รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

สมชาย แสวงการ พูดถึงเรื่องการมีอายุ 40 ปีเป็นเกณฑ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพื่อให้มีความเหมาะสม

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

นี่ครับ นี่มันอยู่ใน คุณสมบัตินี่อย่างไรครับท่านประธาน และผมก็บอกผมเสียใจแทนประชาชน เพราะว่า เมื่อวานถ้าเราเลือก ๒๐๐ คนที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เราน่าจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเสียโอกาสไป ผมจึงยังพยายามบอกกับสมาชิกว่าเราพยายามปรับปรุง โอกาสที่จะได้รัฐธรรมนูญที่น่าจะนำไปสู่รัฐธรรมนูญที่ดีได้ แม้ว่าท่านจะบอกเอาไป ๗๗ คน บวก ๒๒ คนแล้วก็ตาม มันยังเหลือในส่วนขององค์ประกอบอื่นครับ ผมคิดว่ามีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบอายุของบุคคลที่จะสมัครเป็น สสร. นะครับ ที่ผมได้ขอแปรญัตติ ให้เป็นอายุไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี จริงอยู่ครับ คนที่อายุ ๒๐ ปีหรือ ๑๘ ปีก็มีวิจารณญาณในการ เลือกตั้งแล้ว คนที่อายุมากก็มีวิจารณญาณแบบเดียวกัน เพียงแต่ผมต้องเรียนว่าอายุนั้น สำคัญระดับหนึ่งที่มันต้องมีเกณฑ์ครับ ผมไปดูจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๙ ที่จะเลือก สสร. ท่านก็ใช้ ๓๕ ปี ตรงนี้ก็ไม่เป็นปัญหาครับ แต่ถ้าท่านใช้ ๔๐ ปีก็มีเกณฑ์ของวุฒิสภา ซึ่งก็ พอจะใช้เป็นบรรทัดฐานได้ว่ามีวุฒิภาวะในระดับหนึ่งที่ผมต้องกราบเรียนก็เพราะอย่างนี้ครับ ว่าถ้าเราจะใช้ สสร. ซึ่งเปรียบเหมือนสถาปนิกจะมาออกแบบสร้างบ้าน สร้างตึกในภาวะ ที่เราเกิดวิกฤติอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้สร้างบ้านตามปกติครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญเป็นกฎกติกา เป็นสัญญาประชาคม เป็นสิ่งที่เรากำลังจะสร้างขึ้นใหม่พร้อมกัน ท่านต้องใช้สถาปนิกในการออกแบบหรือไม่ครับ วันนี้มีภาวะของความขัดแย้งทางการเมือง ๖-๗ ปีแล้วครับ มีผู้คนล้มตาย มีบ้านเรือนถูกเผา มีสถานที่ราชการถูกเผา มีสิ่งต่าง ๆ ที่เสียหายไปมากมายหลายล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นจะต้องทำกติกาใหม่ร่วมกัน ท่านไม่ใช้ สถาปนิกหรือครับ โอเคครับท่าน ให้มีวิศวกรส่วนหนึ่งมาช่วยในการก่อสร้างท่านจะให้มี ๒๒ คน มาจากตัวแทนของมหาวิทยาลัยอันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ต้องมีคนออกแบบบ้านครับ ต้องมีความรู้ ต้องมีอายุที่พอเหมาะ เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนเสนอว่าน่าจะมีอายุเกณฑ์ ที่ประมาณ ๔๐ ปี ที่มีวุฒิภาวะในระดับหนึ่งและมีการศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งดูจาก รัฐธรรมนูญที่ให้เกิดมี สสร. ปี ๒๕๔๐ ซึ่งท่านเอามาอ้างในการใช้ในคราวนี้ก็ให้มีการสำเร็จ การศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ซึ่งผมก็กราบเรียนครับว่าการศึกษา ชั้นปริญญาตรีหรือเทียบเท่านั้นเป็นการศึกษาโดยปกติของคนทั่วไปในปัจจุบันแทบทั้งสิ้นเลย รัฐบาลเองก็ยังสนับสนุนให้ชั้นปริญญาตรีมีเงินเดือนที่ ๑๕,๐๐๐ บาท การศึกษาปริญญาตรี ในขณะนี้ถือเป็นขั้นต่ำถ้าเทียบกับสมัยก่อนก็ประมาณสัก ม. ๖ วันนี้ใครจบปริญญาตรีก็ถือว่า แค่เกณฑ์ต่ำ ขั้นต่ำ ต้องไปทำปริญญาโท ปริญญาเอกกันอีกนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะได้ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาร่างกติกา ร่างกฎใหม่ของสังคมไทยของคน ๖๕ ล้านคน ผมคิดว่า ๑. จะต้องมีวุฒิทางการศึกษาระดับหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ได้บ่งบอกว่าคนจบปริญญาตรี นั้นจะดีเลิศประเสริฐศรีไปกว่าคนไม่จบปริญญาตรีก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุดก็มีเกณฑ์ มีกติกา มีอายุที่พอเหมาะ ก็ถือว่าสิ่งเหล่านี้พอเป็นโอกาสอีกจังหวะหนึ่งที่ถึงแม้ท่านจะลงมติไปแล้ว เมื่อวานว่าไม่เห็นด้วยกับเสียงของ ส.ว. ซึ่งผมเรียนนะครับว่าวันนี้ได้มาตรวจสอบรายชื่อ เสียดายเป็นอย่างยิ่งครับ ถ้าท่านผ่านวุฒิสภาสภาเดียวนะครับ เมื่อวานกรรมาธิการต้องแก้ไข นะครับ มีวุฒิสภาไม่เห็นด้วยกับท่านถึง ๔๒ ราย เห็นด้วยแค่ ๓๗ ราย งดออกเสียง ๔ คน แล้ว ไม่ลงคะแนน ๑ คน จาก ส.ว. ที่ลงคะแนนทั้งหมด ๘๔ คน เมื่อไปรวมกันกับสมาชิกพรรครัฐบาล ซึ่งผมเองก็ต้องเสียใจว่ามีท่านหนึ่งที่ผมเคยพูดกับท่านแล้วความจริงไม่อยากพาดพิงนะครับ และท่านก็อธิบายพูดถึงประชาธิปไตยที่อยากให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่พอไปตรวจผลการโหวตครับ ท่านก็โหวตเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากไปแบบเดิม ก็เลยไม่แน่ใจว่าจะพูดถึงชื่อท่านดีหรือไม่เพราะเดี๋ยวท่านก็ต้องออกมาประท้วงอีกนะครับ เอาเป็นว่าสังคมรู้แล้วกันว่าใครพูดอย่างทำอย่าง ผมก็ต้องเรียนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยากบอก พี่น้องประชาชนครับว่าใครจริงใจกับระบอบประชาธิปไตยที่อยากจะให้ประชาชนเป็น เจ้าของ แล้วได้มาด้วยประชาชน แต่ท่านไม่ได้ให้ประชาชนเลือก สสร. ที่มีทั้งหลักการของ เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยกระจายไปทุกกลุ่มอย่างที่ ส.ว. เสนอ หรือพยายามเสนอให้มี สสร. ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้ง ๒๐๐ คน โดยให้ ๑ คนได้ ๑ เสียง ท่านกลับไปใช้วิธีการที่อย่างที่ท่านสุรจิตบอกว่าเราเหมือนพูดกับขอนไม้เลยนะ ท่านก็เดินหน้าไปอยากจะได้อย่างไรก็มีธงมาแล้ว ไม่อยากจะบอกว่ามีพิมพ์เขียวมาแล้ว ท่านก็เลือกไปตามนั้น ไม่ได้ตามนั้นให้เราพูดไป พูดมา ๕ วันแล้ว พูดไปอีกวันที่ ๖ วันที่ ๗ ก็พูดต่อไป ท่านก็ลงมติเหมือนเดิม ผมเรียนครับว่าจำนวนเสียงที่ท่านลงไปมันก็ได้แค่ชัยชนะ ท่านก็อาจจะเป็นผู้ชนะแล้วเขียนประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่ไม่อยู่ยั้งยืนยงและอาจจะเกิดปัญหา ขึ้นได้ก็คือความสงบสุขเรียบร้อยของพี่น้องประชาชนไทย ซึ่งเขาก็ไม่ยอมรับกติกาที่ผู้ชนะ เป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ ผมก็เรียนครับว่าความปรองดองถ้าจะเกิดขึ้นได้นั้น มันต้องยื่นมือ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ แล้วพยายามครับ ทำกติกาที่สังคมรับได้แล้วเป็นธรรม ทำกติกาที่ทำให้ ดูแล้วเปิดเผย โปร่งใส แล้วก็ดูว่าคณะกรรมาธิการที่จะให้ยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. นั้น ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของใคร มีความเป็นอิสระมีความเป็นกลางอย่างแท้จริง นั่นจะทำให้กติกา ของสังคมเป็นที่ยอมรับทำให้บ้านใหม่ที่เราจะอยู่ด้วยกันนั้นน่าอยู่ด้วยกัน แล้วก็อยู่แล้วมี ความสุข ก็หวังว่ากรรมาธิการน่าจะรับข้อเสนอ ข้อพิจารณาของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และสมาชิกวุฒิสภาที่เสนอให้มีการปรับปรุงในเรื่องของหลักเกณฑ์เรื่องอายุและ วุฒิการศึกษา ขอบพระคุณครับท่านประธาน