รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๑ เพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมตามจำนวนประชาชนในแต่ละจังหวัด และเรียกร้องให้ใช้สูตรใหม่ในการเลือกสมาชิกสภาสมัชชาแห่งชาติ โดยเน้นย้ำว่าผู้ที่มีส่วนร่วมในการยกร่างรัฐธรรมนูญควรไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย และควรเป็นกลางและเป็นอิสระ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็น ผู้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๑ กระผมได้ขอแปรญัตติโดยใช้ข้อความดังนี้นะครับ

มาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามหมวดนี้ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน ๒๐๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และในวรรคสอง วรรคสามของมาตรานี้กระผมได้ขอแปรญัตติ โดยใช้ข้อความที่ว่า การคำนวณจำนวนสมาชิกของแต่ละจังหวัดให้คำนวณตามสัดส่วน ของจำนวนประชาชนทั้งหมดตามหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนที่จะ มีการเลือกตั้ง หารด้วยจำนวนสมาชิกจำนวน ๒๐๐ คน และวรรคสุดท้ายกระผมได้แปรญัตติ ว่าจำนวนสมาชิกที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีให้นำจำนวนประชาชนในจังหวัดนั้นมาคำนวณเฉลี่ย ตามวรรคสอง จังหวัดใดมีประชาชนไม่ถึงเกณฑ์สมาชิก ๑ คน ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกได้ ๑ คน และจังหวัดใดมีประชาชนเกินเกณฑ์สมาชิก ๑ คน ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกเพิ่มขึ้น ๑ คนทุกจำนวนประชาชนที่ถึงเกณฑ์จำนวนประชาชนต่อสมาชิก ๑ คน เหตุผลที่กระผมได้ขอแปรญัตติข้อความในมาตรา ๒๙๑/๑ จากร่างเดิมที่ทางกรรมาธิการ ได้เห็นชอบที่จะใช้สูตร ๗๗ คนบวก ๒๒ คน ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ผ่านมายังท่านกรรมาธิการอย่างนี้ครับ ถ้าเราพูดถึงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งผมเอง ในวาระที่หนึ่งนั้น ก็ไม่เห็นด้วยกับมติของที่ประชุมที่มีมติเห็นชอบในการที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ด้วยกฎเกณฑ์กติกาในทาง ประชาธิปไตยเมื่อเสียงข้างมากเห็นชอบอย่างนั้น กระผมก็ต้องใช้สิทธิแปรญัตติในวาระที่สอง เพื่อที่จะใช้สิทธิลงมติในวาระที่สองและวาระที่สามต่อไป แต่ผมกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าถ้าเราพูดถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันมีประเด็นที่จะต้องมาช่วยกันคิด ตั้งแต่แรกเลยว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะร่างโดยใคร ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ ของประเทศไทยเราก็จะมีกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ๒ วิธีการใหญ่ ๆ

วิธีแรก ก็คือโดยผู้มีอำนาจทางการเมืองในขณะนั้น จัดตั้งคณะกรรมการยกร่าง ขึ้นมาเลยชุดหนึ่ง

กับวิธีที่ ๒ ซึ่งเป็นการพัฒนาความคิดต่อยอดมาจากวิธีแรก ก็คือการกำหนดให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราเริ่มใช้ครั้งแรก เมื่อปี ๒๔๙๑ และครั้งสุดท้าย ก็คือเมื่อปี ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือ ฉบับปี ๒๕๕๐ ณ วันนี้เมื่อมีแนวความคิดว่า เราจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราก็มาช่วยกันคิดครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ควรจัดทำโดยใครซึ่งที่สุดก็ตกผลึกความคิดด้วยกันว่าควรที่จะเป็นหน้าที่หรือภารกิจของ สภาร่างรัฐธรรมนูญ

ประเด็นต่อไป ก็คือองค์ประกอบของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาของ สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นควรมีองค์ประกอบและมีที่มาอย่างไร ผมกราบเรียนท่านครับว่า วิธีคิดในเรื่องพวกนี้หรือหลักคิดในเรื่ององค์ประกอบและที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น มีวิธีคิดมาจากหลักการในทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญดังนี้ครับ ท่านประธาน ในทางหลักวิชาการเมื่อพูดถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น เขาจะวางหลักการไหมว่า คนที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรก็ได้ จะเป็นรูปแบบของคณะกรรมการก็ได้ หรือจะเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือที่เรียกว่า สสร. ก็ได้ แต่ขอให้มีหลักการสำคัญ ๔ ประการ

หลักการสำคัญประการที่ ๑ ก็คือต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างหลากหลาย

ประการที่ ๒ ผู้ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเป็นกลาง

ประการที่ ๓ คือผู้ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีความเป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้ การครอบงำของพรรคการเมืองหรือนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจการเมืองในขณะนั้น

และประการสุดท้าย ก็คือคนที่มายกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ในประเด็นหรือในหัวข้อที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็หันกลับมาคิดครับว่าแล้วสูตรที่ทาง กรรมาธิการเห็นชอบมาคือ ๙๙ คน โดยแบ่งเป็นการเลือกตั้งจากประชาชนในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน กับรัฐสภาเป็นคนเห็นชอบอีก ๒๒ คนนั้น มันตอบโจทย์ ๔ ข้อนี้ไหม ถ้าตอบโจทย์ ๔ ข้อนี้ผมยอมรับได้แต่แน่นอนครับ ท่านประธานครับ เมื่อผมใช้สิทธิแปรญัตติ และสงวนคำแปรญัตติ แปลว่าผมไม่เห็นด้วยกับร่างที่กรรมาธิการได้เห็นชอบ แล้วก็ย่อม หมายความว่าที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะผมได้พิจารณาแล้วว่ารูปแบบที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ให้ความเห็นชอบมานั้นมันไม่ตอบโจทย์ทั้ง ๔ ข้อ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่เขาใช้กันทั่วโลก ผมจะขอลำดับเหตุผลทีละประการให้ท่านประธานได้กรุณารับทราบ

ประการที่ ๑ ก็คือตอบโจทย์ในหลักการเรื่องความมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างหลากหลาย เมื่อท่านใช้เขตเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ในการคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. นั่นก็แน่นอนครับว่าผู้ที่จะมีส่วนร่วมในการเข้ามาทำหน้าที่ ยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกฎกติกาที่จะว่าด้วยการออกแบบประเทศไทยใหม่ เป็นกฎกติกาซึ่งจะว่าด้วยหลักเกณฑ์การเมือง การปกครองของประเทศ ซึ่งจะต้องใช้บังคับ กับคนไทยทั้ง ๖๕ ล้านคน ไม่ได้ใช้บังคับเฉพาะผู้ที่มีเสียงข้างมากหรือผู้ที่มีเสียงข้างน้อย เท่านั้นครับ แต่เรากำลังจะพูดถึงกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ซึ่งใช้กับคนไทยทุกคน คำถามง่าย ๆ ถามกลับครับ ท่านประธานว่า แล้วทำไมเราต้องให้จังหวัดหนึ่งมี ๑ คนที่มีส่วนร่วมในการเข้ามายกร่าง กฎเกณฑ์ที่จะใช้บังคับกับคนทั้งประเทศ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า รัฐธรรมนูญที่ดีนั้นต้องมีลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งก็คือต้องเป็นสัญญาประชาคมของ คนทั้งประเทศครับ ฉะนั้นลักษณะของการที่จะเป็นสัญญาประชาคมของคนทั้งประเทศ มันจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเรานำหลักการสำคัญประการที่ ๑ ก็คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อย่างหลากหลายเข้ามาใช้ แต่พอท่านใช้วิธีการคัดเลือก สสร. .โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และจังหวัดละ ๑ คน นั่นหมายความว่าที่สุดแล้วจะต้องมีผู้แพ้และผู้ชนะเพียง ๑ คนเท่านั้น ที่จะมีสิทธิเข้ามานั่งเก้าอี้ สสร. เพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ เสียงข้างน้อยหายไปไหนครับ เขาไม่ใช่คนไทยหรือครับ เขาไม่ใช่พลเมืองของจังหวัดนั้น ๆ ที่จะมีสิทธิมีส่วนในการออกแบบ ประเทศไทยเพื่อจะช่วยกันยกร่างกฎเกณฑ์มาใช้บังคับกับเขาหรือครับ หรือต้องผู้ชนะเท่านั้น จึงจะเป็นผู้มีสิทธิในการออกแบบรัฐธรรมนูญ หรือต้องเป็นเสียงข้างมากเท่านั้นถึงจะต้องเป็น ผู้ที่มีสิทธิในการเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าวิธีคิดเป็นอย่างนั้นผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ที่สุดเราจะได้รัฐธรรมนูญของผู้ชนะ ที่สุดเราจะได้รัฐธรรมนูญของเสียงข้างมาก ที่สุดอีกละครับ เราก็จะได้ยินประโยคซ้ำซากเหมือนเดิมอีกก็คือในระบอบประชาธิปไตยต้องเคารพเสียง ข้างมาก ซึ่งผมกราบเรียนนะครับว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นถ้านำมาใช้กับการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านคิดผิด พูดผิดครับ หลักการของการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่เคยใช้หลักการเสียงข้างมาก ในการกำหนดตัวบุคคล แต่ตรงกันข้ามเขากลับกำหนดให้ทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ต้องมีส่วนร่วมเพื่อให้จุดเริ่มต้นของการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็น เจ้าของร่วมกัน เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างกฎเกณฑ์ซึ่งจะเป็นสัญญาประชาคมร่วมกัน ของคนไทยทั้งประเทศครับ ตรงนี้ละครับคือสิ่งที่ผมกำลังจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไป ยังท่านกรรมาธิการครับว่า คือเหตุผลที่ผมกำลังจะกราบเรียนท่านว่าทำไมผมจึงแปรญัตติ ขอแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๑ เป็นว่าให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีองค์ประกอบประกอบด้วยสมาชิก ๒๐๐ คน ใช้เขตเลือกตั้งเหมือนกันครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการเลือกตั้งเพียงหา ผู้ชนะจังหวัดละ ๑ คน แต่คำนวณตามสัดส่วนของประชากรในจังหวัดนั้น ๆ โดยให้ พี่น้องประชาชนซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนั้นมีสิทธิออกเสียงได้ ๑ คะแนนเสียงเท่ากัน ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นจังหวัดใดที่มีประชากรมากก็จะมี สสร. ในจังหวัดนั้นมาก ตามสัดส่วนของประชาชน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนั้น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ เราสามารถตอบโจทย์ประการที่ ๑ ได้ท่านประธาน ก็คือโจทย์ที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนอย่างหลากหลาย ไม่ต้องเอาผู้ชนะคนที่ ๑ เท่านั้นเข้ามาเป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่เราจะได้ทั้งคนที่ชนะลำดับที่ ๑ ลำดับที่ ๒ หรืออาจจะลำดับที่ ๑๖-๑๘ ถ้าถือตัวเลข การเลือก ส.ว. เมื่อปี ๒๕๔๓ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กรุงเทพมหานครมี ส.ว. ถึง ๑๘ คน นั่นก็หมายความว่าเราจะได้ความหลากหลาย ได้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อย่างแท้จริง เมื่อจุดเริ่มต้นมาจากความหลากหลายของพี่น้องประชาชน ทุกคนมีส่วนร่วม ในการสร้าง ในการร่างรัฐธรรมนูญ ทุกคนก็จะมีฐานะเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าคนคนนั้นจะมาจากภาคส่วนเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยก็ตาม ตรงนี้ละครับมันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการที่เราจะช่วยกันสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเป็น รัฐธรรมนูญของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า วิธีคิดของผมในการแปรญัตติ ผมคิดเรื่องหลักการประการที่ ๒ เมื่อสักครู่นี้หลักการประการแรกคือหลักการการมีส่วนร่วม ของประชาชนอย่างหลากหลาย ผมกราบเรียนเหตุผลท่านประธานไปแล้ว

หลักการประการที่ ๒ ก็คือผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ต้องเป็นคนกลางอย่างแท้จริง สิ่งที่ผมคิดก็คือว่ารูปแบบที่ทางกรรมาธิการเห็นชอบโดยเสียงข้างมาก คือสูตร ๗๗ คนบวก ๒๒ คนนั้นคนที่เราจะได้จะมีความเป็นกลางอย่างแท้จริงหรือไม่ ตรงนี้ เป็นคำถามครับ และเป็นคำถามซึ่งผมเองพยายามวางตัวอย่างเป็นกลางและพยายามจะ ตอบคำถามนี้ด้วยตนเองอย่างเป็นธรรม ตอบไม่ได้ท่านประธานครับ ตอบไม่ได้อย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลอะไร ผมจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ อย่างนี้ครับว่าสิ่งที่เราต้องยอมรับ ณ วันนี้ก็คือว่าสังคมไทยยังมีความขัดแย้งทางความคิด โดยเฉพาะความคิดทางการเมืองสูงมาก ผมเชื่อว่าท่านกรรมาธิการต้องไม่ปฏิเสธ ในข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ มันฟ้องอย่างชัดเจนครับ ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ต้องไป ให้สถาบันพระปกเกล้าช่วยศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแนวทางการปรองดอง เราคงไม่ต้องไปคิดในเรื่อง ของการออกพระราชบัญญัติปรองดอง ซึ่งก็มีข่าวว่ามีการยกร่างจนเกือบจะแล้วเสร็จอยู่แล้ว ถามว่าทำไมต้องไปคิดเรื่องพวกนั้น มันก็หวนกลับมาข้อเท็จจริงที่ผมเรียนอย่างไรว่า เรามีความขัดแย้งทางการเมืองสูงมากและภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองที่สูงอยู่นั้น ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนคงไม่ปฏิเสธก็คือมีความพยายามที่จะเอาชนะคะคานกัน ทางการเมืองสูงเช่นเดียวกัน นี่ละครับคือสิ่งที่ทำให้ผมไม่ไว้วางใจว่าถ้าเราใช้ระบบเลือกตั้ง ที่คัดเอาผู้ชนะเพียง ๑ คนจาก ๑ จังหวัด การเมืองจะไม่เข้าไปเจือปนไม่เข้าไปยุ่งเหยิงกับ การเลือก สสร. ในแต่ละจังหวัดภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังมีความขัดแย้ง ผมไม่ปฏิเสธครับว่ารูปแบบในการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใต้สูตร ๗๗ คน บวก ๒๒ คนนั้นเป็นรูปแบบที่ยอมรับได้ แต่กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ ว่าต้องอยู่ภายใต้บริบทของสภาพสังคมในแต่ละสถานการณ์ด้วย ภายใต้บริบทของสังคม ซึ่งยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ยังเต็มไปด้วยการแข่งขันเพื่อเอาชนะทางการเมือง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองนั้นไม่เหมาะที่เราจะใช้สูตร ๗๗ คน คือ ๑ จังหวัด ๑ คน นั่นหมายความว่าผู้ที่ได้เปรียบในทางการเมืองในขณะนั้นจะเป็นผู้ได้เปรียบในการที่จะส่งคน ของตัวเองลงสมัครเป็น สสร. ถ้าท่านกรรมาธิการเปิดใจให้กว้างแล้วท่านรักประเทศชาติ และประชาชนจริง ๆ นะครับ ท่านต้องยอมรับครับว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นนี่มันสะท้อนบริบท ความเป็นจริงของสังคมไทย ถ้าท่านมีเจตนาดีต่อประเทศชาติในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่ดีของประเทศไทยร่วมกัน ท่านต้องพยายามหลีกเลี่ยง ในการสร้างกฎกติกาที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับตัวท่านเองหรือให้กับพรรคการเมืองซึ่งคุมพื้นที่ เสียงข้างมากในขณะนี้ แสดงสปิริต (Spirit) เลยครับ แสดงน้ำใจเลยครับว่าอะไรที่สะท้อนออกไป ในรูปแบบที่ท่านจะได้เปรียบ ท่านเสียสละเพื่อให้สนามการแข่งขันในการคัดเลือก สสร. เป็นสนามที่โปร่งใสที่สุดภายใต้กฎเกณฑ์ที่ท่านเป็นคนควบคุมความได้เปรียบทางการเมือง ในขณะนี้ ท่านทำได้ไหมครับ ถ้าท่านทำได้ ผมเชื่อว่าศรัทธาและเสียงสรรเสริญเยินยอ จะกลับมาสู่ที่ท่าน และตรงนี้ล่ะครับ ก็คือการตอบหลักการสำคัญประการที่ ๒ ก็คือช่วยกัน สร้าง สสร. ที่เป็นกลางจริง ๆ

ประการที่ ๓ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือหลักการในการร่างรัฐธรรมนูญ ประการที่ ๓ ก็คือคนที่ยกร่างต้องมีอิสระ มันสืบเนื่องจากความเป็นกลางเลยครับ ถ้าคนที่เข้าไป ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญสามารถถูกควบคุมโดยพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง พี่น้องประชาชนอย่าหวังเลยครับว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญ ที่เป็นคนประชาชนอย่างแท้จริง ที่สุดบ้านเมืองที่เราใฝ่ฝันว่าเมื่อเรายอมให้มีการ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บ้านเมืองจะเริ่มต้นในทางที่ดี คนไทยทั้งหมดจะกลับมาสามัคคี กลมเกลียวกัน เรากลับจะได้รัฐธรรมนูญซึ่งไปตอบสนองความต้องการของผู้ที่สามารถ ควบคุมหรือคุมเกมการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ อะไรคือสิ่งที่สะท้อนว่าถ้าใช้สูตร ๗๗ คน บวก ๒๒ คนแล้วจะขาดความเป็นอิสระ มันสืบเนื่องมาจากเมื่อกี้ที่ผมกราบเรียนให้ท่าน ทราบว่าบริบทในการเลือกตั้งโดยคัดเอาผู้ชนะจังหวัดละ ๑ คนมานั้น สภาพสังคมไทย ในขณะนี้อยู่ภายใต้บริบทที่เอื้อให้ผู้ที่ได้เปรียบทางการเมืองสามารถควบคุมสถานการณ์ การเลือกตั้ง สสร. ภายใต้กฎ ๑ จังหวัด ๑ คนได้ บวกกับให้รัฐสภาเป็นคนคัดเลือกอีก ๒๒ คน ป่วยการครับ ที่ท่านจะไปบอกว่าองค์กรต่าง ๆ เป็นคนคัดส่งมา รัฐสภาไปจิ้มเอาคนนอก ไม่ได้ ผมว่าด้วยอาวุโสทางการเมืองของหลายท่าน ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองที่ชำนาญ ที่เชี่ยวชาญของหลายท่าน ผมมั่นใจท่านทำได้ ไม่เช่นนั้นคงจะไม่มีข้อมูลออกมา หลายคน เริ่มไปป่าวประกาศให้สังคมรับรู้แล้วว่าเขาจะทำหน้าที่เป็น สสร. ภายใต้โควตา ๑ ใน ๒๒ ที่นั่งครับ แล้วผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าท่านเชื่อไหมครับว่า สสร. ที่มาจากโควตา ๒๒ คน ที่จะคัดเลือกโดยรัฐสภานั้น ท่านประธานก็ทราบดีว่าใครคือคนที่คุมเสียงข้างมากในรัฐสภา ผมอยากได้นาย ก นี่ ท่านประธานคิดว่าสิ่งที่ผมอยากได้นี่มันเป็นความฝันหรือมันเป็น ความเพ้อเจ้อของผมคนเดียว ถ้าเสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ไม่เห็นด้วยว่า นาย ก เป็นคน ที่เหมาะสมในการที่จะเข้ามาทำหน้าที่ภายใต้บริบทของสังคมขณะนี้ ไม่ใช่เหมาะสม เพราะมีความรู้ความสามารถหรือไม่ แล้วผมกราบเรียนท่านประธานไว้ล่วงหน้าเลยครับว่า คน ๒๒ คนที่รัฐสภาเป็นคนเลือกมานี้ ต่อไปจะไปนั่งเก้าอี้เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลง่ายที่สุดเลยครับ เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มาจากสายที่รัฐสภาเป็น คนคัดเลือกมาแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ความเป็นอิสระของ ๒๒ คน มีความเป็นอิสระหรือไม่ครับ ผมไม่กล้าฟันธงเลยครับท่านประธานว่าคน ๒๒ คนนั้นถูกครอบงำ ไม่มีอิสระ เพราะว่า เลือกโดยพรรคการเมืองซึ่งคุมเสียงข้างมากในสภา แต่ผมมีความคลางแคลงใจ มีความสงสัย ว่าเขาจะเป็นอิสระจริงหรือไม่ เอาแค่ให้มีความคลางแคลงใจหรือมีความสงสัยว่าคน ๒๒ คน ซึ่งถูกเลือกโดยรัฐสภาแห่งนี้จะไม่อิสระก็ไม่เหมาะสมแล้วครับ ที่จะมาทำหน้าที่เป็นคน ร่างรัฐธรรมนูญให้คนไทยทั้งประเทศใช้ นี่อย่างไรครับ ที่ผมกำลังจะกราบเรียนว่าคือเหตุผล ประการที่ ๓ ที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าสูตร ๗๗ คนบวก ๒๒ คน ไม่ตอบโจทย์ หลักการที่ทั่วโลกเขาใช้กันประการที่ ๓ คือหลักการที่ว่าคนร่างรัฐธรรมนูญต้องมีอิสระ

หลักการประการที่ ๔ ท่านประธาน ที่ทั่วโลกเขาใช้กันก็คือคนร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทางการเมือง ซึ่งเชื่อมโยงมาจากรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ถ้าพูดไปแล้ว มันจะเหมือนลิเกโรงใหญ่ท่านประธาน ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนคงทราบดีว่าประเด็นหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อขัดแย้งในสังคมไทย เรายังมีประเด็นความขัดแย้งเกี่ยวกับความคิดของอดีตผู้นำ ท่านหนึ่งอยู่ในสังคมไทย เกี่ยวกับข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่ท่านถูกกล่าวหาอยู่ ผิดจริงหรือผิดไม่จริง ไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะนำมากราบเรียนท่านประธาน แต่มันมีความเชื่อมโยงอยู่ที่ว่าหลายคน เขายังกังวลใจครับท่านประธานว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีนัยอะไรซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ ที่จะเชื่อมโยงไปสู่อดีตผู้นำทางการเมืองท่านนั้น จะเชื่อมโยงในลักษณะไหน ด้วยภูมิปัญญา ของผม ผมคิดไม่ออกครับท่านประธาน คิดไม่ออกแม้กระทั่งว่าจะนำไปเป็นข้ออ้าง เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยกเลิก เพราะฉะนั้นความผิด ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต้องถูกยกเลิกไปด้วยหรือไม่ ผมก็คิดไม่ออก แต่ผมกำลังจะ กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า เมื่อมันมีประเด็นได้เสียทางการเมืองอยู่อย่างนี้ มันเหมาะหรือไม่ที่เราจะให้รัฐสภาซึ่งทราบดีครับว่าพรรคเพื่อไทยคือพรรคที่คุมเสียงข้างมาก และพรรคเพื่อไทยคือพรรคที่ยังคงมีปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกับอดีตผู้นำท่านนั้นอยู่ ตรงนี้ละครับ ที่ผมกำลังจะกราบเรียนว่าทำให้เกิดปัญหาความคลางแคลงใจหรือข้อสงสัยในประเด็นที่ ๒ ตามมา ผมไม่ได้กล่าวหาว่าท่านจะเลือก ๒๒ คนเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของท่านในการ ไปทำให้สิ่งที่มีส่วนได้เสียบรรลุผล แต่ผมมีความคลางแคลงใจ เหมือนกับที่ผมคลางแคลงใจ ในเรื่องความเป็นอิสระครับท่านประธาน เมื่อผมแคลงใจว่าคน ๒๒ คนนี้จะทำตัวเป็นผู้มีส่วนได้เสีย กับปัญหาทางการเมืองที่ยังคาราคาซังอยู่ ผมเลือกคน ๒๒ คน ผมเลือกรูปแบบที่ให้คน ๒๒ คนนี้ ไปทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ครับท่านประธาน นี่คือเหตุผลประการที่ ๔ ที่ผมทำไม ไม่เลือกแบบที่กรรมาธิการเสียงข้างมากท่านได้ออกแบบไว้ และนี่คือเหตุผลว่าบทสรุปที่ผม ใช้สิทธิแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติที่จะมาตอบโจทย์ทั้ง ๔ ประการและแก้ไขข้อด้อย แก้ไขประเด็นปัญหาที่ผมแคลงใจว่าสูตร ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ไม่ตอบโจทย์ในเรื่องหลักการสากล ในการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๔ ประการสำคัญที่ผมกราบเรียนให้ท่านประธานได้ทราบ ผมจึงจำเป็นที่จะต้องแปรญัตติโดยใช้สูตรใหม่ครับ ก็คือให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศจำนวน ๒๐๐ คนครับท่านประธาน สูตรนี้นอกจากจะตอบโจทย์ ในเรื่องหลักการสำคัญ ๔ ประการแล้วยังสอดคล้องกับแนวความคิดของท่านกรรมาธิการ หลายท่านที่พยายามลุกขึ้นมาชี้แจงโดยอ้างหลักประชาธิปไตย นี่ละครับประชาธิปไตย โดยตรงเลยครับ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ไม่ต้องมีทางอ้อมมาเจือปน ไม่ต้องให้เสียงข้างมากในสภาเป็นคนเลือกตั้ง แต่ให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และให้ประชาชนทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยมีส่วนร่วมในการยกร่างรัฐธรรมนูญ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ผมได้ใช้สิทธิสงวนคำแปรญัตติ

ประเด็นต่อไปที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่ามีข้อชี้แจงจากท่านกรรมาธิการ ที่ผมได้รับฟังเมื่อวานนี้ ท่านอ้างประเด็นหนึ่งในการที่ท่านไม่ยอมให้มีการแก้ไขสูตรในเรื่องของ องค์ประกอบและในเรื่องของที่มาของ สสร. โดยท่านอ้างอย่างนี้ครับท่านประธาน ท่านอ้างว่า ถ้ายอมให้แก้ สสร. มาจากการเลือกตั้งประเภทเดียวจำนวน ๒๐๐ คน ท่านอ้างว่าขัดกับ หลักการที่สภาแห่งนี้ได้รับไว้ ผมก็กลับไปนั่งศึกษาดู ความจริงก็ศึกษามาแล้วครับ แต่พอฟัง ทางท่านชี้แจง ถ้าไม่ตั้งใจฟังจริง ๆ และได้ศึกษามาล่วงหน้านี่คล้อยตามได้นะครับ ท่านประธาน แต่พอกลับไปนั่งศึกษาอีกครั้งหนึ่งเพื่อจะทบทวนสิ่งที่ท่านชี้แจงเพื่อที่ผมจะได้ ทำใจว่าถ้าท่านชี้แจงถูก ผมก็เป็นประชาธิปไตยที่จะต้องยอมรับบนเหตุผลของความถูกต้อง หลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมีอยู่ ๓ ข้อครับท่านประธาน ข้อที่ ๑ เขาเขียนอย่างนี้ครับ กำหนดให้รัฐสภาประชุมร่วมกันในกรณีการให้ความเห็นชอบ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภาและกรณีการให้ความเห็นชอบ ญัตติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยการเพิ่ม (๑๗) (๑๘) ของมาตรา ๑๓๖ หลักการ ข้อนี้ครับท่านประธาน ที่ท่านกรรมาธิการนำขึ้นมาเป็นข้ออ้างแล้วก็กรรมาธิการเสียงข้างน้อย จริง ๆ ก็เสียงข้างมากที่ชนะไปแล้ว แต่ถูกท่านกลับมติใหม่ ข้างมากกลายเป็นข้างน้อย ข้างน้อยกลายเป็นข้างมาก อันนี้ก็เป็นประเด็นข้อสับสน ซึ่งมันทำให้เอามาประมวล ในพฤติการณ์และจึงทำให้ไม่ไว้วางใจในการทำงานของกรรมาธิการ แต่ผมกำลังจะสรุปให้ฟังว่า หลักการข้อนี้ไม่ใช่หลักการที่กำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องมี สสร. ๒ ประเภทเลยนะครับ หลักการข้อ ๑ เป็นหลักการที่เสนอแก้ไขอำนาจของรัฐสภาต่างหาก ให้รัฐสภามีอำนาจ เพิ่มขึ้นอีก ๒ ข้อ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๓๖ เพื่อความชัดเจนในเรื่องนี้ผมจะขออนุญาต ท่านประธานอย่างนี้ครับว่าขออนุญาตอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ สั้น ๆ เพื่อทบทวนให้ ท่านประธานตามสิ่งที่ผมอภิปรายได้ทัน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ เขียนอย่างนี้ท่านประธาน เขียนว่าในกรณีต่อไปนี้ให้รัฐสภามาประชุมร่วมกัน แล้วก็มี (๑) ตั้งแต่การให้ความเห็นชอบ ในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ว่าไปเรื่อยเลยครับ ทั้งหมดมีอยู่ ๑๖ อนุมาตรา (๑๖) ซึ่งเป็นอนุมาตราสุดท้ายของฉบับปัจจุบันคือแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ รัฐธรรมนูญที่ท่านกำลังแก้ไขนี้ท่านไปเพิ่มหลักการ ๒ ข้อ ก็คือเป็น (๑๗) กับ (๑๘) คือให้ความเห็นชอบเรื่องแต่งตั้ง สสร. กับให้ความเห็นชอบเรื่องญัตติที่จะขอแก้ไข รัฐธรรมนูญ ถามว่าถ้าท่านไม่มี สสร. ประเภทคัดเลือกหรือประเภทแต่งตั้งก็ไม่เห็นมีอะไร ที่ต้องมาให้ที่ประชุมร่วมกันพิจารณาอย่างไรท่านประธาน มันก็เหมือนกับที่มีอยู่ในมาตรา ๑๓๖ ที่เขาพูดถึงเรื่องการให้อำนาจที่ประชุมรัฐสภาเป็นคนให้ความเห็นชอบในเรื่องของ สนธิสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ ซึ่งมีอยู่ใน (๑๕) ของมาตรา ๑๓๖ ผมก็เห็นคราใดที่เราไม่มี สนธิสัญญาที่จำเป็นที่จะต้องให้รัฐสภาเห็นชอบ สภาแห่งนี้ก็ไม่เรียกประชุมนะครับ เพราะมันไม่มีเรื่องที่จะต้องให้ความเห็นชอบก็เท่านั้นเอง ฉันใดฉันนั้นแม้เราจะรับหลักการว่า ให้สภาแห่งนี้มีอำนาจเห็นชอบในการแต่งตั้ง สสร. ก็ถ้ามันไม่มี สสร. ที่จะต้องให้สภาแห่งนี้ เห็นชอบ มันจะไปผิดหลักการตรงไหน ก็เขียนให้อำนาจไว้เท่านั้นเอง แต่ไม่ได้บอกว่า ให้อำนาจแล้วต้องมีนะครับ นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะแลกเปลี่ยนกับท่านกรรมาธิการ เพื่อทำความเข้าใจว่าสิ่งที่พวกกระผมในฐานะที่เป็นผู้สงวนคำแปรญัตติหรือรวมไปถึง ท่านกรรมาธิการซึ่งเป็นคนสงวนความเห็นไว้ สิ่งที่พวกกระผมสงวนไว้นี้มันไม่ได้ขัดหลักการครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องขออนุญาตทำความเข้าใจกับท่านกรรมาธิการโดยเฉพาะท่านประธาน คณะกรรมาธิการ

หลักการข้อที่ ๒ กำหนดไว้อย่างนี้ท่านประธาน กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และกำหนดกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ (เพิ่มหมวด ๑๖) การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ หลักการข้อนี้ครับท่านประธาน ตรงกับสิ่งที่เราพูดกันเลย เราพูดกันเรื่องอะไร เราพูดกันเรื่อง สภาร่างรัฐธรรมนูญ นี่อย่างไรครับหลักการที่พูดถึงสภาร่างรัฐธรรมนูญ เขาพูดแค่นี้ครับ ท่านประธาน พูดว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีพูดที่ไหนครับว่าต้องมี ๒ ประเภท มีพูดที่ไหนในหลักการข้อ ๒ ว่าจะต้องมีประเภท ที่รัฐสภานี้เป็นคนแต่งตั้ง ไม่มี เมื่อไม่มีสิ่งที่กระผมสงวนคำแปรญัตติไว้ท่านเอาที่ไหนมาตอบ มาชี้แจงเมื่อวานนี้ครับว่าเป็นการขัดกับหลักการถ้าท่านจะยอมแก้ไข เพราะฉะนั้น ผมจึงกราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านชี้แจงนั้นไม่ถูกต้องและกราบเรียนครับว่าถ้าท่านยอมรับกฎกติกา ในการแก้ไขเสียใหม่ ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ ๒๐๐ คน ไม่ขัดหลักการ ตรงไหนเลยครับ

หลักการประการที่ ๓ ยิ่งไม่เกี่ยวเลยท่านประธานครับ เขียนไว้อย่างนี้ครับ กำหนดให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลใช้บังคับจัดทำโดย ใครครับ ก็โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญตามหลักการ ข้อ ๒ ซึ่งผมกราบเรียนแล้วครับว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญตามหลักการ ข้อ ๒ ไม่ได้บอกเลยว่า สสร. ต้องมี ๒ ประเภท นี่คือสิ่งที่ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ

ประเด็นสุดท้าย ที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนก็คือ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุด ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญใช้มาฉบับนี้เป็นฉบับที่ ๑๘ แล้วท่านประธานครับ แบ่งเป็น รัฐธรรมนูญชั่วคราว ๗ ฉบับ รัฐธรรมนูญถาวร ๑๑ ฉบับ ท่านประธานคงผ่านหูผ่านตามา ทั้ง ๑๗-๑๘ ฉบับ ท่านประธานเคยคิดไหมทำไมบางฉบับเขาใช้คำว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราว บางฉบับเขาใช้คำว่า ธรรมนูญการปกครอง แต่ว่าบางฉบับเขาใช้คำว่า รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ผมจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าที่เขาใช้ต่างกันนั้น เพราะเขามีเจตนารมณ์ต่างกันครับ ฉบับไหนใช้คำว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราว แปลว่าฉบับนั้น อ่านต่อไปเถอะครับ เขาจะมีกฎกติกามีระยะเวลาอยู่ว่าให้ไปสร้างฉบับถาวรเมื่อไร ฉบับไหน ใช้คำว่า ธรรมนูญการปกครอง เขากำลังบอกเราครับว่าอันนั้นเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว เหมือนกัน ฉบับไหนใช้คำว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เขากำลังบอกเรานะครับว่า ฉบับนั้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แล้วรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่เรามีมาทั้งหมด ๑๑ ฉบับนั้น ไม่มีฉบับไหนที่เขาไปเขียนบทบัญญัติให้สามารถไปสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมาล้มล้าง รัฐธรรมนูญฉบับถาวรนั้น ๆ ได้ ที่ผมกราบเรียนก็คือผมกำลังจะเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เช่นเดียวกัน มาตรา ๒๙๑ คือ บทบัญญัติว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติม การที่เราพยายามจะใช้ มาตรา ๒๙๑ เป็นช่องทางในการบอกว่าเปิดประตูเพื่อที่จะเข้าไป สร้างกลไกใหม่เพิ่มเติม จะได้มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กันและนำไปสู่การยกเลิก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถามว่าเรากำลังใช้กฎหมายภายใต้หลักนิติธรรมหรือเปล่า ท่านสมาชิก หลายท่านโดยเฉพาะท่านสมาชิกจากฝ่ายรัฐบาลบางท่านลุกขึ้นมาอภิปรายเรื่องหลักนิติธรรม เหมือนบรรยายกฎหมายในห้องประชุมนี้เลย ท่านประธานครับ พูดไปถึงว่านักกฎหมายคนใด ใช้กฎหมายอย่างไม่มีหลักนิติธรรม นักกฎหมายคนนั้นเป็นได้แค่คนหัวหมอ ผมกราบเรียนครับว่า คำพูดนี้มันกำลังจะย้อนเข้าตัวท่านเอง ด้วยการที่ท่านใช้มาตรา ๒๙๑ เป็นช่องทางมาแก้ไข แล้วบอกว่านำไปสู่การเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพื่อที่จะสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านกำลังใช้ช่องทางทางกฎหมายภายใต้หลักนิติธรรมหรือไม่ หรือท่านกำลังเป็นคนหัวหมอ เพื่อที่จะสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาล้มเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ผมกราบเรียน อย่างนี้ครับว่า ในหมวด ๑ มาตรา ๓ วรรคสอง กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการเลยนะ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง เขาเขียนอย่างนี้ครับ ขออนุญาต ท่านประธานอ่านนะ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม เพราะฉะนั้นถ้าท่านเริ่มต้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ผมกราบเรียนแล้วละครับว่าเป็นการใช้กฎหมายโดยไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เริ่มต้น ก็ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง สิ่งที่ท่านควรจะทำก็คือว่าถ้าท่านเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นปัญหาเป็นอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านควรทำอย่างไรครับ ท่านควรขอความเห็นชอบให้เป็นมติของมหาชนก่อนครับ เพราะอะไรที่ผมกราบเรียน ช่องทางให้ท่านทราบว่าถ้าท่านต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ใช่ใช้ช่องทางแบบนี้ ใช้ช่องทางแบบนี้เป็นการใช้ช่องทางการใช้กฎหมายอย่างไม่มีหลักนิติธรรม แต่การใช้ช่องทาง ที่ท่านจะนำไปสู่การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นก็คือท่านต้องอาศัยเสียงประชาชน ทั้งประเทศ ผ่านกระบวนการทำประชามติ เพราะอะไรครับ เพราะประชาชนคือเจ้าของ อำนาจอธิปไตยครับ ถ้าเจ้าของอำนาจอธิปไตยเขาเห็นว่ากฎเกณฑ์ที่ใช้ปกครองประเทศคือ รัฐธรรมนูญ สมควรที่จะยกเลิกแล้วสร้างใหม่เขาทำได้ แต่พวกเราในที่นี้เป็นแค่ตัวแทนของ เจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างที่พวกท่านอธิบายตลอดเลย เราเป็นแค่ตัวแทนของเจ้าของ อำนาจอธิปไตย เจ้าของอำนาจอธิปไตยเขาเห็นชอบหรือยังว่าต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นี่คือคำถามที่ผมอยากจะกราบเรียนทิ้งท้าย เพื่อให้เป็นประเด็นแง่คิดครับ

ทั้งหมดที่ผมอภิปรายมานี้นั้นผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการครับว่าด้วยมีเจตนาดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองแล้วก็พี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ ผมไม่อยากเห็นความขัดแย้งอะไรเพิ่มเติมขึ้นอีกในสังคมนี้ สิ่งที่ผมเพียรพยายาม อภิปรายมาทั้งหมดนั้นก็กราบเรียนครับว่าด้วยเจตนาที่ต้องการให้พวกเราเริ่มต้น อย่างถูกต้อง แล้วไม่มีเจตนาซ่อนเร้นแอบแฝง แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีพฤติการณ์หลาย ๆ อย่าง ที่ทำให้ผมไม่ไว้วางใจว่าสิ่งที่พวกท่านนำเสนอนั้นท่านนำเสนอด้วยความบริสุทธิ์ใจ ปราศจาก สิ่งซ่อนเร้นแอบแฝงหรือไม่ โดยเฉพาะการไปยกเลิกมติของที่ประชุมในคราวที่ท่านโหวตแพ้ ๑๐ ต่อ ๑๒ เสียง ผมในฐานะสมาชิกวุฒิสภาติดตาม แล้วก็ศึกษาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ควรเกิด แต่มันก็เกิด ท่านอย่าคิดนะครับว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่มันเป็นเรื่องที่ทำให้เรานำมาประกอบการพิจารณาในเรื่องต่าง ๆ อีกหลายเรื่อง และที่สุด นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในการกระทำ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนท่านครับว่าหลายเรื่อง ในกระบวนการประชาธิปไตยนั้นนี่ใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ตัดสินได้ แต่หลายเรื่องผมกราบเรียน นะครับ โดยเฉพาะเรื่องของการยกร่างรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมากฝ่ายเดียวตัดสินไม่ได้ เพราะเสียงข้างมากฝ่ายเดียวตัดสินจะนำไปสู่การเป็นรัฐธรรมนูญเฉพาะของฝ่ายข้างมาก จะทำให้ประชาชนทั้งประเทศนั้นเกิดการไม่ยอมรับและนำไปสู่ความขัดแย้งได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากจะวิงวอนในตอนท้ายก็คือในฐานะที่ท่านมีเสียงข้างมากอยู่ในขณะนี้นั้น ท่านควรที่จะต้องแสดงสปิริต แล้วเป็นผู้นำมหาชนอย่างแท้จริงในการแสดงให้เห็นถึง จิตวิญญาณของการเป็นนักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงว่าท่านทำทั้งหมดเพื่อประชาชน ทั้งประเทศ ไม่ได้ทำเฉพาะเพื่อประชาชนข้างมาก และปฏิเสธประชาชนข้างน้อย เพราะที่สุด ผมอยากเห็นประเทศนี้ก้าวเดินไปพร้อมกัน ทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ