มณเฑียร บุญตัน เสนอแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้เกิดความหลากหลายและไม่ผูกขาดทางการเมือง โดยเสนอให้ใช้ระบบการเลือกตั้งตามสัดส่วนประชากร และใช้ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) นอกจากนี้ยังเสนอให้สส. เป็นตัวแทนของความหลากหลายของประชาชน โดยให้มีสัดส่วนของหญิงชายและผู้ด้อยโอกาสทางสังคม และให้ใช้เสียงที่ท่วมท้นมากกว่าเกินกึ่งในการเลือก สส. เพื่อป้องกันการครอบงำของเสียงส่วนใหญ่
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ผมจะแค่ผ่านนิดเดียวครับ คือผมเชื่อว่าสิ่งที่จำเป็นจะต้องพูดถึงมันเป็นเพียง จุดเริ่มต้นเท่านั้นเองท่านประธาน จะไม่ชี้แจงเหตุผลมากครับ คือผมคิดว่าจำเป็นต้องพาดพิง ถึงมาตรา ๕ ก็คือเรื่องของจุดเริ่มต้นหลังจากที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ก่อนที่จะมี สสร. เอาอย่างนี้แล้วกันท่านประธาน ผมคิดว่าโดยส่วนตัวแล้วเมื่อเราจะไปยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ จะชั่วดีอย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐธรรมนูญมาจากประชามติ จะออกจาก รัฐธรรมนูญที่มาจากประชามติก็ควรจะต้องลงประชามติก่อน เพื่อให้เกิดการยกเลิก โดยสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามาตรา ๕ ซึ่งผมจะอภิปรายภายหลังเมื่อไปถึงมาตรา ๕ และมันมีเหตุผลที่อธิบายได้ว่าเมื่อเข้าอย่างไร ก็ควรจะออกอย่างนั้น เมื่อเราลงประชามติไปแล้ว จึงจะนำไปสู่การให้มี สสร. ซึ่งก็จะเป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ กรณีเกิดขึ้นได้หลังจาก การลงประชามติแล้ว ตัวผมเองมีความเห็นว่าการได้มาซึ่ง สสร. โดยวิธีการเลือกตั้งควรจะ เป็นไปตามสัดส่วนประชากรมากกว่าไปกำหนดให้มีจังหวัดละ ๑ คน เพราะแม้ว่าเราจะใช้ ความพยายามในการอธิบายอย่างไรก็ตามในสภานี้ แม้ว่าเราจะมีความปรารถนาดีอย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงทางการเมือง ความยึดมั่นในระบบอุปถัมภ์ก็ดี บารมีของบุคคลในระดับพื้นที่ก็ดี หากมีการเลือกตั้ง สสร. เข้ามาเพียง ๑ คนต่อจังหวัด เชื่อได้ว่าบุคคลที่มีบารมีสูงสุด มีฐานะ ทางเศรษฐกิจเป็นอันดับต้น ๆ ของจังหวัด หรือมีความสัมพันธ์โยงใยกับระบบอุปถัมภ์ ทางการเมืองมีโอกาสเข้ามามากที่สุด เราจะชอบหรือไม่ก็ตามความเป็นจริงทางการเมือง เป็นเช่นนั้นครับ เพราะฉะนั้นเพื่อลดอุณหภูมิทางการเมืองลง และเพื่อสลายความเชื่อที่ว่า จังหวัดนี้เป็นของพรรคการเมืองใด ถ้ามีการเลือกตั้งโดยอาศัยสัดส่วนประชากร ขอประทานโทษครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าใกล้เคียงที่สุดก็คือการเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่พวกเรามีความชื่นชม และผมเองก็ชื่นชมนะครับ ผมคิดว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทย มีความภาคภูมิใจมาก การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามรูปแบบแบบนั้นละครับ เป็นรูปแบบที่อย่างน้อยที่สุดทำให้ เกิดความเชื่อมั่นว่าระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง ระบบการผูกขาดจะไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น เรามีเวลาร่างรัฐธรรมนูญแค่อย่างมากก็ ๑ ปี แล้วแต่ใครจะแปรญัตติเป็นอย่างไร ผมแปรญัตติเป็น ๑ ปี ผมคิดว่า ๑ ปี ฝ่ายการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตามคงยังไม่มีเวลา พอที่จะไปสร้างระบบเครือข่ายเชื่อมโยงระบบอุปถัมภ์เข้าด้วยกัน ต้องใช้เวลามากกว่า ๑ ปีครับ และ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ตามมาตรา ๒๙๑ (๑) ก็จะมีโอกาสกระจายเพราะว่า ประชาชน ๑ คนเลือก สสร. ได้ ๑ คน ซึ่งก็เป็นการรับรองสิทธิที่เท่าเทียมกันทั่วประเทศ ส่วนจังหวัดใดจะมี สสร. เลือกตั้งได้กี่ท่านก็เป็นไปตามสัดส่วนประชากร เพราะฉะนั้น จะมาพูดไม่ได้ว่าจังหวัดนั้นคนกาได้กี่เบอร์ต่างกันอย่างไร สิทธิเท่ากันหรือไม่ไม่มีประเด็นหรอกครับ เพราะทุกคนกาได้คนเดียว คนที่ได้อันดับหนึ่งของจังหวัดไปจนถึงอันดับเท่าที่จำนวน ในจังหวัดนั้นจะมีอยู่ก็ได้รับเลือกเป็น สสร. เพราะฉะนั้นก็จะสะท้อนความต้องการที่แตกต่าง หลากหลายมากกว่า ๑ คนอย่างแน่นอนครับ ความพยายามใด ๆ ที่จะสร้างเครือข่ายระบบ อุปถัมภ์ทางการเมือง จะของกลุ่มการเมืองใดก็แล้วแต่ในระยะเวลาอันสั้นย่อมไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นได้ยาก โอกาสที่ สสร. จะใช้ความพยายามในการสะท้อนปัญหาและ ความต้องการจำเป็นที่แท้จริงของประชาชนก็จะมีอยู่มาก แต่อย่างไรก็ตามครับ ความหลากหลายมาจากการเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียวบนพื้นฐานของความเป็นจริง ทางการเมืองในสังคมไทยนั้น ผมคิดว่ายังไม่สมบูรณ์ครับ เพราะสังคมไทยเรานั้นเข้าใจว่า ผู้แทนของประชาชนนั้นชี้วัดได้โดยการเป็นผู้แทนในเชิงพื้นที่ครับ และความเกาะเกี่ยว ความผูกพันระหว่างบุคคลต่อพื้นที่นั้นนี่ ไม่มีหลักประกันใดเลยว่าจะสะท้อนปัญหา และความต้องการที่หลากหลายของประชาชนซึ่งมีความสลับซับซ้อน ไม่ว่าเราจะมี สสร. จำนวน ๑๘ คน หรือ ๑ คนจากจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งก็ไม่มีหลักประกันว่าพี่น้องประชาชน ที่เป็นเกษตรกร ที่เป็นกรรมกร ที่เป็นนักวิชาชีพต่างสาขาจะมีเสียงสะท้อนเข้าไป ในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้แทนจึงจำเป็นต้องสะท้อนทั้งพื้นที่และสะท้อนความหลากหลาย ของประชากร อันนี้ผมได้เคยแปรญัตติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ข้อเสนอในการแปรญัตติของผมไม่เป็นผล เพราะว่าท่านยังยึดโยง ระบบพื้นที่เท่านั้น กระผมคิดว่าความเป็นผู้แทนโดยชอบในระบอบประชาธิปไตย ต้องสะท้อนทั้งพื้นที่และกลุ่มประชากรครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ก็ยังมีความจำเป็นครับ ผมเห็นว่า มาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ควรมีจำนวน ๒๐๐ คน เพื่อให้เกิด ความหลากหลายและไม่ผูกขาดทางการเมืองนั้นถูกต้อง ส่วนมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ที่ร่างของ รัฐบาลได้เสนอมา ๒๒ ท่าน กระผมขอแปรญัตติเป็น ๕๐ ท่าน เพื่อให้มีโอกาสสะท้อน ความแตกต่างหลากหลายของประชาชน แน่นอนผมยังคงแบ่งเป็น ๓ กลุ่มเหมือนกับ ร่างของรัฐบาล แต่ผมได้ขอเพิ่ม
กลุ่มแรก ก็คือมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน ๑๕ ท่าน ด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์และกฎหมายนั้น ๑๕ ท่าน ส่วนผู้ที่มีความชำนาญในด้านการ บริหารราชการแผ่นดิน ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมนั้นผมให้ ๒๐ ท่าน และผมได้นำความ และถ้อยคำมาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๔ ซึ่งผมชอบในเจตนารมณ์ ก็คือจะต้อง ให้หลักประกันถึงเรื่องของความเสมอภาค การมีส่วนร่วมในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันระหว่าง หญิงชาย เราไปกำหนด สสร. เลือกตั้งไม่ได้ครับว่าจะต้องมีสัดส่วนใกล้เคียงกันระหว่าง หญิงชาย เพราะนั่นเป็นการเลือกโดยตรงของพี่น้องประชาชน แต่นี่เราสามารถกำหนดได้ เพราะเป็นการเสนอชื่อเข้ามาแล้วมีการเลือกตั้งโดยสภา เพราะฉะนั้นจึงกำหนดว่าให้มี สัดส่วนที่ใกล้เคียงกันระหว่างหญิงชายและคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งก็มีผู้ด้อยโอกาสทางสังคมอยู่หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นชนกลุ่มน้อย เป็นพี่น้องชาติพันธุ์ ชนเผ่าต่าง ๆ สตรี เยาวชน ผู้สูงอายุ และคนพิการ ผู้เสียเปรียบในด้านต่าง ๆ อาจจะเป็น พี่น้องเกษตรกร เป็นกรรมกรผู้ใช้แรงงาน หรือนักวิชาชีพต่าง ๆ เหล่านี้จำเป็นจะต้องนำไป กำหนดไว้ในระเบียบซึ่งท่านประธานรัฐสภาจะเป็นผู้กำหนด แน่นอนครับ ระเบียบที่กำหนด โดยประธานรัฐสภาหลายท่านก็กังขาว่าจะดีหรือไม่ อย่างไร แต่ผมก็ยอมรับว่าไม่มีอะไร สมบูรณ์ในโลกนี้ ขอแต่เพียงว่าหน้าตาของคน ๕๐ คน ต้องสะท้อนความหลากหลายของ กลุ่มประชากรอย่างแท้จริง เพราะรัฐธรรมนูญที่ดีนั้นจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่คุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ ผดุงไว้ซึ่งความเสมอภาคและความเป็นธรรม ห้ามเลือกปฏิบัติ นี่ละครับ เป็นรัฐธรรมนูญที่เราได้ยึดหลักการนี้มาตั้งแต่ฉบับปี ๒๕๔๐ ต่อเนื่องปี ๒๕๕๐ และถ้าเรา จะเขียนรัฐธรรมนูญที่ดีได้เราก็ควรจะให้โอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งในเชิงพื้นที่ ซึ่งผมได้เสนอไปแล้วว่า ๒๐๐ คน ตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละจังหวัด บวกกับ (๒) ซึ่งกระผมขอพูดเกินเลยไปนิดหนึ่งว่าแทนที่จะเป็นการกลั่นกรองโดยใช้คณะทำงาน ซึ่งท่านประธานตั้งขึ้นเอง ผมคิดว่าควรจะเป็นคณะกรรมาธิการร่วม ๒ สภา กลั่นกรอง ชื่อที่เสนอเข้ามา ซึ่งชื่อที่เสนอเข้ามาก็มีทั้งสถาบันการศึกษา มีหน่วยงานราชการ มีองค์กรภาคประชาสังคม องค์กรภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ เสนอเข้ามาได้ เพราะฉะนั้นก็จะ เป็นการสะท้อนถึงความหลากหลายอย่างแท้จริงของสังคม ก็จะเป็นเกราะป้องกันภัยให้แก่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าจะไม่ถูกฉีกโดยอำนาจที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจกระบอกปืน หรืออำนาจทุนที่ไม่พึงประสงค์ เพราะว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นตัวสะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริง ของพี่น้องประชาชน รัฐบาลเองก็คุมไม่ได้ ส.ส. ส.ว. สังกัดใดก็คุมไม่ได้ เพราะได้ออกแบบไว้ดีแล้ว สะท้อนความเป็นตัวตน ความเป็นผู้แทนที่แท้จริงของประชาชน ทั้งในเชิงพื้นที่และในเชิง ความหลากหลายของกลุ่มประชากร เราจะป้องกันได้อย่างไรว่าเสียงข้างมากในสภาจะไม่ไป กำหนดหรือครอบงำการได้มาซึ่ง สสร. ในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) กระผมได้เสนอไปถึงขั้นว่า ผู้ที่ได้รับการเลือกเข้ามาเป็น ๑ ใน ๕๐ ใน (๒) จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๕ ของสมาชิกรัฐสภา นั่นหมายความว่าเราจะต้องใช้ ส.ส. จากรัฐบาลทั้งหมด บวก ส.ว. ถึง ๙๐ คน หรือ ส.ว. ประมาณ ๕๐-๖๐ คน แล้วก็บวกฝ่ายค้านอีกบางส่วน นั่นหมายความว่าเราใกล้เคียงกับการเห็นพ้องมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราอยู่ห่างไกล จากการครอบงำของเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งหลายท่านอภิปรายไปแล้วว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้เป็น ตัวชี้ถูกชี้ผิดเสมอไปในสังคมประชาธิปไตย เราเห็นเสียงส่วนใหญ่นำมาซึ่งความพินาศ ก่อนยุคนาซีที่เยอรมันจะก่อสงครามโลกมาแล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกครหาและป้องกันไม่ให้ถูกนำไปเป็นความชอบธรรม ในการฉีกรัฐธรรมนูญอีก แม้ (๒) จะเปิดทางให้รัฐสภาคัดเลือก สสร. ที่เสนอชื่อกันเข้ามา ก็ควรจะต้องใช้เสียงที่ท่วมท้นมากกว่าเกินกึ่ง ควรจะต้องเป็น ๓ ใน ๕ เมื่อเป็น ๓ ใน ๕ คนที่ได้รับการเลือกเข้ามาคะแนนสูงสุดไปจนถึงคะแนนน้อยสุดก็จะเป็น สสร. ภาคผู้ทรงคุณวุฒิ ที่สะท้อนความหลากหลายอย่างแท้จริงของพี่น้องประชาชน ไม่ได้เป็นการสะท้อนแค่เพียงพื้นที่ ซึ่งการสะท้อนเพียงพื้นที่เท่านั้นไม่สามารถให้หลักประกันความเป็นประชาธิปไตยเพื่อปวงชน ผมใช้คำว่า เพื่อปวงชนหรือเพื่อประชาชนทั้งปวงได้ อาจจะเป็นประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่ โดยปริมาณก็คือมะจอริที รูล (Majority rule) แต่ไม่อาจเป็นหลักประกันในการสร้างสังคม อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน หรืออินคลูซิฟ โซไซอิที (Inclusive society) ของคนทั้งปวงได้ เพราะฉะนั้นความงดงามของสังคมประชาธิปไตยจึงเป็นความงดงามที่เราพยายามที่จะ เอื้อมมือไปโอบกอด ไปรับฟังและให้ความเคารพกับประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่เฉย ๆ ไม่ใช่มะจอริทีครับ ขอประทานโทษที่ต้องใช้ภาษาฝรั่งครับ แต่ทรู เดอะ ฟูลลิซ อิคสเทนท์ พอสซะเบิล (True the foolish extent possible) ทู เดอะ แมคซิมัม อิคสเทนท์ พอสซะเบิล (To the maximum extent possible) ขอประทานโทษ ก็หมายถึงว่าถึงคนมากกลุ่มที่สุดจะยากดีมีจน ด้อยโอกาสขนาดไหน เชื้อชาติเผ่าพันธุ์ใด พิการหรือไม่อย่างไรก็ไม่เป็นประเด็นขอให้คนเหล่านั้นมีโอกาสได้สะท้อนความต้องการ ที่แท้จริง กระผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านประธานสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติแห่งนี้ และท่านคณะกรรมาธิการจะได้โปรดเมตตารับเอาข้อเสนอของกระผมไว้พิจารณาเพื่อให้ สังคมไทยเราเป็นสังคมประชาธิปไตยที่อยู่ใกล้เคียงกับการเห็นพ้องมากที่สุด เพราะผมเชื่อว่า การโหวต (Vote) เพื่อชนะนั้นไม่ได้เป็นการตัดสินที่ดีหรือเป็นการตัดสินอันชาญฉลาดของ สังคมประชาธิปไตยที่เจริญ แต่การเอาชนะด้วยเสียงส่วนใหญ่กลับนำมาซึ่งความขมขื่น ของฝ่ายแพ้ การนำไปซึ่งเดินไปสู่การเห็นพ้องให้มากที่สุดแล้วใช้การตัดสินโดยการใช้เสียง ข้างมากให้น้อยที่สุดต่างหากที่เป็นตัวสะท้อนความถึงพร้อมและความเจริญแล้วของสังคม ประชาธิปไตยครับ กระผมจึงใคร่ขอวิงวอนขอความกรุณาทุกท่านทุกฝ่ายในสภานี้ได้โปรดรับ ข้อเสนอของกระผมตามที่ได้แปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติเอาไว้เพื่อพิจารณาต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ