สามารถ แก้วมีชัย หารือเรื่องคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส. โดยเสนอให้คุณสมบัติตามร่างที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากบัญญัติไว้ และมีแนวคิดที่จะยกเลิกหลักการจำเป็นปริญญาตรีในการสมัคร สส. พร้อมอธิบายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามพระราชบัญญัติธเบียนราษฎร์ ปี 2534
ครับ ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็จะถือโอกาส ได้กราบเรียนชี้แจงท่านสมาชิกนะครับ เกี่ยวกับเรื่องของคุณสมบัติผู้ที่จะสมัคร สสร. ตามมาตรา ๒๕๑/๒ เผื่อท่านทราบเหตุทราบผลท่านที่สงวนคำแปรญัตติไว้ก็อาจจะเปลี่ยนใจ ไม่ต้องอภิปรายดั่งที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านได้ให้ข้อสังเกตไว้ กระผมกราบเรียนอย่างนี้ว่า ถ้าท่านจะพิจารณาดูคุณสมบัติตามร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้บัญญัติไว้ก็จะเห็นว่า แท้ที่จริงแล้วเราก็ไปยกเอาคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส. มาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๔) ซึ่งในมาตราดังกล่าวก็จะมีการยึดหลักดังนี้นะครับ คือ
๑. เราก็ยึดหลักของสัญชาติ อันนี้ท่านทั้งหลายก็ไม่ติดใจนะครับ สัญชาติไทย โดยการเกิด
๒. เราก็ยึดหลักของวัยวุฒิก็คืออายุ ท่านจะเห็นว่าเราบัญญัติไว้ว่าต้องอายุ สามสิบห้าปีบริบูรณ์ ซึ่งอายุก็จะมาเกี่ยวโยงกับที่ท่านได้อภิปรายเมื่อสักครู่เรื่องวุฒิการศึกษา ว่าควรจบปริญญาตรีหรือไม่ ท่านทั้งหลายก็คงทราบว่าเมื่อเรามีรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้บัญญัติกำหนดคุณสมบัติผู้จะสมัคร ส.ส. ว่าจะต้องจบปริญญาตรี ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์นะครับว่าเป็นการไปจำกัดสิทธิของผู้ที่เขาไม่จบปริญญาตรี แต่เขา มีภูมิปัญญา เขามีความรู้ความสามารถ เขามีประสบการณ์หรือไม่นะครับ จนในที่สุด รัฐธรรมนูญนี้ ฉบับปี ๒๕๕๐ ของเราก็ตัดประเด็นปริญญาตรีออกไป ก็เปิดกว้างนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเห็นว่ามันก็เหมาะสมที่เราจะเปิดกว้างไม่ปิดกั้นเพราะคนที่จะมาเป็น สสร. พอเราประกาศคุณสมบัติไปแล้วไม่ได้ว่าเป็นได้นะครับ ต้องให้ประชาชนเขาตัดสิน อีกรอบหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าไม่จบปริญญาตรีแต่ประชาชนเห็นว่าเป็นคนมีคุณสมบัติ เหมาะสม มีความรู้ มีประสบการณ์ เป็นผู้มีภูมิปัญญาของท้องถิ่น เขาอาจจะเลือกเข้ามาก็ได้ นะครับ ซึ่งเราก็คิดว่ามันเป็นการเปิดกว้างกว่าการที่จะไปขีดมาตรฐานว่าต้องมีปริญญาตรี เท่านั้น เราก็เปิดโอกาสให้พวกที่มีปริญญาจากประสบการณ์ มีปริญญาชีวิต ได้มีโอกาสให้ ประชาชนได้เลือกมาด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายก็จะเห็นวันนี้ว่าพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติเราก็ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกเรียนได้ใน ๓ อย่างนะครับ ๑. ในระบบโรงเรียน ๒. นอกระบบโรงเรียน และ ๓. การศึกษาตามอัธยาศัย เพราฉะนั้น แสดงว่าเราก็เปิดกว้างในการจะศึกษาเล่าเรียนจากประสบการณ์ก็ได้ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการ จึงเห็นว่าเราก็น่าจะอนุวัติตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่ใช้คือไม่จำกัดพวกที่ต้องจบ ปริญญาตรีนะครับ ทีนี้พอไม่ให้ปริญญาตรีแล้วเราก็มาคิดว่าผู้ที่น่าจะมีคุณสมบัติเหมาะสม ก็น่าจะมีอายุมากหน่อย แทนที่จะใช้ ๒๕ ปี ก็ปรับเป็น ๓๕ ปี อย่างน้อยได้ผ่านชีวิต ได้เรียนรู้ ได้มีประสบการณ์มาพอสมควร มันก็เกี่ยวโยงกันว่าทำไมถึงต้องอายุ ๓๕ ปีด้วย นอกจากนั้นหลักอีกอันหนึ่งคือหลักภูมิลำเนา คือเราต้องการให้ผู้ที่จะเป็นตัวแทน สสร. แต่ละจังหวัดมีความยึดโยงกับจังหวัดนั้น หลักภูมิลำเนาก็ชัดเจนครับ ยกเอาของรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันขึ้นมาใช้ ก็คือ
๑. ท่านต้องมีภูมิลำเนาคือมีทะเบียนบ้านอยู่ในจังหวัดนั้นไม่น้อยกว่าห้าปี ติดต่อกันนะครับ หรือเกิดในจังหวัดนั้น หรือเคยรับราชการอยู่ในจังหวัดนั้นไม่น้อยกว่าห้าปี เคยเรียนหนังสืออยู่ในจังหวัดไม่น้อยกว่าห้าปี หรือแม้แต่ท่านเคยอยู่ในจังหวัดนั้นแม้จะย้าย ออกไปแล้วนี่ แต่ที่ท่านเคยอยู่นี่ท่านอยู่ติดต่อกันถึงห้าปี เราก็ให้สิทธิ ประเด็นนี้เมื่อคืนนี้ก็มี ท่านผู้แปรญัตติและสงวน ท่านก็บอกว่าอยากจะให้กรรมาธิการพิจารณาเติมคำว่า ทำงาน ประจำอยู่ในจังหวัดนั้นด้วย เพราะหลายท่านอาจจะไม่ได้รับราชการ หลายท่านไม่ได้เกิด จังหวัดนั้น แต่ก็มีความยึดโยงเพราะไปทำมาหากิน ไปประกอบธุรกิจอยู่ในจังหวัดนั้น กรรมาธิการก็คิดแล้วนะครับ อยากจะกราบเรียนว่าอย่างนี้ครับ เรามีหลักอยู่ว่าให้ยึดถือ ทะเบียนบ้านเป็นหลัก ถามว่าผู้ที่ไปทำมาหากินอยู่ในจังหวัดนาน ๆ ติดต่อกันถึงห้าปี ถ้าท่าน จะกรุณาไปดูพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร์ ปี ๒๕๓๔ ในหมวด ๔ มาตรา ๓๐ เขาจะพูด ชัดเจนว่าเวลาเราย้ายไปอยู่จังหวัดไหนแล้ว ๑๕ วันนี่ ถ้าท่านจะไปปักหลักอยู่ตรงนั้น ท่านต้องย้ายทะเบียนบ้านท่านตามไปด้วย ถ้าไม่ย้ายก็มีโทษตามมาตรา ๔๗ มีบทกำหนดไว้ด้วย ฉะนั้นเราคิดว่าเราใช้หลักทะเบียนราษฎร์เป็นหลักอยู่แล้ว เมื่อท่านไปประกอบอาชีพอยู่ที่นั่น นาน ๆ ท่านก็สมควรต้องย้ายทะเบียนบ้านของท่านไปอยู่ตรงนั้นด้วย ถ้าท่านไปอยู่ตั้ง ๕ ปี ท่านไม่ย้ายทะเบียนบ้านนี่มันผิดกฎหมายทะเบียนราษฎร์นะครับ ฉะนั้นเราก็คิดว่าหลักการ กำหนดภูมิลำเนาโดยอาศัยทะเบียนราษฎร์มันชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ได้ตัดสิทธิท่านนะครับ ในการที่ท่านไปอยู่ในจังหวัดนั้นนาน ทีนี้อีกประเด็นหนึ่งที่เราเป็นห่วง สมมุติเราไม่ยึดหลัก ตรงนี้จะไปอาศัยหลักฐานว่าท่านเข้าไปทำงานอยู่ที่นั่น ท่านไปประกอบการค้าอยู่ที่นั่น ถามว่าเอาอะไรมาเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าท่านได้อยู่ติดต่อกันมา ๕ ปี มันก็จะมีผลเป็นปัญหา ในทางปฏิบัติในการตรวจสอบคุณสมบัติด้วย ฉะนั้นกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วว่าคุณสมบัติ ของผู้สมัคร ส.ส. ในเรื่องภูมิลำเนาที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้เขาก็ได้คิดมาอย่างรอบคอบ และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ ฉะนั้นก็กราบเรียนท่านสมาชิก เป็นเบื้องต้นให้ทราบเหตุผลของกรรมาธิการว่าทำไมเราไม่บัญญัติเรื่องปริญญาตรี ทำไม เราไม่ไปพูดถึงเรื่องคนที่ไปทำงานอยู่ในจังหวัดนั้นเป็นระยะเวลานาน ก็เพราะว่าเราก็มี หลักเกณฑ์ที่ครอบคลุมและตรวจสอบได้อยู่แล้วครับ ท่านประธานครับ