราะว่าอย่างที่เคย กราบเรียนที่ประชุมแห่งนี้แล้วครับว่าตัวของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องเป็น คนร่างกติกาสูงสุดของประเทศ ของคน ๖๕ ล้านคน แล้วก็หวังว่าจะร่างกติกาที่สังคม ซึ่งกำลังแตกแยกกันอย่างที่สุดในขณะนี้ให้ได้รับความยอมรับจากทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นสีไหน สีใด หรือชนกลุ่มไหน หรือข้างใด หรือพรรคใด จะต้องดำรงความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ อย่างแท้จริง และจะต้องมีคุณสมบัติที่ต้องเป็นพิเศษมากกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีอยู่ในขณะนี้ เพราะว่าในชั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ก็กำลังจะสละสิทธิ์ในการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น บัญญัติให้เราแก้เองทีละมาตราหรือหลายมาตรา แต่เรากำลังจะโอนอำนาจโดยการแก้ รัฐธรรมนูญไปให้คณะบุคคลใหม่ เพราะฉะนั้นคณะบุคคลนี้จะต้องเป็นคณะบุคคลซึ่งมี องค์ประกอบที่มีลักษณะต้องห้ามที่ชัดเจน ผมเรียนคณะกรรมาธิการ แล้วก็ขอแปรญัตติ เพิ่มเติมให้ชัดเจนครับว่าโดยหลักที่ว่าจะต้องไม่เป็น หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองและสิ้นสมาชิกภาพ หรือพ้นจากตำแหน่งยังไม่ เกิน ๕ ปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง ผมใช้หลักว่าต้องไม่เป็นก่อน ๕ ปี ก็คือให้เว้นวรรคไว้ ๕ ปี และยังมีหลักอีกครับว่าเมื่อหลังจากท่านเป็น สสร. แล้วก็ต้องมีหลักหลังอีก ๕ ปี เพราะที่ผ่านมาครับ เราจะเห็นว่ามีระบบต่างตอบแทน พอเข้ามาเป็นไม่ว่าจะเป็น สสร. หรือเป็น ส.ว. หรือใด ๆ ก็ตามก็มีระบบเอื้อประโยชน์ต่างตอบแทนด้วยการให้รับตำแหน่ง ทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นการให้เป็น ส.ส. ส.ว. หรือตำแหน่งในเลขานุการรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือผู้อำนวยการองค์กรมหาชนทั้งหลายแหล่ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นหลักประกันว่า ๕ ปี ก่อนที่ท่านจะเข้ามาเป็น สสร. นั้นต้องปลอดการเมือง และหลังจากนั้นท่านก็ต้อง ปลอดการเมืองอีก ก็ต้องเรียนครับว่าดูเหมือนว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ผมกำหนดนั้นดูจะต้องมีคุณสมบัติ ที่จะต้องปลอดการเมืองหรือปลอดการแทรกแซงได้อย่างที่เชื่อใจได้ว่าท่านนั้นจะไม่เข้ามา แสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ หรือต่างตอบแทนกันในอนาคต อันนี้เป็นหลักประกันที่ผมอยาก ให้สภาแห่งนี้ อยากให้กรรมาธิการได้พิจารณาด้วยความรอบคอบ เพราะว่าเขาจะต้องร่าง กติกาอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ใน (๔) ในเรื่องของการเป็นบุพการี ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่างที่สมาชิกหลายท่านได้กราบเรียน แล้วครับว่ามันเป็นคุณสมบัติในรัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้ว แล้วก็เหตุใดคณะกรรมาธิการหรือ ผู้ร่างได้เอาหายไป ความไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็เรียนครับว่าจริง ๆ แล้วไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมดหรอกครับ เพราะในสภาแห่งนี้ก็เห็น ครับว่าก็อาจจะมีทั้งญาติพี่น้องอะไรต่าง ๆ เข้ามาเต็มไปหมด แต่อย่างไรก็ตามครับ เพื่อให้ สสร. ยังคงความเป็นกลางและยังคงความไม่ผูกพันกับทางการเมือง ไม่ว่าจะพรรคใดพรรคหนึ่งหรือสีใด สีหนึ่งอย่างที่ผมเรียนไปแล้วนี่ คงจะควรให้มีความไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้นะครับ และที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ (๕) ไม่เป็นสมาชิกหรือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในพรรคการเมือง หรือเคยเป็นสมาชิกหรือเคยดำรงตำแหน่ง และพ้นจากการเป็นสมาชิกหรือการดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้ว ยังไม่เกินห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง ในข้อนี้เคยใช้กับคุณสมบัติของการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา สิ่งเหล่านี้เป็นหลักประกันของการที่ให้วุฒิสภาเป็นสภาที่ไม่มี ประโยชน์เกี่ยวข้องหรือมีความผูกพันกับพรรคการเมืองหรือนักการเมือง ซึ่งก็ทำให้เห็นว่า อย่างน้อยที่สุดการสรรหาและการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาชุดที่ผ่านมาทำให้ได้ ส.ว. ทั้งการเลือกตั้ง และสรรหามีคุณภาพและปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองได้ในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าคุณสมบัติเหล่านี้ไม่ได้เกินเลยจากคุณสมบัติที่ สสร. ควรจะมีนะครับ ผมต้องกราบเรียนว่า ผมเองได้ยืนยันกับท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้มาตั้งแต่วาระที่หนึ่งว่าผมไม่เห็นด้วยกับการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพื่อยกเลิกและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะว่าเป็นการขัดหลักการ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อท่านใช้เสียงที่มีไม่น้อยกว่า ๓๕๐-๔๐๐ เสียง โหวตไปเรื่อย ๆ ดำเนินการไป อย่างไรก็ชนะ พวกเราอภิปรายไป ผมไม่ได้หวังจะชนะคะแนนจากท่าน เพราะผมรู้อยู่แล้วว่า เวลาโหวตผ่านแต่ละมาตรา อย่างไรคะแนนเสียงก็ออกมาเท่านี้ ผมได้ตรวจจากการโหวตของ ทุกครั้งเสียงก็เท่าเดิม จำนวนคนก็เหมือนเดิม แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์อยู่ในขณะนี้คือ ๑. ได้ทำความรู้ความเข้าใจกับพี่น้อง ประชาชนที่เขาจะต้องรับผิดชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นเป็นกติกาที่เขาต้องร่วม รับผิดชอบด้วย ท่านอดีตประธานรัฐสภาท่านหนึ่งได้กล่าวกับผมว่าหลังจากนี้จะเกิดการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และไม่เคยเห็นในตลอดชีวิต ท่านมีอายุ เหลือไม่มากแล้วก็อาจจะอยู่ไม่ได้เห็น หรืออาจจะอยู่เห็นได้ไม่นานและต้องทนไม่นาน แต่คนรุ่นหลังอาจจะต้องทนกับภาวะที่คาดการณ์ไม่ถึงไปอีกนาน สิ่งเหล่านี้เป็นเพราะอะไรครับ เป็นเพราะสภาที่ควรจะมีอำนาจทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาไม่ทำหน้าที่ ส่งมอบอำนาจ ไปให้คณะบุคคลโดยไม่มีกรอบในการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ถามว่ารัฐธรรมนูญ จะร่างอะไรได้หรือไม่ ผมกราบเรียนครับว่ารัฐธรรมนูญเมื่อเป็นกฎหมายสูงสุดแล้ว สามารถร่างอะไรก็ได้ ท่านร่างให้มีระบบ ๒ ศาล ก็ได้กลับไปศาลเดียวก็ได้ ท่านทำให้องค์กรอิสระ หายไปเลยก็ได้ ระบบตรวจสอบหายไปก็ได้ รัฐธรรมนูญใหญ่กว่ากฎหมายทั่วไปครับ กฎหมายทั่วไปในชั้นพระราชกฤษฎีกาหรือในพระราชบัญญัติยังสามารถยุบหน่วยงาน ยุบกระทรวง ทบวง กรม ไปแล้วต้องเยอะ สิ่งที่ไม่คาดคิดและอาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็น หลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพ หลักประกันเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นหลักการ เรื่องกระบวนการยุติธรรม ไม่รวมถึงเรื่องของความเป็นชาติ เรื่องศาสนา ไม่รวมถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องยกร่างขึ้นใหม่หมดโดยไม่มีกรอบ ผมจึงต้องเรียนว่าหากเราจะทำอะไร ก็ตามท่านต้องคำนึงถึงหลักประชาธิปไตย ประชาธิปไตยที่แท้จริงคือประชาบวกอธิปไตย นั่นหมายความว่าประชาชนต้องมีอำนาจสูงสุด แต่ท่านต้องเคารพเสียงข้างน้อย จริงอยู่ครับ เสียงข้างมากเป็นเสียงที่นำพาทุกสิ่ง แต่เสียงข้างมากต้องดูแลเสียงข้างน้อย เพราะฉะนั้น ผมฝากเรียนไปยังท่านกรรมาธิการและท่านสมาชิกรัฐสภาครับว่าท่านต้องฟังเสียงข้างน้อย และท่านต้องฟังสิ่งที่สมาชิก ๑๗๒ คน ได้เพียรพยายามเสนอเหตุผลในการแปรญัตติ และที่สงวนไว้ ซึ่งผมกราบเรียนว่าเป็นสิ่งดี ๆ ทั้งสิ้น และเป็นโอกาส โดยเฉพาะเรื่องของ คณะกรรมการ สสร. ที่จะตั้งขึ้น ที่จะเกิดขึ้นนั้น มีความจำเป็น ถ้าเราเลือกคนแบบไหน เราก็จะได้ร่างรัฐธรรมนูญออกมาแบบนั้น ถ้าเราได้คณะ สสร. ออกมาแบบที่เรามีความสงสัย ในความคลุมเครือว่าจะถูกครอบงำ เราก็จะได้รัฐธรรมนูญที่มาจากการครอบงำ จริงอยู่ครับ ผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ชนะในวันนี้ท่านเขียนรัฐธรรมนูญออกมา แล้วเป็นประโยชน์กับบุคคลสีเดียว อาจจะเป็นไปได้ครับว่าท่านใช้กติกากำกับ แต่ผมถามว่า แรงต้าน แรงต่อสู้จะต่อสู้บนท้องถนน จะต่อสู้ลงใต้ดิน หรือจะแบ่งประเทศนี้ออกเป็น ๒ ส่วน ๓ ส่วน มันยากจะคาดเดาครับ และผมคิดว่าเสียงที่ต้านยังไม่ได้ออกมา ถ้าท่านคิดว่าท่านใช้ ฝ่ามือในสภา แล้วลากไปสำเร็จ แล้วเขียนรัฐธรรมนูญออกมาอย่างที่ท่านอยากได้ หรือมีใคร บงการก็เป็นชัยชนะครับ แต่เป็นชัยชนะที่ชนะศึก แต่ไม่มีวันชนะสงคราม สิ่งที่ท่านประธาน ได้มอบหมายให้วิป ๓ ฝ่ายไปหารือกับท่านประธานคณะกรรมาธิการ ผมก็กราบเรียนว่า เป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะว่าท่านกรรมาธิการท่านมี ๔๕ ท่าน มีเสียงข้างมากอยู่ ๓๐ กว่าท่าน ท่านไม่แก้อะไรเลย สมาชิกพูดกันมา ๕ วัน ท่านก็ลงมติยืนยันตามร่างเดิม โดยไม่ปรับปรุง แก้ไขอะไรแม้แต่เรื่องเดียว มันก็ต้องเดินไปอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมเรียนครับว่า หลักประชาธิปไตยที่เป็นวิถีแบบประชาธิปไตยนั้นจะต้องเคารพเหตุผลมากกว่าบุคคล จะต้อง รู้จักประนีประนอมยอมรับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี จะต้องมีระเบียบวินัย และต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างสม่ำเสมอ จะต้องมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซึ่งขณะนี้ คือคนในสังคมเกิดความรู้สึกครับว่าเหตุใดสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกพรรคฝ่ายค้านจึงพร่ำ อธิบายเหตุผลในการแปรญัตติต่อท่านกรรมาธิการถึง ๕ วัน ๕ คืน และจะต้องต่อไปอีกเป็น ๗ วัน ๗ คืน แล้วท่านก็ลงมติด้วยคะแนน ๓๔๖ เสียงต่อ ๑๒๔ เสียง ๓๕๐ เสียงต่อ ๑๓๐ เสียง อยู่อย่างนี้ครับ สมาชิก ผู้ฟัง ชาวบ้านที่เขาถามมา เขาถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสภานี้ เขาถามว่ากรรมาธิการไม่มีหัวจิตหัวใจเลยหรือครับ ที่จะพิจารณาเหตุผลที่เราได้พร่ำเสนอต่อท่าน เพราะมันเป็นหลักการและเหตุผลที่ดี และเป็นทางเลือกที่จะไม่นำประเทศไปสู่ภาวะวิกฤติ ในอนาคต ก็ฝากเรียนครับว่าสิ่งที่ผมเรียนมานั้นเรียนมาด้วยความปรารถนาดี และอยากเห็น สิ่งที่ท่านพยายามพูดถึงความปรองดอง มือที่ท่านยื่นออกมานั้นต้องจริงใจด้วยครับ ไม่ใช่ มือยื่นออกมาแล้วยื่นมาแต่นิ้วชี้นิ้วเดียว แล้วบอกว่าต้องทำตามนี้ ต้องมี สสร. แค่ ๗๗ คน บวก ๒๒ คน จะต้องทำอย่างนี้เท่านั้นถึงจะเรียกการปรองดอง ใครไม่ทำแบบนี้ไม่ปรองดอง แต่สิ่งที่ท่านทำละครับ ท่านใช้มติเสียงข้างมากลงมติไปทีละมาตรา ๆ และท้ายที่สุดผมก็ กราบเรียนครับว่าวันที่ ๘ พฤษภาคม ทราบผลอยู่แล้วครับว่าท่านจะลงด้วยคะแนนเสียง ๓๙๙ เสียงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงครับ แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันหน้า ๒๔๐ วัน หลังจากได้ สสร. วันนั้นยากจะคาดเดาครับว่าสังคมจะไปทิศทางไหน ทุกคนต้องเป็น ผู้รับผิดชอบอยู่ร่วมกันครับ ไม่แน่ใจว่าเราจะได้อยู่ร่วมกันหรือไม่ ก็ฝากเรียนไปยัง ท่านประธานเพื่อขอให้กรรมาธิการได้กรุณาทบทวนหลาย ๆ สิ่งที่สมาชิกได้เสนอต่อท่าน ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรจิต ชิรเวทย์ ครับ สงวนใน (๓) (๔) (๕) เหมือนกันครับ เชิญครับ

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสงคราม 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน กระผมก็ไม่ใช่คนรุนแรงอะไรนะครับ จะบ่นจะต่อว่าอะไร ท่านกรรมาธิการก็ไม่ได้ขาดความเมตตา ไม่ถือสาพยาบาทแต่ก็จะจำไว้นะครับ อย่าไป แม่กลองบ้านผมก็แล้วกัน คืออย่างไรก็ตามก็ต้องต่อว่ากับคณะกรรมาธิการนี้ล่ะ เพราะว่า เขาไปยื่นแปรญัตติก็ไม่พิจารณาให้เขาสงวนไว้มันถึงต้องมาใช้เวลามหาศาลในสภานี้นะครับ แล้วก็ไม่ปรับแก้อะไรในระหว่างทางนี้บ้างเลยนะครับ กระผมก็ขอแปรญัตติขอแก้ มาตรา ๒๙๑/๓ เรื่องโทษสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องไปทำหน้าที่ร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศซึ่งคณะกรรมาธิการกำหนดลักษณะ ต้องห้ามเอาไว้เพียง ๓ ข้อ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ต่ำกว่าข้อห้ามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ทั้ง ๆ ที่ภารกิจที่ทำเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดก็คือการวางกติกา ของประเทศนะครับ ใน (๓) ซึ่งคณะกรรมาธิการกำหนดไว้เพียงว่าเป็นข้อห้ามก็คือ ไม่ให้เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมือง โดยไม่มีเงื่อนไขล็อกเวลาก่อน หน้าเอาไว้นะครับ ผมจึงได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมลงไปว่าต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมือง หรือเคยเป็นและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงหรือพ้นจาก ตำแหน่ง ยังไม่เกินห้าปีจนถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง เป็นเงื่อนไขบังคับก่อนตามมาตรฐาน เดียวกันกับสมาชิกวุฒิสภานะครับ เพราะว่าข้อกำหนดที่กรรมาธิการกำหนดไว้ไม่ได้สนใจเลยว่า ก่อนหน้านั้นเขาจะเป็นสมาชิกหรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองซึ่งจะมีส่วนได้เสีย กับการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่มาหรือเปล่านะครับ แล้วก็มาตรฐานกฎหมายเลือกตั้งก็ไปใช้ ตามมาตรฐานการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งก็จะทำให้ระยะเวลาและศาลที่ พิจารณาลดระดับลงมาทั้งหมดนะครับ เราพูดกันมาตลอดนะครับว่าเราต้องการสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญที่ปลอดจากการเมือง ปลอดจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือมี ประโยชน์ทับซ้อนก็คือให้เหินห่างออกมาจากการครอบงำ ซึ่งเราก็ได้มีตัวอย่างอยู่แล้วนะครับ ที่เราใช้บังคับอยู่กับคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภานะครับ ซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนนะครับ เป็นแบบเดียวกับสมาชิกวุฒิสภาแล้วผมก็ได้ขอเพิ่ม (๔) ว่า ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตร ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นะครับ และ (๕) คือ ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งใด ในพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิก หรือเคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการเป็นสมาชิกหรือ การดำรงตำแหน่งการเมืองใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกินห้าปีนับถึงวันสมัคร รับเลือกตั้ง อันนี้ก็คือเป็นลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา ซึ่ง สสร. ควรจะอยู่ ในมาตรฐานที่ไม่ต่ำไปกว่านั้นนะครับ เหตุผลก็ในเมื่อคณะรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาล ผู้เสนอแก้ไขก็ท่องคาถาอยู่ตลอดเวลาว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขจะยกให้ สสร. เขาไปทำเอา พรรคการเมืองไม่ไปกำหนดเกี่ยวข้องไม่ได้นะครับ แต่ว่ากติกาที่วางออกมามาตรฐาน มันต่ำกว่านะครับ เพราะว่าเราต้องการคนที่เป็นกลางทางการเมืองและเราได้ทดลองใช้สิ่งนี้มาแล้วนะครับว่า ถ้าเราไม่ห้ามเอาไว้มันเกิดอะไรขึ้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือเราก็ได้สภาทาส สภาผัวเมีย มาเราก็ยังจะกลับไปหาสิ่งนั้นอีกนะครับ หมายความว่าอย่างไร กรรมาธิการคิดอย่างไร สิ่งนั้นมันทำให้จังหวัดต่าง ๆ นี้มีเจ้าของ มีราชวงศ์ย่อย ๆ มีวงศาคณาญาติ พ่อเป็น ส.ส. แม่เป็น ส.ว. ลูกเป็นนายก อบจ. เหมือนกับมีวงศาคณาญาติครองเมืองท้องถิ่นนะครับ อันนี้ ก็เป็นเหมือนเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนและหลังเสียกรุงเก่าก็มีอาการแบบนี้เหมือนกันนะครับ คือถ้าเป็นตำแหน่งในระนาบเดียวกันเราไม่ว่านะครับ ตัวเองลูกจะเป็น ส.ส. ๒ คน ๓ คนไม่ว่า แต่มันเป็นได้ระนาบเดียวอย่างไร จะมาเป็นนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย เป็น ส.ว. เป็น สสร. ด้วย อย่างนี้มันไม่ได้นะครับ และนี่เรากำลังจะให้เขาไปร่างกติกาสูงสุดของ ประเทศ กฎหมายสูงสดแม่บท เพราะฉะนั้นก็เป็นได้ระดับเดียว ครอบครัวไหนสนใจก็เป็นได้ ระดับเดียวนะครับ เพราะว่ามันจะกระทบกระเทือนหลายมิติเป็นการผูกขาดครอบงำ ข้าราชการ ชาวบ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมันก็จะเลอะเทอะกันไปหมดนะครับ ก็คือ จะเป็นอะไรก็เป็นกันพอสมควร พระก็สอน หลวงปู่ชาก็สอนว่าเป็นอะไรก็อย่าให้มันเป็น มีอะไรก็อย่าให้มันมีนะครับ อันนี้คนใจสูงก็เข้าใจเอง สรุปก็คือจะได้ไม่มีภาวะที่มีตระกูล ท้องถิ่น วงศาคณาญาติ ป้องกันการเสพติดอำนาจนะครับ ซึ่งอันนี้ สสส. เขาต่อต้านเฉพาะ บุหรี่ เหล้า ความจริงแล้วอำนาจนี้ก็เป็นสิ่งเสพติดร้ายแรงเหมือนกันนะครับ ในประเด็นนี้ ผมก็ยังได้ขอแปรญัตติแก้ไขป้องกันไว้อีกในมาตรา ๒๙๑/๕ เรื่องห้ามไม่ให้ สสร. หาเสียง เลือกตั้ง อันนี้จะได้ใช้แต่ประสบการณ์ในอดีตอย่างเดียวนะครับ จะมาร่างรัฐธรรมนูญมันไม่มี นโยบายอะไรที่จะต้องไปหาเสียง จะต้องไปแข่งขันนะครับ ซึ่งถ้ารวมสิ่งที่เราพยายามวางไว้ ทั้งหมดนี้แล้ว คนดีมีสติปัญญาก็สามารถเข้ามาอาสาและทำให้ประชาชนมีตัวเลือกได้มากขึ้น ทันทีนะครับ เพราะฉะนั้นถึงตอนนี้ผมก็อยากจะให้กรรมาธิการช่วยตอบหน่อยนะครับว่า การเพิ่มข้อห้ามที่ดีเหล่านี้ที่ทำให้เกิดการเปิดกว้างแก่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนแบบนี้ มันไม่ดีตรงไหน ทำไมไม่ยอมนะครับ คุณหมอเหวงช่วยตอบให้ทีนะครับ ผมไม่ค่อยหวัง กับคนอื่น คืออย่างน้อยคุณหมอเหวงนี้ก็ยังมีจรรยาบรรณนะครับ รับเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ อย่างเดียวนะครับ ไม่ได้ให้คุณนายมาเป็นด้วยนะครับ แล้วตอนนี้ก็เห็นว่ามีลูกเป็นหมออะไร ต่ออะไร แต่ตอนนี้ออกงาน ๒ คนแล้วก็ไม่รู้น่าเป็นห่วงเหมือนกัน คือก็อยากจะถามว่า หลักการที่จะขอแก้เพิ่มอันนี้ไม่ดีอย่างไรนะครับ กรรมาธิการมีเหตุผลอย่างไรนะครับ ก็อยากจะให้ช่วยตอบนะครับเพราะว่ากระผมเป็น ส.ว. ไม่ได้มีคอก มีค่ายอะไรนะครับ ก็ได้ให้ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะขอแก้ไขมาแล้ว แต่ว่าเมื่อกรรมาธิการไม่ขยับ ไม่แก้ไขอะไรเลย แม้แต่คนที่มองโลกในแง่ดีที่สุดก็ไม่เข้าใจว่าข้อห้ามทั้ง ๓ ประการที่เพิ่มมานี้ มันเป็นอุปสรรค เป็นปัญหาอย่างไร ห่วงชาติหรือว่าห่วงพวกอย่างไรนะครับ แล้วเราทั้งหมดนี้ไม่รู้จักตาย หรืออย่างไร ไม่รู้จักทำอะไรไว้ให้ลูกหลานบ้างหรืออย่างไรนะครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต้องขอบคุณท่าน ส.ว. ทั้ง ๓ ท่านที่อภิปรายมาอยู่ในกรอบทั้งนั้นเลยนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณ ต่อไปครับ ท่านสุพจน์ เลียดประถม ครับ ท่านแปรญัตติไว้เพิ่มใน (๔) ครับ เชิญครับ

นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภา ตราด

ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตราด ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและผู้สงวนคำแปรญัตติครับ ผมเองได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๓ เกี่ยวกับประเด็น เรื่องลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมเองลุกขึ้นอภิปรายในมาตรานี้ด้วย ต้องเรียนต่อท่านประธานว่าด้วยความหวังอันริบหรี่นะครับ ที่ประธานกรรมาธิการจะเห็นคล้อยตามกับท่านสมาชิกและกระผมที่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ผมเองได้เฝ้าดูกรรมาธิการมา ๒-๓ มาตรา รวมทั้งมาตราที่ผ่าน ๆ มาที่ผมได้แปรญัตติ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ลุกขึ้นตอบหลังจากที่ผมได้แปรญัตติแล้วได้พูดว่าผมลุกขึ้น ตอบนะครับ แล้วท่านอื่นอาจจะไม่ต้องอภิปรายต่อ ซึ่งแสดงออกถึงนัยว่าทาง ท่านกรรมาธิการมีเป้าหมายมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ผมเองคงต้องขออนุญาตนำเรียนเหล่านี้ เพราะว่าเราเองได้ใช้เวลาสภามากันนานพอสมควรเลยนะครับ แล้วพวกเราก็อยู่กันจนดึกดื่น เพื่อจะทำหน้าที่ของผู้สงวนคำแปรญัตติ เพื่อนสมาชิกเองก็ได้พูดพาดพิงไปถึงว่ามีตัวบุคคล มีเป้าหมายไว้หรือเปล่า ทำไมถึงแข็งมากไม่ยอมแก้ไขตามที่สมาชิกได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ผมเองก็อยากจะนำเรียนถึงประเด็นที่ผมได้ขอแปรญัตติไว้ใน (๔) เกี่ยวกับเรื่องบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประเด็นนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อ ท่านประธานว่ากรรมาธิการได้พูดหลายครั้งหลายหนว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญท่านเอง มีความประสงค์เป็นอย่างยิ่งว่าอยากให้เป็นสมาชิกที่มีส่วนร่วม มิใช่สมาชิกที่เป็นตัวแทนของ เสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อย ความหมายคือท่านอยากให้สมาชิกที่เข้ามาเป็นเพียง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่ลักษณะสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ไม่มีเสียงข้างมาก ไม่มีเสียงข้างน้อย เป็นสมาชิกที่จะมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำมาบังคับใช้ใน ประเทศไทยเรานะครับ แต่ประเด็นที่สมาชิกได้พยายามกันเหลือเกินสงวนคำแปรญัตติ พยายามจะเสนอข้อห้ามที่ไม่ให้สมาชิก สสร. ได้มีส่วนเชื่อมโยงกับสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็เลยได้เพิ่มประเด็นไว้ดังที่ผมเพิ่มไว้เรื่องบุพการี เรื่องคู่ สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อไม่ให้เชื่อมโยงกัน ก็อย่างที่ท่านสมาชิก หลายท่านได้พูดไปแล้วก็คือผู้เร่งก็ไม่ควรเขียนกฎ เพราะฉะนั้นเองไม่มีเหตุผลกลใดที่ ท่านกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับท่านผู้สงวนคำแปรญัตติ ผมเองไม่ได้สงวนหลายวงเล็บนะครับ ผมสงวนเพียงวงเล็บเดียว (๔) แล้วผมเชื่อว่าในประเด็นนี้ ถ้ามีความสัมพันธ์กันเป็นบุพการี เป็นคู่สมรสเป็นบุตร อย่างไรก็ต้องมองเห็นครับ อย่างไรก็ต้องเขียนกฎที่มันเข้าข้างกันนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้กรรมาธิการน่าจะพิจารณานะครับ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันมา อย่างมากมาย กรรมาธิการก็ใจแข็งไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามเลยนะครับ ประหนึ่งว่าที่เราทำ กันนี้ท้ายที่สุดก็ใช้เสียงข้างมากของรัฐบาลตัดสินเป็นพิธีการที่เราได้กระทำขึ้นตามข้อบังคับ ตามกฎหมาย ผมเองสุดท้ายผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าประเด็นที่มา และคุณสมบัติของ สสร. เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่สำคัญของกระบวนการประชาธิปไตยที่จะ แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง หาก สสร. ได้การยอมรับจากสภาแห่งนี้จากพี่น้อง ประชาชนและผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ท้ายที่สุดบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญที่เราได้ร่างขึ้นมาก็จะเกิดการยอมรับกันในวงกว้าง แต่ถ้าการกลับเป็นตรงกัน ข้ามผมเชื่อว่าท้ายที่สุดปัญหาความขัดแย้งในสังคมก็ยังมีอยู่ต่อไป เพราะฉะนั้น ผมจึงขออนุญาตสงวนคำแปรญัตติใน (๔) เรื่องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอนุรักษ์ นิยมเวช ครับ สงวนไว้ใน (๔) (๕) (๖) (๗) นะครับ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ในส่วนของผมนี่ผมมีการแปรญัตติในส่วนมาตรา ๒๙๑/๓ ใน ๒ ประเด็นหลัก ๆ ผมขออนุญาตอธิบายในหลักการก็คือในเรื่องของในลักษณะบุคคลต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิ สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกนะครับ ซึ่งในส่วนที่ผมแปรญัตติเพิ่มคือผมเพิ่ม (๕) ขึ้นมา ก็ในส่วนดังกล่าวทางท่านกรรมาธิการก็ได้มีการเห็นชอบกับในส่วนที่ผมแปรญัตติ ก็ต้อง ขอกราบขอบพระคุณในส่วนของกรรมาธิการที่เห็นชอบกับในส่วนตรงนี้ ซึ่งผมคิดว่าโดยหลักการ ตรงนี้ที่กรรมาธิการได้มีการเติม ก็คือเป็นเรื่องของการที่จะให้คุณสมบัติต้องห้ามของคนที่จะ มาเป็น สสร. เราก็อยากจะได้เป็นคนดี เป็นคนที่มีชื่อเสียง มีประวัติที่ไม่ด่างพร้อย เพราะฉะนั้นในคุณสมบัติที่กำหนดโดยทั่วไปที่กำหนดไว้ที่นำบทบัญญัติในเรื่องของมาตรา ๑๐๒ ตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่มาตรา ๑ ๒ ๓ ผมไม่ขอลงในรายละเอียดนะครับ ก็คือในเรื่องที่มี คุณสมบัติต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ก็คือคุณสมบัติของพวก ส.ส. เช่น ไม่ติดยาเสพติด หรือว่าไม่เป็นบุคคลล้มละลายอะไรต่าง ๆ เหล่านั้นนี่ การที่เพิ่มขึ้นมา (๕) อันหนึ่งในชั้น กรรมาธิการซึ่งจริง ๆ ในชั้นของตัววาระที่หนึ่งไม่ได้มีการใส่ตรงนี้ไว้นะครับ เมื่อมีกรรมาธิการ เห็นซึ่งกรรมาธิการก็ยอมรับในส่วนนี้นะครับ ผมคิดว่าก็จะทำให้ตรงนี้เข้าสู่มาตรฐานนะครับ เพราะเราเทียบกับมาตรฐานทั่ว ๆ ไปไม่ว่าในเรื่องของการกำหนดคุณสมบัติของตัว ส.ส. หรือว่าตัวคุณสมบัติต้องห้ามของ ส.ว. ก็เป็นไปตามในเรื่องของตัวว่าไม่เป็นบุคคลที่ ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดจำคุกมาแล้ว ๕ ปี หรือละหุโทษ และถ้าเทียบกับตัวในส่วนของ สสร. ปี ๒๕๔๐ ก็นำในส่วนของคุณสมบัติต้องห้ามนี้ไปด้วย ฉะนั้นผมก็เห็นว่ากรรมาธิการ ได้ใส่ตรงนี้ไปแล้ว ก็ขอขอบคุณนะครับ

ในส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ในเรื่องของคุณสมบัติต้องห้ามซึ่งมาตรา ๒๙๑/๓ เป็นคุณสมบัติต้องห้าม (๑) ที่ผมพูดไปแล้วใช้ทั้ง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง และ สสร. ที่มา จากการคัดเลือกด้วย

อีกประเด็นหนึ่ง ในเรื่องของคุณสมบัติ ในเรื่องของความเกี่ยวข้องหรือว่าการ มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน ซึ่งตรงนี้ผมได้มีการแปรญัตติไว้ซึ่งผมก็มีความเป็นห่วงเป็นใย ในเรื่องของตัว สสร. ถ้าเราได้คนดีที่ปลอดจากการเมืองขึ้นมา เพราะฉะนั้นการที่จะมี ผลประโยชน์ในการที่จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะเป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยส่วนร่วมนะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงได้เสนอการแปรญัตติว่า ซึ่งหลักการจะไปคล้าย ๆ กับตัวสมาชิกวุฒิสภาที่ว่าสมาชิกวุฒิสภาคือไม่สังกัดพรรคการเมืองก็ปลอดการเมือง หลักการโดยสรุปนี่ก็คือว่าไม่อยากให้เป็นญาติพี่น้อง เป็นบุพการี คู่สมรส หรือเป็นบุตร ของผู้ดำรงตำแหน่งของตัว ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากเหตุผลว่า ถ้าคนคนนั้นเข้าไปร่างกฎเกณฑ์กติกานะครับ ฉะนั้นถ้ามีความผูกพันกันตรงนั้นอาจจะร่าง กติกาเข้าทางกับคนใดคนหนึ่ง หรือว่าเป็นสมาชิก หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ พรรคการเมืองอย่างนี้นะครับ หรือว่าจะเป็นสมาชิก หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือว่าเป็นรัฐมนตรี หรือผู้ดำรงตำแหน่ง หรือเคยพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาไม่เกิน ๕ ปี หรือเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาไม่เกินห้า ๕ ปี กราบเรียนท่านประธานนะครับ ในส่วนของกรรมาธิการไม่ได้รับข้อเสนอของผมตรงนี้นะครับ ผมก็เลยมีปัญหาคำถามจะ สอบถามไปยังกรรมาธิการว่าถ้าท่านกรรมาธิการไม่ได้คิดว่าจำเป็นจะต้องมีเงื่อนไขในเรื่อง ของความผูกพัน หรือเรื่องของปัญหาและเรื่องการขัดแย้งทางผลประโยชน์ของบุคคลที่จะมา เป็นคนร่างกติกาใหม่นะครับ ซึ่งกติกาดังกล่าวเป็นกฎเกณฑ์ในเรื่องของกฎหมายสูงสุด ของประเทศแล้วเราจะมีหลักประกันได้อย่างไรว่าบุคคลดังกล่าวที่ได้มีการเลือกตั้งหรือมีการสรรหา จะดำเนินการร่างกติกาตรงนี้โดยปลอดจากขัดแย้งซึ่งผลประโยชน์นะครับ โดยเฉพาะว่า ในส่วน สสร. ที่มาจากการคัดเลือกโดยมีการคัดเลือกจากตัวรัฐสภานะครับ เพราะฉะนั้น บุคคลดังกล่าวถ้าไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามในเรื่องของผลประโยชน์การขัดแย้งกันตรงนี้ ผมได้เคยสอบถามในชั้นกรรมาธิการครั้งหนึ่งแล้วว่าเรามีแนวทางในการที่จะป้องกัน หรือแก้ไขอย่างไรที่จะทำให้คนที่จะเข้ามาร่างกฎเกณฑ์กติกา โดยเฉพาะในส่วน สสร. คัดเลือกนี่ ที่จะทำให้การร่างตรงนั้นไม่อิงกับผลประโยชน์หรือว่า ต้องอยู่ภายใต้อาณัติของตัวสมาชิกที่เป็นคนเลือกจากเขานะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็น คำถามที่ผมคิดว่าในส่วนของกรรมาธิการคงมีคำตอบอยู่นะครับว่าในการที่ไม่รับข้อเสนอ ในการแปรญัตติของผมนี่มีแนวทางในการแก้ไขในส่วนประเด็นดังกล่าวหรือไม่ ผมคิดว่า ก็อยากจะมาฟังคำตอบจากกรรมาธิการในประเด็นดังกล่าว เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้วผมคิด ว่าถ้ามี สสร. เป็นที่ยอมรับปัญหาในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปัญหาก็จะน้อย คนก็จะยอมรับมากขึ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมรอฟังคำตอบอยู่ครับ กราบขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมขออนุญาตไล่ย้อนกลับนะครับ เริ่มที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น เชิญท่านนคร มาฉิม ท่านสงวนไว้ตรงไหนครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ อันที่จริงแล้ว ผมพยายามที่จะฟังข้อเสนอ ข้อสังเกตของสมาชิกรัฐสภาหลายท่าน ว่าจะมีท่านใดที่มี ความเห็นที่จะสอดคล้องเพื่อ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนคร มาฉิม ท่านสงวน เอาไว้ตรงไหน ในกลุ่มใหญ่นี้ใช่ไหม กลุ่มใหญ่หน้า ๘๔ ก็เฉพาะตรงนี้ (๕) ทางกรรมาธิการ เขาก็เห็นชอบด้วยแล้ว

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ทราบครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นอย่างไรครับ ผมจะใช้เวลาที่สั้นที่สุดแล้วก็เล็กน้อยเพื่อสนับสนุน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ คงจะไม่อนุญาต เหมือนกรณีที่ท่านวัชระนะครับ เพราะที่ท่านสงวนเอาไว้กรรมาธิการเห็นชอบด้วยแล้ว มันจบแล้วครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

คืออย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมจะใช้เวลาที่จำกัดที่สุด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ คงไม่ได้ครับ เพราะกรรมาธิการเห็นชอบมันจบแล้ว ท่านไม่มีสิทธิที่จะอภิปรายแล้วครับ ขอผ่านเลยนะครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ถ้าอย่างนั้น ขออนุญาตที่จะเห็นพ้องแล้วก็สนับสนุนต่อ แล้วก็ขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการ เพียงแต่ว่า อยากจะเพิ่มเติมประเด็นนิดเดียวครับ ท่านครับ เพราะในรายละเอียดมันมีปลีกย่อยเยอะ ซึ่งผมจะไม่ใช่เวลาของสภาแห่งนี้ด้วยความเกรงใจ แล้วก็เคารพท่านประธานครับ สั้น ๆ ๑ นาทีก็จบแล้วครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าเหตุผลที่ผมจะต้องอภิปรายทั้ง ๆ ที่ได้กราบเรียนท่านประธาน และที่ประชุมแล้วว่าผมเองขอบคุณต่อคณะกรรมาธิการที่ท่านได้กรุณารับหลักการที่ผมได้ เสนอให้เพิ่ม (๕) ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ จากเดิมที่ร่างนั้นไม่มี ที่ผมต้องขอบคุณ ก็เพราะว่าผมต้องการให้ สสร. ปราศจากมลทิน ปราศจากประวัติที่ด่างพร้อย แล้วก็เข้ามา ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชนอย่างแท้จริงโดยปราศจากการครอบงำ ของใครผู้ใดผู้หนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ผมเพิ่มเติมต่อท่านประธาน ในเวลาอันจำกัดก็คือว่าถ้าเกิดว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว กระบวนการที่จะนำไปสู่การคัดสรรต่อการตัดสินใจของประชาชนในการคัดเลือกผู้ที่จะมา เป็นตัวแทนในแต่ละจังหวัดนั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญ (๕) กำหนดไว้ว่าจะต้องไม่เคยต้องโทษ ไม่เคยจำคุก แต่เพื่อที่จะให้ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจใช้อำนาจในการเลือกควรที่จะ แสดงประวัติโดยละเอียดว่าใครเคยต้องโทษอย่างไร ใครอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีอย่างไร แม้ว่าจะพ้น ๕ ปีแล้ว เพื่อประกอบแล้วก็เป็นดุลยพินิจของประชาชนในการที่จะคัดเลือก เพื่อได้ สสร. ที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนครครับ ใช้เวลา พอสมควรครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ครับ ท่านสงวนไว้ในเพิ่ม (๓) (๔) (๕) นะครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผมได้ แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๓ โดยได้ตัดข้อความออกตามที่ปรากฏในรายงานแล้ว และขณะเดียวกันในส่วนที่เกี่ยวกับ (๑) (๕) ก็มีการอภิปรายกันไปมากแล้ว กระผมจะไม่ อภิปรายซ้ำอีก แต่ขอกราบเรียนท่านประธานว่าในกรณีดังกล่าวนั้นเป็นกรณีที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากแก้ไข สิทธิของสมาชิกทุกคนย่อมมีสิทธิอภิปรายได้ แต่กระผมจะไม่อภิปรายซ้ำอีก

ในประเด็นที่กระผมขอเพิ่มคือ (๓) ซึ่งกระผมขอเพิ่มข้อความว่า ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ต้องขอประทานโทษ วิ่งเข้ามา เพราะเมื่อสักครู่นี้อยู่ในห้องกาแฟเลยตกไป ในเรื่องการรายงานตัว ท่านประธานครับ ใน (๓) ข้อความที่กระผมเพิ่มขึ้นมาคือ หรือเคยเป็นและสมาชิกภาพสิ้นสุดลง หรือพ้นจากตำแหน่งยังไม่เกินห้าปีจนถึงวันสมัคร รับเลือกตั้ง นั่นหมายถึงว่าเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการ การเมือง และใน (๔) กระผมขอเพิ่มข้อความว่า ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง ใน (๕) กระผมขอเพิ่มข้อความว่า ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่ง ใดในพรรคการเมือง หรือเคยเป็นสมาชิก หรือเคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการเป็นสมาชิก หรือการดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วไม่เกินห้าปีในวันสมัคร รับเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ที่จะมาเป็น สสร. นั้นจะต้อง เป็นบุคคลที่มาทำหน้าที่ในการวางโครงสร้างของประเทศ ขณะนี้เราเองถือว่าจะมอบ ประเทศชาติให้กับบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ สสร. ผมกังวลในอนาคตครับ กังวลว่าประเทศชาติ จะเดินไปในทิศทางใด เป็นข้อกังวลที่สุด ซึ่งในวาระถัดไปที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระและศาล รวมทั้งเรื่องการนิรโทษกรรม รวมทั้งการที่จะมีการยกเลิกองค์กรอิสระต่าง ๆ กระผม จะอภิปรายในวาระถัดไปซึ่งเป็นข้อกังวลที่กระผมมีอยู่

ในตอนนี้นั้นข้อกังวลประการแรก คือกระผมไม่อยากให้ผู้ที่จะมาเป็น สสร. นั้นเกี่ยวข้องกับการเมือง เกี่ยวข้องกับการเมืองนี้กระผมได้ยึดถือคำว่า ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองนั้น กระผมยึดถือตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๕ ซึ่งผู้ที่ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองจะหมายถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่น บุคคลเหล่านี้คือบุคคลที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กำหนดไว้ว่า คือเป็นบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งบุคคลเหล่านี้หากมีการกระทำความผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกระทำความผิดต่อหน้าที่หรือทุจริต ต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่นจะต้องขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง เพราะฉะนั้นบรรดาญาติของบุคคลเหล่านี้ อาจจะเป็นพ่อแม่ บุพการี คู่สมรสคือสามีภรรยา หรือบุตรของบุคคลเหล่านี้นั้นน่าจะต้องไม่มามีส่วนเกี่ยวข้องในการ มาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นบทบัญญัติในการกำหนดทิศทางของประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ผู้ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี สมาชิกวุฒิสภาก็ดี หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือบุคคลที่เป็นข้าราชการการเมืองตามที่กระผมได้ระบุไว้เมื่อสักครู่นี้ ก็จะต้องพ้นจากความเป็นตำแหน่งดังกล่าวนั้น ถ้ายังไม่เกิน ๕ ปีก็อยู่ในข้อต้องห้าม ที่ไม่สามารถจะมาสมัครเป็นสมาชิก สสร. ได้ รวมทั้งสมาชิกที่จะมาสมัครนั้นจะต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือเป็นสมาชิกหรือ ดำรงตำแหน่งการเมืองใด ๆ ในพรรคการเมืองซึ่งจะต้องพ้นจากตำแหน่งการเป็นสมาชิก หรือตำแหน่งในพรรคการเมือง ต้องเกิน ๕ ปีก่อนจึงจะมามีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ก็โดยเหตุผลเดียวกันกับหลาย ๆ ท่านที่กรุณาอภิปรายไปก็คืออยากจะให้พ้นความผูกพัน ความใกล้ชิดกับการเมือง เพราะอยากให้บรรดาผู้ที่มาเป็น สสร. นั้น ปราศจากพรรคพวก ปราศจากกลุ่ม ปราศจากความรู้สึกที่มาผูกพันกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มิฉะนั้นแล้วก็จะเป็น การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กระผมจึงได้แปรญัตติและขอเพิ่ม มาตรานี้ใน (๓) (๔) และ (๕) ครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ครับ ท่านแปรญัตติเพิ่มใน (๔) นะครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานครจากพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องบอก ท่านประธานว่าวันนี้หน้าแดงเพราะว่าร้อนแดดนะครับ เนื่องจากว่าไปปราศรัยหาเสียงมา ในต่างจังหวัด ออกตัวก่อนเพราะว่าไม่ได้เมานะครับ เดี๋ยวจะหาว่าเมาหรือเปล่านะครับหน้า แบบนี้ ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ผมนั้นได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ก็คือเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญในคราวนี้ ต้องบอกว่าตั้งแต่ในวาระที่หนึ่งก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้วในการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้เพราะว่าเป็นการฉีกทิ้งทั้งฉบับแล้วก็เปิดโอกาสให้ สสร. นั้นร่างรัฐธรรมนูญ ใหม่ทั้งเล่มครับ แต่เมื่อวาระที่หนึ่งผ่านไปแล้ว เข้าสู่กระบวนการวาระที่สองที่จะต้องทำการ พิจารณารายมาตราก็ต้องทำการช่วยคณะกรรมาธิการในการพิจารณาให้อย่างรอบคอบ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ ทีนี้ผมอยากให้ท่านประธานนะครับ ผมจะไม่พูดมากนะครับ ในประเด็นของคุณสมบัติของคนที่จะเป็น สสร. มีอยู่ ๒ เรื่องด้วยกันที่ผมขออนุญาตเติมเข้าไป และอยากจะให้ท่านกรรมาธิการนั้นได้พิจารณาด้วยเช่นเดียวกันครับ

ในประการแรกครับ ผมนั้นเสนอว่าให้เติมไปเป็น (๔) นะครับว่า บุคคลซึ่งมี ลักษณะต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๑๐๐ พอมาดู ในมาตรา ๑๐๐ นะครับ ก็จะเห็นว่าบุคคลที่ถูกห้ามใช้สิทธินี้นะครับ มีอยู่อันหนึ่งก็คือ (๓) ซึ่งปกติแล้วคนจำพวกนี้สามารถที่จะสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่จะไปลง เลือกตั้งไม่ได้ พูดง่ายๆ ก็คือว่าคนที่ถูกคุมขังโดยหมายศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นแล้วนะครับในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ถ้าท่านประธานจำได้ ขออนุญาตเอ่ยนามคงไม่เสียหายอะไรนะครับ สำหรับคุณก่อแก้ว พิกุลทอง ซึ่งท่านก็เป็น กรรมาธิการด้วยเช่นเดียวกัน ในคราวนั้นท่านไปสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในกรุงเทพมหานครแข่งกับคุณพนิช วิกิตเศรษฐ์ ในสมัยที่แล้วและปรากฏว่าคุณก่อแก้วนั้นก็ ถูกคุมขังอยู่ในขณะนั้น ก็สามารถที่จะสมัครได้ แต่แน่นอนครับ ท่านประธานครับ เวลาลงคะแนนกันจริงก็จะเกิดปัญหาครับ เพราะว่าการมาลงคะแนนกับการไปสมัครมีสิทธิ สมัครแต่ไม่มีสิทธิไปลงคะแนนนะครับ เพราะว่าคนถูกคุมขังอยู่ไปลงคะแนนไม่ได้ครับ ที่ผมเสนอมาตรานี้เข้ามาเพราะว่าเราเคยมีประสบการณ์ท่ามกลางความขัดแย้งหนหนึ่งครับว่า ผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้เขามาหาเสียงไม่ได้ครับ เขาอาจจะขาดทุน แต่ในเวลาเดียวกันที่เขาไปหาเสียงไม่ได้ก็อาจจะมองเรื่องของปัญหาความมั่นคงว่าบุคคลนี้ อาจจะกระทบเรื่องของความมั่นคงซึ่งออกมาไม่ได้ อย่างนี้ล่ะครับมันก็เป็นชนวน ความขัดแย้งได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะมองมุมไหนนะครับผมพูดแบบเป็นธรรม เพราะฉะนั้น คราวนี้ผมก็เลยมองว่าถ้า สสร. ที่เขามาจากการเลือกตั้ง ผมคิดว่าน่าจะใส่คุณสมบัตินี้ เป็นคุณสมบัติต้องห้ามครับว่าถ้าเป็นบุคคลที่ถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่ง ที่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่มีสิทธิที่จะสมัครเป็น สสร. คือไม่มีสิทธิที่จะสมัครเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ แบบนี้มันง่ายกว่าแล้วก็เป็นการลดความขัดแย้งด้วย ผมยกตัวอย่างนะครับ แล้วก็ไม่ตั้งใจที่จะไปหมายความในนัยใด ๆ นะครับ ยกอย่างเช่นวันนี้มีผู้ถูกคุมขังจำนวนมาก อาจจะเกิดขึ้นจากการชุมนุม ไม่ว่าเสื้อสีไหนก็แล้วแต่ครับ ถ้าวันนี้เกิดมีการให้เกิดสมัคร สสร. ขึ้นมา คนกลุ่มนั้นที่ถูกคุมขังอยู่ด้วยหมายของศาลที่เขา ไม่ให้ประกันตัว ด้วยเหตุว่าถ้าให้ประกันตัวแล้วอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย ให้ประกันตัวแล้ว อาจจะก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นที่ไม่สมควรเกิดขึ้นอีก ผมเชื่อว่าจะมีกลุ่มคนจำนวนมากครับ ที่ถูกคุมขังในลักษณะแบบนี้ได้ออกมาสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วแน่นอนครับ ศาลก็อยู่ที่ดุลยพินิจของท่านว่าจะอนุญาตให้ประกันตัวให้คนกลุ่มนี้นั้นออกมาทำการรณรงค์ หาเสียงเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งผมก็ไม่เถียงอีกครับว่าเป็นดุลยพินิจของศาล แต่สุดท้ายแล้ว ถ้าศาลไม่อนุญาตก็จะเกิดเป็นข้อฉงนสงสัยว่าแล้วทำไมถึงไม่อนุญาตให้เขามาหาเสียงเป็น สสร. หรือถ้าศาลอนุญาตอีกฝั่งหนึ่งก็จะถูกมองว่าแล้วกลุ่มคนกลุ่มนี้ถ้าออกมาปราศรัย หาเสียงเลือกตั้ง สสร. จะไม่เป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงอีกหรือไม่ อย่างไร คือผมที่ต้อง ยกแบบนี้ เพราะถ้าเราให้คนที่ถูกคุมขังมาสมัครได้ ผมก็กังวลว่าจะเป็นชนวนสำคัญ ที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในช่วงที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ ผมอยากให้ ท่านประธานลองดูนะครับ วิธีการก็คือว่าในมาตรา ๒๙๑/๓ ถ้าได้มีการตัด (๓) ใน (๑) มาตราที่อยู่ข้างในนะครับ มาตรา ๑๐๒ (๓) ตัดออก แล้วเติมเป็น (๔) เข้าไปด้วยข้อความว่า เป็นบุคคลซึ่งมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๐๐ ฝากผ่านท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ผมคิดว่าประเด็นนี้น่าสนใจ แล้วก็ถ้าแก้ไขได้พอเติมกันได้ก็จะเป็นการลดเรื่องของปัญหาความขัดแย้งลงไประหว่างสีครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ประการที่ ๒ ต่อมาผมใช้เวลากระชับนะครับ เพราะว่าดึกแล้ว ผมขอเติมอีกอันหนึ่ง เป็นวรรคท้ายของมาตรานี้ก็คือว่าเอาหลักการก่อน หลักการก็คือว่า บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่ง สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้น บุคคลนี้ละครับไม่ควรที่จะกลับมาเป็นผู้ที่มีโอกาสเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นรัฐมนตรี หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเป็นระยะเวลา ๕ ปี ผมใช้ถ้อยคำในนี้เป็น วรรคท้ายว่าบุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกภาพสิ้นสุดลง แล้วยังไม่เกิน ๕ ปี จะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่ง ในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมิได้ ที่เขียนแบบนี้คงไม่ได้เขียนเพราะความใจแคบว่าคนเป็น สสร. แล้วจะไปเป็นรัฐมนตรี ไปเป็น ส.ส. ส.ว. หรือองค์กรอิสระไม่ได้นะครับ ต้องบอกว่า ไม่ได้เขียนด้วยความใจแคบเลย แต่ผมอยากให้สร้างความเข้าใจอีกนิดว่าผมคาดหวังว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการแก้ไขได้จริง ก็คาดหวังจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้าย ของประเทศไทยครับ แล้วคงจะไม่มีใครหน้าไหนขึ้นมาฉีกโดยใช้การปฏิวัติรัฐประหารอีก ท่านประธานที่เคารพครับ การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมเชื่อว่าต้องเขียนด้วยความรอบคอบ รัดกุม เพราะว่าเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ ผมย้ำอีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ได้สนับสนุน เลยครับ นั่นหมายความว่าองค์กร สถาบันต่าง ๆ ในประเทศไทยก็จะถูกท้าทายทั้งสิ้นครับ ไม่เว้นแม้กระทั่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะว่าหมวด ๒ นั้น ได้ถูกหายไปด้วย ถ้าจะเป็น การฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับครับ ซึ่งก็ต้องสุดแล้วแต่ท่าน สสร. ในอนาคตว่าหมวด ๒ ที่เป็น หมวดพระมหากษัตริย์นั้นจะมีการแตะต้องหรือไม่ อย่างไร นอกจากหมวดนั้นแล้วก็ยังมี หมวดองค์กรอิสระครับ องค์กรอิสระนั้นก็จะต้องเป็นหน้าที่ของ สสร. ที่จะทำการออกแบบ ว่าจะมีการตรวจสอบได้อย่างไร ประเทศนี้โดยหลักแล้วต้องบอกว่ามีการปกครองแบ่งเป็น ๓ ฝ่าย ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ทั้ง ๓ ฝ่ายก็ตรวจสอบครับ ฝ่ายตุลาการ ก็ตรวจสอบ ฝ่ายบริหารตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และใน ปี ๒๕๕๐ ฉบับปัจจุบันนี้ก็มีแนวความคิดการจัดตั้งองค์กรอิสระ ซึ่งแน่นอนก็ลอกมาจาก ในหลายประเทศที่เกี่ยวข้องในระบบรัฐสภาครับ บ้างก็ให้องค์กรอิสระนั้นมีอำนาจมาก บ้างก็เพิ่มอำนาจมากเข้าไปอีก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้อำนาจถึงจุดหนึ่งครับ พอรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มากกว่าเดิมอีกนี่ละครับ ใครจะรู้ได้ว่าท่าน สสร. ที่จะมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากการแต่งตั้งในอนาคตก็แล้วแต่ ท่านจะออกแบบประเทศไทยองค์กรที่จะคานอำนาจในรูปแบบใดครับ แม้กระทั่ง ท่านประธานคณะกรรมาธิการเองอยู่พรรคเพื่อไทย พรรคท่านเองก็มีข้อสงสัยในอำนาจ องค์กรอิสระอยู่มิใช่น้อยครับ ผมเองก็สงสัยอยู่มิใช่น้อยเหมือนกันครับว่าถ้าเกิดประเทศไทย มันฮั้วกันได้ หมายถึงว่าเป็น สสร. ฮั้วกันได้ ก็ออกแบบรูปแบบประเทศไทยแบบฮั้วกันได้ เช่นเดียวกันครับ มีโอกาสเป็น สสร. พอถึงเวลาร่างให้ตัวเองกลับมาเป็นวุฒิสมาชิก เป็น สสร. มีโอกาสให้เพื่อนตัวเองกลับมาเป็นหัวหน้าในองค์กรอิสระ เรื่องพวกนี้มันเป็นหนัง ที่เกิดแล้ววนเวียนซ้ำในประเทศไทยครับ ผมถึงบอกท่านประธานว่าผมเลยขอแปรญัตติ เพิ่มเข้าไป แล้วถ้าท่านกรรมาธิการเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เอาสิครับ แต่ปัญหาคือ ท่านวางธงเอาไว้แล้วหรือยังว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ผมเห็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ในวรรคท้าย คุณหมอเหวงยิ้มนะครับ ท่านประธานยิ้ม ผมก็หวังว่าคงจะได้มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง เสนอถ้อยคำว่า บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิกภาพสิ้นสุด ลงมาแล้วยังไม่เกินห้าปีจะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่ง ในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมิได้ ๒ เรื่องครับ วันนี้สั้น ๆ แต่ขอชัดเจน เราอยากจะทราบว่า เปลี่ยนใจท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้หรือไม่ อย่างไร ประเด็นแรกสรุปไปแล้วอีกครั้งหนึ่งครับ คือบุคคลที่ถูกคุมขังอยู่ไม่ควรจะมีสิทธิมาสมัครอีกในการเป็น สสร. เพราะพอถึงเวลาจริง เขาก็จะไปเลือกตั้งตัวเขาไม่ได้ พอถึงเวลาจริงไม่ว่าศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็จะเป็น ชนวนแห่งความขัดแย้งของประเทศไทยอีก

และประการสุดท้ายครับ ก็คือผู้ดำรงตำแหน่ง สสร. นั้น ไม่อยากให้มีสิทธิ มาดำรงตำแหน่ง ส.ส. ส.ว. หรือรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีหรือองค์กรอิสระภายในห้าปี หลังจากพ้นตำแหน่ง ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมาธิการเสียงข้างมากครับว่าให้ช่วยเปลี่ยนใจด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมขอพักสัก ๕ นาที แล้วกลับมาจะเชิญท่านอลงกรณ์

พักการประชุมเวลา ๒๓.๓๒ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๒๓.๔๒ นาฬิกา

ครับ ขออนุญาตดำเนินการ ต่อเลยนะครับ เชิญท่านอลงกรณ์ครับ ท่านสงวนไว้ใน (๓) (๔) (๕) เชิญท่านเลยครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้ใช้สิทธิในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในการสงวน ความเห็นสำหรับคำแปรญัตติที่แตกต่างจากคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก จริงอยู่ในการ ประชุมคณะกรรมาธิการนั้น คำแปรญัตติของกระผมนั้นไม่สามารถที่จะจูงใจคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้ จึงจำเป็นที่จะต้องมาขอการสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เพื่อที่จะรับฟังถึงเหตุผลที่กระผมจะได้กล่าวอ้าง ต่อไปนี้ และหากว่าสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่เห็นด้วยก็จะมีผลทำให้คำแปรญัตติของกระผมนั้น มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทางคณะกรรมการเสียงข้างมากได้รายงาน ต่อรัฐสภาในวันนี้ กระผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๓ โดยมีความแตกต่างกับคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก กระผมใคร่ขออนุญาตท่านประธานที่อ่านคำแปรญัตติดังต่อไปนี้ครับ

มาตรา ๒๙๑/๓ บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

(๑) เป็นบุคคลซึ่งมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๙) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔)

(๒) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้าง ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

(๓) เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมือง หรือเคยเป็นและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงหรือพ้นจากตำแหน่ง ยังไม่เกินสามปีจนถึงวันรับสมัคร รับเลือกตั้ง

(๔) ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(๕) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิก หรือเคย ดำรงตำแหน่งและพ้นจากการเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ในพรรคการเมือง มาแล้วยังไม่เกินสามปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง

กระผมต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงประธานคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าในคำแปรญัตติของกระผมนั้น ความจริงจะมีส่วนโยง ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๒ ๒๙๑/๓ และ ๒๙๑/๔ ซึ่งถือได้ว่าเป็นมาตราที่มีความเกี่ยวโยง เกี่ยวพันถึงกัน กระผมต้องเรียนถึงหลักการของการแปรญัตติว่าการแปรญัตติของกระผมนั้น เป็นการแปรญัตติทั้งร่างรัฐธรรมนูญครับ ด้วยความคิดชุดเดียวกัน ดังนั้นในแต่ละมาตรา จึงมีความสอดคล้องต้องกัน เหมือนการออกแบบพิมพ์เขียวร่างรัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็น กรรมาธิการ เพราะฉะนั้นกระผมจึงใช้หลักในส่วนที่เกี่ยวข้องใน ๓ ชุดมาตรานี้ทั้ง มาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ มาตรา ๒๙๑/๔ นั้นก็คือหลักที่ว่า ๑. เปิดกว้าง ๒. สร้างรั้ว ๓. ล้อมหน้าล้อมหลัง เปิดกว้าง สร้างรั้ว ล้อมหน้าล้อมหลัง นี่คือหลักที่อยากอธิบายท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการ และสมาชิกรัฐสภาได้โปรดพิจารณาว่าหลักดังกล่าวนั้นก็มีวัตถุประสงค์มุ่งหวังว่าเราจะเปิด โอกาสให้ประชาชนได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างเปิดกว้าง นี่คือสิทธิ พลเมือง ขณะเดียวกันเมื่อเข้าสู่มาตรา ๒๙๑/๓ ที่ท่านประธานอนุญาตให้กระผมได้ใช้สิทธิ ในการอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพื่อขอการสนับสนุนคำแปรญัตติที่กระผมได้สงวน ความเห็นในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนั้น ก็ยึดหลักสร้างรั้วครับ ยึดหลักสร้างรั้วด้วย เห็นว่าหน้าที่อันสำคัญยิ่งและความรับผิดชอบของสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นคือการที่จะ ออกแบบประเทศไทยด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ความรับผิดชอบดังกล่าวนั้น จะต้องอยู่บนพื้นฐานของบุคคลที่มีความเป็นอิสระ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียและเป็นการร่าง รัฐธรรมนูญเพื่อทุกคนไม่ใช่เพื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือคนใดคนหนึ่ง นี่คือหลักสำคัญ แล้วหลักการดังกล่าวนั้นจะทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ที่เราพูดกันมามากท่านประธานก็คง จะได้สดับตรับฟังจากสมาชิกได้พูดกันถึงในมาตรา ๒๙๑/๑ ในเรื่องจำนวนสมาชิก ความจริง จะไม่มีสมาชิกสงวนความเห็นหรือคำแปรญัตติมากอย่างนั้นนะครับ ถ้าเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่แน่นอนที่สุดเมื่อต้องอธิบายความเพื่อโน้มน้าวใจให้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ เปลี่ยนแปลงจากร่างเดิมนั้นหรือร่างของกรรมาธิการนั้นก็จำเป็นที่ต้องใช้เวลา นี่ก็เป็นการทำ หน้าที่ในระบบรัฐสภาไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม กระผมเองก็ใช้สิทธิดังกล่าวแล้วก็เห็นว่า หลักความมีอิสระและหลักของการไม่มีส่วนได้ส่วนเสียสำหรับบุคคลที่จะถูกจำกัดคุณสมบัตินั้น เป็นเรื่องสำคัญมาก แน่นอนที่สุดว่าการเปิดกว้างโดยที่มีการกำหนดคุณสมบัติไว้แต่น้อย ให้สมัครเข้ามาได้มาก ๆ โดยไม่จำกัดมากนักในเรื่องคุณวุฒิ วัยวุฒิ และอื่น ๆ นั้น ถือว่าเป็น หลักของสิทธิพลเมือง แต่เมื่อกำหนดในเรื่องคุณสมบัติข้อห้ามจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเขียนไว้ และกระผมมีความเห็นที่ต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน (๓) ใน (๓) นั้นความที่กระผมมีความเห็นต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมากมีดังนี้ครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นยังยืนยันที่จะบัญญัติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ดังนี้ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมือง กำหนดไว้เพียงเท่านี้ เป็นข้อห้าม แต่กระผมเห็นว่าการที่จะให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นพ้นจากความมีส่วนได้ ส่วนเสีย หรือมีความโยงใย หรือต้องการให้มีความเป็นอิสระนั้นจะต้องมีห้วงเวลาหนึ่งที่ได้ แสดงถึงการปลอดจากความผูกพันใด ๆ ในฐานะของข้าราชการการเมือง ดังนั้นจึงเพิ่มเติม ในคำแปรญัตติของกระผมไว้ว่า หรือเคยเป็น และสมาชิกภาพสิ้นสุดลง หรือพ้นจากตำแหน่ง ยังไม่เกิน ๓ ปีจนถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ได้ตัดสิทธิบุคคลผู้นั้น ไม่ว่าท่านจะเคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเป็นอยู่ หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมือง หรือว่า ได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ต้องมีเวลาพิสูจน์อย่างน้อย ๓ ปี ตรงนี้ครับ เป็นหลักของการที่ เป็นคุณต่อผู้ที่ประสงค์จะลงสมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือบุคคลที่จะเป็น สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะได้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจว่าท่านไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือเป็นผู้ที่ฝักใฝ่ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ขณะเดียวกันใน (๔) ครับ ใน (๔) นั้นกระผมได้เพิ่มเติมไปจากที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้กำหนดไว้ โดยกระผมได้กำหนดเป็นข้อห้ามว่าต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ความจริงท่านประธานและกระผมนั้นก็ถือว่า เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การกำหนดอย่างนี้ก็เสมือนเป็นการตบหน้าตัวเอง ประหนึ่งว่า บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นไม่ได้รับความไว้วางใจ แต่โดยแท้ที่จริงนั้นกลับตรงข้าม กระผมกลับมีความคิดว่าการกำหนดเช่นนี้เป็นการเทิดเกียรติให้กับข้าราชการผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง หรือเรียกว่าข้าราชการการเมือง เพราะเหตุว่าการที่มอบหมายภารกิจ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนที่ได้รับเลือกภายใต้คุณสมบัติ ที่กำหนด และเป็นที่ยอมรับว่ามีความเป็นอิสระนั้น เท่ากับว่าเรายอมมอบเกียรติของเรา ให้กับบุคคลผู้มาทำหน้าที่แทนพวกเรา ตรงนี้เองจะทำให้เกียรติภูมิของสภาร่างรัฐธรรมนูญ นั้นเป็นที่ยอมรับ กระผมจำได้ว่าเมื่อครั้งที่เรามีการกำหนดในบทบัญญัติว่าด้วยคุณสมบัติ และคุณสมบัติต้องห้ามของวุฒิสมาชิก หรือสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะตัวอย่างที่ใกล้สุดก็คือ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งก็ต่อยอดมาจากปี ๒๕๔๐ นั่นเอง หลักการเดียวกัน คือหลักความ เป็นอิสระ หรือหลักการเดียวกันก็คือหลักการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภานั้น ต้องไม่สังกัดพรรคการเมือง ต้องไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ทำหน้าที่เป็นสภาสูง ทำหน้าที่เป็น พี่เลี้ยงในฐานะที่มีคุณวุฒิ มีวุฒิภาวะสูง แล้วก็ถือเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญในระบบ รัฐสภา จึงได้กำหนดคุณสมบัติข้อห้าม และกระผมต้องเรียนท่านประธานว่าภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่กระผมถืออยู่นี้ในมาตรา ๑๑๕ นั้น กระผมได้อ้างอิงไว้และขอให้กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้สดับตรับฟังนะครับ เพราะว่าในส่วนนี้ไม่ใช่เป็นการเขียนคำแปรญัตติลอย ๆ การเขียน คำแปรญัตติหรือออกแบบของกระผมนั้นทั้งร่างส่วนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ส่วนนี้เป็นส่วนที่ อ้างอิงถึงหลักความเป็นอิสระไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของสมาชิกวุฒิสภา ในมาตรา ๑๑๕ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้กำหนดไว้ใน (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) ซึ่งกำหนดไว้ว่า จะต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (๖) ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือเคยเป็นสมาชิก หรือเคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการเป็นสมาชิก หรือการดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกินห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือวันที่ได้รับการเสนอชื่อ (๗) (๘) (๙) กระผมไม่ใช้เวลาท่านประธานมากนักที่จะอ่านทุกตัวอักษร เพราะว่านี่คือ รัฐธรรมนูญที่ที่ประชุมรัฐสภานั้นได้ยึดถือเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นแม่บทของเรา โดยเฉพาะ คุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นที่ยอมรับและถือปฏิบัติอย่างน้อยในห้วงเวลาเกือบ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา แต่เมื่อคำนึงถึงบทบาทภาระหน้าที่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น กระผมเห็นว่ามีความสำคัญ และเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่บ้านเมืองแยกฝักแยกฝ่าย ในช่วงเวลาที่ความหวาดระแวงนั้นทำให้ทุกฝ่ายมองกันด้วยสายตาที่เหมือนไม่ใช่คนไทยด้วยกัน ผมต้องการเห็นสภาร่างรัฐธรรมนูญเขียนรัฐธรรมนูญเพื่ออนาคตของประเทศ ไม่ใช่เขียนเพื่ออดีต และต้องการเห็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิกแต่ละคนนั้นมองประโยชน์ของส่วนรวมไม่ใช่ มองประโยชน์ของส่วนตนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ถ้าเราสามารถที่จะสร้างหลักประกัน ดังกล่าวได้จะต้องเริ่มต้นที่ตัวสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วยที่ได้รับความไว้วางใจ กระผม ได้ฟังสมาชิกหลายท่านแล้วก็มีความชื่นชมที่มีการยกตัวอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องของ ต้นไม้เป็นพิษ ความจริงในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์พอสมควรเมื่อเป็นผลพวง หลังจากที่มีการรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ และแม้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะชนะเลือกตั้งหลังการ รัฐประหารต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลชุดที่แล้วภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ก็เข้าบริหารประเทศ สิ่งหนึ่งที่เราพูดกันมากคือในเรื่องของต้นไม้เป็นพิษ เรื่องของผลไม้พิษ วันนี้เราไม่สามารถกลืนน้ำลายของตัวเองได้อีกต่อไปไม่ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด กระผมอยากเห็น ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ใช้ดุลยพินิจร่วมกันกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในการนำหลักการเหตุผลของกระผมนั้นนำไปพิจารณา ถ้าหากว่าเราเริ่มต้นด้วยจิตเจตนา ที่เราไม่บริสุทธิ์ ไม่ได้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ ของปวงชนชาวไทย แต่เพื่อวาระซ่อนเร้นนั่นคือการที่เราปลูกต้นไม้เป็นพิษ ผมไม่เชื่อว่า อนาคตทางการเมืองของประเทศจะก้าวไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยได้ แต่เรากำลังจะสร้าง ปัญหาให้กับอนาคต กระผมไม่กลัวต่อการที่จะต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กระผม กลัวอย่างเดียวว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเราจะถูกปล้นไปจากเจตนาที่ดีของรัฐสภาแห่งนี้ ในการที่จะได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่จะเป็นกุญแจไขไปสู่การปฏิรูปการเมือง ท่านประธานครับ กระผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญมาในฐานะ ของกรรมาธิการ กระผมได้พยายามที่จะแสดงความรู้สึกนอกเหนือจากเหตุผลและข้อเท็จจริง ด้วยประสบการณ์และทฤษฎีที่เราได้ยึดถือในการใช้ดุลยพินิจพิจารณา ได้พร่ำเตือนว่าการที่ เราได้รับมอบหมายจากรัฐสภาให้มาทำหน้าที่นั้นเราจะต้องพยายามที่จะร่างรัฐธรรมนูญ เพื่ออนาคตและต้องไม่เป็นชนวนของวิกฤติ วันนี้จะมีการท้าทายต่อคำพูดดังกล่าว อีกครั้งหนึ่งว่าคณะกรรมาธิการและสมาชิกรัฐสภาจะได้มีการทบทวนหรือไม่ อย่างไร เพราะว่าภายใต้แนวทางเปิดกว้างสร้างรั้วและล้อมหน้าล้อมหลัง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานอีกสักเล็กน้อยที่จะพูดถึงเรื่องล้อมหน้าล้อมหลัง ความจริงในเรื่อง ล้อมหน้าล้อมหลังนั้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอลงกรณ์ครับ ขอกระชับ แล้วเข้าประเด็นกว่านี้หน่อยครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร กรรมาธิการ

ก็อยู่ในประเด็นครับท่านประธาน ก็พยายามใช้เวลาสั้นที่สุดแล้วครับ ปกติผมจะอภิปรายค่อนข้างยาวแต่ว่าเกรงใจท่านประธาน เพราะว่าท่านประธานทำหน้าที่และต้องพักการประชุมไปทำธุระส่วนตัว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาให้มันเข้าประเด็นกว่านี้ หน่อยครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานครับ ใน (๔) กับ (๕) ที่กระผมต้องเรียนท่านประธานว่าความจริงก็อ้างอิงในรัฐธรรมนูญทั้งปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๑๕ เพราะเห็นว่าความเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือการเป็นสมาชิก พรรคการเมืองที่เรากำหนดเป็นคุณสมบัติข้อห้ามของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่เพียงพอ ควรจะไปถึงในเรื่องของความเป็นสมาชิกในครอบครัว เพราะวันนี้ก็ต้องยอมรับว่า สมาชิกรัฐสภาของเราไม่ต่างไปจากสมาชิกรัฐสภาของประเทศอื่น ๆ เพราะเราไม่ได้มีข้อห้าม ในการที่จะให้สมาชิกในครอบครัวจะเป็นบุพการี จะเป็นลูกหลานที่มีนามสกุลเดียวกัน หรือต่างนามสกุลแต่เป็นเครือญาติกันได้อาสามาทำหน้าที่ จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสมาชิก เราไม่ได้มีข้อห้ามดังกล่าวครับ เพียงแต่ว่าในขณะนี้เราได้นำหลักการดังกล่าวนั้น มาล้อมรั้วไว้สำหรับในเรื่องของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผมก็ต้องขออภัยถ้าหากว่า บางเหตุผล บางถ้อยคำอาจจะกระทบและดูเหมือนกับว่าเรากำลังดูหมิ่นตัวเราเอง แต่นี่เป็น การเสียสละในอีกแง่หนึ่งเหมือนอีกด้านของเหรียญที่เราจะต้องยอมเสียสละในบางครั้ง ยอมเสียสละโอกาสของคนในครอบครัว ทั้งที่เขาอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องผูกพันใด ๆ ต่ออุดมการณ์ ทางการเมือง ต่อความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่เราก็จำต้อง เสียสละ ดังนั้นกระผมก็เห็นว่าใน (๔) ดังกล่าวนั้นก็ขออ้างอิงจากในส่วนของมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน ใน (๕) นั้น กระผมได้เพิ่มเติมคุณสมบัติ ข้อห้ามไว้ว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือเคยเป็นสมาชิก หรือเคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการเป็นผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกินสามปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง

ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่กราบเรียนท่านประธานด้วยความจริงใจและไปถึง กรรมาธิการเสียงข้างมากว่าแม้แต่ในพรรคของกระผมเอง พรรคประชาธิปัตย์ในการประชุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมการบริหารของพรรค มีความเห็นที่แตกต่างกัน ค่อนข้างมากเหมือน ๒ ขั้วครับ แต่ความแตกต่างไม่ใช่ความแตกแยก แต่ความแตกต่าง เป็นเรื่องที่จะต้องหาเหตุผลที่จะได้มาซึ่งข้อสรุป แม้ว่าจะไม่ได้เสียงที่เป็นเอกฉันท์ กระผมเชื่อว่า แนวความคิดที่กระผมได้นำเสนอในการเสนอคำแปรญัตติดังกล่าวนี้ อาจจะถูกมองว่าทำไม ถึงไปกีดกั้นสิทธิทางการเมืองของสมาชิกพรรคการเมืองหรือผู้ที่ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง ทั้งปัจจุบันและในอดีต โดยมีกรอบเวลาที่จะต้องพ้นจากความเป็นสมาชิกหรือการดำรง ตำแหน่งในพรรคการเมืองนั้น ๓ ปี กระผมมีความเชื่อมั่นว่าถึงแม้โดยหลักพื้นฐานทางการเมือง เราจะยึดหลักเรื่องการมีส่วนร่วมในการเมืองว่านี่คือคุณภาพของประชาธิปไตย นั่นหมายความว่า พลเมืองที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นได้แสดงออกถึงความตื่นตัวทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย และประสงค์ที่จะมีส่วนร่วมทางการเมือง หรือบุคคลที่มีตำแหน่ง ในพรรคการเมืองนั้นถือว่ามีการมีส่วนร่วมทางการเมืองในอีกระดับหนึ่ง และทำไม ด้วยเหตุผลกลใดจึงไปจำกัดสิทธิของเขา ในเมื่อเราได้รับการพร่ำสอนมาตลอดว่าการพัฒนา การเมืองและระบอบประชาธิปไตยนั้นจะพัฒนาก้าวหน้าได้ จะต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่การเป็นสมาชิกพรรคการเมือง การเข้าไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองในพรรคการเมือง จนกระทั่งการสมัครรับเลือกตั้งในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ นี่คือหลักที่เรา ไม่เคยปฏิเสธและยากที่จะหาเหตุผลในการปฏิเสธ แต่ขณะเดียวกันกระผมก็ต้องหักเห หลักการดังกล่าวด้วยการเสนอหลักการใหม่ นั่นก็คือหลักการที่อยู่ตรงข้ามในแนวความเชื่อเดิม ก็ด้วยความเชื่อที่กระผมได้ยึดเป็นหลักที่อธิบายต่อท่านประธานและสมาชิกรัฐสภา เพื่อขอการสนับสนุน นั่นก็คือการไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย และต้องพิสูจน์ระยะเวลาหนึ่ง กระผมหวังอย่างยิ่งว่าคำอภิปรายของกระผมนั้นจะมีส่วนต่อการใช้ดุลยพินิจทบทวน ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก และหรือการลงมติของสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างมาก กระผม มีความตั้งใจเช่นเดียวกับสมาชิกรัฐสภาทุกท่านครับว่าหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองครั้งนี้ บนเส้นทางของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราจะก้าวพ้นความขัดแย้ง เราจะก้าวพ้น ความล้าหลังทางการเมือง เราจะก้าวข้ามผลประโยชน์ทางการเมืองของบางฝ่ายบางพวก ไม่ว่า สีใด ไม่ว่าฝ่ายใด เราจะก้าวสู่ถนนเส้นใหม่ทางการเมืองที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เป็นรัฐธรรมนูญของทุกคน ผมจึงขอท่านประธานได้โปรดพิจารณาในมาตรา ๒๙๑/๓ ในเรื่อง ของคุณสมบัติและคุณสมบัติต้องห้ามของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

น่าจะเป็นท่านสุดท้าย กระมังครับ ท่านขจิตร ชัยนิคม เชิญครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ยื่นแปรญัตติไว้ในมาตรานี้ ผมยื่นแปรญัตติในความเห็นซึ่งแตกต่างจากท่านสมาชิกที่ แปรญัตติมาทั้งหมดนะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๓ ผมได้ยื่นแปรญัตติ คือผมให้ตัดข้อความ ในเรื่องบุคคลซึ่งมีลักษณะต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๑/๑ (๑) โดยใน (๑) เขียนไว้ว่าเป็นบุคคลซึ่งมีลักษณะ ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) แล้วในร่างไม่มี (๕) ของผมเสนอตัดทั้ง (๕) (๖) (๗) ออก แปลว่าให้บุคคลเหล่านี้มีสิทธิ ที่จะสมัครเป็น สสร. ตามกฎหมายนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการง่าย ๆ ก็คือว่าผมมี ความเห็นแตกต่างจากเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายมาเกือบทั้งหมด นั่นก็คือว่าผมไม่อยากให้เขียน เป็นตราบาปที่กีดกันคนที่มีความผิด (๕) เขียนกันสำหรับคนเคยต้องโทษจำคุกซึ่งผ่านมาแล้ว (๖) เขียนกันไว้สำหรับข้าราชการซึ่งเคยมีโทษให้ออก ปลดออก (๗) เขียนสำหรับคนที่ง่าย ๆ ว่าเคยต้องโทษยึดทรัพย์ ถามว่าทำไมผมถึงมีความเห็นที่จะต้องให้โอกาสบุคคลเหล่านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยู่ในสังคมนี้มา ปีนี้เป็นปีที่ ๖๑ เราได้รับทราบและ ได้รับคำบอกกล่าวซึ่งในความเป็นจริงจะเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่ก็ไม่ทราบ เราบอกว่า สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการให้โอกาส เป็นสังคมแห่งการให้อภัย คนที่เคยผิดพลาดมาแล้ว ย่อมมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ เรามีหลักกระบวนการยุติธรรม เรามีกรมราชทัณฑ์ มีทัณฑสถาน สำหรับที่จะฝึกคนเพื่อให้โอกาสเขา แต่ในฐานะคนที่สร้างกฎเกณฑ์ของสังคม ในฐานะผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาเวลาเราออกกฎเกณฑ์ซึ่งเป็นโครงสร้าง ของสังคมไม่ทราบว่าเราไปติดกระบวนการอะไรเราไม่เคยให้อภัยคนที่เคยต้องโทษ คนที่เคย ได้รับความผิดพลาดโดยการเขียนเป็นกฎหมายเลย ท่านประธานครับ ผมไปเขียนกฎหมาย ทุกฉบับ ผมจะต้องแปรญัตติตัดเรื่องเหล่านี้ออก ทำไมครับ ผมไม่อยากให้สังคมไทยเป็นสังคม ที่ดีแต่พูด เป็นสังคมที่มีความจริงจังจริงใจ เวลาปากบอกว่าพร้อมที่จะให้อภัยสำหรับคนที่เคย ผิดพลาด แต่ว่าเวลาเขียนกฎหมายก็ตอกย้ำอยู่นั่นล่ะไม่เคยให้โอกาสเลย เสมือนหนึ่งว่า ทุกคนที่เขียนไม่เคยมีความผิดพลาด ท่านประธานครับ ผมต้องการให้สังคมไทยเป็นสังคม เหมือนสังคมอื่น ผมอาศัยหลักอยู่ ๓ หลักครับ ๑. หลักสังคมไทยต้องมีการให้อภัย ๒. ท่าน ประธานครับ ผมนับถือศาสนาพุทธ ศาสนาทุกศาสนาผมมีความเชื่อว่าล้วนแต่สอนให้มี บทคำสอนที่ให้อภัยทั้งสิ้น ในศาสนาพุทธที่ผมนับถือการให้อภัยก็เป็นทานที่สูงกว่าการให้ วัตถุทาน ถึงแม้จะไม่สูงเท่ากับการให้ธรรมะเป็นทานก็ตาม เพราะฉะนั้นถ้าอาศัยหลักศาสนา ก็ไม่ควรจะเขียนกฎหมายเหล่านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อผมร่างกฎหมายในกรรมาธิการ ไม่ใช่ชุดนี้นะครับชุดอื่น ๆ ผมก็มักจะไปเจอแบบนี้ครับ คุณสมบัติห้าม เคยต้องโทษห้าม แปลว่าใครมีอดีตอย่างไรก็ให้ผิดอยู่อย่างนั้น ผมก็เลยให้ฝ่ายกฎหมายฝ่ายเลขานุการบอกว่า ไปหากฎหมายของประเทศที่เขาเจริญ ๆ ผมเลือกเอามา ๓ ประเทศครับ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสังคมที่คนพัฒนามากที่สุด มีคนยื่นกระดาษว่าหมดเวลา ไม่รู้ว่าเวลาจะหมดอย่างไร เวลาผมพูดทำไมต้องหมด ท่านประธานครับ ผมเลือกให้เอากฎหมายประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มาดู ประเทศที่เขามีสังคมสงบสุขที่สุดแล้วคุณภาพของเขามีชีวิตดีที่สุด กฎหมายเขาไม่มี เขียนไว้ครับ ไม่มีเขียนห้ามคนที่เคยต้องโทษเคยอะไร เขาเขียนเฉพาะห้ามคนที่ถูกคุมขัง ด้วยคำสั่งของศาลเท่านั้น ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็ทำนองเดียวกัน สุดท้ายผมให้เขาดู ประเทศสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์เขาไม่มีกฎหมายอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมแปรญัตติ ให้ตัดสิ่งเหล่านี้ออกเพื่อต้องการสร้างกฎหมายที่ให้โอกาสแก่บุคคลที่เคยทำผิดแล้ว ถามว่า ผมต้องการให้อภัยทุกคนไหม ทุกคน เพราะเขียนแล้วผมใช้บังคับกับทุกคน ผมอาศัยหลัก สังคมนี้ต้องเดินไปสู่ความสงบสุขโดยการให้โอกาสของทุกคน ๒. ผมอาศัยหลักศาสนา ทุกศาสนาโดยเฉพาะศาสนาที่ผมนับถือ การให้อภัยเป็นทานชั้นกลาง ผมอาศัยหลักการ สากลซึ่งดูได้จากหลักฐานต่าง ๆ ท่านประธานครับ ผมเขียน ผมอภิปรายเพื่อส่งคำถาม หรือส่งความเห็นไปยังกรรมาธิการว่าผมไม่เห็นด้วยหรอกกับที่ท่านมีมติตัด (๕) ออก ผมไม่เห็นด้วย ผมเห็นที่ท่านตัดไปโดยที่ไม่ให้โอกาสคนเหล่านั้น แล้วผมก็คิดว่าผมยึดหลักสากล ท่านประธานครับ สุดท้ายผมตระหนักดีครับว่าสิ่งที่ผมพูดยังไม่ได้เกิดในกฎหมายประเทศไทย ง่ายนักหรอกแต่ผมก็จะเพียรพยายามต่อไป แล้วเมื่อผมพูดจบมีการลงมติผมแพ้ผมก็ยอมรับครับ เสียงส่วนมากชนะผมเคารพรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ ว่าทุกคนมีสิทธิเท่ากันในสมาชิกรัฐสภา มีเสียงเท่ากันมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีความศักดิ์สิทธิ์เท่ากัน เพราะฉะนั้น เสียงส่วนมากเป็นเสียงตัดสิน เป็นเสียงสวรรค์ที่ต้องเคารพประชาชนไม่ใช่พวกมากลากไป เหมือนดั่งบางคนหรือหลายคนที่อภิปรายในสภานี้เพื่อที่จะพูดจนกระทั่งบอกว่าผมจะกดลงไป จนมีความรู้สึกว่าผมคือเสียงส่วนมากที่จะต้องผิด ไม่ใช่ครับ เสียงส่วนมากถูกต้องครับ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ วันนี้ผมอาจจะเป็นเสียงส่วนน้อยในบัญญัตินี้ ผมยอมรับครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ใช้เวลาสั้น ๆ นะครับ อยากกราบเรียนว่าด้วยความเคารพในเหตุผลและข้อคิดเห็นของท่านสมาชิกผู้สงวนคำแปรญัตติ ทุกท่านนะครับ และด้วยความเข้าใจในความห่วงใยและความเป็นกังวลของท่านที่ท่าน อยากจะได้ สสร. ที่ดีที่สุดที่ปราศจากการครอบงำจากอิทธิพลใด ๆ ปลอดจากการเมือง ซึ่งก็ตรงกับที่กรรมาธิการต้องการเช่นกัน กรรมาธิการเสียงข้างมากอยากจะกราบเรียนว่า กรรมาธิการไว้ใจพี่น้องประชาชนที่จะเป็นผู้เลือก สสร. ของแต่ละจังหวัดว่าเขาจะเลือก สสร. ที่เหมาะสมที่ดีที่สุดมาทำหน้าที่ของเขา ฉะนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากขอยืนยันนะครับว่า ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๓ กรรมาธิการยืนยันตามที่บัญญัติไว้ว่ามีความเหมาะสม ดีแล้วครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขอมติเลยนะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญสมาชิกข้างนอก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมติครับ เชิญครับ ท่านสมาชิกขออนุญาตก่อนลงมตินะครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เรียบร้อยนะครับ ส่งผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๔๑ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ

ผมขอมติเลยนะครับ มติมาตรา ๒๙๑/๓ ผมขอถามมติว่าจะเห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ครับ ใช้สิทธิลงคะแนนได้เลยครับ เห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลครับ มตินะครับ เห็นด้วย ๓๑๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๖ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบครับ

เชิญท่านเลขาธิการต่อเลยครับ

นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๒๙๑/๔ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็นและผู้สงวนคำแปรญัตติ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ กรรมาธิการ สงวนความเห็นครับ ขอมือหน่อยครับ ท่านอลงกรณ์เชิญครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้เสนอคำแปรญัตติต่อคณะกรรมาธิการดังนี้ครับ

มาตรา ๒๙๑/๔ บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือจะสมัครรับเลือกตั้งหรือรับการสรรหา เป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือดำรงตำแหน่งใด ๆ ทางการเมืองมิได้ เป็นเวลาห้าปีนับแต่สิ้นสุด สมาชิกภาพตามมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสอง (๑) (๓) หรือ (๔) กระผมได้เสนอคำแปรญัตติ ดังกล่าวต่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงจำเป็นต้องได้รับการ สนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาซึ่งขณะนี้เสียงดังมากเลยครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ขอเงียบ สักนิดเถอะครับ เงียบสักนิดนะครับ เชิญครับ ท่านอลงกรณ์ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณ ท่านสมาชิกนะครับ การที่กระผมได้เสนอคำแปรญัตติและกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย กระผมก็สงวนความเห็นและเป็นแนวทางปฏิบัติที่จะต้องมาขอการสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็หวังว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากจะทบทวน การที่เราประชุมในชั้น กรรมาธิการโดยใช้เวลาสั้นเกินไปนั้นอาจจะทำให้การพิจารณาในครั้งกระนั้นอาจจะ ไม่รอบคอบเท่าที่ควร กระผมหวังว่ากรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งขณะนี้กำลังรับฟังอีกครั้งหนึ่ง ในข้อเสนอและเหตุผลของกระผมนั้น จะได้ทบทวนการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่ผ่านมา กระผมกราบเรียนท่านประธานต่อเนื่องจากเมื่อสักครู่ที่ผมได้อภิปรายในการแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ และมาตรา ๒๙๑/๔ ซึ่งเป็นมาตราที่มีความเกี่ยวโยงกับ คุณสมบัติ คุณสมบัติต้องห้ามของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผมขอทบทวนในหลักการ อีกครั้งหนึ่งว่าแนวทางที่กระผมได้แปรญัตตินั้นได้ยึดหลักเปิดกว้าง ก็คือในเรื่องของคุณสมบัติ ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะถือเป็นสิทธิพลเมืองที่เราจำเป็นจะต้องเปิดกว้าง ขณะเดียวกันในคุณสมบัติต้องห้ามนั้นก็ได้ใช้แนวสร้างรั้ว ก็คือว่ามีการกำหนดคุณสมบัติ ต้องห้ามไว้ในหลายประการ เช่น ต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเคยเป็น หรือไม่เคย เป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือพ้นจากตำแหน่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเกินกว่า ๓ ปี เป็นต้น อันนี้ก็เป็นเรื่องของการสร้างรั้วเป็นคุณสมบัติต้องห้าม

และแนวทางที่ ๓ คือ ล้อมหน้าล้อมหลังครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ความคาดหวังที่เราจะเห็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างอิสระนั้น จำเป็น จะต้องป้องกันล้อมรั้วทั้งล้อมหน้าล้อมหลัง ๑. ก็คือว่าต้องปกป้องสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะแน่นอนที่สุดว่าเมื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งที่มาจากการเลือกตั้ง ๗๗ คนจาก ๗๗ จังหวัดนั้น หรือมาจากการคัดเลือกโดยรัฐสภาอีก ๒๒ คน ทั้ง ๙๙ คนนั้นอาจจะถูก อามิสสินจ้างด้วยลาภยศตำแหน่งในภายหลัง ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการเสนอ ผลประโยชน์โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางการเมือง กระผมก็เห็นว่าจำเป็นจะต้องล้อมรั้ว ให้กับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จึงได้เสนอคำแปรญัตติว่าผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ไม่ได้ หรือได้รับการสรรหาเป็น ส.ว. ไม่ได้ หรือจะดำรงตำแหน่งใด ๆ ทางการเมืองมิได้เป็นเวลา ๕ ปี เพื่อป้องกันการตอบแทนทางการเมือง ขณะเดียวกันก็ต้องการที่จะล้อมหน้าล้อมหลังว่าใครก็ตามที่เข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยจิตเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่โปร่งใส ไม่เป็นอิสระ ก็อย่าหวังว่าเมื่อมาเป็นแล้วจะได้รับ การตอบแทนทางการเมือง ตรงนี้เองคือสิ่งที่กระผมเชื่อว่าเป็นการป้องกันเป็นเหมือนเซฟการ์ด (Safeguard) ให้กับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผมมีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากรรมาธิการ เสียงข้างมากจะทบทวนหรือสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างมากจะให้การสนับสนุนคำแปรญัตติ ที่กระผมได้เสนอความเห็นต่อที่ประชุม ไม่ประสงค์จะใช้เวลามากกว่านี้เพราะว่ากระผมได้ อธิบายโดยเฉพาะในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๓ และเชื่อมโยงมามาตรา ๒๙๑/๔ จึงหวังว่าท่านประธาน จะได้ให้ความกรุณาพิจารณาคำแปรญัตติด้วยเหตุผลของกระผมดังกล่าวครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คุณหมอเหวง เชิญครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ที่จะกราบเรียนความคิดเห็นของผมประกอบการพิจารณาของท่านประธานรวมทั้งสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านด้วยนะครับ ดังที่ผมได้กราบเรียนตั้งแต่ต้นแล้วนะครับว่าผมเอง มีความคิดเห็นที่แตกต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ ก็คือผมเองเห็นว่าควรจะต้อง มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ สสร. นะครับ เพราะว่าต้องการให้ สสร. เป็นตัวแทนจากประชาชนโดยตรงเลย ดังนั้นผมจึงไม่เห็นด้วย กับการมี สสร. แบบที่ ๒ ที่มาจากการคัดสรรหรือคัดเลือกจากรัฐสภา ดังนั้นผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานนะครับว่าในความเห็นส่วนตัวของผม ซึ่งขณะเดียวกันก็สอดคล้อง กับของทาง นปช. แดงทั้งแผ่นดินด้วยก็คือว่าเราตัดมาตรา ๒๙๑/๔ ทั้งหมดเลยครับ เหตุผล เพราะว่าเมื่อมี สสร. ชนิดเดียวแล้ว รวมทั้ง นปช. นี้ก็เชื่อมั่นนะครับว่าบรรดาผู้เชี่ยวชาญ ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์มหาชน รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ หรือบรรดาผู้เชี่ยวชายในสาขาต่าง ๆ ก็จะมุ่งหน้าลงสู่สนามเลือกตั้งครับ อันนี้จะเป็นเรื่องที่ดี จะเป็นการปลุกเร้ากระแสประชาธิปไตยทั่วทั้งประเทศให้คึกคักขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง นี่เป็นข้อดี อย่างหนึ่งชนิดที่หาเปรียบไม่ได้แล้วนะครับ เพราะผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายจะลงไปสู่สนามเลือกตั้ง แล้วด้วยบรรยากาศชนิดนี้เองที่เคยมีการคาดคิดว่าการร่างรัฐธรรมนูญโดย สสร. หรือการที่ สภาเราช่วยกันทำมาตรา ๒๙๑ ฉบับนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรง หรือกระทั่งบางคน ทำนายไปถึงการเผชิญหน้าหรือการเลือดตกยางออกเป็นเรื่องที่เหลวไหลโดยสิ้นเชิง เพราะว่า การที่ทุกคนได้มีโอกาสลงสู่สนามเลือกตั้งนี่เป็นการท้าทายครับ ใครมีความคิดชนิดไหน ของเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญก็สามารถลงสู่สนามการเลือกตั้ง จึงไม่มีความจำเป็นในการที่จะ เผชิญหน้าทางการเมืองเลย ขอให้ท่านลงไปสู่สนามเลือกตั้งแล้วประชาชนเป็นคนตัดสินท่าน นี่ก็เป็นข้อดีอีกประการหนึ่งนะครับ

ข้อต่อมานะครับ หากว่ายังขาดอยู่ หมายถึงว่าถ้าหากว่าประชาชนเลือกมาแล้ว แล้วปรากฏว่า สสร. ตามจำนวนที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วก็คือว่า ๑๐๐ คน หากว่ามาดูแล้วนี่ยังขาดอยู่ จำนวน สสร. ๑๐๐ คนที่ผ่านจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศก็สามารถที่จะตั้งอนุกรรมาธิการ หรือว่าตั้งที่ปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ที่เขาสามารถที่จะสอดส่ายสายตาหามาได้ แล้วด้วยวิธีการเช่นนี้ประชาชนเขาจะมี วิจารณญาณในการเลือกครับ เขาจะรู้ว่าคนที่มาอาสาสมัครให้เขาเลือกมีใครบ้าง แล้วแต่ละคนนี่ มีความจริงใจต่อระบอบประชาธิปไตยแค่ไหน แล้วมีความสามารถในการที่จะไปจัดทำ รัฐธรรมนูญขึ้นได้มากแค่ไหน ประชาชนเขาจะตัดสินได้ครับ ตรงนี้เป็นการยืนยันว่าเราเคารพ ความคิดเห็นของประชาชนและเชื่อมั่นว่าประชาชนสามารถที่จะคัดเลือก สสร. ๑๐๐ คน ที่มีคุณภาพ แล้วก็ที่เป็นประชาธิปไตยได้

ข้อต่อมานะครับ ความคาดหวังต่อผู้เชี่ยวชาญ ๒๒ คนนี่ ผมได้เคยกราบเรียน ท่านประธานแล้วนะครับว่าเราทอดสายตาไปทั่วประเทศที่ให้คัดสรรมาจากสถาบันต่าง ๆ ด้วยความเคารพนะครับ ในทัศนะส่วนตัวของผมนี่ สถาบันการศึกษาไม่ว่าจะเป็นทางด้าน นิติศาสตร์ก็ดี รัฐศาสตร์ก็ดี ต้องนับว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นี้อยู่ในแนวหน้าที่สุด กระทั่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขออนุญาตเอ่ยอ้างถึงนะครับ เพราะว่ามันมีบรรยากาศที่เป็นจริง ที่เกิดขึ้นแล้ว ขณะนี้ท่านประธานก็เห็นแล้วนะครับว่าบรรยากาศเสรีภาพทางวิชาการ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังตีบแคบเป็นอย่างยิ่งเลยนะครับ เป็นการสะท้อนออกว่า ความคิดที่ครอบงำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ก้าวหน้าที่สุดของประเทศ ไทยยังเป็นความคิดที่ล้าหลังเลย เมื่อเป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ แล้วเราจะสอดส่ายสายตา ไปหาผู้เชี่ยวชาญที่มีความใจกว้างเป็นเสรีนิยม เป็นประชาธิปไตย รักประชาธิปไตยอย่าง แท้จริง เราจะหาจากที่ไหนครับ ผมเคยได้กราบเรียนท่านประธานแล้วนะครับ ที่ฝากความหวัง เอาไว้ว่าเราจะมีผู้เชี่ยวชาญ ๒๒ คน มีคนใช้ภาษาว่าเป็นอรหันต์ ๒๒ คนนี่นะครับ เราจะหาจากที่ ไหนครับ สำหรับผมแล้วนี่ผมมีความรู้สึกว่าหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรนะครับ ซึ่ง เปรียบเทียบกับการที่ให้เขาลงสมัครโดยตรงนี่นะครับ อันนี้เราจะได้มีโอกาสมากกว่า

ข้อต่อมาครับ ถ้าหากว่าเราให้มีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนโดยตรง ทั่วทั้งประเทศ ข้อครหาต่าง ๆ ที่ได้กล่าวร้ายก็จะหมดไป ไม่ว่าจะเป็น สสร. หุ่นก็ดี สสร. ที่ถูกครอบงำก็ดี หรือบรรดาจุดมุ่งหมายต่าง ๆ ที่มีสมาชิกหลายท่านอภิปรายนั้นทำให้ เกิดความไขว้เขวนะครับ เพราะว่าอันที่จริงแล้วเรายังไม่รู้เลยว่าเราจะเลือกใครมาเป็น สสร. เรายิ่งไม่มีทางทราบได้เลยนะครับว่า สสร. เขาจะมีระบบคิดอย่างไร ดังนั้นที่คิดกันไป ล่วงหน้าว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ สสร. ร่างนี่จะร่างเพื่อคนคนเดียวจึงเป็นความคิด ที่เหลวไหลโดยสิ้นเชิงนะครับ ที่มีความคิดกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ สสร. ร่างไปแล้วจะมี จุดมุ่งหมายในการที่จะล้มองค์กรอิสระนั้นก็เป็นเรื่องที่เหลวไหลโดยสิ้นเชิงด้วยเช่นกัน แล้วความคิดชนิดที่คิดว่า สสร. นี่จะเป็นแบบเสียงข้างมากลากไปก็เป็นเรื่องที่รับฟังไม่ได้นะครับ ดังนั้นโดยสรุปรวมผมก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานเพียงเท่านี้นะครับว่าในความเห็นส่วนตัว ของผมก็คือว่าผมตัดมาตรา ๒๙๑/๔ ทิ้งทั้งมาตราโดยมีเหตุผลประกอบ ๔ ข้อดังที่ผมกราบเรียน ไปแล้วครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และผู้สงวนคำแปรญัตติ สำหรับมาตรา ๒๙๑/๔ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า เหตุผลที่ผมขอแปรญัตติโดยตัดข้อความในมาตรา ๒๙๑/๔ ซึ่งเป็นมาตราซึ่งว่าด้วยคุณสมบัติ ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ คือประเภทที่มาจากการแต่งตั้งของรัฐสภา ออกทั้งมาตรานั้นก็สืบเนื่องจากที่ผมได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ คือต้องการให้ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้งประเทศ จำนวน ๒๐๐ คน โดยไม่ต้องมีประเภทแต่งตั้งโดยรัฐสภา เมื่อผมมีแนวความคิดเช่นนั้น มาตรา ๒๙๑/๔ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ สสร. ประเภทแต่งตั้งจากรัฐสภาจึงไม่จำเป็นต้องมี ผมจึงได้ขอแปรญัตติตัดมาตรานี้ทิ้งทั้งมาตราครับ แล้วก็ยังขอยืนยันแนวความคิดเดิมก็คือว่าผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญถ้าเราจะสร้างกันขึ้นมาใหม่นั้น ผู้ที่จะทำหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นควรที่จะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยตรงทั้งหมด ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คือเพื่อให้ได้คนที่เป็นกลาง เป็นอิสระอย่างแท้จริง ปลอดจาก เครือข่ายหรือสายสัมพันธ์จากนักการเมืองมาทำหน้าที่ยกร่าง นี่คือเหตุผลที่ทำไม ผมจึงขออนุญาตตัดมาตรา ๒๙๑/๔ ซึ่งว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ สสร. ประเภทแต่งตั้งออกทั้งมาตราครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพีระพันธุ์ เชิญครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ในมาตรา ๒๙๑/๔ ผมขออนุญาตเรียน ท่านประธานว่าผมได้แปรญัตติเพิ่มมาตรา ๒๙๑/๑/๑ และมาตรา ๒๙๑/๑/๒ ไว้นะครับ เพิ่มจากมาตรา ๒๙๑/๑ ที่อยู่ในร่างเดิมของรัฐบาลและของกรรมาธิการ ในประเด็นของ มาตรา ๒๙๑/๔ เป็นเรื่องคุณสมบัติของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๒ ก็คือ ประเภทที่มาจากการคัดเลือก ซึ่งตามร่างของรัฐบาลและตามร่างของกรรมาธิการจะอยู่ ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) นะครับ ในกรณีนี้ผมได้แปรญัตติไว้ ๒ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ก็คือประเด็นที่ให้เปลี่ยนจากมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) เป็น มาตรา ๒๙๑/๑/๒ (๒) ครับ ตามเหตุผลที่ผมได้กราบเรียนไปว่าผมได้แปรญัตติเพิ่มมาตรานี้ ไว้นะครับ

ส่วนประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ในคำแปรญัตติผม ผมได้ตัด (๑) และ (๓) ของมาตรา ๒๙๑/๓ ที่อยู่ในร่างของรัฐบาลและร่างคณะกรรมาธิการออกครับ เหตุผล ที่ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าจริง ๆ แล้วดูเหมือนไม่มีประเด็นครับ แต่ผมเห็นว่าเรามักจะพูดกันบ่อยในระยะหลัง ๆ นี้เรื่อง ๒ มาตรฐาน ผมเองถ้าให้เลือกได้ ผมก็อยากจะมี สสร. ประเภทเดียวคือประเภทเลือกตั้ง ซึ่งผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานย้อนไปครับว่าจริง ๆ แล้วที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากมักจะพูดว่าขัดหลักการ ขัดหลักการ หลักการผมบอกแล้วครับ ท่านไปดูให้ดีครับ ไม่ได้มีหลักการบอกให้มีสมาชิก มาจากการเลือกตั้งเลยนะครับ ให้มีมาจากคัดเลือกอย่างเดียว ให้รัฐสภารับรอง แต่ไปอยู่ในเหตุผลเท่านั้นล่ะครับที่บอกให้มี สมาชิก ๒ ประเภท ซึ่งผิดหลักมากเลยครับที่ผมเรียน เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วผมก็ไม่แน่ใจว่า เจตนารมณ์ของรัฐบาลก็ดี ของกรรมาธิการเองก็ดี ต้องการให้เป็นอย่างไร ผมถึงได้พยายาม พูดในห้องประชุมบ่อยครั้งครับว่าหลักการนี้ขอปรับปรุงแก้ไขได้ครับ แต่ให้รัฐสภารับรองเสีย แล้วก็มีท่านกรรมาธิการบอกว่าในห้องประชุมมีมติไม่ให้แก้ไขหลักการ ผมคิดว่าไม่น่าจะใช่นะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเรามักจะถกเถียงพูดกันเรื่องนี้จนเกือบจะวันสุดท้ายเลย แล้วผมก็พูดไว้ เสมอว่าไม่มีอะไรห้ามแล้วก็เคยทำมาด้วย แต่ว่ากรรมาธิการทำเองโดยพลการไม่ได้ต้องกลับ เข้ามาขอในรัฐสภานี้ แต่ไม่เคยลงมติว่าไม่ให้แก้ครับ ไม่ใช่ว่าลงมติไม่ให้แก้นะครับ ไม่เคย ลงว่าให้แก้ ไม่มีครับ ไม่ใช่นะครับ เพราะฉะนั้นเรายังไม่เคยมีมตินี้ แล้วก็ที่บอกว่าต้องมี ๒ อย่างในหลักการ หลักการมีอย่างเดียว แต่ว่าเมื่อพูดถึงอย่างเดียวหรือ ๒ อย่าง ขณะนี้ ร่างของเสียงข้างมาก ของกรรมาธิการเป็นไปตามร่างรัฐบาลแล้ว มีสมาชิก ๒ ประเภท แต่ทั้ง ๒ ประเภทที่สุดท้ายก็เป็นประเภทเดียวกันล่ะครับ ก็คือ สสร. แต่ว่าทำไมในส่วนของสมาชิก ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งพวกเราเอง ส่วนใหญ่เราก็นิยมการเลือกตั้งแล้วเราก็อยากจะให้คน ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม ตรงนั้นเมื่อสักครู่ในมาตราที่ผ่านมา ท่านประธานคงจำได้มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านโต้แย้งว่าทำไมไม่ให้ข้าราชการเขาเป็นแต่เราก็ ห้ามไว้ครับ เป็นคนที่ขาดคุณสมบัติเพราะว่าเป็นข้าราชการไปลงสมัครไม่ได้ แต่ในมาตรา ๒๙๑/๔ ในเงื่อนไขที่กำหนดไว้สำหรับประเภทที่ ๒ สสร. ประเภทที่ ๒ ก็คือประเภทที่มาจากการคัดเลือก เรากลับไม่ห้าม เพราะว่าในร่างของรัฐบาลกับร่างของกรรมาธิการบอกไว้ว่าคุณสมบัติ ที่กำหนดในมาตรา ๒๙๑/๓ เฉพาะ (๑) และ (๓) เท่านั้น ไม่มี (๒) ทีนี้เมื่อกลับไปดูใน (๒) ที่ว่าไม่เป็นข้อห้ามนี้ ท่านประธานครับ จะเห็นได้ชัดว่าในมาตรา ๒๙๑/๓ ได้กำหนด คุณสมบัติเอาไว้ว่าเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้าง อะไรก็ว่ากันไปนะครับ ตรงนี้เป็นข้อห้ามของผู้ที่สมัครรับเลือกตั้งแบบประเภทเลือกตั้ง แต่พอมาประเภทคัดเลือก เราให้ ผมไม่แย้งหรอกครับ ที่บอกว่าเมื่อคุณสมบัติบอกว่าอาจจะ มาจากอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย แต่ว่าทำไมถ้าเขาเลือกจะมาเป็นในระหว่าง ปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องลาออกสิครับ ทำไมไม่ใช้เงื่อนไขแบบนี้ล่ะครับ คุณสมบัติมันถึงจะเหมือนกัน คือเราไม่ได้ห้ามเขา แต่ตอนทำหน้าที่คุณต้องได้เป็น ถ้าคนที่เป็นข้าราชการนี้เมื่อเสร็จภารกิจ หรืออะไรก็แล้วแต่ เขาก็ขอกลับเข้ารับราชการได้ แต่ว่าทำไมต้องมีสิทธิพิเศษดีกว่าคนอื่นทั้ง ๆ ที่คนอื่นกว่าจะฝ่าด่านเข้ามา นี่เราพูดประเภทสุจริตเลือกตั้งโดยสุจริต ต้องหาเสียง ต้องขอคะแนนเสียงต้องไปทำความรู้จักกับประชาชน แถมเงื่อนไขยุบยับ เหนื่อย แต่ว่า พวกที่มาจากการคัดเลือกธรรมดานี้มีสิทธิพิเศษทุกประการ อย่างนี้ ๒ มาตรฐานไหมครับ ก็ไหนบอกไม่ชอบอย่างไรครับ เมื่อไม่ชอบแล้วทำไมทีคนที่มาจากการเลือกตั้ง บอกว่า เป็นข้าราชการไม่ได้ แต่มาจากการคัดเลือก ยังคงสถานะ ๒ อย่างในขณะเดียวกันได้ครับ ไม่ต้องอื่นไกลหรอกครับ พวกเรากันเองตรงนี้รัฐสภาทั้งท่าน ส.ว. หรือวุฒิสมาชิกสมัยก่อน เป็นอย่างนี้ล่ะครับ แต่ต่อมาก็มีความเห็นว่าไม่น่าจะถูกต้องนะครับ ต้องเลือก สุดท้ายนี้ ก็เป็นไม่ได้ แต่ว่านี่เรากำลังย้อนหลังไปหรือเปล่าครับว่าประเภทคัดเลือกยังคงสถานะ เป็นข้าราชการได้ แล้วอย่างนี้เท่ากับว่าคุณสมบัติหรือมาตรฐานของผู้ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง กับผู้ที่มาจากการคัดเลือกมันเป็น ๒ มาตรฐานหรือไม่นะครับ แล้ว ๒ มาตรฐานนี้กลับให้ประโยชน์กับคนที่มาอย่างสบาย ๆ ไม่ต้องไปลงสนามแข่งขัน อย่างนี้ท่านคิดว่าถูกต้องเหมาะสมไหมครับ แล้วเราจะพูดต่อไปอย่างไรครับ จะไปว่าคนโน้น คนนี้ได้อย่างไร คุณมี ๒ มาตรฐาน ๓ มาตรฐาน เมื่อท่านกำลังสร้าง ๒ มาตรฐานเอง ผมตั้งใจจะพูดเรื่องนี้ในห้องประชุม แต่ว่าไม่มีเวลา แล้วก็รีบ ๆ ผ่านกัน อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ผมต้องเอามาสงวนความเห็นเอาไว้ คือท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ผมติดใจเรื่องนี้ มานานแล้วครับ เวลาที่เราคัดเลือกมาอย่างนี้ผมไม่แย้งครับ ผมเห็นด้วยนะครับว่าต้องเอาคน มีความรู้ และผมอภิปรายไว้ในมาตราที่เกี่ยวข้องมาแล้วด้วยว่าควรจะเอาคนที่มีความรู้ ทางด้านนี้ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยหรืออะไรเข้ามาเป็น แต่เรายังไม่ได้พูดเรื่องคุณสมบัติ วันนั้นนะครับ วันนี้ผมมาพูดเรื่องคุณสมบัติ เพราะว่าการที่เขาขาดจากการเป็นข้าราชการ ในช่วงเวลามาทำหน้าที่นี้ ความรู้ความสามารถเขาไม่ได้ขาดไปด้วยครับ แต่ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ของเขาที่เขาสั่งสมมาตลอดระยะเวลาที่รับราชการทำงานมา ใช้ประโยชน์ได้ครับ เราถึงเห็นคุณสมบัติที่ควรจะเป็นประโยชน์ แต่เมื่อทำหน้าที่ ผมคิดว่าเขาไม่น่าจะต่างกับ เพื่อนที่อยู่ในสภาเดียวกัน แต่ที่สำคัญที่ผมเรียนครับ เท่ากับว่าเรายอมรับว่าสมาชิกมีได้แบบ ๒ มาตรฐาน กลุ่มหนึ่งเหนื่อยแทบแย่เลยครับ เป็นข้าราชการไม่ได้ อีกกลุ่มหนึ่งไม่ต้องทำ อะไรก็ได้ เป็นข้าราชการก็ได้อีกด้วย แล้วยังมีประเด็นต่อไปครับว่าแล้วค่าตอบแทนท่านจะ ให้ทำอย่างไรครับ ค่าตอบแทนของ สสร. มีไหมครับ มี แล้วในส่วนนี้ส่วนที่ยังเป็นข้าราชการ อยู่ได้ค่าตอบแทนแบบไหนครับ เงินเดือนราชการยังได้ไหมครับ ถ้ายังได้อยู่อีกไม่ยิ่งดับเบิ้ล (Double) ๒ มาตรฐานหรือครับ นอกจากว่าดีกว่าคนอื่นเขามาแบบหนึ่งแล้ว ได้เงินเดือน ๒ ต่ออีกด้วยหรือเปล่าครับ ทำไมไม่ห้ามละครับ ที่ผมเรียนมานี้ไม่ใช่บอกว่าผมรังเกียจ ความเป็นข้าราชการ แต่ผมคิดว่านี่คือความถูกต้องเหมาะสมครับ สำหรับคนเมื่อเข้ามาแล้ว ได้รับคัดเลือกแล้วให้เวลาเขาไปลาออกครับ ถ้าเขาเลือกอยากจะมาทำงานให้บ้านเมือง สักครั้งในชีวิต เป็นประวัติชีวิต นอกเหนือจากการทำหน้าที่เป็นข้าราชการ เขาควรจะเลือก ตรงนี้ก่อน แต่ถ้าเขาไม่พร้อมก็ไม่ต้องรับตำแหน่งครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมได้กราบเรียน ท่านประธานว่าผมจึงไม่สามารถจะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพราะว่า ผมเห็นว่าการที่ยกเว้น (๒) ของมาตรา ๒๙๑/๓ ที่ท่านกำหนดไว้ ให้สิทธิพิเศษกับ สสร. ที่มาจากการคัดเลือก ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่เลยนะครับ ทั้งฝ่ายค้าน ทั้งฝ่ายรัฐบาลอยู่ใน คณะกรรมาธิการ ส่วนใหญ่ฟังจนผมจำได้อยากจะให้มีประเภทเดียวทั้งนั้นละครับ คือประเภท เลือกตั้ง แล้วพอมาประเภทคัดเลือกด้วยเหตุผลอะไรผมก็ไม่ทราบแต่ละท่านที่มีเหตุผลพิเศษ ของท่านที่ว่าแม้ใจอยากให้มีประเภทเดียว แต่ว่าไม่ได้ต้องมีประเภทคัดเลือกด้วย แล้วท่าน ยังไปให้สิทธิพิเศษเหนือกับคนที่ท่านอยากให้มีประเภทเดียวอีกหรือ มันถูกกับความรู้สึกนึก คิดของท่านหรือเปล่าครับ มันใช่ความคิดของท่านจริง ๆ ด้วยหรือเปล่าครับ ในเมื่อท่านเอง ก็ไม่ชอบแบบนี้ เมื่อไม่ชอบยังให้สิทธิพิเศษอย่างที่ผมเรียนอีก ผมว่ามันไม่ใช่ความเป็นตัวตน ของท่านกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่แต่ละคนที่ผมรู้จักเลยนะครับ และต่อไปนี้ท่านจะพูด อย่างไรครับ ท่านพูดไม่ได้แล้วนะครับ คำที่ท่านบอกไม่ชอบ ๒ มาตรฐาน นี่ท่านสร้าง ๒ มาตรฐานให้กับคนที่กำลังจะทำหน้าที่เป็น สสร. เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่สามารถจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในเรื่องนี้ แล้วก็ต้องขอสงวน คำแปรญัตติไว้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสมชาย แสวงการ ครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมสงวนคำแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๔ ก็ด้วยหวังว่า สสร. ที่เราจะเลือกกันขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญอันเป็นกติกาของคนที่ต้องใช้ทั้ง ๖๕ ล้านคน จะต้องเป็นผู้ที่ปลอดจากการแทรกแซงมีความเป็นอิสระ ผมได้กราบเรียนที่ประชุม แห่งนี้ไปแล้วว่าใช้หลักการแบบเดียวกับที่การปลอดการเมืองของการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ทั้งเลือกตั้งและสรรหาคือไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เป็นเวลาอย่างน้อย ๕ ปีก่อนเข้ามาเป็น สสร. และผมเองก็อยากให้มีหลักการว่าหลังจาก ที่เข้ามาเป็น สสร. แล้วซึ่งก็ต้องเป็นเรื่องที่ต้องเสียสละจริง ๆ ครับ เพราะว่า ในคณะกรรมาธิการให้เวลาท่าน ๒๔๐ วันในการร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเรียนว่า สสร. ได้เงินเดือนแบบเดียวกับ ส.ส. ส.ว. เงินเดือนเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ลองดูครับ การเลือกตั้งที่ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งจังหวัดละคน ๗๗ คนนั้น ท่านต้องใช้เงินหาเสียง เท่าไรครับ ส.ว. ในการเลือกตั้งใช้เงินประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท มีเงินเดือน สสร. ที่จะได้ ทั้งสิ้น ๒๔๐ วัน หรือ ๘ เดือน ก็ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ บาท ขาดทุนแล้วครับ ขาดทุน แล้วทำไมถึงอยากเป็น สสร. อันนี้เป็นคำถามที่น่าคิดนะครับ ใช้เงิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อมารับเงิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท นี่ไม่รวมกรณีซื้อเสียงทั้งจังหวัดเพื่อให้ได้เป็นที่หนึ่งแล้วเข้ามา เพราะว่าแข่งกันเหลือคนเดียว ไม่รวมข่าวลือที่ว่าบางจังหวัดที่เคยผ่าน ๆ มาใช้กันถึง ๕๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท ๗๐ ล้านบาท เข้ามาเพื่อเป็น สสร. ได้เงินเดือนเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๘ เดือน ๘๐๐,๐๐๐ บาท นั่นหมายความว่าอะไรครับ นั่นหมายความว่า เขาหวังที่จะเดินต่อไปในการตั้งแต่กำกับ เขียนบทในการร่างรัฐธรรมนูญเอง จากนั้นก็จะเข้าสู่ ทิศทางทางใดทางหนึ่งที่ตอบสนองประโยชน์ตอบแทนไม่ว่าจะเป็นการเข้าดำรงตำแหน่ง ส.ส. หรือ ส.ว. หรือไปรับตำแหน่งตามที่มีผู้ใช้จ้างวานในอนาคตตกลงไว้ให้ เพราะฉะนั้น วิธีที่ดีที่สุดและเพื่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจว่าเราจะได้ สสร. ที่ปราศจากการแทรกแซง ทั้งก่อนหน้าและตอบแทนในภายหลัง ผมจึงเสนอให้มีข้อความดังต่อไปนี้แทนครับ มาตรา ๒๙๑/๔ ห้ามไม่ให้บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมัครรับเลือกตั้งหรือรับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือดำรงตำแหน่งใด ๆ ทางการเมืองมิได้ เป็นเวลาห้าปีนับแต่สิ้นสุดสมาชิกภาพ ตามมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสอง (๑) (๓) หรือ (๔)

เหตุผลนี้เป็นหลักประกันได้เพียงแบบหนึ่งเท่านั้น แต่ผมคิดว่าก็อย่างน้อยที่สุด ก็มีความชัดเจนพอสมควรว่าถ้าท่านจะเข้ามาเป็น สสร. ซึ่งผมได้เสนอตอบในมาตราต่อไป ด้วยว่าต้องใช้วิธีการเดียวกับการเลือก ส.ว. สมัยปี ๒๕๔๓ ก็คือไม่ให้มีการหาเสียงเลือกตั้ง กกต. จะต้องจัดสถานที่เพื่อให้มีการติดประกาศ แล้วก็ไม่ต้องใช้เงินมากในการที่จะต้องไป รณรงค์หาเสียงทั้งจังหวัด เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นการทำให้เห็นว่า สสร. ที่จะได้มานั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมหาศาล และท่านก็เสียสละที่จะมาทำหน้าที่เพื่อบ้านเพื่อเมือง ในการร่างกติกาของคนทั้งสังคม เพราะฉะนั้นการที่เขียนป้องกันไม่ให้ไปดำรงตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือรับตำแหน่งตอบแทนใด ๆ ทางการเมืองนั้น เป็นระยะเวลา ๕ ปี ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าจะได้รับการพิจารณาไว้อย่างเหมาะสม ก็อยากฝากเรียน กรรมาธิการนะครับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่ากรรมาธิการถ้าจะลดราวาศอกลงบ้าง นอกเหนือจากที่ดูเหมือนถูกคอนโทรลมาโดยระบบคอมพิวเตอร์ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย แล้วถึงเวลาท่านก็เรียกระดมซึ่งผมก็เข้าใจว่าอยู่ชั้น ๓ ลงมาถึงก็โหวต โหวตเสร็จก็หาย แล้วก็ได้คะแนนอย่างที่ผมเรียนแล้วครับว่า ๓๐๐ กว่าเสียง ก็ชนะไปเรื่อย ๆ แต่มันไม่ได้ อะไรกับบ้านเมืองครับ ก็เรียนครับว่าสิ่งที่สมาชิกวุฒิสภาอย่างผมเสนอก็เป็นความหวังดีครับ ผมคิดว่า สสร. ที่จะได้มานั้นน่าจะดำรงความเป็นกลางมีความอิสระได้ รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านยังเหลืออยู่ ในมาตราท้าย ๆ ไม่ว่าจจะเป็นกฎหมายที่ใช้เกี่ยวกับการเลือกตั้งซึ่งต้องทำให้เกิดความเชื่อใจว่า จะเกิด สสร. ที่บริสุทธิ์ยุติธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ผมเรียนมายังกรรมาธิการว่าท่านน่าจะมี การพิจารณาทบทวนในเรื่องเหล่านี้ตามที่เราได้เสนอมาบ้างนะครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ มาตรา ๒๙๑/๔ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย ๆ คือเป็นเรื่องของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ สสร. ประเภทที่มาจากการสรรหานะครับ เราก็เพียงแต่นำเอาคุณสมบัติจากมาตรา ๒๙๑/๒ มาใช้ โดยตัดเรื่องของภูมิลำเนาออกไป ขณะเดียวกันก็นำเอาลักษณะต้องห้ามของมาตรา ๒๙๑/๓ โดยตัดเรื่องของการเป็นข้าราชการออกไป ก็เป็นคุณสมบัติที่ล้อมาจากคุณสมบัติและลักษณะ ต้องห้ามของ สสร. ประเภทเลือกตั้ง เพียงแต่ว่าของประเภทสรรหา ๑. ไม่ต้องคำนึง เรื่องภูมิลำเนา ๒. ไม่ต้องห้ามเรื่องที่รับราชการอยู่ กรรมาธิการก็ยืนยันตามนี้ครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอมติเลยนะครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

เชิญครับ

นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง สมาชิกวุฒิสภา บุรีรัมย์

ขออนุญาตท่านประธานครับ คือข้างหลังไม่ทราบว่ามีกดแทนกันหรือเปล่านะครับ ผมไปดูไฟมันติดกันหมดเลยเป็นแถว แต่ไม่มีใครนั่งอยู่ครับ ท่านครับ เมื่อกี้ผมไปเดินดูครับ มันมีไฟติดนะครับ แต่ไม่มีใครนั่งอยู่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลยครับ

นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง สมาชิกวุฒิสภา บุรีรัมย์

ก็เปล่า แค่บอกให้ ประธานทราบครับว่ามีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ยังไม่ได้ขอมติครับ ยังไม่ตรวจสอบองค์ประชุม ยังไม่ได้ทำอะไร

นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง สมาชิกวุฒิสภา บุรีรัมย์

ไม่เป็นไรครับ แค่กราบเรียน ให้ท่านประธานทราบแค่นั้นครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมขออนุญาต ตรวจสอบองค์ประชุมครับ ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ เชิญครับ ท่านพิเชษฐ์ เชิญ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่ทราบว่าทางฝั่งนี้แสดงตนบ้างไหม ไม่แสดงนะครับ ท่านประธานครับ แล้วแต่ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ ท่านธนิตพล

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสักครู่นี้ท่านพิเชษฐ์ท่านบอกว่าทางฝั่งนี้ ท่านไม่แน่ใจว่าจะกดบัตรหรือเปล่า ผมคิดว่าถ้าท่านสงสัย ท่านประธานสั่งให้ปิดประตู แล้วนับหัวเลยไหมครับว่ามีจำนวนสมาชิกอยู่เท่าไร เอาไหมครับ ท่านพิเชษฐ์ พวกผมก็จะ ไม่ลุกไปไหนละครับ ปิดประตูแล้วนับหัวเลยไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ อย่านับเลยครับ มันดึกแล้วครับ ตีหนึ่ง นับอย่างเดิมดีแล้วครับ ท่านมีอะไรข้างหลังยกมือ

พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา มุกดาหาร

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอหารือนะครับ ในวันนี้ประชุมก็ดึกมากแล้ว สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่เป็นผู้อาวุโสนะครับ เลื่อนไปวันพรุ่งนี้ ได้ไหมครับท่านประธาน เลื่อนไปครับ ผมว่าไม่ต้องลงมติแล้ววันนี้ เหนื่อยมากแล้วครับ ผมขอผู้รับรองครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่ต้องรับรองครับ ผมเลื่อนไปประชุมต่อพรุ่งนี้เก้าโมงเช้าครับ

พักประชุมเวลา ๐๑.๐๕ นาฬิกา

ของวันเสาร์ที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๕

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๐.๒๔ นาฬิกา

ของวันเสาร์ที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๕

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เรียนท่านสมาชิกครับ จากการประชุมเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ที่ประชุมได้พิจารณาจนถึง มาตรา ๒๙๑/๔ เมื่อคณะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น และสมาชิกผู้สงวนคำแปรญัตติ อภิปรายซักถามกรรมาธิการตอบชี้แจงและปิดการอภิปรายแล้ว ประธานของที่ประชุม ท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ได้สั่งให้เลื่อนการลงมติมาดำเนินการต่อในเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ดังนั้นผมขอดำเนินการต่อเลยนะครับ ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

ต่อไปจะเป็นการลงมติ ในมาตรา ๒๙๑/๔ โดยก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ เพื่อทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญท่านสมาชิกแสดงตนครับ ขอเชิญสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อลงมตินะครับ ท่านสมาชิกเข้ามาแล้วโปรดแสดงตนนะครับ กดปุ่มแสดงตนด้วยเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมเพื่อลงมตินะครับ เชิญ ท่านประสิทธิ์ครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ยังมีสมาชิกของพวกเราหลายท่านตอนนี้อยู่ในห้องอาหารและบางท่านยังอยู่ในห้องน้ำอยู่ เดี๋ยวขอเวลาสักพักหนึ่งครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับท่านประสิทธิ์ เชิญท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา จากพรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานนะครับว่าจากเมื่อคืนนี้ ก็มีเหตุการณ์ ถ้าหากว่าท่านได้ติดตามก็คือว่ามีสมาชิกลุกขึ้นทักท้วงว่าในการกดบัตร หรือว่าการแสดงตน หรือการลงมติอาจจะมีสมาชิกที่กระทำผิดรัฐธรรมนูญด้วยการกดบัตร แทนคนอื่น ผมอยากจะเรียนถามท่านประธานว่าท่านประธานจะมีมาตรการอย่างไรในการที่จะ ป้องกันหรือว่าการตรวจสอบครับท่านประธานว่าจะไม่มีการทำผิดในเรื่องของทั้งข้อบังคับ การประชุม แล้วก็รวมทั้งรัฐธรรมนูญด้วย เพราะว่า ๑ คน ก็จะมีสิทธิเพียงแค่ ๑ เสียงเท่านั้น ถูกไหมครับ ดังนั้นท่านประธานคงจะต้องหามาตรการ ผมขออนุญาตเสนอความคิดนิดเดียวนะครับ ว่าท่านเจริญ จรรย์โกมล สมัยที่นั่งทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรเคยให้ทาง เจ้าหน้าที่ของสภาได้มาตรวจสอบการนับจำนวนคนด้วย ก็อาจจะเป็นวิธีการหนึ่งนะครับ ท่านประธานที่จะทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าทั้งการกดบัตร แล้วก็การที่มีจำนวนคนอยู่ที่จะมา นั่งนับกันจะเป็นอย่างไร รวมทั้งการที่ท่านประธานอาจจะขอสั่งให้ทางการใช้กล้องโทรทัศน์ ในการจับภาพว่าบรรดาสมาชิกที่นั่งอยู่ในห้องประชุมนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ตรงนี้ก็จะทำให้ สามารถที่จะป้องกันได้หรือว่าทำการพิสูจน์กันได้ว่าสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ณ ขณะนั้น มีจำนวนเท่าไรครับ ขอท่านพิจารณาด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับท่าน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมเห็นใจซีกฝ่ายค้าน เพื่อให้งานมันเดินได้ ฝ่ายค้าน ก็เหนื่อยเหมือนกันเพราะว่าดูแล้วก็โหรงเหรงนับไปมันก็จะไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายค้าน เดี๋ยวประชาชนเขาจะหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหญ่ของประเทศนั้นฝ่ายค้านมาน้อยครับ ท่านประธานครับ ผมนับดูแล้วก็ไม่กี่ท่านครับ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดไปนับอีก ประชาชน จะสงสัยว่าฝ่ายค้านตื่นสายหรืออย่างไร เพราะฉะนั้นผมว่าท่านประธานดำเนินการเลยครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพี ยร รองประธานรัฐสภา

ผมก็จะดำเนินการ เหมือนอย่างตามประเพณีที่เราทำกัน เชิญครับท่านครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานครับ ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ แสดงตนนะครับ ผมกดแสดงตน เพราะว่าบัตร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่มีเสียงนะครับท่าน

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

คือบัตรผมมีปัญหาครับท่านประธานครับ ช่วยนับเป็น ๑ ด้วยนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่ช่วยจำด้วยครับ

เชิญคุณหมอวรงค์ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมต้องขออนุญาตประท้วง เพื่อนสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านจิรายุที่พยายามพาดพิงว่าฝ่ายค้านมาน้อยหรือว่า ฝ่ายค้านตื่นสาย ผมอยากกราบเรียนกับท่านประธานนะครับว่า ฝ่ายค้านเองเรารู้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเป็นปัญหา เพราะเราก็มีการพูดคุยกันครับว่าเราก็ต้องมียุทธศาสตร์ ในการที่จะต่อสู้กับรัฐบาลที่ใช้เสียงข้างมากในการลากไป ท่านประธานต้องเข้าใจนะครับว่า พวกเราไม่เห็นด้วยในการแก้ไขในรูปแบบนี้ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า เคยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งไหนที่หามรุ่งหามค่ำ ๕ วัน ๕ คืนไปแล้ว ทำไมจะต้องเร่งรีบ ไปถึงไหน เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านก็บอกว่าทำไมจะต้องเร่งรีบไปถึงไหน ทำไม ไม่ค่อย ๆ ทำเพื่อจะได้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนครับ ดังนั้นผมจำเป็นต้องทำ ความเข้าใจตรงนี้นะครับ ผมยืนยันว่าฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับรูปแบบที่รัฐบาลกำลังทำนะครับ ถูลากถูกังไปเพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง ฉะนั้นเราไม่เห็นด้วยครับท่านประธานครับ แล้วขออนุญาตให้เขาถอนคำพูดครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้นะครับท่าน เราเพิ่ง เริ่มใหม่ ๆ เลย ขณะนี้นะครับ แล้วผมว่าเราก็เดินมาดีแล้ว ขณะนี้สิ่งที่เกิดขึ้นท่านก็ได้ อธิบายกันเป็นที่เข้าใจแล้ว ผมเชื่อว่าผู้ฟังจะเข้าใจตามที่ท่านได้อภิปรายกันแล้วทุกฝ่ายนะครับ ผมขอดำเนินการประชุมต่อ อันนี้จะเป็นการลงมติมาตรา ๒๙๑/๔ ผมขอถามมติ สมาชิกท่านใด เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากให้กด เห็นด้วย สมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย สมาชิกท่านใดเห็นควรงดออกเสียงให้กด งดออกเสียง เชิญท่านใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีท่านผู้ใดยังไม่ได้ใช้สิทธิ มีไหมครับ ไม่มี ทุกคนใช้สิทธิแล้วนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผลด้วยครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๔๔ ท่าน เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๓๒๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๕ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ

เชิญท่านเลขาธิการดำเนินการต่อครับ

นางนรรัตน์ พิมเสน รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ รัฐสภา

มาตรา ๒๙๑/๕ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมขอ ทำความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกเกี่ยวกับการใช้สิทธิอภิปราย เรื่องนี้เราได้ประชุมกันมาแล้ว ๕ วันเหมือนกับที่ท่านสมาชิกทราบนะครับ แล้วเราก็จะต้องประชุมกันต่ออีกนะครับ ดังนั้น ก็คงเป็นไปตามข้อตกลงเดิมที่ลำดับการอภิปรายของสมาชิกแต่ละท่านก็จะใช้ ตามเอกสารรายงานของกรรมาธิการเป็นหลักโดยจะเรียงรายชื่อตามลำดับหน้ารายงาน และกรุณาแสดงความประสงค์ด้วยการยกมือหรือบอกเจ้าหน้าที่ว่าท่านจะใช้สิทธิอภิปราย หากท่านไม่แสดงก็คงจะข้ามไปเหมือนอย่างที่ได้ปฏิบัติมา

ประการต่อไป ขอความกรุณาให้เพื่อนสมาชิกได้กรุณาอภิปรายให้อยู่ใน ประเด็นที่ท่านได้สงวนความเห็นหรือได้สงวนคำแปรญัตติไว้นะครับ ผมได้พยายามที่จะ ให้สิทธิกับเพื่อนสมาชิกทุกท่านได้ใช้สิทธิอภิปรายอย่างเต็มที่ แต่ขอความกรุณาขอความร่วมมือ เพื่อนสมาชิกได้กรุณาให้อยู่ในประเด็น แล้วที่สำคัญกรุณาอย่าพาดพิงให้บุคคลอื่นเสียหาย ผมจะดำเนินการต่อ เชิญท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตที่จะหารือท่านประธานนะครับ คือในมาตรา ๒๙๑/๕ ค่อนข้างจะมีความแตกต่างจากการพิจารณามาตราที่เราพิจารณามาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งก็คือเป็นมาตราซึ่งคณะกรรมาธิการได้มีการไปแก้ไขเพิ่มเติมค่อนข้างมาก ท่านประธานจะกรุณาดูในมาตรา ๒๙๑/๕ นั้น มีการแก้ไขในวรรคสองซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้เป็น เรื่องใหญ่นัก แต่พอถึงวรรคสี่ วรรคห้า และวรรคท้าย เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญมาก ปัญหาก็คือว่านอกเหนือจากบรรดาผู้ที่แปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติ และผู้ที่เป็น กรรมาธิการเสียงข้างน้อยและได้สงวนความเห็นไว้จะมีเพื่อนสมาชิก รวมทั้งตัวกระผมเอง ที่ต้องการอภิปรายในส่วนที่มีการแก้ไขจะเรียงลำดับกันอย่างไร ใจผมนี่ผมอยากให้พิจารณา ในส่วนที่กรรมาธิการแก้ไขเสียก่อน แล้วก็เป็นหนึ่งในประเด็นซึ่งเมื่อวานนี้หลังจากที่ ท่านประธานสมศักดิ์หารือเราก็ได้มีการพูดจากันค่อนข้างมาก ทีนี้ถ้าท่านประธานจะใช้วิธี เรียงลำดับตามเอกสาร หมายความว่าพอจบตรงนั้นท่านถึงจะให้คนที่จะอภิปรายในส่วนที่ แก้ไขอย่างนั้นหรือไม่ ท่านจะเรียงลำดับอย่างไรจะได้ปฏิบัติได้ถูกครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญกรรมาธิการครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภาในฐานะกรรมาธิการ ต้องกราบเรียน ท่านประธานต่อข้อหารือท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรในลำดับการอภิปราย ในประเด็นที่เพื่อนสมาชิกสามารถที่จะใช้สิทธิได้กรณีที่กรรมาธิการแก้ไขซึ่งก็เป็นไป ตามข้อบังคับ ท่านประธานครับ ในข้อบังคับที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวกับสิทธิของผู้อภิปรายในหมวด ของการอภิปรายเขาเขียนไว้ชัดนะครับ ผู้ที่จะมีสิทธิอภิปรายก่อนก็คือผู้ที่ได้เสนอ คำแปรญัตติหรือเสนอความเห็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้เรียงมาตามลำดับในรายงานก็จะยึด เอาข้อบังคับนั้นเป็นแนวทางอยู่แล้ว เว้นแต่ที่ประชุมนี้จะมีมติเป็นอย่างอื่น ความเห็น ของกระผมก็คือว่าผู้ที่ได้เสนอคำแปรญัตติ ได้สงวนความเห็นและสงวนคำแปรญัตติก็น่าจะ เป็นผู้ได้อภิปรายก่อน หลังจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของเพื่อนสมาชิกที่จะอภิปรายในสิ่งที่ กรรมาธิการได้แก้ไข ก็น่าจะเป็นลำดับนั้นไป ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ เว้นแต่ สภาจะมีมติเป็นอย่างอื่นตามข้อ ๙๙ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมขอความกรุณาว่าเป็นไป ตามที่เราได้ปฏิบัติกันมาตลอด ๕ วัน เอาอย่างนั้นดีกว่านะครับ เพราะว่าถ้าเผื่อ มาเปลี่ยนกลางคัน เดี๋ยวผมจะโดนตำหนิอีกว่าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ขอยืนตามเดิมครับ เชิญท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ถ้าท่านประธานจะวินิจฉัยอย่างนั้นพวกกระผมก็ปฏิบัติได้ แต่ผมคิดว่า ผมพยายามจะช่วยการประชุมนะครับ เพราะผมเชื่อว่าถ้าท่านไล่ตามนี้กว่าจะไปเสร็จเอา ก็ช่วงบ่ายช่วงเย็นแล้วหลังจากนั้นมาพิจารณาส่วนที่แก้ไขผมว่าดีไม่ดีวันนี้ทั้งวันมาตรานี้ ก็ไม่เสร็จ แต่ว่าถ้าเกิดวันนี้กรรมาธิการพร้อมจะทำในสิ่งที่ผมเสนอไว้เมื่อวานมาพูดคุยกันว่า ในบรรยากาศแบบนี้เรามีทางออกที่จะแสวงหาจุดร่วมในการที่จะปรับปรุงแก้ไขในบางเรื่อง เช่นประเด็นที่มีการแก้ไขมาเกี่ยวกับเรื่องของการใช้กฎหมายที่จะมาใช้บังคับในการเลือกตั้ง สสร. แล้วมันจบลงด้วยดีนะครับ ผมมองว่ามันจะเป็นโอกาสในการที่จะทำให้เราสามารถ ที่จะเดินหน้าไปตามแนวทางที่จะทำให้การพิจารณาเรื่องนี้เป็นไปตามเป้าหมายเดิม แต่ว่า ถ้าท่านจะเรียงไปพวกกระผมก็ไม่ขัดข้องนะครับ แต่ผมคิดว่าจะเสียเวลามาก แล้วก็ดีไม่ดี วันนี้ทั้งวันจะมีมาตรานี้ได้เพียงมาตราเดียวครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านณรงค์ ดูดิง เชิญครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมใคร่ที่จะ หารือก่อนที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาการอภิปรายในวาระที่จะถึงนี้ ผมขอเรียนว่าเมื่อวานนี้ จากการที่ท่านประธานได้ให้สัญญาให้คำมั่นกับผมว่าท่านจะได้วินิจฉัยในส่วนที่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่อยู่ในสภาแห่งนี้ได้กล่าวหาว่าผมนั้นควายนะครับ ผมกำลังอภิปรายอยู่ ผมก็ไม่ทราบว่าควายนั้นพูดได้และมีคุณสมบัติอะไรสามารถเป็น ส.ส. ได้นะครับ เรื่องนี้ ท่านได้ให้คำมั่นสัญญาเมื่อวานว่าจะมีการวินิจฉัยหลังจากมีการอภิปรายแล้ว แต่มาถึงวันนี้ ผมก็ได้มีโอกาสได้เห็นท่านแล้วก็อยากถามท่านว่าท่านได้ฟังเทปแล้วหรือยัง แล้วก็อยากจะ ให้ฟังเสียงที่เป็นสมาชิกที่ฟังอยู่ตรงนี้เมื่อวานท่านที่กล่าวหาว่าผมเป็นควายนั้น ๒ ครั้ง แล้วก็ เป็นความเสียหายอย่างมาก เนื่องจากว่าประชาชนในจังหวัดยะลาหรือจังหวัดใกล้เคียงนั้น บอกกับผมว่าอย่างนี้ไม่ยอม เท่ากับกล่าวหาว่าประชาชนจังหวัดยะลานั้นเลือกควายมาเป็น ส.ส. ในสภาแห่งนี้นะครับ เป็นความเสียหายอย่างมากเขาไม่ยอมนะครับท่านประธานครับ ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าท่านประธานจะได้วินิจฉัยหรือยัง แล้วเขาถึงขั้นที่จะต้อง ถอนคำพูดหรือไม่ ถ้าไม่ถอนก็ไม่เป็นอะไร ผมก็จะถือว่าคนก็ฟังเสียงควายได้นะครับ ขอบคุณนะครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้นะครับ เมื่อวานนี้ เราพูดกันถึงเรื่องกระบือหรือควายที่ท่านอภิปรายกันทั้ง ๒ ฝ่าย ผมก็ได้ฟังเทปแล้วละครับ ท่านครับ ท่านณรงค์ก็อ้างสุภาษิต ฝ่ายท่านพิเชษฐ์ก็เอ่ยถึงควายเหมือนกันนะครับ ก็ไม่เป็นอะไรหรอกครับท่าน คือขอเรียนว่าอย่างนี้นะครับถ้าจะให้ผมพูดท่านก็ใช้ คำพูดเดียวกันนะครับ ถึงแม้จะเป็นสุภาษิต แต่ว่าอาจจะผิดกาลเทศะนะครับ เป็นการที่ มุ่งประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นที่ทราบกันผู้ฟังก็คงเข้าใจนะครับ ผมว่าพอดีกันละครับ ท่านครับ กรุณาเถอะครับให้ผมวินิจฉัยว่าพอดีกันนะครับท่านณรงค์ครับ ขอความกรุณาว่า ผ่านเถอะครับท่าน เชิญท่านนิพนธ์ครับ ท่านธนาหรือท่านนิพนธ์ก่อนดี ท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่เห็นด้วย กับคำวินิจฉัยของท่านประธานเมื่อสักครู่ครับที่บอกว่าท่านณรงค์ ดูดิง ท่านพูดเป็นสุภาษิต สุภาษิตบอกว่าสีซอให้ควายฟัง แล้วท่านจะให้พูดอะไรล่ะครับถ้าไม่พูดอย่างนั้น ร้องเพลง ให้ควายฟัง มันก็ไม่ได้ เพราะมันบอกสีซอให้ควายฟัง เขาพูดสุภาษิต แต่ว่าเจตนา ของท่านพิเชษฐ์ที่มาทีหลังนี้มันเจตนาเสียดสีโดยชัดเจน มันคนละเจตนากันครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นคำวินิจฉัยต้องต่างกัน สิ่งที่ผมบอกท่านประธานเมื่อวาน ผมบอกว่าไม่ได้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ผมขอเถอะครับท่าน ผมเชื่อว่าผู้ฟังเข้าใจ ผมว่าพวกเราทุกคนเข้าใจแต่บังเอิญเราอาจจะเข้าใจไม่ตรงกันนะครับ ขอเถอะครับ ท่านต่างคนต่างผ่านเถอะครับนิดเดียวเอง กระบือกับควายใกล้เคียงกันครับ ไม่เป็นอะไรครับ เชิญท่านธนานะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อการพิจารณาของรัฐสภามาถึงมาตรา ๒๙๑/๕ และมาตรานี้เป็นมาตรา ที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ใช้สิทธิ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับท่าน

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ขออภัยท่านผู้กำลังอภิปรายด้วยความเคารพครับ ท่านครับ ผม พายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกรัฐสภา พรรคเพื่อไทย ผมขอเวลาทักท้วงท่านประธานตรงนี้ สัก ๑ นาที ด้วยความเคารพท่านที่ประชุมแห่งนี้ทุก ๆ ท่าน กระผมและเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แม้กระทั่งวุฒิสมาชิก พวกเราต่างก็ต้องการที่จะให้ รัฐธรรมนูญผ่านสภาแห่งนี้ ต้องกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าพวกเราหลายท่าน เป็นจำนวนหลายร้อยคนไม่ได้สงวนคำแปรญัตติเลย แต่พวกเราก็ตั้งใจฟังท่านมาโดยตลอด กระผมอยากฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกทั้งซีกฝ่ายค้านซึ่งหลายประเด็นซึ่งเป็นข้อมูล ที่น่าสนใจ เป็นเรื่องที่น่าพิจารณา แล้วก็ถ้าเป็นไปได้กระผมอยากกราบขอความกรุณา ท่านประธาน กราบขอความกรุณาท่านเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านด้วยความเคารพทุก ๆ ท่านว่า ในเวลาที่เราอภิปรายนั้น เพื่อนสมาชิกถ้าจะใช้ข้อบังคับการประชุมสภาแห่งนี้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอภิปรายที่เป็นการพาดพิงกันหรือเป็นการเสียดสีผิดข้อบังคับใด ๆ ก็ตาม มันจะทำให้เกิดการประชุมในสภาแห่งนี้ไม่ค่อยสงบเท่าไรนัก ผมอยากให้สภาแห่งนี้ เดินได้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับท่านครับ ผมได้ชี้แจงแล้วนะครับ เรื่องการอภิปราย

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมจำเป็นต้องย้ำให้ท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ย้ำผมเชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง จึงขอความกรุณาท่านประธานด้วยความเคารพอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ แล้วก็กราบขอความกรุณาเพื่อนสมาชิก ผมอยากฟังท่านครับแล้วก็จะตั้งใจฟังท่านตลอด ถึงแม้ว่าจะอีกกี่วันก็ตามผมก็จะฟังท่านครับ ขอความกรุณาท่านด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านธนาครับ เมื่อครู่นี้ มีอะไรครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภาในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อรัฐสภาได้พิจารณามาถึงมาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งมีรายละเอียดและสาระสำคัญเป็นจำนวนมาก แต่ว่าในมาตรา ๒๙๑/๕ จะมีเรื่องที่ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรีเสนอ และคณะกรรมาธิการวิสามัญไปพิจารณานั้น มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากจำนวนมากและการแก้ไขนั้นก็เป็นการเปลี่ยนรูปแบบที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอ ต่อรัฐสภาจากหลักการเดิมที่ได้เคยขออนุมัติหลักการไว้ในวาระที่หนึ่ง ผมขออนุญาต เรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ เพื่อให้การพิจารณาของรัฐสภานั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และผมเชื่อว่าข้อเสนอของผมนั้นถ้ารัฐสภานี้จะได้นำไปใช้ ผมเชื่อว่าจะทำให้การอภิปรายนั้น จะสามารถลดจำนวนสมาชิกที่ขอใช้สิทธิในกรณีที่กรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไขเพิ่มเติม

ผมเรียนประเด็นอย่างนี้ครับท่านประธานว่าในมาตรา ๒๙๑/๕ นั้น ท่านกรรมาธิการวิสามัญได้ไปเปลี่ยนหลักการเรื่องของการใช้กฎหมายควบคุมการเลือกตั้ง สสร. ซึ่งเดิมนั้นในร่างของคณะรัฐมนตรีได้เสนอให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการ การเลือกตั้งโดยนำหลักเกณฑ์วิธีการเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้บังคับโดยอนุโลม แล้วก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงนะครับท่านประธาน เป็นนำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการนี้กรรมการการเลือกตั้ง มีอำนาจกำหนดบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าวที่ไม่จำเป็นต้องใช้บังคับ ในราชกิจจานุเบกษาด้วย คือให้อำนาจ กกต.

ประเด็นที่ ๒ ครับ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามมาตรา ๙๙ (๑) และ (๒) และมาตรา ๑๐๐ (๑) (๓) (๔) โดยเฉพาะการกำหนดให้มีชื่อในทะเบียนบ้านต่าง ๆ เพื่อให้มีสิทธิในการเลือกตั้ง แต่ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับ การคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลังการประกาศ รับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์ได้รับคำรับรอง ซึ่งเดิมอำนาจนี้เป็นของ กกต. แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ไปเปลี่ยนเป็นอำนาจ ของศาลอุทธรณ์

ผมขออนุญาตท่านประธานอย่างนี้ครับ เนื่องจากการแก้ไขเพิ่มเติม ของกรรมาธิการเสียงข้างมากจะทำให้สมาชิกทั้งสภามีสิทธิที่จะลุกขึ้นอภิปรายเพื่อซักถามว่า ทำไมกรรมาธิการเสียงข้างมากถึงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในสาระสำคัญของร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นถ้าเริ่มต้นด้วยการให้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่าเหตุผลที่กรรมาธิการเสียงข้างมากไปเปลี่ยนแปลงจากร่างเดิมนั้นมีเหตุผลอะไร ซึ่งผมเชื่อว่าสมาชิกในรัฐสภาอาจจะมีส่วนหนึ่งที่ฟังแล้วอาจจะคล้อยตามกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก จะได้ไม่ต้องใช้สิทธิในการลุกขึ้นซักถามหรือใช้สิทธิในการอภิปรายในสภาก็จะทำให้ จำนวนของสมาชิกที่จะลุกขึ้นใช้สิทธินั้นน้อยลงไปทันทีนะครับ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ในขณะเดียวกันข้อเสนอแนะของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรผมก็อยากให้ กรรมาธิการเสียงข้างมากอีกส่วนหนึ่ง วิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน วิปวุฒิสภาได้มีการหารือกัน ต่อไปว่าในระหว่างการพิจารณามาตรา ๒๙๑/๕ อย่างที่ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรเสนอ ลองมาดูสิครับว่ามันมีจุดไหนบ้างที่มันเป็นไปได้มันมีทางที่รัฐสภา จะมีความเห็นร่วมกันจะทำให้ประหยัดเวลาของการประชุมรัฐสภา ซึ่งผมอยากที่จะ เสนอแนะท่านประธานว่าถ้ากรรมาธิการเสียงมากจะลุกขึ้นชี้แจงก่อนจะเป็นประโยชน์ ต่อการพิจารณาของท่านสมาชิก เพราะเป็นเรื่องที่สมาชิกไม่เคยทราบมาก่อนเลยนะครับ ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ในมาตรา ๒๙๑/๕ ก็เป็นประเด็นสำคัญจะอยู่ที่เรื่องของการกำกับดูแลการเลือกตั้ง สสร. ก็อย่างที่ท่านสมาชิก ได้อภิปรายนะครับ ข้อเท็จจริงก็ตามที่ท่านพูดก็คือกรรมาธิการเราได้มีการไปปรับเปลี่ยน ถ้อยคำมากมาย ทีนี้ผมอยากจะลำดับให้ท่านทั้งหลายได้ฟังถึงที่มาที่เราจำเป็นจะต้อง ปรับเปลี่ยนถ้อยคำดังที่อยู่ในร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ คือในการประชุมครั้งนี้ เรารู้เราตระหนักว่าผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการจัดการเลือกตั้งนี้คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง เราก็ได้เชิญตัวแทนคณะกรรมการการเลือกตั้งมานั่งฟังการประชุมและได้ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ วันประชุมก็มีเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งท่านมานั่งประชุมอยู่ด้วย ร่างเดิมของเรานี่นะครับ เราเขียนบอกว่าหลักเกณฑ์วิธีการในการจัดการเลือกตั้งให้ กกต. ไปออกหลักเกณฑ์และวิธีการ หลังจากฟังแล้วท่านเลขาธิการ กกต. ก็นำประเด็นนี้กลับไป หารือกันที่ กกต. และในที่สุดแล้วนี่ครับคณะกรรมการการเลือกตั้งท่านก็ได้มีหนังสือ อย่างเป็นทางการมาถึงกระผมในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ฉบับแรก เป็นหนังสือ ที่ ๑๓๐๑/๔๒๑๙ ลงวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕ ท่านก็บอกว่า ผมสรุป สาระสำคัญนะครับว่า กกต. ไม่สบายใจที่จะให้ กกต. ไปออกหลักเกณฑ์เอง อยากให้ ออกเป็นพระราชบัญญัติเลือกตั้ง สสร. เลย เขาเสนอเป็นความเห็นให้กรรมาธิการพิจารณา กรรมาธิการได้รับทราบหนังสือแล้วเราก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมาปรึกษาหารือ ในเมื่อ กกต. ท่านไม่สะดวกใจที่จะไปออกหลักเกณฑ์ของท่านเอง ท่านต้องการใช้กฎหมาย ก็ถามว่าสมควรจะออกกฎหมายเลือกตั้ง สสร. โดยเฉพาะ หรือจะหากฎหมายไหนที่มีอยู่แล้ว มาเทียบเคียงใช้ ที่ประชุมส่วนใหญ่ก็บอกว่าการเลือกตั้ง สสร. เป็นการเลือกตั้งเฉพาะกิจ การจะออกกฎหมายมาให้เลือกแล้วก็ออกมาเพื่อใช้ครั้งเดียวก็ไม่สมควร ส่วนหนึ่งก็บอกว่า น่าจะนำเอาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มา ซึ่ง ส.ว. มาใช้ ก็ติดประเด็นว่ากฎหมายดังกล่าวนี้มันก็มีเรื่องซับซ้อนมากมาย จะต้องมี การลงคะแนนล่วงหน้า จะต้องมีการให้คนไทยที่อยู่ต่างประเทศมีสิทธิเลือกตั้งด้วย ก็มันซับซ้อนแล้วมันจะเป็นปัญหา ขนาดเลือกตั้ง ส.ส. ใน กกต. ในระยะหลังยังบอกว่าเลิกได้ไหม เรื่องเลือกตั้งต่างประเทศ ทำอย่างไรจะปรับจะแก้ แต่เนื่องจากติดด้วยรัฐธรรมนูญบอกว่า ผู้มีสิทธิมีหน้าที่ต้องไปใช้สิทธิ รัฐมีความจำเป็นต้องอำนวยความสะดวกให้เขา ฉะนั้นเขาอยู่ ต่างประเทศเขาก็มีสิทธิที่จะลง เราก็เลยคิดว่าถ้าไม่ใช้กฎหมายฉบับนี้มันมีกฎหมายไหนที่จะ พออนุโลมเอามาใช้ได้ ก็มาเจอว่ามีพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นนี่ละครับ ที่ท่านทั้งหลายกำลังจะเลือกนายก อบจ. มันตรงกันพอดี เลยครับ เพราะว่าแต่ละจังหวัดเราให้มี สสร. คนเดียว ก็น่าจะอนุโลมเอามาใช้ เพราะกฎหมายท้องถิ่นมันไม่จำเป็นจะต้องมีการเลือกตั้งล่วงหน้า ไม่จำเป็นจะต้องมีการไปให้ คนไทยในต่างประเทศได้เลือกตั้งด้วย เสียงข้างมากก็ตกลงว่าเราเปลี่ยนถ้อยคำแทนที่จะให้ กกต. ออกหลักเกณฑ์ เราก็เลยบอกว่าหลักเกณฑ์วิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งบทกำหนดโทษ ที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจประกาศ กำหนดบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าวที่ไม่จำเป็นต้องนำมาใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษาด้วย ก็หมายความว่าให้เรานำกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นมาใช้ ในกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น มาตราใดหรือหมวดใดที่ไม่ใช้ก็ต้องเอาไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ทราบว่า หมวดนี้ไม่ใช้นะ มาตรานี้ไม่ใช้นะ จะใช้เฉพาะส่วนที่เหลือ ก็ชัดเจน เจ้าหน้าที่ กกต. ที่มาเป็นผู้ประสานสังเกตการณ์การประชุมของเราตลอดเขาก็นำเรื่องนี้กลับไป หารือใน กกต. กกต. ท่านก็ให้สัมภาษณ์ว่าท่านไม่ขัดข้องถ้าจะใช้กฎหมายท้องถิ่น มาใช้บังคับโดยอนุโลม แล้วท่านเองก็ยังได้มีหนังสือตอบกลับมานะครับ ผมจำได้เลยว่า ในวันสุดท้ายก่อนที่เราจะสรุปรายงาน ท่านมีหนังสือฉบับที่ ๒ ที่ ๑๓๐๑/๔๗๕๗ ลงวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕ เวลาท่านตอบมาท่านก็ไม่ได้บอกหรอกว่าท่านเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่ไม่ปฏิเสธว่าการที่เราจะใช้กฎหมายท้องถิ่นมาในการดำเนินการเลือกตั้ง ท่านเพียงแต่บอกว่าในกฎหมายของเรา เราบอกว่าหลังเลือกตั้งแล้วให้ กกต. รับรองผล ภายใน ๑๕ วัน ไม่อยากให้ยืดเยื้อเป็นปีหรือมีการตรวจสอบกันเป็นเดือนอะไรนี่นะครับ ให้ ๑๕ วันให้รับรองผล ท่านก็เลยเป็นห่วงว่าในการจะพิจารณาตัดสินว่าใครจะใบเหลือง ใครจะใบแดงจะทำอย่างไร ในที่สุดกรรมาธิการเสียงข้างมากเราก็เลยบอกว่าเอาอย่างนี้ ให้อำนาจการวินิจฉัยหรือคัดค้านการเลือกตั้งเป็นเรื่องของศาลอุทธรณ์และให้ศาลอุทธรณ์ ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับคำร้อง ท่าน กกต. ท่านก็เพียงแต่ แนะนำมาว่าถ้าจะให้ศาลอุทธรณ์เป็นคนรับเรื่องจะส่งผ่านช่องทางไหนดี จะให้ส่งไป ที่ศาลอุทธรณ์โดยตรงหรือจะให้ผ่านมาทาง กกต. ก็เขียนให้ชัดนะครับ ซึ่งกรรมาธิการเรา ก็เห็นว่าเราบัญญัติไว้ตามถ้อยคำ ท่านดูในวรรคสุดท้ายนะครับบอกว่า การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านตัดสิทธิ การเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลังการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาพิพากษา ให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์ได้รับคำร้อง ผมก็ได้เรียนกับทาง กกต. ว่า ปกติในการกำกับดูแลการเลือกตั้งของ กกต. ท่านก็ใช้ กกต. จังหวัดที่มีอยู่เป็นคนไปดูแล กกต. จังหวัดก็จะตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นขึ้นอีกชุดหนึ่งไปดูแล การเลือกตั้ง ก็แล้วแต่ งาน สสร. นี้เป็นการบริหารจัดการภายใน ท่านก็อาจจะใช้ กกต. จังหวัดนั่นละเป็นคนดูแลแทนที่จะไปตั้ง กกต. ย่อยที่เป็น กกต. ดูแลท้องถิ่นก็แล้วแต่ รายละเอียดในกฎหมายที่จะใช้นะครับ การร้องคัดค้านก็ดีก็ควรจะใช้ช่องทางที่ พี่น้องประชาชนเขาคุ้นเคยอยู่แล้ว ก็ร้องไปที่ กกต. จังหวัดหรือ กกต. ท้องถิ่นนั่นละครับ ทาง กกต. จังหวัด กกต. ท้องถิ่นก็เป็นเพียงผู้ผ่านเรื่อง ผู้ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์รับคำร้องแล้วก็ต้องพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันตามที่เรา บัญญัติไว้ นี่ก็เป็นที่มาที่ไป ถามว่า กกต. สบายใจไหมครับวันนี้ เขาสบายใจครับ เขาไม่ต้อง ไปออกหลักเกณฑ์เอง เขามีกฎหมายที่เขาสามารถนำมาใช้บังคับโดยอนุโลม ถามว่ากฎหมายฉบับนี้ มันมีศักดิ์มีศรีเท่ากับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. หรือการได้มา ซึ่ง ส.ว. หรือไม่ ผมดูแล้วก็มีศักดิ์ศรีเท่ากันละครับ เพราะพระราชบัญญัติฉบับใดก็ตาม ก็ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งนี้เหมือนกัน กราบบังคมทูลลงพระปรมาภิไธย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเหมือนกัน ฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่า มันจะสามารถทำให้เรามีเครื่องมือที่จะนำไปใช้ในการกำกับดูแลการเลือกตั้ง สสร. ซึ่งวันนี้ ก็ชัดเจนนะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑ ว่าเราจะให้มี สสร. จังหวัดละ ๑ คน กฎหมายท้องถิ่น สามารถนำมาใช้ได้ครับ ท่านครับ ผมก็กราบเรียนความเป็นไปเป็นมาแล้วข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้ที่ประชุมได้รับทราบเผื่อท่านจะได้ประกอบการพิจารณาของท่านครับ ขอบคุณครับ

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิชาญครับ ท่านขจิตร ท่านประท้วงหรือครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

เมื่อครู่ผมขอท่าน ในเรื่องหารือที่ผ่านมานะครับ ก็ยังไม่สายครับ ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีความเห็นด้วยว่า ถ้าที่ประชุมนี้จะดำรงเป้าหมายเดิมยังไม่เปลี่ยนแปลง ก็คือมีการลงมติวาระที่สาม ในวันที่ ๘ เราเหลือเวลาอีก ๒ วันครับ วันนี้กับวันพรุ่งนี้ถึงประมาณก่อน ๒๔.๐๐ นาฬิกา วิธีการ ถ้าจะดำเนินการไปทั้งหมดโดยใช้ข้อบังคับอย่างเดียวไม่จบครับ มาตรานี้เราก็จะจบไม่ได้ หรอกครับใน ๑ วัน ๒ วันนี้ ผมก็เห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะต้องให้ทั้ง ๔ ฝ่ายในระหว่างนี้ ในระหว่างอภิปรายท่านก็ต้องไปคุยกันหาข้อยุติครับ ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็ต้องกลับไปสู่ภาวะ ปกติครับ คือประชุมปกติอย่ามาประชุมแบบนี้ หรือถ้าอย่างนั้นก็ให้เป็นพิเศษมาก ๆ เลย ประชุม ๒๔ ชั่วโมงมันถึงจะจบ เพราะฉะนั้นจะต้องให้ ๔ ฝ่ายไปหารือกันในขณะที่อภิปรายอยู่นี้ แล้วเอาข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับประชาชน สำหรับชาติบ้านเมือง มาเป็นข้อยุติ แล้วมาบริหารเวลาถึงจะสามารถดำรงเป้าหมายว่าให้มีการลงมติวาระที่สาม วันที่ ๘ ตามที่ผมได้ยินหลายฝ่ายพูดในที่ประชุมนี้ในวันที่ ๑๑ ครับ ผมยังยึดถืออันนั้นอยู่ แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงนั้นโดยฝ่ายใดใครทำไม่ได้โปรดแจ้งให้ที่ประชุมทราบด้วย โปรดเคารพสมาชิกรัฐสภาด้วย เพราะเราคือตัวแทนประชาชน ไม่ใช่ท่านไปตกลงอะไร แล้วไม่แถลงให้เราทราบ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่าน ส.ว. วิชาญ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ที่จริงผมจะหารือท่านประธานอยู่ ๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรกก็คือเรื่องที่จะให้ประธานกรรมาธิการได้ชี้แจงก่อนซึ่งท่าน ส.ส. ธนา ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ แล้วก็ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ ก็คือการที่จะให้ความชัดเจนว่าที่ท่านกรรมาธิการได้เปลี่ยนแปลงไปนั้นมันมีสาเหตุอย่างไร เพื่อที่สมาชิกรัฐสภาทุกท่านจะได้เข้าใจ บางท่านอาจจะเห็นด้วยก็จะได้ไม่ต้องอภิปรายให้ซ้ำ โดยเสียเวลา

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องที่จะให้ทั้ง ๓ ฝ่ายได้คุยกัน ก็คือทั้งวิปวุฒิสภา วิปฝ่ายค้าน แล้วก็วิปฝ่ายรัฐบาล ได้หารือกันว่าในเวลาส่วนที่เหลือจะดำเนินการอย่างไร ที่จะให้การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรานั้นดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยแล้วก็เป็นประโยชน์ กับชาติบ้านเมือง

ส่วนประเด็นที่ ๓ ที่จะขออนุญาตหารือกับท่านประธานก็คือว่าในช่วงเวลา ที่ผ่านมาที่เราใช้เวลาไปมากนั้น ส่วนหนึ่งก็อย่างที่เราทราบกันนะครับว่ามีการอภิปราย อยู่นอกประเด็นซึ่งทำให้เสียเวลามาก และท่านประธานเองก็พยายามอะลุ่มอล่วย แต่การอะลุ่มอล่วยของท่านประธานทั้ง ๒ ท่านนั้นทำให้สมาชิกก็ไม่ได้ใส่ใจ จึงอยากจะกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าในเวลาที่เหลือนี่นะครับ จะอีกกี่วันก็ตามขอให้ท่านประธาน ได้กรุณาพิจารณาข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เรื่องของการอภิปรายนอกประเด็น หรือการอภิปราย วกวน การอภิปรายซ้ำซ้อน ซ้ำซากทั้งหลายนี่นะครับ ถ้าท่านได้กรุณาเตือนก่อนที่จะ มีการประท้วงก็จะเป็นการที่จะช่วยให้การประชุมของเราประหยัดเวลาไปได้มาก แต่ถ้า ท่านปล่อยด้วยความกรุณา ประเด็นเกิดขึ้นก็คือว่าท่านสมาชิกส่วนหนึ่งก็ยังอภิปราย นอกประเด็นอยู่ ก็จะมีการประท้วงตามมา และทั้ง ๒ ส่วนนี้ทำให้เสียเวลามากครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านวิชาญ เชิญท่านสุทัศน์ครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น ความจริงกระผมเป็นผู้แปรญัตติและสงวนความเห็น ซึ่งกระผมจะอภิปรายในลำดับ ถัดไปในสิทธิของการเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย กระผมขออภิปรายประเด็น ๒ เรื่องครับ

เรื่องแรก ขออนุญาตที่จะสนับสนุนความคิดเห็นของท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ถึงแม้ว่าท่านประธานจะดำริว่าเป็นไปตามเดิม ทั้งนี้เพราะว่าสิทธิ ของสมาชิกนั้นเมื่อกรรมาธิการมีการแก้ไข สมาชิกทุกคนมีสิทธิที่จะอภิปรายได้ ขณะเดียวกัน ถ้าให้สมาชิกที่อภิปรายโต้แย้งความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีการแก้ไขก็จะเป็น ประโยชน์ต่อการพิจารณา แล้วอาจจะรวบรัดยิ่งขึ้นด้วย ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเราจะทำโดยให้ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยเป็นผู้อภิปรายก่อน แต่นั่นก็คือเหลืออีกเพียงที่กรรมาธิการแก้ไข อีกเพียง ๒ แห่งเท่านั้นเอง นอกจากมาตรา ๒๙๑/๕ แล้ว ก็ยังมีอีก ๒ แห่งที่มีกรรมาธิการแก้ไข ซึ่งก็คงจะไม่ยาวมากนัก ถ้าผ่านตรงนี้ไปได้ อีก ๒ ที่ที่มีกรรมาธิการแก้ไขก็คงจะไม่ใช้เวลานาน กระผมจึงเห็นว่าน่าจะเป็นไปตามความเห็นของท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ประการที่ ๒ เรื่องการหารือครับ กระผมเองก็ไม่ได้ฟังมาก่อนว่า ท่านมีการหารืออะไรกันอย่างไร กระผมเห็นด้วยที่จะมีการหารือเพื่อให้การดำเนินการเป็นไป โดยเรียบร้อยทุกประการ แต่ขณะเดียวกันการหารือดังกล่าวนั้นก็จะต้องตั้งอยู่บนหลักการ ของไม่มีการไปตัดสิทธิสมาชิกนะครับ แล้วขณะเดียวกันผมก็กังวลในประเด็นการหารือ เพราะจะเป็นการหารือของ ๓ ฝ่าย คือฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายวุฒิสภา กระผมกังวล เรื่องทางฝ่ายวุฒิสภา ซึ่งกระผมทราบว่าท่านประธานฝ่ายกรรมาธิการของวุฒิสภาก็คือ ท่านที่ขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคของผมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระผมไม่แน่ใจว่าท่านจะมี ความคิดเห็นเป็นประการใด กระผมจึงค่อนข้างที่จะกังวลในการหารือว่าจะเป็นธรรม ต่อสมาชิกหรือไม่ ท่านประธานครับ การพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการที่จะดูมาตรการ มาตรฐานหรือคุณสมบัติของ สสร. ตลอดจน การที่จะดูถึงมาตรการในการกำกับการเลือกตั้งของ สสร. ซึ่งกระผมเห็นว่าที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ไปเอากฎหมายท้องถิ่นมาพิจารณาในการเลือกตั้ง สสร. นั้น ความจริงมาตรฐานดังกล่าวนั้น กระผมก็เห็นว่าเป็นพระราชบัญญัติ เป็นกฎหมายเหมือนกัน แต่กระผมไม่แน่ใจว่า ถ้าจะเอามาใช้มาตรการในการเลือกตั้ง สสร. นั้นจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะเป็น การไปตัดสิทธิผู้ใช้สิทธินอกประเทศ เป็นการตัดสิทธิของผู้ที่จะไปลงคะแนนล่วงหน้า และท่านประธานครับ การพิจารณาวันนี้เป็นวันที่ ๖ ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพิจารณา หามรุ่งหามค่ำหลายวันแบบนี้ ในอดีตปี ๒๔๘๘ ต่อเนื่องปี ๒๔๘๙ ก็เคยมีการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ตอนนั้นนายกรัฐมนตรีชื่อ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจ ๗ วัน ๗ คืนครับท่านประธาน ๗ วัน ๗ คืน ประชาชน ให้ความสนใจทั้งประเทศ สมัยก่อนถ่ายทอดวิทยุ วิทยุถ่ายทอดคนสนใจมากครับ บางอำเภอ มีวิทยุเพียงเครื่องเดียว ผมยังไม่เกิดหรอกครับ ผมเกิดอายุไม่ถึงปี ก็ยังพิจารณากันได้ ท่านประธานครับ อีกนิดเดียวครับนาทีเดียว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ ประชาชนให้ความสนใจและกระผมเองก็เห็นความสำคัญ ถ้าท่านประธานสังเกตนะครับ ท่านวุฒิสมาชิกหลายท่านออกมาพูด ออกมาแสดงความเห็นน่าสนใจ น่าฟังมาก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเป็นฝ่ายค้าน แต่วุฒิสมาชิกซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิให้ข้อคิด ให้ความเห็นน่าสนใจ มากครับ เพราะฉะนั้นการที่จะอภิปรายไป ๖ วัน ๖ คืน ๗ วัน ๗ คืน ๘ วัน ๘ คืน ๑๐ วัน ๑๐ คืน แต่มีสาระไม่เป็นปัญหาสำหรับพี่น้องประชาชนที่จะรับฟังครับท่านประธาน เป็นแต่เพียงว่าประชาชนก็สอบถามว่าทำไมจึงพูดแต่เรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ทำไมจึงรีบนำรัฐธรรมนูญมาเสนอทั้ง ๆ ที่ปัญหาความเดือดร้อนอื่น ๆ มากมาย ทำไม จึงไม่ทำตรงนั้น เขาตั้งข้อสงสัยรัฐบาลมากกว่าครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ คือเดี๋ยวเรา ก็ดำเนินการต่อยิ่งสายออกไปเรื่อย ผมขอความเห็นสั้น ๆ กันเถอะนะครับ เชิญคุณหมอสั้น ๆ แล้วก็เดี๋ยวมีท่านรสนา

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยที่จะขออนุญาตแสดงความคิดเห็นผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกครับ เพราะผมก็เชื่อว่าทุกคนคงความรู้สึกตรงกันครับ เพราะวันนี้เป็นวันที่ ๖ ก็เหนื่อยด้วยกัน ทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ผมต้องย้ำกับท่านประธานว่าขณะนี้พวกผมทำหน้าที่บนพื้นฐานที่พวกผม ไม่เห็นด้วย ต้องย้ำนะครับ มีเพื่อนสมาชิกพยายามกล่าวหาว่าพวกผมตีรวนซึ่งไม่ใช่ ผมอยากจะย้ำว่าขณะนี้ผมทำหน้าที่เพื่อชี้แจงให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบว่า เพราะเหตุใดฝ่ายค้านถึงไม่เห็นด้วยและสู้เต็มที่ ขณะเดียวกันผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก กรรมาธิการเสียงข้างมากท่านขจิตร คือหลายสิ่งหลายอย่างถ้าทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถอยลงไปสักหน่อยหนึ่ง มีการเจรจากัน ๔ ฝ่าย ตกลงร่วมกันเพื่อหาข้อสรุปที่ลงตัวแล้ว ผมก็เชื่อว่าถ้ามีบทสรุปที่ลงตัวที่ดีมันก็จะเป็นประโยชน์และเป็นทางออกของประเทศครับ ผมสนับสนุนแนวคิดในการหารือ แต่ขณะเดียวกันท่านประธานก็เปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิก ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ครับ จะเป็นประโยชน์ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรสนาครับ เมื่อสักครู่ท่านส่งชื่อมาหรือเปล่า

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

คือดิฉัน ส่งชื่อเพื่อจะอภิปรายนะคะ จะให้อภิปรายเลยก็ได้นะคะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับยังไม่ถึงครับ เมื่อสักครู่ท่านวิรัชหารือนะครับ ตอนนี้เรากำลังขอความเห็นกันแค่นั้นเองครับ ไม่ใช่ อภิปรายนะครับท่าน

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ฟังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถ แก้วมีชัย อารัมภบทแล้วก็ชี้แจง ผมถามท่านสั้น ๆ ทั้งนี้เพื่อความเข้าใจให้บรรดาสมาชิกได้เข้าใจ พวกผมนั้นเข้าใจแล้วก็ซึ้งแล้ว ในการตัดสินใจของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านประธานครับ ถามท่านประธานรัฐสภา ผ่านไปยังท่านประธานสามารถครับ ทั้งหมดที่พูดมาเมื่อสักครู่นี้แปลว่า กกต. ไม่สามารถออกใบเหลือง ใบแดงให้ผู้สมัคร สสร. ได้ใช่ไหม ออกให้ไม่ได้ใช่ไหม ผมอยากฟัง คำตอบ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านครับ ให้กรรมาธิการ ตอบก่อนไหมครับ หรือท่านบุญยอดจะถามเรื่องเดียวกัน

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ครับ แต่มันเป็นอีกประเด็นหนึ่งเท่านั้นเองครับ ท่านจะได้ตอบทีเดียวครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านบุญยอด

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตถาม ผ่านท่านประธานไปยังประธานคณะกรรมาธิการ เมื่อสักครู่ที่ท่านชี้แจงจากหนังสือของ กกต. ซึ่งมี ๒ ฉบับ ฉบับแรกวันที่ ๒๗ มีนาคมนั้น กกต. ก็ยืนยันว่า กกต. จะขอให้กำหนด ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดโดยอาจนำหลักเกณฑ์และวิธีการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้บังคับโดยอนุโลม อันนี้ฉบับแรกนะครับ เขาพูดถึงการเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต ฉบับที่ ๒ ๕ เมษายนก็ยืนยันมาอีกครั้งหนึ่งว่า วรรคแรกยืนยันว่าจากที่ได้หนังสือมา ฉบับแรกนั้น โดยขอให้ออกเป็นกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้เป็น การเฉพาะด้วย อันนี้ก็เป็นคำยืนยันอีกครั้งนะครับ แต่ว่าอาจจะเอาเรื่องของ ส.ส. มาเป็น หลักเกณฑ์ แต่สุดท้ายก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านว่าอันนี้ผมเข้าใจ แต่ทีนี้ท่านประธาน คณะกรรมาธิการมาอธิบายต่อที่ประชุมสภาวันนี้บอกว่า ดูเหมือนว่า กกต. จะเห็นด้วยกับ วิธีการในการเลือกตั้งท้องถิ่น มันไม่ตรงกับเอกสารที่เกิดขึ้น ไม่ตรงกับทั้ง ๒ ฉบับนี้ ๒ ฉบับยังคงยืนยันว่าให้ออกโดยเฉพาะในการเลือก สสร. แต่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ มาสร้างความสับสนในวันนี้ เอาให้ชัดเจนสิครับว่า กกต. ตกลงกับท่านอย่างไร และทำไม ท่านจึงไม่ออกกฎหมายเฉพาะให้กับเขาตามคำร้องขอเป็นเพราะอะไร ท่านจึงจะมายืนยันว่า จะต้องเป็นการเลือกตั้งจากท้องถิ่นอย่างนั้น อธิบายเบื้องต้นให้ชัดเจนผมคิดว่าจะทำให้ สมาชิกเข้าใจมากขึ้น เหมือนกับท่อนที่ ๒ ที่ท่านอธิบายว่าอยู่ในวรรคเจ็ด แล้วผมก็จะไม่ติดใจเลยว่า ท่านได้ระบุเอาไว้แล้วในการแก้ไข ตามคำร้องขอของ กกต. มาถูกไหมครับ อันนี้เราก็จะได้ ละกันไปได้ แต่สำหรับเบื้องต้นทำไมจึงไม่ออกเป็นกฎหมายเฉพาะ ออกเป็นพระราชบัญญัติ เลือกตั้งเฉพาะให้กับ กกต. อย่างที่เขาแนะนำมา ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์จะฟังก่อน หรือว่าท่านจะขอพูด เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตชี้แจงประเด็นที่ท่านสมาชิกได้ซักถาม ก็เริ่มประเด็นหลัง ของท่านบุญยอดกันนะครับ กราบเรียนว่าผมได้พูดตามข้อเท็จจริงทั้งหมดไม่ได้ไปแอบอ้าง หรือไปแต่งเอง ผมก็เรียนแล้วว่าหนังสือฉบับแรกของ กกต. ที่ลงวันที่ ๒๗ มีนาคม เขาก็บอกว่าอยากจะให้มีกฎหมายเลือกตั้ง สสร. เพื่อให้เขาใช้ในการจัดการเลือกตั้ง กรรมาธิการได้มาปรึกษาหารือแล้วว่าเราเลือก สสร. ครั้งนี้เราคงไม่อยากจะออกกฎหมายพิเศษ เฉพาะ สสร. ที่จะเลือกตั้ง เลือกเสร็จก็จบ เราก็เลยคิดว่ามาดูสิว่ามีกฎหมายอะไรที่เอามา ใช้บังคับโดยอนุโลมได้บ้าง ก็ไล่กันตั้งแต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และที่มาของ ส.ว. ต่อมาก็มาดูมีกฎหมายอื่นอีกไหม ก็มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น ก็มาเทียบเคียงกันดูเรื่องความซับซ้อนแล้ว กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นน่าจะเหมาะสมกว่า ก็เพราะ สสร. ที่เราได้ลงมติกันไปแล้วให้มีจังหวัดละคน วันนี้เราเลือกตั้งนายก อบจ. ก็จังหวัดละคน ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ฉะนั้นก็อนุโลมเอามาใช้ได้ ทีนี้มีหลายท่าน เมื่อสักครู่บอกว่าถ้าอย่างนี้มันไปตัดสิทธิคนไทยที่อยู่ต่างประเทศหรือ ไม่ตัดสิทธิพวกที่ จะต้องลงคะแนนล่วงหน้าไหม ผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับ เรื่องการใช้สิทธิต่างประเทศก็ดี การใช้สิทธิล่วงหน้าก็ดี มันมาจากที่เราไปเขียนรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ที่ผมมีส่วนร่วมไปเขียน เราไปบังคับว่าการใช้สิทธิเป็นหน้าที่ แต่เราพูดถึงเฉพาะหน้าที่การไปใช้สิทธิเลือกเฉพาะ ส.ส. ส.ว. เท่านั้นเอง ใครไม่ไปใช้สิทธิคุณจะต้องเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ ฉะนั้น ท่านจะเห็นไหมท่านไปเลือกตั้งอย่างอื่น อบต. ก็ดี เทศบาลก็ดี อบจ. ก็ดี ท่านก็ไม่ได้ไปถูก เพิกถอนสิทธิอะไร ฉะนั้นในการเลือกตั้ง สสร. ถ้าเราเอากฎหมายท้องถิ่นมาอนุโลมใช้มัน ก็จะได้ตัดประเด็นเรื่องการเลือกตั้งล่วงหน้า เรื่องการเลือกตั้งของคนไทยในต่างประเทศไป ก็เห็นว่ามันเหมาะสมก็เอามาใช้แล้วเราก็ได้เรียนไปยัง กกต. จนท่านมีหนังสืออีกฉบับ ลงวันที่ ๕ เมษายน ท่านไม่ได้ไปพูดถึงว่าจะเอากฎหมาย สสร. ท่านเพียงแต่มาพูดถึงว่า การคัดค้านการเลือกตั้งก็อยากจะให้เขียนให้ชัดว่าจะให้ กกต. หรือจะให้ศาล เราก็มา ปรึกษาหารือกัน ท่านเองที่อยู่ในกรรมาธิการท่านบอกว่า ดูสิขนาดการตรวจสอบคุณสมบัติ ของผู้สมัคร ส.ส. บางทีต้องใช้เวลาเป็นปี ฉะนั้น สสร. ทำงานแค่ ๒๐๐ กว่าวัน ถ้าเกิด ไปปล่อยให้ยืดเยื้อแบบนั้นจะเป็นปัญหา รัฐธรรมนูญที่ทำใหม่เกิดมี สสร. โดนขาดคุณสมบัติ หรือไปทำผิดกฎการเลือกตั้งเสียครึ่งหนึ่งก็ทำให้รัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้เป็นโมฆะได้ เราก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นเขียนอย่างนี้เลยครับ ให้การวินิจฉัยคัดค้านการเลือกตั้ง การเพิกถอนสิทธิอะไรเป็นอำนาจของศาล ทีนี้จะเอาศาลไหนละครับ ก็เลยบอกว่าเอาศาลอุทธรณ์แล้วต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ฉะนั้นก็จะตอบคำถามของท่านวิรัช ร่มเย็น นะครับ ประทานโทษที่เอ่ยนาม ว่า กกต. จะมีอำนาจออกใบเหลือง ใบแดงไหม ก็ไม่มีละครับ ๑๕ วัน กกต. ก็รับรองไป ส่วนการจะร้อง จะคัดค้าน จะเพิกถอนก็ให้ศาลอุทธรณ์ดำเนินการให้แล้วเสร็จ สมมุติ มีคนรับรองไปแล้ว มีคนไปร้อง ร้องต่อศาลภายใน ๓๐ วัน ศาลก็ตัดสินเรียบร้อยว่า คุณผิดหรือไม่ผิดนะครับ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ผมกราบเรียนตรงไปตรงมาให้ท่านทั้งหลาย ได้ทราบครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ คือขณะนี้ เราก็ได้ใช้เวลาหารือกันพอสมควรแล้วนะครับ การที่จะดำเนินการตามข้อเสนอของ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เดี๋ยวนะครับให้ผมอธิบายก่อนได้ไหมครับ ตามที่ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอเมื่อสักครู่นี้ว่าจะดำเนินการประชุมในแนว ที่ท่านเสนอ บวกกับความคิดเห็นของท่านขจิตร ก่อนที่ผมจะตัดสินใจดำเนินการตามนั้น ผมก็อยากจะให้เป็นเรื่องของวิปทั้ง ๓ ฝ่ายกับคณะกรรมาธิการได้คุยกัน เพื่อที่จะได้ ดำเนินการตามอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ขณะนี้ผมจำเป็นต้องดำเนินการประชุมตามข้อบังคับ นั่นก็คือเป็นไปตามข้อบังคับที่กำหนด กรรมาธิการที่สงวนความเห็นกับผู้แปรญัตติก็จะได้สิทธิ ตามเอกสารนี้ไปก่อน เมื่อท่านตกลงกันได้อย่างไรแล้วก็โปรดมาบอกให้ผมทราบ ผมจะได้เรียนให้ที่ประชุมทราบนะครับ ตอนนี้ผมว่าเราผ่านเวลาไปนานพอสมควร ผมขอดำเนินการต่อ เชิญท่านวิปครับ

นายอุดมเดช รัตนเสถียร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม อุดมเดช รัตนเสถียร ต่อข้อเสนอแนะของท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกรัฐสภาขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านขจิตร ชัยนิคม ผมได้ประสานงานกับทางสภาเพื่อขอห้องที่พวกเราจะได้มีโอกาสปรึกษาหารือกัน ในเรื่องที่เป็นไปตามข้อเสนอแนะของท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ผมได้ขออนุญาตใช้ห้องประชุมห้องงบประมาณเอาไว้ ผมขออนุญาตนัดทั้ง ๔ ฝ่าย ให้มีโอกาสได้หารือกันในเรื่องที่เป็นข้อเสนอแนะนี้เวลาประมาณ ๑๒.๑๕ นาฬิกา ในช่วงเวลานี้ตัวแทนของทั้ง ๔ ฝ่ายจะได้ไปปรึกษาหารือกันก่อนเบื้องต้น แล้วก็เตรียมตัว รับประทานอาหารให้เรียบร้อย แล้วประมาณ ๑๒.๑๕ นาฬิกา เราก็จะได้มีโอกาสพบปะ และพูดคุยกันในสาระที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาแนะนำมานะครับ ขออนุญาตใช้โอกาสนี้เชิญตัวแทนทั้ง ๔ ฝ่ายครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ก็พอแล้ว กระมังครับ เริ่มได้แล้วกระมังครับ ถ้าเผื่อเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่ผมได้สรุปแล้ว ผมไม่อนุญาตนะครับ เชิญครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ที่จริงผมสงสัย ต่อเนื่องกับที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงว่าความรอบคอบผมเกรงว่าจะมีปัญหาครับ ถ้าท่านโยนไปให้ศาลอุทธรณ์นี่ เราไม่เชิญศาลอุทธรณ์มาถามเลยว่าศาลอุทธรณ์พร้อมไหม

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ครับ ด้วยความเคารพนะครับท่าน ประเดี๋ยวท่านจะได้มีโอกาสหารือกันนะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

เดี๋ยวผมจะอภิปรายประเด็นนี้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้นะครับท่าน แล้วท่าน ยังมีโอกาสอภิปรายด้วยครับเมื่อถึงเวลานั้นเชิญครับ เชิญข้างหลังครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตหารือ กับท่านประธานดังนี้ครับ เมื่อสักครู่นี้ได้ยินเพื่อนสมาชิกมีความห่วงใยในเรื่องของวันที่ ๘ พฤษภาคม ที่สภาเราได้เคยตั้งเรื่องไว้ว่าน่าจะให้จบในวันที่ ๘ พฤษภาคม ผมมีความเป็นห่วง ในเรื่องของการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งจะต้องมีความละเอียดรอบคอบ ได้ฟังท่านประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ทำให้ผมเข้าใจได้ว่าทุกอย่างเป็นเรื่อง ของกำหนดเวลาจะต้องรวดเร็ว โดยการแทนที่จะเอากฎหมายที่มีศักดิ์เหนือกว่ามาใช้ ก็ไม่ได้มี เอากฎหมายของสภาท้องถิ่นมาใช้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ครับ รวมทั้งอยากจะเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกด้านฝ่ายรัฐบาลได้พูดบ้าง เพราะตลอดระยะเวลา ๔-๕ วัน ผมไม่ทราบความคิดทางฝ่ายด้านนั้นเลยนะครับ เพราะฉะนั้นการที่เรากำหนดระหว่างวันที่ ๘ พฤษภาคมจะให้จบมันก็จะเกิดความอึดอัด ในบรรดาสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์นี่ครับ ซึ่งเป็นพรรคที่ส่งเสริมระบอบ ประชาธิปไตย คุมกันไม่ได้หรอกครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเธียรชัยครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ เดี๋ยวกรุณาหารือตรง ๔ ฝ่ายก็แล้วกันนะครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

เพราะฉะนั้น ผมฝากไปการประชุมหารือ ๔ ฝ่าย เพราะผมไม่มีสิทธิเข้า ก็คือว่าขอเสนออย่างนี้ครับ ๑. เพื่อไม่ให้ติดล็อกกับวันที่ ๘ พฤษภาคม ขอเสนอให้มีการดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกา ปิดสมัยการประชุม แล้วก็ให้พวกเราไปทำภาระหน้าที่ต่าง ๆ เป็นปกติ หลังจากนั้นครับ เราค่อยมาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาทิตย์ละ ๓ วันก็ได้ครับ ผมเชื่อว่า เพื่อนสมาชิกทุกคนก็ยินดี เพราะขณะนี้เรามาปิดสมัยประชุมไปแล้ว แล้วเราก็มาขยายเวลา เปิดสมัยประชุม ทั้ง ๆ ที่ทุกฝ่ายก็มีภารกิจส่วนตัวที่จะต้องทำ สัญญากับพี่น้อง รวมทั้ง เพื่อนสมาชิกหลายคนมีกำหนดการจะเดินทางไปต่างประเทศ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ เดี๋ยวท่านกรุณา ฝากความคิดท่านไปกับวิปด้วยนะครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ในส่วนตัวผม ผมขอฝากเรื่องนี้ผ่านไปถึงที่ประชุมของวิปด้วยนะครับ ขอขอบคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านองอาจครับ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตหารือที่ท่านประธานได้หยิบยกขึ้นมา ใช้เวลาไม่มากครับ เพื่อที่จะประหยัดเวลาในการอภิปรายต่อไป ผมติดตามฟังที่ท่านกรรมาธิการโดยเฉพาะ ท่านประธานคณะกรรมาธิการตอบคำถามของเพื่อนสมาชิกเกี่ยวกับเรื่องที่เรากำลังหารือกันอยู่นี่ ผมคิดว่ายังมีความไม่ชัดเจนบางส่วน ผมอยากให้ท่านตอบให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อคนอื่น ๆ จะได้ไม่ต้องอภิปรายในเรื่องนี้ถ้ามีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องที่ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้บัญญัติเพิ่มเติมในเรื่องของการวินิจฉัยชี้ขาด เกี่ยวกับการคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลัง การประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นอำนาจหน้าที่ ของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์ได้รับ คำร้อง ผมคิดว่าเท่าที่ผมสอบถามกรรมาธิการบางท่านที่เป็นอยู่ในคณะนี้นะครับ ไม่ทราบว่า ท่านได้เชิญศาลอุทธรณ์มาพูดคุยว่าเขาสามารถปฏิบัติได้หรือไม่นะครับ ภายใน ๓๐ วัน แล้วก็ในทางปฏิบัติมันปฏิบัติได้จริงหรือไม่ ผมคิดว่าตรงนี้ถ้าเราไปออกกฎหมายบังคับ ให้เขาทำในสิ่งที่เขาอาจจะทำไม่ได้ หรือทำแล้วมันเป็นปัญหาต่อการวินิจฉัย ผมคิดว่าตรงนี้ มันก็ก่อให้เกิดรอยด่างต่อรัฐธรรมนูญของเรา เพราะฉะนั้นผมอยากจะฟังกรรมาธิการตรงนี้ ว่าข้อเท็จจริงตรงนี้มันเป็นอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าก็จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิกจำนวนมาก ที่ได้ขอแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติไว้ ถ้ากรรมาธิการได้ชี้แจงเป็นที่กระจ่างเขาก็อาจจะ ไม่ต้องอธิบายหรือว่าอภิปรายในเรื่องนี้อีก อีกประเด็นหนึ่งนะครับที่ผมอยากจะสอบถาม ซึ่งผมรู้สึกว่าทำไมเรามาใช้พระราชบัญญัติเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกท้องถิ่น ดูเหมือนท่าน จะพยายามอธิบายว่าจะได้ไม่ต้องไปเลือกตั้งต่างประเทศกับเลือกตั้งล่วงหน้า ผมคิดว่า ท่านได้คุยกับ กกต. หรือไม่ว่าการเลือกตั้งต่างประเทศหรือการเลือกตั้งล่วงหน้า กกต. สามารถที่จะกำหนดเองได้หรือไม่ อย่างไรที่จะไม่เลือก หรือจำเป็นจะต้องเลือก ถ้าเกิดไปใช้พระราชบัญญัติการเลือกตั้ง ส.ว. อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันน่าจะสอดคล้องมากกว่า และพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง ส.ว. ก็เป็นพระราชบัญญัติการเลือกตั้งที่เป็นกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านชี้แจงมานี่ ในส่วนของผมเองก็ยังรู้สึกติดขัดในส่วนนี้อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานกรรมาธิการหรือคณะกรรมาธิการให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้ ผมคิดว่าก็จะเป็นประโยชน์ สมาชิกรัฐสภาท่านอื่น ๆ ถ้าฟังแล้วกระจ่างก็จะได้ไม่ต้อง อภิปรายในเรื่องนี้กันเพิ่มเติมมากขึ้น เพราะฉะนั้นข้อเสนอที่ท่าน ส.ส. ธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอ หรือท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมคิดว่าเราพยายามช่วยให้การประชุมรัฐสภาของเรา เป็นไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ เพราะฉะนั้นอยากจะให้ทางท่านกรรมาธิการเข้าใจพวกเรา ว่าที่เราสอบถามซักถาม ก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของพวกเรานะครับ ขอบพระคุณครับท่านครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวิรัตน์เรื่องเดียวกันไหม เรื่องเดียวกันนะครับ ให้ท่านวิรัตน์อีกท่านเดียว แล้วเดี๋ยวกรรมาธิการตอบและผมจะ ดำเนินการต่อนะครับ ท่านรัชฎาภรณ์ ถ้าเผื่ออย่างนั้นเราไปกันไม่ได้นะครับท่าน ถ้ามัน เรื่องเดียวกัน ขอความกรุณาเถอะครับ เชิญท่าน

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

กรุณาสั้น ๆ นะครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

สั้นแล้วครับ ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกรัฐสภา และเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ เรื่องการให้ศาลเป็นคนชี้ขาด ผมเป็นคนเสนอ แต่ว่าเสนอเพิ่มไปว่า กกต. มีสิทธิที่จะเก็บเรื่องไว้ได้กี่วันก็ยังไม่ปรากฏ แล้วก็บอกว่าให้ศาลทำให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ในห้องประชุมตอนแรกก็ไม่ยอม แต่มาทีหลังยอม ก็ไม่เป็นไร กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าการประชุม ๔ ฝ่าย ๓ ฝ่ายที่จะเกิดขึ้นนี่นะครับ ๑. ต้องไม่ตัดสิทธิกรรมาธิการที่สงวน ๒. ไม่ตัดสิทธิ สมาชิกรัฐสภาที่สงวนความเห็น แล้วเมื่อกรรมาธิการหรือประธานกรรมาธิการชี้แจงมีเหตุมีผล พวกผมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว แต่ว่าต้องไม่เป็นการตัดสิทธิของกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยและสมาชิกรัฐสภา ด้วยความความเคารพ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัชฎาภรณ์

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไหน ๆ ก็ท่านประธานกรรมาธิการจะลุกขึ้นตอบแล้ว ดิฉันก็จะ เรียนถามท่านต่ออีกนิดเดียวว่าที่ท่านใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น แปลว่าให้หาเสียงได้ แปลว่า ให้พรรคการเมืองส่งลงสมัครได้ใช่ไหมคะ แล้วที่ท่านบอกว่ากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่มีการเสียสิทธิใด ๆ เลย ไม่จริงนะคะ เขาเสียสิทธิเหมือนกัน แต่ว่าเสียสิทธิน้อยกว่า ไม่ไปเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้าท่านเข้าใจอย่างนี้แล้วก็ตัดสินใจ เอากฎหมายฉบับนี้มาใช้แทนก็อาจจะต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่งก็ได้ค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมขอฟังท่าน ส.ว. อีก ๒ ท่านนะครับ แล้วพอนะครับท่านครับ เดี๋ยวจะให้ประธานกรรมาธิการตอบนะครับ เชิญท่านสุรชัย ต่อด้วยท่านสมชาย

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตใช้ช่วงเวลาหารือนะครับ ผมจะยังไม่ลงรายละเอียดของเนื้อหาของกฎหมายที่จะ ออกมาประกอบการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่านั่งฟังว่า เรากำลังจะได้ข้อยุติว่าให้ตัวแทน ๔ ฝ่ายไปประชุมปรึกษาหารือกัน ผมขออนุญาต เสนอความเห็นเพิ่มเติมครับท่านประธานครับว่าประเด็นที่ทั้ง ๔ ฝ่าย จะได้กรุณา ไปปรึกษาหารือกันนั้นผมเห็นว่าควรประกอบไปด้วย ๒ ประเด็นใหญ่นะครับ

ประเด็นแรกก็คือเรื่องกรอบเวลาในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าเรามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่ต้องไปล็อกเวลาไว้ว่าวาระที่สามต้องเสร็จภายในวันที่ ๘ พฤษภาคม ตรงนี้ละครับคือต้นเหตุที่ทำให้ต้องนับถอยหลังมา ๑๕ วัน แล้วกลายเป็น เส้นตายว่าวาระที่สองต้องเสร็จภายในวันอาทิตย์ ไม่เกิน ๒๔.๐๐ นาฬิกา นี่คือเราเอาเวลา เป็นตัวตั้งแล้วมากำหนดว่าพวกเราต้องทำงานเสร็จภายใน ๒๔.๐๐ นาฬิกาของวันพรุ่งนี้ ตรงนี้คือข้อจำกัดอย่างยิ่งในการทำหน้าที่ของท่านสมาชิกทั้ง ๒ สภา ที่มารวมกัน ในการทำหน้าที่ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของเนื้อหาครับท่านประธาน ผมอยากจะให้ ท่านประธานได้ช่วยกรุณากำชับตัวแทน ๔ ฝ่ายว่าช่วยกันไปพิจารณาเรื่องกรอบของเนื้อหา โดยเฉพาะท่านกรรมาธิการ ท่านต้องพยายามยึดหลักอย่างที่ผมว่านะครับว่าเราช่วยกัน ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นเพื่อรัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ เรากำลังจะทำคลอด ผู้ที่จะไปยกร่างรัฐธรรมนูญให้กับพวกเราทุกคน เพราะฉะนั้นอะไรที่มันเป็นการสนับสนุน ให้มีความโปร่งใส ให้ได้คนที่มีความเป็นกลางมีอิสระอย่างแท้จริง ของท่านอาจจะถูก แต่ว่า สิ่งที่พวกเราได้เพียรพยายามอภิปรายแล้วนำเสนอมาทั้งหมดนั้นเรากำลังจะเติมเต็ม ความโปร่งใส ความเป็นกลาง ความเป็นอิสระของคนที่มายกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นอะไรที่เราช่วยกันเติมเต็มได้แล้วมันเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้นนั้นท่านช่วยกรุณา อ่อนโอนบ้าง ยอมบ้าง อย่ายึดอยู่ในหลักการของท่านเพียงฝ่ายเดียวก็จะช่วยเป็นทางหนึ่ง ที่จะทำให้เราใช้เวลาในการอภิปรายได้น้อยลง ผมว่าทั้ง ๒ เรื่องมันมีความสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง ท่านกรรมาธิการครับ ถ้าท่านได้กรุณายืนอยู่ในจุดที่ผมได้กราบเรียนก็คือว่า เรากำลังจะช่วยกันชำระสะสางปัญหาของบ้านเมืองเราด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญที่เป็น ลายลักษณ์อักษร ท่านก็ต้องพยายามคิดถึงความเป็นกลางอย่างแท้จริง ขอให้จับจุดยืน ของตัวเองได้เท่าไรก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์ แล้วก็จะซื้อใจจากพวกเราได้มากยิ่งขึ้น ผมเชื่อว่า ถ้าเราก้าวไปอยู่จุดตรงนั้นได้พร้อมกันทุกอย่างจะดีขึ้นและความรวดเร็วก็จะตามมาด้วย แต่สำคัญที่สุดในเมื่อบรรยากาศมันยังเป็นอย่างนี้อยู่ กรุณาเถอะครับ อย่าเอาเวลาเป็นตัวตั้ง มากำหนดว่าต้องเสร็จวันนั้น เสร็จวันนี้ ซึ่งพวกเราทุกคนก็ไม่ทราบว่าทำไมต้องเอาเวลา เป็นตัวตั้ง ผมเองไม่อยากเอารายละเอียดของที่มาของเวลาเป็นตัวตั้งมาพูดเดี๋ยวจะเสียหายกันไป ทั้งสภา เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากกราบเรียนครับว่า ๒ เรื่องนี้น่าจะเป็น ๒ เรื่อง ที่ไปทำความตกลงกันให้ชัดเจน แล้วก็กลับมาชี้แจงให้พวกเราซึ่งเป็นสมาชิกทุกคน ได้มีความเข้าอกเข้าใจ และผมเชื่อว่าความร่วมมือก็จะตามมา ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสมชาย แสวงการ ครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนหารือ ไปยังผู้ที่จะไปเจรจา ๔ ฝ่ายด้วยนะครับ ๑. วุฒิสมาชิกมี ๑๔๙ ท่าน และมีผู้สงวนคำแปรญัตติ ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย ตัวแทนวิปวุฒิสภาเองก็ไม่เหมือนกับตัวแทนวิป พรรครัฐบาล หรือวิปฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้นผมเรียนครับว่าทางที่ดีน่าจะมีตัวแทนของผู้สงวน คำแปรญัตติ เข้าไปเจรจากับท่านด้วย ผมเรียนครับว่าวันนี้ ๖ วันเอง ตอนแรกผมเหนื่อย แต่ตอนนี้ได้กำลังใจจากประชาชนสู้อีกเดือนหนึ่งก็ได้ครับ พูดกันได้เลยครับ ไม่เป็นอะไรครับ เพราะไหน ๆ จะแก้กฎหมายสูงสุด ผมเข้าใจว่าผู้อภิปรายอื่น ผู้สงวนคำแปรญัตติ อีก ๑๗๒ ท่าน เข้ามาอภิปรายได้ครับ เมื่อเช้าท่านผู้อาวุโส ท่านสุทัศน์บอกว่าในสมัย ปี ๒๔๘๙ เขาอภิปรายกัน ๗ วัน เดี๋ยวเราทำลายสถิติครับ เราเอาสักเดือนหนึ่งก็ได้ ไม่มีปัญหาครับ เพราะผมคิดว่ากำลังใจจากประชาชน และคำถามจากประชาชนมีมาก ทีนี้ถามว่าถ้า ๔ ฝ่ายเจรจา เท่าที่ทราบท่านก็ยังไม่ลดราวาศอก ขออนุญาตอยากให้มี รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดทำอย่างไรที่ประชาชนจะเชื่อใจว่ารัฐสภาแห่งนี้จริงใจ ผมเรียนเลยครับ ว่าจำนวนเป็นตัวตั้งส่วนหนึ่งครับ ถ้าท่านยังล็อกอยู่ที่ ๗๗ บวก ๒๒ โดยไม่สนใจที่หัวหน้า พรรคฝ่ายค้านเสนอ ๑๒๕ คน บวก ๒๕ คน หรือแบบที่ ส.ว. เสนอ ๒๐๐ คน มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด หรือแม้กระทั่งหมอเหวงเสนอ ๑๐๐ คน แดงทั้งแผ่นดินมาจาก ๑๐๐ คน โดยการเลือกตั้งทั้งหมด ผมว่าไปได้ลำบากนะครับ ทีนี้ท่านบอกว่ามันจะกลับมติไม่ได้ ผมก็เรียนครับว่าที่ประชุมคณะกรรมาธิการยังกลับมติเลยครับ ท่านโหวต ๑๒ ต่อ ๑๐ เสร็จแล้วท่านก็กลับมติได้

ประการถัดมา ก็เรียนครับว่ามันมีเรื่องของ พ.ร.บ. ที่จะใช้ กกต. ทำหนังสือ ถึงท่านครับ อันนี้เป็นปัญหาครับว่า ถ้าเราใช้ พ.ร.บ. ท้องถิ่น ต่อไปจะเกิดปัญหา คำถามว่า จะใช้ พ.ร.บ. เลือกตั้ง ส.ส. ได้มาซึ่ง ส.ว. หรือ พ.ร.บ. ออกใหม่ของ กกต. ซึ่งก็จะทำให้มี ระยะเวลาและรอบคอบมากยิ่งขึ้น ถ้าถามว่าจะทำรัฐธรรมนูญทั้งทีแล้วทำให้รอบคอบนี่นะครับ แล้วไม่ต้องเร่งรีบใช้เวลาอีกสักปีหนึ่งนะครับ ผมนี่เสนอให้ สสร. มีอายุ ๒ ปีเลยนะครับ แล้วทำให้เรียบร้อยจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ก็น่าจะต้องพิจารณาในเรื่องนี้

ส่วนประเด็นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัย แต่เดิมถ้าให้ประธานรัฐสภา วินิจฉัย ผมคิดว่าเข้ามารัฐสภาไม่ว่าจะเป็นผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาทำอย่างไรก็แพ้เสียงท่านครับ ถ้าบอกว่าขัดหรือไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นทางที่ดีต้องยืนยันกลับไปที่คนกลางครับ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ท่านจะยอมให้เอาเข้ามาพิจารณาหลังจากที่ สสร. พิจารณา แล้วเอาเข้าสภา อันนั้นก็ชอบครับ ก็ให้มีส่วนได้มีความคิดเห็นนะครับ

สุดท้ายยังฝากประเด็นครับ เรื่องประชามติ ซึ่งควรจะทำก่อนมีการเลือกตั้ง สสร. แล้วก็ลงประชามติอีกครั้งหนึ่ง แล้วทำเป็นรายหมวด ถ้าทำอย่างนี้ได้ผมคิดว่า การเจรจา ๔ ฝ่ายจะนำไปสู่สิ่งที่ประชาชนเขาคาดหวังว่าท่านจะได้ สสร. ที่มีเจตนาบริสุทธิ์จริง แล้วก็วันเวลาไม่ได้ล็อกไว้เพื่อเร่งรีบ ผมเรียนว่าที่ได้ตกลงกันในคราวประชุมประธาน คณะกรรมาธิการทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมทั้งการเจรจา ๓ ฝ่ายนั้น กำหนด วันที่ ๘ จริงเพราะมันมาจากการเลื่อนการเดินทาง แต่ผมคิดว่าไหน ๆ จะทำรัฐธรรมนูญ ถ้าจริงใจนะครับ แล้วอยากเห็นการเดินหน้าไปให้ได้นี่นะครับ แล้วก็ได้รับความร่วมมือจากทางวุฒิสภาและสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ผมคิดว่าเราเริ่มต้น เริ่มเปลี่ยนแปลงบ้าง กรรมาธิการก็ลองแสดงท่าทีดูนะครับ แล้วผมคิดว่าเราก็จะร่วมมือด้วย ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านกรรมาธิการชี้แจงครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ มาตรา ๒๙๑/๕ นี้ ที่เป็นมาตราที่ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็ไม่ได้ไปดื้อดึงอะไรนะครับ จริง ๆ ถ้าเราจะดื้อเราก็ยืนร่างรัฐบาล ก็คือให้ กกต. ต้องไปออกหลักเกณฑ์ แต่ด้วยเราคำนึงถึงความคิดเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เราได้มาประมวลข้อเท็จจริง เรามาดูปัญหา อุปสรรคในทางปฏิบัติ เราฟังเพื่อนกรรมาธิการ ด้วยกัน เมื่อสักครู่ท่านคงได้ยิน ท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ท่านเป็นคนพูดเองว่าท่อนท้ายที่ให้ ศาลอุทธรณ์เป็นคนวินิจฉัย ท่านก็เป็นคนเสนอขึ้นมาเองเราเห็นมันเป็นประโยชน์เราก็รับมา ในที่ประชุมเราจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมานั่งฟัง ไล่ตั้งแต่ กกต. เขานั่งอยู่ตลอดนะครับ ทางตัวแทนของ กกต. มีคณะกรรมการกฤษฎีกา มีตัวแทนศาลปกครอง และที่สำคัญก็คือ ตัวแทนของศาลยุติธรรม ทุกคนฟังติดตามการพิจารณารายมาตราอะไรที่เกี่ยวข้องกับ หน่วยงานของเขาแล้วคิดว่ามันจะเป็นปัญหาอุปสรรคเขาก็เอากลับไปรายงานตลอด ในเรื่องศาลอุทธรณ์นี้เหมือนกันพอเรานำเสนอบัญญัติขึ้นมาฝ่ายศาลยุติธรรมที่เขาไปนั่งฟังอยู่ เขาก็ไม่ติดใจ ผมก็เชื่อว่าเขาก็คงกลับไปรายงานต้นสังกัดเขา ต้นสังกัดเขาก็ไม่ว่าอะไร เพียงแต่ กกต. ซึ่งท่านฟังแล้วท่านบอกว่าเดิมอำนาจในการวินิจฉัยเหล่านี้ อำนาจ แจกใบเหลือง ใบแดงเป็นของท่าน แต่ด้วยข้อจำกัดซึ่งท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนั่นละครับ ที่ท่านแนะนำว่าทำอย่างไรที่จะให้การวินิจฉัยคัดค้านการเลือกตั้งมันเร็วขึ้นก็กำหนด เงื่อนเวลาว่าให้ศาลอุทธรณ์ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน ไม่ต้องให้ กกต. เป็นผู้มี อำนาจออกใบเหลือง ใบแดง อันนี้ก็เป็นที่มาของท่อนสุดท้าย และเป็นคำตอบว่าศาลอุทธรณ์ เขามีปัญหาไหม ถ้าไม่มีปัญหาเขาก็พร้อมปฏิบัติเพราะเจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมที่นั่งอยู่นั่น เขาก็ติดตามอย่างใกล้ชิด ทีนี้ผมอยากกราบเรียนนิดหนึ่ง ผมย้ำนะครับว่าทำไมเราไม่ออก พระราชบัญญัติเฉพาะในการเลือก สสร. ครั้งนี้ ก็เนื่องจากท่านทั้งหลายก็ทราบนะครับ ว่าการทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมันไม่ได้มีบ่อยหรอกครับ มีเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือก่อนหน้าสักฉบับหนึ่ง แล้วก็จะมาฉบับนี้ ฉะนั้นเราก็คิดว่าไม่จำเป็นนะครับที่จะต้องไป ออกกฎหมายเลือก สสร. โดยเฉพาะ เราก็มาดูกฎหมายที่มีอยู่ ที่ใช้ได้เอามาโดยอนุโลม ก็ได้เลือกแล้วเอากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น หลายท่านก็มาเป็นห่วงเรื่องศักดิ์ ของกฎหมาย ผมเรียนย้ำมาตลอดนะครับว่าพระราชบัญญัติทุกฉบับผ่านรัฐสภา ผ่านการลง พระปรมาภิไธยและผ่านการประกาศในราชกิจจานุเบกษาศักดิ์เท่ากันหมดเพียงแต่ว่าเราจะ หยิบเอาฉบับไหนมาใช้เพื่อให้งานบรรลุผลสำเร็จ และท่านไม่ต้องห่วงเรื่องการตัดสิทธิ ของคนในต่างประเทศก็ดี การใช้สิทธิล่วงหน้า จริง ๆ เหล่านั้นมันใช้เฉพาะการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เพราะเราไปบังคับอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๒ ว่าบุคคลมีหน้าที่ต้องใช้สิทธิ เมื่อเราบังคับว่าไม่ไปแล้วเขาต้องเสียสิทธิ รัฐก็มีหน้าที่อำนวยความสะดวก เขาจะอยู่ต่างแดนก็ต้องไปทำให้เขาได้ใช้สิทธิ ไม่อย่างนั้น มันก็ไปบังคับเขาแล้วไม่อำนวยความสะดวกไม่ได้ แต่ในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ท่าน ประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ท่านรัชฎาภรณ์ได้พูดขึ้นมาก็อาจจะไปเสียสิทธิบางประการ นี่ก็เป็นเรื่องที่ กฎหมายท้องถิ่นเขาบัญญัติ แต่มันไม่รวมไปถึงคนที่อยู่ต่างประเทศ สมมุติอยู่จังหวัดเชียงราย แต่ขณะนี้ไปทำงานอยู่ต่างประเทศก็คงไม่ต้องตามให้เขาลงคะแนนเลือกตั้งนายก อบจ. ที่ต่างประเทศด้วย ซึ่งมันไม่เหมือนกับการใช้สิทธิในฐานะผู้มีอำนาจอธิปไตยที่จะต้องเลือก ส.ส. ส.ว. ไปเลือกผู้บริหาร ไปควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ไปจัดสรรงบประมาณของรัฐ อะไรทำนองนี้นะครับ ก็กราบเรียนว่าเรารอบคอบที่สุด เราดูแล้วว่าตรงนี้น่าจะเหมาะสม ฉะนั้นเมื่อคณะกรรมาธิการได้ปรับเปลี่ยนถ้อยคำมาที่ขีดเส้นทึบ ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่นี้ ท่านมีสิทธิแม้ไม่ใช่ผู้แปรญัตติ ไม่ใช่ผู้สงวน แต่เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมา ท่านจะช่วยกันแนะนำอย่างไร จะช่วยกันประดิดประดอยอย่างไรให้มันดีขึ้นกว่านี้ คณะกรรมาธิการพร้อมจะรับฟังท่านในที่ประชุมแห่งนี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมจะดำเนินการประชุมนะครับ โดยผมจะเริ่มเชิญท่านที่สงวนความเห็น สงวนคำแปรญัตติ ตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ตั้งแต่หน้า (๑๐๖) เป็นต้นไปนะครับ ท่านสมาชิกที่มีชื่อและประสงค์จะอภิปรายโปรดแจ้งชื่อ ที่เจ้าหน้าที่นะครับ ขณะนี้ขอเชิญหน้า (๑๐๗) นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตท่านประธานในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้ได้สงวนความเห็นเอาไว้ในมาตรานี้ ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ของรัฐสภาแห่งนี้ด้วยความเคารพนะครับ วิธีบัญญัติของกระผมกับกรรมาธิการ โดยนัย มีวัตถุประสงค์อันเดียวกัน แต่มีวิธีเขียนต่างกันเท่านั้นเอง กระผมต้องขอกราบเรียน ท่านประธานก่อนที่จะลงรายละเอียดในสารบัญญัติที่ผมได้สงวนความเห็นเอาไว้ มีความจำเป็นที่ต้องกราบเรียนท่านประธานขออนุญาตท่านประธานที่จะก้าวล่วงไปใน มาตรา ๔/๑ เพราะเป็นเหตุผลเดียวกัน แล้วผมก็จะไม่อภิปรายในมาตรา ๔/๑ เมื่อถึงคราวที่ จะต้องอภิปราย ผมขออนุญาตท่านประธาน ผมจะเอาเหตุผล ๒ เหตุผลที่ผมแปรญัตติ แล้วเสนอความเห็นตรงนี้มากราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิก มิได้มุ่งหวังให้กรรมาธิการเสียงข้างมากมาเห็นพ้องกับผมนะครับ หรือเพื่อนสมาชิก จะเห็นพ้องกับผม ผมเองไม่ได้ติดใจในประเด็นนั้น แต่ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนไว้ตรงนี้ ก็คือว่าในมาตรา ๒๙๑/๕ ที่ผมได้สงวนความเห็นเอาไว้เป็นการเปลี่ยนแปลงในวรรคสี่ วรรคสี่ ผมได้เสนอความเห็นและขอแก้ไขอย่างนี้นะครับ หลักเกณฑ์และวิธีการในการ เลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไป ขีดข้อความเดิมของร่างกรรมาธิการ หรือร่าง ครม. ออก ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และนี่คือสิ่งที่ผมได้สงวนไว้ ข้อความเดิมของกรรมาธิการ ผมตัดออกทั้งหมด แล้วไปบัญญัติ ในมาตรา ๔/๑ รองรับว่าในการเลือกตั้ง สสร. ครั้งแรกซึ่งต้องดำเนินการตามมาตรา ๕ ที่เราบัญญัติไว้ในมาตรา ๕ ให้มีการเลือกตั้ง สสร. ชุดแรกนะครับ ให้นำพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นมาบังคับใช้โดยอนุโลม แล้วก็ เขียนบทมาตราที่จะต้องเว้นไว้ในรายละเอียดในมาตรา ๔/๑ ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลที่ผมเขียนอย่างประการที่ ๑ สารบัญญัติมาตรา ๒๙๑/๕ จะถูกบันทึกลงไปในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กรณีที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในครั้งนี้เป็นที่เรียบร้อย หมายความว่า ได้รับการโปรดเกล้าฯ ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมาย เป็นรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม สารบัญญัติตรงนี้จะบัญญัติเข้าไปในตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั่นหมายความว่า อย่างไร ท่านประธานครับ หมายความว่าถ้าการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้โดยอาศัยมาตรา ๕ แต่งตั้ง สสร. ให้ไปยกร่างเข้าสู่กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่มาตรา ๒๙๑ เป็นต้นไป แม้กระทั่ง มาตรา ๑๓๖ ที่เราเขียนเพิ่มเติมกรณีให้อำนาจรัฐสภาในการที่จะเลือกหรือเสนอญัตติ ในการที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เมื่อผ่านกระบวนการทั้งหมด กรณีส่งไปประชามติ เสียงประชามติไม่ผ่าน ถ้าประชามติไม่ผ่าน บทบัญญัติที่เราเขียนรองรับก็คือ ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นตกไปเลย และจะยื่นญัตติกลับมาทำใหม่ไม่ได้ กรณีนี้จะยื่นใหม่ไม่ได้ถึงแม้เราจะให้อำนาจของคณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ๑ ใน ๓ ที่สามารถเข้าชื่อในตามร่างเดิมสามารถเอามาทำใหม่ได้ แต่ถ้าตกโดยการไม่ผ่านความเห็น ของพี่น้องปวงชนชาวไทยในเรื่องของประชามติถือว่าเป็นอำนาจอันชอบธรรมของปวงชนชาวไทย เขาไม่เอาแล้ว ก็ไม่ควรมาทำในยุคนี้สมัยนี้ ท่านประธานครับ สารบัญญัติตรงนี้ ก็จะค้างอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต่อไป นั่นหมายความว่าต่อไปพ้นสมัยนี้รัฐสภาชุดนี้ ถ้าจะมีการเลือกตั้งใหม่ครั้งต่อไปถ้าเกิดมีเหตุอันควรว่าจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เริ่มต้น กระบวนการกันใหม่ กฎหมายที่จะใช้ในการเลือกตั้ง สสร. ครั้งต่อไป ถ้าเราใช้คำว่า นำกฎหมายท้องถิ่นมาใช้โดยอนุโลม มันก็จะอนุโลมอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นตลอดไป ซึ่งผมเองคิดว่าเป็นวิธีการบัญญัติที่ไม่สง่างาม รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บทและเขียน อนุโลมอยู่อย่างนั้นในรัฐธรรมนูญ ผมไม่เห็นด้วย ผมก็เลยเลี่ยงโดยการมาบัญญัติมาตรา ๔/๑ รองรับสำหรับการเลือกตั้ง สสร. ครั้งแรกเลย ให้ใช้กฎหมายท้องถิ่นโดยอนุโลม บทบัญญัติใด ที่ไม่ใช้เขียนไว้เลยครับ เขียนในกฎหมายสารบัญญัติของมาตรา ๔/๑ เลย ถ้าคุณไม่ใช้อะไร ก็เขียนไป เพื่ออะไรครับ เพื่อตัดประเด็นที่ กกต. มีความกังวลใจในการที่จะประกาศ กรณีรัฐสภาให้อำนาจ กกต. ไปประกาศว่าจะไม่ใช้อะไร ถึงแม้จะไม่กระทบสิทธิใคร กกต. ก็มีความยุ่งยากในการที่จะออกประกาศ หรือในหลักปฏิบัติถึงแม้รัฐธรรมนูญจะเขียนบอก ให้คุณทำ กกต. อาจจะทำด้วยความลำบากใจในระยะเวลาที่เนิ่นช้าเนิ่นนานกว่าที่จะมาสู่ กระบวนการเลือกตั้งก็อาจจะไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง อันนั้นคือเป็นข้อกังวลผม ผมก็เลยตัดว่า เพราะฉะนั้นรัฐสภาจะไม่มอบอำนาจให้ รัฐสภาจะเขียนไว้เลยว่าคุณจะใช้อะไร ไม่ใช้อะไรในสารบัญญัติของมาตรา ๔/๑ ที่คุณจะไปใช้เลย บวกกับเรื่องต่าง ๆ ที่มี ความจำเป็นก็เขียนในมาตรา ๔/๑ นั่นคือกฎหมายที่ใช้เฉพาะในการเลือกตั้ง สสร. ครั้งแรก เป็นบทเฉพาะกาล ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่จะบัญญัติไว้ในฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เท่านั้นเอง นี่คือวัตถุประสงค์ของผม ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ไม่ใช้เวลา ของสภามาก ความมุ่งหวังของกระผมถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จัดทำโดย สสร. ชุดแรก ได้ผ่านความเห็นชอบทั้งกระบวนการ หมายถึงผ่านประชามติ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย นั่นคือจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประกาศ แน่นอนครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ด้วยบทเฉพาะกาลของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตรงนั้นก็ไม่จำเป็นต้องนำมา บังคับใช้ ก็ใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไป ไม่ได้หมายความว่าลูกจะฆ่าแม่หรือแม่จะฆ่าลูกนะครับ นั่นคือสิ่งที่เราเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ

ท่านประธานที่เคารพ ผมมีประเด็นเดียวในข้อห่วงใยของกระผมเองในการนำ กฎหมายท้องถิ่นมาใช้ซึ่งเราเองก็พิจารณาอย่างรอบคอบพอสมควร ในประเด็นที่หลายท่าน กังวลว่ากรณีนำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นมาใช้ไม่มีสารบัญญัติใด บทบัญญัติใด ที่ไปห้ามพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องในการเลือกตั้ง ความหมายคืออะไรครับ ความหมาย คือสามารถที่จะส่งสมาชิกพรรคการเมืองเป็นตัวแทนพรรคการเมืองไปเลือกตั้ง สสร. ได้ ไปอยู่ในกระบวนการการรณรงค์หาเสียงให้ได้ สนับสนุนการเลือกตั้งได้ นั่นคือข้อห่วงใย ของสมาชิกหลายท่านว่าถ้าใช้กฎหมายท้องถิ่นแล้วจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นมา หรือไม่ กระผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เจตนารมณ์ในการที่จะเลือกตั้ง สสร. หรือคัดเลือก สสร. เข้าสู่กระบวนการการเป็นสภายกร่างรัฐธรรมนูญ เราต้องการ ความเป็นอิสระ ต้องการปราศจากการเมืองทุกอย่าง แต่เราไม่ตัดสิทธิของสมาชิกที่เป็น พรรคการเมืองเข้ามาอยู่ในตรงนี้เพราะถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่สมาชิกที่เป็นสมาชิก พรรคการเมืองนั้นไม่สามารถจะไปแอบอ้างเอาชื่อ เอาสัญลักษณ์ของพรรคการเมืองที่ตัวเอง เป็นสมาชิกมาใช้ประกอบในการหาเสียง อันนั้นใช้ไม่ได้อยู่แล้วครับ ถ้าใช้ก็ไม่มีใครเลือก เพราะขัดต่อการที่เราเขียนไว้ในเจตนารมณ์ของการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา แก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพิ่มเติมขึ้นมา ประเด็นตรงนั้นก็ไม่น่าห่วงก็ประกาศเจตนารมณ์กันในสภาแห่งนี้ไว้ให้ชัดเจนไปว่า จะไม่ดำเนินการ และที่สำคัญครับในกฎหมายของท้องถิ่น กกต. ก็สามารถที่จะไปออก ประกาศวิธีปฏิบัติในหลักเกณฑ์หรือวิธีการตรงนั้นได้ กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ วัตถุประสงค์ที่ผมกราบเรียนท่านประธานในมาตรา ๒๙๑/๕ ผมให้เป็น กฎหมายเลย นั่นหมายความว่าต่อไปถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้าสู่กระบวนการหน้าที่ของ รัฐสภา เราก็มาตรากฎหมายตรงนี้รองรับให้สอดรับกับมาตรา ๒๙๑/๕ ไว้ ถึงแม้ไม่ได้ใช้ จะถูกยุบไปพร้อมกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร แต่เป็นความงดงามในระบอบ ของการตรากฎหมายที่ใช้กฎหมายเป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง ขอบคุณท่านประธานครับ ในสิ่งที่ผมกราบเรียนไปเป็นเจตนารมณ์ที่ผมอยากจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างมันสอดคล้อง สอดรับกันเท่านั้นเอง ความจำเป็นในการใช้เลือกตั้งครั้งแรกก็ใช้บทเฉพาะกาลใช้แล้วจบไป นั่นคือบทเฉพาะกาล ไม่ควรนำเอาบทเฉพาะกาลมาเขียนในบททั่วไป กราบขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกอีก ๔ ท่าน ตามลำดับนะครับ ก็จะเป็นเทพไท เสนพงศ์ ท่านธนา ชีรวินิจ ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เชิญท่านเทพไทครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยและสมาชิกรัฐสภา ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๕ อยู่ในหลายประเด็นครับท่านประธาน แต่ว่าก่อนที่จะเข้าเนื้อหาสาระผมก็อยากจะปรับทุกข์ กับท่านประธานนิดหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลา ๕ วันที่เราพิจารณามาผมก็คิดว่าเราก็ได้ ทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่ แล้วก็ต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่าพวกผมก็มีภารกิจ ที่ผม พูดเช่นนี้ก็อยากจะส่งความรู้สึกนี้ไปยังพี่น้องประชาชนที่รอคอยเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นปกติครับว่าเรามีนัดกับพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งก็คือวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ ส่วนวันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดีก็ทราบว่ามีประชุมพรรคบ้าง มีประชุมวิปบ้าง แล้วก็ มีประชุมสภาผู้แทนราษฎรบ้าง ประชาชนก็เข้าใจครับ แต่ว่าวันนี้เราพิจารณาวันศุกร์ วันเสาร์ แล้วก็มีแนวโน้มว่าจะไปถึงวันอาทิตย์ด้วย ผมคิดว่าแต่ละคนมีภารกิจ มีนัดในพื้นที่ จำนวนมากมายซึ่งเป็นกิจกรรมที่พี่น้องประชาชนต้องร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเขา ซึ่งก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าไม่ว่างานบวช งานศพ งานขึ้นบ้านใหม่หรือกิจกรรมอื่นใดทั้งหมด ก็ล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่เป็นหน้าที่ของผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องเรียนกับ พี่น้องประชาชนว่าอาจจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมกับ พี่น้องประชาชนตามปกติ ด้วยความจำเป็นที่รัฐบาลหรือสภาได้นัดการประชุมแบบมาราธอน (Marathon) หรือที่พี่น้องประชาชนบอกว่าประชุมกันแบบบ้าเลือด ที่ยาวนาน อย่างไรก็ตามในฐานะสมาชิกรัฐสภาก็ต้องทำหน้าที่ครับท่านประธาน ก็เลือกเอาภารกิจ ที่สำคัญกว่านั่นก็คือภารกิจในการพิจารณาเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอันดับแรก ในมาตรา ๒๙๑/๕ ผมได้แปรญัตติไว้ใน ๒-๓ ประเด็นครับ

ประเด็นแรกก็คือ ประเด็นที่ ๑ ผมได้แปรญัตติในเรื่องของระยะเวลา ที่มาตรา ๒๙๑/๕ ได้บัญญัติไว้ว่า ให้คณะกรรมการจัดการเลือกตั้งให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ให้เสร็จสิ้นภายใน ๗๕ วัน นับแต่วันที่มี พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองมีผลบังคับใช้ นั่นก็คือหมายความว่าเมื่อมีพระราชกฤษฎีกา ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว รัฐธรรมนูญได้กำหนดว่าต้องมีการเลือกตั้ง สสร. ให้เสร็จ ภายใน ๗๕ วัน ผมจึงแปรญัตติให้เป็นเวลา ๑๒๐ วัน เพราะเหตุผลก็คือผมเชื่อว่าเวลา ๗๕ วันไม่เพียงพอสำหรับกระบวนการเลือกตั้งที่มี ประสิทธิภาพและเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม โปร่งใส ใน ๗๕ วันผมก็ได้ถาม กรรมาธิการเสียงข้างมากว่าเราจะบริหารจัดการการเลือกตั้งอย่างไรที่จะได้ซึ่งการเลือกตั้ง สสร. ที่มีคุณภาพและตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เขาก็อธิบายว่า ๑๕ วันแรก พระราชกฤษฎีการับสมัคร ๒๐ วันเปิดรับสมัคร ๔๐ วันหาเสียง และ ๑๕ วันรับรอง ผลการเลือกตั้ง รวมแล้วเป็น ๗๕ วัน ในรายละเอียดทั้ง ๓-๔ อย่างนี้ครับท่านประธาน ๔ ห้วงเวลานี้ผมคิดว่ามันไม่เพียงพอสำหรับการที่จะมีการเลือกตั้ง สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกฎหมายกำหนดให้ใน (๑) ให้ สสร. มาจากจังหวัดละ ๑ คน ท่านประธานก็ลองคิดดูนะครับในจังหวัดเล็ก ๆ อย่างจังหวัดระนองของท่านวิรัช ร่มเย็น ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม อันนี้ไม่มีปัญหาครับ จังหวัดแม่ฮ่องสอนของคุณสมบัติ ยะสินธุ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ก็ไม่มีปัญหา จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดที่มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงคนเดียวหรือประชากรไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ คน ไม่มีปัญหา สำหรับ สสร. ๑ คน แต่ถ้าเป็นจังหวัดนครศรีธรรมราชของผมครับ ท่านประธานครับ ที่มีประชากรถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน หรือจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเชียงใหม่ แม้แต่ กรุงเทพมหานครที่มีประชากรถึง ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ท่านประธานลองคิดดูว่าคนที่เป็น สสร. ที่จะต้องไปแนะนำตัวกับพี่น้องประชาชนให้พี่น้องประชาชนรู้จักว่าคนเหล่านี้จะเป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชนมาเขียนกฎหมายสูงสุดของประเทศ เฉพาะเวลาเดินสายแนะนำตัวนี้ ก็ยังไม่พอครับท่านประธาน แค่แจกใบปลิวก็ยังไม่พอ นับประสาอะไรที่จะต้องไปขาย ความคิดว่าเมื่อตัวเองมาเป็น สสร. แล้ว จะนำเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนในจังหวัด ของตัวเองมาร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ผมคิดว่าห้วงเวลาที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก บอกว่าให้หาเสียงโดยใช้เวลาเพียง ๔๐ วัน มันน้อยมากสำหรับพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล แบบจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดศรีสะเกษ หรือกรุงเทพมหานคร ในความเห็นของผม ผมคิดว่าควรจะให้ระยะเวลาอย่างน้อย ๖๐ วันเสียด้วยซ้ำไปครับท่านประธาน แต่ว่า เมื่อต้องการให้ตัวเลขกลม ๆ ให้มันลงตัว ผมก็เลยแปรญัตติให้เป็น ๑๒๐ วัน ใน ๑๒๐ วันนี้ ผมก็ได้แบ่งตารางเวลาของการจัดการเลือกตั้ง สสร. เป็น ๑๕ วันแรกเมื่อมีพระราชกฤษฎีกา กำหนดวันสมัครรับเลือกตั้งซึ่งต้องใช้ ๑๕ วัน หลังจากนั้นก็ใช้เวลาในการรับสมัคร รับเลือกตั้ง ๒๐ วัน แล้วก็ให้เวลาหาเสียงหรือแนะนำตัวหรือจะไปขายความคิดอะไรก็แล้วแต่ ตามที่กฎหมายได้บังคับไว้ใช้เวลา ๕๕ วัน ผมให้เวลาการรับรองการเลือกตั้งของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ๓๐ วัน รวมแล้วเป็น ๑๒๐ วันพอดีครับ ถ้าท่านประธาน จะถามผมว่าทำไมผมให้เวลาถึง ๑๒๐ วัน ผมต้องเรียนกับท่านประธานครับ ๑๒๐ วัน สำหรับกระบวนการสรรหา สสร. ไม่ได้มากมายอะไรนะครับท่านประธาน เป็นจังหวะ ที่พอเหมาะพอดีเสียด้วยซ้ำไป แต่ว่า ๓๐ วันหลังของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะรับรองผล ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมนี้มีประสบการณ์ตรงในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยจัดการโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งอันนี้ท่านประธานท่านเป็นวุฒิสมาชิกที่มาจาก การสรรหา ก็ท่านอาจจะไม่ได้รับทราบถึงเรื่องของการรับรองผลการเลือกตั้ง ต้องเรียนกับ ท่านประธานว่า ๓๐ วันในการจัดการการรับรองการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่เพียงพอหรอกครับท่านประธานครับ การเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ปีที่ผ่านมาท่านประธานก็เห็นนะครับว่ามีการพูดกัน ทั่วประเทศว่ามีการซื้อเสียงกันอย่างมโหฬาร มีการทำผิดกฎหมายอย่างแพร่หลายมากที่สุด คนในประเทศรู้กันหมดว่ามีการทุจริตการเลือกตั้ง ยกเว้น กกต. ๕ คนไม่รู้ครับท่านประธาน เลือกตั้งครั้งที่แล้วท่านประธานจำได้ครับ ไม่มีการให้ใบแดงผู้สมัครรับเลือกตั้งเลยแม้แต่ ใบเดียว กว่าจะได้ใบเหลืองสักใบ ท่านประธานครับ เลือดตาแทบกระเด็น แล้วก็มาให้ตอนที่ จะครบ ๓๐ วันหรือเขาเรียกว่าปล่อยผีครับท่านประธาน ถ้าการเลือกตั้ง สสร. ใช้เวลาเพียง ๑๕ วัน เพื่อรับรองผลการเลือกตั้งท่านประธานลองคิดดูครับเมื่อถึง ๑๕ วันจะรับรองผลการเลือกตั้ง มีการทุจริตการเลือกตั้ง สสร. และไม่สามารถที่จะจับได้ไล่ทันการกระทำผิดกฎหมาย ผมเชื่อครับว่าจะมีการปล่อยผี สสร. อย่างมโหฬาร และเราก็ไม่มีสิทธิที่จะสอยเขาด้วยครับ ท่านประธาน เพราะว่าระยะเวลาที่กฎหมายได้กำหนดให้จัดการจัดทำรัฐธรรมนูญ มันเวลาน้อยมาก เพราะฉะนั้นจะมีผีเข้ามาอยู่ใน สสร. จำนวนมาก เมื่อผีมาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานก็รู้ว่าคงจะได้รัฐธรรมนูญผีครับ ก็จะยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ คมช. ฉบับนี้เสียด้วยซ้ำไปครับ และผมเชื่อครับว่าพรรคการเมือง กลุ่มคนที่หาช่องทาง แต่ทุจริตการเลือกตั้ง สสร. นี่ก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้คนของตัวเองเป็น สสร. เพื่อมา ร่างรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นกฎหมายสำคัญ ใครก็ตามที่ยึดกุมหรือสามารถที่จะชี้นำการร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามเจตนารมณ์ของตัวเองได้ คนนั้นก็จะได้เปรียบครับ เพราะกฎหมายลูกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ก็ต้องสอดคล้องและคล้อยตามสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ถ้าเป็นเช่นนี้ ท่านประธานครับ ผมไม่มั่นใจว่าเวลา ๑๕ วันจะทำให้การรับรอง สสร. เป็นไป ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ครับ ผมจำเป็นจึงจะต้องขยายว่าถ้าอย่างนั้นเราก็ควรจะ ให้เวลาอย่างน้อย ๓๐ วันเท่ากับการเลือกตั้ง ส.ส. แล้วก็ ส.ว. หรือการเลือกตั้งผู้บริหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งสามารถทำได้ครับใน ๓๐ วัน ผมก็คิดว่าเอาละมันก็เป็นเวลา พอเหมาะ แต่ว่าจะได้แค่ไหนนั้นก็อยู่ที่ประสิทธิภาพของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตรงนี้เอง ท่านประธานครับ ผมก็เลยเสนอว่าควรที่จะใช้ระยะเวลาสัก ๑๒๐ วันก็น่าจะเหมาะ ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งว่าให้มันเสร็จสิ้นภายใน ๗๕ วันและจะได้รัฐธรรมนูญภายใน ๒๔๐ วัน ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าการกำหนดล็อกเวลาแบบนี้ทำไมผู้มีอำนาจในสมัยนี้มันต้องการ ใช้เวลากำหนดแบบนี้จริง ๆ ตั้งแต่การพิจารณาในวาระที่สอง ท่านประธานก็แลเห็นนะครับ วาระที่สองจริง ๆ ถ้าเราพิจารณาเฉพาะว่าวันพุธ วันพฤหัสบดี ทุกวันพุธกับวันพฤหัสบดี ๒ วันนี้เพียงพอครับ ไม่จำเป็นต้องลากยาวข้ามวันข้ามคืน วันศุกร์ติดวันเสาร์ วันอาทิตย์ เข้าไปด้วย วันหยุดวันอะไรก็ไม่ต้องหยุดกันนี่ แล้วก็ไปขีดเส้นว่าวันที่ ๘ จะต้องลงมติ ผมได้สอบถาม ผมได้ไปค้นคว้าถามดูเพื่อนสมาชิกหลายคนครับว่าทำไมเขาต้องรีบเร่ง และล็อกเวลาเช่นนี้ เขาตอบอย่างไรทราบไหมครับท่านประธาน เขาบอกว่านายใหญ่ต้องการ ให้เสร็จโดยเร็ว เพราะว่าไปดูหมอไว้แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเสร็จเมื่อไร จะใช้เมื่อไร แล้วจัดการปฏิวัติได้ จะสามารถที่จะล้างโทษตัวเองได้ จะให้ตัวเองเข้าประเทศได้โดยสะดวกโยธิน ซึ่งผมค่อนข้างเชื่อท่านประธานครับ เพราะว่าคนบางคนในอดีตท่านประธานก็ทราบว่า เป็นคนที่งมงายกับเรื่องโหราศาสตร์กับเรื่องดวง เรื่องหมอดู ถ้าจะบอกว่าเป็นความเชื่อของผมนี่ ผมก็อาจจะมีความรู้สึกว่าเห็นแก่ตัวไปนิดหนึ่ง แต่ว่าผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าความเชื่อนี่ มันเป็นไปได้ เพราะว่าผมมีผลวิจัยเรื่องความเชื่อของคนของมนุษย์ รวมมาถึงความเชื่อ ของรัฐธรรมนูญนี้ด้วย ท่านประธานครับ นักวิจัยบอกว่าเด็กเล็กตอนเล็ก ๆ จะเชื่อพี่เลี้ยงครับ ท่านประธานครับ แต่ว่าโตขึ้นมาขั้นอนุบาลก็จะเชื่อพ่อแม่

(นางบุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับท่าน

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

เชิญครับ

นางบุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ ดิฉัน บุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงประธาน ดิฉันอยากจะให้ ท่านประธานควบคุมการประชุม เพราะว่าการที่ผู้อภิปรายอภิปรายถึงบุคคลภายนอก แล้วก็ พูดวกวนนะคะ ขอให้ท่านประธานได้ควบคุมการประชุมด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่าน

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธาน ผม เทพไท ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเทพไทครับ ก็กรุณา อย่าออกไปไกลนักนะครับ เราอยู่ในเรื่องมาตรา ๒๙๑/๕ นะครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผมแหมเสียดายท่านประธานจำชื่อผมไม่ได้ คนทั้งประเทศจำชื่อผมได้ครับท่านประธาน ผมเรียนกับท่านประธานผมไม่ได้ออกไปไกลไหนครับ แล้วก็ไม่ได้เอ่ยถึงบุคคลภายนอกแม้แต่ ชื่อเดียวนะครับท่านประธาน คือผมทราบว่าชื่อบางชื่อเอ่ยไม่ได้ครับ เอ่ยแล้วมันจะเต้นกัน ทั้งสภา ผมก็ไม่เอ่ย ผมก็พูดในกรอบของข้อบังคับ แล้วผมก็ทราบดีว่าข้อบังคับมีแค่ไหน แล้วผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผมก็รู้ว่าขอบเขตที่ผมจะพูดนี่แค่ไหน แต่ที่ผม จะยกประกอบเรื่องความเชื่อของคนเพื่อประกอบเรื่องความเชื่อของรัฐธรรมนูญ ผมบอกว่า เด็กอนุบาลนี่เชื่อพ่อแม่ เด็กเล็กนี่เชื่อพี่เลี้ยง เด็กประถมศึกษาจะเชื่อครู คุณครูพูดอย่างไร ก็จะเชื่อ มัธยมศึกษาจะไม่เชื่อใคร เชื่อเฉพาะเพื่อนครับท่านประธาน พอจบมัธยมศึกษา มาเรียนปริญญาตรีคนเหล่านี้จะเชื่อตัวเอง คิดว่าตัวเองมีความสำคัญมากที่สุด จบปริญญาตรี มาปริญญาโทคนเหล่านี้เชื่อทฤษฎีครับ เพราะเรียนทฤษฎีมากครับ แต่ว่าพอจบปริญญาโท มาเรียนปริญญาเอกคนเหล่านี้เชื่อหมอดูครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นคนบางคน ท่านประธานก็ดูนะครับว่ามียศเป็นตำรวจก็จริงนะครับ แต่ว่าจบปริญญาเอกซึ่งก็เชื่อหมอดู เพราะฉะนั้นความเชื่อของรัฐธรรมนูญมันก็มีเรื่องที่เป็นไปได้ครับท่านประธานว่าทำไม จึงเร่งรัดให้เสร็จสิ้นภายใน ๗๕ วันสำหรับกระบวนการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วทำไมต้องขีดเส้นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องทำให้เสร็จภายใน ๒๔๐ วัน ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ ท่านประธาน ทั้งหมดนี้ผมก็เลยต้องแปรญัตติว่าในระยะเวลาที่มันเหมาะสมคือ ๑๒๐ วัน นี่คือประเด็นที่ ๑ ที่ผมแปรญัตติครับท่านประธานครับ

ในประเด็นที่ ๒ ผมเสนอตัด ๒ วงเล็บครับ ก็คือจากร่างเดิม ของคณะรัฐมนตรีบอกว่าให้คณะกรรมการให้ดำเนินการให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา กำหนดวันเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วันตั้งแต่วันที่รัฐสภามีมติ ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งอันนี้ผมตัดเพราะไปสอดคล้องกับในมาตรา ๒ ที่ผมแปรญัตติว่าควรจะมีพระราชกฤษฎีกาแล้วก็หลังจากประกาศแล้ว ๓๐ วัน รวมไปถึง ผมตัดในพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองกำหนดวันเลือกตั้งโดยกำหนดให้ไม่เกิน ๔๐ วัน นับตั้งแต่วันครบกำหนดระยะเวลารับสมัครรับเลือกตั้งและจะต้องกำหนดเป็นวันเดียวกัน ทั่วราชอาณาจักร ข้อนี้ที่ผมตัดก็คือเพื่อไปให้สอดคล้องกับเงื่อนไขเวลา ๑๒๐ วัน ที่ผมได้เสนอแปรญัตติ แต่ประเด็นสำคัญครับท่านประธานครับที่ผมจะต้องอภิปรายก็คือว่า เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างเดิมบอกว่าให้เป็นไป ตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยอาจนำหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้โดยอนุโลม แต่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ได้แก้ไขครับ ผมพูดโดยรวมก็คือให้แก้ไขโดยใช้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งผู้บริหารองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นครับ จากร่างเดิมใช้กฎหมายการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้โดยอนุโลม ผมก็คิดว่าก็พอฟังได้ครับ ท่านประธานครับว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น กฎหมายที่จะมาใช้ก็ควรจะเป็นกฎหมายลักษณะหรือระดับที่เป็นกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ เพียงแต่ว่าที่ผมไม่เห็นด้วยก็คือว่าการใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้ง ส.ส. ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องเขตเลือกตั้งเพราะ ส.ส. ในจังหวัดมีหลายเขต แต่ว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอเป็นการเลือกตั้งใช้วิธีการเลือกตั้งของ ส.ว. อันนี้ผมก็คิดว่า มีแนวโน้มความเป็นไปได้สูงกว่าเลือกตั้งแบบ ส.ส. เพราะ ส.ว. มีการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ซึ่งดูแล้วมันก็สอดคล้องกับการเลือกตั้ง สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) คือจังหวัดละ ๑ คนครับ แต่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าประเด็นนี้ได้มีการถกเถียง และพูดคุยกันมากในที่ประชุมกรรมาธิการครับ หลายคนก็บอกว่าเมื่อการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญก็ควรที่จะมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ก็ผมเองละครับท่านประธานเสนอในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการว่าทำไมเราไม่ถาม ความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติว่าเขามีความสะดวกไหม ที่การเลือกตั้ง สสร. จะหยิบยกเอากฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมาใช้ ซึ่งเบื้องต้นบอกว่า กฎหมายเลือกตั้งฉบับของ ส.ส. นี่ครับ ท่านประธานกรรมาธิการก็ได้ทำหนังสือไปยัง กกต. เพื่อสอบถามความเห็นของ กกต. มาครั้งแรกฉบับแรกครับ ฉบับวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕ ที่ ลต ๐๓๐๑/๔๒๑๙ ครับ เป็นตัวแทน กกต. เลย ลงนามโดยเลขาธิการคณะกรรมการ การเลือกตั้ง นายภุชงค์ นุตราวงศ์ ข้อสรุปชัดเจนมาครับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ประชุมแล้วก็มีมติครับ ผมไม่อ่านหนังสือทั้งหมดนะครับ เอาขมวดเฉพาะสาระสำคัญ เขียนมาชัดเจนตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยบอกว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเห็นว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ควรจะมีหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยออกเป็นกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้ เป็นการเฉพาะ หมายความว่าอย่างไรครับ ท่านประธานครับ หมายความว่าความเห็น ของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. ขึ้นมาฉบับหนึ่งครับ จดหมายฉบับนี้มาถึงคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการก็พิจารณาพูดคุย ทุกคนก็เห็นด้วยว่าเพื่อความสบายใจ เพื่อความรอบคอบก็ควรที่จะมีกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. ไม่นานครับ ท่านประธานครับ กลับไปแค่ข้ามคืนเดียว ผมไม่ทราบว่าสัญญาณมาจากไหน รีโมท (Remote) มาจากไหนครับ ก็บอกว่าไม่เห็นด้วย กับการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. ครับ ถามว่าทำไม ท่านประธานครับ ที่เขาไม่อยากออกเพราะเป็นการออกเป็น พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ จะต้องใช้วิธีการเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครับ และจะต้องมีการพิจารณา ๓ วาระ ซึ่งจะต้องใช้เวลาก็ประมาณ ๒-๓ เดือน ถ้าใช้ระยะเวลา ๒-๓ เดือน ก็จะเสียเวลายืดออกไปอีก ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับวันเวลา ที่นายใหญ่เขาต้องการ ที่ไปดูหมออีทีไว้แล้ว หรือไปดูหมอที่ประเทศเขมรไว้แล้ว หรือที่ไหน ก็ตามครับท่านประธาน มันไม่ตรงกับดวง เขาก็เลยส่งสัญญาณบอกว่าต้องหากฎหมายอะไรก็ได้ ที่มาเทียบเคียงโดยไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ คนที่รับใช้ใกล้ชิด ทำตัวเป็นตัวแทน ท่านประธานก็คงทราบครับ หาวิธีการพลิกแพลงทุกรูปแบบ ค้นคว้า หาแนวทางเพื่อที่จะให้เป็นที่พออกพอใจของนายใหญ่โดยเอากฎหมายฉบับไหนขึ้นมาได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมาร่างกฎหมายใหม่เพื่อที่จะเสียเวลาครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเทพไทครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายทำผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ไม่อภิปรายอยู่ในประเด็น กล่าวให้ร้าย เสียดสีบุคคลอื่นครับ ผมอยากให้ท่านประธานช่วยตักเตือนผู้อภิปรายให้อภิปราย อยู่ในประเด็นด้วยครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือท่านเทพไทครับ เราประหยัดเวลาครับท่าน กรุณาอภิปรายอยู่ในประเด็น แล้วเราอย่าไปพูดถึงอะไรที่มัน ไม่ชัดเจนเลยครับ เชิญครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมต้อง เรียนต่อท่านประธาน ท่านประธานอย่าบ้าจี้ตามพวกเหล่านี้นะครับท่านประธาน เพราะถ้าหากว่าประท้วงทีท่านประธานวินิจฉัยเตือนผมที พวกนี้ก็จะประท้วงตลอดครับ ต้องเรียนว่าผมพูดในเนื้อหาทั้งหมดนะครับท่านประธาน พูดถึงเรื่องการออกกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. ไม่ได้นอกประเด็นเลย การพูดถึงบุคคลอื่น พูดถึงนายใหญ่ ผมไม่ได้เอ่ยชื่อใครครับ แล้วก็เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี่ผมเป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยนะครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

นั่นละครับ กรุณาเถอะครับ อย่าพูดอย่างนั้นนะครับ เชิญครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานจะให้พูดอย่างไรครับ พูดเป็นนายเล็ก หรือจะให้พูดอย่างไร ท่านประธานจะให้ผมใช้คำพูดอย่างไร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านต่อเถอะครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานครับ ผมต้องเรียนกับ ท่านประธานว่าเมื่อมีการดำเนินการเพื่อที่จะให้ใช้กฎหมายในการเลือกตั้ง สสร. โดยเร็ว ก็พยายามที่จะให้ ภาษาจีนเขาเรียกว่าเสี่ยวเอ้อครับท่านประธาน หาหนทางเพื่อเสนอว่า จะใช้กฎหมายไหนครับ ในที่สุดก็มีกรรมาธิการเสนอให้ใช้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งมีข้อยกเว้นยาวเหยียด เยอะมากครับ แต่ว่าก็พยายามที่จะ ตะแบงสีข้างเข้าถูเพื่อที่จะเอาให้ได้ว่าถ้าใช้กฎหมายเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นจะไม่เสียเวลา ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่าถ้าจะให้รัฐธรรมนูญหรือการเลือกตั้ง สสร. เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดยไม่เสียเวลา แต่ว่าทำให้มันถูกต้อง ผมยังเห็นด้วยด้วยซ้ำไปครับท่านประธานว่า ควรจะออกเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ถ้าเกรงว่าจะเสียเวลา ๓-๔ เดือน ผมก็บอกว่า สามารถทำได้ก็คือว่าให้รวดเร็วตามความต้องการของนายใหญ่ ทำได้แบบไหนท่านประธาน ก็เสนอเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ๓ วาระรวด ตั้งกรรมาธิการเต็มสภาครับ เพื่อสนองตัณหาให้มันตรงกับวันที่ดูโหรดูดวงไว้แล้ว ไม่ยากครับท่านประธาน แล้วเราก็จะได้ กฎหมายที่สมบูรณ์ แล้วก็จะสามารถที่จะใช้การบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ครับ แต่ว่า ในขณะนี้ท่านประธานครับ เมื่อมีการบอกว่าจะใช้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งผู้บริหาร ท้องถิ่น คณะกรรมาธิการต้องการที่จะ เขาเรียกว่าต้องการที่จะให้มียันต์กันผี ก็เลย ทำหนังสือไปยัง กกต. อีกฉบับหนึ่งครับ ถามว่าถ้าไม่ทำแบบที่ กกต. เสนอมาในฉบับแรกนี้ ออกแบบนี้จะได้ไหมครับ กกต. ท่านก็ทราบละครับ ท่านก็เสนอมาอีกในฉบับที่ ๒ วันที่ ๕ เมษายน ที่ ลต ๐๓๐๑/๔๗๕๗ ก็ประชุม ๕ เสือ กกต. อีก แล้วก็มีความเห็นมาอีกครับท่านประธานครับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีข้อสังเกต เกี่ยวกับมาตรา ๒๙๑/๕ วรรคเจ็ด ว่าควรมีความชัดเจนเกี่ยวกับคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง และการวินิจฉัยชี้ขาดการเลือกตั้งยิ่งขึ้น เช่น ควรจะใช้ถ้อยคำว่าการคัดค้านการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ ในการรับคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งและการวินิจฉัยชี้ขาดการเลือกตั้งของคณะกรรมการ การเลือกตั้งและศาลอุทธรณ์ คราวนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งรู้ครับท่านประธานว่า การใช้กฎหมายเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นอาจจะเกิดปัญหา ก็โยนเผือกร้อนเลยครับทั้งหมด กระบวนการทั้งหมดไปให้ศาลอุทธรณ์ เพราะมีความเชื่อว่าถ้าศาลตัดสินไปแล้วทุกคน ต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาลโดยไม่มีข้อโต้แย้งโต้เถียงครับ กกต. ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบ โยนไปเลยมอบให้กับศาลอุทธรณ์และประธานคณะกรรมาธิการก็ยอมรับนะครับว่า เมื่อเป็นเช่นนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ไม่สามารถที่จะไปให้ใบแดง ใบเหลืองกับ สสร. ได้ครับ ท่านประธาน ก็เป็นหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ครับ ผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่า ถ้าเรายังดึงดันที่จะใช้กฎหมายเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น ผมต้องถามท่านประธานครับว่า มันมีจุดอ่อนอีกหลายจุดครับท่านประธาน เพราะกฎหมายเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น มันเป็นกฎหมายระดับธรรมดาไม่สามารถเทียบเคียงได้กับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนะครับ ศักดิ์ของกฎหมายไม่เท่ากันแน่นอนแม้ว่าท่านประธานกรรมาธิการจะอ้างว่าเหมือนกัน มันมีจุดบกพร่องในกฎหมายท้องถิ่นหลายเรื่อง เช่น ในวันเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเราก็คิดว่าเทียบเท่ากับการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เทียบเท่ากับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ก็ต้องถามท่านประธานว่า ถ้าเราบอกว่าการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามกฎหมาย เลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น ถ้าประชาชนคนหนึ่งคนใดไม่ไปใช้สิทธิต้องถามท่านประธานว่า เขาขาดสิทธิไหม ถูกตัดสิทธิไหม ถ้าดูตามกฎหมายเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นถูกตัดสิทธิ เฉพาะการไปลงสมัครรับเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นเท่านั้นครับ แต่ว่าไม่ตัดสิทธิทางการเมือง ของ ส.ส. อันนี้ก็เกิดความลักลั่นครับ

๒. กฎหมายเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นไม่ได้กำหนดชัดเจนเรื่องวิธีการหาเสียง แนะนำตัวว่าจะหาเสียงอย่างไร เป็นไปได้ไหมมีการจัดตั้งเวที มีคนมาช่วย มีหัวคะแนน มีการปราศรัย มีการโจมตี มีอะไรก็แล้วแต่ครับท่านประธานครับ เพราะกฎหมายเลือกตั้ง ผู้บริหารท้องถิ่นเขียนไปอีกแบบหนึ่งซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับการเลือกตั้ง สสร.

๓. ในกฎหมายเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น เปิดกว้างสำหรับพรรคการเมือง ว่าจะส่งสมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นในกฎหมายฉบับนี้ถ้ามีการใช้ตามกฎหมาย ผู้บริหารท้องถิ่นนี้ก็เป็นสิทธิที่พรรคการเมืองก็สามารถที่จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค หรือแอบสนับสนุนผู้สมัคร สสร. ของพรรค สังกัดพรรคก็ได้ท่านประธานครับ

และทั้งหมดนี้ผมคิดว่าโดยจุดอ่อนของกฎหมายปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ไม่นับถึงศักดิ์ของความเป็นกฎหมายที่ไม่เท่าเทียมกับกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. แล้ว จึงเห็นว่าวิธีการทั้งหมดน่าที่จะไปสอดคล้องกับการที่ ผมแปรญัตติก็คือ ให้มีการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งโดยเฉพาะครับ

อีกวรรคหนึ่งท่านประธานครับ ที่เราพยายามที่จะบอกว่าการเลือกตั้ง การวินิจฉัยชี้ขาดที่ กกต. ผมเชื่อนะว่าไม่สามารถทำได้ภายใน ๑๕ วัน แล้วก็ระบุในร่าง ของกรรมาธิการเสียงข้างมาก บอกว่าการวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านสิทธิเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้ง ทั้งก่อนและหลังประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้น ภายใน ๓๐ วัน นั่นหมายความว่าอย่างไรครับท่านประธาน หมายความว่า กกต. กำลัง เอาศาลอุทธรณ์เป็นลูกมือเป็นลูกน้องของตัวเอง มาเป็นหน่วยงานหนึ่งของ กกต. โดยมีหน้าที่ รับคำวินิจฉัย รับคำร้องเรียน ก่อนการเลือกตั้ง หลังการเลือกตั้งยื่นกับศาลอุทธรณ์ทั้งสิ้น คือ กกต. ไม่ต้องทำอะไรเลยครับท่านประธาน แค่จัดการเลือกตั้งซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เบิกเบี้ยเลี้ยงไป แล้วก็หาคนมาดำเนินการเลือกตั้ง แต่ว่าเวลาจะชี้ผลเสียผลได้สำหรับ ผู้สมัคร สสร. โยนให้เป็นเรื่องของศาลอุทธรณ์หมดเลยครับ ท่านประธานลองคิดดูว่า เมื่อบังคับให้ศาลอุทธรณ์บอกว่า ๓๐ วันต้องทำให้เสร็จ การเลือกตั้งมีผู้สมัคร สสร. ผมคิดว่าจังหวัดหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๕๐ คน ก็คนอยากเป็นกันเยอะเพราะเป็น สสร. เพราะเขา มีอำนาจสามารถที่จะมาร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศได้ และเชื่อว่ามีการร้องเรียน มีการทำผิดกฎหมายก็เยอะ ยิ่งผู้สมัครเยอะทำผิดกฎหมายเยอะ ประเด็นปัญหามันก็เยอะ เพราะกฎหมายบอกว่าทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งที่มีปัญหาที่จะคัดค้านหรือจะร้องเรียน อะไรก็แล้วแต่ ต้องยื่นมาที่ศาลอุทธรณ์ ผมถามท่านประธานว่าศาลอุทธรณ์มีองค์คณะ องค์ผู้พิพากษากี่คน ใช้ศาลอุทธรณ์ภาคมีกี่ภาค และในขณะนี้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยคดี เกี่ยวกับใบแดง ใบเหลืองของผู้บริหารท้องถิ่นจำนวนมากครับท่านประธาน อบต. เทศบาล อบจ. อีกจำนวนเท่าไรเขาก็มีงานการอยู่จำนวนมาก แต่ว่าเราก็ไปผลักภาระให้กับ ศาลอุทธรณ์ครับ โดยไม่ได้เชิญศาลอุทธรณ์มาซักถามเลยว่าเงื่อนไขทั้งหมดทำได้หรือไม่ มีความเต็มใจที่จะทำหรือไม่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการบอกเมื่อสักครู่ไปข้าง ๆ คู ๆ บอกว่ามีตัวแทนมานั่งอยู่แล้ว ผมถามท่านประธานว่าตัวแทนไหนจะมาโต้แย้งละครับ เขานั่งฟังเสร็จเขาก็จดไปให้ ต้องทำเป็นมติ ต้องถามเป็นมติ มีหนังสือรับรองจากอธิบดี ศาลอุทธรณ์ ว่าเงื่อนไขที่คณะกรรมาธิการเขียนไว้อย่างนี้เขาปฏิบัติได้หรือไม่ ถ้าออก เป็นกฎหมายแล้ว ท่านประธานครับผมว่ายากนะครับถ้าปฏิบัติไม่ได้มันจะเป็นปัญหา ค่อนข้างมากสำหรับการเลือกตั้ง สสร. ครับ ต้องเรียนกับท่านประธานการยื่นเรื่องทั้งหมด ประธานคณะกรรมาธิการบอกว่าให้ไปยื่นต่อ กกต. จังหวัด ผมต้องถามท่านประธานครับว่า มันมีกฎหมายรองรับหรือเปล่าว่าให้ยื่นกับ กกต. จังหวัด แล้ว กกต. จังหวัดจะไปยื่นกับ ศาลอุทธรณ์ เพราะในวรรคนี้มันเขียนชัดว่าให้เป็นอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการยื่นคัดค้าน ตัดสิทธิให้ไปยื่นที่ศาลอุทธรณ์ แล้วการเลือกตั้งที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ศาลอุทธรณ์อยู่ที่ จังหวัดภูเก็ต ก็ต้องไปยื่นกันต้องเดินทางเท่าไร แล้วก็เขตอำนาจศาลอุทธรณ์ภาค ๘ กี่จังหวัดท่านประธานทราบไหมครับ หลายจังหวัดครับ แล้วเวลา ๓๐ วันมันจะทันอย่างไร ผมเป็ นนั กกฎหมาย ท่ำนประธานเป็ นทหาร แต่ ผมไม่ แน่ ใจว่าท่ำนประธาน เรียนกฎหมายหรือเปล่า แต่ว่ากรรมาธิการหลายคนเรียนกฎหมาย มีทนาย มีอดีตผู้พิพากษา อัยการ ในสภานี้เยอะครับ ต้องดูท่านประธานครับว่ากระบวนการวิธีพิจารณาของศาลอุทธรณ์ มันเป็นอย่างไรครับ ไม่ใช่ว่าสักแต่จะเขียนเพื่อสนองความต้องการตัณหาของนายใหญ่ ไม่ใช่อย่างนั้นท่านประธาน ต้องดูความเป็นไปได้ครับ มันมีกระบวนการ วิธีพิจารณาคดี ของศาลอุทธรณ์ครับ ตั้งแต่ยื่นฟ้อง ต้องใช้เวลากี่วันครับท่านประธาน ยื่นฟ้องเสร็จต้องนัดยื่นพยาน สืบพยาน นัดยื่นพยาน เอกสาร นำสืบ เรียกพยานมา กระบวนการพิจารณาข้อเท็จจริง เขียนคำวินิจฉัย อ่านคำพิพากษา ท่านประธานดูสิครับว่าอย่างน้อยนะครับ ยื่นคำฟ้อง ผมคิดว่าต้องใช้เวลาเป็นอย่างน้อย ๗ วันเอาละครับท่านประธาน โดยเร่งรัด ๗ วันครับ นัดยื่นพยานเอกสาร ๑๕ วันครับท่านประธาน ออกหมายเรียกพยานต้องติดประกาศ หมายเรียกอีกกี่วันท่านประธาน ๑๕ วันอีก ผมให้ ๑๕ วันอีก แล้วก็นัดสืบพยานอีก ใช้เวลาเท่าไร ยิ่งพยานเยอะก็สืบเยอะครับ แล้วก็มาพิจารณาวินิจฉัยเขียนคำวินิจฉัย นัดอ่านคำพิพากษา ๓๐ วันทำได้ไหมท่านประธาน ผมว่าเทวดาที่ไหนก็ทำไม่ได้ครับ เขียนเพราะอะไรครับ เขียนไม่ดูข้อเท็จจริง เขียนเพื่อสักที่จะให้ทำตามที่นายใหญ่ตัวเอง ต้องการเท่านั้นเองครับท่านประธาน ผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่าในวงเล็บนี้ ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับที่จะโยนความรับผิดชอบเรื่องจาก กกต. ไปให้กับศาลอุทธรณ์ครับ กกต. เป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ถ้าหากว่า ไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ ไม่สามารถที่จะมารับผิดชอบแบบนี้ต้องยุบครับ องค์กรอิสระ ถ้าไม่ทำงานก็ต้องยุบ ไม่ใช่เฉพาะทำง่าย ๆ เฉพาะการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. เลือกตั้งองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาไปสืบหาข้อเท็จจริงแล้วไปตบทรัพย์นักการเมือง อันนี้ผมต้องเรียนท่านประธานอย่างตรงไปตรงมานะครับว่าเป็นองค์กรเดียวในประเทศไทย ที่ตบทรัพย์นักการเมืองได้ครับ คือ กกต. นี่ละครับ หน่วยงานอื่นผมไม่กล้า ผมยังไม่เคยเห็นนะครับ ใหญ่ขนาดไหนมาตบทรัพย์นักการเมือง ไม่มีหรอกครับ โดนหมดละครับ คนเหล่านี้ถือว่า ตบทรัพย์นักการเมืองได้ แล้วนี่นักการเมืองทำอะไรไม่ได้สักวันหนึ่ง ถ้าไปสู้อีกวันหนึ่ง ก็มีสิทธิที่จะโดนใบแดง ใบเหลือง เป็นองค์กรเดียวจริง ๆ ครับท่านประธานครับ แต่ว่า ในวันนี้ที่ผมมาอภิปราย เพราะว่าผมไม่เห็นด้วยท่านประธานว่าจะไม่รับผิดชอบอะไรเลย แล้วก็โยนให้ศาล แล้วศาลก็จะเดือดร้อน แล้วศาลจะมีมลทินถ้าทำไม่ได้ตามกฎหมายกำหนด ภายใน ๓๐ วัน และผมเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้แน่นอนครับ ในฐานะที่ผม เป็นนักกฎหมายคนหนึ่งครับ ยืนยันครับว่าทำไม่ได้ แล้วทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นปัญหาครับ ผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่าทั้งหมดนี้ผมก็เห็นว่าการร่างรัฐธรรมนูญ แบบเอาใจใครบางคน ลุกลี้ลุกลน สักที่จะทำเพื่อให้เสร็จโดยไม่ได้มีความรอบคอบ ไม่ฟังเสียงคัดค้าน ไม่ได้ฟังความรอบด้านทั้งหมดนี่ครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยท่านประธานครับ ผมอยากจะวิงวอน ว่าอยากจะให้ผู้เกี่ยวข้องครับ ผมทราบครับ ท่านประธานครับ ว่าทุกครั้งระหว่างที่มี การพิจารณามีเหตุผลของเพื่อนสมาชิกหลายคนพูด แล้วเป็นเหตุผลที่น่าฟังครับ กรรมาธิการ ส่วนใหญ่บางคนก็เห็นด้วยครับ อย่างคุณสุนัยพยักหน้าบอกเห็นด้วยกับผมตลอดครับ คุณสุนัย แต่ว่าผมก็เข้าใจว่าท่านทำอะไรไม่ได้ครับ เพราะอะไร ตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลงอะไร ต้องโทรศัพท์ก่อน ต้องรับรีโมทก่อน ผมว่าต้องเลิกครับท่านประธานครับ ฟังความเห็น ของคนในสภานี้ ๖๐๐ กว่าคนไม่สิ้นไร้ไม้ตอกหรอกครับ เอาพวกเรามาแล้วผมก็คิดว่า อยากให้ได้ดั่งใจทุกอย่างมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับท่านประธาน เอาที่มันทุกคนรับได้ ก็พอแล้วครับ ผมก็เลยอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าในมาตรา ๒๙๑/๕ ผมได้แสดง ความเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจและด้วยความหวังดีจริง ๆ ครับ เพราะอยากจะเป็นส่วนหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้มีส่วนที่ผลักดันให้มีการเกิดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และเป็นฉบับที่เป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด ผมไม่อยากจะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ย้อนรอย ไปตรงกับคำแปรญัตติของผมในมาตรา ๑ ครับท่านประธานครับ ซึ่งผมแปรญัตติในมาตรา ๑ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เรียกว่ารัฐธรรมนูญรวบรัดเพื่อทักษิณแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช ….

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านเทพไทครับ เราผ่าน ตรงนั้นมาแล้วนะครับ สรุปเถอะครับท่านครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

คือผมไม่ได้ไปอภิปรายครับ ท่านประธานครับ ผมไม่ได้อภิปรายมาตรา ๑ ครับท่านประธาน

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงอะไร เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายทำผิด กฎข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ท่านประธานก็ได้กล่าวเตือนไปบ่อยครั้ง และการอภิปรายทุกครั้งก็กล่าวชื่นชมตัวเองว่าเป็นนักกฎหมายโดยตลอดเวลา นักกฎหมาย ที่เขารู้จริง รู้ข้อเท็จจริงจริง ๆ เขารู้ว่าตัวเองแปรญัตติในเรื่องอะไรไว้เขาต้องพูดตามข้อ ที่แปรญัตติไว้ตรงนั้น มันไม่ใช่ว่าไปกล่าวพาดพิงถึงบุคคลอื่น บุคคลภายนอก ไป ๆ มา ๆ ก็ไม่พ้นทักษิณ ไม่พ้นทักษิณ นี่แค่ได้ยินแค่ชื่อก็จะเป็นจะตายแล้ว แล้วถ้าทักษิณกลับมา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบหนึ่งมันไม่ดิ้นตายห่าหรือนี่

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาเถอะครับท่าน พอเถอะครับท่าน ท่านกรุณาสรุปเถอะครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ยังมีที่จะต้องแปรญัตติ วรรคสุดท้ายอีกท่านประธานครับ ต้องเรียนกับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญในเนื้อหาที่ท่านข้องใจ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

คือผมก็ไม่ได้เอ่ยถึงคุณทักษิณเลยนะครับ เมื่อครู่ที่เอ่ยผมทบทวนท่านประธาน ผมยกตัวอย่างว่ามาตรา ๑ ผมแปรญัตติไว้ และผมก็ไม่เคยกลัวคุณทักษิณ ฟ้องผมกี่คดีผมชนะทุกคดีครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญต่อเถอะครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็กำลัง อภิปรายท่านประธานครับ แต่ว่าเมื่อเพื่อนสมาชิกจะประท้วงก็เป็นสิทธิ ก็ไม่เป็นไรครับ ต้องเรียนกับท่านประธานครับ อีกวรรคหนึ่งก็คือว่าเมื่อได้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองการเลือกตั้ง ให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๕ วัน ผมแก้เป็น ๓๐ วันนับจากวันเลือกตั้ง โดยให้ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุด จนครบจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในวันเลือกตั้งและแต่ละจังหวัดจะได้รับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของจังหวัดนั้นครับ ในวรรคนี้ครับท่านประธานครับ ผมก็ได้แก้ไขจาก ๑๕ วันเป็น ๓๐ วันครับ ด้วยเหตุผลก็คือว่า ผมก็บอกแล้วนะครับว่า เวลา ๑๕ วันมันไม่เพียงพอ แม้ว่าจะมีการพยายามแก้ไขแล้วก็โยนการตัดสินใจ อำนาจทั้งหมดไปให้กับศาลอุทธรณ์ก็ตามครับ เพราะความเห็นล่าสุดผมก็ยกความเห็น การให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเนชั่น (Nation) ของคุณประพันธ์ นัยโกวิท ได้ให้ความเห็น เกี่ยวกับกฎหมายที่กรรมาธิการเสียงข้างมากที่จะไปใช้กฎหมายเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น และให้การตัดสินให้ใบเหลือง ใบแดงเป็นเรื่องของศาลอุทธรณ์ คุณประพันธ์ นัยโกวิท ได้ให้สัมภาษณ์ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่มีความชัดเจนในหลายประเด็น ซึ่งเป็น ความหนักใจของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการที่จะไปจัดการเลือกตั้งเกี่ยวกับการเลือก สสร. แม้ว่านี่จะเป็นความเห็นเพียงบางท่านใน กกต. ก็ตามครับ แต่ผมก็คิดว่าเมื่อเขาเป็น ผู้ปฏิบัติก็ควรที่จะรับฟังครับ ผมสรุปครับท่านประธานครับว่า ในมาตรา ๒๙๑/๕ ครับ ผมต้องการแก้ไขให้มีการเลือกตั้งใช้เวลาพอสมควรที่จะจัดการการเลือกตั้ง สสร. ให้มี ประสิทธิภาพ จาก ๗๕ วันของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมแปรญัตติเป็น ๑๒๐ วันครับ การใช้กฎหมายเลือกตั้ง สสร. คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากต้องการที่จะใช้กฎหมาย การเลือกตั้งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครับ ผมขอแก้ไขให้เป็นการออก พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๕ ผมอยากจะขอเสียงสนับสนุนจากเพื่อนสมาชิกสภาทั้งหมดและอยากจะขอเสียง สนับสนุน หรือเขาเรียกว่าต้องการที่จะให้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เปิดใจเปลี่ยนมติ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าผลประโยชน์ของใครบางคนครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านมีอะไรครับ เชิญครับ คุณหมอ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงแล้วผมไม่อยากประท้วงท่านประธาน เพราะว่าผมไม่เคยให้ความสำคัญกับผู้ประท้วงคนนี้นะครับ แต่เนื่องจากท่านประธานได้ยินไหมครับว่า เมื่อครู่นี้เขาได้พูดคำที่ไม่สุภาพ คำที่ไม่เหมาะสมที่จะมาพูดในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ผมแปลกใจว่าทำไมท่านประธานไม่เตือนเขาเลยครับ ขอประทานโทษครับ เขาพูดคำว่า ตายห่า อย่างนี้มันเหมาะสมไหมครับ แล้วคำพูดของท่านผู้นี้โทรทัศน์เอาไปออกครับ ทั่วประเทศเลย เขาประจานพวกเรานะครับ ทำให้สภาที่พวกเรารัก พวกเราหวงแหนในศักดิ์ศรี ต้องมัวหมองนะครับ อัปยศ ฉะนั้นผมอยากให้ท่านประธานใช้ความระมัดระวัง เวลาคนผู้นี้ลุกขึ้นประท้วง เวลาไหนที่นั้นก็ต้องรีบตัดเสียงครับ ผมได้เรียนท่านประธาน ไปแล้ว แต่ว่าท่านก็ยังปล่อยให้ประท้วงอยู่อย่างนี้นะครับ แล้วอีกประเด็นหนึ่งถ้าประท้วง อย่างนี้ มันไม่จบหรอกครับ เวลาไปประชุมกับวิปฝ่ายรัฐบาลอยากให้จบ เร่งรัดอยากให้จบ แต่ถ้ามีประท้วงซ้ำซากอย่างนี้มันไม่จบหรอกครับ มันก็ต้องมีการโต้กันไปโต้กันมาอย่างนี้ครับ ท่านประธานเตือนเขาด้วยนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ คุณหมอครับ ขอบคุณครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ต้องดูแลนะครับ อย่าให้คำหยาบคำไม่สุภาพอย่างนี้ออกมาอีกจากคนผู้นี้โดยเฉพาะ บ่อยมากที่สุดเลย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ผ่านเถอะครับท่านครับ เชิญคุณหมอวรงค์

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ผมเข้าใจความรู้สึกท่านประธานครับ พอดีท่านประธานเป็นประธานวุฒิสภา แล้วขณะนี้มาทำหน้าที่รองประธานรัฐสภา ซึ่งท่านอยู่ในบรรยากาศของผู้ที่ทรงคุณวุฒิ การประท้วงในวุฒิสภาคงไม่เหมือนสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ ผมเสริมท่านสุกิจครับว่าท่านได้โปรดใช้วิจารณญาณในการฟังคำประท้วงของเพื่อนสมาชิก ผมเกรงว่ามันจะไม่เพียงแต่ทำให้สภาผู้แทนราษฎรตกต่ำ แต่จะทำให้รัฐสภาที่ท่านต้องดูแล ตกต่ำลงด้วยครับ ผมเข้าใจดีว่าวันนี้เป็นวันที่ ๖ ครับ อารมณ์ความรู้สึกของเพื่อนสมาชิกทุกคน เริ่มทั้งเครียด แล้วก็เหนื่อยครับท่านประธาน แต่เนื่องจากว่ามันเป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง ที่เราวิตกกังวลเราจึงต้องทำหน้าที่ พวกผมเองก็มีภารกิจท่านประธาน เราก็คงไม่ค่อย ได้เจอเท่าไรว่าวันศุกร์ วันเสาร์ ต้องมาทำหน้าที่ในสภาแห่งนี้เพื่อมาพิจารณาสิ่งที่สำคัญที่สุด ของประเทศสิ่งหนึ่ง ความจริงสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของประเทศ ถ้าเป็นการพิจารณา ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมมันก็พิจารณาไปเรื่อย ๆ ได้ คำถามถามว่า มันมีความจำเป็นอะไรหรือว่าทุกอย่างจะต้องจบ และมีการโหวตในวันที่ ๘ ที่จะถึงนี้ ก็แสดงว่ามันเป็นการเร่งรีบ รวบรัด ท่านประธานครับ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าเมื่อวานนี้ ตอนบ่าย ๆ ที่มีการประชุม บ่าย ๆ ถึงช่วงเย็นแล้ว ผมมีพี่น้องชาวนาจากจังหวัดปทุมธานี ที่อำเภอลาดหลุมแก้ว โทรศัพท์มาร้องเรียนผมครับ ผมขออนุญาตฝากเพื่อน ส.ส. ปทุมธานีด้วยนะครับ เขาโทรศัพท์มาร้องเรียนผมว่าขณะนี้เขาจำนำข้าวมา ๒ เดือนยังไม่ได้ ใบประทวน รวมตัวกันไปที่ที่ว่าการอำเภอประมาณ ๑๐๐ คน เพื่อไปให้ทางอำเภอช่วยเร่ง ดำเนินการจัดการว่าจำนำข้าวมา ๒ เดือนแล้วยังไม่ได้ใบประทวน ผมก็บอกเขาว่าบังเอิญ วาระนี้มันเป็นวาระรัฐธรรมนูญเอาเรื่องนี้มาพูดไม่ได้ เขาบอกอย่างไรก็แล้วแต่ก็ช่วยพูด แทนเขาหน่อย แล้วถือโอกาสบอกเพื่อนพี่น้อง เพื่อนสมาชิกจากจังหวัดปทุมธานี ท่านได้โปรด ดูแลพี่น้องชาวนาที่จังหวัดปทุมธานีด้วย เพราะเขาเดือดร้อนจริง ๆ ครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอได้พูดแล้วนะครับ เชิญเถอะครับ เชิญเข้าเรื่องครับท่าน

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านจะประท้วงใช่ไหมครับ ท่านมาจากจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ข้าวก็มีปัญหาเยอะนะครับ ผมบอก พี่น้องชาวจังหวัดสุรินทร์จ่าคนนี้ไม่ยอมพูดเรื่องข้าว มีแต่ประท้วง ถ้าใครประท้วงเรื่องข้าว พี่น้องชาวนาจำไว้เลยนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับคุณหมอ เชิญท่านครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วง ผู้อภิปรายทำผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อภิปรายไม่ได้อยู่ในประเด็นที่ตัวเองได้แปรญัตติไว้ ถ้าจะให้ผมประท้วงเรื่องทำนาหรือเรื่องจำนำข้าว ผมนี่รู้ตลอดเวลาและรู้โอกาสนะครับ ผมไม่เสียมารยาทที่จะต้องมาอภิปรายและพูดในเรื่องนี้ในลักษณะที่เขากำลังแปรญัตติอยู่

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ครับ ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ ผมเตือนแล้วครับ เชิญต่อเลยครับ

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เชิญท่านสุนัย

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมก็ว่าจะลงไปสะกิดคุณประสิทธิ์ไม่ให้พูดแล้ว แต่ทีนี้มีเพื่อนสมาชิกบางคนบอกผมขึ้น ๆ ลง ๆ มันอย่างนี้ต้องประสานงานกัน ผมเลยต้องขออนุญาตประท้วงท่าน ส.ส. ประสิทธิ์สักนิดเถอะครับ คือการอภิปรายอย่างนี้เพื่อให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าการร่างรัฐธรรมนูญโดยเผด็จการ กับการร่างรัฐธรรมนูญโดยระบอบประชาธิปไตยต้องอดทนมากหน่อย และประชาชนจะเห็นเอง คุณประสิทธิ์ครับอย่าประท้วง ว่าใครเป็นคนที่ทำให้เสียเวลามากที่สุด ใครเป็นคนพูด นอกประเด็นมากที่สุด อันนี้คุณประสิทธิ์ต้องเข้าใจว่าการพูดให้เสียเวลานั้นจริง ๆ อยู่ที่ไหน เราต้องอดทนมากที่สุดครับ และเราไม่เคยรวบรัด

อีกประการหนึ่ง การประชุมในแมทช์ (Match) สำคัญ ๆ ของกฎหมายนี้ครับ มันต้องมีการตกลงเวลา ถ้าใครจะมาพูดยั่วคุณประสิทธิ์อย่าโกรธนะ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมว่า ให้พรรคเดียวกันไปคุยข้างนอกดีกว่า ผมจะอภิปรายต่อครับ ทำให้เสียเวลาครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอานิดเดียว

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ผมขอใช้สิทธิในการพาดพิง เดี๋ยวท่านสุนัยว่าผม ไม่มีความอดทน ผมมีความอดทนและผมทนฟังตั้งนานแล้ว และผมมีมารยาทพอ ที่จะประท้วงเรื่องใด ไม่ใช่ประท้วงเรื่องใดนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ พอแล้วครับ

(นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงอะไรครับ เชิญครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ คือผมประท้วงท่านประธานด้วยครับ แล้วก็ประท้วงผู้ที่ลุกขึ้นมา ประท้วง คือ จ่าสิบตำรวจ ประสาท ไชยศรีษะ ขอโทษครับ จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ด้วย คือหลายครั้งที่ลุกขึ้นมาประท้วงเพื่อให้เพื่อนสมาชิกที่อภิปรายอยู่ได้เสียสมาธิ ขัดจังหวะ ผมคิดว่าเรื่องนี้ท่านประธานต้องคุมครับ เพราะว่าถ้าอย่างนั้นผมคิดว่าการประชุมสภา มันจะช้าลงไปอีก ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกที่กำลังอภิปราย ผมคิดว่าการประท้วง ท่านประธานต้องดูด้วยครับว่าขอให้ประท้วงหลังจากที่ได้อภิปรายจบแล้ว เพราะถ้าอย่างนั้น การอภิปรายมันจะไม่ต่อเนื่องครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เป็นความผิด ของผมนะครับ พอเถอะครับ ท่านประสิทธิ์ไม่มีอะไรครับ เชิญคุณหมอครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ขอขอบคุณท่านประธาน ที่ให้โอกาสผมได้อภิปรายต่อ ผมขออนุญาตพูดความรู้สึกกับท่านประธานเกี่ยวกับการแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๕ เพราะผมเชื่อว่าวันที่ ๖ มันก็ต้องเก็บความรู้สึกที่อดทนไว้ทุกคนครับ เราก็ต้องการเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ เราไม่ต้องการเห็น การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นปากว่าประชาธิปไตย แต่มันเป็นประชาธิปไตยย้อมสีครับ และไป ๆ มา ๆ กลายเป็นเผด็จการรัฐสภา ซึ่งผมเชื่อว่าเผด็จการรัฐสภามันหนักกว่า เผด็จการทหาร เพราะเผด็จการทหารมันเห็นลูกปืนครับ เห็นกระสุนปืน เห็นรถถัง มันรู้สึกว่า อันนี้ไม่ดี แต่เผด็จการรัฐสภาใส่สูทครับท่านประธาน แต่พวกมากลากไปเพื่อประโยชน์ ของใครคนใดคนหนึ่ง มันทำให้พวกเราต้องมาเหนื่อย ๖ วันแล้วรู้สึกว่าชาวบ้านรออยู่ ที่จังหวัดของผม ผมยังไม่ได้กลับไปเยี่ยมเขาเลยครับท่านประธาน ผมก็จำเป็นต้องบ่นได้บ้าง ผมเชื่อว่าขณะนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ความรู้สึกผมว่ากำลังมีมลทิน ถามว่าทำไมมีมลทินครับ ท่านประธาน เพราะว่าเรากำลังเรียกร้องผ่านไปยังคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าท่านไม่เชื่อประชาชนเลยว่า ประชาชนจะสามารถเลือกคนที่มาทำหน้าที่ สสร. ทั้งหมดได้ในการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ท่านกลับเชื่อว่าจะต้องมีคน ๒๒ คน มาทำหน้าที่ในการร่าง ดังนั้นขณะนี้ผมถึงบอกว่า ไป ๆ มา ๆ ผมเชื่อแล้วครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นไม้พิษจริง เพราะผลไม้พิษ มันเกิดจากต้นไม้พิษ ก็คือพวกนี้ แล้วผลไม้พิษมันแรงมากมันถึงทำให้เกิดเผด็จการรัฐสภา ขึ้นมา เผด็จการรัฐสภาที่ไม่เชื่อว่าประชาชนจะทำหน้าที่ตรงนี้ได้ แล้วอยากจะกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าเมื่อเช้านี้ผมมานั่งจับกลุ่มคุยกัน ผมแปลกใจชีวิตพวกผมว่าทำไม ผมต้องมาเร่ง อดหลับอดนอน คุยกับพี่ ส.ว. หลายท่าน เอ๊ะพี่ ๆ ทำไมพวกเราต้องมาอดหลับอดนอน ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเพื่อประโยชน์ประเทศชาติจริงหรือเปล่า ถ้าประโยชน์ส่วนรวม พวกเราจะขยันขนาดนี้ไหม สุดท้ายพี่ ส.ว. ท่านหนึ่งเอารัฐธรรมนูญมานั่งพลิกดู อ๋อ สุดท้ายแล้วมันมีนัย เพราะว่า พ.ร.บ. ปรองดองจ่อแล้วมันเข้าไม่ได้ หรือ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม มันยังเข้าสภาไม่ได้ถ้ายังแก้รัฐธรรมนูญไม่เสร็จ ผมก็ไม่เข้าใจ ตอนหลังพี่ ส.ว. ก็เปิดกฎหมายให้ผมดูถึงอ๋อใช่แล้ว ผมเข้าใจ ทำไมถึงทำให้พวกผมต้องมาเหนื่อย อดหลับอดนอน เพราะว่ามีใครคนใดคนหนึ่งทางนั้นรอผลประโยชน์จากการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว พ.ร.บ. นิรโทษกรรมที่จ่อไว้อยู่แล้วจึงจะเข้าได้ เพราะถ้าไป เร่งรีบเข้าตอนนี้ประโยชน์ในการที่จะนิรโทษมันได้แค่ประชาชน แต่คนบางคนมันไม่ได้ครับ มันถึงทำให้พวกเราต้องมาเหนื่อย ณ วันนี้ ฉะนั้นผมอยากจะบอกกับพี่น้องประชาชนนะครับ ว่าที่พวกผมต้องมาเหนื่อยวันนี้ผมกำลังจะมาต่อสู้เพื่อไม่ให้หลักกฎหมายของประเทศ หลักกฎหมายของบ้านเมืองถูกทำลาย วันนี้ผมคัดค้านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านเร่งแม้แต่มาตรา ๒๙๑/๕ ในร่างเดิมท่านเขียนไว้ว่าท่านจะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ออกระเบียบโดยอิง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ซึ่งประเด็นนี้เองก็มีการถกเถียงกัน ในที่ประชุม คือสัก ๆ แต่เอา สัก ๆ แต่เร่ง สัก ๆ แต่รีบ แม้แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หลังจากที่มีการประชุมกันในที่ประชุม วันนั้นผมจำได้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็เชิญตัวแทน กกต. มาชี้แจง เมื่อมีการพูดคุยกันว่า เอ๊ะถ้าให้ กกต. ออกระเบียบประกอบรัฐธรรมนูญ วันนั้นมีการพูดกัน ผมก็บอกผมก็เพิ่งได้ยินเหมือนกัน ผมเคยได้ยินแต่ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เคยได้ยินคำว่าระเบียบประกอบ รัฐธรรมนูญ แล้วจนกระทั่งตอนหลังก็มีการเสนอความเห็นกันว่าถ้าออกไปตามนี้มันไม่ดีแน่ เราต้องให้ กกต. เอาไปปรึกษาหารือกันในที่ประชุมของ กกต. เองดูสิว่าถ้าจะออกระเบียบ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. โดยอิง พ.ร.บ. การเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. จะได้ไหม ปรากฏว่า กกต. มีหนังสือตอบมาท่านประธานครับ กกต. มีหนังสือตอบมาเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕ ซึ่งมีบทสรุปชัดเจนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเห็นว่าในการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ควรจะมีหลักเกณฑ์และวิธีการการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยออกเป็นกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้เป็นการเฉพาะ อันนี้คือความเห็นของ กกต. ในจดหมายฉบับแรกครับ ความจริงผมว่าพวกเรา ท่านประธานครับ ก็ต้องบอกเพื่อนสมาชิกเสียงข้างมากที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยแต่ย้อมสี คือลำพัง กกต. มีหนังสือฉบับนี้มาผมก็โอเคแล้วครับ แล้วพวกผมเองเสียงข้างน้อยเองเราเห็นหนังสือฉบับนี้แล้ว เขายืนยันมาเป็นทางการว่าต้องการกฎหมายเพราะเขาบอกในที่ประชุมเราตอนนั้น ว่าลำพังออกเป็นระเบียบ เกิดถ้ามีคนโกงการเลือกตั้งทำผิดขึ้นมาเอาผิดเขาลำบาก มันไม่มี กฎหมายรองรับ แต่สุดท้ายท่านก็ไม่จริงใจ ท่านประธานสามารถท่านบอกว่าท่านใจกว้าง เชิญตัวแทน กกต. มา เชิญตัวแทนศาลมา เชิญตัวแทนประชาชนมารับฟังความคิดเห็น แต่คำถามถามว่าท่านได้ทำตามเขาไหม ไม่ได้ทำเลยครับ ท่านเชิญตัวแทนประชาชนมา แม้แต่ภรรยาคุณเหวงครับ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ในนามของภาคประชาชน ท่านได้เชิญ กลุ่มของอาจารย์โคทม หลาย ๆ กลุ่มมา เพราะแต่ละกลุ่มเขาแสดงความเห็นชัดเจนว่า ต้องการ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ถามว่าท่านฟังความคิดเห็นเขาไหม ท่านก็ไม่ได้ฟัง ท่านเชิญ กกต. มา ถาม กกต. ว่าถ้าอย่างนี้ได้ไหม อย่างนี้ได้ไหม ให้ไปประชุมปรึกษาหารือมา จนกระทั่ง กกต. มีหนังสือลงวันที่ ๒๗ มีนาคม บอกว่าไม่ได้ต้องการ พ.ร.บ. ว่าด้วย การเลือกตั้ง สสร. ถามว่าท่านทำไหม ท่านก็ไม่ได้ทำ ดังนั้นคำตอบที่ท่านบอกว่าท่านเชิญ หน่วยงานต่าง ๆ มาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเอามาเป็นพระอันดับเฉย ๆ เพื่อให้กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้อ้างได้อย่างเต็มปากว่าวันนี้เราเชิญหน่วยงานต่าง ๆ มารับฟังแล้ว แต่ท่าน ไม่เคยทำตามข้อเสนอเรียกร้องของหน่วยงานต่าง ๆ เลย แม้แต่ภาคประชาชน มันทำให้ผม พูดได้อย่างเต็มปากว่าเสียงข้างมากทรยศประชาชน คุณหมอเหวงก็ทรยศคนเสื้อแดงด้วย ท่านทรยศ ท่านอย่ามาส่ายหน้าเลยครับ ท่านทรยศจริง ๆ เพราะพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดง ผมไปดูร่าง เขาต้องการ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งประชาชน ภรรยาท่านก็มานั่งนำเสนอว่า ต้องการ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ท่านก็ไม่ทำให้เขา ท่านประธาน ที่เคารพครับ นอกจากผมมีความรู้สึกตำหนิในหลักเกณฑ์ที่อยู่ในร่างของคณะรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งสุดท้ายในเมื่อ กกต. บอกว่าทำไม่ได้ ต้องการ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. แทนที่ท่าน จะเร่งตอบสนองและมาหาความเหมาะสมในการผลักดันกฎหมายมา ๑ ฉบับ แต่เนื่องจากว่า อย่างที่ท่านเทพไทบอก และประกอบกับผมได้ปรึกษากับพี่ ๆ ส.ว. ที่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ถึงรู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เร่งเนื่องจากว่ามันต้องเร่งทำให้จบ หลังจากเร่งทำให้จบแล้ว จะมีการเสนอ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมเข้ามาจะได้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันก็เป็นการเร่ง จุดประสงค์เพื่อคนบางคนจริง ๆ ครับ ในเมื่อถึงตรงนี้แล้ว แม้แต่กฎหมายเพื่อการเลือกตั้ง สสร. ท่านก็ไม่ทำ สุดท้ายก็ต้องอาศัยนักกฎหมายครับ ซึ่งปรากฏว่าท่านก็ไปเจอกฎหมายอยู่ ๑ ฉบับ ก็คือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ท่านก็ เอาเรื่องนี้มาใช้ คำถามถามว่า ท่านแน่ใจหรือว่าศักดิ์และสิทธิของ พ.ร.บ. เลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นกับ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. ศักดิ์และสิทธินั้นเท่ากันครับ พวกเราในฐานะสมาชิกสภาเราจำได้ พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ศักดิ์และสิทธิเหนือกว่า พ.ร.บ. ทั่วไป เวลาผ่าน พ.ร.บ. ทั่วไปผ่านด้วยเสียงข้างมาก แต่ถ้า พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญเวลาผ่าน ต้องเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิก ดังนั้นศักดิ์และสิทธินั้นเหนือกว่า แล้ว สสร. เป็นองค์กร ตามรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน เพราะท่านแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีองค์กรนี้ขึ้นมา เวลาออก ก็ควรจะออกเป็น พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งศักดิ์และสิทธิเหนือกว่า พ.ร.บ. การเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ท่านไม่สนใจ เพราะว่าท่านต้องการจะเร่งรีบ ท่านก็เลยอาศัย นักกฎหมายของท่านเองในการเอา พ.ร.บ. ท้องถิ่นมาประกอบใช้ คำถามที่จะต้องถาม เพื่อให้เกิดความชัดเจน ผมก็ต้องอ้างอิงท่านประพันธ์ นัยโกวิท ซึ่งท่านเป็นคณะกรรมการ การเลือกตั้งด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ท่านก็ได้ให้สัมภาษณ์ถึงข้อกังวลใจที่บอกว่า ถ้าใช้ พ.ร.บ. ท้องถิ่นมาเลือกตั้ง สสร. ช่องโหว่มันเพียบพอสมควร แล้วดูท่าทางแม้แต่ท่าน เป็น ๑ ใน ๕ เสือ กกต. ท่านก็มึนอยู่เหมือนกัน ท่านก็มีประเด็นที่ถามซึ่งผมดูแล้ว ถ้าไม่ไปใช้ สิทธิเลือกตั้ง สสร. จะเสียสิทธิในการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นหรือไม่ ซึ่งท่านต้องตอบนะครับ เพราะปกติแล้วถ้าเราไม่ไปเลือกตั้งท้องถิ่นเราเสียสิทธิเรื่องท้องถิ่น แต่ถามว่าเกิดถ้าไม่ไป เลือกตั้ง สสร. จะเสียสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่ ประเด็นถัดมาคือ รัฐธรรมนูญที่ท่านแก้ไขฉบับนี้ท่านก็ไม่ได้เขียนความชัดเจนเลยว่า ไม่ได้บัญญัติว่า การเลือกตั้ง สสร. เป็นหน้าที่ เพราะโดยปกติแล้วเวลาเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. เราบัญญัติไว้ เป็นหน้าที่ แต่ครั้งนี้รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้บัญญัติว่าการเลือกตั้ง สสร.เป็นหน้าที่ เมื่อไม่ได้ ไปใช้สิทธิจึงไม่ถือเป็นเหตุแห่งการเสียสิทธิหรือไม่ ซึ่งผมถือว่าคำถามข้อที่ ๒ ท่านก็ต้อง ชี้แจงให้กับพวกเราได้รับทราบ

ประเด็นถัดมาคือ ถ้าสมมุติว่าประชาชนไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง สสร. แล้ว คนที่เสียสิทธิไปนั้นจะได้รับสิทธิกลับคืนมาหรือไม่ เพราะเนื่องจากว่าท่านเอา พ.ร.บ. ท้องถิ่น มาใช้ในการเลือกตั้ง สสร. แม้แต่ กกต เอง ผมอ่านบทสัมภาษณ์เขาในประเด็นข้อกังขา พวกผมเองก็ต้องเอาประเด็นเหล่านี้มาซักถามคณะกรรมาธิการเพื่อตอบให้พวกผม และพี่น้องประชาชนให้เกิดความเข้าใจ ท่านประธานที่เคารพครับ จุดที่พวกผมยังกังวลใจ ซึ่งสอดคล้องกันกับเพื่อนสมาชิกที่ได้พูดไปก่อนหน้านี้ เราจำได้ว่าอย่างเลือกตั้งนายก อบจ. มีการหาเสียงได้ มีการจัดเวทีปราศรัยได้ และมีพรรคการเมืองไปช่วยหาเสียงได้ แต่ถามว่า ถ้าเกิดมีการเลือกตั้ง สสร. ในเมื่อท่านจะเอาการเลือกตั้งนายก อบจ. มาใช้โดยอนุโลม ถามว่า สสร. ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงได้ไหม หรือแค่แจกบัตรเฉย ๆ แล้วถามความรู้สึก พวกเราแบบตรงไปตรงมา เราคิดว่าการพบปะประชาชนของ สสร. ควรจะให้เขาจัดเวที ปราศรัยไหม มีประชาชนมาฟังเป็นพันเป็นหมื่นคนหรือไม่ หรือแค่เดินแจกบัตรเฉย ๆ ถ้าถามความเห็นผม ในเมื่อ สสร. ท่านเอาเขามาทำหน้าที่มาระดมสมอง ระดมความคิดเห็น เพื่อมาออกพิมพ์เขียวของประเทศไทยในฉบับใหม่ เขาไม่ได้ไปทำหน้าที่อย่างอื่น เราต้องการ คนดี คนมีความรู้ คนมีความสามารถ ท่านก็ควรจะกำหนดเกณฑ์ว่าให้เขาแจกบัตรแนะนำตัว ก็พอ แต่ถ้าเลือกตั้งท้องถิ่น เลือกตั้งนายก อบจ. เราเห็นเวทีปราศรัยเกณฑ์คนมาเป็นพัน เป็นหมื่นคน ท่านก็รับรู้อยู่แล้วว่าเวลาจัดปราศรัยใหญ่ทีเอาคนมาเป็นพันเป็นหมื่นคน ค่าใช้จ่ายมันเยอะ ถ้าค่าใช้จ่ายมันเยอะ ดีไม่ดีพรรคการเมืองก็เข้ามาหนุน สุดท้าย สสร. พวกนี้ก็ต้องรับจ๊อบตามใบสั่งอีก ดังนั้นประเด็นเหล่านี้ท่านก็ต้องทำความเข้าใจกับพวกผม แล้วก็พี่น้องประชาชนทางบ้าน แล้วประเด็นที่ข้อกังขาก็คือวันนี้ในมาตรา ๒๙๑/๕ ที่ท่านเขียนออกมาเหมือนกับว่าท่านต้องการให้ กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งเท่านั้น เพราะลำพังจะให้ใบเหลือง ใบแดงก็แทบจะไม่ใช่เป็นหน้าที่ กกต. แล้ว ท่านส่งให้เป็นภารกิจ ของศาลอุทธรณ์ ผมจำได้ว่าวันนั้นตัวแทน กกต. ได้มาชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ เขาก็พูดเปรย ๆ อย่างนี้ว่าเขาก็มีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งเท่านั้น ส่วนที่เหลือให้เป็น หน้าที่ของศาลอุทธรณ์ แล้วท่านลองนึกนะครับว่ามันจะไม่โกงกันมโหฬารหรือท่าน คือคนที่มาทำหน้าที่ในการสมัครรับเลือกตั้ง สสร. คนเวลาแข่งขันกันแล้วมันมีจิตวิทยา คือทุกคนต้องการชนะ คือไม่ว่าจะแข่งอะไร ระดับไหนก็แล้วแต่มันมีจิตวิทยาซ่อนอยู่ว่า ต้องการชนะ เวลาต้องการชนะเขาก็ใส่กันเต็มที่ แล้วเขาก็เชื่อได้ว่าถ้าใส่กันเต็มที่ ได้ชนะขึ้นมาแล้วมีโอกาสได้รับจ๊อบจากผู้ต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นไปตามทิศทางที่เขาต้องการ เขาก็มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนอย่างมหาศาล ฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ผมเสียดายโอกาส แทน กกต. เพราะ กกต. เขาควรทำหน้าที่ของเขาในการควบคุมการเลือกตั้ง จัดการเลือกตั้ง และอาจจะให้ใบเหลือง ให้ใบแดง แต่วันนี้ท่านตัดสิทธิ กกต. ทั้งสิ้น และมิหนำซ้ำจุดที่ น่ากังวลใจท่านกำหนดสูตรในกฎหมายฉบับนี้ รัฐธรรมนูญหลังจากแก้ไขเสร็จแล้วคือสูตร ๑๕ ๒๐ ๔๐ ๑๕ เพื่อให้พี่น้องประชาชนทางบ้านเข้าใจชัดเจน ฟังอีกครั้งนะครับ สูตร ๑๕ ๒๐ ๔๐ ๑๕ สูตรนี้รวมเบ็ดเสร็จ ๙๐ วันจะต้องมี สสร. ๑๕ วันแรกก็คือมีพระราชกฤษฎีกา การเลือกตั้ง ๒๐ วันก็คือให้สมัคร ๔๐ วันก็คือให้หาเสียง แล้วก็อีก ๑๕ วัน ก็คือให้ กกต. รับรอง ถ้าเกิดว่าท่านจัดการเลือกตั้งก็คือมีเวลาให้ กกต. ทำการรับรอง ๑๕ วัน ก็เหมือนกับว่า งานนี้จัดไปเถอะแล้วก็มีเวลา ๑๕ วันรับรอง แทบจะไม่ต้องคิดอะไรครับ ใครชนะมาก็รับรอง คนนั้นเป็น สสร. คือเหมือนกับว่า พ.ร.บ. ท้องถิ่นที่มาอนุโลมใช้ในมาตรา ๒๙๑/๕ ให้ กกต. มีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง สสร. สัก ๆ แต่ทำครับ ผมพูดอย่างเต็มปากครับท่านประธาน เพราะผมไม่รู้จะใช้ภาษาอะไร ภาษาคำว่า สัก ๆ แต่ทำ มันเห็นภาพครับ ผมเป็น กกต. ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ก็มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งก็นอนอยู่บ้านเฉย ๆ เวลา ๑๕ วันมันน้อยมาก ในการที่จะตรวจสอบความถูกต้อง ตรวจสอบการทุจริต ตรวจสอบอะไรเวลามันน้อยมาก แล้วเมื่อสักครู่เพื่อนผม ท่านเทพไทพูดชัดเจนว่า ๓๐ วันที่ให้ศาลทำหน้าที่ บังเอิญผมไม่ได้ เป็นนักกฎหมายแต่รู้ว่าอำนาจศาลอุทธรณ์มันครอบคลุมหลายจังหวัด กว่าจะเดินทาง กว่าจะติดต่อ กว่าจะประสานงานแทบจะไม่มีเวลา ก็เหมือนกับว่าสัก สักแต่ให้ศาลลงรับรองเฉย ๆ แต่คำว่า กกต. มันน่าย้ำท่านประธานครับ ๑๕ วัน ขนาดพวกผมเลือกตั้ง ส.ส. ๑ ปี ยังไม่จบเลย กกต. ต้องตรวจสอบต้องดูโน่นดูนี่เพื่อให้เกิดความชัดเจน กว่าจะมีมติว่าจะให้ใบเหลือง หรือจะให้ใบแดงแล้วก็จะส่งใครไปให้ศาลฎีกาพิพากษาให้เวลา ๑ ปี แต่ครั้งนี้ท่านให้เวลา ๑๕ วันครับ ท่านประธานสามารถที่เคารพครับ ท่านได้โปรด ใช้วิจารณญาณว่าท่านกำลังทำปู้ยี่ปู้ยำประเทศไทยหรือไม่ครับ ท่านกำลังปู้ยี่ปู้ยำเพื่อให้ได้มี องค์กรที่ชื่อว่า สสร. เพียงแต่ว่านายของท่านต้องการใช่ไหม นี่ประเทศไทยนะครับ ไม่ใช่ของพวกท่าน ท่านก็ต้องทำในสิ่งที่ประชาชนคนไทยได้ประโยชน์สิครับ การที่ให้ กกต. ใช้เวลาแค่ ๑๕ วัน รับรอง สสร. มันน้อยเกินไปครับ มันน้อยมาก ๆ จนผมต้องย้ำว่า นี่คือกฎหมายที่สัก ๆ แต่ให้มีการเลือกตั้ง สสร. ผมจึงอยากจะเรียกร้องนะครับว่าผมไม่เห็นด้วย ผมคิดว่าสิ่งที่เหมาะสมและเป็นเกียรติยศของประเทศมากที่สุด ก็ในเมื่อว่าท่านเขียนกฎหมาย ฉบับนี้ให้มี สสร. สสร. ก็เปรียบเสมือนเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ท่านร่างขึ้นมาใหม่ ท่านจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมี พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นเกียรติและศักดิ์ศรี และด้วยฐานะของกฎหมายที่เหนือกว่า พ.ร.บ. ทั่วไปครับ แล้วผมว่าการเลือกตั้ง สสร. จะสง่างามมากกว่า ดังนั้นผมถึงพูดได้เต็มปากว่าวันนี้เราแปรญัตติมาถึงมาตรา ๒๙๑/๕ เราก็เจอมลทินของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมถึงอยากจะเรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือฉบับที่เป็นมลทินมากที่สุดในชีวิตทางการเมืองของผมครับ ไล่มาตั้งแต่หลักการก็มีมลทินครับ มาตรา ๒๙๑/๑ ก็มีมลทิน ทุกอย่างมีมลทินหมด แม้แต่เมื่อคืนนี้ที่ท่านพีระพันธุ์พูดถึง มาตรา ๒๙๑/๔ ที่ท่านอนุญาตให้ ๒๒ คนของท่านที่จะมารับจ็อบเป็นข้าราชการได้ ลำพังแค่นี้ก็ได้เงินเดือน ๒ เท่าแล้วท่านประธาน เอาเปรียบคนอื่นก็เป็นมลทินแก่ชีวิตแล้ว ท่านประธาน มาเจอมาตรา ๒๙๑/๕ ที่บอกว่า กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ทุกอย่างต้องจบ ภายใน ๙๐ วัน ภายใต้สูตร ๑๕ ๒๐ ๔๐ ๑๕ สุดท้ายคือ ๑๕ วันสุดท้าย กกต. ไม่ต้องทำอะไรเลย รับรองอย่างเดียวครับ โกงไปเลยไม่มีปัญหา เพราะ กกต. ทำอะไรไม่ได้ กกต. ไม่มีเวลา ต้องรับรองอย่างเดียวเท่านั้น อย่าได้โปรดสัก ๆ แต่ทำ และสัก ๆ แต่เร่งในการผลักดัน แก้ไข พ.ร.บ. กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมย้ำนะครับ เตือนท่านแล้ว เตือนท่านหลายรอบนะครับ ขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ท่านได้โปรดเข้าใจ ว่าวันนี้การจัดการเลือกตั้งที่ จะเกิดขึ้นโดย กกต. เวลา ๑๕ วันมันน้อยมากครับ พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่านครับ และขณะนี้เสียงข้างมากกำลังจะลากไปให้เกิด ปรากฏการณ์เช่นนี้ ดังนั้นผมจึงจำเป็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มันจึงเป็นเผด็จการรัฐสภา ที่ต้องเรียนให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ และอยากกราบเรียนไปยังประชาชนคนไทย ทั้งประเทศได้โปรดอดทนนิดหนึ่งนะครับ อดทนติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะว่ามันจะผลเสียกับประเทศไทยครั้งใหญ่นะครับ ขอให้พี่น้องประชาชนได้โปรดติดตามนะครับ แล้วผมเชื่อว่าถ้าเราช่วยกันแล้วจะเป็นประโยชน์ในการพิทักษ์รักษาซึ่งรัฐธรรมนูญที่ดี ของประเทศไทยไว้ครับ ผมย้ำว่าผมไม่เห็นด้วยในมาตรานี้และขอแปรญัตติให้มี พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. จะเป็นประโยชน์มากกว่าในการจัดการ เลือกตั้ง ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญกรรมาธิการครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ 🔗

ผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่เป็นสมาชิก รัฐสภาและกรรมาธิการด้วยนะครับ ผมใช้สิทธิพาดพิงนะครับท่านประธาน เพราะว่า ท่านผู้อภิปรายได้กล่าวหาผมด้วยถ้อยคำที่รุนแรงซึ่งเป็นเท็จโดยสิ้นเชิงก็คือกล่าวหาว่า ผมทรยศต่อคนเสื้อแดง ผมต้องกราบเรียนชี้แจงท่านประธานนะครับว่าผมได้อธิบาย ด้วยความอดทนมาโดยตลอดและคงจะต้องกราบเรียนท่านประธานซ้ำอีกทีหนึ่ง แล้วผมก็อดทนฟังท่านผู้อภิปรายอภิปรายจนจบเพื่อให้บรรยากาศในการอภิปรายในสภาเรา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นการสะท้อนออกว่าเสียงข้างมากต้อนรับและรับฟัง ความคิดเห็นของเสียงข้างน้อย แล้วก็มีความอดทน

ในเรื่องการทรยศต่อคนเสื้อแดงเป็นเรื่องเท็จโดยสิ้นเชิง ผมได้เคยกราบเรียน ท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้หลายครั้งแล้วนะครับว่าคนเสื้อแดงเขาได้มีหลักนโยบาย หลายข้อ ข้อแรกก็คือว่าโค่นล้มรัฐบาลอำมาตยาธิปไตยด้วยสันติวิธี ซึ่งก็สำเร็จไปแล้วนะครับ แล้วผมก็เข้าร่วมอยู่ในนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ คือเราตั้งใจโค่นล้มรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย อย่างสันติวิธีนะครับ ในที่สุดก็ได้มาซึ่งการเลือกตั้งแล้วก็รัฐบาลที่ประชาชนสนับสนุนก็ปรากฏตัวขึ้นมา ในเวทีประวัติศาสตร์แห่งนี้ก็คือรัฐบาลที่คนเสื้อแดงสนับสนุนนั่นเอง เพราะฉะนั้น อันแรกบรรลุไปแล้ว เมื่อหลักนโยบายแรกบรรลุไปแล้วนี่ หลักนโยบายที่ ๒ ก็คือว่ายกเลิก หรือฉีกทิ้งก็ได้รัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการทรราชแล้วให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย ของประชาชน อันนี้เป็นการสอดรับต่อหลักการประชาธิปไตยซึ่งเรื่องนี้ผมจะไม่อภิปรายนะครับ แล้วผมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกคนที่จะอภิปรายเรื่องนี้ตรงไหนก็ได้แต่ไม่เสียเวลารัฐสภา นอกจากนี้ก็จะยกเลิกกฎหมายทรราชทั้งหมดนะครับที่มาจากการเผด็จการรัฐประหาร ซึ่งตรงนี้ผมทำครับเพราะว่า นปช. แดงทั้งแผ่นดินเป็นกลุ่มแรกที่ผลักดันในเรื่องการยกเลิก หรือฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการทรราช แล้วก็เสนอหลักการก็คือการเลือกตั้งโดยตรง จากพี่น้องประชาชนและให้ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มาร่างรัฐธรรมนูญโดยสัมพันธ์กับประชาชนโดยใกล้ชิดนะครับ ซึ่งมีรายละเอียดเยอะ แต่ผม อยากจะกราบเรียนว่านี่คือหลักการใหญ่ ผมก็แบกรับหลักการมาดำเนินการต่อสู้ภายใต้ ระบบรัฐสภานะครับ ภายใต้ระบบพรรคการเมือง ผมได้ทำหน้าที่ของผมอย่างดีที่สุดแล้วครับ ในการพิทักษ์รักษาเจตนารมณ์ของคนเสื้อแดงในการต่อสู้ภายในพรรคเพื่อไทย ทางความคิดนะครับ แล้วก็ต้องกราบเรียนว่านี่เป็นหลักการประชาธิปไตยที่งดงามก็คือ พรรคเพื่อไทยอนุญาตให้ความคิดเห็นที่แตกต่างได้แสดงออกและอนุญาตให้ผมได้ต่อสู้ ทางความคิดภายในพรรคเพื่อไทย ในเมื่อผมไม่สามารถที่เอาชนะหรือไม่สามารถที่จะจูงใจ ให้พี่น้องพรรคเพื่อไทยของเราน้อมรับความคิดผมได้ ผมก็จำเป็นต้องยอมรับครับ คือว่า ในท้ายที่สุดนี้ประชาธิปไตยอนุญาตให้ความคิดเห็นที่แตกต่างกันดำรงอยู่แต่ต้องมีจุดบรรจบ ก็คือโหวตหรือเสียงข้างมาก หลักการประชาธิปไตยที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือว่าเสียงข้างน้อย ต้องยอมรับและขึ้นต่อเสียงข้างมากและปฏิบัติตามเสียงข้างมาก ในขณะที่เสียงข้างมาก อนุญาตให้ความคิดเห็นของเสียงข้างน้อยดำรงอยู่ อันนี้คือความงดงาม มันแสดงออกที่ตัวผม ซึ่งผมได้กราบเรียนท่านประธานตั้งแต่วันแรก น่าเสียดายนะครับว่าที่บางท่านฟังไม่รู้เรื่อง และฟังไม่เข้าใจ ผมอธิบายด้วยภาษาที่ง่ายที่สุดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมไม่ได้ทรยศ หักหลังคนเสื้อแดงแต่อย่างไร นี่เป็นการแสดงออกในการแบกรับภารกิจของคนเสื้อแดง ทั้ง ๆ ที่ผมอยู่ในพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทยก็มีหลักอีกชุดหนึ่งในเรื่องการให้ได้มา ซึ่งมาตรา ๒๙๑ ผมก็พยายามที่จะแบกรับแนวคิดของ นปช. แดงทั้งแผ่นดินมาแถลง ต่อรัฐสภาเพื่อผ่านไปยังพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศว่านี่คือแนวคิดของผม แล้วผม ก็ยอมรับว่าผมเป็นแนวคิดเสียงข้างน้อย แต่เสียงข้างน้อยต้องขึ้นต่อและปฏิบัติต่อ ตามเสียงข้างมาก อันนี้สั้น ๆ เป็นประเด็นที่ ๒ นะครับ

ประเด็นที่ ๓ ผมต้องกราบเรียนนะครับว่า นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ยังมี หลักการหรือภารกิจอันสำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือว่าตามหาหรือตามล่าฆาตกรที่สั่งฆ่าประชาชน เมื่อเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ มาลงโทษทั้งภายในประเทศไทย และต่างประเทศให้ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ผมจะไม่มีวันทรยศต่อคนเสื้อแดง เป็นอันขาด ผมจะเดินภารกิจนี้ไปให้ถึงที่สุด ผมจึงต้องกระชากฆาตกรที่สั่งฆ่าประชาชน เมื่อเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ มาลงโทษภายในประเทศไทยและต่างประเทศให้ได้ เพราะฉะนั้นโปรดถอนคำพูดนี้เสีย ท่านไม่ถอนไม่เป็นอะไร เพราะผมกล่าวกับประชาชน ทั่วทั้งประเทศได้นะครับว่าคำพูดนี้เป็นคำพูดที่เท็จและเหลวไหลครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ ท่านไหนก่อนครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ขอใช้สิทธิพาดพิงคุณหมอเหวง ขออนุญาตเอ่ยชื่อนะครับ เพราะท่านพาดพิงผมอยู่หลายประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ท่านพาดพิงว่าผมกล่าวเท็จ อภิปรายเท็จ ฟังไปเรื่อย ๆ นะครับ

ประเด็นที่ ๒ ท่านบอกว่าท่านใช้สันติวิธีในการล้มรัฐบาล ซึ่งทุกคนก็รับรู้ว่า การเผาบ้านเผาเมือง การมีชายชุดดำในการใช้อาวุธ ถ้าท่านคิดว่าอันนี้คือสันติวิธีผมไม่ว่านะครับ

แล้วก็สุดท้ายผมคิดว่าผมคงไม่มีเวลาที่จะต้องเถียงกับท่านมาก เพราะผม จะต้องไปพบประชาชนของผม แต่ผมจำได้อย่างหนึ่งว่าวันหนึ่งท่านเคยขึ้นเวทีด่าทักษิณว่า เกลียดทักษิณ แต่อีกวันหนึ่งท่านมาขึ้นเวที ผมรักทักษิณ ผมจะเอาทักษิณกลับบ้าน ผมรู้แล้ว ผมไม่ต้องฟังท่านมากหรอกครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อีกนิดเดียวนะครับ เชิญครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

ผมเองไม่อยากจะต่อปากต่อคำ กับใครนะครับ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา มันมีประเด็นที่ผมจำเป็นต้องชี้แจง

ข้อที่ ๑ นี้นะครับ นี่คือความงดงามของระบอบประชาธิปไตยในสมัยทักษิณ คืออนุญาตให้คนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างสามารถที่อภิปรายหรือวิพากษ์วิจารณ์ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณได้ แต่ที่ผมปฏิเสธพันธมิตรโดยสิ้นเชิงเลยก็คือว่าพันธมิตร ประกาศเอามาตรา ๗ แล้วก็ไปสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร ชีวิตผมจะไม่มีวันยอมรับ การรัฐประหารเป็นอันขาด มีใครบางคนในพรรคบางพรรคพูดว่าเอามาตรา ๗ ผมไม่พูดชื่อ เพราะฉะนั้นกรุณาอย่ามาพูดเรื่องพาดพิงกับผมนะครับ แล้วก็เป็นที่โด่งดังกันไปทั่วโลก ม ม้า มาตรา ๗ ชื่อใครก็ไม่รู้นะครับ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ไม่เป็นประชาธิปไตย นี่คือข้อที่ ๑ นะครับ

ข้อที่ ๒ คือท่านบอกว่าเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมืองแล้วท่านบอกมาที่ผม อันนี้ ผมพาดพิง ผมอยากจะกราบเรียนว่าเวลาบ่ายสามโมงของวันนั้น วันที่ ๑๙ ไม่มีคนเสื้อแดง แม้แต่คนเดียวที่หน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ มีแต่ทหารเป็นจำนวนหมื่น ๆ คนครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าทหารจะอนุญาตให้คนเสื้อแดงเข้าไปแม้แต่คนเดียวได้หรือไม่ ไม่ได้นะครับ แล้วข้อที่ ๒ ก็คือว่าหน่วยดับเพลิงที่เป็นคนรักษาตึกนี่นะครับ เขาได้บอกกับผม กับเพื่อน ๆ ของผม ว่าเขาถูกทหารสั่งห้ามไม่ให้เข้าไปดำเนินการดับเพลิง ตรงนี้คืออะไรครับ ทำไม หน่วยดับเพลิงซึ่งได้รับการฝึกฝนอย่างดีมาดับเพลิง ท่านกีดกันไม่ให้เขาเข้าดับเพลิง นี่แปลว่าท่านต้องการที่จะให้ตึกดังกล่าวถูกไฟไหม้ใช่หรือไม่ อันนี้ผมจำเป็นต้องอธิบาย ให้ละเอียดนะครับท่านประธานเพราะว่าผมถูกพาดพิง ดังนั้นต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าหากว่ายังพาดพิงกันไปมาอย่างนี้ ผมไม่ต้องการให้เกิดเรื่องนะครับเพราะผมต้องการให้ การอภิปรายนี้เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย แต่หากท่านพยายามที่จะชี้ชวนประเด็น ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิด นี่ก็เป็นสิทธิของผมในการที่จะชี้แจงให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศ เข้าใจว่าใครกันแน่ที่เผาบ้านเผาเมือง คนที่ได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลหรือเปล่าครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาละครับ คุณหมอได้ชี้แจงแล้ว ท่านสั้น ๆ นะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงต่อนะครับ ความจริงแล้วถ้าท่านต้องการเอาคนทำผิดเมื่อเดือนเมษายนมาลงโทษ ผมว่าท่านไปฉีก พ.ร.บ. ปรองดองทิ้งไปก่อน เราจะได้คำตอบเลยว่าใครกันแน่ที่เผาบ้านเผาเมือง แต่อย่างน้อยศาลากลางต่างจังหวัดต่าง ๆ ศาลพิพากษาไปแล้ว ท่านก็รู้อยู่แก่ใจ แต่ประเด็นที่สำคัญท่านพยายามพาดพิงกลับมาว่าเรื่อง ม. ๗ แต่ตอนหลังพวกผมคุยกันแล้ว ม. ๗ ยังเป็นประโยชน์กับประเทศชาติมากกว่า ว. ๕ ชั้น ๗ ครับ คุยกันเรียบร้อยแล้วครับ ดีกว่านะครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาเถอะครับท่าน พอเถอะครับ เราก็ได้คุยกันพอสมควรเอาอย่างนี้ดีกว่านะครับ ไม่อย่างนั้นไม่ได้เดินต่อหรอกครับท่าน ผมว่าเราได้คุยกันพอแล้วนะครับ ท่านสมชายมีอะไรครับท่าน

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ผม สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ ท่านประธานต้องควบคุม การประชุม ทีนี้นายแพทย์เหวงซึ่งชี้แจงต่อที่ประชุมก็ชี้แจงเท่าที่ควรจะเป็นนะครับ แต่ว่า ให้การต่อที่ประชุมสภาแล้วให้การเท็จนี่ ผมคิดว่าเรื่องนี้เสียหายนะครับ แล้วประชาชน จะได้รับข้อมูลผิด

ประการที่ ๑ ผมเรียนยืนยันครับว่านายแพทย์เหวง โตจิราการ พรรคเพื่อไทย โหวตเห็นด้วยกับกรรมาธิการทั้ง ๆ ที่บอกว่าอยากให้มีการเลือก สสร. มาจากประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เห็นชัดเจนครับว่าปากอย่างลงอีกอย่างหนึ่ง อันนี้ชัดเจนนะครับ หลักฐานตามที่ผมขีดนี้ครับ

ประการที่ ๒ นี่คือตัวเทปครับ ท่านประธานครับ ในวันดับเพลิงนะครับ ตำรวจดับเพลิงได้บอกว่าเข้าไปที่เกิดเหตุไม่ได้ครับ มีคนเสื้อแดงยิงอยู่ครับ เข้าไปดับ ห้างเวิลด์เทรดไม่ได้ครับ วันนั้นมี นี่คือเสียงและภาพเหตุการณ์ข่าวครับ เพราะฉะนั้น ให้การเท็จผ่านสื่อมวลชนออกไปเรื่องนี้เสียหายนะครับ แล้วก็ขอให้ท่านประธานควบคุม การประชุมด้วยครับ ถ้าจะเอาเทปมากกว่านี้ก็มีครับเรื่องการเผาครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่างฝ่ายต่างก็ ชี้แจงกันพอสมควรนะครับ ผมก็ขอเชิญท่านผู้อภิปรายต่อไปนะครับ ท่านนิพนธ์ บุญญามณี เชิญครับ ท่านมีอะไรครับ ท่านธนามีอะไรเชิญ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาครับ ผม ธนา ชีรวินิจ ผมเป็นบุคคลต่อไปนะครับ เนื่องจากว่าคุณหมอวรงค์ติดภารกิจท่านไปประสานกับ เจ้าหน้าที่สภาว่าท่านขอก่อนนะครับ ซึ่งท่านประธานก็อนุญาตแล้วก็ให้ผมต่อครับ เพราะผม เป็นคิวก่อนคุณหมอวรงค์ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ 🔗

ขอประทานอภัยท่านนิพนธ์ บุญญามณี กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ เราได้พิจารณามาถึงมาตราที่สำคัญแทบจะเรียก ได้ว่าที่สุดอีกมาตราหนึ่งของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้คือมาตรา ๒๙๑/๕

ผมขออนุญาตท่านประธานในเบื้องต้นที่ผมจะกราบเรียนว่าสิ่งที่ผมจะ อภิปรายในวาระนี้ ก็คือสิ่งที่ผมจะชี้ให้เห็นว่าร่างของคณะมนตรีนั้นเป็นร่างที่ออกมา แล้วมีการก้าวล่วงพระราชอำนาจ ประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑/๕ จะเป็นร่างที่ ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญชัดเจน

และประเด็นที่ ๓ ก็คือการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญแล้วก็ เสียงข้างมากนั้นมุ่งเน้นที่จะพิจารณาในประเด็นที่ตัวเองตั้งธงไว้และเดินหน้าไปสู่ ความต้องการที่เสียงข้างมากต้องการ พิธีกรรมต่าง ๆ กระบวนการพิจารณาต่าง ๆ ไม่เป็น บรรทัดฐาน กรณีของการให้องค์กรอิสระเข้ามารับฟังการพิจารณาของกรรมาธิการก็ดี และเสนอความเห็น ซึ่งในชั้นแรกกรรมาธิการเขาพูดจากันว่าจะรับฟังข้อเสนอแนะของ ตัวแทนองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ศาลปกครอง เพื่อที่จะได้รับฟังปัญหาว่าเขาจะมี ปัญหาในการเลือกตั้งอย่างไร แต่ท้ายที่สุดหน่วยงานเหล่านี้เมื่อแสดงความเห็นขึ้นมา กรรมาธิการก็ไม่รับฟัง แต่ใช้วิธีการที่จะเลี่ยงไปใช้กระบวนการอื่น ไม่เป็นไปตาม ความต้องการหรือปัญหาที่เขาได้ชี้แจงมาและประเด็นของ กกต. ทำให้กรรมาธิการไปหยิบยก เอาศาลอุทธรณ์มาให้เป็นคนพิพากษาพิจารณาผลของการคัดค้านหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ทั้ง ๆ ที่มาตรฐานเดิมที่เราเคยตกลงกันไว้ว่าจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งนี้ มาทั้งหมดมาให้ความเห็น มาแสดงข้อขัดข้อง แต่เพราะกรรมาธิการทราบดีครับว่า ถ้าเชิญศาลอุทธรณ์เข้ามาให้ความเห็นและรับฟังความเห็นนั้น ท้ายที่สุดท่านก็ไม่สามารถ ยืนตามความเห็นของศาลอุทธรณ์ที่ท่านไปดึงเขาเข้ามาสู่กระบวนการของการจัดทำ สสร. ในครั้งนี้ นั่นคือประเด็นหลัก ๆ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานในเบื้องต้น และสิ่งที่ ผมจะกราบเรียนท่านประธานในอันดับแรกก่อนที่จะเข้าสู่วาระของการพิจารณา ในมาตรา ๒๙๑/๕ ผมขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวครับที่จะขออนุญาตอภิปรายโต้แย้ง ความเห็นที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ท่านสามารถ แก้วมีชัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้ลุกขึ้นตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ได้สอบถามว่าทำไมถึงไม่มีการออกกฎหมาย พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้ง สสร. ตามที่ กกต. ได้มีความเห็น ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ตอบอย่างนี้ครับว่าการเลือกตั้ง สสร. ในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นการเลือกตั้ง สสร. เพียงครั้งเดียวแล้วก็จบไป เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องออก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. ซึ่งถ้าผมไม่ยกขึ้นอภิปรายพี่น้องประชาชน หรือท่านสมาชิกรัฐสภาได้ฟังแล้วก็อาจจะไม่รู้ข้อเท็จจริงและเห็นด้วยกับท่านประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะชี้แจงในประเด็นนี้ก่อนที่จะเข้าสู่ ระเบียบวาระ ท่านบอกว่าการเลือกตั้ง สสร. ครั้งนี้ทำครั้งเดียวแล้วก็เสร็จไป เพราะฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องมีการออก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ส่วนความเห็น ที่ไม่มีการออก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. เป็นอย่างไร ผมจะอภิปรายในช่วงท้ายเมื่อเข้าไปสู่ประเด็นเรื่องของการออกกฎหมายในฉบับนี้

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตท่านประธานหยิบไปดูที่ มาตรา ๒๙๑/๑๖ ไม่ยาวครับ แต่จะหยิบยกว่าสิ่งที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพูดนั้น คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ เขียนไว้อย่างนี้ครับ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้น ตามหมวดนี้ตกไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก หรือการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จ เพราะเหตุสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) หรือ (๒) คณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ในสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา มีสิทธิเสนอญัตติต่อรัฐสภา เพื่ อให้รัฐสภามีมติให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามความในหมวดนี้อีกได้ การออกเสียงลงคะแนนให้ความเห็นชอบของรัฐสภาต้องได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ทั้งนี้บุคคลที่เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดเดิมจะเป็น สภาร่างรัฐธรรมนูญอีกไม่ได้ เมื่อรัฐสภามีมติอย่างหนึ่งอย่างใดตามวรรคหนึ่งจะมีการเสนอญัตติ ตามวรรคหนึ่งอีกไม่ได้ เว้นแต่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอมาในมาตรา ๒๙๑/๕ ครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานอ่านตามผมไป ดูตามผมไป ท่านประธานจะเห็นได้ว่าได้มีการเขียนไว้ชัดเจนเลยครับว่าในกรณีที่รัฐธรรมนูญตกไป หรือมีการหยิบยกขึ้นมาให้ดำเนินการอย่างไรเพื่อให้มี สสร. ต่อไป ผมถึงกราบเรียน ท่านประธานครับว่านี่เป็นรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แต่ว่าความหมายของมันคือล้มล้าง รัฐธรรมนูญ ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนครับ ที่เขียนแล้วก็เปิดช่องให้มีการตั้ง สสร. ไว้ อย่างชัดเจน ให้มาทำหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จสิ้น ไม่สิ้นสุด เหมือนกับ จะท้าทายว่าประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นที่เราตกลงเห็นพ้องกันว่าเป็นประเด็น แห่งความขัดแย้งท่านไม่สนใจครับ บ้านเมืองจะวุ่นวาย จะเกิดความขัดแย้งอย่างไร ทุกครั้ง ที่มีการหยิบยกรัฐธรรมนูญท่านใส่เรื่องนี้เข้าไปให้เป็นปมประเด็นความขัดแย้งของสังคมต่อไป ไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น ผมกราบเรียนท่านประธานครับ คนที่ได้ประโยชน์จากการหยิบยก รัฐธรรมนูญมีอยู่พวกเดียวครับ คือนักการเมือง วันนี้ถ้าจะต่อสู้กับอำนาจอะไรก็ตาม จะต่อสู้ให้ใครพ้นผิด จะต่อสู้ให้ใครพ้นโทษ พูดกับประชาชนมันไม่เท่ครับท่านประธาน มันไม่สามารถโน้มน้าวพี่น้องประชาชนให้มาร่วมขบวนการในการต่อสู้นั้นได้ แต่ถ้าพูดว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยความรู้สึกเข้าร่วมอุดมการณ์ในการต่อสู้มันมีครับ ท่านประธาน มันมีความรู้สึกภาคภูมิ แล้วก็เต็มไปด้วยศักดิ์ศรีว่าการต่อสู้ครั้งนี้ สู้เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ สู้เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับที่จะเป็นของพวกเขา เพราะฉะนั้น ผมถึงบอกอย่างไรครับว่าเมื่อเรามองเจตนา แล้วก็มองวิธีการดำเนินการเราก็จะได้เห็นภาพ ที่ชัดเจนของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี เพราะท่านจะหยิบยกเรื่องนี้ เวลาที่ท่านมีปัญหา ท่านก็จะพูดกับมวลชนครับว่าการต่อสู้ต่อไปจะเป็นการต่อสู้กับเผด็จการ ต่อสู้เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง แล้วเป็นอย่างไรละครับ วันที่ภาคประชาชนเสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้ามา ๓ ฉบับ ท่านไม่เห็นเอาตามที่เขาเสนอมาเลย อย่างไรครับ ท่านเอาตามความเห็นของนักการเมืองของพวกท่านอย่างไรครับ ท่านไม่บอกด้วยซ้ำไปว่าท่านจะแก้อะไร ให้คนที่มาร่วมขบวนการต่อสู้ของเขาภาคภูมิใจว่า นี่คือการต่อสู้กับเผด็จการ ต่อสู้เพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ของคนไทยทุกคน ของลูกของหลาน ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วท่านก็หยิบฉวยประโยชน์ที่ขบวนการต่อสู้นั้น แล้วท้ายที่สุด ท่านได้ประโยชน์ ภาคประชาชนเขาพูด เขาต่อสู้แล้วเขาแสดงชัดเจนว่า สสร. ต้องมาจาก การเลือกตั้ง ท่านฟังเขาไหมครับ ท่านไม่ฟัง แม้แต่นี่จะเป็นสิ่งเดียวที่เขาเรียกร้อง เขายังไม่ได้พูดในหลักการต่อไปว่าจะแก้อย่างไร ภาคประชาชนต่อสู้กับท่านมามากมายครับ ท่านภาคภูมิใจนักหนาอย่างไรว่าท่านอยู่กับพี่น้องประชาชน แต่พอวันภาคประชาชน เขาแสดงเจตจำนงของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เขาพูดชัดว่าต้องมาจากพี่น้องประชาชนโดยตรง ทำไมท่านไม่ทำตามครับ ผมถึงกราบเรียนในเบื้องต้นว่าวันนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พูดว่าเราไม่หยิบยก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. เพราะเป็นการใช้ สสร. เพียงครั้งเดียว ผมขออนุญาตเรียนท่านเพื่อให้ประเด็นนี้เป็นที่ยุติในการประชุมรัฐสภา ว่าไม่จริง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนเอาไว้เลยครับ อยากจะทำอีกเมื่อไรก็ได้ สสร. พร้อมที่จะดำเนินการ แล้วก็มีองค์กรที่จะดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า หยิบรัฐธรรมนูญทุกครั้งมีปัญหาทุกครั้งท่านก็ทำ นั่นคือประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเข้ามาสู่การพิจารณาในมาตรา ๒๙๑/๕ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีบุคคล มีนักวิชาการ มีองค์กรอิสระหลายแห่งได้พูดจากันถึงวิธีการที่จะนำเสนอในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ สอดคล้องกับที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อย สอดคล้องกับสมาชิกรัฐสภาที่ได้ พยายามพูดตลอดเวลาว่าท่านมีนัยแอบแฝงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านเร่งรีบ ท่านร้อนรน ท่านเร่งรัดเพื่อที่จะให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น เพื่อที่ท่านจะได้ใช้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก้าวต่อไปเพื่อจุดประสงค์ที่ท่านต้องการ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าการที่ท่านเร่งรีบ เร่งรัด แล้วท้ายที่สุดหลายคนพูดกันว่า มันขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตท่านประธานเพื่อให้คำอภิปรายของผมนั้น มีน้ำหนักที่พี่น้องประชาชนที่ติดตามจะได้เห็นคล้อยต้องกันกับสิ่งที่พวกเราพยายามที่จะ ชี้แจงกับท่านประธานรัฐสภามาตลอด สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินครับท่านประธาน ได้วินิจฉัยประเด็นที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ ผมหยิบยกรายงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน เดี๋ยวตอนท้ายผมจะมาสอดคล้องสอดรับว่ามาตรา ๒๙๑/๕ มันจะขัดต่อบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญอย่างไร

ประเด็นแรก ที่เขาเขียนไว้ว่าให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการแทนนายกรัฐมนตรีนั้น เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ทั้ง ๓ ร่างที่บัญญัติให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๕ วรรคแรก ซึ่งบัญญัติว่า บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา พระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้บัญญัติ ให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม การที่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งสามกำหนดให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ จึงไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๙๕ วรรคแรก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ทำไมครับท่านประธาน ทำไมอยู่ ๆ ร่างของคณะรัฐมนตรีจึงไปหยิบเอา ประธานรัฐสภามาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ท่านประธานทราบไหมครับ หลังจากที่เราต่อสู้กันมา หยิบยกเหตุผลต่าง ๆ ให้เห็นว่าเจตนาในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันมีนัยแอบแฝง มันถึงต้องเร่งร้อน ลุกลี้ลุกลน แล้วก็รวบรัด วันนี้ผมเพิ่งเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น หลังจากที่ประมวลเหตุการณ์ต่าง ๆ มาเป็นลำดับ ๆ มันมีเหตุผลเดียวครับท่านประธาน เพราะอยู่ ๆ ไม่เคยมีใครแตะเรื่องนี้กันมาก่อนเลย เพราะมันเป็นประเพณีปฏิบัติของการออกกฎหมาย แต่อยู่ ๆ ท่านเปลี่ยนจากนายกรัฐมนตรีเป็นประธานรัฐสภา มีอยู่เหตุผลเดียวครับ เหตุผลเดียว ก็คือท่านต้องการกันนายกรัฐมนตรีออกจากความเกี่ยวเนื่องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างที่ท่านบอกอย่างไรครับ นายกรัฐมนตรีพูดตลอดเวลาว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่รู้เรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องการปรองดองเป็นเรื่องของสภา ท่านกลัวอย่างไรครับว่า ท้ายที่สุดถ้านายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในฉบับนี้ก็จะมีชื่อ นายกรัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านวิตกจริต เกินไป ท่านวิตกจริตถึงขนาดท่านเปลี่ยนแปลงวิธีการในการรับสนองพระบรมราชโองการ โดยท่านไม่ยึดถือประเพณีปฏิบัติ ธรรมเนียมปฏิบัติของรัฐสภา ด้วยเหตุผลเดียวครับ ท่านประธาน ผมไม่เห็นภาพชัดเจนวันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่สภา เพราะภาพมันยังเบลอ (Blur) ครับท่านประธาน มันมีเหตุการณ์เกี่ยวเนื่อง เกี่ยวพันกันมากมาย ทั้งเรื่องของ ปรองดอง ทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญที่มีการเร่งรีบ ทั้งเหตุการณ์ที่เห็นภาพไม่ชัดเจน แต่พอควัน มันเริ่มจางลง กระบวนการปรองดองเสร็จสิ้น รัฐธรรมนูญกำลังจะเสร็จสิ้น ภาพมันถึงปรากฏ ชัดเจนอย่างไรครับ แล้ววันนี้พอหยิบยกเรื่องนี้มา ผมถึงต้องบอกว่านี่คือพิธีกรรมที่ท่าน กำลังที่จะลากจูงรัฐสภาไปเพื่อสมประโยชน์ของท่าน แม้กระทั่งว่านายกรัฐมนตรี ซึ่งปกติ ต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ท่านยังกันออกไป โดยไม่นึกถึงธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ นั่นคือสิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกต แล้วจะมีปัญหาต่อไปในการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธาน ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐดังปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่าง เป็นการให้องค์กร ทางการเมืองมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาทางกฎหมายที่เป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งปัญหานี้ควรได้รับ การพิจารณาวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอำนาจวินิจฉัยทำนองนี้อยู่แล้ว อำนาจวินิจฉัย ว่าร่างพระราชบัญญัติใดมีหลักการเกี่ยวกับหรือคล้ายกันกับร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้ง ไว้ตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสอง ก็ดี อำนาจวินิจฉัยว่าการแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีก็ดี ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๘ ก็ให้สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกจำนวน ๑ ใน ๑๐ ของแต่ละสภาส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไป ตลอดจนการให้นายกรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือทั้งสอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา มีอำนาจส่งพระราชบัญญัติที่เห็นว่า ขัดรัฐธรรมนูญไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ตามมาตรา ๑๕๔ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้นสิ่งที่ผมเรียนท่านประธาน ทำไมครับ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ชัดเจนว่าใครมีอำนาจพิพากษาวินิจฉัยว่าสิ่งใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมายเขียนไว้ชัดครับ การที่ท่านไปเขียนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ให้อำนาจประธานรัฐสภาวินิจฉัย ซึ่งเป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญชัดเจน เมื่อเป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ชัดเจน ผมก็ต้องมาดูต่อครับว่าท่านมีวัตถุประสงค์อะไร อยู่ ๆ ท่านก็รู้อยู่แล้วว่าวันนี้ ถ้ามีปัญหาเรื่องของการตีความรัฐธรรมนูญ ซึ่งสมาชิกรัฐสภาก็ดีได้ใช้อำนาจตามบทบัญญัตินี้ มาหลายครั้งหลายหนแล้วครับ รัฐธรรมนูญเห็นด้วยไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก. เงินกู้ ของกระทรวงการคลังก็วินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้ใช้อำนาจ ตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่จู่ ๆ ท่านนึกอะไรครับ ท่านให้ประธานรัฐสภา เป็นคนวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมเชื่อครับว่า ตอนที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาท้วงติงท่านแน่ มีนักกฎหมายหลายท่าน ท้วงติงท่านแน่ แต่ท่านไม่เอา ท้ายที่สุดท่านยังยืนยันให้ประธานรัฐสภาที่จะวินิจฉัยได้ ด้วยตัวท่านเอง วันนี้พอภาพทางการเมือง ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ มันชัดเจนลง มันถึงเห็นภาพอย่างไรครับว่าทำไมท่านถึงต้องกำหนดระยะเวลาไว้อย่างกระชั้นชิด ทุกเหตุการณ์ว่า ถึงตรงนี้การเลือกตั้ง สสร. ต้องเสร็จสิ้นภายใน ๗๕ วันนับตั้งแต่วันที่สภา มีมติให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านกำหนดเลยครับว่าศาลอุทธรณ์ต้องพิจารณาให้แล้ว เสร็จภายใน ๑ เดือนนับแต่ได้รับคำร้องเรียนหรือแม้แต่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วันนับแต่การเลือกตั้ง สสร. สิ้นสุด ท่านมีกำหนดเวลาเป็นตาราง ไว้หมดเลยครับ เพราะท่านไม่ต้องการให้คลาดเคลื่อนแม้แต่วัน หรือเดือน หรือปี แล้วผมจะ กราบเรียนท่านต่อไปเมื่อเข้าสู่มาตรา ๒๙๑/๕ ว่าสิ่งที่ท่านเขียนไว้ทั้งหมดนี้ล่ะครับมันจะเป็น กับดักคล้องคอท่านเอง ท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญที่ท่านร่างจะไม่สามารถใช้บังคับได้ ตอนท้าย ผมจะได้กราบเรียนท่านประธาน แต่สิ่งนี้ที่ปรากฏก็คือเพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะท่านกลัวอย่างไรครับว่าจะมีการยืดการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าจะมีการยืด การดำเนินการที่จะไม่ให้มีการเลือกตั้ง สสร. ตามกระบวนการที่ท่านตกลง ท่านไม่ยอมแม้แต่ ๑ เดือน ๑ วัน ทำไมผมพูดอย่างนี้ครับ เพราะถ้าท่านยังให้ศาลรัฐธรรมนูญเหมือนเดิม ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย นั่นหมายถึงสมาชิกรัฐสภาสามารถยื่นส่ง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ท่านกลัวอย่างไรครับ กลัวว่า เมื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วท่านจะต้องระงับกระบวนการของการไปดำเนินการ เลือกตั้ง สสร. ท่านกลัวอย่างไรครับว่าจะต้องเสียเวลาอีก ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเวลามันถึงมีความจำเป็นกับท่านมากขนาดนี้ ถ้าผมจะมองว่า ท่านกลัวว่าเวลาที่เสียไปเพราะวันนี้ท่านมีปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดิน ของแพงทั้งแผ่นดิน น้ำมันราคาขึ้น ค่าแรงไม่ได้เป็นไปตามที่ท่านรับปากกับพี่น้องประชาชน เงินเดือนของข้าราชการไม่ได้เป็นไปตามสิ่งที่ท่านรับปากรับคำ ท่านกลัวว่าท้ายที่สุด คะแนนนิยมท่านจะลดลง แล้ววันหนึ่งท่านจะไม่ได้สิ่งที่ท่านต้องการในการเดินหน้าเข้าสู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะประชาชนเขาเดือดร้อน เขามีปัญหา แล้วเขาพูดอยู่ตลอดเวลา วันนี้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งเร่งด่วนของพี่น้องประชาชน วันนี้สิ่งเร่งด่วนคือ ของแพง ค่าครองชีพแพง แต่เงินเดือนไม่ได้ขึ้นอย่างที่ไปรับปากเขา ท่านกลัวอย่างไรว่า ผ่านเวลาเนิ่นนานไปเรื่อย ๆ ท่านจะไม่สามารถมีหลักประกันว่าท่านจะได้รัฐธรรมนูญ ตามที่ท่านต้องการหรือไม่

ประเด็นที่ ๓ ท่านประธาน ประเด็นที่เห็นว่าผู้ตรวจการรัฐสภาร่วมกัน พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีประชาชนออกเสียงลงประชามติ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย พระมหากษัตริย์ทรงยับยั้ง แล้วส่งกลับไปให้รัฐบาลลงมติยืนยันโดยอนุโลม ตามมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าไม่ควรบัญญัติในลักษณะเช่นนี้ เพราะเมื่อประชาชนลงมติแล้วการให้พระมหากษัตริย์ลงพระราชอำนาจยับยั้งแล้วกลับไปให้ รัฐสภาเป็นผู้ลงมติยืนยันได้อีก ย่อมขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓ ทั้งยังเป็นการมิบังควรอย่างยิ่งในทางการเมืองด้วย ทั้งนี้ควรบัญญัติให้มีการลงประชามติ แล้วให้ประธานรัฐสภานำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็น รัฐธรรมนูญดังที่เคยบัญญัติมาในอดีต ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแล้วจึงเห็นว่าข้อเสนอ ดังกล่าวเป็นประโยชน์ ที่ผู้เกี่ยวข้องควรที่จะได้ไปพิจารณาทบทวนต่อไป ทำไมผมถึงพูด ประเด็นนี้ครับท่านประธาน เพราะเกี่ยวเนื่องกับในมาตรา ๒๙๑/๕ ที่ผมจะใช้สิทธิอภิปราย ต่อไป ท่านทำเรื่องไม่บังควรอย่างยิ่ง เรื่องนี้เป็นประเด็นทางการเมืองท่านก็เห็นแล้วว่า ไม่ควรที่จะใช้ในกรณีนี้ที่จะทรงให้ท่านทรงใช้อำนาจในการยับยั้ง เพราะจะเกิดให้เป็น ประเด็นว่าการดำเนินการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการใช้อำนาจนั้นเป็นเรื่องที่ ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแต่ท่านก็ใส่ไว้ ซึ่งสอดคล้องกับที่ผมจะกราบเรียนท่านประธาน ในเบื้องต้นของมาตรา ๒๕๑/๑ มาตรา ๒๕๑/๑ วรรคสอง ให้ดำเนินการให้มีการตรา พระราชกฤษฎีกากำหนดวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่รัฐสภามีมติให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ หมวดนี้ โดยให้มีระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้งไม่เกิน ๑๐ วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ ผมจำเป็นต้องหยิบยกในวรรคสองขึ้นมา เพราะให้สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มี ความเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ทำในสิ่งที่มิบังควร และทำในสิ่งที่เป็นการก้าวล่วง พระราชอำนาจ ผมจึงได้เสนอขอแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๕ ดังนี้ครับ ให้ดำเนินการให้มี การตราพระราชกฤษฎีกากำหนดวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ วรรคสอง ขอประทานอภัย เนื่องจากมีการแปรญัตติของผมและของกรรมาธิการ ผมเสนอ อย่างนี้ครับ ให้ดำเนินการให้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดวันสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีผลบังคับครับ ผมใส่คำนี้ครับ โดยให้ระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้งไม่เกิน ๓๐ วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนด ทำไมผมใช้ข้อความนี้ครับ เพราะในข้อความเดิม ของร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีเขียนไว้ครับว่า ให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา กำหนดวันเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่สภามีมติ ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำไมท่านไปกำหนดวัน ๑๕ วัน ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องตราพระราชกฤษฎีกาให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน เป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ ของท่านหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่สบายใจครับท่านประธาน ผมถึงต้องแก้ไขว่าให้ดำเนินการให้มีการตรา พระราชกฤษฎีกากำหนดวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับ กระบวนการจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับก็นำความกราบบังคมทูลให้พระองค์ท่าน ทรงลงพระปรมาภิไธย ไม่เคยมีกฎหมายฉบับไหนครับที่ไปกำหนดระยะเวลาไว้อย่างนี้ ท่านถือว่าท่านมีเสียงข้างมาก ท่านจะกำหนดเวลาเลือกตั้ง จะกำหนดเวลาสมัครรับเลือกตั้ง จะกำหนดเวลาการได้มาซึ่ง สสร. เป็นอย่างไร ผมไม่ติดใจครับ ผมก็ต่อสู้ในวิถีทางในระบอบ ประชาธิปไตย ผมก็นำข้อเท็จจริงมาเรียนท่านประธาน มาเรียนท่านสมาชิกรัฐสภา มาเรียนพี่น้องประชาชน แต่เรื่องนี้ผมไม่สบายใจว่าอยู่ ๆ ท่านไปกำหนดเวลาอย่างนี้ได้อย่างไร ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ตรวจการแผ่นดินท่านได้ให้ความเห็นในหนังสือของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วอย่างไรครับว่าเป็นการมิบังควรอย่างยิ่งที่จะ ไปกำหนดบทบัญญัติดังกล่าวดังที่ผมได้กราบเรียนมาเบื้องต้นซึ่งผมจะไม่พูดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง นี่คือสิ่งที่ผมไม่สบายใจครับท่านประธาน การที่ท่านเร่งรัดในการทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การที่ท่านเร่งรัดคณะกรรมาธิการในการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน เร่งรัดประชุมกัน ข้ามวันข้ามคืน แล้วท้ายที่สุดสิ่งที่พวกผมได้หยิบยกและเสนอกับท่านประธานให้เห็นว่า มันมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อน รายงานคณะกรรมาธิการผิดพลาดอย่างไร ผมเสนอ ท่านประธานว่าให้คณะกรรมาธิการนำกลับไปท่านก็ไม่ฟัง แต่พอท้ายที่สุดท่านเดินหน้าต่อไม่ได้ เพราะมันผิดพลาดจริง ๆ ท้ายที่สุดท่านก็ต้องยอมตามข้อเสนอของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย อย่างพวกผมนี่อย่างไรครับ ท้ายที่สุดกลับออกไปประชุมคณะกรรมาธิการครึ่งชั่วโมงครับ ท่านประธาน หลังจากนั้นไม่มีปัญหาเรื่องของรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญอีกเลย ท่านเห็นหรือยังว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยหรือสมาชิกรัฐสภาท้วงติงท่านนั้น ท้วงติงด้วยเหตุด้วยผล แต่ท่านมีทิฐิท่านไม่ยอม ท่านจะเดินหน้าต่อ ท่านจะมีธง ท่านจะมี กระบวนการที่รอรองรับอยู่อย่างไร ผมไม่ทราบ แต่ท่านต้องเคารพกระบวนการ ในการทำงานของสมาชิกรัฐสภาด้วย พวกผมมีสิทธิที่จะใช้เอกสิทธิ์ในการนำความจริง มาปรากฏต่อพี่น้องประชาชนและสมาชิกรัฐสภา ถ้าวันนี้เราไม่มีโอกาสอภิปราย แสดงความคิดเห็นถึงการทำงานของคณะกรรมาธิการ พี่น้องประชาชนจะรับทราบไหมครับ ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันมีอะไร อย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปเบื้องต้น

ท่านประธานครับ ไม่สบายใจอย่างยิ่งเลยครับ ในวรรคสี่ของมาตรา ๒๙๑/๕ หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามระเบียบ คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด โดยอาจนำหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้บังคับโดยอนุโลม นี่คือข้อความที่ ร่างของคณะรัฐมนตรีเสนอต่อรัฐสภา ร่างเดิมเป็นอย่างนี้ครับ ร่างเดิมเป็นอย่างนี้ก่อนที่ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจะไปปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น ทำไมครับท่านประธาน ในชั้นรับหลักการพวกเรา ลุกขึ้นอภิปรายว่าท่านเขียนกฎหมายอย่างนี้ด้วยเหตุอะไรครับ ทำไมอยู่ ๆ การเลือกตั้ง สสร. ซึ่งเป็นองค์กรที่จะมากำหนดหลักเกณฑ์กติกาของบ้านของเมือง เป็นรัฐธรรมนูญสูงสุด ของประเทศ ท่านไปให้ กกต. ออกระเบียบไม่มีที่ไหนเขาทำกัน ไม่มีที่ไหนไม่ทำกันไม่ว่าครับ ท่านประธาน เราพูดกันว่าระเบียบมันไม่มีสถานะของกฎหมายที่จะสามารถกำหนดโทษ ผู้กระทำความผิดได้ แล้วเมื่อท่านให้ระเบียบเขาไปนั่นหมายถึงว่าท่านเล็งเห็นผลแล้ว ใช่ไหมครับว่าท่านต้องการให้กระบวนการเลือกตั้ง สสร. ไม่สามารถมีใครไปให้โทษ คนที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งได้ แล้วท่านก็ต้องการให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบด้วยวิธีการทุจริตการเลือกตั้ง ท่านต้องเห็นภาพอย่างนั้นแล้ว เวลาที่ท่านเสนอเรื่องนี้มา เราหยิบยกในที่ประชุมทุกครั้งครับ ท่านจะเอาอย่างนั้นหรือครับ ว่าเอาเป็นระเบียบให้ กกต. ไปกำหนด ท้ายที่สุดท่านก็ไปเชิญ กกต. ศาลปกครอง คณะกรรมการกฤษฎีกามาร่วมประชุม กกต. ได้ฟังความคิดเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย อย่างพวกผมนี่ละครับ อย่างท่านนิพนธ์ บุญญามณี ที่นั่งอยู่ ท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ คุณหมอวรงค์ ผู้หลักผู้ใหญ่มากมาย พวกเราทำหน้าที่ทั้งวันทั้งคืน หยิบยกเหตุผลที่เราคิดว่า มันเดินหน้าไม่ได้ ถ้าจะออกเป็นระเบียบให้ กกต. ไปกำหนด เพราะมันจะเกิดปัญหาต่อไป ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วสิ่งที่เราหยิบยกขึ้นมา ท่านก็พูดว่าเราไปทำให้ท่าน กระบวนการการร่าง สสร. การให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญล่าช้า แต่มันพิสูจน์ให้เห็นแล้ว อย่างไรครับว่าข้อเสนอแนะและข้อท้วงติงของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยมันมีเหตุผล มันมีเหตุผลอย่างไรครับ วันที่คณะกรรมาธิการพิจารณามันมีข้อโต้เถียงกันมาก กรรมาธิการ เสียงข้างมากยังยืนยันว่าทำได้ เราบอกว่าทำไม่ได้ กกต. รับเรื่องของการหารือทั้งหมด ของคณะกรรมาธิการไปพิจารณาโดยกรรมการ ๕ ท่านของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่เราเรียกกันว่า ๕ เสือ ท้ายที่สุดเมื่อเขาพิจารณาเสร็จแล้วเขามีจดหมายตอบกลับมา ที่ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมขออนุญาตท่านประธานไม่อ่านทั้งหมดเพราะจะเป็น การเสียเวลาที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ แต่ผมเรียนอย่างนี้ว่า เขามีจดหมายมาวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕ เรื่องข้อเสนอเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... คณะกรรมการการเลือกตั้งขอเรียนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีการประชุม ครั้งที่ ๓๑/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยได้มีการพิจารณา ในกรณีดังกล่าวแล้วเห็นว่าการที่จะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด โดยอาจนำหลักเกณฑ์ และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... มาตรา ๒๙๑/๕ นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเห็นว่าในการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ควรจะมีหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญโดยออกเป็นกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้โดยเฉพาะ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ ท่านเลขาธิการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง วันที่คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดของเราที่พิจารณา เราถกกันว่ากฎหมายฉบับนี้จะไปเกี่ยวโยง กับอำนาจขององค์กรต่าง ๆ มากมาย ถ้าไปเกี่ยวโยงกับองค์กรใดก็ตาม เราจะเชิญองค์กรนั้น มาร่วมรับฟังแล้วให้ความเห็น แล้วให้ข้อสังเกต ทักท้วง ท้วงติงถึงกระบวนการของการแก้ไข รัฐธรรมนูญว่าจะดำเนินการได้หรือไม่ นั่นคือเหตุที่มีการเชิญคณะกรรมการการเลือกตั้งมา ท้ายที่สุดเมื่อเชิญมาเราจึงได้ทำหนังสือไปครับ โดยผ่านกรรมการการเลือกตั้งที่มาร่วมประชุม ว่าถ้าอย่างนั้น กกต. กลับไปพิจารณาหน่อยได้ไหมว่าระเบียบที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดไว้ ให้ กกต. ไปออกจะสามารถทำได้ หรือมีปัญหาอย่างที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อย อย่างที่ พวกผมทักท้วงขึ้นมา นี่คือเหตุผลที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเขายืนยันอย่างไรครับ ว่ามันออกไม่ได้ เพราะมันจะเกิดปัญหา แต่ว่าหนังสือทางราชการเขามีมารยาท เขาจะไม่ทักท้วง เขาจะไม่ท้วงติงในกรณีที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับคณะกรรมาธิการ แต่เขาเขียนอย่างนี้มันชัดเจนในตัวมันเอง โดยเขาไม่ต้องระบุรายละเอียดว่าไปออกเถอะครับ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. เขาไม่กล้าเขียนครับว่าระเบียบ ที่จะไปให้เขาทำ มันไม่มีบทบัญญัติของการกำหนดโทษการเลือกตั้ง แล้วท้ายที่สุด มันไม่สามารถดำเนินการการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม มันจะมีปัญหาว่าระเบียบ จะไปยกเลิกกฎหมายที่ใหญ่กว่าได้หรือไม่ เพราะท่านให้ระเบียบเขาไปยกเลิก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาถึง ส.ว. เขาก็พิจารณาว่า เขาทำได้หรือเปล่า แล้วสิ่งหนึ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เสนอมา มีการจงใจให้ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เมื่อเขามีหนังสือมาอย่างนี้ครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากก็หาทางออก เพราะท่านรู้ว่าท่านไม่ต้องการให้มีการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. วันนั้นผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านไม่ยอมในเมื่อเงื่อนไขที่ กกต. เขาบอกมานะครับ เขาพูดอย่างนี้ชัดเจนเลยครับ ถ้าจะให้เขาเสนอรายละเอียดของ พ.ร.บ ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. เขาพร้อมที่จะเดินหน้าไปกับกรรมาธิการ หมายถึงว่าเขาจะจัดทำ ร่างทั้งหมดให้แล้วเสนอต่อประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอต่อรัฐสภา เพื่อนำ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เขาบอกครับว่าใช้เวลาอาจจะ ไม่เกิน ๒ เดือน กระบวนการของการออกกฎหมายก็จะเสร็จสิ้น สามารถที่จะมาดำเนินการ เพื่อรองรับการเลือกตั้ง สสร. ได้ เหตุผลเขามี เขาพยายามช่วยคณะกรรมาธิการที่สุดครับ เพราะเขารู้ว่าคณะกรรมาธิการอยากที่จะได้การเลือกตั้ง สสร. เร็วที่สุด เขาบอกเขาจะมาช่วยครับ เขาจะมานั่งทำงานคู่ขนานกับคณะกรรมาธิการวิสามัญ เขายอมถึงขนาดนั้น แต่ท่านไม่เอา วันนี้พอภาพทางการเมืองมันชัดเจนยิ่งขึ้นมันถึงต่อเป็นจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ได้ครับว่าทำไม ท่านถึงไม่ยอม เพราะท่านรู้ว่าถ้ามีการออก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. ท่านก็อาจจะต้องเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีก ๒ เดือน ๓ เดือน ซึ่งท่านรอไม่ได้อย่างไรครับ การที่ท่านรอไม่ได้ เพราะท่านมีธงอะไรไว้ผมจะไม่พูด แต่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่ติดตาม การทำงานของการประชุมรัฐสภาพอจะเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อผมลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด มาให้เห็นว่าทำไมถึงรอ พ.ร.บ. ปรองดองไม่ได้ ทำไมถึงเร่งรีบพิจารณา ๕ วัน ๖ คืน แล้วก็ จะต่อไป แล้วท่านถึงยอมไม่ได้ว่าต้องจบภายในวันที่ ๘ ต้องลงมติในวาระที่สาม นี่อย่างไรครับ คือจิ๊กซอว์ที่ผมจะเรียนท่านประธานว่าที่ท่านรอไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่นี่เป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ มันต้องมีความละเอียด มีความรอบคอบในการพิจารณา แต่ท้ายที่สุดอะไรที่จะทำให้ กระบวนการของการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้าไปท่านยอมไม่ได้แม้แต่เรื่องเดียว แต่ผมกราบเรียนท่านประธานครับ เมื่อท่านเห็นว่าเชิญ กกต. มาแล้ว ท้ายที่สุด กกต. มีความเห็น เรื่องอย่างนี้ทำให้เป็นปัญหาในการทำงานของคณะกรรมาธิการมากขึ้น แล้วในวันที่ ท่านตัดสินใจใช้เสียงข้างมากระบุว่าให้อำนาจศาลอุทธรณ์มาพิจารณาตัดสิทธิ คัดค้าน หรือผลการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แปลกไหมครับท่าน สองมาตรฐานครับ วันที่ท่าน กำหนดโอนอำนาจของ กกต. ไปให้ศาลอุทธรณ์ ท่านไม่เชิญศาลอุทธรณ์มาแล้วครับ ท่านไม่ฟังเขาเลย ท่านไม่สอบถามว่าปัญหาปฏิบัติจะต้องทำอย่างไร ถ้าสมมุติว่าโอนเรื่อง อำนาจของ กกต. ไปให้ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จะมีข้อขัดข้อง จะมีปัญหาที่จะต้องปรึกษา กับคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่อาจจะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อสอดรับ ให้อำนาจศาลอุทธรณ์ในการเข้ามาทำหน้าที่ การที่กำหนด ๑ เดือนจะเป็นปัญหาในทาง ปฏิบัติของศาลอุทธรณ์หรือไม่ ท่านไม่เชิญแล้วครับ ทำไมท่านไม่เชิญรู้ไหมครับ เพราะท่าน กลัวอย่างไรครับ ว่าเชิญศาลอุทธรณ์มาแล้วท่านก็ต้องขอความเห็นของเขาว่าเขาจะมีปัญหา ในข้อเสนอแนะ ข้อทักท้วง ท้วงติงในการที่จะต้องทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ อย่างไร ท่านกลัวว่าจะเหมือน กกต. อย่างไรครับ ว่าเมื่อเขาตอบกลับมาแล้วว่ามันมีปัญหา จะต้องแก้ไขอย่างไร แล้วท่านกลัวเสียเวลาอย่างไรครับ ว่าท่านจะไม่สามารถรวบรัด การประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญให้มันเสร็จสิ้นตามธงที่ท่านตั้งไว้ ท่านเห็นไหมครับ ว่าภาพมันชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเดี๋ยวผมจะเรียนท่านต่อไปว่าการที่ท่านให้อำนาจ ศาลอุทธรณ์ในการพิจารณาเรื่องนี้มันจะเกิดปัญหาอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเดิมอยู่ในความในวรรคสี่ อย่างที่ผมได้อ่านให้ท่านประธานไปแล้ว ในช่วงต้นผมจะเรียนว่าผมขอแปรญัตติอย่างไร ผมแปรญัตติอย่างนี้ครับ หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เห็นไหมครับ เมื่อคนที่มีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งเขาเห็นว่าวิธีที่ดีที่สุดในการที่จะ ทำการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม และเกิดความเป็นธรรมกับทุกส่วนที่จะเข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง ดีที่สุดคือการต้องมาพูดกันครับว่า สสร. จะเข้ามาทำหน้าที่อย่างไร จะอนุญาตให้เขา ไปหาเสียงเลือกตั้งไหม ว่าเขามาเป็น สสร. เขามีนโยบายอย่างนี้ เขาอยากจะทำอะไร เขาอยากจะกำหนดอะไร อยากที่จะมาแก้ ไขอะไร แล้วได้มีการพูดคุยกันครับว่า ถ้า สสร. บางคนไปหาเสียงแล้วระบุว่าจะมาแก้หมวดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ จะมาแก้เกี่ยวกับรูปแบบการปกครอง อย่างนี้ผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ว่า ๒ หมวดนี้แตะไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ แต่ถ้ายังมีคนลักษณะประเภทนี้ที่จะหาเสียง ในลักษณะอย่างนี้จะมีความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง สสร. หรือไม่ มันต้องหยิบยกมาพูดกันครับ ค่าใช้จ่ายเลือกตั้งจะเอากันอย่างไร จะต้องมีไหม สสร. ที่มาจากคนมีฐานะมากกว่า จะได้เปรียบ สสร. ที่มาจากคนมีฐานะน้อยกว่า ท่านต้องการให้การเลือกตั้งเป็นธรรม ในสังคมหรือไม่ต้องพิจารณากัน การที่ท่านไประบุเรื่องแบบนี้โดยท่านไม่สนใจ เพียงเหตุผลเดียวคือท่านกลัวว่าเวลาจะปล่อยให้เนิ่นนานไป ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ว่าท้ายที่สุดทำไมครับ ทำไมท่านไปหยิบยกเรื่องของการนำกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นมาแทน วันนี้อีกครั้งครับ พอภาพมันชัดเจนมันเห็นชัดครับ ตอนที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสภาพวกผมพูดกันครับว่า เราต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง พรรคการเมือง นักการเมือง กลุ่มการเมือง น่าจะปล่อยให้โอกาสนี้เป็นโอกาสของพี่น้องประชาชน

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เกือบชั่วโมงแล้วครับผมนั่งฟังอยู่ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับแห่งรัฐสภา ข้อ ๔๓ วกวน วนเวียน ซ้ำซาก ขอให้ท่านประธานช่วยบอกให้ผู้อภิปรายได้กระชับด้วยครับ ร่วมชั่วโมงแล้วครับ ทั้ง ๆ ที่ท่านแปรญัตติก็นิดเดียวเอง แต่ท่านใช้เวลาเกือบชั่วโมง อย่างนี้ จะเดินหน้าไปได้อย่างไรครับ ให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยแล้วก็ช่วยบอกให้ผู้อภิปราย ได้กระชับด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ ต้องขอ ความกรุณานะครับ เนื้อหาที่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ทีนี้ผมขออนุญาตไม่ใช่หมายถึงเฉพาะ กับท่านธนาเท่านั้นนะครับ ต้องขอความร่วมมือกับสมาชิกทุกท่านครับ การเกริ่นนำอยากให้ เกริ่นนำพอสมควรนะครับ แล้วก็เข้าสู่ประเด็นที่ได้สงวนเอาไว้นะครับ แล้วก็เนื้อหาอยากให้ กระชับสักนิดครับ ท่านธนาครับ ขอความกรุณาด้วยครับ เชิญท่านต่อเลยครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า ผมระมัดระวังอย่างมากในการที่จะอภิปราย ที่จะไม่นอกประเด็น ที่จะไม่วกเวียน ซ้ำซาก และผมเชื่อว่าท่านประธานและพี่น้องประชาชน หรือแม้กระทั่งสมาชิกรัฐสภาที่นั่งฟัง คำอภิปรายของผม ผมเชื่อว่าไม่วกเวียน ซ้ำซาก แต่เป็นประโยชน์ครับ และเป็นข้อเท็จจริง ที่สมาชิกรัฐสภาและพี่น้องประชาชนควรจะได้รับทราบ แต่ผมไม่ติดใจหรอกครับที่ท่านลุกขึ้น ประท้วง แต่ว่าผมก็ขออนุญาตที่จะใช้สิทธิในการอภิปรายต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ วันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าพวกเราพูดกันอย่างไรครับว่า ในเมื่อพูดกันตลอดว่าอยากให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชน แล้วเรา พูดกันว่าพรรคการเมือง นักการเมือง กลุ่มการเมือง หรือกลุ่มที่มีผลประโยชน์ทางการเมือง ถอยออกห่างจากการเลือกตั้ง สสร. ได้หรือไม่ เราไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาล ไม่ได้รับคำตอบจากเสียงข้างมาก หรือแม้กระทั่ง คณะกรรมาธิการวิสามัญ เราก็ไม่เข้าใจครับว่าท่านคิดอะไร แต่พอวันนี้ปรากฏชัดเจนครับว่า ท้ายที่สุดท่านเดินหน้าเรื่องการออกระเบียบเป็นไปตามการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้ แล้วพอท่าน หยิบ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น คำตอบมันชัดเจน ขึ้นอีกแล้วครับ เพราะกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่อนุญาตให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัคร รับเลือกตั้งได้ ทำให้อำนาจพรรคการเมืองช่วยเหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งให้ได้รับเลือกตั้งได้ ท่านไม่ยอมหยิบยกกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. เพราะเขามันมีกำหนดห้าม เมื่อท่านไม่มีทางออกแล้วท่านไม่ต้องการเสียเวลาท่านก็มาดูว่า พ.ร.บ. เลือกตั้งท้องถิ่นนี้ มันตอบโจทย์ของพวกท่านได้อย่างไรครับ มันตอบโจทย์ได้ก็คือว่ามันไม่ห้ามอย่างไรครับ แล้วท้ายที่สุดก็จะมีพรรคการเมือง นักการเมืองอยู่เบื้องหลังการเลือกตั้ง สสร. แล้วท้ายที่สุด เป็นอย่างไรมันก็เกิดการต่างตอบแทนอย่างไรครับ คนที่ลงสมัคร สสร. ก็อยากเป็น สสร. อยากมาทำหน้าที่ อยากได้รับการยกย่องในสังคม แต่ว่าตัวเองไม่มีฐานทางการเมือง ตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้ครับท่านประธานว่าในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละจังหวัด คนที่มีฐาน ทางการเมืองมีอยู่คนประเภทเดียวคือพรรคการเมือง แล้วคนดี ๆ ที่เขาไม่ได้ไปอิง กับการเมือง คนที่มีความตั้งใจอยากที่จะมาแก้รัฐธรรมนูญ คนที่คิดว่าความรู้ความสามารถ เขาเพียบพร้อมที่จะมาทำงานตรงนี้ได้ แต่เขาไม่ไปอยู่ในสังกัดของท่าน เขาไม่มีโอกาส เป็น สสร. อย่างไรครับ แล้วท้ายที่สุดมันก็จะเกิดวงจรอย่างนี้อย่างไรครับ ตอบแทนคนที่ให้ หรือหยิบยื่น หรือช่วยเหลือให้เขาได้เป็น สสร. และท้ายที่สุดความโน้มน้าว การครอบงำ ของพรรคการเมือง ของนักการเมืองก็จะเข้ามาสู่ สสร. แล้วก็จะไปสู่ประเด็นของความต้องการ ที่พรรคการเมืองและนักการเมืองต้องการ ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ ซึ่งมันสอดคล้องกับการที่ ท่านคงมาตรา ๒๙๑ (๒) เพราะท่านรู้ว่าคนที่มาจากการเลือกตั้งจริง ๆ จะมีความสามารถ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญหรือไม่ท่านไม่มั่นใจ แต่ท่านถึงต้องมีคนอีก ๒๒ คนอย่างไรครับ ที่เลือกโดยการคัดสรรของรัฐสภา แล้วกระบวนการคัดสรรของรัฐสภาผมได้เรียนไปแล้ว อย่างไรครับว่าท้ายที่สุดรัฐบาลหรือเสียงข้างมากก็กำหนดตัวได้เลยครับ วันนี้ ๒๒ คน ใครอยากเป็น สสร. ในส่วนของการคัดเลือกของรัฐสภาท่านก็ต้องเดินเข้าหาศูนย์อำนาจ ท่านก็ต้องเดินเข้าหาพรรครัฐบาลเพื่อเสนอตัวให้มาเป็น สสร. จากการคัดเลือกของที่ประชุม รัฐสภา ชัดเจนครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าท่านมีกระบวนการที่จะให้มีการคัดเลือก สสร. นี้ จำกัดมาก คนดี เด่น ดังไม่มีโอกาสได้รับการคัดเลือกเลยถ้าพรรคเสียงข้างมากในรัฐบาลไม่เอา หรือมีความเห็นตรงกันข้าม ไม่มีใครเขาเอามาหรอกครับท่านประธาน มันก็ต้องหยิบเอาคนที่ มีความเห็นในทางเดียวกัน พวกเดียวกัน เห็นพ้องต้องกันและพร้อมที่จะเดินหน้า ไปในทิศทางเดียวกัน มันก็ต้องเลือก สสร. ๒๒ คน มาทำงานให้กับเสียงข้างมากอย่างไรครับ ท่านประธานครับ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าการแก้ไขการดำเนินการในการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับนี้พอมันใช้เวลาเนิ่นนานไปขึ้นทุกวัน ๆ ภาพมันก็ปรากฏอย่างไรครับ มีอดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่ง มีรัฐมนตรีท่านหนึ่งละครับท่านพูด พรรคฝ่ายค้านกลัวไปเอง ถึงขนาดวาดภาพว่าจะมีสถานีผีสิงอยู่ ซึ่งความจริงไม่มี พวกผมไม่ได้กลัวหรอกครับ ท่านประธาน แต่พวกผมได้เห็นภาพอย่างนั้นจริง ๆ แล้วครับว่ามันจะมีสถานีผีสิงอย่างนั้น ที่จะตามหลอกหลอนพี่น้องประชาชน แล้วมันทำให้กระบวนการของการจัดทำรัฐธรรมนูญ มันไม่เป็นไปตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงอย่างไรครับ นี่คือสิ่งที่ผมเรียนท่านประธาน แล้วผมก็กราบเรียนท่านประธานครับ หลังจากนี้แล้ว ผมอยากให้กรรมาธิการวิสามัญเสียงข้างมากท่านตอบหน่อยสิครับว่า ทำไมท่านไม่เห็นด้วย กับ กกต. เขาเสนอให้กับท่านแล้ว ท่านติดตรงไหน ทำไมท่านถึงไปหยิบ พ.ร.บ. เรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น มีหลายคนพูดอย่างนี้ครับว่าวันนี้เราเลือกตั้ง สสร. มาทำกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่จะมาใช้ในการเลือกตั้ง สสร. ควรจะมีสถานะ รองลงจากรัฐธรรมนูญเท่านั้น นั่นคือ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญแต่ท่านไม่เลือกใช้ครับ ท่านไปเลือก พ.ร.บ. หรือกฎหมายธรรมดามาใช้เพื่อการเลือกตั้ง สสร. นี่คือสิ่งที่พวกเราไม่สบายใจ ผมกราบเรียนท่านประธานต่อไปครับว่าเมื่อท่านไปหยิบยกพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ ฉบับนี้ขึ้นมาครับ ผมก็จำเป็นจะต้อง หยิบกฎหมายฉบับนี้มาทำความเข้าใจกับท่านสมาชิกรัฐสภาว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเรา ไปหยิบยกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา สิ่งหนึ่งที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานในเบื้องต้นก็คือว่า การจะทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท้ายที่สุดท่านกำลังเดินไปสู่กับดักของการดำเนินการที่ไม่เป็นไป ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมมีความเห็นที่จะอภิปรายสนับสนุนในเรื่องนี้ครับท่านประธาน อยู่ ๆ ท่านก็ไปกำหนดว่าหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งบทกำหนดโทษ ที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจประกาศ กำหนดบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าวที่ไม่จำเป็นต้องนำมาใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษาด้วย มี ๓ ประเด็นครับท่านประธาน

ประเด็นแรก ท่านให้อำนาจ กกต. ไปใช้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นมาใช้โดยอนุโลม หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความ นี่คือพระราชบัญญัติเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น ให้ กกต. ไปดูสิว่า ในกฎหมายฉบับนี้เอาอันไหนบ้างที่จะอนุโลมมาใช้ได้ คำว่า อนุโลม หมายถึง ท่านไปหยิบยก สาระสำคัญกฎหมายหรือวิธีการนอกเหนือจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้ อนุโลมเอามาว่า มาใช้สำหรับการเลือกตั้ง สสร. นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ นะครับ แล้วผมจะกราบเรียนว่า เมื่ออนุโลมมาใช้ท่านจะเกิดปัญหาอะไร

เรื่องที่ ๒ ท่านให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งว่ามีอำนาจในการที่จะ ประกาศกำหนดบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าวที่ไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ในการเลือกตั้ง ครั้งนี้ โดยให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบ่งอำนาจ ๓ อำนาจชัดเจนครับ อำนาจบริหารผ่านทางคณะรัฐมนตรี อำนาจตุลาการผ่านทางศาล อำนาจนิติบัญญัติผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาหรือผ่านทางรัฐสภา ทำไม ผมต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาครับ เพราะท่านกำลังโอนอำนาจในการออกกฎหมายหรืออำนาจ ทางนิติบัญญัติให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งท่านทำไม่ได้ครับ บทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญ อำนาจของการออกกฎหมายเป็นอำนาจเฉพาะของรัฐสภาแห่งนี้เท่านั้น โอนให้ใครไม่ได้ เพราะท่านไปโอนว่าให้เขาสามารถตัดอำนาจในพระราชบัญญัติ ซึ่งผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาไปแล้ว ข้อใดข้อหนึ่งที่ท่านเห็นว่าจะไม่ประกาศใช้ ให้ กกต. ไปเพิกถอนเลยครับ สมมุติว่า กกต. เห็นว่ามาตรา ๘๔ ท่านจะไม่เอาใช้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ท่านก็ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่าท่านไม่ใช้มาตรา ๘๔ ท่านรู้ไหมครับว่ามาตรา ๘๔ ออกโดยรัฐสภา ออกโดยความในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แสดงว่าต่อไปนี้องค์กรอื่นใดสามารถใช้อำนาจในการออกกฎหมายได้ มันจะเหมือนกรณีไหน รู้ไหมครับท่านประธาน กรณีที่องค์กรอิสระไปออกระเบียบเพิ่มเงินเดือนตัวเอง ขนาดว่าเขามี ระเบียบอยู่แล้วรองรับไปเพิ่มเงินเดือนตัวเอง ถูกศาลพิพากษามาแล้ว วันนี้อำนาจนิติบัญญัติ เป็นอำนาจของปวงชนชาวไทยที่เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ ส.ว. มาทำหน้าที่ ท่านโอนอำนาจนี้ไปให้คนอื่นไม่ได้หรอกครับ ท่านคอยดูนะครับ ประเด็นเรื่องนี้จะเป็น ประเด็นสำคัญในการตีความของศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน เพราะไม่อย่างนั้นถ้าท่านถือว่า เสียงข้างมากทำได้ทุกอย่าง วันดีคืนดีเสียงข้างมากในรัฐสภาแห่งนี้ก็ออกกฎหมายสิครับ อนุโลมเลยว่าให้ใครก็ได้ ให้คณะรัฐมนตรีก็ได้สามารถไปออกระเบียบ ออกกฎหมาย หรือยกเว้นกฎหมายข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ ซึ่งในทางปฏิบัติทางกฎหมายมันไม่มี แล้วมันทำไม่ได้ นี่คือประเด็นที่ผมกราบเรียนท่าน และในหลักเกณฑ์ที่ท่านเขียนท่านไม่ได้ให้อำนาจ กกต. ไปออกอำนาจในการที่จะออกระเบียบเพิ่มเติมที่เป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นแล้วก็จะมีปัญหาครับ เพราะว่าวิธีการเลือกตั้ง สสร. กับการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่เหมือนกัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ ผมว่าใช้เวลา พอสมควรแล้วกระมังครับ อยากให้กระชับสักนิดหนึ่ง ขยายความไปเรื่อยอย่างนี้มันก็ไม่จบ แล้วก็มีผู้ประท้วง ผมไม่อยากให้มีคนประท้วง อยากให้ท่านธนาได้อภิปรายอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาช่วยกระชับหน่อยได้ไหมครับ ท่านประสิทธิ์อย่าประท้วงเลยครับ ขอความกรุณานะครับ ใช้เวลาเป็นชั่วโมงแล้วครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมทำหน้าที่ ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ผมพูดมาตลอดอย่างไรครับท่านประธานว่ากระบวนการ ในการทำงานในการพิจารณาในรัฐสภาท่านตั้งธงเร่งรัด เร่งรีบ รีบร้อน ท่านถึงฟังผม อภิปราย ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่ผมอภิปรายผมเชื่อว่าคนที่ฟังอยู่รู้ว่าอยู่ในเหตุและผล แล้วมันอยู่ใน กฎหมาย มาตรา ๒๙๑ และอยู่ในรัฐธรรมนูญทุกประการ ผมไม่ได้ออกนอกเหนือประเด็น ของการพิจารณาเลยครับ ผมเตรียมตัวมาพอสมควรกับการทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ เวลาที่ท่านประธานมีสมาชิกทักท้วงท่านประธานต้องบอกเขาว่าสิ่งที่ สมาชิกอภิปรายอยู่นั้นยังอยู่ในประเด็นและมีสาระสำคัญและเป็นเรื่องที่รัฐสภาจะต้องรับฟัง ท่านประธานต้องพูดอย่างนี้ครับ แต่ไม่ใช่มาว่ากระชับเถอะครับ กระชับเถอะครับ สิ่งที่ผมพูด เป็นเรื่องประโยชน์ที่คนฟังจะได้รับรู้ ท่านจะเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยกับผม ผมไปโน้มน้าวท่าน ไม่ได้ แต่นี่คือสิทธิของผมที่จะใช้สิทธิในการเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยทำหน้าที่ แล้วก็มาทักท้วงอย่างนี้ก็รู้ ๆ อยู่ว่าบางทีมันจะหยิบยกต่อประเด็นบางทีมันก็ขาดจังหวะ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าถ้าระหว่างที่อภิปรายอยู่ถ้าท่านประธาน จะกรุณาให้ผมอภิปรายให้จบ ส่วนท่านกรรมาธิการหรือสมาชิกจะมีความเห็นที่แตกต่าง ท่านก็ลุกขึ้นมาแสดงความคิดเห็นของท่าน เป็นสิทธิของทุกคนครับ เมื่อท่านไม่มีอำนาจ ออกระเบียบ และท่านไม่มีอำนาจในการไปยกเลิกกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาเหมือนกับอะไร รู้ไหมครับ เหมือนกับที่ท่านเขียนในรัฐธรรมนูญว่าให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามสนอง พระบรมราชโองการ หรือให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นขัดต่อ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทำไมท่านกล้าสุ่มเสี่ยงในการทำสิ่งที่ขัดต่อบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญในหลายเรื่องหลายราว หลายเหตุการณ์แล้วก็หลายมาตราขนาดนี้ ผมในฐานะ สมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งผมแสดงความเป็นห่วงไม่ได้หรือครับว่าบ้านเมืองของเราจะยังยึดถือ หลักปฏิบัติ นิติรัฐ นิติธรรม ธรรมเนียมปฏิบัติ จารีตประเพณี และแนวทางกฎหมายที่เรา ใช้ปฏิบัติกันมาตลอด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ ไม่อยาก ทักท้วงนะครับ ประเด็นที่ได้สงวนไว้ก็ไม่เยอะนะครับ แล้วอภิปรายก็มีสาระอยู่ครับ แต่ประเด็นอยากให้อยู่ในกรอบที่สงวนความเห็นไม่อยากให้ขยายออกไปเรื่อยนะครับ แล้วประเด็นที่พูดเมื่อสักครู่ก็เริ่มวกเวียนซ้ำซาก เพราะฉะนั้นขอความกรุณาเถอะครับ ช่วยกระชับสักนิดเถอะครับ ผมพยายามให้เกียรตินะครับ แล้วก็ทนฟังครับ แล้วก็ช่วยกระชับ ด้วยครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ครับ ผมจะไม่โต้แย้งท่านประธานนะครับ เพราะผมเชื่อว่าท่านสมาชิกรัฐสภาและพี่น้องประชาชนที่ติดตามอยู่เห็นด้วยกับคำพูด ของท่านประธานหรือไม่ เมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากไปหยิบยกพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมพูดได้ไหมครับท่านประธาน ผมก็ต้องพูดได้เพราะท่านกำลังจะเอากฎหมายฉบับนี้มาใช้ ในการเลือกตั้ ง สสร. อย่างไรครับ ท่ำนถึงไปใส่ไว้ในมาตรา ๒๙๑/๕ ผมมี สิ ทธิ แสดงความคิดเห็นไหมครับว่าถ้าท่านใช้มาตราหรือพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วท่านจะเกิดปัญหาอะไร ในการเลือกตั้ง สสร. ผมพูดได้ครับ การเลือกตั้งท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นท่านให้อย่างนี้ครับ ในมาตรา ๗ ครับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน ๔๕ วัน เอาละครับเมื่อท่านมาแก้ไขในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านไม่เอาอย่างไรครับ ท่านเขียนไปไว้เลย ว่า กกต. ต้องจัดการเลือกตั้งกี่วัน ต้องสมัครรับเลือกตั้งกี่วัน ห้ามเกินกว่านี้ ถ้าเกินกว่านี้ ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และผมถึงจะเรียนให้ท่านประธานเห็นนะครับว่ามันจะเกิด ปัญหาอะไรขึ้นมา วรรคสอง คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจมีคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลา ให้มีการเลือกตั้งตามวรรคหนึ่งได้ตามความจำเป็นเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษโดยต้องระบุเหตุผล ของการมีคำสั่งดังกล่าว เห็นไหมครับว่าใน พ.ร.บ. ฉบับนี้เขาให้อำนาจ กกต. ว่า สมมุติว่า ในระหว่างการเลือกตั้งเกิดเหตุการณ์พิเศษ เหตุการณ์ใดก็ตามที่จะทำให้การเลือกตั้งนั้น ไม่สามารถดำเนินการได้ก็ให้ กกต. มีอำนาจในการที่จะสั่งขยายระยะเวลาในการเลือกตั้งได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ ถ้าจะใช้ วิธีแบบนี้เฉพาะท่านคนเดียวพูดได้ ๒ วัน ท่านจะเอากรณีของกฎหมายท้องถิ่นที่ว่ามาไล่เป็นข้อ เป็นข้อไปอย่างนี้มันพูดได้ ๒ วันครับ เพราะฉะนั้นอยากให้กระชับหน่อยเข้าประเด็นนิดเถอะ ผมไม่อยากใช้อำนาจข้อ ๔๔ ของผมที่เห็นว่าอภิปรายพอสมควรให้หยุดได้ ผมขอ ความร่วมมือท่านดีกว่าเอาให้กระชับแล้วอยู่ในกรอบที่ได้สงวนความเห็น ไม่ใช่ยกตัวนั้นมาแล้ว จะมาร่ายกันทั้งเล่มคงไม่ใช่ครับ ขอความกรุณาเถอะครับผมทนฟังนะครับ ผมให้เกียรติท่าน อยู่แล้ว ท่านกรุณาเถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานครับ ทำไมท่านประธาน ฟังเรื่องนี้ไม่ได้ครับ ผมยังไม่พูดนอกประเด็นเลยแล้วผมกำลังจะชี้ว่านั่นคือเกิดปัญหาอะไร ท่านประธานฟังผมสิครับ ในมาตรา ๘๓ ในกรณีที่การลงคะแนนเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้ง ไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย หรือเหตุสุดวิสัยอย่างอื่น ถ้าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันเลือกตั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งผมจะไม่อ่าน เขามีอำนาจในการเลื่อนวันเลือกตั้งได้ ทำไมผมหยิบยกตรงนี้มาครับ หยิบยกมาก็เพราะว่า รัฐธรรมนูญที่ท่านเขียนว่าท่านกำหนดทุกตารางเวลาเลยครับ เมื่อผ่านความเห็นชอบ ของรัฐสภา ๗๕ วันต้องมีการเลือกตั้ง สสร. ๑๕ วัน กกต. ต้องรับรอง ๑ เดือน ศาลอุทธรณ์ ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ ๒๕ วันต้องมีการรับสมัครรับเลือกตั้ง สสร. ท่านเขียนไว้อย่างนี้หมดแล้ว ผมถึงบอกว่าจะเกิดปัญหา มันจะเกิดอะไรครับท่านประธาน สมมุติว่าในระหว่างดำเนินการ กระบวนการการเลือกตั้งท่านประธานไปกำหนดว่า ๒๕ วันต้องให้มีการรับสมัครเลือกตั้ง ให้เสร็จ สมมุติว่าในระหว่าง ๒๕ วันนั้นมันเกิดอุทกภัยร้ายแรงเกิดแผ่นดินไหวที่มันเกิดขึ้นอยู่ ตอนนี้ครับ มันเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่คาดคิดอย่างไรครับ แล้วมันไม่สามารถดำเนินการ ตามรัฐธรรมนูญที่ไปเขียนไว้ละเอียดอย่างนี้นะครับ หรือสมมุติว่าวันเลือกตั้งมีจังหวัด ๒ จังหวัดเกิดปัญหาจัดการเลือกตั้งไม่ได้ แต่ท่านไม่ได้เขียนเหตุแห่งการยกเว้นไว้เลยอย่างไรครับ ท่านกำหนดไว้เป๊ะ ๆ หมดครับ แล้วถ้ามันเลือกตั้งไม่ได้ กกต. ไม่มีอำนาจขยายได้ เพราะมันขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วท้ายที่สุดเกิดอะไรขึ้น สสร. ก็มีไม่ได้อย่างไรครับ เพราะมันไม่ได้เลือกตั้งครบทุกจังหวัด นี่คือสิ่งห่วงใยของผมแล้วมันมีประโยชน์ไหมครับท่านประธาน มันมีประโยชน์เพราะว่าอยู่ ๆ ท่านไปหยิบกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นมา ท่านมีเวลาในการพิจารณาเพียงแค่วันเดียวครับ ท่านไม่ได้ดูลึกไปในรายละเอียดว่ามันจะมีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง แล้วมันไม่มีกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับไหนหรอกครับที่เขียนกันไว้ขนาดนี้ เร่งรัดจำกัดเวลากันชัดเจนขนาดนี้ แล้วท้ายที่สุดถ้ามันเลือกตั้งไม่ได้ กกต. ขยายไม่ได้ หรือเลือกตั้งเกินกว่ากำหนดในบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ท้ายที่สุดการเลือกตั้งนั้นมันก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้ว ๗๗ จังหวัด สมมุติว่า มันเกิดเลือกตั้งได้แค่ ๗๕ จังหวัด เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งมันเลือกตั้งไม่ได้ หรือเกิดแผ่นดินไหวอย่างนี้ท่านประธาน ของอย่างนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้น กฎหมายถึงต้องมีข้อยกเว้นอย่างไรครับ แต่ว่าท่านไปกำหนดระยะเวลาไว้จนกระทั่ง ท่านไม่ยอมให้มีข้อยกเว้น แล้วท้ายที่สุดถ้ามันเกิดเรื่องขึ้นมา การเดินหน้าในการแก้ไข รัฐธรรมนูญก็ทำไม่ได้อย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานไว้ก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องตั้งธงไว้สำหรับผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนแล้วก็ประเทศชาติ ถ้าท่านตั้งธงอย่างนี้ท่านก็จะไม่มีปัญหาเรื่องของ ระยะเวลาเลยครับ เพราะความเห็นพ้องในการที่จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นคือ สิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วรรคสุดท้ายแล้วครับท่านประธาน วรรคสุดท้ายท่านไปเขียนเพิ่มเติม การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้ง ทั้งก่อนและหลังการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นอำนาจ หน้าที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์ ได้รับคำฟ้อง ผมเรียนกับท่านอย่างไรครับว่าตอนพิจารณาคณะกรรมาธิการไม่เชิญศาลอุทธรณ์มา ไม่รับฟังปัญหาของเขาว่าเขาทำได้หรือไม่ ในเงื่อนไขที่เราจะกำหนดไว้ในบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ท่านคิดแต่เพียงอย่างเดียวครับว่าเมื่อท่านมีอำนาจท่านใส่ไว้คนที่มีหน้าที่ ต้องปฏิบัติตาม แล้วท้ายที่สุดจะเกิดปัญหาหรือไม่ ผมยกตัวอย่างท่านครับ ท่านไปใส่คำว่า ให้เป็น อำนาจของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษา ผมก็ได้ปรึกษากับท่านผู้พิพากษาผู้ใหญ่หลายท่าน และโดยเฉพาะผู้พิพากษาที่อยู่ในศาลอุทธรณ์ เขาบอกว่าการที่ท่านเขียนอย่างนี้ ในความหมายของศาลอุทธรณ์ซึ่งเขามีคำบัญญัติความเขาอยู่ ถ้าในกรณีเขียนถึงแค่คำว่า ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษา ความหมายในวรรคสุดท้ายของท่านหมายถึงเฉพาะ ศาลอุทธรณ์กลางเท่านั้นครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ กรณีนี้ ท่านได้สงวนไว้หรือเปล่าครับ ท่านไม่ได้สงวนนี่ครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมว่าวันนี้ท่านลุกลน พอสมควรนะครับ อันนี้คณะกรรมาธิการเพิ่มเติมอย่างไรครับท่านประธาน สมาชิกทั้งรัฐสภา ลุกขึ้นอภิปรายได้อย่างไรครับ ใจเย็นนะท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ 🔗

การที่ท่านไปเขียนว่า ศาลอุทธรณ์ ให้มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษา แล้วท่านเขียนแค่นี้นะครับ มันหมายถึงท่านให้อำนาจ ศาลอุทธรณ์กลางพิจารณาพิพากษาเท่านั้น ศาลอุทธรณ์กลางอยู่ที่ไหน อยู่กรุงเทพฯ ครับ และมีแห่งเดียว นั่นหมายถึงว่าคนที่จะมีปัญหาในการที่จะคัดค้านเพิกถอนผลการเลือกตั้ง สิทธิของการเลือกตั้งไม่ว่าก่อนหรือหลังการรับรองผลการเลือกตั้ง ต้องวิ่งมาที่กรุงเทพฯ มายื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ที่กรุงเทพฯ แล้วท่านกำหนดระยะเวลา ๓๐ วันครับ เกิดปัญหา อะไรครับ เกิดปัญหาก็คือว่าในอดีตท่านให้ กกต. ในการพิจารณาแล้วก็สรุปความเห็น และมีคำวินิจฉัย เขาก็มีคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เป็นจังหวัด เป็นอำเภอเขาไปทำอยู่ เขารวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงและเป็นการส่งข้อมูลกันภายในองค์กรของเขา มันก็ใช้เวลา รวดเร็วพอสมควรครับ เมื่อสรุปความเห็นส่งคณะกรรมการการเลือกตั้งกลาง เขาก็สามารถ วินิจฉัยความเห็นนั้นได้ก็จะร่นระยะเวลาได้ในระดับหนึ่ง แต่ว่าวันนี้ท่านไม่ให้ กกต. ใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยอย่างไรครับ ท่านไปโอนให้ศาลอุทธรณ์ พอโอน ให้ศาลอุทธรณ์หมายถึงอะไรครับ หมายถึงกระบวนการที่จะมีการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง หรือเพิกถอนการเลือกตั้งมันมาได้ ๒ ทาง ๑. มาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ๒. มาจาก พี่น้องประชาชนที่ยื่นร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง ถ้ามาจาก กกต. ครับท่านประธาน นั่นหมายถึงว่าท่านจะต้องใช้สรุปสำนวนการสอบสวนของ กกต. ท้องถิ่น ท้องถิ่นส่งมาที่ กกต. อำเภอ กกต. อำเภอส่งมาที่ กกต. จังหวัด กกต. จังหวัดสอบสวนพยานหลักฐานต่าง ๆ ส่งความเห็นไปที่ กกต. กลาง คือ ๕ เสือนั้นละครับ กกต. กลางพิจารณาเรื่องร้องเรียน เลือกตั้ง ๗๗ จังหวัดทั้งประเทศ สมมุติว่ามีเรื่องร้องเรียนเลือกตั้งจังหวัดละ ๑๐๐ เรื่อง เพราะมันมีกี่อำเภอละครับท่านประธาน ๑๐๐ เรื่องนี้มัน ๗,๐๐๐ กว่าเรื่องนะครับ การสรุปสำนวน ความเห็น ขั้นตอน การเดินทางกว่าจะไปถึง กกต. พิจารณาสำนวนใช้เวลา เท่าไรครับ พอใช้เวลาเสร็จต้องสรุปสำนวนเพื่อส่งให้ศาลอุทธรณ์ครับ การพิจารณา ในศาลอุทธรณ์ เขาก็ต้องใช้กระบวนการวิธีพิจารณาความครับ เพราะท่านไม่ได้ไปกำหนดให้เขา ท่านไม่ได้คุยกับเขาอย่างไรครับว่า ในเรื่องนี้ท่านจะได้เขียนไว้ใหม่ว่าการพิจารณาของศาลอุทธรณ์นั้น ให้พิจารณาเป็นคณะกรรมการหรือว่าให้พิจารณาอย่างไร เมื่อท่านไม่เขียนนี่นะครับ เขามีวิธีพิจารณาความของศาลอุทธรณ์เขาก็ต้องไปหยิบยกวิธีพิจารณาความแพ่ง ความอาญามา ความแพ่ง ความอาญาหมายความว่าอย่างไรครับ หมายถึงว่าต้องมีผู้ร้อง มีผู้เสนอหลักฐาน ยื่นบัญชีพยาน ระบุเหตุผล ระบุหลักฐานในการที่จะขอให้เพิกถอน ต้องนำ พยานหลักฐานเข้าสู่การพิจารณาของศาล ศาลรับคำร้องต้องนัดวันพิจารณา พิจารณากี่วัน ก็ต้องว่ากันไป พยานกี่คน หลักฐานพอหรือไม่ พิจารณาเสร็จแล้วกรณีอย่างนี้ท่านให้เวลาเขา ๓๐ วัน กว่าท่านไปยื่นคำร้องศาลอุทธรณ์ กว่าศาลอุทธรณ์จะได้นัดหมายท่านเพื่อนำเอกสาร มายื่นมาสืบพยานใช้เวลาเท่าไร ศาลก็ต้องไปเขียนคำวินิจฉัยเพื่อพิพากษาให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ท่านเห็นหรือยังครับ แล้วท้ายที่สุดท่านเขียนไว้อย่างนี้เพื่อให้คนที่เลือกตั้ง สสร. ทำอย่างไรก็ได้ครับ ให้เลือกตั้งให้ได้มาก่อนแล้วคุณได้เป็น สสร. แน่นอน เพราะท่านให้เวลา กกต. ๑๕ วันรับรองเขาอย่างไรครับ ๑๕ วันเอาเวลาที่ไหนไปทำครับท่านประธาน วันนี้ ส.ส. ที่เลือกตั้งกันมาปีหนึ่งแล้วครับ ยังพิจารณากันไม่เสร็จเลยครับ เพราะการที่จะไปพิจารณา พิพากษาว่าเขามีความผิดหรือไม่นี่มันต้องมีเหตุผล มันต้องมีหลักฐานชัดเจน นี่อย่างไรครับ ว่าการที่ท่านเขียนอย่างนี้ก็ท่านจะปล่อยผีอย่างไรครับ ปล่อยผี สสร. ให้เข้ามาอย่างไรครับ เลือกตั้งอย่างไรก็ได้ ใช้จ่ายอย่างไรก็ได้ เพราะกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างไรครับ เขากำหนดค่าใช้จ่ายว่าเมื่อเสร็จเลือกตั้งท่านต้องยื่นบัญชีค่าใช้จ่ายภายใน ๑ เดือน แล้ว ๑ เดือนจะทันไหมครับ ๑ เดือนท่านต้องไปรับรองให้เสร็จแล้วครับ กกต. ต้องรับรอง ภายใน ๑๕ วัน เขาจะใช้จ่ายเท่าไรไม่มีผลในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเขาเลยอย่างไรครับ แล้วศาลอุทธรณ์ก็ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน ๑ เดือน ก็นี่อย่างไรครับท่านประธาน อยากที่จะได้รัฐธรรมนูญ อยากได้ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม แล้วทำไม ไม่มองกระบวนการอย่างนี้ละครับว่ามันจะเป็นการขัดขวางคนดีคนมีความรู้ที่เขาตั้งใจ ที่มาทำงาน แล้วผ่านการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม มันทำได้หรือเปล่า แล้วเมื่อท่าน ไปกำหนดว่ามันคือศาลอุทธรณ์กลางแล้วพยานที่ไหนจะมาให้การกับท่านละครับ ใครจะเป็นคน จ่ายค่าเลือกตั้ง ใครจะเป็นคนจ่ายค่าใช้จ่ายที่เขาต้องเดินทางมา ถ้าคุณร้องการเลือกตั้ง ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน

(นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วง เชิญครับ

นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านผู้กำลังอภิปราย ที่ใช้คำพูดวกวน แล้วก็ประท้วงท่านประธานครับ ขอให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ให้ใช้ดุลยพินิจว่าผู้อภิปรายนั้นได้ใช้เวลานานพอสมควร แล้วก็เป็นคำพูดที่ค่อนข้างจะวกวน ซ้ำซาก แล้วก็ยืดเยื้อ ขอให้ท่านประธานได้ใช้ดุลยพินิจด้วยนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านครับ คงจะจบแล้วครับ ช่วยกระชับสักนิดเถอะครับ เชิญครับ ท่านธนาเชิญต่อเลยครับ กระชับ สักนิดก็คงจะจบแล้วครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ก็เอาละครับ ก็เป็น บรรยากาศของการประชุมรัฐสภานะครับ ผมเรียนท่านอย่างนี้ครับว่าเมื่อท่านไปกำหนดว่า ศาลอุทธรณ์ ในกระบวนการของศาล ในระเบียบปฏิบัติ ในกฎหมายของศาล ถ้าพูดคำว่า ศาลอุทธรณ์เขาหมายถึงศาลอุทธรณ์กลาง เอาละครับท่านอาจจะคิดว่าวันนี้มันอาจจะมี อุทธรณ์ภาคซึ่งปัจจุบันมันมีอยู่ ๙ ภาค ท่านอาจจะคิดว่าศาลอุทธรณ์ภาคก็จะพอช่วยเหลือ ทำงานให้กับการเลือกตั้งครั้งนี้ ท่านเคยสอบถามเขาไหมว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ถึงภาค ๙ ปัจจุบันนี้ที่เขามีสำนักงานที่สามารถไปดำเนินการในพื้นที่ในภาคมีอยู่กี่แห่ง มีกฎหมาย ระบุจริงครับ วันนี้มีศาลอุทธรณ์ ๑-๙ นั่นหมายถึง ๙ ภาค แต่ศาลอุทธรณ์ภาคที่มีที่ทำการ และมีเจ้าหน้าที่ทำการได้ในปัจจุบันนี้มีแค่ ๒ ภาค คือภาค ๒ จังหวัดระยอง ภาค ๕ จังหวัดเชียงใหม่ อีก ๗ ภาคกำลังดำเนินการที่จะให้มีเจ้าหน้าที่ แล้วก็จะสามารถจะดำเนินการได้ ปีหน้าครับท่านประธาน แล้วเป็นอย่างไรล่ะครับ ถ้าท่านจะตีความว่าเอาละศาลอุทธรณ์นี่ ให้หมายถึงศาลอุทธรณ์ภาคด้วย ก็วันนี้มันมีแค่ ๒ ภาคอย่างไร ภาค ๕ จังหวัดเชียงใหม่ ภาค ๒ จังหวัดระยอง ก็หมายถึงว่าท่านก็ไม่สามารถที่จะรองรับคำร้องของผู้ที่จะขอให้ เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของ สสร. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คนที่อยู่จังหวัดอุบลราชธานี ก็ต้องมากรุงเทพมหานคร เพราะถึงเวลาศาลอุทธรณ์เขาก็ต้องกำหนดอำนาจศาลนะครับ ท่านประธานครับ มันไม่ง่ายเหมือน กกต. อย่างไรครับ กกต. เขาออกระเบียบของเขาได้ พอสมควร เพราะเขาทำหน้าที่เรื่องการเลือกตั้ง แต่พอท่านไปหยิบศาลขึ้นมา ศาลเขามี ระเบียบวิธีปฏิบัติในการพิจารณาอรรถคดีอย่างไรครับ เรื่องนี้เมื่อเข้าสู่ศาลเขาถือว่า เป็นอรรถคดี เขาก็ต้องหยิบวิธีพิจารณาความอาญา ความแพ่งมา เขาไปหยิบเรื่องอื่นมาทำไม่ได้ เพราะมันขัดต่ออำนาจหน้าที่ของเขา เขาก็ต้องมีกระบวนการสืบพยาน กระบวนการ การยื่นบัญชีพยาน การพิจารณา ผู้พิพากษากี่คนจะต้องมาเป็นองค์คณะตัดสินคำพิพากษา ที่จะเป็นบรรทัดฐานแล้วเผยแพร่ต่อสาธารณชน นี่อย่างไรครับท่านประธาน เพราะท่านไม่มี ความละเอียดรอบคอบ ท่านไม่ดูว่าเขาจะรองรับการทำงานของท่านได้หรือไม่ ท่านไม่ดูว่า ท้ายที่สุดแล้วท่านใช้ศาล ศาลจะสามารถทำหน้าที่เพื่อดำเนินให้ผลการเลือกตั้งเป็นไป โดยบริสุทธิ์ยุติธรรมได้หรือไม่ เพราะ ๑. กำลังคน เคยถามเขาไหมว่าเขามีกี่คน วันนี้ ศาลอุทธรณ์รับคดีอยู่ในมือแล้วหลายหมื่นคดีครับ มีผู้พิพากษากี่คน เคยถามไหมครับ แล้วท่านจะเอาคดีอีกประมาณ ๗,๐๐๐ คดี ๘,๐๐๐ คดี หรือเป็น ๑๐,๐๐๐ คดีเข้าไปแล้ว ให้เวลาเขา ๑ เดือน เคยถามเขาไหมว่าเขาพร้อมไหม แล้วเคยถามพี่น้องประชาชนไหมว่า ถ้าเขาจะต้องร้องคัดค้านเขาจะต้องเดินทางไปที่ศาลอุทธรณ์กลางที่กรุงเทพมหานคร หรือแม้กระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ภาค ๕ ที่จังหวัดระยองและจังหวัดเชียงใหม่ ใครจะเป็น คนรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ค่าโรงแรม ค่าที่พักค้างคืน ในกรณีที่ศาลพิจารณาคดีต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องพิจารณาต่อเนื่อง เพราะพิจารณานานไม่ได้อย่างไรครับ ผมถึงกราบเรียน ท่านประธานว่าวันนี้พอหมอกควันมันจางลงอย่างไรครับ พอกระบวนการที่ท่านเดินหน้านี้ มันเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างเราถึงรู้ว่าทำไมท่านถึงต้องเร่งรีบ รีบร้อน ลุกลน แล้วก็รวบรัด ที่จะให้กระบวนการมันเสร็จภายในวันนี้ เดือนนี้ พวกผมมีสิทธิสงสัย แล้วพวกผมสงสัย ก็หยิบยกเอาเหตุการณ์ทั้งหมดมาเรียนให้ท่านประธานได้ทราบว่าแนวทางที่ท่านแก้ไข มาทั้งหมดนี้มันสอดคล้อง มันสอดรับว่าท่านมีธงอยู่แล้วเพียงแต่รอว่าเมื่อไรท่านจะเดินไปถึงธง แล้วปรากฏต่อหน้าพี่น้องประชาชนว่าธงของท่านคืออะไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานกรรมาธิการ กราบเรียนท่านประธานนะครับ ผมจะชี้แจงเบื้องต้นแล้วเดี๋ยวจะมอบให้กรรมาธิการอีก ๒ ท่านช่วยเสริมนะครับ แต่รับรองว่าทั้ง ๓ ท่านนี่พูดกันไม่ยาวนะครับ เพราะผมทราบว่าท่านสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ ท่านผู้ฟังทางบ้านก็ได้ฟังเรื่องนี้หลายรอบนะครับ เมื่อเช้านี้ผมก็ชี้แจงไปรอบหนึ่ง แต่อยากจะย้ำเฉพาะประเด็นที่สำคัญซึ่งถ้าไม่ย้ำนี่อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ครับ

ประเด็นแรก ก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่เรานำมาใช้ในการเลือกตั้ง สสร. คราวนี้ ก็อยากจะกราบเรียนว่าที่ท่านผู้อภิปรายได้พูดถึง กกต. ว่ามีหนังสือมาถึง ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านพูดฉบับเดียวนะครับ ท่านพูดฉบับลงวันที่ ๒๗ ซึ่งถูกครับ ๒๗ มีนาคม เขาส่งมาบอกว่าเขาอยากให้ออกเป็นกฎหมาย แต่ไม่ได้บอกว่า เป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนะครับ ออกเป็นกฎหมายธรรมดานี่ละที่เกี่ยวข้อง กับการเลือกตั้ง สสร. โดยตรง เราได้พิจารณาแล้ว เดิมเราให้เขาเป็นคนออกหลักเกณฑ์ ทีนี้เขาไม่สบายใจ เขาอยากให้ออกเป็นกฎหมาย เราก็เลยคิดว่าถ้าเราจะออกกฎหมายเฉพาะ การเลือกตั้ง สสร. นี่ก็คงไม่เหมาะ ผมอยากจะเรียนว่า สสร. ที่เรากำลังจะเลือกจะเป็นคนมา ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ รัฐธรรมนูญที่มีอยู่ปัจจุบันก็เป็น อันเลิกไป ฉะนั้นมันคงไม่มี สสร. ต่อไปอีกแล้วนะครับ ฉะนั้นเราก็จึงเห็นว่าไม่น่าจะไปออก กฎหมายเฉพาะ สสร. ก็เลยมาดูว่ากฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องใช้ได้ไหม ก็มาเห็นว่ากฎหมาย เลือกตั้งท้องถิ่นน่าจะใช้ได้ก็นำความคิดนี้ส่งไปให้ กกต. ท่านมีจดหมายมาอีกฉบับครับ มาวันที่ ๕ เมษายน มาถึงประธานกรรมาธิการ ท่านไม่ได้ปฏิเสธนะครับว่าไม่ให้ใช้กฎหมาย เลือกตั้งท้องถิ่น แต่ท่านยังแนะนำเราว่าในบทบัญญัติที่เราเขียน ที่จะนำกฎหมายท้องถิ่นมาใช้นี่ ช่วยบัญญัติหน่อยว่าเวลามีการร้องคัดค้านการเลือกตั้งจะให้ร้องไปที่ กกต. หรือจะให้ร้องไป ที่ศาลอุทธรณ์เลย อันนี้ก็เห็นได้ชัดว่าท่านไม่ได้ขัดข้อง ถ้าท่านขัดข้องจดหมายฉบับล่าสุด หรือหนังสือฉบับล่าสุดของท่านในวันที่ ๕ เมษายน ท่านต้องบอกว่าท่านไม่เห็นด้วย แต่ท่านก็ยอมรับและยังแนะนำมา ทีนี้อยากจะกราบเรียนต่อไปว่าท่านถามย้ำหลายครั้งว่า เราให้ศาลอุทธรณ์มาดำเนินการนี่ได้ถามศาลอุทธรณ์เขาไหมว่าเขาพร้อมไหม ก็กราบเรียน ท่านว่าในที่ประชุมกรรมาธิการเรามีผู้ประสานงานจากกระทรวงยุติธรรมมานั่ง มาฟัง นอกจากคณะกรรมการกฤษฎีกา นอกจาก กกต. นอกจากศาลปกครองแล้วยังมีคนจาก ศาลยุติธรรมเขามานั่งฟัง เขาก็รายงานต้นสังกัดตลอด ครั้นเราจะไปเรียก จะไปเชิญ ผู้พิพากษาเขามานี่นะครับ มันต้องห้ามโดยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติคำสั่งเรียก ท่านก็คงรู้นะครับ เราคงไปเรียกผู้พิพากษา ตุลาการ เขามาชี้แจงไม่ได้ครับ เราก็อาศัยช่องทางผ่านตัวแทนของเขา ซึ่งเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ และปัญหาที่ท่านคิด ท่านกังวลนี่ ผมก็ขอบคุณนะครับ ท่านกังวลได้ ท่านเป็นห่วงได้ แต่มันเป็นเรื่องของการบริหารจัดการภายใน แล้วเราใช้คำว่า ศาลอุทธรณ์ นี่ เราไม่ได้บอกว่า ศาลอุทธรณ์กลางครับ ฉะนั้นศาลอุทธรณ์ภูมิภาคก็ได้ แล้วแต่การบริหารจัดการภายใน ของเขานะครับ ทีนี้ประเด็นต่อไปที่อยากจะเรียนชี้แจงก็คือความพร้อมในการเลือกตั้ง ท่านก็ เป็นห่วงว่า กกต. เขาจะพร้อมไหม ท่านก็ฟังพร้อมกับผมนี่ละครับ ตอนเราเชิญเลขาธิการ กกต. มาชี้แจง เขาบอกว่าเวลาที่ให้เขา ๗๕ วัน นี่ไม่รวมเวลาที่เราต้องประกาศพระราชกฤษฎีกา อีก ๑๕ วันนะครับ แต่ถ้ารวมทั้งหมดนี่มัน ๙๐ วัน แต่เฉพาะที่ กกต. จะมาเกี่ยวข้องมันแค่ ๗๕ วัน ก็คือ ๒๐ วันรับสมัคร อีก ๔๐ วันให้ผู้สมัครจะแนะนำตัว จะหาเสียงก็แล้วแต่นะครับ และอีก ๑๕ วันนี่ให้เขารับรองประกาศผลให้แล้วเสร็จนี่ กกต. เขาบอกเขาพร้อม แล้วเขายัง ยกตัวอย่างว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๗ มาตรา ๑๐๘ ท่านก็จะเห็นเวลาสภาเราสิ้นอายุ หรือครบวาระนี่ เขาใช้เวลา ๔๕ วัน ก็สามารถจะเลือกตั้ง ส.ส. ตั้ง ๕๐๐ คน ทั้งบัญชีรายชื่อ ทั้งเขตได้ หรือถ้ากรณีมีการยุบสภา เขาก็สามารถทำได้ไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน ไม่เกิน ๖๐ วัน แต่นี่ ๗๕ วัน มีเวลามากที่เขาจะสามารถดำเนินการได้นะครับ แล้วที่ท่านเป็นห่วง ท่านยกพระราชบัญญัติเลือกตั้งท้องถิ่นมาบางมาตราว่าเกรงว่าจะมีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้นะครับ ก็อยากจะกราบเรียนว่าเราได้บัญญัติชัดเจนว่าให้นำมาใช้บังคับโดยอนุโลม คำว่า อนุโลม แปลว่ายืดหยุ่นได้ อันไหนที่จะใช้ อันไหนไม่ใช้ อันไหนไม่ใช้ให้ประกาศไว้ ในราชกิจจานุเบกษานะครับ ซึ่งตรงนี้เดี๋ยวผมจะให้อีก ๒ ท่านช่วยเพิ่มเติม ท่านแรก อยากจะให้ท่านพิชิต ชื่นบาน ได้เพิ่มเติมวรรคสุดท้าย กรณีให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้แล้วเสร็จ ภายใน ๓๐ วัน ขณะเดียวกันต่อจากนั้นจะให้ดอกเตอร์พีรพันธุ์ พาลุสุข ท่านพูดถึงข้อสังเกต ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งถ้าไม่พูดก็จะเสียหาย ว่าเราไปล่วงล้ำพระราชอำนาจนะครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ ท่านพิชิตครับ

นายพิชิต ชื่นบาน กรรมาธิการ

ผม พิชิต ชื่นบาน ในฐานะกรรมาธิการครับ ต่อข้อกังวลของผู้อภิปรายครับ กราบเรียนท่านประธานก็คือการบริหารจัดการภายใน ผมชี้แจงถักทอต่อจากท่านประธานสามารถ เขาจะมีกฎหมายที่เรียกว่าพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรมครับ คือพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ศาลเขาจะบริหารจัดการภายใน เพราะฉะนั้นข้อกังวลเรื่องศาลอุทธรณ์เขาจะบริหารจัดการภายในเขาไม่ได้ อย่าไปคิดแทนเขาครับ แล้วก็กฎหมายที่เราเอามาเทียบเคียง ที่พูดอธิบายความง่าย ๆ ก็คือการเลือกตั้งนายก อบจ. ก็ทำกันอยู่ ก็ไม่มีปัญหา ศาลอุทธรณ์ก็เป็นผู้พิจารณาพิพากษาอยู่แล้ว อันนี้คงจะชัดเจนนะครับ แล้วก็เหตุการณ์พิจารณาพิพากษาคดี คดีพวกนี้เป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากนะครับ ทางกรรมาธิการก็สอบถามว่ามีทางที่ข้อกังวลต่อ ๓๐ วัน ระยะเวลาเป็นไปได้ไหม ก็อยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้เลยครับ อันนี้ยืนยันนะครับ เพราะฉะนั้นข้อกังวลต่าง ๆ ว่า ศาลจะเป็นปัญหา ก็ให้ดูง่าย ๆ คือการเลือกตั้งนายก อบจ. ที่ผ่านมาก็ใช้กฎหมายท้องถิ่นนี่ละครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ขอให้หมดข้อกังวลได้นะครับ

ส่วนประเด็นปัญหาเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นการโอนอำนาจ นิติบัญญัติไปให้กับ กกต. ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าในรัฐธรรมนูญที่อยู่ในมือ ท่านลองเปิดไปที่หน้า ๒๔๕ ครับ หน้า ๒๔๕ มาตรา ๗ ครับ ท่านดูมาตรา ๗ จะเป็นคำตอบ อย่างดีว่าสมัยที่มีการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ผ่านมา ที่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้รับสนอง พระบรมราชโองการ ในมาตรา ๗ ก็ให้อำนาจกับ กกต. ที่จะประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการเลือกตั้งครับ อันนี้คือคำตอบที่ชัดเจนนะครับ เพราะฉะนั้นข้อกังวลต่าง ๆ ให้สบายใจได้ครับว่ากรรมาธิการได้ตรวจสอบมาอย่างดีพอแล้วครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านพีรพันธุ์ครับ อาจารย์พีรพันธุ์เชิญเลยครับ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวให้กรรมาธิการ ได้ชี้แจง ท่านครับ ผมอนุญาตให้ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจง

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการ 🔗

ผมขอชี้แจงเพราะประเดี๋ยวก็จะเป็น ประเด็นใกล้เคียงกันครับ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมนั่งฟังการอภิปรายของท่านสมาชิกที่เพิ่งได้จบไป ซึ่งใช้เวลานาน ผมฟังแล้วก็มีความรู้สึกไม่สบายใจอยู่หลายประเด็น โดยเฉพาะการให้ความเห็นในทาง กฎหมาย แล้วผมก็คิดว่าผู้ฟัง ถ้าฟังแล้วหลงเชื่อไปก็คงน่าจะมีปัญหา สักครู่นี้ก่อนที่ผม จะลุกขึ้นมา ผมได้รับโทรศัพท์จากข้างนอก ก็เป็นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านก็บอกว่าฟังท่านสมาชิก ที่พูดไปเมื่อครู่ท่านไม่สบายใจอยู่หลายเรื่อง ผมก็คงถ่ายทอดไปให้ท่านได้อย่างนี้ ซึ่งรายละเอียดไม่สบายใจอย่างไร ถ้าท่านสนใจจะคุยกับผมเป็นการส่วนตัวก็ยินดีนะครับ

ประเด็นแรกที่ท่านยกขึ้นมาอธิบายก็คือมาตรา ๒๙๑/๕ ที่ในร่างนี้บอกว่า ให้ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่รัฐสภามีมติ ผมก็ได้ยินฟังชัดครับว่ามาตรานี้ เท่ากับรัฐสภาไปบังคับให้พระมหากษัตริย์ต้องลงพระปรมาภิไธยภายใน ๑๕ วัน ไปละเมิด พระราชอำนาจ ผมฟังแล้วก็ โอ้โฮ เป็นไปได้อย่างไรครับ ผมมาอ่านดูอีกทีหนึ่งเขาก็ เขียนเพียงว่า ให้มีการดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วัน นี่คือกระบวนการตรา ส่วนท่านจะลงพระปรมาภิไธย เมื่อไรนั้นไม่ได้กำหนดครับ ไปละเมิดตรงไหนท่านธนา ผมขออัดอั้นหน่อยนะท่านประธานครับ คือฟังแล้วก็ชอบพูดบ่อยเหลือเกินว่ามีการละเมิด ละเมิด ละเมิด อ่านอย่างไรก็แค่นี้ แล้วที่ รัฐธรรมนูญบอกว่ามาตรา ๑๕๑ ท่านไปดูสิครับ เวลารัฐสภาผ่านกฎหมายขึ้นไปแล้ว ทูลเกล้าฯ ขึ้นไปแล้ว ไม่ลงพระปรมาภิไธยกลับมาภายในกี่วันครับ สภายังยืนยันได้อีก ทูลเกล้าฯ ขึ้นไปอีก ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยก็ประกาศได้เลย เขียนไว้อย่างนั้นครับ ยิ่งเป็นอย่างนี้ไม่ใช่ละเมิด ยิ่งกว่าละเมิดหรือครับ ผมก็อยากจะพูดเรื่องนี้เพื่อให้พี่น้อง ได้เข้าใจว่า นี่คือระบบกฎหมายของประเทศนี้มันเป็นอย่างนี้ครับ

ประเด็นต่อมาครับ ความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งมีการลงนามไป เมื่อวันที่ ๕ เมษายนนะครับ ผมเองก็เคยให้ข่าวเรื่องนี้ไปหลายครั้งบอกว่าที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ความเห็นเรื่องการบัญญัติให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระราชโองการนั้น น่าจะมีการดูจากเพียงร่าง ซึ่งในฉบับของกรรมาธิการได้มีการแก้ไขไปแล้ว ก็ไม่น่าจะยกขึ้นมา เป็นเรื่องที่ทำให้ผู้ฟังเข้าใจเป็นเรื่องใหญ่โตเลยว่าเปลี่ยนอย่างนั้นได้อย่างไร

ประเด็นต่อมาที่มีการพูดไปแต่ว่าเรื่องการให้ความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินนะครับ เรื่องการให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญ ผมก็ดูข้อความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็เป็นความเห็นทางกฎหมาย ซึ่งเขาก็บอกว่าไม่น่าจะบัญญัติอย่างนี้ เรื่องนี้น่าจะเป็น เรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ ผมเองก็ให้ความเห็นไปบอกว่าระบบของเราเราให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัยว่ากฎหมายขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมยังไม่เห็นมีกฎหมายบัญญัติว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญขัดรัฐธรรมนูญนะ ไม่มีครับ แต่ว่าภาษา ของผู้ตรวจการแผ่นดินก็เป็นความเห็นทางกฎหมายเท่านั้นจะรับฟังหรือไม่รับฟัง ก็แล้วแต่ที่ประชุมนะครับ เขาก็แนะนำมาด้วยความหวังที่ดี นี่เป็นประเด็นที่ลุกขึ้นมาพูด เช่นเดียวกันนะครับ

อีกประเด็นหนึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านพิชิตได้พูดไปแล้ว แต่ว่าผมจำเป็นต้องพูดด้วย ก็เพราะหลายคนไม่เข้าใจว่าการที่ในร่างของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งมีอำนาจประกาศกำหนดบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่จะใช้หรือไม่ใช้ในการเลือกตั้งได้ เท่ากับสภานี้ให้อำนาจ กกต. เป็นอำนาจที่จะบัญญัติกฎหมายได้เองได้ ท่านประธานครับ ถ้าเราไปศึกษารัฐธรรมนูญ ไปดู กกต. นะครับ อำนาจของ กกต. จริง ๆ ที่เขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ เขาให้ กกต. เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีอำนาจออกกฎระเบียบ ในการจัดการเลือกตั้งได้ ไปดูจริง ๆ จะเห็นอย่างนั้นนะครับ แล้วยิ่งมาดูเมื่อสักครู่นี้ ท่านกรรมาธิการท่านพิชิตก็ได้ให้ข้อมูลไปแล้วว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) เมื่อปี ๒๕๕๔ มาตรา ๗ อ่านให้ฟังชัด ๆ อีกครั้งหนึ่งครับ ให้รัฐสภา ดำเนินการพิจารณาให้ความเห็นชอบการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี ในกรณีที่ยังไม่แล้วเสร็จกฎหมายนี้ก็เขียนต่อไปว่า และต้องมีการเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อใช้บังคับกับการเลือกตั้งนั้น ก็มันต่างอะไรกับตรงนี้ล่ะครับ ก็เหมือนกันนี่ละ ในกรณี จำเป็นนี้เห็นไหมครับ เราให้ กกต. ออกกฎหมายพวกนี้ได้ เพื่อปฏิบัติการตามหน้าที่ของเขา ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อปี ๒๕๕๔ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการนั่งอยู่ที่นี่ครับ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผมก็เลยต้องอธิบายด้วยความเคร่งเครียด ให้ท่านประธานเห็นหน้าหน่อย เพราะว่าคือพูดไป ๆ ก็ชอบว่าพวกเราไปละเมิด ๆ มันลึก ๆ เจ็บใจนะท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านใช้สิทธิพาดพิงใช่ไหมครับ ที่จริงท่านได้อธิบายไปแล้ว กรรมาธิการได้ชี้แจงก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้วนะครับ แล้วก็ ท่านพิเชษฐ์ประท้วงอะไร

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้องประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ เพื่อการควบคุมการประชุม ท่านประธานครับ นายธนา ชีรวินิจ ใช้เวลาในการแปรญัตติในมาตรานี้ ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที ท่านประธานครับ จากนี้ไปจะมีผู้แปรญัตติอีก ๔๐๐ กว่าคน ขืนท่านประธานปล่อยให้พูด เป็นชั่วโมง ชั่วโมงครึ่งจะใช้เวลาร่วม ๒๐ วัน อยากจะให้ท่านประธานได้คิดเลยครับ ว่าจะกำหนดเวลาประมาณคนละเท่าไร ถึงคุณจะพูดสามวันสามคืนมันก็เหมือนเดิม ท่านประธานครับ อย่างไรขอให้ท่านประธานรักษาคุณภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน ของรัฐสภาด้วย ท่านประธานครับ ๔๐๐ ท่าน ไม่ทราบว่าใครจะใช้เวลากี่ชั่วโมง เป็นไปได้ ขอให้กำหนดเวลาไว้ว่าไม่เกิน ๒๐ นาที ๒๐ นาทีเอาเนื้อ ๆ ผมว่าไม่ถึงครับ ถ้าท่านประธาน ยังไม่กำหนดกฎเกณฑ์ผมคิดว่าวันอาทิตย์ก็ไม่เสร็จครับ แล้วเวลาก็ไปเรื่อย ๆ ผมอยากจะให้ รัฐสภามีกฎมีเกณฑ์ มีระเบียบวินัย ท่านประธานครับ ขอร้องท่านประธานสักครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ที่ต่อล้อต่อคำแล้วก็ไม่จบสิ้นอย่างนี้ ให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วย ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับ ผมก็จะดูแล ตามที่พูดนะ ก็พยายามดูแลตามนี้ ทีนี้ท่านธนาครับท่านได้ใช้สิทธิสงวนและอภิปราย ก็ใช้เวลามากพอสมควร แล้วท่านกรรมาธิการก็ถือโอกาสได้ชี้แจงก็ใช้เวลาไม่เยอะเท่าไร ฟังแล้วก็ไม่มีการไปกระทบกระทั่งอะไร เพียงแต่ชี้แจงในประเด็นที่ท่านเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง เอาอย่างนี้ครับผมให้ท่านสัก ๑ นาทีเท่านั้น

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ถ้าผมไม่ลุกขึ้นมาก็จะกลายเป็นว่าสิ่งที่กรรมาธิการพูด แล้วก็พูดบอกว่าผมอภิปรายไม่มีข้อเท็จจริง ผมไม่ใช้เวลามากครับท่านประธาน ผมเชื่อว่า พี่น้องประชาชน แล้วก็ท่านสมาชิกรัฐสภาที่รับฟังอยู่คงพอที่จะใช้วิจารณญาณ ในการที่จะพิจารณาว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นเป็นจริงหรือไม่ อย่างไร

ประเด็นแรก ท่านประธานขออนุญาตท่านอาจารย์พีรพันธุ์ พาลุสุข นะครับ ท่านบอกว่า กกต. มีอำนาจในการที่จะไปออกกฎออกระเบียบต่าง ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง มีอำนาจเยอะ จริงครับ แต่ กกต. ไม่มีอำนาจในการออกกฎหมายครับ กกต. มีอำนาจ ในการออกประกาศระเบียบ ข้อกำหนดหรือคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติ หมายถึงสภาต้องออกกฎหมายเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้ว กกต. ไปใช้อำนาจ ที่สภาออกกฎหมายนั้นไปออกระเบียบเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐสภาแห่งนี้ ได้ออกไว้ ไปออกขัดหรือแย้งก็ไม่ได้ นั่นประเด็นแรกชี้แจงสั้น ๆ เท่านี้ ในฐานะที่อาจารย์ ก็เป็นอาจารย์กฎหมาย เรียนยืนยันครับ กกต. ไม่มีอำนาจในการออกกฎหมายครับ อำนาจนี้ เป็นของนิติบัญญัติ

ประเด็นที่ ๒ ศาลอุทธรณ์ไม่เคยมีครั้งไหนที่รัฐสภากำหนดระยะเวลา ให้ตุลาการพิจารณาพิพากษาเรื่องใด โดยมีกำหนดระยะเวลาให้กับตุลาการ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ส่วนจะเหมาะสมหรือไม่ไปว่ากัน ทำได้หรือไม่ ติดขัดเรื่องไหนผมเชื่อว่าเรื่องนี้ผมได้พูดจาไป ครบถ้วนแล้ว

ประเด็นที่ ๓ ท่านพิชิตกับท่านประธานกรรมาธิการ ท่านสามารถได้ลุกขึ้น บอกว่าในระหว่างประชุมนี่ได้มีการพูดคุยซักถามกับผู้พิพากษาแล้ว ผมเป็นกรรมาธิการครับ ผมยืนยันว่าไม่มีผู้พิพากษาท่านใดมาร่วมพิจารณากับกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นถ้าท่านพิชิต หรือท่านประธานไปปรึกษากับผู้พิพากษาท่านไหนถึงบอกว่ากระบวนการ ๓๐ วันนี้ทำได้ ทำอย่างไร ผมขอให้ท่านบอกชื่อมาครับว่าผู้พิพากษาท่านนั้นเป็นใคร เพราะท่านไปยึดถือ คำพูดของผู้พิพากษาคนเดียว แล้วท่านเหมารวมว่าตุลาการสามารถดำเนินการได้นี่ ผมไม่สบายใจ แล้วก็โดยเฉพาะท่านเป็นทนายความใหญ่ เป็นคนที่มีความสนิทชิดเชื้อ กับผู้พิพากษา มีเรื่องเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย ผมจึงต้องให้ความเป็นธรรมกับตุลาการเขา ศาลอุทธรณ์เขาครับว่า ท่านไปคุยกับผู้พิพากษาท่านไหน ท่านระบุชื่อมา ระบุนามสกุลมา เพราะกรรมาธิการไม่เคยได้มีโอกาสที่จะเห็นผู้พิพากษามาร่วมในการพิจารณา แล้วผมเรียน ครับว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอสมควรแล้วครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานนิดเดียวครับ ท่านประธาน บอกว่าจะไปเชิญ จะไปออกคำสั่งเรียกผู้พิพากษามา ไม่ได้ ไม่จริงหรอกครับท่านประธาน เราไม่ออกคำสั่งเรียกอยู่แล้ว ท่านมีหนังสือถึงศาลยุติธรรมขอความร่วมมือจัดส่งผู้พิพากษามา ซึ่งเขาจะมีกองวิชาการมาให้คำแนะนำแสดงความคิดเห็นว่าถ้ารัฐธรรมนูญจะออกอย่างนี้ มันติดขัดประเด็นไหน อย่างไร ท่านทำได้ครับ ท่านไม่มีสิทธิไปออกคำสั่งเรียกหรอกครับ เพราะเขาไม่ได้เกี่ยวข้องประเด็นแบบนี้ แต่ว่าท่านขอความร่วมมือทำได้ครับ รัฐสภาแห่งนี้ ขอความร่วมมือเชิญผู้พิพากษามาให้ข้อเท็จจริงความเห็นในเรื่องของการพิจารณา กระบวนการที่จะเป็นไปตามการออกกฎหมายทำได้ เพราะฉะนั้นท่านพูดท่านต้องพูดให้ครบครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ เมื่อก่อนหน้านี้ ท่านธนาใช้สิทธิสงวนความเห็นแล้วอภิปราย กรรมาธิการใช้สิทธิตอบชี้แจง แล้วท่านธนา ใช้สิทธิพาดพิงนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็จะให้ทางกรรมาธิการ ๑ ท่าน เพื่อความเป็นธรรม แล้วก็ไม่ควรพาดพิง ชี้แจงในข้อเท็จจริงแล้วก็จบครับ

นายพิชิต ชื่นบาน กรรมาธิการ

ผม พิชิต ชื่นบาน ในฐานะกรรมาธิการ ถ้าเอาเทปมาถอดนี่นะครับ ท่านผู้อภิปรายล่วงเกินผมเกินไปในการที่มากล่าวหาว่า ผมไปคุยกับผู้พิพากษาท่านไหน ผมยังไม่ได้เอ่ยเลยนะครับ แต่ก็ขอบคุณที่ท่านให้เกียรติผม ว่าผมเป็นทนายใหญ่นะครับ ก็ขอบคุณ อย่างนี้นะครับคำตอบผมตอบในหลักการแล้วครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๗ ผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต้องปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญครับ ข้อที่ ๑

แล้วข้อที่ ๒ ผมก็ยืนยันชัดเจนว่าเหตุลักษณะคดีพวกนี้มันเป็นคดีที่ไม่มี ข้อยุ่งยากนะครับ ผมไม่ได้บอกเลยว่าผมไปถามผู้พิพากษาท่านไหนนะครับ แล้วผมก็บอก ได้เลยว่าสิ่งที่คุณพูดเรื่อง วิ. แพ่ง วิ. อาญานี่มันก็เกินเลยไป เพราะคดีเลือกตั้งนี่ศาลอุทธรณ์ เขามีวิธีพิจารณาคดีเฉพาะ คุณเอาตำแหน่งมาแลกกับผมเลยถ้าไม่มี อย่าพูดให้ประชาชน สับสน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จบนะครับ ขอเดินต่อเลยครับ ท่านไพจิตจบแล้วกระมังครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตปรึกษาท่านประธานนะครับ แท้จริงแล้วการอภิปรายในวาระที่สองก็เป็นสิทธิ ของสมาชิกที่ขอแปรญัตติ ขณะเดียวกันครับท่านประธาน การใช้เวลาในการที่จะอธิบายเหตุและผล ก็ควรที่จะเป็นประโยชน์ต่อที่ประชุม ผมฟังจากการอภิปรายของท่านสมาชิก ขออนุญาต ต้องเอ่ยชื่อท่าน ท่านธนา ชีรวินิจ ท่านใช้เวลาร่วม ๒ ชั่วโมง เสร็จแล้วกรรมาธิการก็ตอบ ท่านประธานพยายามที่จะให้การอภิปรายใช้เวลาตามสมควร ได้เตือนถึง ๓-๔ ครั้ง แต่ว่า ท่านผู้อภิปรายก็ใช้สิทธิการอภิปรายจนที่สุดแล้วก็จบลง ขณะที่มีท่านสมาชิกก็พยายาม จะทำหน้าที่เพื่อใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ผมคิดว่าเมื่อกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้ตอบชี้แจงนี่ ก็ควรที่จะให้เวลาท่านกรรมาธิการ อย่างเต็มที่ พวกผมซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเป็นคนที่จะลงมติว่าจะเอาตาม กรรมาธิการหรือจะเอาตามผู้สงวน มันมีดุลยพินิจแล้วครับท่านประธาน ก็ไม่ควรที่จะต้องให้ ใช้สิทธิตอบโต้กัน ๒ รอบ ๓ รอบ ผมอยากให้บรรทัดฐานอันนี้ก็อยู่ที่ดุลยพินิจท่านประธาน ว่าเมื่อให้กรรมาธิการตอบแล้วก็ขอให้พวกผมได้ใช้สมองในการที่จะลงวินิจฉัย จะยกมือ ตามท่านผู้สงวน หรือตามกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ แล้วก็เปิดโอกาสให้คนอื่นได้อภิปรายด้วย เวลาเหล่านี้จะเป็นเวลาที่จะบริหารให้ไปได้ตามข้อตกลงของวิป ๓ ฝ่ายว่าจะโหวตกัน ในวันที่ ๘ ด้วยความตั้งใจนะครับ ผมไม่อยากให้มันเป็นอย่างอื่น ใช้เวลาเกินกว่าความจำเป็น ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ก็พยายาม ปฏิบัติตามนั้นอยู่แล้วนะครับ ท่านสมควรแล้วครับ ท่านธนาพอเถอะครับ ไม่อนุญาตแล้วละครับ ถ้าอย่างนี้ก็พาดพิงกันไปพาดพิงกันมา มันไม่มีเสียหายอะไร เขาชี้แจงเท่านั้นเองครับ คงไม่ได้ครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านไม่ใช่เวทีโต้วาทีนะครับ ที่จริงแล้วท่านอภิปราย ในส่วนที่ท่านสงวนความเห็น แล้วกรรมาธิการชี้แจงก็จบตรงนั้นแล้วครับ แล้ วผม ให้เกียรติท่านเมื่อครู่นี้ ท่านครับ เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่ชาวบ้านเขาฟังอยู่แล้ว ท่านธนาครับ ผมให้เกียรติท่านมากแล้วนะครับ ผมย้ำนะครับ ท่านสงวนความเห็น ท่านมีสิทธิอภิปราย แล้วก็อภิปรายเกือบ ๒ ชั่วโมง แล้วก็กรรมาธิการก็ชี้แจงมันก็จบอยู่ตรงนั้น แล้วผมให้เกียรติท่าน เมื่อครู่ เชิญครับ ครึ่งนาทีนะครับแล้วไม่พาดพิง

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครึ่งนาทีครับ ผม ธนา ชีรวินิจ จะไม่ใช้เวลามากแต่ว่าจำเป็นต้องชี้แจง การที่ท่านลุกขึ้นมาบอกว่า ศาลอุทธรณ์สามารถใช้กระบวนการพิจารณาของการเลือกตั้งท้องถิ่นได้ ผมเรียนว่าเขาใช้ได้ เพราะท่านไปออกกฎหมายเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะให้ศาลอุทธรณ์มาใช้กระบวนการ พิจารณาคดีเฉพาะการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ท่านออกกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านเลือกตั้ง สสร. ท่านไม่ได้ออกไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าให้ศาลใช้กระบวนการของการเลือกตั้งท้องถิ่น มาอนุโลมใช้กับการเลือกตั้ง สสร. นี่คือเป็นปัญหาครับว่าท่านผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ท่านทำไม่ได้ เพราะท่านไม่ได้ให้อำนาจไว้แค่นั้นเองครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันอย่างนี้อยู่แล้วครับ ถ้าไม่ให้ก็เป็นสองมาตรฐาน สักครึ่งนาทีเหมือนกันนะครับ เพราะก็เอากันทั้งวันอย่างนี้ครับ

นายพิชิต ชื่นบาน กรรมาธิการ

ผม พิชิต ชื่นบาน สมาชิกรัฐสภา กรรมาธิการ ไม่ถึงครึ่งนาทีหรอกครับ ผมถึงตอบในหลักการอย่างไรว่าผมยกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๗ ผมบอกว่าการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาลนี้ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เข้าใจหรือยังครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ บุญญามณี เชิญครับ ท่านครับ มีท่านสมาชิกทักท้วงหลายท่านครับ ขอความกรุณาท่านอภิปราย เข้าประเด็นที่สงวนความเห็นครับ ผมตั้งใจฟังครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานครับ ผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมก็จะใช้สิทธิที่ได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ซึ่งผมคิดว่าข้อสงวนคำแปรญัตติของผมนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพิจารณาของท่านกรรมาธิการ แล้วก็เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ในประเด็นมาตรา ๒๙๑/๕ นี่ ผมไม่เห็นด้วยที่กรรมาธิการได้ไปแก้ไขเพิ่มเติมในบทบัญญัติ ในวรรคสี่ ซึ่งในข้อเท็จจริงผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ตั้งแต่วรรคหนึ่ง วรรคสองไปนะครับ แต่ว่าผมคิดว่าเพื่อประหยัดเวลาผมจะไม่ขออภิปรายแล้วครับท่านประธาน ในวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม ผมจะไปที่วรรคสี่ครับ ท่านประธานครับ ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อกรรมาธิการ เผื่อว่าท่านจะได้ทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในส่วนของวรรคสี่ท่านได้ใช้แก้ไขว่า หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเดิมบอกว่าให้เป็นไปตาม ระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด โดยอาจนำหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้บังคับโดยอนุโลม อันนี้ท่านตัดออกไป ท่านบอกว่าให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการนี้ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งมีอำนาจประกาศกำหนดบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าวที่ไม่จำเป็นต้องนำมา บังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษาด้วย เอาเฉพาะวรรคสี่นี้ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมคิดว่าไม่มีเหตุผลนะครับที่ท่านพยายามอธิบายอะไรก็แล้วแต่ ว่าท่านอยากจะให้นำกฎหมายการเลือกตั้งท้องถิ่นมาบังคับใช้ วันนี้ถ้าท่านจะบอกว่า มันเหมือนกับในเลือกตั้งนายก อบจ. แล้ววันนี้ท่านลองไปดูมาตรา ๒๙๑/๑ สิครับ ท่านได้ กำหนดไว้ชัดเจนว่า สสร. นั้นให้มีได้มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ก็เหมือนกับ คือการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในปัจจุบันนี่ละครับ เขามีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ ๑ คน เหมือนกันเลยครับ แต่เวลาใช้กฎหมายในการที่จะให้ได้มาซึ่ง สสร. ท่านกำหนดเหมือนกันว่าจังหวัดละ ๑ คน ท่านไม่ยอมใช้กฎหมายการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในส่วนที่ว่าด้วยการเลือกตั้งวุฒิสภามาบังคับใช้ ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวมีฐานะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ผมจึงได้สงวนคำแปรญัตติ ในประเด็นนี้ไว้ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๕ วรรคสี่ ผมอ่านเฉพาะ วรรคสี่ ๓ วรรคผมแปรญัตติไว้ด้วย แต่ว่าผมเคารพว่าผมไม่อภิปรายซ้ำไปใน ๓ ประเด็นนั้นแล้วครับ ผมไม่ติดใจ แต่ว่าเอาในสาระหลัก ในวรรคสี่ของผมผมขอสงวนคำแปรญัตติเป็นดังนี้ครับ หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและบทกำหนดโทษ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ท่านประธานเห็นไหมครับ ผมบัญญัติให้นำกฎหมายว่าด้วยการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภามาบังคับใช้ มันสอดคล้องกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเขามี จังหวัดละคนอยู่แล้ว เลือกตั้ง สสร. ท่านก็ไปกำหนดจังหวัดละคนในมาตรา ๒๙๑/๑ แต่เหตุไฉนเวลาเขาเลือก วิธีการเลือกการให้ได้มาท่านไม่ยอมให้นำกฎหมายว่าด้วย การเลือกตั้งวุฒิสภา ซึ่งมันมีฐานะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้ในการให้ได้มา ซึ่ง สสร. ด้วยความเคารพ ผมเคารพท่านประธานกรรมาธิการ เพราะว่าท่านก็เป็น รองประธานที่นี่ โดยส่วนตัวเคารพกัน ผมเห็นแย้งกับท่านจริง ๆ ครับ ท่านบอกว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นมีฐานะเท่ากับกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. มันไม่เท่ากันนะครับ เพราะสถานะกฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. มันเป็น ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญครับ มันเป็นกฎหมายคู่รัฐธรรมนูญ ศักดิ์และศรีนี่ เวลาการเลือกตั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญท่านไปดูสิครับว่าเขามีอะไรบัญญัติไว้ ฐานะมันอยู่เหนือกว่าพระราชบัญญัติธรรมดาอยู่แล้ว นี่คือสิ่งที่เจตนาเบื้องต้นก่อน เหตุผลข้อแรกที่ผมไม่เห็นด้วยกับท่าน

เหตุผลข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมพยายามที่จะบอกว่าถ้าจะให้มี สสร. มันควรจะปลอดจากการไปครอบงำของพรรคการเมือง ผมไม่อยากจะไปพูดอะไร ให้มันเป็นข้อที่ให้ใครเสียหายละครับ แต่ว่าวันนี้คนทั้งประเทศเขาคลางแคลงใจว่า สสร. ที่กำลังจะคลอดกันไม่มีความเป็นอิสระ สสร. ที่จะคลอดใหม่เป็นไปได้ไหมที่จะมี พรรคการเมืองเข้ามาครอบงำ ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. ท่านไปอ่าน ดูสิครับ กฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. บัญญัติไว้ชัดเจนเลยครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านจะได้มี กฎหมายอยู่ในมือ ผมขออนุญาตอ่านสั้น ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาของท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ท่านไปดูในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ท่านไปดูในหมวด ๒ ครับ การเลือกตั้งและการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา

ส่วนที่ ๑ ท่านประธานครับ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ผมไปดูที่ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๑๒๐ บัญญัติไว้ชัดเจนว่าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ใช้เขตจังหวัด เป็นเขตเลือกตั้ง และให้มีสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดละ ๑ คน โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียง ลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ ๑ เสียง และให้ใช้วิธีออกเสียงโดยการลงคะแนนลับ มันตรงกับสิ่งที่เราจะให้เลือกตั้ง สสร. ครับ แต่ว่าทำไมท่านไม่ใช้กฎหมายฉบับนี้

มาตราต่อไป ท่านประธานครับ มาตรา ๑๒๑ ผมเอาเฉพาะ ๒ มาตราครับ มาตรา ๑๒๑ เขียนไว้ชัดเจนครับว่าการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้นำความ ในมาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ เว้นแต่ บทบัญญัติที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองมาใช้บังคับโดยอนุโลม กฎหมายเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เขาห้ามชัดเจนไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองมาบังคับใช้ เพราะเขาไม่ต้องการให้ สมาชิกวุฒิสภาสังกัดพรรคการเมือง หรือพรรคการเมืองเข้าไปครอบงำสมาชิกวุฒิสภา นี่คือ เจตนารมณ์เขียนไว้ชัดเจนครับ พวกผมจึงคิดว่าการที่จะให้ได้มี สสร. เพื่อปลอดจากข้อครหาต่าง ๆ ก็ควรจะได้นำบทบัญญัติที่ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามาบังคับใช้ แล้วก็ ห้ามพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง กับการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมเข้าใจว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากรู้ แต่ทำไมท่านไม่คิดที่จะห้าม หรือว่าท่านไม่คิดที่จะ นำบทบัญญัตินี้มาบังคับใช้ หรือท่านจงใจจะให้พรรคการเมืองเข้ามามีสิทธิ มีเสียง ในการจัดการเลือกตั้ง สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้น ท่านประธานครับ มันจะแตกต่างอย่างไรกับเราให้สภานี้ร่างรัฐธรรมนูญเสียเลยไม่ดีกว่าหรือครับ เพราะเขาก็ได้รู้อยู่แล้วว่าใครสังกัดพรรคไหน นี่คือสิ่งที่ผมพยายามเรียนว่าผมไม่เห็นด้วย ในการนำกฎหมายท้องถิ่น ท่านไปดูสิครับ ท่านประธานครับ ในพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่อยู่ในมือผมขณะนี้ ไม่มีเลย แม้แต่สักมาตราที่ห้ามพรรคการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น นั่นคือจึงเป็นที่มา ที่บอกว่าพรรคการเมืองส่งผู้สมัครลงท้องถิ่นได้อย่างไรครับ ไม่ว่าจะส่งผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะส่งนายก อบจ. ส่งนายกเทศบาล หรือส่งนายก อบต. พรรคการเมืองส่งท้องถิ่นได้เพราะไม่มีกฎหมายห้ามเอาไว้ ผมคิดว่าถ้าท่านตั้งใจที่จะไม่ให้ สสร. ถูกครอบงำ หรือว่าเราไม่ต้องการจะไปยุ่งเกี่ยว หรือไม่มีพรรคการเมืองใดไปชี้นำให้ สสร. ร่างรัฐธรรมนูญไปตามคำบงการ หรือความต้องการของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ทำไมเราไม่เอากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. มาบังคับใช้ นี่คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ท่านไปเอากฎหมาย เลือกตั้งท้องถิ่นมาบังคับใช้กับการให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มันไม่มีเหตุผลเลยครับ ว่าวันนี้สิ่งที่ท่านบอกว่าก็ใช้กฎหมายท้องถิ่นเขาใช้บังคับเลือกตั้ง อบจ. ก็ อบจ. มันพรรคการเมืองครอบงำได้อย่างไรครับ เข้าไปยุ่งเกี่ยวได้อย่างไรครับ หรือว่า กทม. พรรคการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ นี่คือประเด็นที่พี่น้องประชาชนกังวลและสงสัยว่าถ้าอย่างนั้น เราคิดอย่างไรกับสภาร่างรัฐธรรมนูญ เราต้องการให้ สสร. เป็นอิสระปราศจากการครอบงำ ของพรรคการเมืองหรือไม่ หรือว่าต่อไปนี้เราจะยอมรับกันเลยว่าให้พรรคการเมืองส่ง สสร. ได้ ถ้าเรานำกฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. มาบังคับใช้ พรรคการเมืองไหนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง สสร. พรรคการเมืองนั้นถือว่าทำผิดกฎหมายก็มีสิทธิโดนยุบครับ พรรคการเมือง ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ สสร. พรรคการเมืองนั้นถือว่าทำผิดกฎหมาย เมื่อทำผิดกฎหมาย พรรคการเมืองนั้นก็ต้องถูกยุบ แต่เมื่อเราไม่มีกฎหมายห้ามไว้พรรคการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ ความเป็นอิสระของสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่มีเหลืออีกต่อไป นี่คือประเด็นที่ผมจะกราบเรียน กับท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่า ผมไม่เห็นด้วยในการกำหนดของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่จะให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นมาบังคับใช้กับการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมจึงได้สงวนคำแปรญัตติด้วยถ้อยคำดังที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน เป็นเบื้องต้นไว้ว่าหลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ในส่วนเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและให้นำ บทกำหนดโทษมาใช้บังคับโดยอนุโลม คำว่า โดยอนุโลม ก็มีความหมายอยู่แล้วว่า บทบัญญัติใดที่ไม่ขัดกันก็ให้นำบทบัญญัติมาใช้ได้ ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ประการแรก เหตุผลแรกที่ผมไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วผมยิ่งไม่เห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งเมื่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไปเพิ่มเติมถ้อยคำในร่าง ในฉบับแก้ไข ในวรรคท้าย ในมาตรา ๒๙๑/๕ วรรคท้าย การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านตัดสิทธิ การเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลังการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้น ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์รับคำร้อง เดิมมันไม่มีว่านับแต่ไหน แต่ว่าวันสุดท้าย ได้ทบทวนกันแล้วผมเป็นคนเสนอว่ามันนับจากไหนล่ะ ๓๐ วัน ในที่สุดที่ประชุมยอมรับว่า ให้นับจากวันที่ได้รับคำร้อง ปัญหามันไม่สิ้นสุดอย่างนี้ละครับ ท่านประธานครับ ประเด็น ที่เพื่อนได้กล่าวแล้วผมจะละเว้นถ้าไม่จำเป็น แต่ว่าสิ่งหนึ่งเราไม่ได้ฟังเลยว่าศาลอุทธรณ์ เขาพร้อมจะพิจารณาคดีหรือไม่ เราฟังแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประทานโทษ ผมต้องพาดพิงคณะกรรมการการเลือกตั้งท่านชี้ให้เห็นว่าท่านไม่อยากทำเพราะอะไร เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่อยากที่จะได้รับเผือกร้อนไว้ก็โยนเผือกร้อนไปที่อื่น ประทานโทษต้องพูดอย่างนี้ เราก็ไม่ได้เชิญศาลอุทธรณ์เขามาฟังเลยว่าเขาจะมีความพร้อม มีความสามารถ มีขีดความสามารถด้วยกำลังคนพร้อมที่จะทำพิจารณาคดีนี้หรือไม่ แล้วมิหนำซ้ำการยื่นคัดค้านใครจะเป็นคนยื่นครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นคน รวบรวมพยานหลักฐาน รวบรวมทำสำนวนส่งไปให้ศาลอุทธรณ์หรือว่าให้คนที่มีความรู้สึกว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือว่าคนที่ลงแข่งเป็น สสร. แล้วไม่ได้รับการเลือกตั้งไปร้องศาลเอาเอง ใครจะเป็นคนรวบรวมก็ไม่มีบทบัญญัติกำหนดเอาไว้ว่าใครเป็นคนรวบรวมพยานหลักฐาน นำสู่ศาลอุทธรณ์ นี่คือล้วนแต่เป็นปัญหาทั้งสิ้นท่านประธานครับ มิหนำซ้ำท่านประธานลองไปดูสิครับ ถ้าท่านจะบอกว่าท่านไปกำหนดไว้ ๓๐ วัน ขนาดเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ที่ส่งไปให้ศาลฎีกา ผมเข้าใจว่าคงเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ ผมไปเปิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ ผมขออนุญาตอ่านนิดเดียว ไม่เยอะ ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอน สิทธิการเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุด วรรคแรกไม่เกี่ยวครับ เกี่ยวกับประเด็น ที่ผมจะนำเสนอวรรคสองนี้ครับ ในกรณีที่ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้าคณะกรรมการ การเลือกตั้งเห็นว่าควรให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้ใดให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย เมื่อศาลฎีกา ได้รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิก วุฒิสภาผู้นั้นจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำร้อง ท่านเห็นไหมครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่าศาลฎีกาจะต้องใช้เวลากี่วันในการพิจารณาคดี มันไม่เคยมีในประวัติศาสตร์การออกกฎหมายของประเทศไทยที่ฝ่ายรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติ จะไปออกกฎหมายบังคับฝ่ายตุลาการให้พิจารณาคดีให้เสร็จภายในกี่วัน สภาชุดนี้ครับ แล้วก็ ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นกฎหมายฉบับแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่เรากำลัง สร้างประเพณีใหม่บัญญัติกฎหมายกำหนดให้ศาลพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นภายในกี่วัน ถ้าเรา ยอมรับประเพณีนี้ ต่อไปนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่ากฎหมายทำนองนี้จะต้องออกมาอีกแล้วก็ไป บังคับศาลยุติธรรมให้เขาทำอะไรตามอำเภอใจของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมันไม่ควรเป็นอย่างนั้นครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ จึงไม่กล้าบัญญัติไว้ว่าศาลฎีกาจะต้องใช้เวลาเท่าไร ในการพิจารณาหรือมีคำสั่งว่ากี่วัน ไม่มีใครกล้ากำหนด แต่เรากำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ เรากำลังสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับอำนาจนิติบัญญัติไปข่มเหงอำนาจตุลาการ โดยไป กำหนดระยะเวลาไปข่มขืนใจให้ฝ่ายตุลาการทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการภายในเวลาเท่านั้น เท่านี้วัน นี่คือสิ่งที่ผมรับไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านลองไปดูสิครับว่าในวรรคท้ายของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ ได้บัญญัติไว้ว่า ให้นำความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสามมาใช้บังคับกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นโดยอนุโลม โดยการยื่นคำร้องต่อศาลตามวรรคสอง ให้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ และให้คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ผมเข้าใจว่าคงจะเป็นอำนาจ ข้อนี้กระมังครับที่ท่านไปโยนอำนาจนี้ให้เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ได้กำหนดว่าศาลอุทธรณ์ต้องตัดสินคดีให้เสร็จภายในกี่วัน ท่านทำเลยกรอบ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ท่านไปกำหนดกรอบไปบังคับศาลยุติธรรมให้ทำในสิ่งที่ ท่านต้องการว่าต้องให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นี่คือสิ่งที่ด้วยความเคารพต่อกรรมาธิการว่า ผมไม่อยากเห็นฝ่ายนิติบัญญัติไปสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้เกิดขึ้นในการตรากฎหมาย มาบังคับใช้กับประเทศนี้แล้วไปตรากฎหมายไปก่อให้เกิดก้าวก่ายการใช้อำนาจของอีกฝ่ายหนึ่ง ของฝ่ายตุลาการ โดยไม่ฟังเสียงของฝ่ายตุลาการเลยแม้แต่น้อย ด้วยความเคารพ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านพิชิต ผมนี่ก็อาจจะเป็นทนาย แต่ว่าไม่ได้ว่าความ มานานพอสมควรแล้วเหมือนกัน ตั้งแต่มาเป็น ส.ส. นี่ก็หยุดอาชีพว่าความ แต่คดี ไม่มีข้อยุ่งยากมันคือคดีฝ่ายเดียว เช่น คดีขอเป็นผู้จัดการมรดก อย่างนี้ถ้าไม่มีผู้คัดค้าน ก็ถือว่าสืบฝ่ายเดียว อันนี้ไม่มีข้อยุ่งยาก ครั้งเดียวก็จบ แต่ทันทีที่เป็นคดีมีข้อพิพาทต้องให้โอกาสครับ การพิจารณาคดีในศาลต้องให้โอกาส การยื่นคำร้องในคดี การร้องคัดค้านศาลอุทธรณ์ถ้าไปยื่นคำร้องว่า สสร. ชื่อนาย ก ได้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นไปยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนสิทธิของนาย ก จาก สสร. ต้องไปยื่นคำร้อง ทันทีที่ไปยื่นคำร้องท่านก็คงทราบ มันต้องมีกระบวนการส่งหมาย ถ้าส่งหมายแล้วหลังจากรับหมายแล้วมีเวลา ๘ วันให้ยื่นคำให้การ กรณีอย่างนี้เรานับว่าเอาละ วันนี้ส่งไปยื่นฟ้อง พรุ่งนี้ศาลออกหมายให้ ศาลออกหมายให้ไปส่งจำเลยหรือว่าคู่ความรับหมาย ถ้ารับหมายต้องยื่นคำให้การภายใน ๘ วัน อย่างนี้ถูกไหมครับท่านทนายใหญ่ ผมไม่รู้นะ เมื่อไปยื่นแล้ว รับหมายแล้วต้องยื่นคำให้การภายใน ๘ วัน แต่ในกรณีที่ไม่ได้รับหมาย มันปิดหมาย ถ้ากรณีไปส่งหมายคำฟ้องให้แล้วไม่เจอคู่ความก็ต้องปิดหมายไว้ ปิดหมายไว้กว่าจะมีผลมันต้อง ๑๕ วัน ถือว่ารู้ พอ ๑๕ วันมาบวกกับโอกาสในทางพิจารณา ความแพ่ง อีก ๘ วันยื่นคำให้การ รวมแล้ว ๒๓ วัน ระยะเวลาจากที่ได้รับคำฟ้องกรณี ปิดหมาย แล้วไปยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายแพ่งให้เวลา ๒๓ วันแล้ว พอยื่นคำให้การศาลจะต้องนัดพร้อม ยื่นนัดพร้อม ยื่นชี้ ๒ สถาน ให้ ๒ ฝ่าย เอาบัญชีพยานมาดูกัน เวลา ๓๐ วันมันทันที่ไหนละครับ นี่ยังไม่ได้สืบพยานเลย ยังไม่ได้ สืบพยานผู้ร้อง ยังไม่ได้สืบพยานผู้คัดค้านเลย ๓๐ วันมันหมดไปแล้ว แล้วเราไปบอกว่า ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีและตัดสินให้จบภายใน ๓๐ วัน ศาลเขาทำไม่ได้ครับ นี่คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมจึงถือโอกาสนี้มาชี้แจงข้อที่ผม ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากต่อท่านสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ผมพยายามที่จะเรียน หาทางออกให้ ผมฟังมาวันนี้เป็นวันที่ ๖ แล้ว ผมก็ไม่ทราบว่ามันจะมีบุคคลใดบ้างที่จะส่ง สัญญาณให้ท่านได้ฟังกรรมาธิการเสียงข้างน้อยอย่างผมบ้าง หรือใครที่จะสั่งท่านได้บ้าง ไม่ว่าคนนั้นจะอยู่ในประเทศ อยู่ต่างประเทศ หรืออยู่ที่ใดในโลกนี้ หากทราบด้วยญาณวิถีใด ๆ ก็ขอจงได้ส่งข้อความที่ผมได้บอกท่าน เรียนต่อท่านประธานรัฐสภาแห่งนี้ดลบันดาล ให้ท่านได้รับทราบด้วยญาณวิถีนั้น ๆ เผื่อว่าท่านจะได้เห็นแสงแห่งธรรม ท่านจะได้เห็นว่า ทางที่จะไปสู่สวรรค์นั้นมันมีจริง ถ้าชี้แล้ว พูดแล้วท่านยังไม่เชื่ออีก ท่านจะเดินทางตรงข้าม กับทางสวรรค์อีก ผมก็สุดปัญญาจริง ๆ ครับ ผมเรียนท่านวันนี้ในฐานะเป็นกัลยาณมิตรกับท่าน ผมทำหน้าที่กัลยาณมิตรของผมแล้วในวันนี้ ผมหวังว่ากรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยจะได้พิจารณาข้อความในมาตราที่ผมขอสงวน คำแปรญัตติไว้ด้วยมิตรไมตรีอันดียิ่ง ว่านี่คือทางออกของการแก้ปัญหา นี่คือหนทางแห่งธรรมครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ส่วนใหญ่ เกือบจะทั้งนั้นเลยนะครับสงวนในประเด็นเดียวกัน หรือไม่ก็คล้ายกัน เพราะฉะนั้น เวลาอภิปรายมันก็จะซ้ำกับคนอื่น เพราะฉะนั้นผมไม่อยากจะทักท้วงให้เสียจังหวะ หรือเสียความรู้สึกแต่ขอความกรุณาช่วยกระชับ ถ้ากระชับได้ก็จะดีครับ เพราะประเด็นสงวน ที่มันซ้ำกันแล้ว อภิปรายมันก็ต้องซ้ำกันอยู่แล้วละครับ เพราะฉะนั้นอยากให้กระชับสักนิดนะครับ ถือว่าให้เกียรติซึ่งกันและกันครับ ท่านมีอะไรครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ ผม สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตหารือท่านประธาน เนื่องจากว่าเข้าใจว่าวิป ๓ ฝ่าย แล้วก็คณะกรรมาธิการตกลงกันว่าจะประชุมวันนี้แค่ ๓ ทุ่ม แล้วจะหยุดวันพรุ่งนี้ แล้วไปประชุมต่อวันอังคารกับวันพุธ ทีนี้ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า เนื่องจากว่าผู้สงวนคำแปรญัตติมีทั้งฝั่งกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็สมาชิกพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ทีนี้ท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านอยู่ต่างจังหวัด แล้วท่านก็อุตสาห์เสียสละเวลาวันนี้ด้วย ท่านจะต้องขึ้นเครื่องกลับตอนค่ำเหมือนกันนะครับเพื่อพรุ่งนี้จะได้มีพบปะประชาชนบ้าง เป็นไปได้ไหมครับว่าหลังจากการพิจารณาอาจจะเป็นเสียงข้างน้อยหรือว่าจะสลับกัน ให้สมาชิกวุฒิสภาบ้างสัก ๒-๓ ท่าน ที่ท่านต้องมีภารกิจเดินทางกลับต่างจังหวัดเพื่อให้เรา จบวันนี้ ๒๑.๐๐ นาฬิกา ได้มีทั้งฝ่ายค้าน มีทั้งสมาชิกวุฒิสภาสลับกันไปอันนี้อาจจะขอให้ ท่านประธานช่วยขอความกรุณาสลับบ้างก่อนที่จะหยุดในวันนี้แล้วไปอภิปรายต่อ ในวันอังคาร ฝากท่านประธานช่วยขอความกรุณาด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมยังไม่ทราบข้อสรุป ของวิป ๓ ฝ่ายคืออย่างไรเพราะยังไม่ได้แจ้งผมเลยนะครับ ผมก็จะประชุมของผมไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ครับ เชิญคุณคำนูณ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธาน ผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ เป็นหนึ่งในตัวแทนของวิปวุฒิสภาที่เข้าร่วมประชุม ๔ ฝ่ายนะครับ คิดว่าก็คงจะแถลง ให้ท่านประธานได้ทราบเพราะว่าก่อนหน้านี้ก็ได้มีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไปแล้ว กล่าวโดยสรุปก็คือว่าในที่ประชุมใหญ่ของ ๔ ฝ่ายนั้นตกลงกันในเบื้องต้นเรื่องเงื่อนเวลาว่า ในวันนี้จะประชุมกันประมาณ ๒๑.๐๐ นาฬิกา บวก ลบ และจะไม่มีการประชุมในวันพรุ่งนี้ โดยที่จะไปประชุมต่อประชุมร่วมอีกทีหนึ่งในวันอังคาร ๒๔ และวันพุธที่ ๒๕ ส่วนจะประชุม ต่อในวันพฤหัสบดีหรือไม่นั้นยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน โดยจะประเมินอีกครั้งหนึ่ง ในการประชุม ๔ ฝ่าย เย็นวันอังคารที่ ๒๔ สาเหตุที่เลือกวิธีการเช่นนี้ก็เพราะประเมินดูแล้ว เชื่อว่าการประชุมยากที่จะเสร็จในเร็ววันและเมื่อขยายสมัยประชุมออกไปแล้วก็ควรจะได้ กระทำกิจการทั้งของวุฒิสภาซึ่งจะมีการประชุมในวันจันทร์และการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ปกติมีวันพุธ วันพฤหัสบดีก็อาจจะสงวนเวลาสำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรไว้ ในวันพฤหัสบดี แต่อย่างไรก็ดีในชั้นนี้ก็ได้ตกลงกันเฉพาะสัปดาห์หน้าก่อนว่าเป็นวันอังคาร วันพุธ ส่วนวันพฤหัสบดีที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกันคือฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรจะประชุมต่อเนื่อง ประชุมร่วมไปวันพฤหัสบดีด้วยนั้นเราจะประชุมประเมินอีกทีหนึ่งในเย็นวันอังคารครับ ท่านประธาน

ส่วนเรื่องเนื้อหาสาระระหว่างคณะกรรมาธิการกับสมาชิกผู้สงวนคำแปรญัตติ ที่อาจจะมีการปรับเข้าหากันนั้นที่ประชุม ๔ ฝ่ายได้ตกลงให้เป็นการประชุมวงเล็ก ที่แต่ละฝ่ายจะได้ส่งตัวแทนฝ่ายละ ๑ ท่านไปร่วมประชุมกัน ซึ่งเดี๋ยวกระผมก็จะต้องเดินทาง ไปประชุม ทีแรกก่อนหน้านี้นัดประชุมเวลา ๑๔.๓๐ นาฬิกา แต่เนื่องจาก ๑ ในตัวแทนของ ฝ่ายค้านก็คือท่านนิพนธ์ บุญญามณี ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านติดอภิปราย ท่านอภิปรายเสร็จแล้ว เดี๋ยวเราก็จะได้ไปประชุมกัน ก็อาจจะถ้าสามารถตกลงกันได้บางประเด็นโดยเฉพาะ ในประเด็นมาตรา ๒๙๑/๕ ที่กำลังอภิปรายกันนี้ก็อาจจะมีข้อสรุปที่เร็วขึ้น แต่ถ้าเผื่อ ยังไม่สามารถจะตกลงกันได้ก็จะได้กราบเรียนแจ้งให้ท่านประธานทราบอีกทีครับ อันนี้ก็เป็น เรื่องผลที่ได้ประชุมกันมาครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ดีครับ ก็เห็นด้วยครับ ถ้าทุกฝ่ายมีข้อยุติร่วมกันแล้วก็หารือกันอย่างนี้ครับ แล้วข้อเสนอท่านสมชายที่อยากจะ สลับอะไรก็เป็นเรื่องที่คุยกันเองครับแล้วก็ส่งชื่อขึ้นมา ผมให้ความร่วมมือไม่ขัดข้องอะไร ฟังความเห็นท่านประธานวิปรัฐบาล เชิญครับ

นายอุดมเดช รัตนเสถียร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ได้มีโอกาส หารือกันตามที่เมื่อสักครู่นี้ท่านคำนูณได้ชี้แจงกับท่านประธาน ผมต้องกราบขออภัย ท่านประธานที่ยังไม่มีโอกาสที่จะรายงานผลการหารือกันให้ท่านได้ทราบ เนื่องจากว่า หลังจากที่มีการหารือกันเสร็จเรียบร้อยท่านได้ขึ้นไปทำหน้าที่บนบัลลังก์นะครับ ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ท่านประธานทราบทีหลังบุคคลอื่นผมต้องขออภัย ก็เป็นไปอย่างที่ เมื่อสักครู่นี้ที่พี่คำนูณได้กรุณาเรียนต่อท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้นะครับ ว่าเราได้มีการหารือกัน เดิมนี่วิปทั้ง ๓ ฝ่ายมีความตั้งใจที่จะกระชับเวลาแล้วกำหนดเอาไว้ว่าจะมีการลงมติ ในวาระที่สามในวันที่ ๘ พฤษภาคม การที่จะลงมติวาระที่สามในวันที่ ๘ นั่นหมายความว่า เราจะต้องพิจารณาวาระที่สองให้เสร็จภายในวันที่ ๒๒ คือวันพรุ่งนี้ เมื่อเราได้มีโอกาสมาพิจารณา ถึงสาระสำคัญที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายรวมทั้งได้ขอสงวนคำแปรญัตติ ขอแปรญัตติเอาไว้ เห็นว่ายังมีอีกจำนวนมากพอสมควร ถึงแม้นว่าเราจะใช้โอกาสหารือกันในวันนี้ถึงดึก หรือแม้กระทั่งต่อในวันพรุ่งนี้ก็เชื่อว่าจะไม่เสร็จในวันที่ ๒๒ การที่จะลงมติในวาระที่สาม ในวันที่ ๘ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยหารือกันแล้วก็ให้มีตัวแทน ในการที่จะไปเจรจา ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอความเห็นเอาไว้นี้ครับ เราก็เห็นว่าจะมีการหารือกันในวงเล็ก มีตัวแทนของทั้งท่านวิป ส.ว. วิปฝ่ายค้าน วิปรัฐบาลและตัวแทนของกรรมาธิการ อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเราไม่สามารถที่จะพิจารณากันให้เสร็จสิ้นโดยเฉพาะในมาตรานี้ มาตรา ๒๙๑/๕ ฉะนั้นเราก็ตกลงกันว่าดึกกันมาหลายคืนแล้ว วันนี้ก็ไม่น่าจะเกิน ๓ ทุ่ม หลังจากนั้นวันพรุ่งนี้ ก็ให้โอกาสท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้โอกาสพี่ ๆ สมาชิกวุฒิสภาอีกหลายท่านที่ตั้งใจ ที่จะมีภารกิจในการลงพื้นที่บ้างนี่นะครับก็กลับไปพักผ่อนแล้วก็ลงพื้นที่กัน วันจันทร์นี่ครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภาได้มีการนัดหมายล่วงหน้าแล้วว่าจะใช้ห้องประชุมแห่งนี้ในการประชุม สาระสำคัญ วาระสำคัญของวุฒิสมาชิก เพราะฉะนั้นเราก็จะมาประชุมต่อกันในวันอังคาร ทันทีที่ห้องประชุมแห่งนี้ว่าง ถ้าหากว่าสามารถที่จะประชุมในวันอังคาร วันพุธ เดินหน้าไปได้ พอสมควร ยังมีความหวังว่าจะทำให้การพิจารณาวาระที่สองเสร็จสิ้นได้ในเวลาที่พวกเรา ตั้งใจเอาไว้นี่นะครับ แต่วันอังคารจะมีการประเมินสถานการณ์อีกทีหนึ่งว่าเราจะประชุมต่อ ในวันพฤหัสบดีหรือไม่ หมายความว่าวันพฤหัสบดีนี้อย่างไรเสียท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังคงต้องประชุมอยู่ดีแม้ว่าจะไม่ได้ประชุมร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เราก็จะมี การประชุมในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าหากว่ามีความจำเป็นที่จะต้องประชุม ในวันพฤหัสบดี ก็สามารถอาศัยอำนาจของท่านประธานงดประชุมวันพฤหัสบดี ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ประชุมร่วมของรัฐสภาต่อไปได้ นี่ก็คือสิ่งที่ได้หารือร่วมกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมได้มีโอกาสหารือแล้วก็นำเรียนท่านนั้นก็คือสิ่งที่เป็นสาระสำคัญ ที่เราได้หารือกันมาในวันนี้ครับ ขออนุญาตได้ชี้แจงให้ท่านได้ทราบตามนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

แปลว่าคืนนี้ ๓ ทุ่มใช่ไหมครับ

นายอุดมเดช รัตนเสถียร กรรมาธิการ

ที่ได้หารือกันเอาไว้นี่นะครับ ก็น่าจะประมาณ ๓ ทุ่ม แต่ก็อยู่ในดุลยพินิจของท่านประธาน ถ้าหากว่าเห็นว่าการหารือ ของตัวแทนในส่วนของทั้ง ๔ ฝ่ายไปหารือกันแล้วถ้าจะได้ข้อยุติและสามารถที่จะทำให้ การพิจารณากันในวันอังคาร วันพุธหน้า เดินหน้าไปได้ด้วยดี ถ้าวันนี้จะพิจารณาให้เลิกเร็วกว่านั้น ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

หมายความว่าวันนี้เลิกกัน ๓ ทุ่ม แล้วไปต่อกันวันอังคาร วันพุธ วันอังคารก็จะหารือกันอีกรอบว่าจะต่อวันพฤหัสบดีไหม แล้วถ้าวันพฤหัสบดียังไม่จบก็ยังไม่ได้พูดถึงก็ไปอย่างนี้เรื่อย ๆ ใช่ไหม แล้วอาทิตย์หน้า วันอังคาร วันพุธ ยังไม่ได้กำหนดใช่ไหมว่าเลิกสักกี่โมง ถ้าจะอย่างนั้นผมขออนุญาตใช้อำนาจ ของประธาน ใช้ดุลยพินิจว่าจะเลิกตอนไหนได้ไหม ควรอย่างนั้น แล้วก็ถ้าเป็นไปได้ ขอความกรุณาท่านทั้ง ๓ ฝ่ายลองหารือถ้าได้ข้อสรุปอย่างไรผมไม่ขัดข้องนะครับ แต่ทีนี้ อยากได้ความชัดเจนเท่านั้นเอง เสร็จแล้วถ้าเป็นไปได้น่าจะแบ่งเวลาไว้ประชุม สภาผู้แทนราษฎรด้วยเพราะมีวาระจำเป็นที่ต้องพิจารณาหลายวาระเหมือนกัน ถ้าจะ หยุดต่อเนื่องกันหลาย ๆ สัปดาห์ก็คงไม่เหมาะสม ก็อยากฝากให้ช่วยบริหารจัดการตรงนี้ด้วย ถ้าเป็นไปได้อาทิตย์หน้าที่จะประชุมกันวันอังคาร วันพุธ ผมขอวันจันทร์ด้วยเลยได้ไหมครับ ขอเป็นวันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดีก็เป็นประชุมสภาผู้แทนราษฎร ส่วนวุฒิสภา ก็เป็นสัปดาห์ถัดไปก็น่าจะไม่ช้าถ้าเป็นไปได้ครับขอความกรุณาครับ ขอเชิญท่านคำนูณครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ในวันจันทร์ที่ ๒๓ นั้นทางท่านประธานวุฒิสภาได้ออกระเบียบวาระและนัดประชุม เรียบร้อยแล้ว แล้วก็ภารกิจสำคัญของวุฒิสภาก็คือการพิจารณาร่างกฎหมายที่ผ่านจาก สภาผู้แทนราษฎร ในกรณีนี้ก็คือเป็นร่างพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้าม ทางการกีฬา พ.ศ. .... และเนื่องจากการพิจารณากฎหมายในวุฒิสภานั้นติดระยะเวลา ที่บังคับเอาไว้ ๓๐ วัน ๖๐ วัน และในขณะนี้เมื่อมีการขยายสมัยประชุมออกไป เวลาก็เริ่มนับ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าไม่ประชุมวุฒิสภาในวันจันทร์มันก็จะทำให้วุฒิสภาเสียเวลา ในการพิจารณาร่างกฎหมายที่ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรไป ถ้าในกรณีที่ระเบียบวาระของวันจันทร์นี้ ไม่มีการพิจารณาร่างกฎหมาย การงดประชุมวุฒิสภาในวันจันทร์ยังพอมีความเป็นไปได้ แต่ในเมื่อติดการพิจารณาร่างกฎหมาย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิดเดียวครับ ถ้าเลื่อน เป็นวันจันทร์หน้าจะกระทบกำหนดวันที่ว่านี้ไหม เรื่องพิจารณาข้อกฎหมาย ถ้าไม่กระทบครับ ถ้ากระทบก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าไม่กระทบอยากจะให้เลื่อนไปวันจันทร์ถัดไป

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กระทบครับ ท่านประธาน เพราะว่าเมื่อร่างกฎหมายถึงมือวุฒิสภาก็ถือว่าเริ่มนับ ๑ ทีนี้ถ้าเราไม่ประชุม วันจันทร์นี้เพื่อรับหลักการในวาระที่หนึ่งเราก็จะเสียเวลาไป ๗ วัน เพราะฉะนั้นขั้นตอน ในการพิจารณาเข้าใจว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติการเงิน ๓๐ วัน การพิจารณาในวาระที่สองก็จะกระทบกระเทือนไปด้วยครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

แต่ว่าท่านประธานครับ คือสิ่งที่ได้หารือกันในที่ประชุม ๔ ฝ่ายนั้น ในขณะนี้ที่มีความชัดเจนในระดับสำคัญก็คือ เมื่อเราเริ่มประชุมวันอังคาร วันพุธแล้ว ก็หมายความว่าการที่ตั้งกำหนดวาระที่สาม พยายาม ที่จะให้ลงมติในวาระที่สามได้ในวันที่ ๘ พฤษภาคมนั้น อันนั้นก็ถือว่าไม่ได้ และเราก็ไม่ กำหนดการลงมติในวาระที่สามไว้ล่วงหน้าอีกต่อไป ก็คือจะพิจารณาไปตามความเป็นจริง แล้วที่กระผมเสนอว่าก็ให้แต่ละฝ่ายคือแต่ละสภาก็ได้ปฏิบัติภารกิจของตนไป ก็คือ วุฒิสภาก็ประชุมวันจันทร์ สภาผู้แทนราษฎรก็มีภารกิจคั่งค้างก็ประชุมวันพฤหัสบดี แต่ว่า สำหรับสัปดาห์หน้าทางวิปรัฐบาลยังมีความเห็นว่าขอประเมินสถานการณ์อีกทีหนึ่ง ถ้าเผื่อ วันอังคารพิจารณาคืบหน้าไปได้เยอะ ซึ่งก็อยู่กับวงเล็กว่าเราจะถอยหรือยอมรับกันได้แค่ไหน ในส่วนของเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าสามารถประเมินแล้วว่ามีโอกาสจะเสร็จ ภายในวันพฤหัสบดีนั้นก็ถึงจะประชุมในวันพฤหัสบดี ซึ่งในประเด็นนี้ทั้ง ๔ ฝ่าย จะตัดสินใจกันในเย็นวันอังคารครับท่านประธาน อันนี้ก็เป็นความคืบหน้า แต่ว่าถ้าจะให้ คืบหน้ามากกว่านี้ก็คงจะต้องรอผลการประชุมวงเล็กซึ่งเป็นเรื่องของเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีความสำคัญ แต่ว่าในวงใหญ่นั้นได้กำหนดระยะเวลาเป็นกรอบไว้อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ผมขอเป็นแนวทาง ประกอบด้วยนะครับ ก็เห็นด้วยถ้าตกลงกันได้อย่างไรนะครับ วันนี้ก็แล้วแต่ที่ประชุม ผมจะรอฟังที่จะไปประชุมอีกรอบหนึ่งนะครับ และส่วนวันอาทิตย์กับวันจันทร์ วันอาทิตย์ หยุดพักผ่อนนะครับ แล้วก็วันจันทร์ก็ประชุมวุฒิสภา ของเราก็ไปประชุมต่อวันอังคาร วันพุธ แล้วก็วันอังคารหารือกันอีกทีว่าจะต่อวันพฤหัสบดีหรือไม่ หรืออีกทางหนึ่งถ้าวันอังคาร วันพุธหน้ายังไม่จบ เนื้อหายังเหลืออีกเยอะก็อาจจะไปขอประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันพฤหัสบดี แล้วก็กระโดดไปอีกทีวันจันทร์ วันจันทร์ขอจองพื้นที่ไว้ก่อนนะครับจากวุฒิสภา วันจันทร์ ทีนี้ผมขออนุญาตผมจะลากยาวเลยทีนี้ต่อเนื่องทุกวันแล้วจะหยุดเมื่อไรก็ค่อยว่ากัน ท่านจุรินทร์เชิญครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ความจริงท่านประธานมอบหมายตามที่ผมเสนอเมื่อคืนนะครับ ให้ ๔ ฝ่ายไปคุยกัน ข้อสรุป ออกมาเป็นอย่างไรมันก็ไปได้ดีอยู่แล้วครับ แล้วก็สัปดาห์ถัดไปที่ท่านประธานดำริว่า จะนัดประชุมวันจันทร์ วันอังคารไปเรื่อย ๆ นี่ ผมคิดว่าขอให้เป็นหน้าที่ที่ท่านประธาน มอบหมายให้ ๔ ฝ่ายไปคุยเถอะครับ ซึ่งเราตกลงกันแล้ววันอังคารเย็นจะประเมิน สถานการณ์กันอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็เมื่อผลเป็นอย่างไรขอให้เป็นไปตามนั้นก็จะสะดวกครับ และทุกฝ่ายจะปฏิบัติได้ดี ขอความกรุณาท่านประธานให้เป็นไปตามนั้นเถอะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนั้นผมดำเนินการ ตามนี้เลยนะครับ จะได้ดำเนินการต่อเลยครับ ขออนุญาตดำเนินการต่อเลยครับ เชิญ ท่านพีระพันธุ์ ท่านพีระพันธุ์ครับ ด้วยความเคารพนะครับ ต้องขอความกรุณาเพราะกรณี ที่สงวนความเห็นไว้ก็กรณีคล้ายกัน หรือเหมือนกัน หรืออันเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้น การอภิปรายก็อาจจะหลีกไม่พ้นมันต้องซ้ำคนอื่นอยู่แล้วแต่ผมก็จะอนุโลมนะครับ เพียงแต่ ขอให้กระชับเท่านั้นเองนะครับ ขอความร่วมมือด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ก่อนที่ผม จะดำเนินการต่อ ขออนุญาตหารือท่านประธานนิดเดียวครับ คือเมื่อได้ฟังท่านสมาชิกวุฒิสภา หารือท่านประธานแล้วผมก็เห็นใจครับ เพราะว่าก่อนหน้าผมนี้ก็มีเพื่อนสมาชิก จากพรรคประชาธิปัตย์หลายท่านได้ใช้เวลาอภิปรายไปพอสมควร ไม่ทราบว่า ผมจะขออนุญาตท่านประธานว่าให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาจากซีกวุฒิสมาชิกสักท่านหนึ่งก่อน แล้วต่อด้วยผมได้ไหมครับ จะได้ให้โอกาสทางด้านโน้นบ้างครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมไม่ขัดข้องครับ ผมไม่ขัดข้องครับ แล้วก็ส่งชื่อบอกผมก็แล้วกัน ท่านสุทัศน์มีอะไรครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเป็นผู้แปรญัตติ และเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ตามข้อบังคับและตามข้อตกลงของท่านประธาน ก็จะเป็นผู้ที่จะมีสิทธิอภิปรายก่อนผู้แปรญัตติ แต่กระผมก็ได้ฟังทางท่านสมชายได้กรุณา เรียนท่านประธานว่ามีท่านสมาชิกวุฒิสภาบางท่านมีความคิดเห็น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับท่านสุทัศน์ ประเด็นนี้ผมไม่ขัดข้องแล้วครับ ก็ให้ไปประสานนะครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

กระผมขออนุญาตที่จะเลื่อนวาระ การอภิปรายของกระผมไปหลังจากที่ท่านวุฒิสภาอภิปราย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ ก็ประสานกันเลยครับ ประสานข้างล่างแล้วก็ส่งชื่อมาผมไม่ขัดข้อง

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

ก็เรียนท่านประธาน แล้วแต่ ท่านวุฒิสภาจะมอบให้ใครนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ตรงกันแล้วท่านสุทัศน์ครับ เอาอย่างนี้ครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

ผมขออนุญาตสำหรับกระผมนั้น จะเป็นวาระต่อจากของท่านวุฒิสภาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ ผมให้ท่านพีระพันธุ์ได้อภิปรายก่อนนะครับ ระหว่างนี้ท่านก็ประสานกันก็แล้วกัน ก็แจ้งชื่อ บอกผม ไม่ขัดข้องครับ เชิญครับ จะได้ไม่เสียเวลาเชิญครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ 🔗

ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ อันดับแรก ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมจะพยายามใช้เวลาให้สั้นที่สุดตามที่ ท่านประธานขอร้องนะครับ แต่ว่าก็ต้องครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ และที่มีความคิดเห็นไว้นะครับ รวมไปถึงประเด็น เผอิญมาตรานี้ทางคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้มีการแก้ไขใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าจะพูดกันตามความเป็นจริงแล้วกรณีนี้ สมาชิกรัฐสภาในส่วนที่ไม่ได้แปรญัตติไว้มีสิทธิอภิปรายในส่วนที่กรรมาธิการแก้ไข แล้วก็ในส่วนที่พวกกระผมสงวนคำแปรญัตติไว้ก็ต้องมีสิทธิพูดในส่วนที่สงวนคำแปรญัตติไว้ก่อน แล้วจะมีสิทธิพูดในเรื่องของการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๒ ครั้งนะครับ แต่เพื่อให้เกิดความรวดเร็วไม่ต้องมาพูดกัน ๒ ครั้ง ก็ขออนุญาตพูดรวมไป ซึ่งความคิดเห็น ของแต่ละคนของพวกผม ก็มีความคิดเห็นที่บางส่วนอาจจะคล้ายคลึงกันครับ แล้วก็บางส่วน ไม่ได้ตรงกัน เพราะฉะนั้นผมก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าผมจะพยายามพูด ให้กระชับมากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะครับ แต่ก็ต้องขอท่านประธานให้สิทธิ ให้โอกาสผม ตามสิทธิที่ผมพึงมีพึงได้ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับครับ

ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๕ ต้องยอมรับว่าเป็นมาตราที่มีปัญหามากที่สุดครับ ในกระบวนการพิจารณามาถ้าไม่นับ มาตราแรก ในห้องประชุมกรรมาธิการนั้นในมาตราแรกความเป็นจริงแล้วยังมีข้อถกเถียงกัน น้อยกว่ามาตรา ๒๙๑/๕ เพราะว่าเราผ่านไปก่อนในการประชุมในช่วงแรกเรายังหาข้อยุติไม่ได้ เราก็คิดว่าเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าก็ผ่านไปก่อนเราก็พูดกันไปเรื่อย แต่ว่าในขณะที่ พูดในมาตราอื่น ๆ นั้นก็มีการพูดมาถึงมาตรา ๒๙๑/๕ อยู่ตลอดเวลา เพราะว่ามาตรา ๒๙๑/๕ นี่ มันมีหลายวรรคหลายตอนที่ไปเกี่ยวข้องกับมาตราอื่น ๆ จึงทำให้ต้องพูดโยงมา มาตรา ๒๙๑/๕ นี่หลายเรื่องหลายครั้ง แล้วต้นร่างของรัฐบาลเองก็ทำให้คณะกรรมาธิการ โดยรวมสับสน ไม่ว่าจะเป็นทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยก่อนที่จะแบ่งเป็นข้างนอก ข้างมาก ข้างน้อยนี่นะครับ สับสนทั้ง ๒ ฝ่ายครับ เพราะว่าได้ยกร่างมาทำให้เกิดความสับสน เนื่องจากว่าในแนวทางหรือว่าหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ถ้าหากท่านประธานได้กรุณาดู ในเนื้อหาสาระในมาตรา ๔ ได้กำหนดไว้ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ ถึง ๑๗ เท่ากับมี ๑๗ มาตรา แล้วก็เขียนโยงกันไปสลับกันมา ขึ้นหน้าขึ้นหลังจนงงกันไปหมด แล้วก็รูปแบบหนึ่งซึ่งผู้ร่าง ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ร่างที่แท้จริง ได้กำหนดแนวทางไว้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะต้องจัดการเลือกตั้งแล้วก็จะมี สสร. ผมขออนุญาตพูดคำย่อคือ สสร. ขึ้นมา จะต้อง ดำเนินการอะไร แบบไหน อย่างไร แล้วเมื่อ สสร. ดำเนินการไปแล้วเกิดข้อขัดข้องระหว่างทาง ผมใช้คำว่าระหว่างทางจะทำอะไรกันอย่างไร จึงได้ไปเกิดมาตรา ๒๙๑/๑๖ ขึ้นมาครับว่า ถ้าหากว่าระหว่างทางเกิดเหตุขัดข้องจะต้องไปทำอะไรกันต่อไป อย่างไร แล้วมีการเลือกกันใหม่ไหม จะต้องมีการเสนอญัตติอะไรกันใหม่ไหม แล้วก็มีการออกพระราชกฤษฎีกา ให้มีการเลือกตั้ง สสร. กันใหม่หรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า สสร. จะมี ๒ ครั้ง หรือ ๒ ชุด ถ้าหากเกิดเหตุขัดข้องระหว่างทาง กล่าวคือว่าในตอนเริ่มต้นนั้นก็จะมี การดำเนินการตามขั้นตอนที่ทางคณะกรรมาธิการหรือต้นร่างของรัฐบาลได้กำหนดไว้ ๑ ชุด แล้วถ้าหากว่าต่อไปเกิดปัญหาข้อขัดข้องก็จะมีเหตุให้เกิดการเลือกชุดที่ ๒ ขึ้นมาทำหน้าที่ แทนชุดที่ ๑ ตรงนี้จึงเกิดมาตรา ๒๙๑/๑๖ ขึ้นมา แต่ที่มันเกิดสับสนแล้วมาโยงมายุ่ง ในมาตรา ๒๙๑/๕ นี่ ก็เพราะว่าในประเด็นที่เพื่อนสมาชิกขออภัยเอ่ยนามคุณธนา ชีรวินิจ ได้กล่าวไปนะครับ ทำให้เกิดความสับสนในเรื่องของการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มี การเลือกตั้ง ซึ่งไปเขียนไว้ในต้นร่างว่าให้มีผลบังคับใช้นับแต่วันที่ที่ประชุมรัฐสภามีมติเลย ตรงนี้ทำให้เกิดข้อสับสนโต้แย้ง แล้วผมจำได้ว่าเพื่อนสมาชิกกรรมาธิการที่เป็นกรรมาธิการ จากซีกเสียงข้างมากในเบื้องต้นก็เห็นสอดคล้องกันหลายคน ที่มันสับสนอย่างนี้เพราะว่า ในตอนต้นทางคณะกรรมาธิการได้รับคำชี้แจงจากตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าในกรณีที่เป็นปัญหาที่เพื่อนสมาชิกคุณธนายกตัวอย่างขึ้นมานั้น มันเป็นเรื่องของ มาตรา ๒๙๑/๑๖ พวกเราก็เกิดความสับสนกันครับ เพราะว่าถ้าหากเป็นเรื่องของ มาตรา ๒๙๑/๑๖ นี่ ในขณะที่มาตรา ๒๙๑/๕ มันเป็นเรื่องทั่วไป แล้วคุณเอามาใส่ไว้ ในเรื่องทั่วไปแล้วคนทั่วไปเขาจะเข้าใจหรือไม่ว่าเป็นเรื่องของมาตรา ๒๙๑/๑๖ แล้วก็ ไม่ได้เขียนไว้ว่าเป็นมาตรา ๒๙๑/๑๖ ในขณะที่วรรคตอนอื่น ๆ ของมาตรา ๒๙๑/๕ มันหมายถึงตอนเริ่มต้น สสร. ชุดที่ ๑ ส่วนมาตรา ๒๙๑/๑๖ เป็น สสร. ชุดที่ ๒ แล้วคุณ มาเขียนไว้ตรงนี้มาแทรกไว้ตรงนี้ คนทั่วไปเข้าใจก็ต้องนึกว่าเป็นเรื่องของตอนเริ่มต้น ทั้งนั้นละครับ ไม่มีเข้าใจแบบผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาบอกหรอก ทางผู้แทน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็พยายามชี้แจงให้พวกเราเข้าใจ แล้วก็มีความเห็นกัน ในเบื้องต้นครับว่าถ้าเช่นนั้นกรณีที่เป็นปัญหาเรื่องการลงพระปรมาภิไธยแล้วหรือไม่ จะไปออกพระราชกฤษฎีกากันเมื่อไร ถ้าหากเป็นอย่างที่ทางผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาชี้แจงว่าที่เป็นประเด็นโต้แย้ง โต้เถียงหรือเห็นสับสนกันในกรณีนี้ในห้องคณะกรรมาธิการ ย้ายไปไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ เสียเลยดีไหม ให้เป็นเรื่องของใครของมัน จะได้ไม่ต้องมานั่งตีความสับสน เราเข้าใจ ขนาดพวกเรานั่งทำงานในห้องคณะกรรมาธิการยังไม่เข้าใจ ยังไม่รู้เรื่องเลย แล้วคนทั่วไป เขาจะไปเข้าใจไหม แล้วใครจะสามารถไปอธิบายให้คนอีกเป็น ๑๐ ล้านคนเข้าใจ ในความหมายตรงนี้ ถ้าหากว่าคนอีกเป็น ๑๐ ล้านคนเข้าใจความหมายในตรงนี้ผิดก็จะทำให้ เข้าใจคณะกรรมาธิการ เข้าใจรัฐสภาผิดตามไปด้วย ในเรื่องของการไปบังคับให้ออก พระราชกฤษฎีกาทันทีที่รัฐสภามีมติ ตรงนี้ละครับ จึงทำให้เกิดปัญหามากที่สุด ก่อนที่ จะไปเรื่องของกฎหมายของในมาตรา ๒๙๑/๕ แล้วก็ท้ายที่สุดก็ต้องขอบคุณครับ ผมพูด ด้วยความสุจริตใจ บริสุทธิ์ใจ ขอบคุณกรรมาธิการทุกฝ่ายละครับ ที่สุดท้ายก็เห็นตรงกัน แล้วก็ ขอให้ทางผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งแต่แรกเริ่มเดิมทียืนยันตามร่างทุกประการ ไม่มีเปลี่ยน พวกเราช่วยกันครับ ขอให้เขาช่วยปรับปรุงแก้ไข แล้วก็มีการแก้ไขปรับปรุง ข้อความในเนื้อความตรงนี้ครับ ทางคณะกรรมาธิการถึงได้ปรับปรุงไป ทำให้เกิดความชัดเจน ในประเด็นนี้มากขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ที่ผมพูดตรงนี้ก่อนจะได้เห็นเป็นตัวอย่างครับว่าเมื่อไรที่เกิดปัญหาแล้วเราคุย เราดูกัน ด้วยสุจริตใจ โดยเอาผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง มันแก้ได้หมด ท่านประธานเห็นไหมครับ ปัญหาแค่ตรงนี้ ถ้าหากว่าเรามีอะไรเป็นที่ตั้ง เป็นแนวตั้งไว้ เป็นธงไว้ว่าต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ ไม่ฟังเสียง ไม่อะไร ตรงนี้ก็ต้องออกมาแบบเดิม แล้วก็ยากครับ ยากที่จะทำให้คน เข้าอกเข้าใจกัน เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ท่านประธานครับ ผมจึงได้กราบเรียนท่านประธานว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นของข้อขัดแย้งหลายเรื่องที่ทำให้เกิดการแปรญัตติ แล้วก็เป็นข้อขัดแย้ง บางส่วนที่ทำให้ผมต้องมาแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๕ ต่อไปหลังจากที่มีปัญหาเรื่องนี้แล้ว ท่านประธานครับ ก็มีปัญหาต่อไปครับว่าเราจะเลือกตั้ง สสร. กัน แน่นอนครับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ใช่คนอื่นหรอกครับ ต้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งเขาจะเอาอำนาจ เอากฎเกณฑ์กติกา เอาอะไรมาจากไหน มาใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินการการเลือกตั้งครับ ตามร่างของรัฐบาลและต้นร่างที่ คณะกรรมาธิการใช้เป็นแนวในการพิจารณาได้กำหนดไว้บอกว่าให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งไปออกเป็นระเบียบ ซึ่งผมเป็นผู้หนึ่งซึ่งได้เสนอความเห็นคัดค้านไว้ครับว่า สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ความเป็นจริงแล้วเมื่อเขามีสถานะตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เขาต้องไม่มีสถานะแตกหรือต่างไปจากพวกเราที่เป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ในเมื่อพวกเราซึ่งเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. มีกฎหมายเฉพาะในการกำหนดที่มาของพวกเรา แล้วก็คณะกรรมการ การเลือกตั้งใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะไปดำเนินการการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ ผมคิดว่าควรจะต้องมีกฎหมายเป็นการเฉพาะ ก็มีการถกเถียงโต้แย้งกันหลายเหตุผลครับ บางท่านก็เสนอว่าเป็นไปได้ ทำตามระเบียบได้ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ยืนยันว่าทำได้ บางท่านก็บอกว่าไม่แน่ใจแล้วว่าทำได้หรือไม่ได้ ก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นหารือคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ที่ผมขออนุญาตเรียนตรงนี้จะไม่ซ้ำกับคนอื่นครับ เพราะว่าเมื่อได้คุยกันแล้ว ประเด็นสำคัญอันหนึ่งซึ่งผมได้หยิบยกขึ้นมาครับ แล้วผมก็ได้กระซิบบอกท่านประธาน คณะกรรมาธิการด้วย เพราะว่านั่งติดกัน ว่าการเลือกตั้งมันไม่ได้แค่มีวิธีการเลือกตั้งนะครับ มันจะต้องมีการลงโทษผู้ที่กระทำความผิดเลือกตั้งด้วย ถ้าหากทุกอย่างท่านไปเขียนกำหนด เป็นกฎเกณฑ์กติกาว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไปออกเป็นระเบียบ มันทำไม่ได้นะครับ ท่านประธานจะลงโทษจำคุกคน ลงโทษปรับคน ซึ่งเป็นโทษทางอาญาโดยอาศัยระเบียบ ไม่มีครับ เพราะอะไรครับ เพราะตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลจะพิจารณา พิพากษาลงโทษทางอาญากับใครได้นั้นต้องอาศัยกฎหมายครับ ไม่ใช่อาศัยระเบียบ ถ้าขืนออกอะไรไปแบบนั้นขัดรัฐธรรมนูญอีกแล้วครับ ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ทาง คณะกรรมาธิการเริ่มกลับมาทบทวนแล้วก็ขอความเห็นอีกครั้งหนึ่ง ทางตัวแทนของ คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งมานั่งร่วมอยู่ด้วยก็รับกลับไปหารือกับทางคณะกรรมการ การเลือกตั้ง สุดท้ายทางคณะกรรมการการเลือกตั้งก็แจ้งกลับมาว่าเขาต้องการกฎหมายเฉพาะ คือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. เป็นการเฉพาะ ตรงนี้ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานเพราะว่าผมต้องพูดขึ้นมาเนื่องจากว่ามีเพื่อนสมาชิกพูดไว้ แล้วก็ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงซึ่งผมไม่มั่นใจในข้อเท็จจริงตรงนั้น ผมถึงต้อง ขอพูดแล้วก็ให้ตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง คือครั้งที่ ๒ ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้บอกว่า เขามีหนังสือแจ้งมาอีกครั้งเขาไปพูดเรื่องอื่นแล้ว แต่ผมเข้าใจว่าเคยมีการถามเรื่องนี้กัน ในห้องประชุมกับตัวแทนที่เข้ามานั่งอยู่ เขายังพูดอยู่ในทำนองว่าจริง ๆ แล้วเขาอยากให้มี กฎหมายเฉพาะ แต่ประเด็นที่เขามาเป็นครั้งที่ ๒ มันคนละเรื่องเขาก็ต้องถามเรื่องอื่น เท่านั้นเอง แล้วเขาก็แสดงอาการไม่ค่อยสบายใจในหลายประเด็น เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้กฎหมายมันผ่านมาแล้วครับ เมื่อมันผ่านมาแบบนี้ มันก็ต้องแบบนี้แล้วครับ แต่ว่าผมยังมีความเข้าใจและมั่นใจว่าถ้าไปถาม กกต. วันนี้ เขาต้องการกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะ แล้วตรงนี้ ก็เป็นประเด็นที่ผมได้แปรญัตติไว้ถ้าหากว่าท่านประธานได้กรุณาดูในคำแปรญัตติผมนะครับ ผมได้แปรญัตติไว้โดยเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในส่วนนี้ครับว่าในการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญนี้ ผมยืนยันว่าจะต้องมีกฎหมายว่าด้วยการนี้เป็นการเฉพาะครับ แล้วเมื่อเปรียบเทียบกับพวกเราซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภามีกฎหมาย การเลือกตั้งหรือการได้มาเป็นการเฉพาะ เป็นฐานะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ในส่วนนี้ ผมจึงได้กำหนดว่ากฎหมายที่ว่านี้ก็ต้องเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเพราะว่าเรื่องของ สถานะที่ผมได้เรียนท่านประธานเป็นประเด็นที่ ๑

ส่วนประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าประเด็นนี้ต้องทำให้เกิดความชัดเจนครับ ว่า สสร. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญนี้จะเป็นเฉพาะคราวเฉพาะกิจหรืออยู่ตามรัฐธรรมนูญกันแน่ ผมกราบเรียนท่านประธานตั้งแต่ในมาตรา ๒๙๑/๑ แล้วนะครับว่า การที่คณะกรรมาธิการ ยืนยันตามร่างรัฐบาลและกำหนดมาว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมไม่พูดถึงเจตนารมณ์ ที่แท้จริงของท่าน ผมพูดถึงเจตนารมณ์ตามถ้อยคำตามกฎหมาย การที่ท่านเขียนไว้อย่างนี้ ก็แปลว่าเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสร็จเรียบร้อยจะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็น ๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญทันทีครับ ไม่ใช่ว่าเพื่อการแก้ไขครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วเลิก เพราะถ้าหากว่าท่านจะบอกว่านี่เป็นกฎหมายเฉพาะกิจเฉพาะคราวเพื่อการนี้มันก็ล่อแหลม ต่อการพิจารณาว่าเราออกกฎหมายเพื่อการใดเป็นการเฉพาะแล้วจบไปหรือไม่ เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้ถ้อยคำตามกฎหมายถ้าเอาตามกฎหมายเอาตามถ้อยคำมาพูดแท้ ๆ มันไม่ใช่ว่า เป็นองค์กรขึ้นมาแล้วจบไปครั้งเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าหากว่าในระหว่างที่ คณะกรรมการ สสร. ที่จะเกิดขึ้นครั้งแรกตามมาตรา ๕ นะครับ ไม่ใช่ตามมาตราพวกนี้เลย ในระหว่างนั้นต้องถือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังมีตัวตนครับ ยังมีชีวิตอยู่ครับ เมื่อเป็นเช่นนั้น มาตรา ๒๙๑/๑ ที่ท่านเขียนเอาไว้ยังอยู่นะครับ ก็แปลว่า สมมุติสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในชุดที่มาตามมาตรา ๕ หรือตามมาตรา ๔ ประทานโทษครับหลังจากเสร็จเรียบร้อย มาตรา ๒๙๑/๑๖ เกิดต้องล้มหายตายจากไปตามนั้นด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ แล้วเกิด มีการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ก็ยังคงทำได้ครับ เป็นชุดที่ ๒ ชุดที่ ๓ ชุดที่ ๔ ตราบใดที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ยังมีผลบังคับใช้ เพราะฉะนั้นที่จะบอกว่าไม่ต้องไปมีกฎหมายเฉพาะ เพราะว่า ครั้งเดียวจบ มันไม่ใช่ครับ เมื่อมันไม่ใช่แล้วรัฐธรรมนูญตรงนี้เราไปกำหนดอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าท่านพูดกำหนดแบบนั้นยิ่งยืนยันเลยครับว่าท่านได้กำหนดให้มีการตั้งใจจะให้เป็น กฎหมายอันนี้ เป็นกฎหมายเพื่อการแก้ไขครั้งเดียวแล้วล้ม สสร. แล้วไปมีรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วในรัฐธรรมนูญใหม่ท่านจะไม่ให้มีตรงนี้ ตรงนี้หมายความว่าอย่างไรครับ ตรงนี้หมายความว่าไม่ต้องมีคำว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญที่จะยกร่างกันขึ้นใหม่อีก ถ้าเช่นนั้นทำไมครั้งนี้ถึงให้มีครับ แล้วครั้งต่อไปไม่ให้มีอีก ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า ท่านเจตนารมณ์ให้มีครั้งเดียวหนเดียว มีอีกไม่ได้แล้ว แล้วทำไมทีครั้งนี้มีได้ ครั้งหน้ามีไม่ได้ ผมถึงเรียนว่าตรงนี้เป็นเหตุผลที่ ๒ ที่ผมคิดว่าจะต้องมีกฎหมายเป็นการเฉพาะ เพื่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่เดิมผมได้ติดใจในประเด็นเรื่องการตรา พระราชกฤษฎีกาตรงนั้น เมื่อยุติในระหว่าง ๒ ฝ่าย ๓ ฝ่าย โดยเฉพาะทางคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปเรียบร้อยแล้ว ผมก็เลยไม่ได้ไปติดใจตรงนั้น

แต่ประเด็นที่ ๒ ต่อมาท่านประธานครับ ก็คือว่ามีกฎหมายแล้ว มีคนดำเนินการการเลือกตั้งแล้ว จะต้องมีกระบวนการเท่าไร ในส่วนนี้ท่านประธานครับ ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากทำให้พวกเราซึ่งเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยมีความสงสัยว่า ทำไมทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับตัวเลข ตัวเลขที่ ๑ แตะต้องไม่ได้เลยคือตัวเลขจำนวน สสร. ตัวเลขที่ ๒ คือเงื่อนเวลาต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ ทั้ง ๆ ที่เงื่อนเวลาต่าง ๆ ที่กำหนดไว้มันอาจจะ เป็นปัญหาและเป็นอุปสรรคกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือผลของการดำเนินการ ตามรัฐธรรมนูญฉบับที่แก้ไขนี่เองนะครับท่านประธาน เพราะอะไรครับ เพราะว่า ถ้าเรากำหนดทุกอย่างในระยะเวลาที่กระชั้น แล้วถ้าหากว่ามันไม่เป็นไปตามนั้น มันไม่มีคนต้องรับโทษนะครับท่านประธาน ถ้าเป็นกฎหมายลูกคือพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่เราได้ออกไว้ เราบอกว่าเรื่องนี้คุณต้องทำภายในกี่วัน ผมยกตัวอย่างเช่นพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้กำหนดว่าจะต้องดำเนินการในแต่ละเรื่องที่มีคนร้องเรียน หรือยื่นเข้ามาภายใน ๓๐ วัน อย่างนี้ได้ครับ เพราะถ้าไม่ทำตามให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน กฎหมายกำหนดบทลงโทษเจ้าหน้าที่ไว้ แล้วมีกฎหมายอาญามากำกับ แต่พอเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ พอท่านกำหนดว่าให้เสร็จภายในเท่านั้นวันเท่านี้วัน ถ้ามันไม่เสร็จ ท่านประธานที่เคารพครับ ผลมันคืออะไรครับ มีรัฐธรรมนูญเขียนให้ลงโทษไหมครับ มีโทษตามรัฐธรรมนูญไหมครับ ไม่มีนะครับ แต่สุดท้ายผลมันก็จะกลายเป็นว่าระยะเวลาที่ท่านพยายามกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ กระชั้นชิดเข้าไว้ เร็วเข้าไว้ สั้นเข้าไว้เกิดปฏิบัติหรือมีปัญหาเกิดขึ้นมาทำไม่ได้ ผลของมัน ที่ตามมาคือขัดรัฐธรรมนูญครับ เช่นท่านบอกให้เสร็จใน ๓๐ วัน ใน ๓๐ วันนั้น มันเกิดไม่เสร็จ มันเสร็จวันที่ ๓๑ มันจะมีประเด็นตามมาเลยครับว่าผลของวันที่ ๓๑ ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้ามันไม่ถูกมันก็จะเป็นโมฆะไม่มีใครถูกลงโทษ แล้วผม ก็ได้ยกตัวอย่างกรณีตั้งกรรมการ ป.ป.ท. ในอดีต ซึ่งเกินกำหนดเวลาตามรัฐธรรมนูญ แต่เราก็ไม่อยากให้มันมีปัญหาข้อขัดข้องอะไรกันไปก็ผ่านมันไป แต่มันจะเป็นปัญหา ในกรณีนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็ได้พยายามพูดแต่ว่าก็ไม่สามารถท้วงติงคณะกรรมาธิการได้ ก็ยังคงยืนอยู่ตามเงื่อนไขเดิม เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมก็ได้ขยายออกไปเพราะผมคิดว่า ๗๕ วันอย่างไรก็ไม่พอ เมื่อมานับระยะเวลาแต่ละขั้นตอนที่ได้กำหนดวางเอาไว้ นั่นวางแบบไม่มีปัญหาครับ นั่นวางแบบไม่มีปัญหา แต่ว่ามนุษย์ไม่ใช่เทวดานะครับ ท่านหยั่งรู้อนาคต ได้อย่างไร ไม่ต้องไปดูอื่นไกลเลยครับ ที่เราประชุมอยู่นี่ละครับ ท่านเคยคิดไหมครับว่า วันนี้ยังต้องนั่งประชุมอยู่ ท่านประธานเองเคยคิดไหมครับวันนี้ท่านประธานยังต้องนั่งอยู่ และยังต้องนั่งต่อในสัปดาห์หน้า ไม่เคยเพราะท่านคิดว่าไม่กี่วันจบ นี่เป็นตัวอย่างเห็นได้ชัดครับ ปัญหาของการกำหนดกฎเกณฑ์ กติกาที่คิดว่ามันเป็นไปได้ตามนั้นแล้วมันไม่ได้ ตรงนี้ ผมถึงได้เป็นห่วงครับว่าท่านไปกำหนดตรงนั้นไว้แต่ผลต่างกันครับ สิ่งที่เรากำลังประชุมกัน ไม่เป็นไปตามที่ท่านกำหนดแผนการไว้ขยายต่อไปได้ ไม่เป็นอะไร แต่ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ที่ท่านกำหนดไว้ถ้ามันไม่เป็นไปตามนั้นทุกอย่างเป็นการขัดรัฐธรรมนูญหมด อันนี้เป็นปัญหา แล้วเป็นอันตราย สำหรับผมผมไม่เป็นปัญหาหรอกครับ เพราะผมบอกท่านประธานแล้วทุกครั้งครับว่า ผมยืนยันว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แล้วผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะผมเห็นว่ามันขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ สำหรับคนอื่น ผมไม่ทราบ แต่สำหรับตัวผมในความรู้สึกลึก ๆ ของผม ความรู้สึกส่วนตัวผมมันเป็น การล้มล้างรัฐธรรมนูญรูปแบบหนึ่ง มันไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันไม่น่าใช่เจตนารมณ์ ผมจึงไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผลของมันเป็นโมฆะ ผมไม่ติดใจ ผมชอบด้วยซ้ำไป แต่ในฐานะกรรมาธิการก็เลยต้องพูดต้องคุยให้เกิดความเข้าอกเข้าใจกัน แต่เพื่อน กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ยืนยันตามนั้นก็ไม่เป็นอะไร แต่ผมก็พูดเอาไว้อีกครั้งหนึ่งว่า มันจะเกิดปัญหาข้อขัดข้องในส่วนนี้ อันนี้ผมจึงได้แปรญัตติในส่วนนี้ไว้ เพราะผมก็พยายาม ขยายให้เผื่อมีปัญหา ผมจึงได้ขยายระยะเวลาตรงนี้ออกไปอีกเป็น ๙๕ วัน ซึ่ง ๙๕ วันผมเอง ผมก็คิดว่ามันอาจจะไม่พอละครับ แต่ก็พยายามนับเวลาตามที่ได้กำหนดเอาไว้ในเงื่อนไข แล้วก็พยายามบวกให้เท่าที่คิดว่าถ้าเกิดปัญหาอะไรพอจะแก้ไขได้เร็วที่สุด สั้นที่สุดตามที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งเขาได้ยืนยันว่าเขาจะพยายามทำให้ได้ตามนั้น อันนี้ก็คือเหตุผล และที่มาที่ไปของผมนะครับในส่วนนี้ครับ

ในส่วนที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในประเด็นต่อไป ท่านประธานครับ ผมได้เขียนไว้ในวรรคสองของมาตรา ๒๙๑/๕ ว่าให้ดำเนินให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา กำหนดวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งแจ้งผลการลงประชามติให้คณะรัฐมนตรีและประธานรัฐสภาทราบ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ไม่ใช่มาตรา ๒๙๑/๑๖ นะครับ ผมแก้ไขครับ แล้วโดยให้ มีระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้งไม่เกิน ๒๐ วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่าผมได้เคยเรียนท่านประธานและที่ประชุมนี้ไว้ว่า ในความเห็นของผมผมเห็นว่าเมื่อสรุปความเข้าใจกับทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้ว ผมเข้าใจว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นสภาที่เกิดแล้วก็ดับไป มีวาระครั้งหนึ่งประมาณ ๑๘๐ วัน ต้องทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จ ก็แปลว่าเมื่อมันเสร็จไปแล้วเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมา จะต้องมีกันใหม่รอบที่ ๒ ก็จะมาเข้าเงื่อนไขของตัวกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เราแก้ไข ในครั้งนี้ครับ ให้มี สสร. ได้ใหม่ ก็จะต้องมีการตั้ง สสร. กันชุดที่ ๒ ชุดที่ ๓ ต่อไป ที่ไม่ใช่ มาตรา ๒๙๑/๑๖ นะครับ เมื่อเป็นกรณีเช่นนี้แล้วละก็ ท่านประธานครับ มันก็ต้องถามประชาชน ที่ผมเรียนท่านประธาน เวลาเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเราต้องมีผู้เสนอญัตติเข้ามา ในที่ประชุมรัฐสภา เมื่อมีผู้เสนอญัตติเข้ามาในที่ประชุมรัฐสภาเราต้องแสดงความคิดเห็นกัน และสุดท้ายลงมติ มติตรงนั้นเป็นฉันทานุมัติให้แก้บางส่วนตามร่างปัจจุบันนะครับ แต่นี่เราจะยกร่างกันใหม่ ออกแบบประเทศไทยกันใหม่ ผมจึงได้กำหนดแนวทางว่า เราไม่ควรเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเสียเองครับ เราควรจะไปถาม แล้วผมก็บอกว่า ให้ไปทำประชามติใหม่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเงื่อนไขที่ผมได้กำหนดเอาไว้ในส่วนนี้ครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นต่อไปผมได้แปรญัตติเพิ่มวรรคสาม ของมาตรา ๒๙๑/๕ โดยกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันเลือกตั้ง โดยให้ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุด ในการเลือกตั้งเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จังหวัดใดมีจำนวนสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า ๑ คน ให้ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนอันดับรองลงมาเป็นผู้ได้รับเลือก เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจนครบจำนวน เพราะเหตุผลที่ผมได้เรียนท่านประธาน ซึ่งผมจะไม่พูดตรงนี้มากแล้วครับ เพราะว่าถือว่าสภาไม่รับแนวทางของผมที่กำหนดว่า ให้ ๑ จังหวัดมีได้มากกว่า ๑ คนตามเงื่อนไข แต่ผมขออนุญาตพูดรวมมาในส่วนนี้นะครับ มายังในส่วนที่คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมเรียนท่านประธานแล้วว่าเจตนารมณ์เขาที่เขาแจ้งมา คณะกรรมาธิการ แล้วยังไม่เคยแจ้งเปลี่ยนนะครับว่าเขาต้องการกฎหมายเฉพาะ แต่สุดท้าย หลังจากที่เราได้มีการพูดจากันในห้องประชุมนี่ผมก็ได้บอกว่าเมื่อทางที่ประชุมส่วนใหญ่ คิดว่าไม่อยากจะไปออกกฎหมายเฉพาะ ผมก็เสนอว่าน่าจะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. หรือการได้มาซึ่ง ส.ว. ครับ เพราะว่าอย่างน้อยก็ยังมีศักดิ์และสิทธิ เท่าเทียมกัน แต่ว่าก็มีเพื่อนกรรมาธิการเสนอให้ไปใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น สมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งสำหรับผมนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า มันตลกมากเลยครับ คือเขามีแต่ว่าเอากฎหมายที่เหนือกว่าไปอนุโลมใช้กับสิ่งที่ด้อยกว่า แต่เรากลับจะเอากฎหมายที่มีศักดิ์และสิทธิต่ำกว่ามาใช้บังคับกับสถานะที่สูงกว่า ตรงนี้ มันผิดหลักจริง ๆ เลยครับท่านประธาน แต่ว่าในเสียงข้างมากก็ยืนยันว่าจะให้เป็นเช่นนั้น แต่ว่าสิ่งที่ผมเป็นห่วงมันไม่ใช่แค่ที่ ผมบอกว่าเรื่องศักดิ์และสิทธิของกฎหมาย แต่ที่ผมเป็นห่วงมากกว่านั้นแล้วยาวไปกว่านั้น ก็คือว่าเงื่อนไขของการบังคับใช้ต่าง ๆ ที่จะตามมา เพราะว่าการเลือกตั้งท้องถิ่น กับการเลือกตั้งระดับประเทศที่เรียกว่าสภาใหญ่อย่างนี้มันไม่เหมือนกัน และท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านประธานทราบไหมว่าพอผมไปดูร่างกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ผมยิ่งตกใจเลยครับ ผมยอมรับครับว่าผมไม่ค่อยถนัดเรื่องท้องถิ่น ไม่ค่อยได้ทำงานเกี่ยวกับท้องถิ่น ปรากฏว่าที่มาของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น คือการเลือกตั้ง สมาชิกสภาเทศบาล สมาชิกสภาจังหวัด เพราะอะไรครับ เพราะว่าเมื่อมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นแล้วเขาก็ให้ไปยกเลิก กฎหมายอื่น ๆ ที่เคยใช้อยู่แทน ผมยกตัวอย่างเอาที่สูงสุดก็คือพระราชบัญญัติเลือกตั้ง สมาชิกสภากรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หลังจากนั้นก็เป็นสมาชิก สภาจังหวัด แล้วก็สมาชิกสภาเทศบาล ที่เรากำลังจะกำหนดว่ากฎหมายที่จะใช้กับ สสร. ซึ่งเรากำลังจะบอกว่าให้เขามาออกแบบประเทศไทย กฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่เราใช้ กฎหมายเลือกตั้งสมาชิกเทศบาล มันตลกไหมครับท่านประธาน ผมถึงเรียนท่านประธานว่า มันเป็นปัญหาในหลายด้าน แต่ปัญหาที่ตามมาจริง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ในนั้นมันมี ปัญหา เพราะว่ามันมีทั้งสมาชิกประเภทที่เรียกว่าเลือกเป็นชุด สมาชิกสภากับเลือกผู้บริหาร ท้องถิ่น แล้วก็มีเงื่อนไขอะไรอีกสารพัดซึ่งอาจจะไม่เข้ากับเงื่อนไขของการเลือกตั้ง สสร. หรือว่าไม่น่าจะเอามาใช้กันได้ แต่เมื่อกฎหมายเขียนก็จะเป็นปัญหาให้กับทางผู้ปฏิบัติคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ทางคณะกรรมาธิการจึงไปแก้ไขเพิ่มขึ้นใหม่ ซึ่งผมไม่สามารถ เห็นด้วยได้เลยครับ เพราะท่านบอกว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจประกาศ กำหนดบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าวที่ไม่จำต้องมาใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษาด้วย ท่านประธานครับ ท่านประธานอ่านข้อกำหนดเงื่อนไขหรือตัวอักษรที่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากเขียนอาจจะอ่านแล้วก็อ่านไป แต่ความหมายของมันมีปัญหานะครับ เพราะสิ่งที่ท่านเขียนท่านกำลังให้คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้อำนาจนิติบัญญัติครับ การจะออกกฎหมาย การจะแก้ไขกฎหมาย การจะบังคับใช้กฎหมายใดหรือไม่บังคับใช้ กฎหมายใด ไม่มีใครทำได้นอกจากสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ถ้าเช่นนั้นเราก็สามารถ เขียนกฎหมายให้องค์กรนั้น องค์กรนี้ไปอนุโลมเอาเองว่าจะเอากฎหมายไหนมาใช้ ในการทำงานได้สิครับ แต่การที่เราไปอนุโลมใช้ว่าเอากฎหมายนั้นมาใช้กับตรงนั้นตรงนี้ได้ เพราะเราให้อำนาจตามกฎหมายไปเขียนแล้วออกเป็นพระราชบัญญัติให้อนุโลมใช้ได้ เราไม่ได้ให้ผู้ใช้กฎหมายไปอนุโลมใช้เองนะครับ แต่นี่เท่ากับว่าท่านกำลังมอบอำนาจ หรือเขียน ให้เอาอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร ของวุฒิสภา และของรัฐสภาไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เลือกออกกฎหมาย ใช้กฎหมาย ตัดกฎหมายได้เอง และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ท่านประธานครับ ถ้อยคำของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่า นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจประกาศกำหนดบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ไม่จำต้องนำมาใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษาด้วย ผมไม่เคยเห็นครับ การจะใช้กฎหมายไหน หรือไม่ใช้กฎหมายไหน กฎหมายไหนจะไม่บังคับใช้ต้องทำเป็นพระราชบัญญัติครับ ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญแล้วจะยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายได้ต้องทำเป็นกฎหมาย บังคับกับกฎหมายครับ แต่ท่านกลับไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้งออกประกาศยกเว้นกฎหมาย มันเป็นไปได้ อย่างไรที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภาจะออกกฎหมายแล้วไปกำหนดให้องค์กรไหนก็ได้ ไปประกาศเอาเองว่ากฎหมายที่เราออกกันไปให้ อันไหนคุณจะใช้บังคับไม่ใช้บังคับ คุณไปประกาศเอาเอง ไม่มีครับ แล้วทำไม่ได้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเป็นนักกฎหมาย ท่านก็รู้ลำดับกฎหมายครับ รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา พระราชกำหนด ประกาศ ระเบียบ ประกาศนี่เป็นกฎหมายระดับรองยิ่งกว่าพระราชบัญญัติแล้วจะให้ ออกประกาศไปยกเว้นกฎหมายได้อย่างไรครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งเอาอำนาจที่ไหนครับ การเขียนกฎหมายนี่ถูกหรือเปล่า ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไปประกาศว่าจะเลือกใช้กฎหมายไหนหรือไม่ใช้มาตราไหนหรือไม่ใช่ แล้วผมเห็นปัญหา อีกอันหนึ่งครับ ไม่ใช่แค่เลือกอะไรนะครับ ที่เป็นปัญหามากก็คือเลือกลงโทษครับ เลือกลงโทษอย่างไรครับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไปดูว่ากฎหมายบทกำหนดโทษ ที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวข้องอะไรครับ เกี่ยวข้องกับใครครับ เกี่ยวข้องเรื่องอะไรครับ ถ้าหากว่า ท่านคณะกรรมาธิการได้มีกฎหมายท้องถิ่นอยู่ในมือนะครับ ท่านลองดูสิครับ ตั้งแต่ มาตรา ๑๐๙ เป็นเรื่องของบทกำหนดโทษไปนี่นะครับ จนถึงมาตรา ๑๓๕ สมมุติว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งเขาบอกว่าเขาเลือกมาตรานี้ใช้ มาตรานี้ไม่ใช้ เลือกปฏิบัติไหมครับ เป็นการเลือกการลงโทษไหมครับ แล้วสมมุติคนที่เขาควรจะต้องได้รับการลงโทษ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งบอกว่ามาตรานี้ฉันไม่ใช้บังคับใช้ ตามรัฐธรรมนูญทำได้หรือครับ เป็นการเลือกลงโทษ เลือกปฏิบัติกับบุคคลหรือไม่ แล้วดุลยพินิจของคณะกรรมการ การเลือกตั้งเป็นดุลยพินิจโดยอาศัยอำนาจอะไรครับ แต่ถ้าเป็นดุลยพินิจของสภา ของรัฐสภา หรือของวุฒิสภาที่มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมายเราทำได้ครับ เราทำได้ครับ เราเขียนได้ครับว่า อย่างนี้ผิด อย่างนี้ถูก อย่างนี้ต้องมีโทษหนัก อย่างนี้ต้องมีโทษเบา แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ใช่องค์กรนิติบัญญัตินะครับ แล้วคณะกรรมการการเลือกตั้งเอาอำนาจที่ไหนมาเลือกปฏิบัติ ในการจะเลือกลงโทษใครแบบไหนครับ ผมถึงเรียนท่านประธานว่าอันนี้เป็นอีก ๑ ตัวอย่าง ซึ่งต่างกับกรณีการตราพระราชกฤษฎีกา ในกรณีการตราพระราชกฤษฎีกาที่บอกว่ามีผล นับแต่วันที่รัฐสภามีมติ พวกเราหารือกันอย่างดีครับ แล้วท่านประธานก็ให้โอกาสเต็มที่ ในการถกเถียงกันในประเด็นเรื่องนี้เพราะเป็นประเด็นที่ล่อแหลมต่อการเข้าใจผิด แล้วก็อาจจะทำให้เกิดเป็นชนวนในการที่ไปก่อให้เกิดความขัดแย้ง แต่ว่าอันนี้มันเหมือนกันครับ แต่ไม่มีการที่จะหารือกันเลยครับ ผมคิดว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านก็คงยืนยันว่าท่านถูก ผมไม่เถียงแล้วละครับมันเสียเวลารัฐสภา แต่ถ้าหากว่าท่านมอง หรือพิจารณาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ท่านลองนึกดูสิครับว่าสิ่งที่ผมเรียนท่านนะผมดื้อรั้น หรือผมมีเหตุผลในการที่ผมพูดกับท่าน ผมพูดโดยอาศัยความเห็นส่วนตัวโดยดื้อรั้น หรือผมพูดบนพื้นฐานของหลักเกณฑ์ ท่านประธานครับ ไม่จบนะครับ ไม่ใช่ว่ามีแค่นี้ครับ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับ ต่อไปในสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการได้ปรับปรุงแก้ไข เพราะว่านอกจากตรงที่ผมเรียนท่านประธานแล้วนี่ ในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันมานี้นะครับ ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ไปเพิ่มวรรคสุดท้ายบอกว่าการวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับ การคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้ง ทั้งก่อนและหลังประกาศรับรอง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณา พิพากษาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก ขออภัยเอ่ยนาม คุณธนาพูดไป แต่ประเด็นผมไม่ซ้ำแน่ครับ หนักกว่านั้นอีกครับ ผมจะขออนุญาตเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ว่ากันตามลายลักษณ์อักษรตรงนี้เลยนี่นะครับ การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้ง ทั้งก่อนและหลังประกาศรับรองผล อะไรบ้างครับที่ว่าเกี่ยวข้อง อันนี้เบา ๆ ก่อนนะครับ แต่ว่าที่หนักในนี้บอกว่าให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้น ภายใน ๓๐ วัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่แย้งเพื่อนกรรมาธิการเสียงข้างมากที่บอกว่า ศาลต้องพิจารณาตามรัฐธรรมนูญครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตอ่านรัฐธรรมนูญ ให้ท่านประธานฟังครับ ความจริงแล้วศาลอุทธรณ์ก็ดี ศาลฎีกาก็ดี หรือศาลชั้นต้น เป็นศาลยุติธรรมในรัฐธรรมนูญ เขาไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเมือง การเลือกตั้งเลย ท่านประธานคณะกรรมาธิการคงทราบดี ศาลยุติธรรมไม่เกี่ยวอะไรกับการเมือง เผอิญที่เขามีอำนาจเพราะเราเขียนให้อำนาจเขาอย่างไรครับ เขาถึงได้มีอำนาจ ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่มีอำนาจเกี่ยวข้อง กับเรื่องเลือกตั้งทั้งสิ้นครับ เว้นแต่เป็นคดีที่ขึ้นอำนาจเขา เช่น คดีอาญา หรือคดีแพ่งตามปกติ เท่านั้นเอง แต่ที่เขามีอำนาจเพราะอย่างนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๑๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ วรรคสาม ได้เขียนไว้อย่างนี้ครับว่า ให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา อันนี้จึงทำให้ ศาลฎีกามีอำนาจ ถ้ามีไม่รัฐธรรมนูญมาตรานี้ วรรคนี้ไม่มีอำนาจครับ เขียนต่อไปว่า และให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น เห็นไหมครับตรงนี้ จึงทำให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครับ ถ้าไม่มีตรงนี้ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเลือกตั้งเกี่ยวกับท้องถิ่นครับ เพราะฉะนั้นนอกจาก ๒ ส่วนที่ผมเรียนท่านประธานนี้แล้ว ไม่มีรัฐธรรมนูญตรงไหน เขียนไว้เลยครับว่าให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ผมไม่แย้งครับ เพราะท่านอาจจะบอกว่า ก็นี่อย่างไรเราเขียนไว้ให้แล้วนี่อย่างไรว่าให้เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ อันนี้ก็พอถูไถไปได้ครับ แต่ประเด็นปัญหาท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ วรรคสาม ที่ผมเรียนท่านประธาน เขาเขียนไว้ ๒ เรื่องครับ เรื่องที่ ๑ คืออำนาจในการพิจารณาครับ ถ้าไม่มีอำนาจพิจารณา พิพากษาไม่ได้ เรื่องที่ ๒ คือวิธีทำงาน เขาเรียกว่าวิธีพิจารณาครับ เพราะฉะนั้น ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ วรรคสาม เขียนไว้ ๒ เรื่อง ศาลถึงทำงานได้ เมื่อครู่ที่ผมอ่าน ให้ท่านประธานฟัง ผมอ่านถึงอำนาจที่ให้อำนาจ ทีนี้ท่านประธานมาดูช่วงท้าย ของวรรคสามของมาตรา ๒๑๙ ซึ่งเขียนถึงวิธีพิจารณาไว้นะครับ วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดี ให้เป็นไปตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด โดยต้องใช้ระบบไต่สวนและเป็นไป โดยรวดเร็ว วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีในที่นี้หมายถึงอะไรครับท่านประธาน วิธีพิจารณา และวินิจฉัยคดีในที่นี้หมายถึงวิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเท่านั้น ไม่ใช่วิธีพิจารณาวินิจฉัยคดี เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สสร. ครับ และในขณะนี้นาทีนี้ศาลอุทธรณ์ไม่มีครับ ยังไม่มีระเบียบ หรือข้อกำหนด หรืออะไรของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่กำหนดระเบียบให้มีเกี่ยวกับ วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีเลือกตั้งสมาชิก สสร. ครับ แล้วที่ผิดพลาดเพิ่มเติมก็คือว่าท่านไม่ได้ไปเขียนให้อำนาจศาลอุทธรณ์ไปอนุโลมใช้ระเบียบ เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นมาอนุโลมใช้ กับให้ศาลใช้พิจารณาพิพากษาคดี เลือกตั้ง สสร. ครับ ท่านเขียนอนุโลมให้แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ไปดำเนินการเลือกตั้ง แต่เมื่อมีคดีความขึ้นมา ขึ้นศาล ท่านโยนไปให้ศาลทันที ท่านไม่ได้ ให้อำนาจศาลอนุโลมอันนั้นมาใช้ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าที่ท่านเขียนไว้ตรงนี้ครับ ที่ท่านเขียนไว้บอกว่าให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้น ภายใน ๓๐ วัน แปลว่าท่านกำลังเขียนวิธีพิจารณา ช่วงแรกท่านเขียนอำนาจ ผมบอก มาถูไถกันไปเดี๋ยวไปว่ากัน แต่ว่าช่วงที่ ๒ คือวิธีพิจารณา ให้เสร็จใน ๓๐ วัน ผมยังไม่พูดถึงว่า เป็นการบังคับศาลหรือเปล่านะครับ แต่ว่าศาลเขาจะต้องทำตามวิธีที่ไหน ในเมื่อวิธี ที่ท่านพูดเขาไม่มี แล้วท่านไม่ได้ให้อำนาจเขาไปอนุโลมใช้ระเบียบของศาลฎีกาตรงนั้นมาครับ แล้วที่สำคัญเขาบอกว่าตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจเขาไปออกระเบียบเกี่ยวกับเรื่อง การเลือกตั้ง สสร. รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ วรรคสาม ให้อำนาจศาลออกวิธีพิจารณา และวินิจฉัยคดีให้เป็นไปตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนดในกรณีเรื่องการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. และสมาชิกสภาท้องถิ่นเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจ ไม่ได้เขียนให้เขาไปออกระเบียบ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. ครับ ถ้าหากว่ามีปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วศาลตัดสินไม่ได้ภายใน ๓๐ วัน ที่ท่านเขียนไว้ ผลคืออะไรครับท่านประธาน แล้วสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม หรือการรับรองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งพวกท่านเองเรียกร้องความยุติธรรมที่รับรอง ตามสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่บอกทุกคนต้องเสมอภาคและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มันหายไปไหนครับ แล้วถ้าหากเกิดความล่าช้าในกระบวนการขั้นตอนนี้ผลมันจะเป็นอย่างไร ทีนี้ท่านมาดูต่อนะครับ ผมจะเรียนให้ท่านฟังครับ ถ้าหากว่าท่านบอกว่าเอาไปอนุโลมใช้ เรื่องของการเลือกตั้งท้องถิ่นแล้วกัน เรื่องระเบียบศาลใช้ไม่ได้อีกครับ เพราะอะไรครับ ท่านประธานดูรัฐธรรมนูญ วรรคสาม มาตรา ๒๑๙ อีกครั้งนะครับ ในกรณีของศาลอุทธรณ์ เป็นเรื่องวินิจฉัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมด วินิจฉัยการเลือกตั้งและการเพิกถอน สิทธิเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นระเบียบในส่วนนี้ที่เขามีอยู่ปัจจุบันเป็นระเบียบการพิจารณา พิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แต่ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เรากำลังพิจารณาอยู่ที่ท่านเขียนไม่ใช่เรื่องนี้ เพราะว่าท่านให้ไปใช้บอกว่าเป็นเรื่อง ของการเพิกถอนผลการเลือกตั้ง แล้วก็เป็นเรื่องของการคัดค้านสิทธิการเลือกตั้ง ซึ่งความจริงคัดค้านเป็นเรื่องของ กกต. เพราะฉะนั้นท่านให้ศาลอุทธรณ์ไปพิจารณา เรื่องการคัดค้านสิทธิการเลือกตั้งและเรื่องของการเพิกถอนผลการเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้สิ่งเดียว ที่ศาลอุทธรณ์มีคือระเบียบของศาลฎีกาที่กำหนดให้ไปใช้วิธีพิจารณาวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวข้อง กับการเลือกตั้งท้องถิ่น เฉพาะที่เรื่องของการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่มีเรื่องผลการเลือกตั้งครับ ซึ่งแต่ละเรื่อง แต่ละประเด็นที่เป็นคดีความมันต้องมีการให้สิทธิ แก่คู่ความ แก่ผู้ต้องหา ผู้เกี่ยวข้องให้อย่างเต็มที่ ตามสิทธิของเขาตามรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ละครับ ที่ผมเรียนท่านประธานอีกประเด็นหนึ่งว่าจะต้องมีปัญหาแน่ แล้ว ๓๐ วันที่ท่านกำหนดไว้ ๓๐ วันนับจากวันไหนครับ ท่านได้กำหนดบอกว่า ๓๐ วัน ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน จบครับ ๓๐ วันนับแต่วันที่ เรื่องไปถึงศาล หรือ ๓๐ วันนับแต่วันที่มีคนยื่นคัดค้าน หรือ ๓๐ วันนับแต่วันที่เลือกตั้งเสร็จ หรือ ๓๐ วันนับแต่วันที่มีการโต้แย้ง ท่านไม่ได้เขียนไว้เลยครับ เมื่อท่านไม่ได้เขียนแล้ว ๓๐ วัน ท่านเริ่มนับจากวันไหน มันจะกลับไปเหมือนเรื่องอะไรรู้ไหมครับท่านประธาน เรื่องตราพระราชกฤษฎีกาอย่างไรครับ เราเข้าใจกันเอง คนอื่นเขาไม่เข้าใจกับเราครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพีระพันธุ์ครับ ท่านครับ ก็ไม่ถือว่าไม่ได้อยู่ในประเด็นนะครับ เพียงแต่อยากให้กระชับหน่อย มันไปไกลมาก แล้วก็ที่เขาเขียนไว้ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์ได้รับคำร้องก็เขียนไว้ในนี้ครับ ท่านช่วยกระชับสักนิดเถอะครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ไม่เป็นอะไรครับ เดี๋ยวให้กรรมาธิการชี้แจง แต่ว่ากรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมเยอะครับ เสียงข้างมากนะครับ ผมถึงเรียนท่านประธานว่าความจริงผมต้องมีสิทธิ ๒ ส่วน ส่วนแรก ผมมีสิทธิพูด ในสิ่งที่ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ตามที่ท่านประธานบอกว่าให้เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ให้พูดเฉพาะที่สงวนคำแปรญัตติ แล้วส่วนที่ ๒ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีสิทธิอภิปราย ในส่วนที่กรรมาธิการแก้ไข ความจริงผมลุกขึ้นได้ ๒ ครั้ง แต่ผมขอครั้งเดียวครับ ผมถึงได้ พยายามพูดในสิ่งที่ผมสงวนคำแปรญัตติที่คิดว่าไม่เป็นประโยชน์แล้ว เพราะกรรมาธิการ ไม่ได้รับมาตราโน้นมาตรานี้ผม ผมก็พูดให้น้อย แต่ว่าผมก็มาพูดในส่วนนี้ ของคณะกรรมาธิการ ซึ่งตรงไหนผมเข้าใจผิดไม่เป็นอะไรเดี๋ยวค่อยให้กรรมาธิการชี้แจง แต่ถ้าตรงไหนที่ผมเข้าใจถูกแล้วและเป็นปัญหา ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการก็ควรที่จะเห็น เป็นตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ท่านจะทำให้เกิดปัญหาต่อไป ซึ่งผมได้เคยเรียนไว้แล้วครับ หลายครั้งหลายหน ที่ผมเรียนว่าที่ผมคัดค้านผมไม่ได้มีประเด็นเรื่องอื่นที่จะมาทำให้ท่านเสียเวลา ไม่เป็นไป ตามเป้าหมายหรืออย่างไรก็แล้ว แต่ผมทักท้วงด้วยเจตนาดีว่าไม่อยากให้เราเสียชื่อ เราเป็นผู้ทรงเกียรติที่ออกกฎหมายทั้งประเทศ แต่เรากลับออกกฎหมายหรือทำอะไรให้คนที่ เขาเอาไปใช้แล้วมีปัญหา ผมว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องของการทำหน้าที่ของพวกเรา เพราะฉะนั้น ผมถึงเรียนท่านประธานว่าแม้ในใจผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบนี้ แต่ในฐานะ เป็นหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการก็ต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำให้ความเสียหายมันเกิดน้อยที่สุด ให้บทบัญญัติต่าง ๆ ที่มันออกมา มันออกมาแล้วมันก็ใช้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผมถึงได้ ขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าในส่วนนี้มันเป็นปัญหาที่อยากจะฝากกรรมาธิการว่า มันอาจจะทำให้เงื่อนเวลาต่าง ๆ หรือกำหนดเวลาต่าง ๆ ที่ท่านได้กำหนดไว้มันเป็นปัญหา แล้วก็จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีตำหนิ ผมเหลืออีกนิดเดียวความจริงเพื่อไม่ให้ เป็นการเสียเวลาของสภา ผมขออีกเล็กน้อยเท่านั้นละครับท่านประธาน ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับ เพราะว่าสิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือการให้อำนาจทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ถ้าหากว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งไปกำหนดตรงนั้นตรงนี้ แล้วก็มี การได้เสียกันในทางสิทธิเสรีภาพหรือว่าสิทธิในกระบวนการยุติธรรมแล้วละก็มันจะทำให้เกิด ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทางรัฐธรรมนูญอยู่เยอะแยะไปหมด ซึ่งตรงนี้ผมก็ขออนุญาต พูดทิ้งท้ายไว้ครับ ฝากท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็ไปถึง คณะกรรมการการเลือกตั้งด้วยว่าก่อนที่ท่านจะปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายฉบับนี้ ท่านต้องดูให้ดี คิดให้ดี แล้วก็ทำให้ดีด้วยครับ ขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านคำนูณมีอะไรครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธาน ผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จะขออนุญาตแจ้งผลการหารือระหว่าง ๔ ฝ่ายที่เป็นตัวแทนวงเล็กนะครับ ซึ่งเป็นเรื่อง เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งถ้าตกลงกันได้ก็จะทำให้การอภิปรายนั้นหดสั้นลงไป เยอะนะครับ คณะกรรมาธิการมีแนวโน้มที่จะยอมถอยใน ๒ ประเด็น ก็คือในประเด็น มาตรา ๒๙๑/๕ ที่กำลังอภิปรายอยู่นี้ แล้วก็อาจจะเป็นประเด็นมาตรา ๒๙๑/๑๓ แต่อย่างไรก็ตามแต่เนื่องจากขณะนี้เป็นวันหยุดราชการ แล้วเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๕ ทางคณะกรรมาธิการจะขอหารือกับทางเจ้าหน้าที่ กกต. อีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นในประเด็น วันนี้ก็คงจะยังไม่มีข้อสรุปในมาตรา ๒๙๑/๕ เพราะฉะนั้นตัวแทนวงเล็ก ๔ ฝ่าย ก็เลยมีความเห็นที่จะกราบเรียนเสนอท่านประธานว่าถ้าหากวันนี้เนื่องจากทุกฝ่ายก็เหนื่อย อ่อนล้ากันมาแล้ว ถ้าท่านประธานจะกรุณาปิดประชุมสักเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา บวก ลบ ก็จะเป็นพระคุณแก่ทุกฝ่าย แล้วเราไปเริ่มต้นกันวันอังคาร ซึ่งในช่วงเช้าวันอังคารนั้นตัวแทน ๔ ฝ่ายก็จะได้เอาประเด็นมาตรา ๒๙๑/๕ มาดูกัน ถ้าเป็นที่ตกลงพอใจกันการอภิปราย ก็จะหดสั้นลงไปได้มาก นี่ประเด็นที่ ๑

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิดเดียวครับ มี ๒ ประเด็นเท่านั้นใช่ไหมครับ คือมาตรา ๒๙๑/๑๓ กับมาตรา ๒๙๑/๕

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

คือมีข้อเสนอ จากฝ่ายผู้แปรญัตติหลายประเด็น แต่เฉพาะประเด็นที่เป็นจุดร่วมที่มีแนวโน้มที่กรรมาธิการ จะยอมถอย ก็คือมาตรา ๒๙๑/๕ กับมาตรา ๒๙๑/๑๓ ส่วนประเด็นอื่นนั้นเนื่องจาก การพูดคุยในบรรยากาศที่ดีก็ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายรับไปเป็นการบ้านแล้วเช้าวันอังคารเรามาหารือกัน อีกทีหนึ่ง แต่เฉพาะที่กำลังอภิปรายอยู่ขณะนี้คือมาตรา ๒๙๑/๕ อภิปรายกันต่อไปถึง ๓ ทุ่ม ก็คงจะยังไม่ได้ข้อยุติ เพราะเนื่องจากว่าจะต้องรอการหารือกับทาง กกต.

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

หมายถึงหารือวันจันทร์ ใช่ไหมครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

หารือวันจันทร์ แล้วก็ ๔ ฝ่ายจะมาประชุมกันวันอังคารในขณะช่วงเริ่มต้นเปิดการประชุม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ต้น ๆ วันอังคาร น่าจะได้คำตอบทำนองนั้นนะครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ครับ เพราะฉะนั้น วันนี้ถ้าท่านประธานจะกรุณาแจ้งที่ประชุมหรือว่าจะปิดประชุมในช่วงประมาณ ๑๘.๐๐ นาฬิกา บวก ลบ ก็สุดแท้แต่ท่านประธานจะพิจารณา แล้วการอภิปรายจากนี้ไป เนื่องจากว่าได้คุยกับทางฝ่ายค้านแล้วก็จะให้เป็นการสลับกันระหว่างสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิกวุฒิสภา ทางสมาชิกวุฒิสภาก็จะขออภิปรายอีกประมาณ ๒ ท่าน คือท่านตวง อันทะไชย กับท่านสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ แล้วก็สลับกับทางฝ่ายค้าน ตามคิวซึ่งได้ประสานกับทางเจ้าหน้าที่แล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าจะให้สะดวก ผมไม่ขัดข้องนะครับ ทีนี้อยากให้เหมือนกับมีวิปทั้ง ๒ ฝ่าย รวมทั้งของรัฐบาลด้วยถ้าจะพูด ก็ให้ประสานกันเลย ประสานลงเข่งแล้วก็จัดลำดับส่งมาให้ผม แล้วผมก็จะสลับให้อย่างที่ว่า เมื่อครู่อย่างนั้นนะครับ ต่างคนต่างดูแลส่วนของตัวเอง ผมจะสลับให้เองตามที่เสนอ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ครับผม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอุดมเดชครับ ท่านประธานวิปรัฐบาลเชิญครับ

นายอุดมเดช รัตนเสถียร กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย จากการที่ทราบข้อมูลเบื้องต้นจากตัวแทนของ ๔ ฝ่าย ที่ได้มีโอกาสไปพบปะแล้วก็หารือกัน มีบางประเด็นที่เรากำลังจะอภิปรายกันอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๕ ในประเด็นที่ทางฝ่ายค้านเอง ก็ตั้งใจที่จะขออภิปรายอยู่ด้วย ท่านสมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งก็ตั้งใจอภิปรายอยู่ด้วย ถ้าหากว่าเป็นไปได้ตามที่ได้มีการเจรจาตกลงกันเอาไว้โดยมีเงื่อนไขว่าคงจะต้องไปหารือกับ ฝ่ายปฏิบัติซึ่งก็คืออาจจะเป็นฝ่ายกฎหมายหรือฝ่ายผู้ปฏิบัติการเลือกตั้งคือ กกต. ถ้าเป็นไปได้การอภิปรายในมาตรานี้ก็จะสั้นลงมากในกรณีที่มีผู้ขอสงวนคำแปรญัตติ หรือแม้กระทั่งขอแปรญัตติเอาไว้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาอภิปรายกันอีกแล้วถ้าหากว่า เราสามารถที่จะเจรจากันได้ ทีนี้ประเด็นอยู่ที่ว่าเวลาที่ขอในการที่จะไปหารือกัน แล้วก็ นัดหมายกันในตอนช่วงของเช้าวันอังคารก็เป็นเหตุผลนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า อยู่ในช่วงของการหารือในรายละเอียดของมาตรา ๒๙๑/๕ นี้ ผมก็คิดว่าเป็นไปได้ที่ ท่าน ส.ว. คำนูณได้เสนอเอาไว้ เราก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้โอกาสนี้ในการที่จะมาอภิปราย ในมาตรานี้มากจนเกินไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอยู่ในดุลยพินิจของท่านประธานในส่วนนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอฟังท่านประธานวิป ท่านจุรินทร์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าผลการหารือร่วมกัน ๔ ฝ่ายมีความคืบหน้า ตามสมควร เพียงแต่ว่าข้อสรุปทั้งหมดยังจะต้องมีการหารืออีกครั้งหนึ่งในช่วงเช้าวันอังคาร แล้วก็ประเด็นสำคัญที่คิดว่าเป็นประเด็นที่จะต้องถกกันเป็นพิเศษ ก็คือเรื่องของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งผมขออนุญาตที่จะไม่ลงรายละเอียด เพียงแต่ว่ามีความคืบหน้า ซึ่งจะต้องรออีกครั้งหนึ่งช่วงเช้าวันอังคาร เพราะฉะนั้นวันนี้จึงเห็นตรงกันว่าถ้าจะเป็นไปได้ ควรจะยุติในช่วงหกโมงเย็น แล้วก็ไปรอความคืบหน้าอีกครั้งหนึ่งตอนช่วงเช้าวันอังคาร ที่ท่านประธานจะได้นัดประชุมอีกครั้งในเรื่องนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประธานวิปรัฐบาล เมื่อครู่ตรงกันนะครับ ตรงนะครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอนัดประชุมวันอังคารเวลา ๙ โมงครึ่งครับ ปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๕๕ นาฬิกา