รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

ชรินทร์ หาญสืบสาย แปรญัตติรัฐธรรมนูญ โดยมี 4 ประการ คือ มีส่วนร่วมของประชาชนที่หลากหลาย เป็นกลาง เป็นอิสระ และไม่มีส่วนได้เสีย

นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภา ตาก

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตาก เมืองระแหง ซึ่งมีคำขวัญที่ไพเราะว่า ธรรมชาติน่ายล ภูมิพลเขื่อนใหญ่ พระเจ้าตากเกรียงไกร เมืองไม้ และป่างาม กระผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ยกมือสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ โดยตระหนักว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่เราใช้อยู่ขณะนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจาก การปฏิวัติรัฐประหารซึ่งเป็นที่น่ารังเกียจของประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลกนะครับ และมีสาระ หลายข้อที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นไม่ช้าก็เร็วก็จะต้องมีการแก้ไขฉบับนี้ อย่างแน่นอน และเนื่องจากว่ามีความเห็นที่แตกต่างแตกแยกกันเรื่องของรัฐธรรมนูญกันมาก เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าจะมีการแก้ไขกระผมก็เห็นว่าควรจะยกมือสนับสนุน แต่ว่าการที่ ผมจะยกมือสนับสนุนในวาระที่สอง หรือวาระที่สามต่อไปนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าสาระสำคัญของ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนรวมของประเทศชาติและเป็นประชาธิปไตย มากน้อยหรือไม่ เพราะฉะนั้นผมเองก็ได้ร่วม ได้มีการขอแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติไว้ ๓ ประเด็น แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คืออยู่ในมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งกระผมก็แปรญัตติให้ มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก ๒ ส่วน คือส่วนแรกมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จำนวน ๒๐๐ คน ซึ่งร่างของ ท่านกรรมาธิการนั้นกำหนดไว้ ๗๗ คน ส่วนที่ ๒ สมาชิกมาจากการคัดเลือกโดยตรงของ ที่ประชุมรัฐสภา สำหรับประเด็นหลังนี้สมาชิกรัฐสภาหลายท่านบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย อาจจะมีการบล็อกโหวต หรือว่าอาจจะไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงหรืออาจจะเป็นคน ของนักการเมือง แต่กระผมเห็นว่าถ้าหากว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่าง ๆ แล้วก็ มีประสบการณ์อย่างที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แล้วก็คัดเลือกโดยสมาชิกรัฐสภาก็ถือว่า เป็นประชาธิปไตยพอสมควรเพราะว่ารัฐสภานั้นส่วนใหญ่ก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ ๒ นี้ กระผมรับได้นะครับ แต่ในประเด็นแรกซึ่งสมาชิกจะมาจาก การเลือกตั้งของประชาชนเพียงจังหวัดละ ๑ คนนั้น ผมฟังการอภิปรายของผู้แทนของ สมาชิกรัฐสภาหลายท่าน ก็มีความเห็นที่แตกต่างกันไป แต่เสียงส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากสมาชิกวุฒิสภาก็มีความเห็นที่ค่อนข้างจะตรงกันว่าการที่เรามี สสร. เพียงจำนวนน้อยนิด ไม่น่าจะเป็นประชาธิปไตย เมื่อ ๑๐๐ กว่าปีก่อนท่านคงจะจำได้นะครับว่า อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดี คนที่ ๑๖ ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้เคยกล่าวนิยามของประชาธิปไตยไว้ ซึ่งเป็นที่ประทับใจ และทุกวันนี้ก็ยังมีการอ้างอิงกันตลอดมานั่นก็คือท่านกล่าวว่า ประชาธิปไตยคือการปกครอง ของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน รัฐธรรมนูญอย่างที่เราทราบกันว่า เป็นกฎหมายสูงสุดเป็นกติกาที่ใช้ในการปกครองประเทศ รัฐธรรมนูญที่จะเป็นประชาธิปไตยนั้น ก็ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่จัดทำโดยประชาชนเป็นของประชาชนนะครับ แล้วก็จัดทำไว้ เพื่อประชาชนเป็นความจริงที่พวกเราคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ทีนี้มาดูเรื่องกระบวนการ ที่เราจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา ท่านให้คนเพียง ๗๗ คนบวกกับที่รัฐสภาเลือกอีก ๒๒ คนไปทำหน้าที่ร่างท่านอาจจะบอกว่าไปทำประชาพิจารณ์ฟังความคิดเห็นของประชาชน ส่วนใหญ่ ผมว่าอันนั้นก็เป็นรูปแบบอย่างหนึ่ง แต่ผลที่ได้ออกมานั้นผมคิดว่าถ้าหากว่า มีคนที่ช่วยร่าง ช่วยคิด ช่วยให้ข้อคิดเห็นแล้วก็มาจากประชาชนที่มีส่วนร่วมอย่างแพร่หลาย จริง ๆ นั้น น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าใช้ประชาชนกลุ่มเดียว เพราะว่าปัญหาที่จะตามมา มีหลายประการ เช่น เป็นไปได้ว่าสมาชิกที่ สสร. ที่คัดเลือกมา ๗๗ คนจากการเลือกตั้ง ของประชาชนนั้น อาจจะเป็นคนของนักการเมืองเกือบทั้งหมด ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่มา แต่ว่าถ้าหากว่าเรามีจำนวนมากขึ้นเป็น ๒๐๐ คน ความหลากหลายที่มาจากแตกต่าง ของคนในแต่ละจังหวัดก็จะมีโอกาสดีขึ้น นอกจากนี้แล้วยังมีการคำนึงถึงเสียงส่วนน้อย ที่คาดว่าจะแพ้เพียงไม่กี่คะแนนแต่ก็เสียโอกาสไปเลย เขาควรจะเป็นเสียงเป็นผู้แทนของ คนจำนวนไม่น้อยที่จะมีความคิดที่จะแตกต่างจากคนที่ได้รับเลือกคนแรก เพราะฉะนั้น จำนวน สสร. ที่กระผมเสนอแปรญัตติกับเพื่อนสมาชิก ส.ว. หลายท่าน ๒๐๐ คน ก็คิดว่าจะ ทำให้เกิดความหลากหลายมีที่มาแตกต่างกันมากมาย อันนี้ก็จะสอดคล้องกับหลักการ ประชาธิปไตยที่เราถวิลหา เมื่อเช้านี้กระผมก็ได้มีโอกาสฟังท่าน ส.ว. สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านได้วางหลักการ สสร. ไว้ ๔ ประการ ซึ่งผมชอบมากแล้วก็มา เทียบเคียงว่าก็ตรงกับที่ผมได้คิดไว้ก่อน หลักการ ๔ ประการ ที่ท่าน ส.ว. สุรชัยพูดไว้ก็คือ ๑. มีส่วนร่วมของประชาชนที่หลากหลาย ผมขออนุญาตนำมากล่าวซ้ำเพราะเห็นว่า เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ๒. เป็นกลาง ๓. เป็นอิสระ และ ๔. ไม่มีส่วนได้เสีย การที่เรามี สสร. เพียง ๗๗ คน ผมว่าเสี่ยงมาก ๆ เลยที่จะเป็นการที่จะทำให้หลักการทั้ง ๔ ประการนั้น ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นคิดว่าเรื่องนี้ผมฟังดูแล้วท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย กล่าวเมื่อวานนี้ กับวันนี้ที่ท่าน ส.ส. พีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการพูดวันนี้ ผมว่าไม่ค่อย ตรงกันเสียทีเดียว ท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย พูดเมื่อวานนี้บอกว่า ๗๗ คน จะมีคน ที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยกันร่างแต่ละคนก็มีชื่อเสียงประชาชนก็จะเลือกคนที่ดีที่สุด แต่ว่าวันนี้ฟังดูเกิดความรู้ใหม่ว่า ๗๗ คน ที่จะไปร่างไม่ได้ทำร่างแต่ว่าไปช่วยประสานงาน ไปช่วยฟังความคิดเห็นของประชาชน ผมคิดว่าเราจะพูดอย่างไรก็ได้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่า การร่างรัฐธรรมนูญนั้น ถ้ามีจำนวนยิ่งมากเท่าไรก็ยิ่งดี หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว อย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมาก็อาจจะสรุปได้ว่ากระผมเห็นว่าจากการ หารือกับเพื่อน ส.ว. หลายคนเรามีความเห็นตรงกันว่าถึงแม้ว่าเราจะรับร่างรัฐธรรมนูญ รับหลักการในวาระที่หนึ่งแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องรับโหวตเห็นชอบในวาระสุดท้าย ผมคิดว่าในโลกความจริงความเห็นที่แตกต่างของนักการเมืองมีหลากหลาย ในสภาแห่งนี้ จะถือว่าเสียงส่วนมากเห็นว่าควรจะมี ๗๗ คน แล้วก็มีมติไปทางนั้นก็ทำได้ เพราะว่าหลักการ ประชาธิปไตยนั้นเขาบอกว่าต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่คือต้องปฏิบัติตามเสียงส่วนใหญ่ แต่อย่าลืมนะครับว่าเราก็จะต้องคำนึงถึงเสียงส่วนน้อยด้วยนะครับ อย่างที่ภาษาอังกฤษ เขาบอกว่า มาจอริที รูลส์ แอนด์ ไมนอริที ไรทส์ (Majority rules and minority rights) นั่นก็คือจะต้องคำถึงถึงสิทธิของเสียงส่วนน้อยด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าการที่จะลงมติดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งไปนั้นมันก็จะไม่พ้นกับ ที่มีคนเขากล่าวว่าใช้เสียงข้างมากลากไป หรือว่าเป็นการเผด็จการโดยรัฐสภา กระผม อยากจะให้ท่านสมาชิก ส.ส. จากพรรครัฐบาลได้คำนึงว่า ส.ว. จำนวนมากที่ให้การสนับสนุน รัฐบาล ไม่ว่าจะรัฐบาลยุคก่อนหรือยุคนี้ก็ตามเราคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ของประเทศชาติเป็นหลักนะครับ บางอย่างเราก็เห็นด้วยกับรัฐบาล บางอย่างเราก็เห็นว่า ฝ่ายค้านซึ่งวันนี้อภิปรายที่ผ่านมา ๒-๓ ครั้งนั้นมีสาระดีมาก ท่านก็ควรจะคำนึงถึงว่า การเพิ่มจำนวน สสร. จาก ๗๗ คนให้มากขึ้น จะเป็น ๑๐๐ คน หรือ ๒๐๐ คน ร้อยกว่า ๆ นะครับ ผมว่าส่วนตัวผมผมรับได้ แต่ว่าไม่ใช่แค่ ๗๗ คนนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ขณะนี้เราอยู่ในบรรยากาศมีการเรียกร้อง มีการปรองดอง เพราะว่ามีการแตกแยกกัน มากมายในระยะที่ผ่านมานะครับ การปรองดองนั้นน่าจะมาจากการกระทำ แล้วก็ การกระทำที่เป็นตัวอย่างเพื่อให้ทุกคนเห็นว่ารัฐบาลถึงแม้ว่าจะมีเสียงข้างมาก แต่ก็อยากจะ ปรองดองด้วยน้ำใสใจจริง เพราะฉะนั้นการที่ฝ่ายค้านก็ดี หรือ ส.ว. จำนวนหนึ่งก็ดีนะครับ ขอให้มีการที่สนับสนุนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในครั้งนี้ด้วยครับ เราก็อยากจะเห็นว่า รัฐบาลซึ่งมีเสียงข้างมากนั้นได้โอนอ่อนผ่อนตามความต้องการของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนะครับ การเพิ่มจำนวน ส.ว. สสร. ให้มากขึ้นนั้นก็จะเป็นสัญลักษณ์การเมืองที่ว่ารัฐบาลอยากจะ ปรองดองกับอีกฝ่ายหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ใคร่ขอวิงวอนขอให้ท่านกรรมาธิการนะครับ ได้ทบทวนอีกครั้งหนึ่งนะครับว่ามติที่ได้ลงไปแล้วใน ๒ ประเด็นนั้น ส.ว. เสียงส่วนใหญ่ ไม่รังเกียจที่จะให้มี สสร. ที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่รัฐสภา แต่ในส่วนที่ มีการเลือกตั้งนั้นอยากจะเพิ่มจำนวนครับ ก็ขอฝากข้ออภิปราย ข้อคิดเห็นเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณมากครับ