คำนูณ สิทธิสมาน หารือเรื่องรูปแบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่า การเลือกตั้งแบบ ส.ว. ปี ๒๕๔๐ สามารถตอบโจทย์ความหลากหลายของกลุ่มชนในสังคมได้ดี และต้องการให้คณะกรรมาธิการพิจารณาใหม่และหารูปแบบที่ดีที่สุด โดยเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๑ และ ๒๙๑/๑๑
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผู้สงวนคำแปรญัตติ ท่านประธานครับ คำแปรญัตติที่สงวนไว้ของกระผมนั้นโดยสรุป เพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อก็คือว่าผมต้องการให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีประเภทเดียว ที่มาจากการเลือกตั้ง จำนวน ๒๐๐ คน โดยสรุปก็คือใช้รูปแบบของการเลือกตั้ง ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือตามจำนวนประชากร แต่ละจังหวัดก็มีจำนวน ส.ว. ตามสัดส่วนประชากร ในขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เลือกสมาชิกได้เพียง ๑ คน กระผมเห็นว่าโจทย์ของการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ทางฝ่ายรัฐบาล ทางฝ่ายพรรคที่เสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑ ในขณะนี้เสนอมาโดยตลอดนอกเหนือจาก ที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่ใช่ผลพวงของการรัฐประหารแล้ว ท่านมักจะบอกว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการปรองดองเพื่อสร้างกติกาที่มีที่มาจากความชอบธรรม กติกาที่มาจาก ประชาชนไม่ใช่ผู้ถืออาวุธเข้ามา ถ้าเผื่อสามารถทำกติกาใหม่ได้ร่วมกันแล้วน่าจะเป็น จุดเริ่มต้นของความปรองดอง เช่นเดียวกับอีกเหตุผลหนึ่งก็คือการเยียวยา การคืนความเป็นธรรม กระผมจะไม่วิจารณ์ว่าแนวความคิดทั้งเยียวยาก็ดี ทั้งเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ก็ดีจะตอบโจทย์ ได้หรือไม่ แต่ถ้าสมมุติว่ากระผมเชื่อว่าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นการตอบโจทย์ และผมก็คิดว่าที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็น ตัวแทนความหลากหลายของสังคม ด้วยความเคารพ เมื่อวานนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านได้ลุกขึ้นตอบในลักษณะทำนองว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่สภาการเมือง ไม่อยากให้ มีฝักฝ่ายทางการเมือง ไม่ได้ควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล แล้วก็มีระยะเวลาการทำงาน อันสั้น กระผมเห็นว่าถึงแม้ว่าจะมีระยะเวลาการทำงานสั้น ไม่ว่าจะ ๒๔๐ วัน หรือจะสุดแท้แต่ เท่าไร ซึ่งจะต้องพูดกันต่อไปก็เถอะ แต่เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของบ้านเมืองอย่างยิ่งครับ และที่สำคัญก็คือว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมในขณะนี้ ความแตกต่างหลากหลาย ที่เกิดขึ้นในสังคมในขณะนี้อาจจะไม่ใช่เพียงเรื่องของพรรคการเมืองที่ต่างพรรค ต่างความคิดเห็น เท่านั้น แต่หมายถึงกลุ่มประชาชนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน อาจจะหมายถึง กลุ่มประชาชนที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมแตกต่างกัน ท่านประธานครับ การเลือกตั้งเป็น องค์ประกอบที่สำคัญและขาดไม่ได้ของระบอบประชาธิปไตย แต่ว่ารูปแบบ วิธีการการเลือกตั้ง ก็มีอยู่หลากหลาย กระผมเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าการเลือกตั้ง ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ซึ่งก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ทางรัฐบาลชุดนี้ ทางพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาล ชุดนี้ก็เรียกร้องต้องการมาโดยตลอด เป็นระบบการเลือกตั้ง เป็นนวัตกรรมการเลือกตั้ง ที่สามารถจะตอบโจทย์ให้ได้ตัวแทนที่มีความหลากหลายในสังคมได้ ท่านประธานครับ ขออนุญาตเอ่ยนามเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง ไม่เสียหายครับ ผมก็ได้ขออนุญาตท่านแล้ว ท่าน ส.ว. อนุศาสน์ สุวรรณมงคล ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็มักจะเรียกท่านว่า ส.ว. ปัตตานี ซึ่งความจริง ไม่ใช่ครับ ท่านเป็น ส.ว. สรรหาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ว่าในช่วงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ปี ๒๕๔๙ ท่านสมัคร ส.ว. เลือกตั้งจังหวัดปัตตานี แล้วท่านก็เป็น ๑ ใน ๒ ที่ได้รับเลือกเข้ามา ลักษณะพิเศษของจังหวัดปัตตานีก็คือมีประชาชนที่มีรากฐานทางวัฒนธรรม ศาสนาแตกต่างกัน เป็น ๒ ชุด ๒ กลุ่ม ถ้าเลือกโดยนวัตกรรมการเลือกตั้งแบบ ส.ว. ปี ๒๕๔๐ จังหวัดปัตตานี จะได้สมาชิกที่มาจากการนับถือศาสนาอิสลาม ๑ ท่าน มาจากการนับถือศาสนาพุทธ ๑ ท่าน แต่พอมีการเลือกตั้ง ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่มีจังหวัดละคน การตอบโจทย์ ความหลากหลายของสังคมจะจบลงไปทันที ท่าน ส.ว. อนุศาสน์ สุวรรณมงคล ท่านก็ต้อง ขยับมาสมัครรับการคัดเลือกเป็น ส.ว. สรรหา เพราะว่าถ้าเผื่อสมัครเป็น ส.ว. เลือกตั้งเสียง ข้างมากในจังหวัดนั้นก็จะเลือกอีกกลุ่มศาสนาหนึ่ง ซึ่งอันนี้ก็ไม่ใช่ความขัดแย้งแตกแยก แต่เป็นความแตกต่างที่นวัตกรรมการเลือกตั้งแบบ ส.ว. ปี ๒๕๔๐ นั้นสามารถตอบโจทย์ ให้ได้คนที่มีความหลากหลายหลากกลุ่มกัน นี่ผมยกตัวอย่างเฉพาะจังหวัดปัตตานีที่มี ส.ว. ได้ ๒ คน และมีประชาชนที่มีรากฐาน ทางวัฒนธรรมแตกต่างกันเป็น ๒ กลุ่ม ยังมีจังหวัดอื่น ๆ อีกครับ อย่างกรุงเทพมหานคร ถ้าท่านประธานจะได้กรุณาย้อนไปดูการเลือกตั้ง ส.ว. เมื่อปี ๒๕๔๓ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า เราสามารถที่จะได้ ส.ว. กรุงเทพมหานครที่เป็นตัวแทนของคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย กลุ่มเอ็นจีโอ (NGO) บางส่วนเข้ามา ๓-๔ คน อันนี้ผมมีความเห็นว่าถ้าเผื่อว่าเราใช้นวัตกรรมการเลือกตั้ง แบบ ส.ว. ปี ๒๕๔๐ มาใช้กับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมันก็จะทำให้สามารถ ตอบโจทย์ความแตกต่าง ความหลากหลายของกลุ่มชนในสังคมที่มีความแตกต่างกัน ไม่ใช่ ต่างพรรคการเมืองเท่านั้นนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อย่าว่าแต่ต่างความคิดเห็น ทางการเมืองเลย แม้แต่ในหมู่ผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองใกล้เคียงกันในแนวทางเดียวกัน ก็จะยังมีแตกต่างต่างกลุ่มกันไป ขออนุญาตยกตัวอย่างไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายครับ สมมุติกลุ่มคนเสื้อแดง หรือกลุ่ม นปช. ในจังหวัดต่าง ๆ กระผมเชื่อว่าในแต่ละจังหวัดก็จะ มีหลายกลุ่ม ความคิดใหญ่เริ่มสวนกัน แต่ก็จะมีความคิดย่อยที่อาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง ถ้าเราใช้นวัตกรรมการเลือกตั้งตัวแทนจังหวัดละ ๑ คน ก็จะเป็นการยากลำบากและทำให้ได้ แต่เสียงข้างมากที่สุดเข้ามาเพียง ๑ ท่าน แต่ถ้าเผื่อว่าเราใช้นวัตกรรมการเลือกตั้งแบบ ส.ว. ปี ๒๕๔๐ เข้ามานี่ แม้กระทั่งในหมู่คนเสื้อแดง หรือ นปช. ก็มีโอกาสที่จะได้หลากกลุ่มเข้ามา ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ได้คนกลุ่มอื่นที่อาจจะมีความคิดแตกต่างออกไปเข้ามาด้วย กระผมเห็นว่านวัตกรรมการเลือกตั้งแบบ ส.ว. ปี ๒๕๔๐ ตอบโจทย์ความหลากหลายของ สังคมที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนในการเขียนกติกาเพื่อให้เป็นที่ยอมรับกันทั้งประเทศได้ อันนี้เป็นประการสำคัญที่สุด
ประการสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือว่าการเลือกตั้งตัวแทนจังหวัดละ ๑ คน ไม่สามารถจะตอบโจทย์ทฤษฎีใดได้เลย ไม่สามารถจะตอบโจทย์ได้ว่าทำไมจังหวัดใหญ่ มีตัวแทนได้ ๑ คน เช่นเดียวกับจังหวัดเล็ก เช่นกันครับ เพราะว่าประเทศไทยรูปแบบ การปกครองนั้นก็เป็นระบบรัฐเดียวเป็นราชอาณาจักรไม่ใช่ระบบมลรัฐที่จะมีตัวแทน ไม่ว่าจากรัฐใหญ่หรือรัฐเล็ก ๒ คนหรือ ๑ คนเท่ากัน อันนี้กระผมเห็นว่ากราบขอความกรุณา ท่านกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาประเด็นนี้ เพราะว่าในมาตรา ๒๙๑/๑ มีผู้แปรญัตติเข้ามาเป็นจำนวนมาก สมาชิกวุฒิสภาที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ท่านก็แปรญัตติเข้ามาเป็นจำนวนมาก เรื่องให้มีสมาชิก ๒๐๐ คนอาจจะแตกต่างกันไปว่า บางท่านเห็นให้ควรมีสมาชิก ๒๐๐ คน ตามแบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อย่างเดียว บางท่านเห็นว่ามีสมาชิก ๒๐๐ คน ตามแบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วบวกด้วย ๒๒ คน ที่เป็นตัวแทน นักวิชาการที่เลือกโดยรัฐสภา ท่านประธานครับ ถ้าทางคณะกรรมาธิการ ได้ประชุมพิจารณาหลังจากรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกทั้งหมดแล้วนี้นะครับ ถ้าท่านโอนอ่อนผ่อนตามในเรื่องนี้ รับฟังเหตุผลด้วย เพราะว่าแม้ในชั้นกรรมาธิการเอง กรรมาธิการบางท่าน ท่านเองก็ยังสนับสนุนการเลือกตั้งแบบเดียว กระผมเห็นว่า ถ้าท่านทบทวนมีมติในเรื่องนี้ แล้วตกลงหารูปแบบให้ดีที่สุด กระผมเชื่อว่าจะทำให้ การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑ ในครั้งนี้เดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น และรวดเร็วมากกว่านี้ เพราะว่าแม้ว่าเราหลายคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขชนิดเขียนใหม่ทั้งฉบับ แต่กระบวนการมันก็ได้ล่วงเลยมาแล้ว จะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างไร จะไปใช้สิทธิทางศาล หรืออย่างไรนั้นก็ว่ากันไปอีกทางหนึ่ง แต่ว่าในชั้นนี้ถ้าท่านดูจำนวนคนที่แปรญัตติเข้ามา ความคิดเห็นที่ไปในทางเดียวกันเรื่องให้มีสมาชิก ๒๐๐ คน ถ้าท่านจะกรุณาพิจารณา ทบทวนอีกสักครั้งหนึ่งเป็นมติใหม่ของคณะกรรมาธิการ กระผมเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์ มากกว่าโทษ ถึงที่สุดครับท่านประธาน วาทกรรมสวยหรูต่าง ๆ ที่เราทุกคนอาจจะพูดกันมา ต่างมุมมองบ้าง สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องการเห็น ก็คือต้องการเห็นให้เวทีสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเวทีที่มาจากตัวแทนความคิดทุกฝ่ายมากที่สุด มาจากตัวแทนทางวัฒนธรรม ที่มีความหลากหลายและครอบคลุมความเป็นตัวแทนมากที่สุด และที่สำคัญที่สุดก็คือ จะต้องไม่เป็นลักษณะเป็นตัวแทนของเสียงข้างมากในรัฐสภาแห่งนี้ให้มากที่สุดด้วยเช่นกัน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปใช้รูปแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิก เสียงข้างมากในรัฐสภาแห่งนี้ก็สามารถเสนอแก้ไขเข้ามายกฉบับเลยก็ได้ เหมือนอย่างที่ ได้เคยยื่นมาแล้วหลายครั้งในช่วงปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ท่านประธานครับ ประเด็นนี้กระผม เห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ความยุ่งยาก ความสับสนต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในชั้นกระบวนการ ร่างรัฐธรรมนูญโดย สสร. ยังมีอีกเยอะ ซึ่งกระผมเห็นว่าในประเด็นมาตราที่เป็นมาตราสำคัญ นอกจากมาตรา ๒๙๑/๑ นี้แล้ว ประเด็นที่จะต้องพูดกันมากก็คือมาตรา ๒๙๑/๑๑ ทุกวรรค โดยเฉพาะวรรคห้า ซึ่งกระผมจะขออนุญาตท่านประธานไปใช้เวลาตรงนั้นให้มากหน่อย ในขณะที่เวลาตรงนี้โดยส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับท่านสมาชิกก่อนหน้านี้ แต่อยากจะขอย้ำว่า อยากให้ใช้นวัตกรรมการเลือกตั้งที่มีความก้าวหน้าแล้วก็สะท้อนความแตกต่างหลากหลาย ของสังคมให้ได้มากที่สุด และถึงที่สุดครับเป็นครั้งที่ ๓ ขอวิงวอนขอกราบเรียนมายัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้โปรดพิจารณามาตรา ๒๙๑/๑ นี้อีกสักครั้งหนึ่ง เพราะว่า ปมประเด็นที่ทำให้เรื่องราวยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้ตั้งแต่ในชั้นกรรมาธิการใครถูกใครผิด ผมไม่ทราบ แต่มันก็เกิดจากการที่มีมติไปครั้งหนึ่งแล้วมาทบทวนมติใหม่ จะด้วยเหตุผลกลใด ก็สุดแท้แต่ แต่ถ้าเผื่อในเรื่องนี้เราเริ่มต้นความปรองดอง เราเริ่มต้นการแก้ไขตั้งแต่ในชั้น ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ กระผมเชื่อว่าความราบรื่นจะเดินหน้าไปได้พอสมควร แม้ว่าเราจะ ยังคงมีความคิดเห็นที่ยังแตกต่างหลากหลายกันอยู่ กราบขอบพระคุณครับ