รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

ศุภชัย เสนอแปรญัตติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้บุคคลที่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นคนไทยและหัวใจเป็นไทย นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการจำแนกบุคคลที่มีที่มาจากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ และให้ความสำคัญกับขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมของแต่ละจังหวัดในการเขียนและกำหนดรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดอายุผู้ร่างรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 45 ปี เพื่อให้มีประสบการณ์และสามารถรับมือกับวิกฤติได้ดีขึ้น

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เป็นวันที่ ๕ ของการพิจารณากฎหมาย ซึ่งถือได้ว่ามีความสำคัญที่สุดของประเทศ นั่นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าที่เราเดินมา ๔-๕ วัน เราไม่เร่งรัด ไม่รีบร้อน ไม่รวบรัดอันนี้ดีแล้ว ถ้าเรา เร่งรัด รีบร้อน รวบรัดสิ่งที่ผมเป็นกังวลใจที่สุดคือความคิดของพี่น้องประชาชน การวิพากษ์วิจารณ์ของพี่น้องประชาชนจะมองว่ารัฐธรรมนูญที่เรากำลังจะจัดทำอยู่ในขณะนี้ จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการพวกมากลากไป หรือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับนายทุน เพราะฉะนั้นค่อย ๆ ก้าว ค่อย ๆ เดิน ในขณะเดียวกันถ้าเราค่อย ๆ ก้าว ค่อย ๆ เดิน ก็เท่ากับว่าเราได้เอาวาระนี้เป็นวาระที่ทำให้พี่น้องประชาชนได้เรียนรู้กระบวนการในการเขียน รัฐธรรมนูญควบคู่กันไปด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ คนไทยเราบอกว่าช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าเราค่อย ๆ เดินอย่างนี้กันไป เพื่อให้พี่น้องประชาชน ของเราได้เรียนรู้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในขณะที่พี่น้องประชาชนของเราเรียนรู้จาก กระบวนการที่เราถ่ายทอดอยู่ในขณะนี้ ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าพี่น้องประชาชนจะจำแนก ได้ว่าอะไรเป็นประชาธิปไตยแท้ อะไรเป็นประชาธิปไตยเทียม และอะไรคือเผด็จการรัฐสภา ย้ำกับท่านประธานนะครับ ผมเชื่อว่า ๔-๕ วัน ที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่ในขณะนี้ พี่น้องประชาชนจะจำแนกได้ว่าอะไรคือประชาธิปไตยแท้ อะไรคือประชาธิปไตยเทียม และอะไรคือเผด็จการรัฐสภา เพราะเชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนสามารถเรียนรู้จาก กระบวนการที่เราพูดคุยกันในขณะนี้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้ขอแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๒ ซึ่งเป็นมาตราที่ว่าด้วยคุณสมบัติของบุคคลที่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ท่านประธานที่เคารพครับ เรากำลังทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผมกับทาง คณะกรรมาธิการเห็นตรงกันว่าคนที่จะมาเป็น สสร. หรือมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ต้องเป็นคนไทย เพราะแน่นอนที่สุดนี่คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ความเห็นของ กระผมอยากจะลึกซึ้งลงไปยิ่งกว่านั้นอีก นั่นก็คืออยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการว่านอกจากเป็นคนไทยแล้วทำอย่างไรจึงจะทำให้คนมาเขียน รัฐธรรมนูญมีหัวใจเป็นไทยด้วย อย่าให้เป็นคนไทยเฉพาะสัญชาติ แต่หัวใจเป็นเขมร หรือหัวใจเป็นคนชาติอื่น ย้ำกับท่านประธานนะครับ ทำอย่างไรจึงจะมีหัวใจเป็นไทยด้วย

ข้อ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน คือเรื่องของการจำแนกบุคคล มาจากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ แน่นอนที่สุดเราเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ก็ต้องมีที่มาของพี่น้องประชาชนจากทั่วทุกจังหวัด เพราะว่า แต่ละจังหวัดมีขนบธรรมเนียม มีประเพณี มีวัฒนธรรม มีความแตกต่างกัน ถ้ามีที่มา ของแต่ละจังหวัดก็จะทำให้เราสามารถกล่าวได้ว่านี่คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมีพี่น้องประชาชนจากทั่วทุกจังหวัดมาเป็นคนเขียนมาเป็นคนกำหนดกติกาของเขาเอง ทั่วทั้งประเทศ

สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานต่อคือประเด็นที่ผมเห็น ต่างไปจากทางคณะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้เขียนข้อความเห็น ของกระผมลงไปบอกว่าผมอยากจะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ บุคคลที่มาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีอายุตั้งแต่ ๔๕ ปีขึ้นไป ผมมีเหตุผลอย่างไรทำไมถึงกำหนดอายุ ๔๕ ปี อย่างที่ผมได้เขียน เข้าไปในคำแปรญัตติ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมมีเหตุผลอย่างนี้ครับ ที่ผมมีเหตุผล บอกว่าคนที่มาเขียนควรจะมีอายุ ๔๕ ปี ด้วยเหตุว่าผมหวังว่าคนที่มีอายุ ๔๕ ปีขึ้นไปเป็น บุคคลที่มีประสบการณ์ผ่านร้อน ผ่านหนาว ที่สำคัญที่สุดคือรู้อดีตและแจ่มชัด อนาคตย้ำกับ ท่านประธานนะครับ รู้อดีตและแจ่มชัดอนาคต ผ่านกระบวนการในการเลือกตั้งมาพอสมควร ผ่านการใช้รัฐธรรมนูญมาพอสมควร ถ้าเอาอายุต่ำกว่านั้นผมไม่ค่อยมั่นใจ และที่สำคัญที่สุด ผมเชื่อมั่นว่าคนที่มีอายุมากกว่า ๔๕ ปีจะเป็นคนที่ผ่านวิกฤติบ้านเมืองมาแล้วหลายครั้ง ยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้แลเห็นครับ ถ้าคนที่มีอายุ ๔๕ ปีขึ้นไปคงจะผ่านวิกฤติ การเมืองในปี ๒๕๑๖ ผ่านวิกฤติการเมืองในช่วงปี ๒๕๑๙ เพราะเท่ากับว่าถ้าเราเลือกเอาคน ที่มีอายุ ๔๕ ปีแปลว่าเขาเหล่านั้นต้องเกิดในปี ๒๕๑๐ ถ้าปี ๒๕๑๖ ก็อายุ ๖ ขวบครับ อาจจะมีเรื่องเล่าจากคุณพ่อคุณแม่เล่าให้ฟังว่าปี ๒๕๑๖ เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในบ้านเมือง พอปี ๒๕๑๙ ก็จะมีอายุ ๙ ขวบ เพราะฉะนั้นประสบการณ์ในการผ่านวิกฤติบ้านเมือง ปี ๒๕๑๖ ก็ดี ปี ๒๕๑๙ ก็ดี เขาจะได้แลเห็นว่ากว่าที่เราจะได้ประชาธิปไตยมาต่อสู้กับ เผด็จการทหารช่วงนั้นอย่างไร หรือปี ๒๕๓๕ ก็เช่นเดียวกันครับ เกิดกรณีพฤษภาทมิฬ คนที่เกิดปี ๒๕๑๐ ที่จะมาเป็น สสร. ก็จะผ่านวิกฤตินั้นด้วยเช่นกัน นั่นแปลว่าเขาผ่านการต่อสู้ ของพี่น้องประชาชนเพื่อให้ได้ประชาธิปไตยมา ตอนนั้นเราก็สู้กับทหารเช่นกัน หรือผ่านวิกฤติช่วงปี ๒๕๔๙ ท่านประธานคงจะจำได้ ถ้าปี ๒๕๔๙ นั่นแปลว่าการต่อสู้กับ เผด็จการนายทุนซึ่งควบรวมพรรคการเมือง แทรกแซงองค์กรอิสระ ทำลายองค์กรตรวจสอบ หรือครอบงำวุฒิสภา นั่นคือวิกฤติปี ๒๕๔๙ เขาก็จะได้ผ่านวิกฤตินั้นเช่นกัน วิกฤติเหล่านั้น จะเป็นตัวสั่งสมประสบการณ์ให้คนที่มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากำลังจะทำอยู่ในขณะนี้ มีเหตุมีผลในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรต่อไป หรือแม้กระทั่งว่าเขาผ่านวิกฤติ ช่วงที่ผ่านมานั่นคือวิกฤติปี ๒๕๕๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานกับผม เป็นคนอีสานวิกฤติ พ.ศ. ๒๕๕๓ นั่นคือวิกฤติของคนไทยที่มีความขัดแย้งกันภายในประเทศ ทางภาคอีสานบ้านเราบอกว่าไก่รกเดียวกัน ตีกัน ไก่รกเดียวกัน ตีกัน ถ่านเขาเอาขี้ดินหม้อ ทาหน้า นั่นแปลว่า ไก่ในเล้าเดียวกัน มันชนกัน มันจิกตีกัน เพียงแต่เขาเอาถ่านหรือเอาดินหม้อ ไปทาที่หน้าอีกตัวหนึ่ง ทำให้มีสีอีกสีหนึ่งแล้วก็จิกตีกัน วิกฤติเหล่านี้ผมเชื่อมั่นว่าคนที่มี วุฒิภาวะที่มีอายุ ๔๕ ปี จะสามารถสั่งสมประสบการณ์อย่างที่ผมได้กราบเรียน ต่อท่านประธานด้วยว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ ยาวนานมาจนกระทั่งถึงปี ๒๕๕๓ ประสบการณ์ เหล่านั้นเขาคงจะเก็บไม่อยากให้เกิดขึ้นในประเทศของเราอีก ด้วยเหตุผลนี้ ผมจึงกราบเรียน ท่านประธานว่าถ้าเราจะเอาคนที่มีอายุ ๔๕ ปีขึ้นไปมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วิกฤติในอดีตที่ผ่านมาคงไม่เกิดขึ้นอีกครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ