นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดอายุในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้ลดอายุลงจาก 35 ปีเป็น 18 ปี เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒ ในข้อ ๒ ในกรณีมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้งนี่นะครับ คุณสมบัตินี่ ผมได้แปรญัตติเป็นไม่น้อยกว่าอายุ ๑๘ ปี เหตุผลที่ผมแปรญัตติอายุ ๑๘ ปี เพราะผมเห็นว่า การที่จะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญที่สุด กฎหมาย สูงสุดของประเทศนั้น ควรจะมีพี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เพราะฉะนั้นการที่ผม แปรญัตติอายุ ๑๘ ปี ก็โดยถือหลักเกณฑ์ในการที่ให้สิทธิคนที่มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีมีสิทธิ ในการที่จะเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ทำไมเราถึงยอมให้เขาใช้สิทธิ ในการที่มาเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ก็เพราะว่าเราคงต้องการที่จะ ให้คนรุ่นใหม่มีความสนใจในเรื่องของการเมือง มีความกระตือรือร้นที่จะเข้ามาสู่ในทาง การเมืองมากขึ้น ๆ นะครับ แล้วก็ในวัยที่กำลังมีความคิดความอ่าน แล้วก็กำลังที่จะ สนใจปัญหาต่าง ๆ ของบ้านเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดขั้นต่ำนั้นเราคงจะเห็นว่า เกินอายุ ๑๘ ปี ไปถึงอายุ ๒๕ ปี หรืออายุ ๓๕ ปีนั้น ในยุคปัจจุบันคนในวัยที่อายุ ๒๑-๒๒-๒๓ ปี จบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกมากมายเลยครับ แล้วบางคนไปประกอบธุรกิจ หรือทำงานอื่นนอกจากรับราชการประสบความสำเร็จ ธุรกิจเป็นหมื่นล้านบาท พันล้านบาท มีเยอะแยะไปหมด การที่ท่านจำกัดสิทธิอายุ ๓๕ ปีอย่างต่ำนั้น ผมเห็นว่าเป็นการตัดสิทธิ ที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐธรรมนูญของเราผมอยากจะเรียนครับว่าความจริงไม่มีปัญหาอะไรเลย จากการศึกษา การพิจารณามาแล้วมันอยู่ที่ว่าผู้ใช้รัฐธรรมนูญนั้นชอบหรือไม่ชอบ และสำคัญที่สุดคือก็ยัง ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่แก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันได้เลย เรายอมรับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ นี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด แต่ก็ยังมีปัญหาบกพร่อง แต่รัฐธรรมนูญ ดีเท่าไร แต่การทุจริตคอร์รัปชันในบ้านเมืองอันนั้นมากขึ้น ๆ ทุกวัน เพราะฉะนั้นการที่ผม ได้แปรญัตติให้คนที่มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี ผมอยากให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะ พิจารณา มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย เพราะเราหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดที่เราคาดหวัง แต่ผมเองไม่แน่ใจหรอกครับ จากคุณสมบัติที่กำหนดไว้ หลาย ๆ ด้านนะครับ นับแต่จำนวน สสร. ก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เป็นการจำกัดคน ให้แคบลง จำนวน ๗๗ คนจากการเลือกตั้งนั้น ซึ่งผมได้อภิปรายไปแล้วผมไม่เห็นด้วยเลยครับ เพราะว่าสิทธิของประชาชนนั้นต่อ ๑ คนที่จะใช้สิทธินั้นแต่ละจังหวัดมันไม่เท่ากัน อย่างจังหวัดระนองแสนกว่าคนกับกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดเชียงใหม่ หรือจังหวัด นครศรีธรรมราช ซึ่งมีจำนวนล้าน ๆ คน มีสมาชิกคนเดียวซึ่งตรงนี้มันก็ไม่เปิดกว้างอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอายุ ๑๘ ปีขึ้นไปน่าจะเปิดกว้างครับ เพราะคนที่อยู่ในวัยหนุ่มวัยฉกรรจ์มีความสนใจ กระตือรือร้นในเรื่องการเมืองมีมากเหลือเกินขณะนี้ แล้วทำไมเราไม่พยายามสร้างคนรุ่นใหม่ ขึ้นมา ผมนี้ไม่หวังกับคนรุ่นปัจจุบันเราที่จะพาประเทศชาติไปอยู่รอดปลอดภัยนะครับ ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชันมันยากจริง ๆ ผมไม่หวังเลยกับคนรุ่นเรา เพราะที่ผ่านมาจาก ประสบการณ์ในทางการเมือง ผมเห็นว่าความเลวร้ายในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ในบ้านเมืองเรานั้น นับวันทวีรุนแรงขึ้น มากขึ้น จาก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วคนอายุมากหรือน้อยไม่ใช่เป็นการพิสูจน์ว่าเป็นคนดี หรือคนเลวเลย เป็นความจริงนะครับ ผมจะยกตัวอย่างใกล้ ๆ นี้ก็ได้ นี่กรรมาธิการที่นั่งอยู่บนนี้ คนที่อายุน้อยที่สุดอาจจะเป็นคนที่มีความรู้มากที่สุดก็ได้ ไม่มี อะไรเป็นเครื่องวัดในเรื่องอายุ เพราะฉะนั้นผมถึงได้แปรญัตติว่าเปิดกว้างเถอะครับ ในเรื่อง อายุ อายุ ๑๘ ปีขึ้นไป จะอายุ ๒๐ ปี อายุ ๒๑ ปี อายุ ๒๒ ปี อายุ ๒๕ ปี หรืออายุ ๓๔ ปี ซึ่งท่านกำหนดขีดขั้นต่ำ เพดานต่ำไว้อายุ ๓๕ ปี ถ้าคนอายุ ๓๔ ปี มีประสบการณ์ มีความรู้ดี จริง ๆ เราอยากได้เขามาถูกตัดสิทธิไปแล้ว ตรงนี้ทำไมไม่เปิดกว้าง ใจกว้างหน่อยสิครับ ผมว่าอนาคตของประเทศนั้นเราต้องหวังคนรุ่นใหม่ บ้านเราระเบียบวินัยก็ไม่มี การเคารพ กฎหมายก็ไม่มี กรณีที่ศาลตัดสินไปแล้วหรืออะไรบางทีเราไม่ยอมรับมันไม่ใช่ มาตรฐานของ คนมันต้องมีว่าอะไรที่เป็นหลักของบ้านเมือง มีกฎหมายอะไรต่าง ๆ เราต้องทำ เพราะฉะนั้น เราอยากสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมา ให้รู้จักเคารพกฎหมาย รู้จักกติกา มีระเบียบวินัย ประเทศ ที่เจริญในโลกนี้ลองสังเกตดูสิครับ เขาเริ่มสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพราะฉะนั้นการจำกัดอายุ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ แต่พูดไปอย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการชุดนี้คงไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนจริง ๆ เลยครับ ผมจะเปรียบผมก็ไม่อยากจะเปรียบ ถ้าจะเปรียบ เป็นหุ่นกระบอกต้องมีคนชักใย ถ้าไม่มีคนชักใยก็เคลื่อนไหวอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผมไม่เห็นด้วยนะครับ ในเรื่องการจำกัดอายุขั้นต่ำ ๓๕ ปี มันจำกัดสิทธิของคนรุ่นใหม่ที่มี ความรู้ความสามารถมากมาย และสนใจในทางการเมืองที่อยากเข้ามาสู่การเมือง เป็นเรื่องที่ ไม่สมควรนะครับ และโดยเฉพาะ (๓) ผมขอตัดหมดเลยนะครับ ในเรื่องภูมิลำเนาอะไรต่าง ๆ คนที่จะลงสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าถ้าเรามองถึงจังหวัดแล้วมันไม่เป็น จังหวัดนะครับ ถ้ามองดูจากประชากรกรุงเทพมหานคร ๗,๐๐๐,๐๐๐-๘,๐๐๐,๐๐๐ คน กับจังหวัดระนอง หรือจังหวัดสิงห์บุรี ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน ๒๐๐,๐๐๐ คน ท่านมี สสร. ๑ คน เท่ากัน อันนี้จะเป็นจังหวัดไม่ได้แล้ว ความไม่เท่าเทียมมันเกิดขึ้นแล้ว สิทธิของพี่น้อง ประชาชน ๑ คน มันไม่ใช่แล้ว ทำไมกรุงเทพมหานคร จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น โคราช จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา ถึงมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คน เท่ากับ จังหวัดระนอง จังหวัดสิงห์บุรี ความเท่าเทียมมันไม่เกิดแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมถึงถือว่า ควรจะเปิดกว้างให้สิทธิใครก็ได้ไปลงสมัคร ให้เขามีส่วนร่วมเถอะครับ คนในประเทศนี้ ที่จะรับผิดชอบต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด และเป็นกฎหมายที่กำหนด ชะตาชีวิต อนาคตของบ้านเมือง กำหนดกรอบ รูปแบบในการปกครองบ้านเมือง ซึ่งเป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญ และทุกคนมีส่วนได้เสียกันทั้งประเทศครับ ขอบคุณครับ