รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่สอง และขอให้พิจารณาเรื่องสิทธิและความรู้ที่เหมาะสมของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีความรู้และประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิก และเสนอแนะว่าสภาควรพิจารณาเรื่องการกำหนดอายุและจำกัดอายุการเป็นสมาชิกให้อยู่ในช่วง 35-70 ปี

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ การอภิปรายในการแปรญัตติวาระที่สองนี้ เข้าใจว่าคงจะต้องใช้เวลาอีกมากนะครับ คำถามว่าทำไมต้องใช้เวลากันมาก เหตุผลเดียวนะครับ ก็เพราะว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้ ไม่ได้ เกิดขึ้นด้วยความเห็นพ้องต้องกันของคนในสังคม เมื่อไม่ได้เกิดขึ้นจากความเห็นพ้องต้องกัน ไม่ได้เห็นปัญหาอันเกิดจากการใช้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นปัญหา เป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างไร และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าของคนบางกลุ่ม บางพวกแล้ว ก็เลยทำให้ข้อสงสัยต่อการ แก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ก็จะยังคงปรากฏอยู่ แล้วก็อยู่ในใจของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ก็มี ความจำเป็นที่จะต้องมีการแสดงออกเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยและแสดงความกังวล กับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ท่านประธานก็เห็นอยู่แล้วนะครับว่าในช่วง ๒ สัปดาห์ หรือ ๕ วันที่เราได้พิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่สองนี้มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในรัฐสภาแห่งนี้มากมาย รัฐสภาคือตัวแทนของปวงชนชาวไทย ตัวแทนที่หลากหลายของคนในสังคมนี้นะครับ มีความ ขัดแย้งแตกต่างทางความคิดมากขนาดนี้ แล้วท่านประธานลองนึกดูสิครับว่าสังคมภายนอก เวลานี้จะมีความเห็นที่แตกต่างกันมากขนาดไหน และจะเกิดความขัดแย้งกันมากขนาดไหน จากการที่เราดึงดันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมยังคงยืนยันเช่นเดิมนะครับว่าไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วก็ขออภิปรายในการ แปรญัตติไว้ตามสิทธิ ตามข้อบังคับ และตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๒ นี้ คณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไข ยืนยันไปตามร่างเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้ยกร่างมา แล้วก็ ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระที่หนึ่ง แต่ว่ามีผู้ขอแปรญัตติแก้ไขไว้มากไม่ต่างจาก มาตราอื่น ๆ นะครับ มาตรานี้เป็นมาตราที่ว่าด้วยคุณสมบัติของคนที่จะมาเป็น สสร. ประเภทที่ ๑ ก็คือประเภทที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งอ่านดูแล้วก็คือล้อมาจาก รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๑๐๑ ว่าด้วยเรื่องคุณสมบัติของคนที่จะมาเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็มีเหตุมีผลนะครับ ผมไม่ติดใจในประเด็น ๒ ประเด็นก็คือ เรื่องสัญชาติไทยโดยการเกิด ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าคนที่จะมาเป็น สสร. นั้นต้องเป็นคนไทยโดยแท้ ต้องเป็นคนไทยโดยการเกิดเท่านั้น กับประเด็นที่ ๒ ก็คือ การมีชื่อหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ๕ ปี เคยเกิดในจังหวัดนั้น เคยศึกษา เคยรับราชการมา ๕ ปี ตรงนี้ไม่ติดใจครับ เพราะนี่คือสะท้อนให้เห็นว่าเราต้องการคน ในพื้นที่นั้น ๆ ต้องการตัวแทนของคนจากภูมิลำเนา จากท้องถิ่นนั้นเข้ามาเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ที่ติดใจแล้วก็อยากพูดถึงก็มีเพียงประเด็นเดียวก็คือเรื่องอายุ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องกราบขออภัยท่านผู้อาวุโสหลาย ๆ ท่านที่อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ รวมทั้งพี่น้องประชาชนผู้สูงวัยที่อายุเกิน ๗๐ ปีทั้งหลายนะครับ เพราะว่าประเด็นที่ผม ขอแปรญัตติไว้ก็คือใน (๒) คนที่จะมาเป็น สสร. นั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปี แต่ไม่เกิน ๗๐ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะกีดกันท่านผู้อาวุโส เพราะทราบดีว่า ท่านมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์สูง ไม่ได้กีดกัน ไม่ได้ดูถูกความรู้ความสามารถ ของท่าน แต่ผมมีเหตุผลเดียวในประเด็นนี้ก็คือความเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ เรื่องกำลังวังชา ในการทำงาน ท่านประธานครับ ตลอดเวลาห้วง ๘ เดือน ที่ สสร. จะต้องทำงานในฐานะผู้จะ มาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นั้นต้องทุ่มเทอย่างหนักนะครับ ไม่ได้มีวันพัก วันหยุด เหมือนกับที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างสมัยประชุม แต่การปฏิบัติ ในช่วงเวลา ๘ เดือนนั้นไม่เพียงแต่ต้องทำงานดึก ๆ ดื่น ๆ ต้องถกเถียงหาข้อสรุปในแต่ละ ขั้นตอนเท่านั้นนะครับ บทบาทสำคัญของ สสร. ประเภทที่ ๑ นี้ ต้องกลับไปยังพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่หลากหลายกลุ่ม หลากหลายอาชีพ เพื่อแสวงหา ความคิด ความเห็น เพื่อแสวงหาการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น เป็นภาระที่ หนักมาก ยิ่งเมื่อรัฐสภาได้ลงมติว่าให้มี สสร. จากการเลือกตั้งเพียงจังหวัดละ ๑ คนนั้น ภารกิจของคนที่มาจากการเลือกตั้งประเภทนี้จะยิ่งหนัก จะต้องยิ่งทำงานมากขึ้น ผมเป็นห่วงจริง ๆ ครับว่าถ้าท่านผู้สูงวัยมีปัญหาเรื่องสุขภาพเข้ามาอีกจะทำงานได้ไม่เต็มที่ แล้วก็จะทำให้เสียประโยชน์กับประชาชน ที่สำคัญเวลานี้ในองค์กรอิสระต่าง ๆ หรือแม้แต่ กรรมการในองค์กรของหน่วยงานสำคัญ ๆ ในประเทศนี้ ก็มักจะจำกัดอายุไว้ที่ไม่เกิน ๗๐ เพราะเห็นว่าหลังจากนั้นกำลังวังชาหรือปัญหาสุขภาพก็จะตามมา และจะไม่สามารถทำงาน ในการดูแลในองค์กรเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องยากในการกำหนดอายุของผู้ที่จะมาเป็น สสร. ความเห็นนี้หลากหลายมาก เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้แปรญัตติไว้อายุ ๑๘ ปีก็มี อายุ ๒๕ ปีก็มี อายุ ๓๐ ปี อายุ ๓๕ ปี อายุ ๔๕ ปี อายุ ๔๐ ปี มีหมดล่ะครับ แต่ความเหมาะสมอยู่ตรงไหนครับ หลายท่านก็บอกว่า อาจจะมีใครที่เป็นต้นแบบคนที่อายุน้อยประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย ๆ อายุ ๒๕ ปี ก็ประสบความสำเร็จแล้ว นายกรัฐมนตรีบางประเทศเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่อายุ ๓๒ ปี ก็ยกกันมาได้นะครับ หรืออดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ บ้านเมืองในหลายยุคหลายสมัยก็อายุน้อย ก็สามารถที่จะนำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมนี้ได้ นั่นก็เป็นทัศนะ เป็นความนิยมส่วนตัวซึ่งจะถูกจะผิดก็แล้วแต่สถานการณ์แต่ละช่วงสมัย ก็เป็นคำตอบอยู่แล้ว แต่สำหรับผม ผมเห็นว่าอายุ ๓๕ ปีขึ้นไปนั้นเหมาะสม วัยวุฒิขนาดนี้ เหมาะสม ผมไม่ได้รังเกียจคนหนุ่มสาวอายุ ๑๘ ปี อายุ ๒๕ ปีหรอกครับ เพราะว่า คนเหล่านั้นอาจจะมีคนเก่ง คนดี แล้วก็สร้างคุณูปการมากมายได้ แต่การมาเป็น สสร. นั้น มีคุณสมบัติที่ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องตระหนักอย่างน้อย ๓ เรื่อง

ท่านประธานครับ เรื่องแรก คนที่ยังเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. นั้น ต้องมีวุฒิภาวะในการทำงาน ต้องใช้ความรู้ความคิดการตัดสินใจที่รอบคอบ รอบด้าน วุฒิภาวะเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาลอย ๆ ไม่ได้หรอกครับ ถ้าไม่ได้สั่งสมประสบการณ์ ไม่ได้สั่งสมการเรียนรู้ ไม่ได้สั่งสมการปฏิบัติงานที่เป็นจริงมาในตลอดช่วงระยะเวลาหนึ่ง ที่พอสมควร ในประเทศของเรามีตัวอย่างมากนะครับ คนที่มีวัยวุฒิน้อยแต่มีปัญหาเรื่อง วุฒิภาวะ มีในหลากหลายองค์กรซึ่งไม่อยากจะเจาะจง แม้แต่ในวงการเมืองนี้ก็ตามนะครับ วัยวุฒิน้อย มีวุฒิภาวะที่ไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะทำหน้าที่ นี่ก็เป็นปัญหา

ประการที่ ๒ สสร. ต้องไม่ใช่ตัวแทนของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ตัวแทน ของคนอายุใดอายุหนึ่ง ไม่ใช่ตัวแทนของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่เข้ามาทำหน้าที่สำคัญนี้ต้องเป็น ตัวแทนของคนทั้งประเทศ ต้องสามารถซึมซับรับรู้ความต้องการ รับรู้ปัญหาของ พี่น้องประชาชนอันหลากหลายของประเทศนี้ได้ เราไม่สามารถที่จะออกแบบเอาคนที่เป็น ตัวแทนเฉพาะกลุ่ม เฉพาะพวกเข้ามา แล้วหวังว่าให้คนตัวแทนเฉพาะกลุ่ม เฉพาะพวกนั้น มาสอดประสานกันแล้วก็จะได้รัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ มีความจำเป็น ยิ่ง สสร. มีจำนวนน้อยเท่าไร คนที่จะเป็น สสร. ต้องเป็นตัวแทนที่ครบถ้วนของคนที่ หลากหลายในสังคมนี้ให้ได้ให้หมด

ประการที่ ๓ สสร. นี้ต้องรู้ทุกเรื่องครับ นี่คือความเป็นจริง สสร. หลายชุด ที่ผ่านมา เราเห็นว่ามีข้อบกพร่องบางประการตรงที่ว่าบางครั้งเขาเป็นตัวแทนของคน กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาชีพใดอาชีพหนึ่ง แต่ความจำเป็นและความคาดหวังของสังคมนั้นคนที่มา เป็น สสร. ต้องรู้ทุกเรื่อง ต้องเชื่อมโยงปัญหาในประเทศนี้ได้ ต้องเชื่อมโยงปัญหา ของประเทศกับโลกได้ นั่นหมายถึงว่าต้องเข้าใจโลก ต้องเข้าใจประเทศ ต้องเข้าใจสังคม เข้าใจระบบ กฎหมาย ต้องรู้จักรัฐธรรมนูญของทั้งประเทศไทย ของต่างประเทศ นี่เป็น ความคาดหวังของสังคมนะครับ ไม่ใช่ว่าใครก็ได้เข้ามาเป็นองค์ประกอบใน ๙๙ คน แล้วให้คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นครีม (Cream) ของ สสร. นำพาไปในทิศทางใดก็ได้ อันนั้นไม่ใช่ครับ ท่านประธานต้องทราบนะครับว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของ สสร. นั้น เมื่อมีการยกร่างกันมาแล้วอย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีการลงมติกันในทุกมาตราเพื่อให้ผ่าน ถ้า สสร. ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ ไม่ชำนาญในแต่ละเรื่องที่จะต้องผ่านความเห็นชอบแล้ว จะลงมติได้อย่างไร นี่ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาถกเถียงกันเพื่อให้ได้ สสร. ที่มีคุณสมบัติที่ครบถ้วนจริง ๆ ก็ต้องถามกลับไปว่าคนเหล่านี้จะรู้ทุกเรื่องได้อย่างไรครับ ถ้าไม่มีประสบการณ์ ถ้าไม่ได้ผ่านการปฏิบัติงานการสั่งสมความรู้ความสามารถที่เป็นจริง ในช่วงระยะเวลาที่พอเหมาะสมมา ทั้งหมดนี้ก็เลยเป็นที่มาของการแปรญัตติของกระผม ที่ต้องการจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการกำหนดอายุ แล้วก็การจำกัดอายุที่อยู่ในช่วงเวลา ๓๕ ปีถึง ๗๐ ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับคนที่จะมาเป็น สสร. ขอบคุณครับ