รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการเพิ่มคุณสมบัติต้องห้ามสำหรับผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ให้ผู้ที่เคยถูกจำคุกและพ้นโทษมาไม่ถึง 5 ปีในวันเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และยังหารือเรื่องข้อกังวลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของข้าราชการทางการเมืองที่ลาออกแล้วเข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องการจำกัดเวลาอย่างน้อย ๕ ปีให้พ้นจากตำแหน่งก่อนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจาก จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๓ นี้ กระผมได้ยื่นคำแปรญัตติไว้ต่อประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรานี้ไว้ ๒ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก คือการเพิ่มประเด็นมาตรา ๑๐๒ (๕) ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เข้ามา ซึ่งเนื้อหาสาระก็คือการให้กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามว่าผู้ที่จะมาเป็น สสร. นั้น ต้องไม่เคย ต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง ๕ ปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ความผิดอันได้ กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ซึ่งบัดนี้คณะกรรมาธิการได้แก้ไขเพิ่มเติมใส่ (๕) เข้ามาแล้ว ซึ่งกระผมต้องขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการที่เห็นความสำคัญในประเด็นนี้ แต่ข้อข้องใจก็คือว่าทำไมเมื่อครั้งที่คณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เสนอ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามา จึงจงใจที่จะละเว้น (๕) ไม่ใส่ไว้ เพราะว่าการจงใจละเว้น ไม่ใส่ (๕) เข้ามานั้น เท่ากับว่ามองไม่เห็นหรือว่าละเลยประเด็นปัญหาทางศีลธรรม ซึ่งเป็น องค์ประกอบสำคัญในการคัดเลือกคนที่จะเข้ามาเป็น สสร. ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นความบกพร่อง ที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง ก็อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีให้ทบทวนในเรื่องนี้ ในอนาคตด้วย เพราะอะไรครับ เพราะการละเลยไม่ใส่ (๕) ไว้ในร่างของคณะรัฐมนตรีนั้น เกรงว่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดพลาดไปยัง สสร. ที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในวันข้างหน้า การส่งสัญญาณที่ผิดพลาดนั้นก็คือว่าอาจจะมีการไปยกร่างคุณสมบัติของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันข้างหน้าว่าไม่จำเป็นต้องคำนึงในวงเล็บนี้ก็ได้ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญ ผมจึงไม่อยากให้ประเด็นเล็ก ๆ ตรงนี้มองข้ามไป แล้วก็อยากให้เป็นบทเรียนที่มีความสำคัญ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือที่ผมได้เพิ่มเติมแล้วก็ยื่นคำแปรญัตติไว้ก็คือ ต้องการ เพิ่มเติมใน (๓) โดยให้จำกัด จำกัดไม่ให้คนที่เป็นหรือเคยเป็น ส.ส. ส.ว. หรือข้าราชการ การเมืองเข้ามาเป็น สสร. เว้นแต่ว่าได้พ้นจากตำแหน่งมาแล้ว ๕ ปี ซึ่งท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นนี้คณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วย กระผมจึงได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ เหตุผล มีอย่างนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าหากว่าท่านยืนยันตามร่างเดิมที่กรรมาธิการ เห็นชอบมาแน่นอนว่าถ้าใครคิดจะมาสมัคร สสร. นะครับ ส.ส. ส.ว. ข้าราชการทางการเมือง สามารถลาออกแล้วก็ไปสมัครได้ทันทีครับ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว ส.ส. กับ ส.ว. นี่ครับ ไม่มีใครคิดที่จะลาออกเพื่อที่จะไปทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรอกครับ เพราะนั่น เป็นตำแหน่งหน้าที่ที่มีภารกิจชั่วคราวเพียง ๘ เดือน คือ ๒๔๐ วันตามร่าง แต่คนที่เป็น ข้าราชการการเมืองนี่สิครับ ซึ่งเวลานี้มีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นข้าราชการการเมือง อยู่จำนวนเป็นร้อย ๆ คน มีใครบ้างละครับ บรรดาเลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รวมทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยว่าการ โฆษกรัฐบาล รองโฆษกรัฐบาล หรือแม้กระทั่งข้าราชการ การเมืองในฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นที่ปรึกษาของประธานรัฐสภา ที่ปรึกษาประธานสภา ผู้แทนราษฎร ผมเชื่อว่าคนเหล่านี้กำลังจ้องตาเป็นมันอยู่นะครับที่จะเข้ามาทำหน้าที่สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น สสร. ประเภท ๑ ประเภท ๒ ก็ตาม ท่านประธานที่เคารพครับ เราอภิปรายกันมาตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้เราต้องการเห็น สสร. ที่มีคุณสมบัติที่ปลอดพ้น จากการเมือง ไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายการเมือง แต่ถ้าเขียนกติกาเอาไว้เพียงว่าลาออกมาแล้ว ก็สามารถสมัครได้เลยแบบนี้ ความผูกพันยึดโยงกับฝ่ายการเมืองมีแนบแน่น คนที่เป็น ข้าราชการการเมืองในวันนี้เข้าไปสู่ตำแหน่งได้ ถ้าไม่ผูกพันกับนักการเมืองผู้มีอำนาจ หรือผูกพัน กับพรรคการเมืองก็ไม่มีทางจะเข้าไปได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นผมจึงต้องแปรญัตติในเรื่องนี้ว่า จะต้องมีการเว้นวรรคระยะเวลาของการพ้นจากตำแหน่งมาระยะเวลาหนึ่ง ก็คือ ๕ ปีถึงจะมาเป็น สสร. ที่ปลอดพ้นจากการถูกครอบงำทางการเมืองได้ ท่านประธานลองนึกดูเถอะครับว่า ถ้า สสร. ประเภทที่เป็นตัวแทนของพรรคการเมืองเข้ามาในลักษณะแบบนี้ และเข้ามาต่อสู้กัน ในสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อบัญญัติกฎหมายสูงสุดของประเทศ ผมถามว่าจะมีประโยชน์อะไรครับ ก็สู้เราใช้รัฐสภาของเราซึ่งมีตัวแทนของแต่ละพรรคการเมืองอยู่แล้ว มีฝ่ายค้าน มีฝ่ายรัฐบาล มีสมาชิกวุฒิสภาอยู่แล้วก็สู้ให้รัฐสภาทำหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ จะไม่ดีกว่าหรือไม่ดีกว่าการใช้ตัวแทนของพรรคการเมืองซึ่งแอบเข้ามาในลักษณะที่เป็น ทางอ้อมแบบนั้นเข้ามาเป็น สสร. เป็นแบบนั้นไม่มีประโยชน์ แล้วก็เสียเงินในการเลือกตั้ง สสร. ไปโดยเปล่าประโยชน์ นี่คือประเด็นซึ่งผมอยากจะสรุปสั้น ๆ เพียงแค่นี้นะครับว่าต้องการให้ ทางคณะกรรมาธิการได้รับไปพิจารณา เพราะนี่เป็นความกังวลของพี่น้องประชาชน เป็นความกังวลของสมาชิกรัฐสภาเราด้วยว่าถ้าเราไม่ได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ปลอดพ้น จากการเมืองจริง ๆ แล้ว อนาคตที่เราจะเห็นรัฐธรรมนูญที่เป็นของคนไทยทั้งประเทศปลอดพ้น จากการถูกครอบงำ ถูกบงการ ถูกแทรกแซงก็จะไม่เป็นจริงครับ กราบขอบพระคุณครับ