วันชัย สอนศิริ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๒ และเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มคุณสมบัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวานนี้กระผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานไปว่า รัฐธรรมนูญที่กำลังจะแก้กันอยู่นี้ มันเป็นลักษณะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ชนิดแบบลูกผีลูกคน จะเอาอย่างไหนก็ไม่เอาสักอย่างหนึ่งนะครับ ท่านประธาน จะเลือกตั้งทั้งหมดก็เอาไป หรือว่าจะคัดเลือกทั้งหมดก็เอาไป แต่นี่มันไม่ใช่ ประชาธิปไตยที่แท้จริงครับ ผมกราบเรียนไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานว่าคนทำคลอดประชาธิปไตย คือ สสร. ควรเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย ไม่ใช่หัวมังกุท้ายมังกรอย่างที่กราบเรียนแล้ว มันจะประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ จะยึดโยงกับประชาชนก็ไม่เชิงครับท่านประธาน อันนี้ได้ กราบเรียนไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนคือหัวมังกุท้ายมังกรเหมือนกันก็คือ มาตรา ๒๙๑/๒ ครับท่านประธาน เพราะฟังคำชี้แจงจากท่านประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญเมื่อเช้านี้แล้วจะเห็นได้เลยครับว่าเอาบางส่วนของคุณสมบัติของ ส.ส. จาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งท่านเกลียดนักเกลียดหนาว่ามันเป็นเผด็จการ แต่ถึงเวลาจะใช้ก็เอาเรื่องนี้มาใช้ ผมกำลัง จะกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าผมเองได้ขอแปรญัตติเพิ่มใน (๔) ว่าสำเร็จการศึกษา ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหาร ราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธาน รัฐสภาประกาศกำหนด นี่ผมเติมเข้าไปใน (๔) ผมมีเหตุผลที่จะกราบเรียนต่อท่านประธาน ดังนี้ครับ เมื่อวานนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้บอกแล้วว่า สสร. มีหน้าที่จัดทำ รัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือทำโครงสร้างและกำหนดกฎ กติกา ของประเทศ ท่านประธานเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า สสร. มาทำภารกิจใหญ่ระดับชาติ ระดับประเทศ ซึ่งท่านบอกแล้วว่าต่างกว่า ส.ส. ต่างกว่า ส.ว. ต่างกว่า อบต. ต่างกว่านายก อบจ. หรือนายกเทศมนตรีครับท่านประธาน ดังนั้นผมจึงกราบเรียนว่าคนที่มาทำโครงสร้างระดับชาติ ระดับประเทศอย่างนี้นั้น เขาจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษเหนือกว่า ส.ส. ส.ว. แน่นอนครับท่าน ประธานคณะกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นจะเอาเพียงคุณสมบัติของ ส.ส. หรือ ส.ว. ที่ว่า ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรีนั้น ผมว่าคนละเรื่องคนละประเด็นเลยครับ เพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ แม้แต่ท่านประธานคณะกรรมาธิการเป็นทนายความ ผมเองก็ เป็นทนายความครับท่านประธาน สถาปนิก วิศวกร แพทย์ พยาบาล และบัญชี บุคคลเหล่านี้ เป็นอย่างไรครับท่าน ผมกราบเรียนว่าแม้ว่าเขาจะเป็นบุคคลสำคัญ แต่เขามีความสำคัญ น้อยกว่าคนร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นผู้ทำโครงสร้างหรือ หลักการการบริหารชาติบ้านเมือง ขนาดคนเป็นทนายความ เป็นวิศวกร สถาปนิก เขายังต้อง จบปริญญาตรีครับท่านประธาน จบปริญญาตรีเท่านั้นเป็นได้ไหมครับ ไม่ได้ครับ เขายังต้อง ไปทำการฝึกอบรมการประกอบวิชาชีพ ถ้าจะเป็นทนายความคุณก็ต้องไปฝึกอบรม ทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ เพื่อจะมาประกอบวิชาชีพเป็นทนายความ คนจะเป็นสถาปนิก ก็เหมือนกันครับ จบปริญญาตรีแล้วก็ต้องไปฝึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ ไม่ว่า จะเป็นนักบัญชี ต้องไปฝึกเรื่องนี้โดยเฉพาะ แล้วค่อยมาประกอบอาชีพครับท่านประธาน นี่อะไรครับ ไม่เป็นคนที่มีความรู้ในการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นนักกฎหมาย ไม่ได้เป็นผู้ที่ทำ โครงสร้างเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญมาก่อน แล้วท่านบอกว่าให้เขามาจัดทำรัฐธรรมนูญซึ่งเป็น กฎหมายปกครองสูงสุดของประเทศ ผมว่าน่าจะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่ท่านได้ชี้แจงเมื่อเช้านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเรามาพิจารณาคุณสมบัติแต่ละข้อตามร่างของคณะกรรมาธิการ ที่พิจารณาเสร็จแล้วนั้น ดูข้อ ๑ แน่นอนมีสัญชาติไทยโดยการเกิด ดีอยู่แล้วครับ ไม่มีปัญหา ถ้าไม่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดย่อมไม่ดีกว่ามีสัญชาติไทย มีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวัน เลือกตั้ง อายุ ๓๐ ปีดีกว่าไหมครับ ไม่ อายุ ๓๕ ปีต้องดีกว่า อายุ ๒๕ ปีเป็นอย่างไรครับ ด้อยกว่า นั่นแปลว่าท่านเอาอายุ ๓๕ ปีบริบูรณ์ แสดงว่า อายุ ๓๕ ปีดีกว่าอายุ ๓๐ ปี และท่านกำหนดว่าจะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี ผมถามว่า ๓ ปี ได้ไหมครับ ได้ แต่ ๕ ปีดีกว่าใช่ไหมครับ เพราะเขาอยู่กับพื้นที่ติดกับพื้นที่ และผมถามว่า เขาจบปริญญาตรีจะดีกว่าคนไม่จบปริญญาตรีไหมครับ ท่านประธานครับ พิจารณาด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยตรรกธรรมดา ๆ นี่นะครับ คนที่จะมาทำกฎหมายสูงสุดของประเทศ ทำรัฐธรรมนูญ ผมว่าอย่างน้อยที่สุดมันก็ต้องจบปริญญาตรีครับ เดี๋ยวนี้คนทำงานในบริษัท เล็ก ๆ ไม่ต้องใหญ่โตอะไรเลยนะครับ ขี่มอเตอร์ไซค์ส่งจดหมายนะครับ เป็นแมสเซนเจอร์ (Messenger) ยังจบปริญญาตรีเลยครับท่านประธาน แต่คนร่างรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุดของประเทศบอกไม่ต้องจบปริญญาตรีก็ได้ ผมว่ามันน่าจะผิดกาลเทศะ ผิดสมัย และที่สำคัญที่สุดมันไม่เหมาะด้วยภารกิจทุกประการครับ ท่านประธานครับ แน่นอนคนเป็น ส.ส. เป็น ส.ว. เขาเป็นคนที่รู้ปัญหาของประชาชน ทำงานกับประชาชนและมาควบคุมการบริหาร ราชการแผ่นดิน และผมถามท่านประธานจริง ๆ ครับว่า คนที่เป็น ส.ส. ปริญญาตรี อย่างน้อยที่สุดผมว่าเขาก็สามารถจะวิเคราะห์ดูกฎหมายใช้ได้ละครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะเหนือกว่า ส.ส. ที่ไม่ได้จบปริญญาตรีนะครับ แต่ ส.ส. ที่ไม่ได้จบปริญญาตรีเขาก็ มีประสบการณ์ด้านอื่น ๆ ที่เอามาผสมกันซึ่งผมมีข้อยกเว้น ซึ่งจะอธิบายต่อไป ท่านประธาน ที่เคารพครับ อย่างน้อยที่สุดคนจบปริญญาตรีเชื่อเหลือเกินว่าท่านมีนักวิชาการ ๒๒ คน นักวิชาการ ๒๒ คนเป็นใครครับ อย่างน้อย ๆ ที่สุดนักวิชาการเหล่านี้ปริญญาตรี ปริญญาโท บางคนปริญญาเอกมีผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชาทั้งนั้น แล้วคนที่จะไปจัดทำรัฐธรรมนูญแน่นอน อาจจะมีความรู้มีประสบการณ์ อายุ ๓๕ ปี อายุ ๓๗ ปี อายุ ๓๘ ปี อายุ ๔๐ ปี ไป ๆ มา ๆ นักวิชาการ ๒๒ คนก็จะครอบงำครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าความที่เขาไม่รู้เท่าทัน และความที่เขาไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญโดยตรงครับ ท่านประธานครับ ในที่สุด คิดเอง อาจจะคิดเองได้ แต่เวลาตัดสินใจจะโดนนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญนั้นครอบงำ ไปแล้วก็ไม่เป็นตัวของตัวเองครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานหรือท่านสมาชิก ที่เคารพทั้งหลายคงจะทำงานในคณะกรรมาธิการมาแล้วหลายชุด หลายคณะ พูดกันแบบ ตรงไปตรงมาเลยครับ ในคณะกรรมาธิการเราก็จะมีนักวิชาการ มีผู้เชี่ยวชาญ หรือบางคณะ เราก็จะมีคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือตลอดจนผู้เชี่ยวชาญแต่ละเรื่อง แต่ละสาขา ในคณะกรรมาธิการ เป็นอย่างไรครับ ถ้าเราบรรดาสมาชิกไม่มีความรู้ความสามารถเท่าทัน เพียงพอ นักวิชาการเหล่านั้นหรือผู้ประกอบอาชีพตามกฎหมายนั้น ๆ ที่เราร่าง ก็จะครอบงำ ท่านสมาชิกและกฎหมายก็จะเป็นไปตามที่บรรดาผู้ทรงคุณวุฒิที่เราเชิญมาชี้แจงนั้นแล้วเราก็ เชื่อเขา เป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเราเอาจากประสบการณ์ที่เราเห็น อยู่ในการทำงานนี้มาประกอบกับการร่างรัฐธรรมนูญ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานเลยครับ ว่าอย่างน้อยที่สุดเขาควรจะต้องจบปริญญาตรี ไม่ควรจะรองบ่อนกว่านักวิชาการ ๒๒ คน มิเช่นนั้นจะกลายเป็นลูกไล่ หรือมิเช่นนั้นก็จะถูกครอบงำด้วยวิชาการของนักวิชาการ ๒๒ คนไปหมด ผมมิได้ดูถูกเขานะครับท่านประธาน แต่ผมถือว่าเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นความรู้ความสามารถเฉพาะด้านที่จำเป็นจะต้องมี ไม่ใช่คิดว่าเลือกใครมาทั่วประเทศเป็นตัวแทนแล้วก็มาร่างรัฐธรรมนูญได้ ไม่อย่างนั้น ก็กลายเป็นผู้ที่เป็นเพียงยกมือเป็นพระอันดับเท่านั้นเองครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าคุณสมบัติของ สสร. กับ ส.ส. ต้องต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ และไม่น่าจะเอาคุณสมบัติของ ส.ส. มาใช้ดังที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงเมื่อเช้านี้ ผมกราบเรียนต่อท่านประธานที่เคารพว่าการจบปริญญาตรีเดี๋ยวนี้คนทั่วประเทศส่วนใหญ่ จบปริญญาตรีเกือบทั้งนั้น ต่างจังหวัด มหาวิทยาลัยราชภัฏ สถาบันการศึกษาเยอะแยะ เบอะบานหมด จึงไม่ยากเลยที่คนจะเลือกตั้งคนที่มีความรู้ หรือคนที่มีความรู้ลงสมัคร รับเลือกตั้ง สสร. และท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่าถ้าคนไม่จบปริญญาตรีนั้นลงสมัคร ได้ไหมครับ ผมก็เพิ่มไว้ใน (๔) บอกว่าสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง เขาไม่จบปริญญาตรีครับท่านประธาน แต่เขามีประสบการณ์ ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด เห็นไหมครับท่านประธาน แม้คุณไม่จบ ปริญญาตรีแต่ผมเปิดช่องหายใจไว้ให้กับเขา เอาคนที่มีประสบการณ์ด้านการเมือง คนที่ เลือกตั้งมาไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองเราจะรู้หรือครับว่ารัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ท่านประธานก็เคยทราบแล้วใช่ไหมครับว่าผลการวิจัยของนักวิชาการบอกว่าคนอ่าน รัฐธรรมนูญไม่กี่มาตราเท่านั้น คนอ่านรัฐธรรมนูญครบทั้งหมดน้อยมากครับ แม้แต่ ส.ส. ส.ว. เรายังอ่านรัฐธรรมนูญไม่ครบทุกมาตราเลยครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าถ้าคนไหนเขา มีประสบการณ์ด้านการเมืองที่เขาเคยเป็นนักการเมืองมาในอดีต เขาได้เคยทำงานกิจกรรม ทางการเมืองมาเขาก็ลงสมัครรับเลือกตั้งได้แม้ไม่จบปริญญาตรีครับ หรือเขาเคยทำงานทาง บริหารราชการแผ่นดิน เคยเป็นข้าราชการมา เคยทำงานทางด้านบริหารราชการแผ่นดินมา เขาก็ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ รวมทั้งมีประสบการณ์ทางด้านเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวไร่ แต่เขาประสบความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางกฎหมาย หรือการร่ างรัฐธรรมนูญมา เห็นไหมครับ ท่านประธานครับ เหล่านี้เราจะได้คนที่มีความรู้ มีประสบการณ์ในการทำโครงสร้างของประเทศจริง ๆ คนที่เป็นสถาปนิกเขาเพียงแค่ ดูบ้านคนเพียงหลัง ๒ หลัง แต่นี่กำลังจะเป็นสถาปนิกทำโครงสร้างการปกครองของบ้าน ของเมืองครับ กลับบอกไม่ต้องจบปริญญาตรี มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนใช้ได้ แล้วครับ ผมว่ามันไม่สมกับหลักเกณฑ์และวิธีการการทำงานใหญ่อย่างนี้ กระผมจึงแปรญัตติ ให้เป็นไปตามหลักการและเหตุผลที่ผมเสนอ และผมเชื่อว่าถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการ ไม่พูดโทรศัพท์และลองฟังท่านจะเห็นได้เลยครับว่าเรื่องนี้เป็นเหตุผลอย่างสมเหตุสมผล และน่าที่จะต้องนำไปพิจารณาเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ