สุรศักดิ์ ศรีอรุณ แปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ โดยตัดมาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ ออกทั้งหมด เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติทางด้าน เศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก และอาจทำให้ความเชื่อมั่นของต่างประเทศลดน้อยถอยไป
กราบเรียน ท่านประธานวุฒิสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมได้ขอแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑ โดยให้ตัด มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ ออกทั้งหมดนะครับ เหตุผล
ประการแรก ในมาตรา ๒๙๑/๑ นั้นได้บัญญัติให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเห็นว่าเป็นการขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๓ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านก่อนที่จะรับหน้าที่ต้องปฏิญาณตน ในที่ประชุมวุฒิสภาว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของ ประเทศชาติและประชาชน และจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ สมาชิกรัฐสภาหลายท่านก็ได้พูดถึงประเด็นนี้แล้วว่าการที่เราได้ปฏิญาณตนแล้ว ไม่ทำตามนั้นเป็นความเสียหายซึ่งไม่สามารถที่จะให้อภัยและยอมรับกันได้นะครับ เพราะว่า ในการปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภานั้นเราได้ถือธรรมเนียมปฏิบัติมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ แล้ว เหตุผลที่เขาต้องให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านปฏิญาณตน เพื่อจะให้เกิดจิตวิทยาแล้วก็ ผลผูกพันทางด้านกฎหมาย เหตุผลทางด้านจิตวิทยาก็คือว่าให้สมาชิกทุกท่านได้ตระหนัก และระลึกถึงเสมอว่าวาจาที่ท่านเปล่งออกไปต่อที่สาธารณชนนี่ครับ เป็นสัญญาซึ่งถ้าสมมุติ ท่านผิดตามนี้ สาธารณชนยิ่งไม่น่าจะให้อภัยได้นะครับ คำพระท่านได้พูดไว้แล้วว่าผู้ใด ซึ่งสามารถพูดโกหกได้ก็สามารถที่จะทำความชั่วได้ทุกอย่าง เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนะครับ ท่านเปล่งวาจาต่อที่สาธารณะ ต่อประชาชน ต่อมหาสมาคมแล้วว่าจะปฏิบัติตาม และรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญนั้น เสร็จแล้วท่านมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา ผมถือว่า เป็นความบกพร่องซึ่งไม่สามารถที่จะให้อภัยกันได้ และไม่ควรจะใช้เป็นแบบอย่างในการที่จะ พัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยนะครับ นอกจากที่จะผิดมาตราตรงนี้แล้วนะครับ ถ้าเผื่อสมมุติว่าไปศึกษาในประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๕๓ ข้อ ๖ ก็จะสื่อได้ชัดว่าท่านก็ผิดประมวลจริยธรรมนี้ด้วย เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็ได้ชี้ให้เห็นแล้ว นอกจากผิดมาตรา ๑๒๓ แล้วยังเป็นการผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสองด้วย เพราะว่า เป็นการกระทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาทดแทนฉบับเก่าโดยขาดหลักนิติธรรม ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติทางด้าน เศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก เพราะหลายท่านก็ได้พูดแล้วว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด การที่เรามาแก้กฎหมายหลักการสูงสุดของประเทศชาติบ่อย ๆ ท่านอย่านึกว่าผลกระทบ ในทางลบจะไม่มีนะครับ ความเชื่อมั่นของต่างประเทศจะลดน้อยถอยไปจากความที่เราละเลย ในเรื่องนี้ ในการประชุมครั้งแรก ในการพิจารณารับหลักการและเหตุผล อดีตนายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาวุโสหลายท่านก็ได้บอกแล้วว่าปัญหาบ้านเมืองไทยที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากตัวรัฐธรรมนูญนั้น เกิดจากผู้ปฏิบัติ ผู้ใช้ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในสภาแห่งนี้ครับ สังคมไทยโดยทั่วไปแล้วเราไม่ได้เป็นคนที่นิยมความรุนแรงหรือว่าทำให้เกิดความขัดแย้ง ในบ้านเมือง ถ้าเผื่อไม่มีผู้ใดไปยุยง ไปยุแยกให้แตกความสามัคคี ไปยุแยกให้บ้านเมือง ปั่นป่วนครับ สังคมไทยให้สงบนะครับ ขณะนี้ปัญหาของประเทศชาติบ้านเมืองมีอยู่มาก เรื่องรัฐธรรมนูญไม่ใช่เป็นสิ่งซึ่งจะต้องรีบร้อนมาทำกัน เราก็ทราบใช่ไหมครับ ขณะนี้ข้าวของก็แพง เงินทองต่าง ๆ หาโดยสุจริตนั้นก็หายาก น้ำมันก็จะขึ้นราคาอยู่ ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ พี่น้องประชาชนรอการแก้ไขของรัฐบาลอยู่ตรงกันข้ามผมก็เสียใจที่รัฐบาลนี้มาจาก พรรคการเมืองซึ่งได้รับเสียงการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนค่อนข้างจะมากถึง ๑๕ ล้านเสียง แต่ท่านไม่ได้ใช้โอกาสนี้ทำประโยชน์ให้แก่พี่น้องประชาชนสมกับศรัทธาที่เขาได้มอบหมาย ให้ท่านมา ท่านกลับไปทำในสิ่งซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติบ้านเมือง อย่างใหญ่หลวง รัฐธรรมนูญทุกฉบับมันจะมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตามมาด้วยนะครับ ถ้าสมมุติถ้าไปแก้มากลักษณะอย่างนี้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งหมดก็จะส่งผลกระทบ ต่อองค์กรต่าง ๆ ซึ่งเขาต้องผูกพันอยู่ ประเทศไทยเราเป็นที่น่าเสียดายนะครับว่าหลายครั้ง เราไม่ได้พิจารณาตนเองนะครับว่าการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภาเราทำตาม ที่ประชาชนคาดหวังหรือเปล่า เราไปโทษรัฐธรรมนูญ เราไปหลอกลวงประชาชนว่าถ้าสมมุติ แก้รัฐธรรมนูญแล้วจะเกิดความปรองดองของชนในชาติ อันนี้ไม่จริงนะครับ ท่านประธาน คงจะเห็นตรงกับผมว่าถ้าเผื่อเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับประเทศอังกฤษนั้น ประชากรก็ไม่แตกต่างกันมากนะครับ แต่เขาเป็นมหาอำนาจ ประเทศอังกฤษมีรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นลายลักษณ์อักษรนะครับ ทั้งหมดได้รับการพัฒนามาทีละเล็กละน้อย ไม่ใช่ใครนึกจะฉีก ก็อยากจะฉีก ใครนึกจะแก้ก็อยากจะแก้ ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล อ้างว่าไปหาเสียง กับประชาชนว่าจะมาแก้รัฐธรรมนูญ ผมก็ไม่เข้าใจว่าถ้าเผื่อเป็นต่างประเทศท่านหาเสียง เลือกตั้งแล้วท่านจะไปหาเสียงโดยการบอกพี่น้องประชาชนว่าจะมาแก้รัฐธรรมนูญ ต่างประเทศถ้าสมมุติว่าเขามีคณะกรรมการการเลือกตั้งเขาจะยอมหรือเปล่า ผมว่าโดนแจกใบแดง โดนยุบพรรคตั้งแต่ต้นแล้วไม่ก่อให้เกิดปัญหามาจนบัดนี้นะครับ ท่านประธานครับ ผมสังเกต มาหลายปีแล้วนะครับว่าขณะนี้มีคนหากินแสวงหาความร่ำรวยจากคำว่า ประชาธิปไตย โดยหลอกลวงพี่น้องประชาชนว่าคำทั้งหมดประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ประเทศไทยขาดมาก ขณะนี้เราก็ทราบอยู่ว่าระบอบประชาธิปไตยที่เราใช้กันอยู่มันเป็นประชาธิปไตยตัวแทน หลายประเทศที่เขาเจริญแล้วเขาพยายามประยุกต์ใช้ประชาธิปไตยทางตรง อย่าไปอ้างว่า มีตั้ง ๖๘ ล้านคนจะใช้ประชาธิปไตยทางตรงไม่ได้ ไม่จริงครับ ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาพยายามใช้ประชามติใช้อะไรต่าง ๆ ทั้งหมด เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน สมมุติว่าท่านเคยเห็นว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีข้อบกพร่องนะ ท่านไปถามพี่น้องประชาชนโดยใช้ประชามติมันจะรวดเร็ว ไม่ได้สิ้นเปลืองใด ๆ ทั้งสิ้น หลายประเทศเขาพัฒนาไปสู่การใช้ประชาธิปไตยทางตรงแล้ว ขณะนี้เรามีเครื่องมือสื่อสารซึ่งดีขึ้น มีโซเชียล เน็ตเวิร์ก (Social network) ท่านอยากจะ รู้ว่าประชาชนเขาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนี่นะครับ ท่านอย่าอ้างว่าท่านเป็นผู้แทนของ พี่น้องประชาชนเข้ามาแล้วท่านจะทำอย่างนี้ แต่ท่านเลิกเสียทีครับ ในการที่จะหลอกลวง แสวงหาความร่ำรวยบนความขัดแย้งของพี่น้องประชาชนนะครับ อันนี้ผมต้องขออภัยที่ต้อง พูดตรง ๆ นะครับ ถ้าเผื่อท่านกรรมาธิการไม่เห็นด้วยท่านก็ค้านได้นะครับ แล้วพี่น้องประชาชน ซึ่งฟังผมอยู่ก็ขอให้ฉุกคิดว่าการที่ท่านถูกหลอกให้มาเดือดร้อน ให้มานอนกินกลางเมือง เผาบ้านเผาเมืองอะไรทั้งหลายแหล่ เสร็จแล้วท่านได้อะไร ตรงกันข้ามผู้ที่นำมวลชนทั้งหลายแหล่ กลับมีฐานะซึ่งร่ำรวยขึ้นโดยหาที่มาไม่ได้ว่าเงินทองนี้มาจากไหนนะครับ เหตุผลต่อไปนะครับ ประชาชนส่วนใหญ่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งฉบับนะครับ ผลการสำรวจ โดยศูนย์สำรวจความคิดเห็นของประชาชน นิด้าโพล (NIDA POLL) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เรื่องแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญพบว่าประชาชนร้อยละ ๕๘.๔๐ ไม่เห็นด้วยกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ทั้งฉบับ โดยคะแนนเสียงในกรุงเทพมหานครนั้นร้อยละ ๙.๖๐ ทางภาคกลางร้อยละ ๑๒.๓๐ ภาคเหนือร้อยละ ๑๑.๔๐ ภาคใต้ร้อยละ ๑๕.๔๐ รวมทั้งหมดร้อยละ ๕๘.๔๐ ไม่เห็นด้วยนะครับ ความจริงแล้วในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙๑ เดิมที่มีอยู่ ท่านอยากจะแก้ไข ตรงไหน ท่านก็ทำได้อยู่แล้ว ไม่เกิดปัญหาที่จะวุ่นวาย แต่จะแก้ทั้งฉบับท่านก็จำเป็นที่จะต้อง ให้พี่น้องประชาชนเขาเข้าชื่อมา ไม่ใช่มาทำกันโดยอาศัยโอกาสซึ่งพี่น้องประชาชนเขาอาจจะ เลือกท่านผิดมาก็ได้ มาใช้โอกาสตรงนี้แสวงประโยชน์ให้แก่กลุ่มตัวเองและพวกพ้อง นอกจากผลสำรวจที่ว่าแล้วนะครับ ยังมีผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติเกี่ยวกับ เรื่องความเข้าใจ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ พบว่าพี่น้องประชาชนร้อยละ ๔๙.๘๐ ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญเลย อันนี้ก็ตอกย้ำว่าสิ่งที่ทางอดีตนักการเมืองอาวุโสซึ่งท่านอยู่ในสภานี้ มานาน ท่านก็พูดแล้วว่าปัญหาของชาติบ้านเมืองไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ มันอยู่ที่คนที่ปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้เป็นตัวต้นตอของปัญหา ประชาชนส่วนใหญ่ มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาและสาระของรัฐธรรมนูญในระดับที่น้อยมากนะครับ อันนี้คือร้อยละ ๓๗.๗ ทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงมาจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ท่านไปตรวจดูได้ ท่านให้เขาสำรวจใหม่ก็ได้ ว่ามันออกมาเป็นตามนี้หรือเปล่า จากการสำรวจความรู้และความเข้าใจ เกี่ยวกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญนี่นะครับ รู้มากรู้ค่อนข้างจะดีมีเพียงร้อยละ ๒.๑ นะครับ ปานกลางร้อยละ ๒๒.๙ น้อย ร้อยละ ๓๗.๗ นะครับ ไม่รู้ไม่เข้าใจเลยถึงร้อยละ ๓๗.๓ ทั้งหมดก็ตอกย้ำให้เห็นว่าสาเหตุทั้งหมดเราจะไปโทษว่าพี่น้องประชาชนไม่สนใจ มันก็ไม่ถูก นะครับ เพราะเราใช้มาถึง ๑๘ ฉบับ ถ้าสมมุติเราทำเป็นอีกฉบับหนึ่ง ก็เป็นฉบับที่ ๑๙ ใครจะไปจำไหวว่าสาระมันเป็นอะไร เพราะเราไปแก้เสียจนมากมาย ไปฉีกทิ้ง หลายท่านพูดมา ไปโทษทั้งหมดว่าเกิดจากการรัฐประหาร เกิดจากผลไม้พิษ เป็นผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้พิษ อะไรต่าง ๆ ทั้งหมดนี่นะครับ ผมว่าเป็นการกล่าวโทษซึ่งไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง ถ้าสมมุติว่า การเมืองไม่ไปสร้างปัญหาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน ไม่ไปรังแกข้าราชการ ไม่ไป จ้วงจาบสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่คอร์รัปชัน (Corruption) ผมถามว่าจะมีใครหน้าไหนไหม ที่จะมาปฏิวัติรัฐประหาร ไม่มี เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญไม่ใช่ต้นเหตุปัญหาของความขัดแย้ง สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแล้วให้อำนาจแก่ทาง พรรคการเมืองซึ่งมีเสียงข้างมากในสภามากไป อันนี้ในประวัติศาสตร์ก็เคยเกิดขึ้นแล้ว ในประเทศเยอรมัน