รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เสนอแนวคิดการกำหนดสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยแบ่งออกเป็นสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้ง 200 คน และสมาชิก 22 คนจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐสภายอมรับความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินในการออกกฎหมาย และเสนอให้รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ กระผมเป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ด้วย แล้วก็เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย กระผมได้แปรญัตติไว้ซึ่งได้สงวนคำแปรญัตติว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหลัก ๆ ก็คือผมแปรญัตติไว้ว่าให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญโดยการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจำนวน ๒๐๐ คน แล้วผมยังได้ สงวนความเห็นว่าสมาชิกควรจะมาจากการคัดเลือกกันเองจำนวน ๒๒ คนด้วย โดยเป็น ผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๓ สาขา คือ กฎหมายมหาชน สาขารัฐศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ ด้านการเมือง ที่ผมเริ่มต้นกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ก็เพราะว่าผมไม่เคยรังเกียจสมาชิก ที่มาจากการแต่งตั้ง หรือสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกกันเอง และความเห็นของผมบัดนี้ น่าจะเป็นความเห็นเสียงข้างน้อยเยอะ ๆ ในสภาแห่งนี้ เพราะว่าผมสังเกตสมาชิกหลายท่าน ไม่ว่าท่านวุฒิสมาชิกก็ตาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม เมื่อท่านยืนขึ้นแสดงความเห็น ของท่าน เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านปฏิเสธผู้ที่มาจากการคัดเลือก หรือปฏิเสธผู้ที่มาจาก การแต่งตั้ง ผมไม่เคยปฏิเสธเลย และผมยืนยันว่าไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภาหรืออาชีพไหน ก็ตาม ผู้ที่มาจากการคัดสรรหรือผู้ที่มาจากการแต่งตั้งนั้น อาจจะมีคุณสมบัติที่ดีกว่าผู้ที่มา จากการเลือกตั้งก็เป็นได้ครับ มันไม่ได้อยู่ว่าท่านมาอย่างไร แต่มันอยู่ว่าเมื่อท่านเข้าดำรง ตำแหน่งแล้วท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างไรมากกว่า และผมยืนยันครับถึงแม้ผมจะเป็นเสียงเดียว ของรัฐสภาแห่งนี้ ผมยืนยันว่าสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านนะครับ ซึ่งท่านมาจากการแต่งตั้ง ท่านมีคุณสมบัติที่ดีกว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งหลายคนด้วย เพราะฉะนั้นผมไม่เคยรังเกียจผู้ที่มาจากการแต่งตั้งเลย ผมดูการทำหน้าที่ของท่านเหล่านั้น แล้ววันนี้ผมยังสนับสนุนว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรจะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการแต่งตั้งด้วย ผมยังยืนยันครับ เพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมันมีเทคนิค มันต้องดูถึงความทันสมัยด้วย ผมไม่รังเกียจประชาชนเลย แต่ว่ารัฐธรรมนูญมันกว้าง บางครั้ง มันเกินเลยกว่าความรู้ความสามารถของผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมไม่มีความรู้ความสามารถ ในเรื่องของรัฐธรรมนูญมากมายสักเท่าไรนะครับ ที่มีอยู่ก็พยายามเสาะแสวงหาความรู้ จากท่านผู้อื่นทั้งนั้นนะครับ ผมไม่ได้มีความรู้ขนาดนั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากผู้ที่มาจาก การแต่งตั้งแล้วไม่ว่าจะเป็นวุฒิสมาชิกก็ดีเมื่อท่านมีความรู้ความสามารถผมไม่เคยปฏิเสธเลย เพราะฉะนั้นหลักของผมในมาตรา ๒๙๑/๑ ก็คือผมสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน ๒๐๐ คน ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ผมเห็นว่าควรจะมีผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ จำนวน ๒๒ คน แต่ผมมีข้อยกเว้นว่าผู้ที่เชี่ยวชาญเหล่านี้ทั้ง ๓ สาขา ควรมาจากการคัดเลือกกันเองในแต่ละสาขา เพราะว่าถ้านำผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๒๒ คน ให้รัฐสภาเลือกนั้นคำตอบมันรู้อยู่แล้วครับว่ารัฐสภา แห่งนี้จะเลือกใคร ฝ่ายไหน เข้ามาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผมมี ๒ ประเด็น แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับ ผมจะอภิปรายเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๑ แล้วก็อาจจะเลยไปในมาตรา ๒๙๑ ในบางอนุมาตราด้วย ผมจะแปรญัตติครั้งเดียวกัน เพราะว่ามันมีความเกี่ยวพันกัน คือผมต้อง กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ เพราะว่าการร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้มีองค์กรที่เขาเกี่ยวข้อง ในการร่างรัฐธรรมนูญเขาแสดงความเห็นมาอย่างน้อย ๒ องค์กรด้วยกัน ท่านประธานครับ ในมือของกระผมนี่นะครับมีคำแนะนำของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีคำแนะนำมา ๒-๓ ประการด้วยกัน ถามว่าเมื่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งก็มีหน้าที่โดยตรง ในการให้ความเห็น ในการออกกฎหมาย เขาแสดงความเห็นมา รัฐสภาแห่งนี้ยอมรับ ความคิดเห็นของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินหรือเปล่า ผมตอบเสียเลยครับ ไม่ยอมรับ และถามว่าคณะกรรมาธิการซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ยอมรับความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินไหม ไม่ยอมรับครับ

เรื่องที่ ๒ ที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานก็คือ นอกจากสำนักงาน ผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งยังได้มีความเห็นมาที่ ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถามว่าคณะกรรมาธิการ เมื่อได้รับความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ท่านจะยอมรับฟังความเห็นของ คณะกรรมการการเลือกตั้งไหม ผมตอบเสียเลยครับว่า ไม่ยอมรับครับ เมื่อคณะกรรมการ การเลือกตั้ง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา รวมทั้งงานวิจัยสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งก็ให้ความเห็นในร่างรัฐธรรมนูญด้วยว่าควรจะมีหน้าตาอย่างไร ควรจะออกแบบอย่างไร ทั้ง ๓ องค์กร ๓ สถาบันเขามีหนังสือแนะนำมา เราไม่ได้รับฟังความเห็นของเขาเลยครับ แล้วเรากำลังใช้ทิศทางอย่างไรในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ เรากำลังใช้เสียงข้างมาก อย่างเดียวครับ เราไม่ฟังความเห็นขององค์กรอื่น คณะกรรมการการเลือกตั้งก็บอกว่า ต้องมีกฎหมายพิเศษให้เขา ผมอภิปรายเลยไปนิดหนึ่งนะครับ แต่ว่าเราไม่ฟัง เราบอกว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งไปใช้กฎหมายท้องถิ่นเลือกตั้งเลย บังคับให้เขาใช้กฎหมาย เลือกตั้งของท้องถิ่นเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นปัญหาครับ เราใช้เสียงข้างมากอย่างเดียว ในการออกแบบรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ที่ผมต้องเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ นะครับ รัฐธรรมนูญมันไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล เมื่อไรก็ตามที่ท่านคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็น นโยบายของรัฐบาล รัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะถูกฉีกได้ง่ายครับ และถ้าท่านเริ่มต้นคิดว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนขึ้น บัญญัติขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งท่านกล่าวอ้างว่าท่านไปฟัง ความเห็นของประชาชนมาตอนหาเสียงเลือกตั้งว่าประชาชนคิดอย่างนั้น แล้วเมื่อท่านเป็น รัฐบาลท่านจะออกกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างนั้น ผมเรียนเสียเลยครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะมีการแก้ไขในอนาคตข้างหน้าด้วย ผมรับกับท่านประธานว่าใน ๓-๔ ปีข้างหน้าผมไม่มี โอกาสเป็นรัฐบาลหรอกครับ ผมเป็นมนุษย์ที่ยอมรับความจริง แต่ว่าถ้าหากผมมีโอกาสอยู่ใน รัฐสภาแห่งนี้ต่อไปนะครับ ไม่ว่าจะ ๙ ปี ๑๐ ปี อะไรก็ตาม ผมจะแก้รัฐธรรมนูญอีกครับ ที่ผมต้องเรียนอย่างนั้นเพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มันออก มันถูกร่างขึ้นมาโดยไม่ได้รับ ความเห็นชอบ ไม่ได้รับความเห็นพ้องจากประชาชน มันออกตามนโยบายของรัฐบาล รัฐธรรมนูญมันใหญ่มากเกินกว่าที่จะเป็นนโยบายของรัฐบาลครับ มันต้องเป็นนโยบายแห่งรัฐ ถ้ารัฐธรรมนูญมีอุดมการณ์เป็นนโยบายแห่งรัฐ รัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะอยู่ยาวครับ แต่ว่า ถ้ารัฐธรรมนูญเป็นนโยบายของรัฐบาลรัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะถูกฉีกได้ง่าย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมฟังสมาชิกหลายท่าน ผมเห็นพ้องกับท่านวุฒิสมาชิกนะครับ ซึ่งท่านได้กล่าวไป เมื่อสักครู่ ถ้าเราฟังเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้อภิปรายนะครับ ผมเรียนท่านประธาน ผมยังไม่เห็นสมาชิกท่านไหนนะครับที่ยืนขึ้นและบอกว่าสนับสนุนร่างของรัฐบาลเลยนะครับ ทุกท่านที่ยืนขึ้นบอกว่าต้องมีการแปรญัตติมาตรานี้ แล้วสมาชิก สสร. ควรมาจาก การเลือกตั้ง ๒๐๐ คน แล้วเราก็ดูกันตอนลงมติครับ และผมก็ทำนายทายทักไว้ล่วงหน้าเลยครับว่า มันต้องเป็นไปตามร่างของรัฐบาลนะครับ ไม่ว่าท่านจะพูดอย่างไรก็ตาม แต่ว่าเวลาท่านลงมติ ท่านลงมติตรงกันข้ามกับที่ท่านอภิปรายหลายครั้งซึ่งผมก็เห็นเป็นอย่างนั้นด้วย ไม่เป็นอะไรครับ เรื่องนี้ผมก็พยายามที่จะพูดไว้เพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ครับ มีความเห็นของสถาบันพระปกเกล้าอยู่ในหน้าที่ ๑๑๗ ท่านประธานอาจจะ ไม่มีรายงานของสถาบันพระปกเกล้าอยู่ในมือด้วย สถาบันพระปกเกล้าก็ให้ความเห็นว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คราวนี้ครับจะเป็นจุดที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้น แทนที่จะ เกิดความปรองดอง แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง ที่ผมพูด ผมพูดตามรายงาน ของสถาบันพระปกเกล้า ในหน้าที่ ๑๑๗ บรรทัดที่ ๒๕ ท่านไปดูนะครับ สถาบันพระปกเกล้า เขาเขียนไว้ในรายงานในหน้า ๑๑๗ บรรทัดที่ ๒๕ ว่าการเขียนรัฐธรรมนูญครั้งนี้ของประเทศ มันจะก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้น และเขาแนะนำอย่างไรครับ เขาแนะนำว่าต้องรับฟัง ความคิดเห็นของทุกภาคส่วน เขาแนะนำว่าการออกกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเรากำลังทำอยู่นี้ครับ ควรรับฟังความคิดเห็น แล้วเขาก็บอกว่าควรกำหนดประเด็น ในการแก้รัฐธรรมนูญ ท่านไปดูนะครับ ผมไม่ได้พูดตามความเห็นของผม ตามรายงาน สถาบันพระปกเกล้า เขาแนะนำว่าควรจะกำหนดประเด็นว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญในประเด็น ไหนบ้าง แต่ว่าเมื่อเราไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของสถาบันพระปกเกล้าก็ไม่มีปัญหานะครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องที่เราปฏิเสธความเห็นขององค์กรทั้งหลาย มันจะก่อให้เกิด ความขัดแย้งขึ้นในอนาคต แล้วถ้ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างนั้น เสียงข้างมากในวันนี้ที่ไม่ยอม แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับที่เรากำลังอภิปรายอยู่นี้ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ผมเรียน ท่านประธานครับ ซึ่งอาจจะไม่ตรงในมาตรานี้สักเท่าไรนัก แต่ผมจะอภิปรายครั้งเดียวครับ เพราะผมคิดว่าผมยืนขึ้นหลายครั้งแล้ว อภิปรายหลายครั้งก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ เพราะอย่างไรผมไม่สามารถชนะในรัฐสภาแห่งนี้ได้ ท่านประธานครับ ผมกังวลว่าเราเข้าใจผิด ในเรื่องของเสียงข้างมากเยอะมาก ผมจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้หลายครั้ง เมื่อท่านมีเสียงข้างมาก ท่านก็บอกว่าท่านทำอะไรก็ได้โดยใช้เสียงข้างมาก เราคิดอย่างนั้นกัน และผมก็ยืนยัน อีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมพูดในสภาแห่งนี้หลายครั้งแล้วว่า เสียงข้างมากนั้นมันสะท้อน ความต้องการครับ แต่มันสะท้อนความถูกต้อง มันสะท้อนความชอบธรรมไม่ได้ เวลาท่านไป ฟังความคิดเห็นของประชาชนและประชาชนบอกอย่างนี้ ท่านจะมาทำตามความคิดเห็นของ ประชาชน ถ้าความคิดเห็นของประชาชนนั้นมันผิดกฎหมาย ท่านทำไม่ได้ เสียงของมหาชนนั้น จะขัดกับหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมไม่ได้เลย แต่วันนี้ท่านอ้างเสียงของมหาชน อ้างเสียงข้างมาก ท่านจะทำอะไรก็ได้ อันนี้ผมคิดว่าจะเป็นปัญหาของสังคมในขณะนี้ด้วย เราเข้าใจผิดกันเยอะ เรื่องเสียงข้างมาก เราคิดว่าถ้าเราได้มีเสียงข้างมากเข้ามาเราจะทำอะไรก็ได้ ผมพูดหลายครั้ง ผมต้องพูดอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ เวลาเราไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม เวลาเราไม่ยอมรับ กระบวนการของศาล เราบอกว่าเราจะออกกฎหมายเพื่อลบล้างคำพิพากษา มันทำไม่ได้ครับ สมมุติว่ามันมีคำพิพากษาของศาลสูงสุดในประเทศนี้ แล้วเราไม่ยอมรับคำพิพากษา มันมีทางเดียว เท่านั้นละครับ คือเราต้องยกเลิกกฎหมายฉบับนั้นเสีย สมมุติว่าศาลไปตัดสินจำคุกใครสักคนหนึ่ง ๔-๕ ปี และเราคิดว่าศาลตัดสินผิด ไม่ยุติธรรม เราจะออกกฎหมายเพื่อยกเลิกคำพิพากษา ไม่ได้ครับ เรามีทางเดียวเท่านั้นครับ คือออกกฎหมาย ยกเลิกกฎหมายฉบับนั้นครับที่ศาล ตัดสิน สมมุติว่าศาลตัดสินให้จำคุกใครคนใดคนหนึ่งในข้อหาลักทรัพย์หรือข้อหาทุจริต และเราบอกว่าศาลตัดสินไม่ชอบ เราจะยกเลิกคำพิพากษาไม่ได้ครับ ไม่มีในโลกไหนเขาทำ อย่างนั้นครับ มันมีทางเดียวครับ คือต้องยกเลิกกฎหมายเรื่องการทุจริตนั้น เมื่อยกเลิก กฎหมายฐานของความผิดมันหมดไป ใครที่ถูกตัดสินในคดีนั้นก็หมดความผิดไปด้วย เท่านั้นเองครับ แต่จะมาออกกฎหมายเพื่อยกเลิกความผิดที่ศาลตัดสินแล้วไม่ได้ครับ ไม่มีครับ ผมเริ่มต้นบอกว่าผมไม่รังเกียจสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งนะครับ เวลาเราพูดถึงเรื่องนี้นะครับ เราจะบอกว่าประชาธิปไตยของเรามันมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาบ้าง มาจาก ประเทศอังกฤษบ้าง เรายึดถืออย่างนั้น และเรามารังเกียจกันเองในสภาแห่งนี้ ในสภาแห่งนี้ เรามารังเกียจผู้ที่มาจากการแต่งตั้ง เราบอกว่าผู้ที่มาจากการแต่งตั้งมันไม่เป็นประชาธิปไตย ยึดฐานของประชาชนไม่ได้ เราภูมิใจที่มาจากการเลือกตั้งและเรารังเกียจคนที่มาจาก การแต่งตั้ง ใครที่คิดอย่างนี้ผมถามต่อเถอะครับ และในประเทศอังกฤษวุฒิสภาเขามาจากไหนครับ ในประเทศอังกฤษซึ่งเรายึดถือเป็นแม่แบบนี่ วุฒิสภาเขาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนะครับ เขาก็มาจากการแต่งตั้ง แต่เรามาดูถูกกันเองในสภาแห่งนี้ว่าส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง เรารับไม่หมดละครับ เรารับส่วนที่เป็นประโยชน์กับเรา และนำมาใช้ แต่ว่าส่วนไหนที่เป็นโทษกับเราเราก็ไม่นำมาใช้ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ท่านประธานครับ ผมไม่อภิปรายเยอะนะครับ แต่ผมเรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่งนะครับ ใครก็ตามนะครับท่านประธาน ผมอยากให้ท่านประธานสามารถได้ชี้แจงผมนะครับ ท่านประธานสามารถได้พูดหลายครั้งว่าในการกลับมติของคณะกรรมาธิการ ความจริง เสียงข้างน้อยชนะนะครับ ครั้งหนึ่งนี่ ๑๒ : ๑๐ เราชนะ แล้ววันรุ่งขึ้นท่านบอกว่าต้องกลับมติใหม่ เนื่องจากมติที่ลงไปนั้นมันขัดกับหลักการ ท่านก็โมเมไปละครับ ท่านดูในคำแปรญัตติของผมสิครับ มันขัดหลักการตรงไหนล่ะครับ ท่านดูในคำแปรญัตติของผม ของผมไม่ได้ขัดหลักการเลยนะครับ มาจากการเลือกตั้ง และมาจากการแต่งตั้งด้วย ไม่ขัดเลยครับ แต่เวลาที่ท่านจะเอาคืน ท่านเอาโดยไม่ใช้เหตุผลนะครับ ท่านจะใช้เสียงข้างมากทั้งหมดเลยครับ สุดท้ายผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมสนับสนุนให้ท่านใช้อำนาจนะ ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับ ใช้เลยครับ ถ้าท่านมีอำนาจอยู่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านใช้ ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ใช้ให้เต็มที่นะครับ เวลาท่านมีอำนาจอยู่ท่านใช้อำนาจได้เต็มที่ อย่าสงวนการใช้อำนาจ เมื่อท่านเป็นรัฐบาล เมื่อท่านเป็นเสียงข้างมาก ใช้อำนาจเลยครับ มี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้สัก ๑๒๐ เปอร์เซ็นต์เถอะครับ บรรยากาศประเทศในขณะนี้ ผมก็อยู่ในสภามานาน ท่านประธานก็อยู่มานาน บรรยากาศของประเทศในขณะนี้มันคล้ายกับบรรยากาศสมัยของ คุณทักษิณ ชินวัตร ก่อนที่จะยุบสภาครับ คล้ายกัน ไม่ต่างกันเลย ท่านประธานนั่งอยู่นี้นาน ท่านรู้ครับ คือเมื่อเสียงข้างมากต้องการทุบเอาทุกอย่างให้ได้นี่บรรยากาศวันนี้มันย้อนกลับ ออกไป ๔-๕ ปี มันเป็นบรรยากาศอย่างนั้นละครับ และถ้าบรรยากาศอย่างนั้นมันเกิดขึ้นครับ มันไม่ยากละครับ คนที่อยู่ในวงการเมืองมานานรู้ว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น ความวุ่นวาย มันก็จะเกิดขึ้นอีก ผมอภิปรายครั้งเดียวนะครับว่าผมสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน ๒๐๐ คน และผมสนับสนุนให้มาจากการแต่งตั้ง จำนวน ๒๒ คน ขอบพระคุณครับ