อาคม เอ่งฉ้วน แสดงความเห็นเกี่ยวกับการทำงานของสภา โดยเน้นย้ำถึงความยากลำบากในการโน้มน้าวสมาชิกให้เปลี่ยนใจเห็นด้วยกับข้อเสนอของตนเอง และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการทุจริตในระบอบทักษิณ ในขณะเดียวกันก็แสดงความไม่เห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญที่มีการบล็อกผู้สมัคร สสร.
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม นายอาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกรัฐสภา บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงตลอดระยะเวลา ๓-๔ วันที่เราทำหน้าที่กันอยู่ในสภานี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าแม้ว่า ผู้แปรญัตติจะมีเหตุผลดีอย่างไร แต่ว่าในทางปฏิบัติคงจะโน้มน้าวจิตใจสมาชิกเพื่อจะให้เป็น เสียงข้างมากเอาชนะท่านสามารถเพื่อนผมได้ คงไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าท่านเป็น กรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ว่าด้วยการทำหน้าที่ในวันนี้ที่ไปแปรญัตติมาเพราะว่า
๑. ยังไม่มีใครพูดในประเด็นนี้ ยกเว้นท่านสุชิน เอ่งฉ้วน ซึ่งพูดไปเมื่อสักครู่ ประเด็นเรื่องข้าราชการ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะเข้าคำแปรญัตติของผมนั้น ผมอยาก ให้ท่านประธานและโดยเฉพาะท่านสามารถ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเพื่อนผม ได้เข้าใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีสาเหตุของการที่จำเป็นจะต้องมาตั้ง สสร. แล้วร่างรัฐธรรมนูญใหม่มันมีสาเหตุอะไร ผมอยากจะบอกเหตุผล ๒ อย่าง ถ้าท่านประธาน คณะกรรมาธิการออกแบบ แล้วมี สสร. และป้องกัน ๒ อย่างได้ ผมคิดว่าการเสียเวลาของ พวกเราในสภาในเวลานี้ ๔-๕ วันก็ถือว่ามีประโยชน์ ตลอดระยะเวลาที่ประเทศไทยปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ สิ่งแรกที่ทุกครั้งที่มีการเลิกรัฐธรรมนูญ ยกเว้น ปี ๒๕๔๐ ที่มีการตั้ง สสร. แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญ แต่ว่าทุกรัฐธรรมนูญมีการปฏิวัติรัฐประหาร และทุกครั้งที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร ท่านประธานครับ จะอ้างเสมอว่าทุจริต คอร์รัปชัน มีการโกงกินกันโดยบ้านเมืองอยู่ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นคนที่จะสมัคร สสร. ต้องตระหนัก ในจุดที่ ๑ ก่อนว่าถ้าท่านได้รับเลือกตั้งมาเป็น สสร. ท่านจะเข้ามาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับ ไม่รู้จะเรียกว่าฉบับอะไรนี่ ข้างหน้านี้ ซึ่งหลายคนก็บอกว่ามันไม่น่าจะเป็นทั้งร่าง มันน่าจะ แก้ไขบางมาตรา แต่ในที่สุดรัฐบาลก็เลือกให้ สสร. มาเขียนใหม่ทั้งร่าง เพราะฉะนั้นก็จะเป็น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีหลักประกันอะไรได้บ้างว่า สสร. ที่เข้ามาจะมาเขียนรัฐธรรมนูญ แล้วเวลามีการปกครองประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีนายกรัฐมนตรี มี ส.ส. มีข้าราชการ การคอร์รัปชันน้อยลง มีหลักประกันอะไรไหม ในตอนสุดท้ายผมมีข้อเสนอ แต่วันนี้ผมตั้งประเด็นไว้ให้ก่อนว่านี่คือเหตุจำเป็นของการต้องร่างรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ ๒ มันมีการป้องกันได้ไหม ขณะนี้เรามี คมช. อยู่ในรัฐสภานี้ ๒ คน อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ๑ คน อยู่ในวุฒิสภา ๑ คน เราได้ถามเขาไหมว่า มันมีเหตุอะไรได้บ้างว่าป้องกันการปฏิวัติ เราเขียนรัฐธรรมนูญให้ป้องกันการปฏิวัติได้ไหม ท่านประธานที่เคารพครับ คนที่จะไปร่าง สสร. สสร. ที่จะไปร่างรัฐธรรมนูญไปเขียนไว้ สักมาตราได้ไหมว่าใครปฏิวัติรัฐธรรมนูญตัดหัวหรือประหารชีวิต ถ้าตัดหัวมันรุนแรงไป มันกฎหมายดั้งเดิม เอาประหารชีวิต ไม่ต้องประหารชีวิต ๗ ชั่วโคตรหรอก ประหารชีวิต เฉพาะหัวหน้าคณะปฏิวัติ เคยเขียนไหม เขียนได้ไหม ลองสักครั้งได้ไหม เพราะฉะนั้นเราจะได้ ไม่ต้องมาร่างรัฐธรรมนูญกันอยู่เสมอ ๆ
ท่านประธานครับ เหตุผลข้อที่ ๓ ตลอดระเวลา ๔-๕ วันนี้ในห้องอาหาร ผมมีโอกาสได้ยินท่าน พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภา ขอประทานโทษ ต้องเอ่ยนาม ท่าน พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ท่านทำปฏิวัติมากับท่านสนธิ วันที่เราพูดกัน ถึงเรื่องจำนวนผู้ร่างรัฐธรรมนูญ สสร. เราพูดกัน ๗๗ คนบวก ๒๒ คน ท่านพูดว่าอย่างไรครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านบอกว่าเรื่องนี้ท่านทำมาก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องเด็ก ๆ ท่านทำมาก่อน เพราะตอนที่ท่านปฏิวัติให้ผู้สมัคร สสร. ได้มา ๒,๐๐๐ กว่าคน ๒,๐๐๐ กว่าคน คัดเลือกกันมาเองเหลือ ๒๐๐ คน ๒๐๐ คน เอาชื่อส่งมาให้ท่าน พลเอก สมเจตน์ เลือก ท่านอยู่ใน คมช. ท่านบอกว่านี่เรื่องเด็ก ๆ เพราะฉะนั้นท่านจะเลือกใครท่านก็จิ้ม ๆ ได้มา ๑๐๐ คนมาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วหลังจากนั้นก็ไปตั้งกรรมการผู้ร่างรัฐธรรมนูญอีก ๒๐ คน แล้วเอาไปคัดเลือกไปจาก สสร. อีก ๑๕ คน รวมแล้วเป็น ๓๕ คน ไปร่างรัฐธรรมนูญมา แล้วมาขอมติจากคณะกรรมการ สสร. ก็เกิดมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่าน พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ท่านบอกว่าเป็นเรื่องเด็ก ๆ ที่มีทำกันอยู่นี้มันเรื่องเด็ก ๆ เพราะฉะนั้นป่วยการนะครับ ที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่ท่านวุฒิสมาชิก ๓๐-๔๐ คน ไปขอร้องกับท่านว่าอย่าเอาเลยจังหวัดละคนมันบล็อกแน่นอน มันเด็ก ๆ แน่นอน รับรอง คอยดูเถอะเวลามานี่ แต่ว่าในที่สุดท่านประธานครับ ด้วยเหตุผล ๒ ข้อนี้ เมื่อเราจะแก้ปัญหาด้วยเหตุผล ๒ ข้อนี้ แต่เราไปบล็อกด้วยจำนวน สสร. ๗๗ คน บวก ๒๒ คนเสียแล้วนี่ ความหวังของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ประชาชนก็คิดว่ายาก ทีนี้ประเด็นที่ผมจะอภิปราย ก็คือว่าผมไปแปรญัตติตัดเลย ผมคิดไม่เหมือนคนอื่นครับ ผมตัด (๒) กับตัด (๓) ออก (๑) มันเป็นข้อห้ามของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พวกติดยาเสพติด พวกวิกลจริต พวกล้มละลาย เขาห้ามอยู่แล้ว อย่างนั้นไม่ควรจะมาเป็น สสร. แต่ (๒) ไปห้ามข้าราชการ ประจำ ผมไม่ห้ามนะครับ ในความเห็นผมนะครับ อันนี้ที่ผมเห็นต่างกับกรรมาธิการ ผมเลย สงวนคำแปรญัตติมาพูดในสภาในเวลานี้ ที่ผมคิดว่าความเห็นต่างของผมเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานต้องเข้าใจนะครับว่าเวลา ๘ เดือน ๘ เดือนเท่านั้นเอง สสร. มาทำงาน ถ้าเราต้องการคนดี คนเด่น คนดัง ถามว่าในระบบราชการมีคนดีไหม เขาสอบเข้าไปได้ เขาผ่านการคัดเลือกเข้าไปได้ เขาเป็นข้าราชการ บางคนซี ๘ ซี ๙ ซี ๑๑ เขาเป็นคนดี ถ้าเขา มีโอกาสได้มาสมัคร สสร. โดยที่เขาไม่ต้องลาออก ผมเชื่อว่าจะมีคนดีมาสมัคร สสร. เยอะ เพราะเวลาเพียง ๘ เดือนเขาไปปฏิบัติหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ทำงานเพื่อชาติ ทำไมจะให้ โอกาสเขาไม่ได้ นี่คือความเห็นผม เขาเป็นคนเด่นแน่นอน ถ้าเขาไม่เด่นเขาไม่ได้รับเลือกตั้ง เขาทำงานอยู่ในจังหวัด ประชาชนเห็นเขาเป็นข้าราชการที่รับใช้ประชาชนเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นให้สนับสุนนให้เขาไปเป็น สสร. แน่นอนดีเด่นแล้วก็ต้องดังด้วย ถ้าไม่ดังไม่มีทาง ได้รับเลือกตั้ง เพราะจังหวัดหนึ่งคนเดียว นี่คือเหตุผลของผม ส่วน (๓) พวกนักการเมือง พวก ส.ส. ส.ว. ถ้าสนใจจะไปสมัคร สสร. ก็น่าจะเปิดโอกาสให้เขาไปสมัครได้ เพราะเวลา เพียง ๘ เดือน เพราะบางครั้งตอนปลาย ๆ พวกนี้มันอยากจะลองเปลี่ยนแปลงดูว่าอยู่ในสภา นานอาจจะไปสมัคร โดยเฉพาะข้าราชการการเมืองน่าจะเปิดโอกาสให้เขาไปสมัคร รับเลือกตั้งได้ ผมไม่ติดใจว่ามันจะทำให้พรรคการเมืองไปแทรกแซง เพราะที่เรามองเห็นอยู่นี้ หลายคนที่ลุกขึ้นมาพูดในสภานี้ก็บอกว่าการสมัครครั้งนี้คุณจะดี คุณจะเด่น คุณจะดัง อย่างไร ถ้าคุณไม่มีพวก คุณไม่ได้เป็น คำว่า พวก ผมหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า พรรค เพราะฉะนั้นต้องมีพวก เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมมีความเห็นว่าตามที่ผม แปรญัตติไปอย่างนี้นะครับ ผมต้องการมาให้เหตุผลในสภา และต้องการฝากเสียงนี้ไปยังผู้ที่ ประสงค์จะเป็น สสร. ว่า คุณร่างอย่างไรก็ได้ ร่างอย่างไรก็ได้ให้รัฐธรรมนูญที่เราใช้เวลาตั้ง หลายวันนี้เพื่อที่จะให้มีจัดตั้ง สสร. เพื่อไปเลือกตั้ง สสร. มา ๗๗ คน และมาบวกกับ ผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒ คน และใช้เวลา ๘ เดือนไปร่างรัฐธรรมนูญ ผมไม่อยากเห็นประเทศไทย เป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ เห็นไหมครับ ผมขึ้นต้นด้วยว่าประเทศไทยผมไม่อยากเห็น อย่างนี้ นี่เป็นอดีตอันเจ็บปวดซึ่งเวลานี้ก็ยังเจ็บปวดกันอยู่ ยังไม่รอด ยังต้องปรองดอง ยังต้องแก้ปัญหากันอีกยาวนาน ผมไม่ทราบว่าจะต้องเจ็บปวด ต้องตายกันไปอีกเท่าไร ผมไม่อยากให้หนังสือพิมพ์มันพาดหัวอย่างนี้ ท่านประธานครับ ระบอบทักษิณ ทุจริต เฉียด ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเรื่องนี้ไม่จริงทำไมคนที่ถูกเอ่ยชื่อทำไมไม่ฟ้องหนังสือพิมพ์ ไปพิสูจน์ กันในศาล นี่แสดงว่าประเทศไทยมันต้องมีปัญหาจริง ๆ เรื่องทุจริตต้องมีปัญหาจริง ๆ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะเขียนรัฐธรรมนูญป้องกันการทุจริตได้มันคุ้ม จะเสียเงินสักเท่าไรก็คุ้ม ท่านประธานครับ นอกจากนั้นแล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะให้มีรัฐธรรมนูญที่ป้องกันไม่ให้ นักการเมืองไปแสวงหาประโยชน์ บางทีนักการเมืองไม่แสวงหาประโยชน์เอง ใช้ข้าราชการ ประจำแสวงหาประโยชน์ ทำได้ไหมครับ ท่านประธานครับ ถ้าเราทำได้อย่างนี้