รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

นคร มาฉิม หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๒ โดยขอให้คณะกรรมาธิการแก้ไขให้ตรงกับเจตนารมณ์ และเสนอให้ลดอายุในการเลือกตั้งจาก 35 ปี เป็น 25 ปี เพื่อให้ประชากรที่มีคุณสมบัติและความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองมีโอกาสเข้าร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีความรู้สึก มีสำนึกในการร่างกฎหมาย โดยหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ 19 จะเป็นกฎหมายที่หลอมรวมจิตใจของคนไทยให้เป็นหนึ่ง และนำพาบ้านเมืองให้ข้ามพ้นความขัดแย้งและความแตกแยก

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๒๙๑/๒ ส่วนใหญ่แล้วผมจะแปรญัตติแล้วก็มีความเห็นพ้องกับทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก รวมไปถึงเสียงข้างน้อยด้วยนะครับหลายท่าน ผมจะไม่อภิปรายประเด็นที่ซ้ำกันไม่ว่าจะเป็น เรื่องการไม่จำกัดวุฒิการศึกษาเพื่อเปิดให้เห็นถึงความหลากหลายในทุกหมู่ของประชาชน แล้วก็ให้ทุกภาคเข้ามามีส่วนในการที่จะมาร่างกฎอันเป็นกฎกติกาของประเทศ กฎหมาย อันเป็นกฎหมายแม่ แล้วก็เป็นแผนแม่บทในการบริหารจัดการประเทศทั้งประเทศนะครับ ในการขับเคลื่อนบ้านเมืองให้เดินไปข้างหน้าต่อไป แต่สิ่งที่ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการก็คือจุดยืนในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๒ (๒) นี้นะครับ ผมแปรญัตติเพื่อที่จะให้มีอายุ ๒๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้งนะครับ แต่ปรากฏว่า ในรายงานของคณะกรรมาธิการท่านกลับไปเขียนของผมว่าแปรญัตติไว้ที่อายุ ๔๕ ปีบริบูรณ์ อันนี้คลาดเคลื่อนนะครับ ขอรบกวนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะ ท่านประธานให้แก้ไขให้ตรงกับเจตนารมณ์ แล้วก็สิ่งที่ผมต้องการที่จะอภิปรายเพื่อสนับสนุน ว่าผมต้องการที่จะให้มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้งนะครับ ไม่ใช่ว่าอายุ ๔๕ ปี บริบูรณ์ ผมขออนุญาตที่จะใช้เวลาอย่างจำกัดแล้วก็ด้วยความเกรงใจท่านประธาน แล้วก็ เวลาของรัฐสภานะครับ เพื่อสนับสนุนเหตุผล ท่านประธานที่เคารพครับ การที่มี สสร. ซึ่งได้ ข้อยุติโดยเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาแล้วก็คือให้มี สสร. ๙๙ ท่าน โดยมาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ ๑ ท่าน เป็น ๗๗ ท่าน แล้วก็โดยการสรรหาคัดเลือกอีก ๒๒ ท่านเป็น ๙๙ ท่าน อันนี้เป็นเสียงส่วนใหญ่จะไม่อภิปรายย้อนหลัง แต่แน่นอนครับ ใน ๙๙ ท่านที่จะมาปฏิบัติ หน้าที่ยกร่างกฎหมายสูงสุดที่จะใช้บังคับในประเทศแล้วก็ที่จะดำเนินการเพื่อที่จะให้ กฎหมายอื่น ๆ ที่เป็นกฎหมายลูกแล้วก็ที่มีบังคับใช้อยู่ให้สอดคล้องแล้วก็ไม่ขัดหรือแย้งกับ กฎหมายสูงสุดก็คือรัฐธรรมนูญนี้นะครับ ผมเองจึงขอถือโอกาสนี้กราบเรียนว่า สสร. ชุดนี้จะเป็นชุดที่สำคัญที่สุด แล้วก็ผมฝาก ความหวังไว้กับ สสร. ชุดที่จะมีขึ้นในอนาคตนะครับว่าขอให้ท่านคำนึงถึงผลประโยชน์ ของชาติ ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เป็นประโยชน์สูงสุด โดยในกรอบนั้นจะต้องให้มี ก็คือ ๑. สถาบันหลักของชาติ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และวิถีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะต้องธำรงอยู่ ตราบนานเท่านาน และถึงชั่วลูกชั่วหลาน อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมจะฝากไว้เป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ก็คือกฎหมายฉบับที่จะสร้างขึ้น ที่จะร่างขึ้นโดย สสร. ทั้ง ๙๙ ท่าน ที่จะมีขึ้นในอนาคต จะเป็นการต่อสู้ในแนวความคิด ในวิถีฝั่งตะวันออกและวิถีฝั่งตะวันตกด้วย วิถีฝั่งตะวันออกก็คือแนวคิดทางตะวันออกที่เน้นในเชิงปรัชญา เน้นในเชิงจิตใจ เน้นในเชิง วัฒนธรรม เขาเรียกว่า วิถีตะวันออก หรืออารยธรรมตะวันออก ส่วนอีกอันหนึ่งก็คือ วิถีตะวันตกนะครับ ไม่ว่าจะเป็นระบอบที่เป็นแม่แบบมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา จากประเทศอังกฤษ จากประเทศฝรั่งเศส หรือประเทศเยอรมัน อันนั้นคือวิถีฝั่งตะวันตก ซึ่งหลักคิดและวิธีการดำเนินการต่าง ๆ ก็อาจจะเหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง แต่ในเมื่อเรา เอาแบบของทางฝั่งตะวันตกมาใช้บางอย่างอาจจะสอดคล้องกับวิถีทางตะวันออก หรือวัฒนธรรมประเพณี โดยเฉพาะของประเทศของเรา เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ สสร. ได้ควรคำนึงและสามารถที่จะปรับเอาวิถีตะวันออกอย่างประเทศของเราให้สอดคล้องกับ ระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งของเรามีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขด้วยนะครับ

ประเด็นที่ ๓ ที่ขออนุญาตฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ แล้วก็ ผ่านไปยัง สสร. ที่อาจจะมีขึ้นในอนาคตด้วย ก็คือ ในสมัยก่อนอำนาจ เขาเรียกว่า เผด็จการ ยังคงแข็งแกร่งอยู่ แล้วก็การยึดอำนาจค่อนข้างที่จะมีถี่มาก การต่อสู้ในสมัยก่อน ๆ จะเน้น ไปที่อำนาจในระบบที่เกิดขึ้นจากอาวุธที่เกิดขึ้นจากปากกระบอกปืน หรือว่าคนที่มีพลัง ทางอาวุธ หรือว่ามีอำนาจทางอาวุธสามารถที่จะจี้ให้ หรือว่าบังคับให้ทางฝ่ายของผู้ที่มาจาก ประชาชนลงไป หรือว่าอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่า หรือว่าเจ้าของอำนาจประเทศที่แท้จริง ก็คือ ประชาชนในฐานะผู้เป็นเจ้าของอำนาจนะครับ ไม่มีโอกาสที่จะมาใช้สิทธิ มาใช้เสรีภาพ หรือ ว่าสนองตอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง แต่ว่าในปัจจุบันอำนาจต่าง ๆ เหล่านั้นอ่อนล้าลง ไปแล้ว เนื่องจากว่าสังคมโลก แล้วก็สากลไม่ยอมรับ ไม่ยอมรับการยึดอำนาจ ไม่ยอมรับ การรัฐประหาร เพราะฉะนั้นในปัจจุบันจะมีอำนาจใหม่ซึ่งน่ากลัวกว่าก็คือ อำนาจทุนผูกขาด อำนาจทุนนิยม อำนาจเงินที่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง หรือว่าเงินเป็นปัจจัยชี้แพ้ ชี้ชนะในการเลือกตั้ง เงินเป็นปัจจัยที่สามารถที่จะจ้างผีมาโม่แป้งได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้น ความสลับซับซ้อนแห่งอำนาจในการได้มาซึ่งอำนาจมันสลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้น ที่ผมบอกว่าจำเป็นที่จะต้องให้ความหลากหลาย แล้วก็โดยเกณฑ์ของอายุน้อยลง จากเดิม กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่บอกว่าอายุ ๓๕ ปี ควรที่จะได้รับการคัดเลือกเป็น สสร. เพราะว่า มีวุฒิภาวะ มีวัยวุฒิ มีคุณวุฒิ มีประสบการณ์ กราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ประสบการณ์ หรือว่าเกณฑ์ของอายุไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้วัดเลยนะครับว่าคนนั้นจะเป็นคนดี หรือเป็นคนไม่ดี เกณฑ์ของวุฒิการศึกษาไม่ใช่เป็นเครื่องการันตีเลยครับ ท่านประธานครับ ว่าคนคนนี้จบปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก แล้วจะไม่โกง ไม่ใช่ แต่ผมเชื่อว่าคุณธรรม จริยธรรมและจิตสำนึกเพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อประชาชน มีน้ำหนัก มากกว่าวุฒิการศึกษา หรือวัยวุฒิ หรือคุณวุฒิอื่น ๆ เห็นไหมครับ ท่านประธานครับ ในปัจจุบันคนจบปริญญาโท ปริญญาเอก ปริญญาตรีมากมายก่ายกอง แต่ทำไมละครับ การทุจริต การคอร์รัปชันจึงพัฒนาละเอียด ลึกซึ้ง แยบยล และมีการคดโกงกันมากขึ้น มากขึ้นและมากขึ้น จนปัจจุบันแม้กระทั่งการวิจัย การต่อต้านคอร์รัปชันของเพิร์ก (PERC) ก็ยังกำหนดเลยครับ ท่านครับ เห็นเลยว่าในคะแนนเต็ม ๑๐ ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม อาเซียน ประเทศสิงคโปร์ติดอันดับที่ ๑ ได้คะแนน ๙.๒ แต่ประเทศไทยของเราครับ ส่วนใหญ่ผู้บริหารหรือว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แต่เกณฑ์ในการทุจริตและคอร์รัปชันของเรานะครับ ต่ำ เกือบจะเป็นที่สุดท้ายครับ ๓ เศษ ๆ จากคะแนนเต็ม ๑๐ เราได้แค่ ๓ เศษ ๆ เพราะฉะนั้นวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ แห่งชีวิตไม่สำคัญเท่ากับคุณธรรม จริยธรรมและความสำนึกต่อชาติบ้านเมืองและประชาชน ผมมาดูฐานจำนวนของประชากร ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้องบอกว่าจำนวนอายุ ควรจะไล่ระดับลงมาที่อายุ ๒๕ ปี เพราะอายุ ๒๕ ปีบางคนจบการศึกษาพอรู้แล้ว บางคนมี ประสบการณ์แล้ว บางคนมีครอบครัวแล้ว มีบุตรหลานแล้ว ท่านประธานที่เคารพ จำนวน ประชากรในช่วงวัยที่อายุ ๒๕-๓๔ ปี จากสถิติของกรมการปกครองเลยนะครับ แล้วก็อยู่ใน วัยทำงานด้วย มีประชากรที่ทำการสำรวจเมื่อปี ๒๕๕๔ อยู่ในวัยอายุ ๒๕ ปีถึงอายุ ๓๔ ปี จำนวน ๑๐,๖๑๐,๕๘๐ คน จำนวน ๑๐ ล้านคน เขาไม่มีสิทธิเลยถ้าเกิดว่าคณะกรรมาธิการ ไปตัดสิทธิว่าจะต้องอายุ ๓๕ ปีขึ้นไป ถึงจะมีสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งหรือว่าคัดสรรเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ น่าเสียดาย จากจำนวนฐานประชากรในแต่ละฐานท่านประธาน ที่เคารพครับ ๑๐,๖๑๐,๐๐๐ กว่าคน ท่านไปตัดสิทธิเขาได้อย่างไรครับ ๑๐ ล้านกว่าคน อาจจะมีคนที่มีความรู้ มีความเข้าใจ มีจิตวิญญาณที่จะทำเพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติ อย่างมั่นคงและยั่งยืนได้ ๑๐ ล้านกว่าคน อาจจะเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีค่า แล้วก็อาจจะ เสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองไม่ใช่น้อย ได้ไหมครับ ท่านประธานครับ ขอให้ท่านเอาคนส่วนใหญ่เป็นสิบ ๆ ล้านคน ที่เขาควรที่จะได้รับโอกาสในการที่จะเดินเข้ามา สู่เวทีในการร่างกฎกติกาสูงสุดของประเทศให้เขาได้มีโอกาสได้ไหม เพียงแต่ว่าท่านลดระดับ ตัวเลขจากอายุ ๓๕ ปี มาเป็นอายุ ๒๕ ปี ทรัพยากรบุคคลที่เขามีความกระตือรือร้น มีวุฒิภาวะ มีคุณวุฒิ มีวัยวุฒิเพียงพอ แล้วก็มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองเพียงพอที่จะขอ โอกาสเข้ามาร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ ร่างกฎกติกาสูงสุดของประเทศนี่นะครับ ทำได้หรือไม่ อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะขอร้องท่านประธานผ่านไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการและกรรมาธิการทุกท่าน

ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมจะต้องขออนุญาตที่จะ อภิปรายเพื่อสนับสนุนเหตุผล ในปัจจุบันครับ ประเทศเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้ที่มาร่วมกัน ร่างรัฐธรรมนูญในหลาย ๆ ฉบับ ในช่วงที่ผ่านมานั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้รู้ ส่วนใหญ่แล้วเป็น ผู้เชี่ยวชาญ ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ผมอยากจะตอกย้ำแล้วก็ อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับว่า ถ้าเกิดว่าผู้ที่รู้ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ผู้ที่มีความชำนิชำนาญในการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่เขาปราศจากจิตสำนึกหรือจิตวิญญาณที่จะทำเพื่อบ้านเมือง แต่เขาทำเพื่อที่จะสนองตอบ ต่อผู้มีอำนาจหรือว่าผู้ที่สั่งการอย่างเดียว ไม่ได้ครับ ผมขอตอกย้ำคำเดิมว่า เขาทำได้แค่เพียง เป็นเนติบริกรเท่านั้น แต่คนที่จะมาให้ความเห็นชอบหรือยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น กฎหมายแม่บทจะต้องมีความรู้สึก มีสำนึกเหนือกว่าระดับนั้นครับ ก็คือจะต้อง เอาผลประโยชน์ของชาติ จะต้องเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง จะต้องให้มี การยกร่างเหนือกว่าผลประโยชน์และการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมือง ท่านประธาน ที่เคารพ ถ้าเกิดว่าร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพียงเพื่อที่จะสนองตอบต่อกลุ่มหรือฝักฝ่าย ทางการเมืองของตนเอง โดยเอาผลประโยชน์ของส่วนรวมและเจตจำนงหรือว่าวาระของชาติ ไว้ทีหลัง เพื่อที่จะให้กฎหมายสูงสุดเป็นเครื่องสนองตอบต่อกลุ่มหรือว่าพรรคพวกของตนเอง ท่านประธานที่เคารพ ไม่หรอกครับ มันก็ข้ามพ้นวงจรแห่งความแตกแยก วงจรของ ความขัดแย้งไม่ได้ แต่ถ้าเกิดว่าการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายแม่บทของประเทศ เอาผลประโยชน์ของประเทศ เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ให้มันเหนือกว่า ความขัดแย้ง เหนือกว่าผลประโยชน์ เหนือกว่าฝักฝ่ายทางการเมือง เหนือกว่ากลุ่มของตนเอง หรือพวกพ้อง อันนั้นละครับจะสร้างบรรทัดฐานที่เป็นกฎหมายสูงสุด อาจจะต้องใช้เวลา ๕ ปี ๑๐ ปีหรือว่าชั่วอายุคน ผมหวังครับว่ากฎหมายฉบับที่จะร่างขึ้น ซึ่งเป็นฉบับที่ ๑๙ ถ้าจะมี ขึ้นและผ่านความเห็นชอบเป็นรัฐธรรมนูญโดยสมบูรณ์แล้ว กฎหมายฉบับนี้ขอให้คงอยู่ชั่วลูก ชั่วหลาน กฎหมายฉบับนี้ขอให้หลอมรวมจิตใจของคนไทยทั้งประเทศให้เป็นหนึ่ง ให้มีเอกภาพ และจะไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย จะไม่มีการแบ่งเสื้อสี แต่กฎหมายฉบับนี้จะเป็น ทิศทางในการนำพาบ้านเมืองให้ข้ามพ้นความขัดแย้ง ให้ข้ามพ้นความแตกแยก และนำเอา ความสงบ ความสามัคคี ความปรองดอง ความมีเอกภาพของคนในชาติให้พัฒนาถาวรต่อไป หวังเป็นอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณครับ