ชรินทร์ หาญสืบสาย แปรญัตติเพื่อให้มีคุณสมบัติในการไม่ให้บุคคลที่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือผู้เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองแต่พ้นจากตำแหน่งมาไม่เกิน 3 ปี เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดตากนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมเป็นคนหนึ่งที่ขอแปรญัตติและขอสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๓ นะครับ ซึ่งในมาตรานี้ระบุเกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลผู้มีลักษณะที่ต้องห้ามไม่ให้ ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือเป็น สสร. ครับ ซึ่งในมาตรานี้ ได้กำหนดไว้ใน (๑) ถึง (๓) ใน (๑) ถึง (๒) ถึง (๓) นั้นกระผมคิดว่ามีความเหมาะสมแล้ว โดยเฉพาะใน (๒) และ (๓) คือห้ามบุคคลที่เป็นข้าราชการหรือว่ามีตำแหน่งหรือเงินเดือน ประจำ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐนะครับ คือบุคคลที่เป็นข้าราชการนั้น ก็ถือว่าอาจจะเป็นคนที่ใกล้ชิดกับนักการเมือง มีผลประโยชน์ต่าง ๆ เมื่อมาเป็น สสร. แล้วก็ อาจจะทำหน้าที่ สสร. ได้ไม่เป็นกลางหรือว่าไม่เป็นประชาธิปไตยนะครับ ส่วน (๓) ก็คือ ห้ามสมาชิกสภา หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือว่าข้าราชการการเมือง พูดง่าย ๆ ก็คือว่าห้ามไม่ให้ สมาชิกสภาหรือว่านักการเมืองเป็น สสร. นะครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะครับ อย่างไรก็ตามนะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๓ นั้น ซึ่งผมเห็นว่าควรจะต้องเพิ่มบุคคลต้องห้าม อีก ๒ กลุ่มด้วยกันนะครับ ก็คือขอให้เพิ่มเป็นใน (๔) และ (๕) นะครับ ใน (๔) นั้นก็คือ ห้ามบุพการีและพ่อแม่ คู่สมรสหรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ซึ่งเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ๒-๓ ท่านได้กล่าวไปแล้ว ผมไม่อยากจะลง รายละเอียดนะครับว่าการที่บุพการีหรือพ่อแม่ คู่สมรสหรือว่าบุตรของนักการเมืองจะเข้ามา เป็น สสร. นั้นไม่ดีอย่างไร ผมคิดว่าวิญญูชนที่พอจะรู้เรื่องการเมืองนั้นก็คงจะเข้าใจได้ว่าถ้าหากบุคคลเหล่านี้เข้ามาเป็น สมาชิก สสร. แล้วก็คงจะถูกครอบงำหรือว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง ขาดความเป็นอิสระแล้วก็ ไม่เป็นกลาง เห็นชัด ๆ ว่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะเราเข้าใจกันดีวงการในการเมือง ของไทยเรานั้น บุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งหลายก็ย่อมจะมีความคิดอ่าน มีความเห็นต่าง ๆ ไปในทางเดียวกับนักการเมือง เคยเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ก็คงจะมี ความเห็นทำนองเดียวกันนะครับ ส่วนสมาชิกหรือว่าผู้ดำรงตำแหน่งอีกข้อหนึ่งที่กระผมคิดว่า ควรจะเพิ่มเป็นบุคคลไม่ควรจะอนุญาตให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. อีกกลุ่มหนึ่งนะครับ คือขอให้เพิ่มเป็น (๕) ก็คือสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิก หรือเคยดำรงตำแหน่งแต่ว่าพ้นจากตำแหน่งมาแล้วยังไม่เกินสามปี ซึ่งเหตุที่กระผม มีความเห็นว่าควรจะกำหนดห้ามไว้ด้วยนะครับ ก็เพราะว่าบุคคลเหล่านี้ว่าไปแล้ว อีก ๒-๓ ปี ก็ยังไม่สามารถจะทิ้งการเมืองไปได้ ก็ยังจะติดใจเรื่องการเมืองอยู่ ถ้ามาเป็น สสร. นั้น ก็แน่นอนว่าก็คงจะไม่เป็นตัวของตัวเอง ก็คงจะร่างรัฐธรรมนูญมาโดยอาจจะมีผลประโยชน์ ทับซ้อนหรือว่าเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เองกระผมจึงได้ขอสงวนคำแปรญัตติ ไว้ในมาตรานี้นะครับ ซึ่งเหตุผลนั้นกระผมก็คงคิดว่าคงจะไม่จำเป็นจะต้องขยายความ มากไปกว่านี้ ท่านผู้ฟังและท่านสมาชิกทุกท่าน นั่งตรงนี้ก็คงจะเห็นชัดนะครับว่าการที่ คณะกรรมาธิการไม่ได้สงวน ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติเหล่านี้เป็นบุคคลต้องห้ามไม่ให้ลงสมัคร รับเลือกตั้งเป็น สสร. นั้น อาจจะทำให้คนที่ติดตามกันอย่างใกล้ชิด เข้าใจไปได้ว่า ทางคณะกรรมาธิการนั้นไม่ได้มีความจริงใจที่จะร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยหรือว่า รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงนะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกัน ข้อครหาเหล่านี้กระผมคิดว่าเป็นการป้องกันไว้ดีกว่าที่จะแก้ นั่นก็คือว่าไม่ใช่ปล่อยให้บุคคล เหล่านี้เข้ามาเป็น สสร. แล้ว เราก็จะหาทางแก้ไขทีหลัง ตอนนั้นก็จะเป็นการแก้ที่สายเกินไป แล้วคือสายเกินกว่าที่จะแก้ไขได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือป้องกันไว้ก่อน นั่นก็คือกำหนดคุณสมบัติ ต้องห้ามไว้เลยว่าบุคคลอีก ๒ กลุ่มที่กระผมได้กล่าวไปสักครู่นั้น บุพการี คู่สมรส หรือบุตร รวมทั้งนักการเมืองหรือผู้เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. แต่ว่าพ้นจาก ตำแหน่งมาไม่เกิน ๓ ปี ก็ไม่ควรจะให้ลงสมัครนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ณ ถึงวันนี้ ประเทศไทยเรามีรัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับ ถ้าผมจำไม่ผิด ในช่วงเวลา ๘๐ ปี ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมานะครับ เรามีรัฐธรรมนูญเฉลี่ยแล้วประมาณทุก ๔ ปีครึ่งเรามี ๑ ฉบับ น่าจะเป็น สถิติที่น่าจะไม่น้อยหน้า น่าจะมากกว่าประเทศอื่น ไม่มีใครประเทศไหนในโลกนี้ที่จะ เทียบเท่าเรานะครับ เราก็หวังว่าฉบับนี้น่าจะเป็นฉบับที่ดีที่สุด เราพูดกันอย่างนี้มาอย่างน้อย เมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราก็เคยคาดหวังไว้แล้วว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด แต่ว่าใช้ได้ ไม่กี่ปีก็เป็นอันว่าต้องถูกฉีกทิ้งไปแล้วก็มีฉบับปี ๒๕๕๐ ขึ้นมา ที่จริงแล้วกระผมก็เห็นด้วย กับหลาย ๆ ท่านเลยนะครับว่ามีข้อดี ข้อเด่นมากมายในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ที่ใช้อยู่นะครับ แต่ก็มีข้อเสียซึ่งผมไม่อยากจะกล่าวย้ำอีกนะครับ มันก็มีอีกหลายจุดที่มันยังไม่เป็น ประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะฉะนั้นคราวนี้เมื่อท่านสมาชิกรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า ควรจะต้องมีการแก้ไขสักครั้งหนึ่งนะครับ ผมกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านก็มีความเห็น สอดคล้องกันว่าก็อยากจะให้มันออกมาดีที่สุด การที่รัฐธรรมนูญออกมาจะดีที่สุดแล้วก็ เป็นประชาธิปไตยโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ผลประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นที่ตั้งนั้นก็จะต้องมีหลักการร่างที่ดี หลักการร่างที่ดีก็ต้องเริ่มมาจาก สสร. สสร. ที่จะดี ได้นั้นหลายท่านได้พูดไปแล้ว ซึ่งผมคิดว่าท่านกรรมาธิการก็คงจะตระหนักดีว่าคุณสมบัติที่ดี ของ สสร. หรือว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นควรจะเป็นอย่างไร แต่ท่านก็หลงลืมไปจนได้โดยไม่ใส่ ๒ ข้อที่กระผมขอเพิ่มมาใน (๔) (๕) อีก ๒ ข้อว่าไม่ควรจะ อนุญาตให้บุคคล ๒ กลุ่มนี้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ความจริงแล้วคนที่เก่งคนมี ความสามารถมีมากมายในสังคมไทย บุคคลเหล่านั้นก็ยังมีคนมากมายที่พร้อมจะทำหน้าที่ ตรงนี้ได้ดี นอกเหนือจากคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ทางรัฐสภาเห็นพ้องว่าที่จะให้สมาชิก สสร. ส่วนหนึ่งนั้นมาจากผู้เชี่ยวชาญ แล้วเป็นผู้มีประสบการณ์ในสาขาต่าง ๆ โดยการคัดเลือกของ รัฐสภา เพราะฉะนั้นผมก็ใคร่ขอให้ท่านกรรมาธิการได้ทบทวนคุณสมบัติอีกสักครั้งหนึ่ง คุณสมบัติของผู้จะดำรงตำแหน่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ถ้าหากว่าท่านให้เหตุผลที่ดีว่า ท่านจะไม่เปลี่ยนแปลง กระผมก็พร้อมที่จะรับฟังและจะพิจารณาด้วยใจที่เป็นกลาง ขอบพระคุณครับผม