รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยไม่ให้มีการประชามติ และประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบหัวหมอ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะคะ ดิฉันเองก่อนที่จะพูดถึงการแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ ดิฉันเองก็ต้องการจะประกาศจุดยืนเหมือนเดิมนะคะว่า ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นะคะ ดิฉันคิดว่ากระบวนการ ที่ใช้นั้นเป็นอย่างที่เพื่อนสมาชิกท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ได้พูดนะคะว่ามันเป็นเพียง การใช้กฎหมายในลักษณะของคนหัวหมอ ในการที่ใช้กลไกมาตรา ๒๙๑ ที่ให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นนำมาสู่การยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อันที่จริงดิฉันเองเป็นคนหนึ่งที่โหวต ไม่รับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านประชามติเป็นที่ยอมรับ แล้วก็ดิฉันเองเป็นคนหนึ่งที่ได้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยอาศัยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ นี้ ดิฉันก็เคารพ ดิฉันเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้มีสิ่งที่จะต้องแก้ไขจริงอยู่ แต่การที่เราจะล้มเลิกโดยการกล่าวอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญของเผด็จการ เป็นรัฐธรรมนูญ ที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ควรออกมาจากปากของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งทุกท่านมาโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดิฉันคิดว่ามันเป็นการตำหนิชาติกำเนิดของตัวเอง เป็นการไม่แสดงความเคารพตามคำปฏิญาณของท่านทุกท่านเมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกรัฐสภา ดิฉันเองคิดว่าหลายท่านบางท่านในกรรมาธิการพูดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ท่ามกลาง การประกาศกฎอัยการศึก ถึงขนาดมีเอ็กซิทโพล (Exit poll) ที่บอกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ กาส่ง ๆ ไปอย่างนั้นเอง ดิฉันคิดว่านั่นก็เป็นเรื่องการกล่าวอ้าง คิดเอาเองตามจำนวนที่คิดว่า จะทำให้ตัวเองนั้นสามารถโต้แย้งและมีเหตุมีผล ดิฉันคิดว่าถ้าหากเราเชื่อเช่นนั้นว่ามีคนถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่โหวตรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ แบบส่ง ๆ ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันเองแปรญัตติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง สสร. ที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญขอให้มีการทำประชามติใหม่อีกครั้งหนึ่ง ถ้าประชามติ ของประชาชนเห็นด้วยกับการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ดิฉันก็จะยอมรับ เช่นเดียวกัน แต่ท่านกล้าไหม ดิฉันคิดว่าท่านไม่กล้าหรอก เพราะว่าท่านก็ได้แต่เพียงแค่ อ้างไปอย่างนั้นเอง เพราะว่าคำพูดเช่นนั้นว่ามีคนโหวตรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่ามกลาง การประกาศกฎอัยการศึก หรือแม้แต่การที่พูดว่าการรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เพียงเพื่อ อยากจะให้มีการเลือกตั้ง อยากจะไปให้พ้นจากคณะรัฐประหาร ดิฉันคิดว่าเมื่อเรามาถึงจุดนี้แล้วนี่ ถ้าหากจะให้เสียงของท่านที่ท่านพูดนั้นไม่ใช่เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ดิฉันคิดว่า ทำประชามติสิคะ ให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นผู้ตัดสินใจว่าถึงเวลา ที่ต้องการจะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ถ้าหากว่าประชาชนได้ลงประชามติเพื่อที่จะ ล้มล้างประชามติเดิมดิฉันคิดว่าอันนี้สมควรค่ะ เพราะว่าประชาชนเป็นเจ้าของอธิปไตย ผู้แทนในรัฐสภาแห่งนี้เป็นเพียงผู้แทนที่รับมอบอำนาจมาทำการ ท่านไม่ได้รับสัมปทาน อธิปไตยของประชาชนนะคะ แต่ท่านอาจจะกำลังเข้าใจผิดว่าเมื่อท่านได้รับเลือกเข้ามาอยู่ใน สภานี้แล้วท่านรับสัมปทานอธิปไตยจากปวงชนชาวไทยที่ท่านจะทำอะไรก็ได้ กล่าวอ้าง อย่างไรก็ได้ เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญแบบหัวหมอโดยอาศัยมาตรา ๒๙๑ เพื่อจะล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ฉบับนี้นั้นนี่เป็นสิ่งที่ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งดิฉันไม่สามารถจะเห็นร่วมด้วยได้ ถ้าหากไม่มีการทำประชามติก่อนที่จะ มีการยกร่างใหม่ เพราะฉะนั้นดิฉันขอประกาศจุดยืนว่าถ้าหากกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็รวมไปถึงในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้มีการโหวตรับรัฐธรรมนูญในวาระที่สาม โดยที่ไม่ได้มี การแก้ไขตามที่ดิฉันได้ขอแก้ไขแปรญัตติ ดิฉันเองก็จะขอประกาศจุดยืนว่าในวาระที่สาม ดิฉันก็จะไม่รับ ดิฉันคิดว่าหลายท่านมักจะอ้างถึงว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ นั้นมีชาติกำเนิดที่เลวทรามที่ไม่ดีจึงไม่สามารถรับได้ ดิฉันคิดว่าที่จริงแล้ว รัฐธรรมนูญชาติกำเนิดไม่ใช่เรื่องสำคัญ ดิฉันยกตัวอย่างนะคะ ท่านทราบไหมว่ารัฐธรรมนูญ ของประเทศอินเดียร่างโดยคนคนเดียวคือดอกเตอร์อัมเบดการ์ ดอกเตอร์อัมเบดการ์ ชาติกำเนิดเดิมของท่านเป็นวรรณะจันทาน แต่หลังจากท่านเปลี่ยนมาเป็นชาวพุทธ ท่านก็สามารถก้าวพ้นจากวรรณะจันทานนั้นได้นะคะ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญที่ร่างโดย คนคนเดียวนี่ที่เป็นคนที่มีความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระนั้นได้รับความเชื่อถือจาก ประชาชนชาวอินเดียทั้งประเทศ แล้วก็รัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างโดยคนคนเดียวนั้นก็ไม่เคย เปลี่ยนแปลง ไม่เคยมีการฉีกทิ้ง มีแต่การแก้ไข หรือถ้าเราไปดูอีกประเทศหนึ่งก็ได้นะคะ ประเทศญี่ปุ่นรัฐธรรมนูญถูกร่างขึ้นมาโดยประเทศสหรัฐอเมริกาฉบับเรียกว่าแมคอาร์เธอร์ ซึ่งเป็นผู้ที่เข้ามายึดครองประเทศญี่ปุ่นหลังจากแพ้สงครามด้วยซ้ำไป ที่จริงแล้วเมื่อประเทศญี่ปุ่นนั้นประกาศตนเป็นอิสระ มีชัยเหนือประเทศสหรัฐอเมริกาในทาง เศรษฐกิจด้วยซ้ำไป เขาควรจะฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งแล้วบอกว่ามันเป็นรัฐธรรมนูญของ ผู้ครอบครอง แต่ก็ไม่เห็นเขาจะฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งนะคะ เขาก็มีการแก้ไขแล้วเขาก็ใช้กันไป มีแต่เพียงประเทศไทยนี่ละที่ชอบอ้างว่าชาติกำเนิดไม่ดี เพราะฉะนั้นจะต้องฉีกทิ้ง แต่ว่า จริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่มีฉบับไหนที่เขียนขึ้นมาเพื่อจะล้มล้างตัวเอง ดิฉันถึงได้พูดว่า คนที่ทำเช่นนั้น ถ้าจะพูดไปมันก็เหมือนกับเชื้อพันธุ์ที่มาจากนอกสังคมที่เข้ามาแทรก ในร่างกายที่เป็นชีวิตของเรา และงอกใหม่ขึ้นมาเพื่อทำลายร่างเดิม ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ รับไม่ได้ ถึงแม้ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่โหวตไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และดิฉันก็เห็นว่าเราแก้ได้ ในสภาแห่งนี้ แก้ทุกมาตราก็ยังได้ แต่เหตุไฉนจึงจำเป็นจะต้องมีการโอนถ่ายอำนาจออกไป ให้กับ สสร. แล้วแถมยังมีการกำหนดในลักษณะที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านพูดว่ามันเป็น การล็อกสเปก ทำไมต้องเป็น ๗๗ คนจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้พูดเมื่อวานนี้นะคะ นอกจากประเด็นที่บอกอ้างว่าขัดต่อหลักการ ซึ่งท่านสมาชิกวุฒิสภาสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ได้ชี้แจงไปแล้วว่าในหลักการของท่านนั้น ไม่ได้มีการขัดแย้งแต่ประการใด พูดแต่เพียงว่ามีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา ร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้บอกว่าจำเป็นจะต้องมาจากการสรรหาหรือการเลือกตั้งเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นมันไม่ได้ขัดหลักการอะไร แต่สิ่งที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้พูดเมื่อวานนี้ มีคำพูดหนึ่งที่ดิฉันติดใจนะคะ ที่บอกว่าที่ต้องการ สสร. จากการเลือกตั้ง ๗๗ คนนั้น เพราะไม่ต้องการให้มีฝ่ายค้านใน สสร. ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ท่านพูดนี้มันฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลนะคะ เราร่างรัฐธรรมนูญนี่ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลนะคะ ถ้าท่านพูดเช่นนั้น แสดงว่าท่านต้องการ สสร. ที่เป็นฝ่ายรัฐบาลฝ่ายเดียวใช่ไหม เป็นการต้องการผูกขาดตัดตอน ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นเป็นสิ่งที่ขัดเหตุผลหลักการที่ท่านชอบอ้างว่า เป็นประชาธิปไตย แล้วแม้แต่มีการพูดถึงว่ามีการกลับมติ เมื่อวานนี้ก็มีกรรมาธิการท่านหนึ่ง บอกว่าทุกมติทบทวนได้ ดิฉันฟังดูว่าแปลกนะคะ คือท่านทบทวนมติในส่วนที่เป็นประโยชน์กับท่าน เท่านั้นใช่หรือไม่ ถ้ามติอะไรที่ไม่ได้ตามใจก็กลับมติ ทบทวนมติ แต่ถ้ามติอันไหนที่ตัวเอง จะได้รับประโยชน์ก็อาจจะไม่มีการทบทวน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าเราจะมองประชาธิปไตย เพียงแค่ว่าเสียงข้างมากอย่างเดียวนั้น มันเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดปัญหา เพราะว่าท่านอ้างอยู่ อย่างเดียวว่าจะต้องฟังเสียงข้างมากโดยที่ไม่ฟังเสียงข้างน้อย ดิฉันคิดว่าปัญหาของ ประชาธิปไตยบ้านเรา ดิฉันขออ้างคำพูดของดอกเตอร์จรัส สุวรรณมาลา ท่านเคยพูดว่าปัญหา ประชาธิปไตยในบ้านเรานั้นที่เป็นปัญหาอยู่ก็เพราะว่าเรายังเป็นสังคมแย่งชิง เป็นสังคม ที่ใครใหญ่กว่าแย่งได้มากกว่า บางทีเอาไปทั้งหมดเลย พวกที่แพ้ก็จะไม่ได้อะไร ถ้าอยาก จะได้ก็ต้องยอมไปอยู่กับกลุ่มที่ชนะ หรือไม่ก็ต้องยอมจ่ายเพื่อให้ได้ส่วนแบ่ง การแย่งชิง อย่างนี้เป็นสังคมแบบโจร ไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย ส่วนคนที่แย่งชิงแล้วชนะในสังคม แบบบ้านเราก็คือเจ้าของพรรคการเมืองที่มีกลุ่มทุนหนุนหลังนั่นเอง เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า เป็นไปได้ไหมที่เราจะสร้างสังคมประชาธิปไตยของการแบ่งปัน แทนที่จะมุ่งเน้นแต่ในเรื่อง ของเสียงข้างมาก ดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าเราฟังกันอย่างตั้งใจไม่ใช่ว่าสภาแห่งนี้เป็นเพียง ที่ประกอบพิธีกรรม คือฟังไปหมดไป ๓ วัน ๔ วัน แต่กรรมาธิการยืนหยัดไม่ฟังเหตุผล ดิฉันนึกถึงพุทธพจน์บทหนึ่งนะคะ ในสุตตันตปิฎกเขาบอกว่า ในที่ประชุมใดไม่มีสัตบุรุษ ที่ประชุมนั้นไม่ชื่อว่าเป็นสภา ชนเหล่าใดพูดไม่เป็นธรรม ชนเหล่านั้นไม่ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าหากสมาชิกรัฐสภานั้นเป็นสัตบุรุษ รับฟังเหตุและผล สิ่งต่าง ๆ ก็เปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าหากว่าที่ประชุมแห่งนี้เป็นเพียงที่ประกอบพิธีกรรมของเสียงข้างมาก และเสียงข้างน้อยเป็นเพียงพระอันดับที่มารับฟัง ฟังไปแล้วในที่สุดก็ลงคะแนน เสียงข้างมาก ก็ชนะตลอดไป ดิฉันคิดว่าสังคมแบบนี้มันคือสังคมแห่งการแย่งชิง คือสังคมที่เราเรียกว่า เดอะวินเนอร์ เทค ออล (The winner take all) คือผู้ชนะได้ทั้งหมด แต่ผู้ที่เป็นเสียงข้างน้อย คุณจะไม่ได้อะไรเลย ถ้าคุณไม่มาเป็นพวกผม ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มันยากแก่การที่เราจะ ปรองดองนะคะ เพราะว่าดิฉันนึกถึงบทกวีของคุณอังคาร กัลยาณพงศ์ กวีรัตนโกสินทร์ เขาบอกว่าอะไรนะคะ เขาบอกว่า โลกนี้มิอยู่ด้วยมณีเดียวนา ทรายและสิ่งอื่นมีส่วนสร้าง ปวงธาตุต่ำกลางดีดุลยภาพ เพราะฉะนั้นเราอย่าถือว่าสังคมนี้อยู่ได้โดยเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยก็มีส่วนสร้าง เพราะฉะนั้นในการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกติกาสำหรับ คนทั้งประเทศ ทำไมเราจึงไม่ยอมฟังคนที่เป็นเสียงข้างน้อย ดิฉันคิดว่าวันนี้เราได้พูดถึง มาตราที่มีความสำคัญ มาตราที่บอกว่าที่มาของ สสร. นั้นจะมาอย่างไร มีคนขอแปรญัตติถึง ๑๑๐ คนในมาตรานี้ เพื่อที่จะขอให้ สสร. นั้นมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด ไม่ใช่จังหวัดละ ๑ คน แต่ตามประชากร ก็คือให้รวมส่วนที่เป็นเสียงข้างน้อย ไม่ใช่ว่า เสียงข้างมากเลือกมาคนเดียว คนที่เป็นเสียงน้อย ๆ ลงไปเขาก็จะได้มีอีกหลายคน เหมือนในกรุงเทพมหานครนั้นถ้าใช้การเลือกตั้งแบบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี ๒๕๔๓ นั้น ก็จะได้ ๑๘ คน ในหลาย ๆ จังหวัดที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วว่าการเลือกโดยที่ไม่ใช่ เพียงจังหวัดละ ๑ คนนั้นจะทำให้เสียงข้างน้อย แล้วก็รวมถึงกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่มี ความหลากหลายในทางการนับถือศาสนานั้นเขาจะมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม เพราะฉะนั้น ดิฉันเองก็หวังนะคะว่าท่านสมาชิกรัฐสภาและโดยเฉพาะคณะกรรมาธิการนั้นเมื่อรับฟังเสียงของ เพื่อนสมาชิกแล้วจะพิจารณาไตร่ตรองแล้วก็ปรับปรุง ไม่เสียหายอะไร เพราะว่าถ้าหากว่า ท่านไม่ได้จงใจที่จะมีการล็อกสเปก เพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คนนั้นพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลก็จะสามารถได้เสียงข้างมาก แล้วก็รวมไปถึงการสรรหาคนอีก ๒๒ คนนั้น ก็เป็นการล็อกสเปกอยู่แล้ว เพราะว่าดิฉันเองได้ยินมากับหูนะคะว่ามีบางคนมาประกาศแล้วว่า เขาจะได้มาในโควตา ๒๒ คนอย่างแน่นอน ถึงขนาดมาคุยโวว่ามี ส.ว. ไปขอเจรจาว่า ช่วยปลดล็อกให้กับ ส.ว. ด้วยซ้ำไป สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ดิฉันคิดว่าเรื่องเหล่านี้ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดว่าวิธีการต่าง ๆ ของกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นทำให้เกิด ความคลางแคลงใจ เกิดความไม่ไว้วางใจ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้ง สสร. แม้แต่ ๒๐๐ คน ดิฉันก็ไม่ถือว่ามันเป็นวิธีการที่ดีที่สุด อย่างที่ดิฉันบอกนะคะว่าถ้าหากมีคนที่เชื่อว่า เป็นคนอิสระ เป็นวิญญูชน เป็นคนที่ไม่มีผลประโยชน์กับการเมืองนั่งเพียงคนเดียวก็อาจจะ เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ดิฉันเองเชื่อว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกติกา มันเป็นเพียงพาหนะ มันไม่ใช่ เป้าหมายสุดท้าย แต่ว่ามันจะต้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้สังคมสามารถเดินทางไปสู่ความสงบ ความสุข การแบ่งปันร่วมกัน แต่ถ้าหากว่าการยกร่างกติกานั้น