รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

สมชาย แสวงการ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และเสนอแนวคิดการเลือก สสร. แบบสัดส่วน เพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้ง สส. ให้มีการเลือก 200 คน แต่ละจังหวัดมีตัวแทนอย่างละ 18 คน และแสดงความไม่พอใจกับการประชุมคณะกรรมาธิการที่รวบรัดและเร่งรีบเกินไป และไม่เป็นประชาธิปไตย

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ต้องเรียน ท่านประธานและที่ประชุมเพื่อบันทึกไว้ชัดเจนครับว่าในวาระที่หนึ่งนั้นผมไม่เห็นด้วยกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบยกเลิกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ แล้วก็ยืนยันครับว่าจนถึงขณะนี้ และในวาระที่สามก็บันทึกไว้ได้เลยครับว่าผมก็จะลงมติไม่เห็นด้วยเช่นเดิมครับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องเรียนต่อท่านประธาน ณ ที่ประชุมรัฐสภา ก็คือว่าให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ แล้วก็บันทึกไว้ด้วยว่าที่ทำรัฐธรรมนูญแบบการแก้ไขเพียงมาตราเดียวและยกเลิกรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับโดยอ้างเหตุผลใดก็ตามนั้นมันมีความทั้งรีบร้อน รวบรัดแล้วก็ร้อนรน ต้องเรียนโดยเฉพาะกรรมาธิการและผมยังอยากฝากไปยังกรรมาธิการครับว่าอย่าเพิ่ง ทำตัวเป็นชาล้นแก้วที่เติมไม่ได้ สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกฝ่ายค้าน ๑๗๒ คน แปรญัตติ และสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ นั่นแสดงว่ามีความสำคัญเพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญ ของประเทศ ใช้บังคับไม่ใช่กับคนแค่ส่วนหนึ่งส่วนใด แต่ใช้บังคับกับคนทั้ง ๖๕ ล้านคน การที่ท่านมีเสียงข้างมากแล้วพยายามบอกว่ากรรมาธิการไม่เปลี่ยนแล้วโดยเฉพาะ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเมื่อวานนะครับ ที่ท่านยืนยันครับว่า ๗๗ คนบวก ๒๒ คน เป็นสูตรที่ท่านไม่เปลี่ยนแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีเพื่อนสมาชิกเสนอสูตรอื่น ๆ ด้วยความหวังดีครับ ผมไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกรัฐธรรมนูญ แต่ผมยืนยันครับว่าไหน ๆ ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ควรแก้รัฐธรรมนูญให้ดีที่สุด เพราะว่าจะเป็นกฎหมายที่ใช้ต่อไปและในอนาคตไม่ถูกฉีกอีกครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ยืนยันต่อสภาแห่งนี้ ไม่ทราบว่าท่านประชุมตอนไหน แต่ยืนยันว่าท่านไม่แก้แล้ว สูตรไม่ว่าจะเป็นสูตร ๑๒๕ คน บวก ๒๕ คนของท่านหัวหน้า พรรคฝ่ายค้าน สูตร ๒๐๐ คนของ ส.ว. หรือว่า ๒๐๐ คนบวก ๒๒ คนของ ส.ว. ผมว่า ท่านน่ารับฟังครับ ท่านต้องเอาน้ำชาออกจากแก้วบ้างครับ แล้วเติมเข้าไปครับ อย่างนี้ บ้านเมืองจะไปได้ ผมเรียนว่าเมื่อท่านพูดและพล่ามเรื่องประชาธิปไตย ผมก็มีคำถามต่อ ประชาธิปไตยของท่านนะครับว่าท่านจะให้รัฐธรรมนูญนี้ร่างโดยประชาชนจริงหรือไม่ครับ

เรื่องแรก เมื่อท่านจะให้ประชาชนเลือก สสร. ของเขาเอง ก็ควรให้เลือก โดยใช้สัดส่วนซึ่งผมคิดว่าเทียบเคียงกับการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งท่านบอกว่าดีที่สุดนั่นนะครับ ก็คือการเลือกแบบ ส.ว. ใช้คุณสมบัติเดียวกับ ส.ว. เลยครับ ไม่ต้องมีการหาเสียง แล้วก็ต้อง มีหลักประกันเรื่องการไม่ดำรงตำแหน่งกับพรรคการเมืองทั้งก่อนและหลังอย่างน้อย ๕ ปี เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีประโยชน์ทับซ้อนเหมือนที่เคยเกิดในอดีต บางคนมาเป็น ส.ว. บางคนมาทำหน้าที่ สสร. แล้วก็รับตำแหน่งทางการเมือง อันนี้ผมคิดว่าเป็นหลักประกัน ประการหนึ่ง

ประการที่ ๒ การให้มีการเลือก สสร. ๒๐๐ คน แบบเดียวกับ ส.ว. ชัดเจนครับว่า ในหลายจังหวัดจะได้ ส.ว. จังหวัดละ ๑ คน แต่ในหลายจังหวัดที่มีประชากรมาก อย่างเช่น กรุงเทพมหานครชัดเจนครับว่ามีเสียงข้างมาก อย่างท่านปราโมทย์ ไม้กลัด ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านก็ได้คะแนนเสียงเป็นล้านเสียง ขณะที่เสียงข้างน้อยอย่างอดีต ส.ว. จอน อึ๊งภากรณ์ ๒๐,๐๐๐ กว่าคะแนน ก็ได้กลับมาเป็น ส.ว. เพราะฉะนั้น ๑๘ คนในกรุงเทพมหานคร ก็จะได้มีตัวแทนของแต่ละกลุ่ม แต่ละอาชีพเข้ามาเป็น สสร. ได้ อย่างน้อย ๑๘ คน แบบเดียวกันครับ จังหวัดสงขลามี สสร. ในอนาคตได้ ถ้าเป็น ๔ คนในตามสัดส่วนที่ผมว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมี ๕ คน จังหวัดขอนแก่นมี ๔ คน จังหวัดสมุทรปราการมี ๔ คน หรือแม้กระทั่งอย่างในจังหวัดปัตตานีซึ่งมีทั้งพี่น้องไทยพุทธ และไทยมุสลิม ก็อาจจะได้ ตัวแทนอย่างละ ๑ คน อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้เรียนแล้ว เพราะฉะนั้นผมเรียนฝากวิงวอนไปยัง กรรมาธิการครับว่าท่านได้เปิดใจและแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ที่เขากล่าวหาว่าแก้เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แก้เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือแก้เพื่อให้เห็นว่านี่คือ ชัยชนะของผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา แล้วไม่ฟังเสียงประชาชนกลุ่มอื่นเลย ผมถามว่า บ้านเมืองจะเดินต่อไปอย่างไร ถ้ากรรมาธิการเปิดใจให้กว้างและแสดงความบริสุทธิ์ใจลองรับฟัง ความคิดเห็นที่พวกเราเสนอและนำกลับไปเป็นมติของกรรมาธิการ ผมเรียนนะครับว่าสมาชิก ที่เป็นตัวแทนเข้ามาในสภาแห่งนี้มี ๖๕๐ คน กรรมาธิการมีเพียง ๔๕ คน ในนั้นเป็น เสียงข้างน้อยเสีย ๑๐ กว่าคน ท่านก็มีเสียงข้างมากแค่ ๓๐ กว่าคน และท่านใช้มติของท่าน บอกว่าจะเอาแค่ ๗๗ คนบวก ๒๒ คน นี่เป็นการเร่งรัด รวบรัดแล้วก็ร้อนรนไปหรือ นอกจากนั้นครับ สิ่งที่ท่านอ้างว่าเรื่องนี้จะเป็นประชาธิปไตยโดยแท้ที่มาจากประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน มีความอันหนึ่งที่ต้องมีคำถามและต้องถามย้ำไว้อีกครับว่า รัฐธรรมนูญที่เขาส่งมาจากประชาชน ทำไมไม่รอครับ ต้องรีบดำเนินการไปถึงไหน

ประการถัดมาครับ ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ท่านประชุมรีบมากเลยครับ คณะกรรมาธิการปกติจะประชุมสัปดาห์ละ ๑ วัน ท่านก็ประชุมสัปดาห์ละ ๒ วันบ้าง ๓ วันบ้าง เช้า-บ่าย เร่งรัดกันเข้ามานะครับ นอกจากนั้นในฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ท่านเปิดโอกาสให้พูดเลยครับ เต็มที่ แต่ฝ่ายที่สนับสนุนท่านกลับไม่ได้พูดกัน เพราะมันไม่ใช่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ซึ่งผมต้องเรียนฟ้องไปยังพี่น้องประชาชนว่ามันเป็นการรวบรัดและเร่งรีบจริง ๆ สุดท้าย ท่านก็ใช้มือโหวตในคณะกรรมาธิการ แบบนี้มันจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร นอกจากนั้น ในเรื่องของการแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติ ท่านเปิดโอกาสให้เราไปสงวนคำแปรญัตติ และอธิบายท่านในวันที่ ๔ เมษายน ตอนบ่ายครึ่งวัน วันที่ ๕ เมษายน อีก ๑ วันเต็ม แต่คณะกรรมาธิการก็รับฟังไปอย่างนั้น มีองค์ประชุมบ้าง ไม่มีองค์ประชุมบ้าง สุดท้าย ท่านประธานก็อธิบายว่าตอน ๓ ทุ่มท่านก็ลงมติ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ามีองค์ประชุมหรือไม่นะครับ ว่าไม่เห็นด้วยกับผู้ที่แปรญัตติทั้งหมดเลย ผมกราบเรียนครับว่า สิ่งที่ผมได้เคยเรียนถาม ท่านประธานคณะกรรมาธิการในห้องประชุมแล้วว่าจะสูญเปล่าหรือเปล่า มันผิดหลักการ ประชาธิปไตยครับ โดยทั่วไปนั้นควรจะรับฟังความคิดเห็นของผู้แปรญัตติ แล้วอธิบาย ด้วยกันครับ บางครั้งคณะกรรมาธิการก็เห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ แล้วก็พิจารณาแก้ไข บางครั้ง คณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยก็สงวนคำแปรญัตติ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า เอกสารนี้มันผิดพลาดนี่มันชัดเจนครับว่าคณะกรรมาธิการปล่อยให้ผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ เกือบทั้งหมด นี่รวมถึงนะครับ อยากให้บันทึกไว้ก็คือว่าผู้ไม่ได้แปรญัตติ ไม่ได้สงวนคำแปรญัตติ ก็มีชื่ออยู่ในเอกสารฉบับนี้ ผู้ที่สงวนคำแปรญัตติก็กลับไม่มีชื่อในการที่จะสงวน แล้วหลายท่าน ก็เป็นบันทึกที่เก็บไว้นะครับ ซึ่งผมคิดว่าในอนาคตคงได้เป็นประโยชน์ที่จะต้องเรียนเรื่องนี้ ต่อไปนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการต้องไปที่สิ่งที่ต้องตัดสินว่าสิ่งเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่ ในศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต เรียนต่อไปอีกครับว่าการขยายเวลาสมัยประชุมสมัยนิติบัญญัติ ออกไป ในเหตุผลนั้นระบุว่ามีความเร่งรีบที่ต้องดำเนินการในหลาย ๆ เรื่องเพื่อประโยชน์ ประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิจารณากรอบต่าง ๆ ไฉนเลยเรื่องเหล่านี้ยังหายไป ไม่ได้กลับมาพิจารณา แล้วไปอยู่ท้ายในวาระการประชุม ท่านนำเรื่องรัฐธรรมนูญเข้ามา พิจารณาก่อน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เห็นว่ามันเป็นการเร่งรีบแล้วรวบรัดเกินไป ทั้ง ๆ ที่ เราในฐานะสมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทน เราไม่ใช่เป็นผู้แทนประชาชนโดยตรงนะครับ แต่เรากำลังทำกฎหมายซึ่งเป็นกติกาของสังคมไทยซึ่งต้องใช้กันทั้ง ๖๕ ล้านคน ผมก็หวังว่า จะใช้กันได้อีกหลายสิบปีโดยไม่ถูกฉีก เพราะฉะนั้นเราทำไมไม่ให้เวลากับการแก้ไขกติกา สำคัญของประเทศให้ตกผลึกร่วมกัน ทำให้ สสร. มีที่มาที่ยอมรับได้จากทุกฝ่าย แล้วก็เป็น สสร. ที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ผมกราบเรียนครับว่า สสร. ที่ท่านจะเอามาจาก นักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็น ๒๒ คนนั้นก็เรียนครับว่าล้วนแต่สามารถควบคุมได้ ผมมีหลักฐาน และเป็นคำที่ข่าวลงไว้เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ที่จังหวัดเชียงรายในงานเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง ๒๐ หมู่บ้านที่มี ส.ส. สุนัย จุลพงศธร ไปร่วมด้วย ที่บ้านศรีบังวัน ตำบลโรงช้าง อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย วันที่ ๑๒ มีนาคมครับ นายนที ศรวารี แกนนำคนหนึ่งที่เข้าไปร่วมบอกว่า จะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นคนเสื้อแดง ๕๓ คน ๕๓ คนจาก ๗๗ คน บวกกับ ๒๒ คนที่จะใช้วิธีการบล็อกโหวต (Block vote) ในสภา รวมแล้วเป็น ๗๕ คน ท่านจะ มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๓ ใน ๔ แล้วครับ ที่เหลืออีก ๒๐ กว่าคนก็จะเป็นเสียงข้างน้อย แล้วผมถามว่าการร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นไปเพื่อประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเหล่า ทุกสีได้อย่างไร หรือเป็นไปตามกรอบที่ได้มีการทำพิมพ์เขียวไว้แล้ว ซึ่งต้องเรียนว่ามีการทำพิมพ์เขียวไว้แล้ว จะบอกว่าที่ไหน จะเป็นชั้น ๒๖ ตึกแถววิภาวดี หรือจะอยู่ที่ต่างประเทศแถวตะวันออกกลางนั้น ก็ต้องไปพิสูจน์ทราบกันอีกทีหนึ่ง แต่ผมเรียนครับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่เมื่อเราอยากเห็น การปรองดอง เราเห็นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนำคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ไปรดน้ำดำหัวท่านประธานองคมนตรี เราเห็นความน่ารักของคนไทยที่เริ่มเข้าสู่การปรองดอง แต่เรายังไม่เห็นครับว่าสภาแห่งนี้จะทำให้การปรองดองเกิดเป็นรูปเป็นร่างจริงอย่างที่ว่า เพราะว่าการรีบเร่งอย่างที่ว่านั้นได้ทำให้เกิดสิ่งที่สังคมตั้งคำถามครับ ขอให้ท่านประธานได้อนุญาตนิดหนึ่งครับ ผมขอหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับวันนี้ที่มีบทนำของ ไทยโพสต์เพียงเล็กน้อยนะครับ เขาระบุครับว่ารัฐบาลเพื่อไทยยกเหตุผลว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข คือดุลยภาพแห่งอำนาจไม่สมดุล ฝ่ายตุลาการตรวจสอบไม่ได้ องค์กรอิสระขาดการตรวจสอบ ส.ว. ที่มาจากการสรรหามีอำนาจในการถอดถอน บทบัญญัติ บางมาตราขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้นำไปสู่การตีความ อยู่ตลอดเวลา คำถามที่เขาถามก็คือว่าในเมื่อท่านเห็นว่า ส.ว. สรรหาอย่างพวกผมมีปัญหา เหตุใดท่านยังใช้กระบวนการในการสรรหา ๒๒ คนเข้ามาเป็น สสร. ผมมาจากการสรรหา ผมยังอยากเห็นท่านให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ไหน ๆ จะทำแล้ว ทำให้ดีครับ ผมยังหวังว่าในจังหวัดต่าง ๆ จะมีตัวแทนของเสียงข้างมาก ซึ่งต้องเรียนตามตรงว่า จังหวัดไหนที่มี ส.ส. มีหัวคะแนน มีอิทธิพลของพรรคการเมืองอยู่นั้น ที่ ๑ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น คนที่หัวคะแนนจัดการจัดตั้งได้ ไม่แปลกครับ ไม่เป็นอะไรครับ ในภาคเหนือ ภาคอีสาน อาจจะมีของพรรครัฐบาล ในภาคใต้อาจจะมีของพรรคฝ่ายค้าน แต่ผมก็เรียนครับว่า เสียงข้างน้อยล่ะครับ เสียงข้างน้อยในภาคเหนือและภาคอีสานก็จะได้เข้ามา เสียงข้างน้อย ซึ่งมาจากภาคใต้ก็จะได้กลับเข้ามาใน สสร. ด้วย เพราะฉะนั้นมันเป็นงดงามว่าถ้า สสร. ๒๐๐ คน มีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยคละกันไปแล้วร่วมเข้าสู่กระบวนการที่ท่านจะเรียกว่า การปรองดองโดยการแก้รัฐธรรมนูญหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญแล้วร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่นั้น ก็จะได้ดำเนินการไปได้ แล้วเราก็จะมีรัฐธรรมนูญที่น่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งนะครับ นอกจากนั้นครับท่านประธานครับ ในการขอแปรญัตติและผมสงวนไว้นั้น ผมยังเสนอให้ สสร. ชุดนี้นอกจากมี ๒๐๐ คนเลือกตั้งโดยประชาชนเลือกได้ ๑ เสียง วันแมนวันโหวต (One man one vote) ทุกคนเท่ากัน เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งแล้วผมยังเสนอให้ สสร. ชุดนี้มีอายุมากกว่าที่กรรมาธิการเสนอแค่ ๒๔๐ วัน ให้มีอายุอย่างน้อย ๒ ปีเลยครับ ท่านประธาน ๒ ปีนี้ท่านต้องไปทำอะไรบ้างครับ ๑. ท่านไปร่างรัฐธรรมนูญมาเลยครับ ให้เสร็จภายใน ๓๖๕ วัน ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มีปัญหาครับ เขียนกติกาไว้ดีมากเลยครับ แต่ว่ากฎหมายประกอบไม่มี ถึงแม้บางอย่าง จะเขียนไว้ว่าให้มีระยะในการทำกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี ก็ไม่พบว่ามีบทลงโทษใด ๆ ก็เลยเพิกเฉย กฎหมายหลายอย่างครับวันนี้ยังไม่คลอดออกมาแล้วก็แนวโน้มในอนาคต อาจจะถูกตัดออกไปเสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรา ๖๑ มาตรา ๖๗ ในเรื่องของ สิ่งแวดล้อม เรื่องขององค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค เพราะฉะนั้นเหล่านี้เป็นปัญหา ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้ทำครับ ถ้าจะให้ดีผมคิดว่า ในนานาอารยประเทศเขาก็ทำกันครับ ก็คือให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นร่างรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันก็ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมาด้วยเสียคราวเดียวกัน ใช้เวลาให้แล้วเสร็จ ภายใน ๒ ปี เพราะฉะนั้นนี่เมื่อสิ่งเหล่านี้นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญที่ดี นำไปสู่การร่างกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญที่ดี ปัญหาการตีความก็ไม่เกิดขึ้น ปัญหาสิ่งที่เรามาถกเถียงใช้เวลา ขัดแย้งกันอยู่ก็ไม่เกิดขึ้นนะครับ อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมพูดไปนั้นจะทำให้ กรรมาธิการเปลี่ยนใจหรือไม่ โดยเฉพาะต้องขออภัยที่ต้องเอ่ยนามนะครับ นายแพทย์เหวง โตจิราการ เมื่อวานท่านบอกว่าท่านเป็นเสียงข้างน้อย ผมก็ต้องถามหาความจริงใจของท่าน ว่าจริงใจกับพี่น้องประชาชนจริงหรือไม่ ท่านจะอ้างเรื่องการลงมติว่าต้องตามเสียงบังคับ ข้างมากอย่างเดียว ผมว่าคงไม่ถูกนะครับ ผมจะรอดูผลโหวตของท่านครับว่าท่านจะโหวต เห็นด้วยกับกรรมาธิการ หรือท่านจะเห็นด้วยกับภาคประชาชนที่มี สสร. มาจากการเลือกตั้ง ทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมก็เรียนถามนะครับ แล้วก็จะตรวจผลโหวตของท่านด้วยนะครับ ขณะเดียวกันผมต้องเรียนว่าสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านครับ ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านอาจารย์เจริญ คันธวงศ์ และหลายท่านก็เสนอทางออกว่าถ้าให้บ้านเมืองไม่วิกฤติ ในอนาคตเราลองยกร่างให้ สสร. ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด ท่านไม่ติดใจ นะครับ อาจารย์สุริยา ปันจอร์ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านก็ไม่ติดใจว่าไม่ต้องมีมาจากการสรรหา ๒๒ คน ถ้าเอาแบบนี้ ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เป็นไปได้ไหมครับว่ากรรมาธิการ จะเห็นด้วยกับเรา ถ้าไม่เห็นด้วยผมก็กราบเรียนไปยังท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านสมาชิก พรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล พวกเราลองโหวตไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ แล้วเอาร่าง ที่สมาชิกวุฒิสภาเสนอ ๒๐๐ คนที่ผมว่านี่เป็นร่างที่จะแก้ไขดีไหมครับ ถ้าดีผมก็คิดว่า เมื่อถึงเวลาลงมติผมก็จะขอตรวจสอบด้วยว่าท่านลงมติอย่างไร เพราะถ้าท่านอภิปรายไปแล้ว บอกว่าไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ แต่ลงมติแล้วเห็นด้วยกับกรรมาธิการนี่ วันหนึ่งมันก็ฟ้อง ประชาชน มันเคยมีครับ ในสภา ปี ๒๕๔๓ วุฒิสภาก็มีครับ อภิปรายอย่างดีเลยครับ เป็น ส.ว. ท่านหนึ่ง แต่ลงมติทีไร ตรวจแล้วนี่เป็นอีกข้างตลอด ผมหวังว่าสภาแห่งนี้ จะไม่โกหกประชาชน นอกจากนั้นครับ ถ้ากรรมาธิการยังยืนยันแบบน้ำล้นถ้วย ๗๗ คน บวก ๒๒ คนโดยไม่ฟังเสียงผู้แปรญัตติ ผมคิดว่าเรื่องนี้เราลองไหมครับ ผมไปวาระที่สามครับ ลงมติไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเลยครับ ลงมติไม่รับรัฐธรรมนูญที่ท่านแก้ไขมาตราเดียวนะครับ มาตรา ๒๙๑ ดีไหมครับ ผมคิดว่าเรื่องที่กำลังพูดถึงประชาธิปไตยพร่ำบอกเรื่องประชาธิปไตย มันจะไม่เป็นประชาธิปไตยเพื่อนักการเมืองอย่างเดียว ประชาชนถูกหลอกเสมอเหมือนเดิม ก็เรียนว่าสิ่งเหล่านี้มันอยู่ในระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อ มันอยู่ในระหว่างที่สังคมไทยกำลังต้องเลือก ถ้าเลือกถูกมันก็เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ถ้าเลือกผิดมันก็อาจจะเป็น ไม่ว่าจะเป็น คณาธิปไตยโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นอนาธิปไตยที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ผมก็กราบเรียนและวิงวอนครับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรียนด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ครับ แล้วผมอยากจะเห็นการแก้รัฐธรรมนูญซึ่งผมไม่เห็นด้วยนี่นะครับ แล้วท่านจะแก้กัน ด้วยเสียงข้างมากด้วยมือในสภาแล้วนี่นะครับ ทำรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดได้ไหม สิ่งนี้เป็นสิ่ง ที่พิสูจน์ความจริงใจของท่าน กราบขอบพระคุณครับ