สุรจิต ชิรเวทย์ หารือเรื่องการแก้ไขคุณสมบัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอายุ และข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่ง และเรียกร้องการสนับสนุนจากทุกฝ่าย
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผมอยู่สภามา ๔ ปีแล้วไม่เคยแปรญัตติกฎหมายที่น่าเบื่อเท่านี้มาก่อนเลยนะครับ เหมือนพูดกับขอนไม้จริง ๆ เลย ผมขอแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๒ ก็คือคุณสมบัติของ สสร. และผมก็ขอแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๓ เรื่องคุณสมบัติ หรือข้อห้ามของ สสร. ด้วยนะครับ ซึ่งกรรมาธิการพิจารณาไว้ ๓ ข้อ ผมก็ขอแก้ไข (๒) ในเรื่องอายุที่กรรมาธิการกำหนดอายุ สสร. ไว้ ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวันสมัครรับเลือกตั้ง กระผมได้ขอแก้เป็น ๔๐ ปีบริบูรณ์ในวันสมัคร รับเลือกตั้งนะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือผมให้ใช้เกณฑ์เดียวกับ ส.ว. นั่นเองนะครับ ทำไมถึงเป็น อย่างนั้นล่ะครับ ผมก็ใช้วิธีเปรียบเทียบว่าภาระหน้าที่ของ สสร. เป็นภาระหน้าที่หนเดียว เหมือนกับ ส.ว. เป็นมาหนเดียวนะครับ เขาให้เป็นหนเดียวแล้วก็กลับไปอยู่บ้านเลี้ยงหลาน เพราะฉะนั้นถ้าเทียบกับ ส.ส. นั้น ส.ส. อายุ ๒๕ ปีไม่เป็นอะไร เพราะว่า ส.ส. ไปทำหน้าที่อะไร ส.ส. ไปทำหน้าที่เสนอร่างกฎหมายควบคุมฝ่ายบริหาร แต่ว่า ส.ส. มีพรรคการเมืองสังกัด มีพรรคการเมืองเป็นพี่เลี้ยง มี ส.ส. อาวุโสในพรรค มีวิป (Whip) มีอะไรหลายอย่าง คือ ส.ส. มีเครื่องมือหลายอย่าง อายุ ๒๕ ปีก็เรียนรู้งาน สั่งสมประสบการณ์ทำงานได้ แล้วก็ยังมี สำนักงานเลขาธิการ มีห้องสมุด มีสิ่งที่จะช่วยในการทำหน้าที่เยอะ มีเครื่องมือเยอะ ถ้าเทียบกับ ส.ว. อายุ ๔๐ ปีบริบูรณ์ไปทำหน้าที่อะไร กลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบฝ่ายบริหาร แต่งตั้ง ถอดถอนให้ความเห็นชอบ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ส.ว. ไม่มีพรรค ไม่มีพี่เลี้ยง เป็นศิลปินเดี่ยว เป็นคนอิสระ อันนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจว่าเข้ามาทำหนเดียวเลิก ทำให้สุดชีวิต สุดลิ่มทิ่มประตู แล้วก็หมดภารกิจไป ซึ่งถ้ามองตามนี้ สสร. นี้จะคล้ายใกล้เคียงกับ ส.ว. มากที่สุดก็คือ ภารกิจของ สสร. ก็คือเป็นภารกิจเฉพาะเจาะจงในกรอบเวลาจำกัด แต่ว่าภารกิจที่ทำ ใหญ่หลวงมาก เพราะว่าเป็นการจัดร่างรัฐธรรมนูญกำหนดความสัมพันธ์ทางอำนาจ และสถาบันต่าง ๆ ของสังคมในทุกมิติ อายุ ๔๐ ปีก็คือบวชเรียนมาแล้ว แล้วก็ปกติถึงอายุ ขนาดนี้ส่วนใหญ่ก็จะมีครอบครัวแล้ว มีลูกอายุ ๕ ขวบ ๑๐ ขวบแล้ว มีการทำมาหากิน เป็นหลักเป็นฐานพอสมควรแล้ว เพราะว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายธรรมดา เป็นแม่บท ที่สำคัญ แล้วจริง ๆ กระผมเสนอให้จัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วยนะ ในมาตรา ๒๙๑/๑ แต่ผมแพ้ไปแล้วก็ไม่เป็นไร แต่ว่าที่ผมวางไว้อายุ ๔๐ ปีก็เพราะ เห็นความสำคัญแบบนี้นะครับ นอกจากนี้ผมก็ได้แก้ไขเพิ่มเติมใน (๔) ด้วย ตรงที่ว่า ประสบการณ์ที่มาเทียบเคียงกับวุฒิทางการศึกษา เราก็เห็นแล้วว่าสังคมไทยถือวุฒิบัตร เป็นใหญ่ในทุกเรื่อง ซึ่งมันก็เป็นการตัดช่องจำกัดตัวบุคคลลงไปโดยเสียของไปเปล่า ๆ บิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ (Microsoft) นี่ก็ไม่จบปริญญาตรี สตีฟ จอบส์ เจ้าพ่อแอปเปิล ก็ไม่จบปริญญาตรี หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพงก็จบแค่นักธรรมเอกเองนะ ไม่ได้จบเปรียญธรรม ด้วยซ้ำไป แต่มีลูกศิษย์ลูกหาสายป่าเยอะแยะ พระฝรั่ง พระญี่ปุ่นอะไรเยอะแยะ เพราะว่า เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติ ท่านเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าพ่อกระทิงแดงท่านก็ไม่ได้จบ เพราะฉะนั้น ในหลายกรณีเรียนมากก็อาจจะโง่แบบมีหลักการก็ได้นะครับ ทำให้ตัดสิ่งต่าง ๆ ยากไปหมด กรณีนี้ก็มีอยู่ในพุทธประวัติ พระอานนท์ พุทธอนุชาก็คือลูกพี่ลูกน้องของพระพุทธเจ้าศาสดา เลย เป็นอุปัฏฐากอยู่ข้างกายตลอด แต่ไม่ตรัสรู้ธรรมใช่ไหมครับ จนพระพุทธเจ้าเสด็จ ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว ๓ เดือนถึงได้ตรัสรู้ อันนี้ก็คือบางทีรู้มากก็ยึดมาก เพราะฉะนั้น กฎหมายสำคัญขนาดนี้จำเป็นต้องให้ผู้มีประสบการณ์ ที่ผมพูดตรงนี้ขยายความไปเยอะหน่อยก็ เพราะว่าผมเขียนตรงนี้เปิดช่องให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนด แล้วก็อยากให้กำหนดโดย เข้าใจความหมายว่าไปได้ไกลแค่ไหน ในอดีตสมาชิกรัฐสภาเราก็เอาแค่การศึกษาภาคบังคับ เท่านั้นเอง รัฐสภาในอดีตก็มีสีสันกว่านี้ มีอารมณ์ขันกว่านี้ ไม่เอาเป็นเอาตายแบบนี้ ประชาธิปไตยไม่ใช่การไล่ต้อนกันให้จนมุม ฆ่าให้ตายไม่ให้เหลือทางออกใช่ไหมครับ ซึ่งเราก็จะเห็นว่ารัฐสภาในช่วงหลัง ๆ นี้ เป็นรัฐสภาที่ปราศจากอารมณ์ขัน ปราศจาก ปฏิภาณไหวพริบ ซึ่งก็อย่างที่ผมพูดแล้วเมื่อวานนี้ว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับเรา แล้วรับโทรทัศน์ได้ เขากลัวประชาธิปไตยแบบไทยกันที่สุดเลยนะครับ ผมก็อยากจะเรียน กับท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าเมื่อท่านสร้างปัญหาขึ้นมาเองก็คือให้แปรญัตติ ในขั้นกรรมาธิการแค่วันครึ่ง แล้วท่านก็มาฟังร่วมไปพร้อมกับสมาชิกรัฐสภามา ๔ วัน ๔ คืน จนขึ้นวันที่ ๕ แล้ว คือถ้ามองในแง่รัฐบาลก็ใช้คนได้ถูกต้องจริง ๆ เลย ท่านประธานก็เป็น คนหน้าตารับแขกอารมณ์ดี แต่ไม่ยอมแก้อะไรทั้งสิ้น ก็จะใช้วิธีทำให้เบื่อตายกันไปเอง ความจริงแล้วท่านควรจะยอมบ้าง ผมก็ไม่เข้าใจอย่างเมื่อวานเรื่องจำนวนคน วันนี้เรื่องอายุ น่าจะยอมบ้าง เพราะว่าประชาธิปไตยจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องของคนใจสูง คือถ้าพูดถึงแบบ ตะวันออกของเราเอง ประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้าคือฉันทามติทั้งหมดเลยใช่ไหม องค์กฐิน ผ้าป่า ค้านเสียงเดียวล่มเลย อุปสมบทนี่ พระนี่ ค้านเสียงเดียวล่มเลย ท่านเอางามพร้อม งามสมบูรณ์จริง ๆ ก็คือฉันทามติหรือเอกฉันท์ทั้งหมด ทีนี้เราเป็นชาวโลกใจมันต่ำกว่า เราก็ไปเอาแบบอังกฤษ อังกฤษนี่เขาเสียงข้างมากแต่ถ่วงดุล ด้วยเสียงข้างน้อยที่เขาอยู่กันได้ใช่ไหมครับ ก็คือมันไม่ใช่การเมืองของสัตว์นี่ ไม่ใช่ฝูงหมาป่า ไฮยีน่า เอาพวกมากเข้ารุมแล้วผู้นำก็ปกครองด้วยเขี้ยว อังกฤษนี่ฝ่ายรัฐบาลเสียงข้างมาก เขาเรียกว่า รัฐบาลของสมเด็จพระราชินี ฝ่ายค้านก็เรียกว่า ฝ่ายค้านของสมเด็จพระราชินี เพราะฉะนั้นเขาก้าวพ้นขั้นตอนแบบนั้นมาแล้ว หัวใจของประชาธิปไตยมันก็อยู่ตรงนี้ แต่เรา มันเข้ามาสู่การเมืองเงินตราไปแล้วมันก็เลยพูดกันไม่รู้เรื่อง คำพูดแบบบริษัทก็คือประเทศ ประเทศก็คือบริษัท คล้ายกัน บริหารเหมือนกัน ท่านจำได้ไหมว่าเป็นคำพูดของท่านบิดาใหญ่ ของใครหรือนายใหญ่ของใคร ประเทศก็เลยบริหารเหมือนซีอีโอ (CEO) ประชาชน เป็นผู้ถือหุ้นแบบนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ารัฐบาลกับประชาชนก็เป็นเรื่องผลกำไร เงินทอง ซื้อถูกขายแพงอะไรไปอย่างนี้นะครับ ทุกวันนี้มีใครเชื่อว่าพรรครัฐบาลท่านหัวหน้าพรรค เป็นหัวหน้าพรรคตัวจริง ยังมีใครเชื่ออย่างนั้นไหม จริง ๆ ก็เหมือนอากงเฝ้าศาลไว้เท่านั้นเอง ประชาธิปไตยอะไรที่นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค และนี่คือการเมืองไทยจริง ๆ คือที่เห็นอยู่เป็นของหลอกลวง ที่เป็นของหลอกลวงนะจริง ที่เป็นแนวอยู่ข้างหลังจริง เพราะฉะนั้นผมก็ไม่รู้ว่าผมสติดีหรือเปล่าที่มานั่งแก้ ๕ วัน ๕ คืน มันก็เป็นเวรกรรม ของชาติเรานะครับ เอาเท่านี้ละครับ ขอบคุณครับ