อรรถวิชช์ ชี้แก้รธน.ฉีกรัฐธรรมนูญเดิม เสนอเพิ่ม สสร. 150 คน แก้เกณฑ์เขตเลือกตั้ง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี วิจารณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยชี้ว่าการตั้ง สสร. ผ่านเลือกตั้งแทนที่อำนาจของสภาเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญเดิมทั้งฉบับ และเสนอให้เพิ่มจำนวน สสร. จาก ๗๗ เป็น ๑๕๐ คน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดอื่น พร้อมทั้งเสนอแก้ไขกฎหมายให้ใช้เกณฑ์คำนวณเขตเลือกตั้งแบบ ส.ส. มาบังคับกับ สสร. เพื่อลดความเหลื่อมล้ำสิทธิระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่น ๆ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เราอยู่ในวาระที่สอง ก็เป็นการพิจารณาเรียงรายมาตราไป ทีนี้หัวข้อสำคัญก็ต้องพูดเฉพาะในมาตราที่เกี่ยวข้อง เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ก็กำลังพูดว่าจำนวนที่มา สสร. นั้น จะมากันเท่าไร จำนวนเป็นอย่างไร ก็อยู่ในหัวข้อนั้น แต่ก่อนอื่นต้องบอกท่านประธานก่อนว่าในวาระที่หนึ่งที่เป็นวาระรับหลักการว่า รับหรือไม่รับในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ยังเป็นข้อกังขาอยู่ในขณะนี้ครับ ผมเองมาจาก ซีกพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็ต้องบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นครับ แต่เมื่อมันมาถึงวาระที่หนึ่งมันผ่านมาแล้ว วาระที่สองนั้นก็ต้องเป็นการช่วยกันว่าทำอย่างไร ที่จะแก้ไขเสนอความคิดให้ท่านคณะกรรมาธิการนั้นนำไปปรับปรุง แต่ก่อนอื่นต้องบอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นก็ยังเป็นหนึ่งในข้อกังขาว่าปกติแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. โดยตรงครับ แต่ว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้นั้นมันไม่ใช่เป็นการ แก้รัฐธรรมนูญธรรมดาครับ มันเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ เพราะว่าเปิดโอกาสให้ มีการตั้ง สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ แล้วก็ล้มรัฐธรรมนูญฉบับเก่านั้นทิ้ง ทั้งฉบับครับ ทั้ง ๆ ที่ท่านแต่ละคนก็ได้ปฏิญาณเอาไว้แล้วว่าจะปกป้องรัฐธรรมนูญ ของแผ่นดินนี้ครับ ก็จะเป็นข้อที่ต้องถกเถียงกันครับว่าการตั้ง สสร. ลักษณะแบบนี้ ทำได้หรือไม่ อย่างไร แล้วก็แปลกเหมือนกันครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ สสร. ที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตเวลาออกประชามติแล้วก็ยิงยาวเลยครับ ไม่กลับมาให้สภารับรองอีก ซึ่งก็มีที่มาที่ไป ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้นอำนาจก็จะหลุดจากสภาแห่งนี้ไปสู่ สสร. ซึ่งกระผมมองว่าน่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญนะครับ ก็ไม่ยกมือให้ท่านละครับ เพราะเป็นการ ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง คำถามถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำไมถึงต้องทิ้งทั้งฉบับ อย่างกรณีหมวด ๒ หมวดของพระมหากษัตริย์ก็ไม่จำเป็นต้อง มีการเปลี่ยนแปลง ท่านก็แก้ได้หมดนี่ครับ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ จะ /๒ อะไร ก็ว่ากันไปครับ แต่ท่านก็ตัดสินใจที่จะฉีกทิ้งทั้งหมด แล้วก็เป็นการท้าทายซึ่งพระราชอำนาจ อย่างหนึ่งครับ แต่เอาล่ะครับ ผมโหวตไม่เห็นด้วยกับท่านไปแล้วในวาระที่หนึ่ง แต่เมื่อมาสู่ วาระที่สองแล้วเขาให้อภิปรายได้เฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้อง วันนี้ก็มาสู่ในหัวข้อว่าจำนวน สสร. นั้น จะมีกี่คน อย่างไร ก็ขอให้ท่านกรรมาธิการเปิดใจให้กว้าง แล้วลองรับฟังความคิดดูสิว่ามันดี ไม่ดี อย่างไรครับ ๑ คนนะครับ นั่นหมายความว่าคนที่อยู่ในเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร ๓๓ คนครับ มีค่าเท่ากับคนที่จังหวัดระนองเพียง ๑ คนครับ มันเป็นไปได้อย่างไรครับ ระบบเลือกตั้งแบบนี้ ในการส่งตัวแทนเข้าไป กำหนดชะตากรรมประเทศโดยการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นบทบัญญัติ สูงสุด แล้วผมก็เชื่อว่าถ้าท่านได้มีโอกาสทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้จริง ๆ รัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะเป็น รัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายของประเทศไทยครับ ทำไมเราตัดสินใจอัตราส่วน ๑ : ๓๓ คนครับ คนกรุงเทพมหานคร ๓๓ คน เท่ากับสิทธิของคนที่จังหวัดระนองหรือจังหวัดสมุทรสงคราม เพียงแค่คนเดียว ระบบคิดแบบนี้ก็ผิดแล้วครับ ไม่มีประเทศไหนทำครับ ประเทศไทย ทำในระบบของการเลือกวุฒิสภาเข้ามาครับ วุฒิสภาเขาเลือกจังหวัดละคน แต่ท่านก็ทราบดีว่า วุฒิสภานั้นไม่มีอำนาจในการเป็นต้นร่างบัญญัติกฎหมายครับ ส.ว. นั้นเป็นสภาสูง ท่านไป เลียนแบบเขาไม่ได้ครับ ส.ว. ตัวแทนจังหวัดละคนมีสรรหาบางส่วน เขาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นสภาสูงทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายสุดท้ายครับ เวลาการเข้าร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนมีร่างประชาชนเสนอชื่อขึ้นมาได้ ๑๐,๐๐๐ คน หรือว่า ส.ส. เป็นต้นร่าง หรือ ครม. เป็นต้นร่าง แต่วุฒิสมาชิกไม่ได้เป็นต้นร่างครับ ท่านวุฒิสมาชิกนั้นก็ทำหน้าที่ เป็นการกรองกฎหมายสุดท้ายว่าสภาผู้แทนราษฎรทำถูกไหม ขัดกับหลักกฎหมายหรือไม่ อย่างไร พอไปถึงชั้นวุฒิสภาเขาก็มีการปรับเปลี่ยนปรับแก้ แต่ท่านไม่ได้เป็นคนต้นร่างเขียนครับ เพราะฉะนั้นจะนำความคิดว่าจังหวัดละคนแบบวุฒิสมาชิกมาใช้กับการตั้ง สสร. ไม่ได้ครับ เพราะ สสร. นั้นเป็นการคิดข้อมูลใหม่ทั้งหมด คิดข้อมูลใหม่ทั้งหมดว่าทิศทาง ประเทศไทย รูปแบบองค์กรอิสระจะเป็นแบบไหน รูปแบบสภาจะเป็นแบบไหน รูปแบบ การปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะเป็นแบบไหน ท่านตัดสินใจโดยแบ่งคนแต่ละสิทธิของคนไม่เท่ากัน มันเป็นไปได้อย่างไรครับ ซึ่งแนวความคิดของสภาสูงนั้นเป็นคนละเรื่องครับ นั่นเป็นเพียงสภากลั่นกรอง แล้วเป็น ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองที่มาช่วยกรองเรื่องสุดท้ายครับ สสร. นั้นเป็นต้นร่างครับ ผมเสียดายนะครับ พูดในฐานะเป็นผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร คณะกรรมาธิการของท่าน มีทั้ง ส.ส. จากกรุงเทพมหานคร มีทั้งระบบสัดส่วนที่อิงกับกรุงเทพมหานคร มีทั้งอดีตผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพมหานคร แต่ท่านปล่อยให้คนกรุงเทพมหานครมีสิทธิด้อยกว่าจังหวัดเล็กครับ ๓๓ คนต่อ ๑ คนครับ มันเป็นไปได้อย่างไรครับ ผมคิดว่าความกล้าตัดสินใจในการที่จะ แหวกธงบ้างเป็นเรื่องสำคัญนะครับ ท่านกรรมาธิการครับ ท่านเคยโหวตกันในนั้นเสียงข้างน้อย เคยชนะท่านหนหนึ่งครับ ๑๒ : ๑๐ เพราะท่านเข้าประชุมกันไม่ครบ สุดท้ายแล้วเสียงข้างมากนั้น ก็ชนะพูดง่าย ๆ คือแนวความคิดที่จะเลือกตั้ง สสร. ของพรรคประชาธิปัตย์ก็ดันชนะขึ้นมา วันนั้นโดยบังเอิญครับ เพราะว่าองค์ประชุมท่านมีปัญหาด้วย แต่สุดท้ายครับ ท่านก็หักโดยที่ประชุม โดยเสียงข้างมากนัดประชุมกันให้ครบ แล้วหักเอาตามธงเดิมที่ท่านวางไว้ ถ้าแบบนี้เราจะ ยืนอภิปรายกันทำไมครับ เสียเวลาตั้งกี่วันในสภาแห่งนี้ เป็นเพียงแค่พิธีกรรมที่เราต้อง ทำกันในนี้หรือครับ ถ้าเรารับฟังกันสักนิด เสียงประชาชนจะมีความหมายขึ้นเยอะครับ ผมขอฝากประเด็นแค่นี้ครับท่านประธานว่าในส่วนของการเลือกตั้ง สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งท่านกำหนดไว้ ๗๗ คน จังหวัดละคน ผมเสนอว่า ๑๕๐ คน แล้วก็จังหวัดใหญ่ จังหวัดเล็กนั้นเป็นไปตามโควตา ประชากรต่อหัว วันนี้ร่างของท่านท่านทำให้ คนกรุงเทพมหานครมีสิทธิด้อยลงไปเยอะครับ คนกรุงเทพมหานคร ๓๓ คน เท่ากับ คนจังหวัดระนองเพียงแค่คนเดียว ท่านประธานครับ ผมได้ใช้เวลาเขียนข้อความและคิดอยู่ เหมือนกันว่าจะเสนออย่างไรให้ท่านกรรมาธิการนั้นแก้ไขได้ ผมระบุแบบนี้ว่าในมาตรา ๒๙๑/๑

(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน

ให้นำการคำนวณเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน การกำหนด เขตเลือกตั้งและการนับคะแนนตามมาตรา ๙๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ผมเขียนแค่นี้ให้สั้นแต่มีความหมาย ก็หมายถึงว่า การแบ่งเขตเลือกตั้ง การกำหนดจำนวนประชากรให้นำมาตรา ๙๔ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เราใช้อยู่มาใช้บังคับ โดยอนุโลมครับ พอไปเปิดมาตรา ๙๔ นั้นเขาก็ระบุชัดเจนเลยครับว่าเกณฑ์ในการคำนวณ ต้องทำแบบไหน พูดง่าย ๆ คือเทียบเคียงของการเลือกตั้ง ส.ส. มาใช้บังคับ แล้ว กกต. ก็ประกาศเขตเลือกตั้งว่าต่อหัวนั้นจะใช้กันกี่คน จะ ๓๐๐,๐๐๐ คน จะ ๔๐๐,๐๐๐ คน ต่อ สสร. ๑ คนก็ว่ากันไป แล้วแต่ละจังหวัดก็จะไม่เท่ากันละครับ คราวนี้คนกรุงเทพมหานคร ก็จะมีสิทธิเท่ากันกับคนในจังหวัดอื่น ๆ สสร. ในกรุงเทพมหานครอาจจะมีสัก ๕ คน ซึ่งวิธีการ เขียนกฎหมายผมก็คิดมาแล้วนะครับว่าท่านเติมเพียงแค่นี้สั้น ๆ เพิ่มเป็น ๑๕๐ คน แล้วใส่วรรคสองลงไปว่าเอามาตรา ๙๔ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม สั้น ๆ แล้ว ชัดเจน ได้ใจความ บังคับใช้ได้ ผมอยากให้ท่านกรรมาธิการลองคิด ท่านเองที่ผมย้ำอีกครั้ง กรรมาธิการเสียงข้างน้อยส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้นออกมา แต่เสียงข้างมากของพรรคเพื่อไทย ก็ยังอยู่ ท่านมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากกรุงเทพมหานครนั่งอยู่ในนั้นด้วย เพราะฉะนั้นขอให้คิดให้คนกรุงเทพมหานครหน่อยเถอะครับ สิทธิมันไม่เทียมกันและไม่มี ที่ไหนในโลกเขาทำกันครับ ผมขอฝากไว้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ