วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือประเด็นคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำว่าอายุขั้นต่ำ ๑๘ ปีถึง ๒๐ ปียังเด็กเกินไปที่จะดูแลประชาชน และเสนอให้ปรับเกณฑ์อายุเป็น ๔๐ ปี เนื่องจากวัยนี้มีความมั่นคงทางจิตใจและวุฒิภาวะที่เหมาะสมในการสร้างพิมพ์เขียวประเทศ พร้อมชี้แจงว่าคนอายุ ๔๐ ปีขึ้นไปควรมีวุฒิภาวะในการแยกแยะบทบาทของสถาบันต่าง ๆ และเสนอให้เพิ่มอำนาจองค์กรอิสระในการตรวจสอบฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒ ซึ่งความรู้สึกผมการที่กำหนดคุณสมบัติคนที่เป็นสมาชิก สสร. มันคงต้องเอาจริงเอาจังพอสมควรครับ เพราะผมมีความรู้สึกว่าผิดหวังกับคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากในการที่ท่านอาจจะไม่ค่อยรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก เพราะท่าน อย่าลืมนะครับว่า สสร. ชุดนี้จะมาทำหน้าที่สร้างบ้านแปลงเมืองใหม่บนพื้นฐานที่เพื่อนสมาชิก จะเห็นพ้องหรือไม่เห็นพ้องไม่รู้ครับ แต่ผมก็มีความรู้สึกว่าเหมือนกับกรรมาธิการก็กลัวว่า สสร. ที่รัฐบาลจะนำเสนอขึ้นมาจะแพ้เลยถึงอย่างไรก็ต้องล็อกที่ ๒๒ คนไว้ และปล่อยให้มี การเลือกตั้งแค่ ๗๗ คน และผมก็กังวลว่าทำไมกรรมาธิการไม่เชื่อมั่นประชาชนครับ ว่าประชาชนจะสามารถเลือก สสร. เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญได้ ถึงอย่างไรท่านก็ยังยืนยันว่า จะต้องมีคณะกรรมาธิการผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒ คน ผมยังยืนยันนะครับว่ากรรมาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒ คนเหล่านี้จะมาสร้างปัญหาให้กับประเทศทีหลังครับ เพราะเราก็รู้อยู่แล้ว นะครับว่าใครมาจากตรงไหน ก็มักจะฟังจากตรงนั้นครับ พวกเรามาจากประชาชนเราก็ต้อง ฟังประชาชนเป็นหลัก แต่ถ้ากรรมาธิการ สสร. ที่มาจากสภาเสียงส่วนใหญ่เป็นใครเขาก็ต้อง รับจ็อบ (Job) หรือใบสั่งจากเสียงส่วนใหญ่ตรงนั้นครับ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไป ยังคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ว่าผมไม่สบายใจและกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งนี้จะสร้างปัญหา ตามมาทีหลัง ผมได้แปรญัตติเรื่องคุณสมบัติซึ่งขณะนี้คณะกรรมาธิการได้กำหนดไว้ว่า ข้อ ๑ คือการมีสัญชาติไทยโดยการเกิด อันนี้เราเห็นตรงกันครับ เพราะว่าคนที่จะมา ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดกติกาพิมพ์เขียวของประเทศไทยต้องเป็นคนไทยโดยการเกิดเท่านั้น เพราะเราไม่ต้องการให้คนแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติอื่นมีสัญชาติอื่นแล้วก็มาอยู่เมืองไทย สักระยะหนึ่งมาหาผลประโยชน์จากแผ่นดินไทยแล้วแปลงมาเป็นสัญชาติไทย และสุดท้าย มามีส่วนในการสร้างพิมพ์เขียวของประเทศไทย หรือมามีส่วนในการครอบงำประเทศไทย อันนี้เราเห็นตรงกัน
ประเด็นผมขอข้ามไปเป็นประเด็นที่ ๓ ซึ่งอันนี้เราเห็นตรงกันเช่นกัน คือการมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่รับสมัครเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อไม่น้อยกว่าห้าปี ถึงมาสมัครรับเลือกตั้ง อันนี้เราเห็นตรงกัน แต่ข้อที่เราเห็นไม่ตรงกันก็คือคุณสมบัติในเรื่อง ของอายุ จริง ๆ แล้วผมว่าอายุในการที่จะเลือกคนมาทำงานผมเชื่อว่าท่านประธาน คณะกรรมาธิการรวมทั้งเพื่อนสมาชิกเสียงข้างมากก็คงจะทราบ เราจะใช้คนแต่ละอายุ มาทำอะไร เราต้องรู้ว่าจ็อบหรือภารกิจที่เขาจะให้ทำคืออะไรบ้าง ผมฟังดูแล้วตัวเลขอายุจะมีตัวเลขอยู่ ไม่กี่ตัวเลขตัวเลขแรก คือตัวเลขอายุ ๑๘ ปี ถึงอายุ ๒๐ ปี เพราะมีเพื่อนสมาชิกบางคนบอกว่า อายุ ๑๘ ปีก็ได้ บางคนอายุ ๒๐ ปีก็ได้ผมถือว่านี่คือตัวเลขอายุ ๑๘ ปี ถึงอายุ ๒๐ ปี ตัวเลขที่ ๒ ที่คนพูดกันก็คือตัวเลขอายุ ๒๕ ปี ซึ่งเป็นตัวเลขของการที่เพื่อน ส.ส. เรานี้อายุ ขั้นต่ำ ๒๕ ปี ตัวเลขที่ ๓ ที่มีการพูดกันก็คือตัวเลขอายุ ๓๐ ปี แล้วก็อายุ ๓๕ ปี ซึ่งตัวเลข อายุ ๓๕ ปีนี้เป็นตัวเลขที่เสียงส่วนใหญ่ก็คือร่างของรัฐบาลที่กำหนดไว้ และอีกตัวเลขหนึ่ง ที่มีการถกเถียงกันคือตัวเลขอายุ ๔๐ ปี ผมคิดว่าการที่จะเอาคนเข้ามาทำงานตัวเลขนี้สำคัญ ครับท่านประธาน ไม่ใช่ว่าคนที่จบการศึกษามาพอมีความรู้นิดหน่อยและสามารถไปทำอะไร ได้เลย ลำพังอายุ ๑๘ ปีถึงอายุ ๒๐ ปีนี้ มีความชัดเจนครับ เราต้องการให้คนเหล่านี้เข้ามามี ส่วนร่วมทางการเมือง แต่เราถือว่าคนเหล่านี้ประสบการณ์ชีวิตในการที่จะมากำหนดชะตา ชีวิตของบ้านเมืองนี้ยังน้อยเกินไป ดังนั้นผมเชื่อว่าในความเห็นผมเองตัดสินใจง่ายครับ คนอายุ ๑๘ ปีถึงอายุ ๒๐ ปีควรจะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ควรจะสะท้อน ความต้องการให้กับตัวแทนเขาไปทำหน้าที่แทนได้ แต่ผมคิดว่าเขายังเด็กเกินไปที่จะมาทำ หน้าที่ในการดูแลประชาชน เพราะวัยนี้บางคนอายุ ๑๘ ปียังขอเงินพ่อแม่อยู่ครับท่าน ประธาน บางคนอายุ ๒๐ ปีเรียนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยก็ยังขอเงินพ่อแม่ ดังนั้นผมคิดว่า เขายังเด็กเกินไปที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้ ตัวเลขถัดมาคือตัวเลขอายุ ๒๕ ปี ซึ่งเป็นตัวเลขของ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บังเอิญภารกิจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีภารกิจอยู่หลายอย่าง อย่างน้อยการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งอันนี้ผมไม่พูดซ้ำแล้ว มีเพื่อนสมาชิกพูดหลาย คนเนื่องจากว่าพวกเราทุกคนต้องสังกัดพรรคการเมือง และพรรคการเมืองจะมีลำดับชั้น ของอาวุโสอยู่ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในพรรคการเมืองก็สามารถชี้นำได้ ดังนั้นการเป็น ส.ส. อายุ ๒๕ ปี มีเรี่ยวมีแรงที่จะไปพบปะพี่น้องประชาชน เอาปัญหาของประชาชนมานำเสนอ ในสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ผมคิดว่าเหมาะสม แต่ถามว่าอายุ ๒๕ ปีจะเป็นตัวของตัวเอง เป็นไปได้ไหม ผมว่ามันยากครับ ของพวกนี้เราพูดกันแบบตรงไปตรงมาท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าคนอายุ ๒๕ ปีนี้เป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชนได้ มีเรี่ยวมีแรงในการเยี่ยม ประชาชนได้ แต่ถามว่าประสบการณ์ที่จะมาสร้างพิมพ์เขียวประเทศ เขายังไม่พอ ผมจึงคิดว่า ตัวเลขของคนอายุ ๒๕ ปีจึงยังไม่เหมาะสม แต่ผมไม่ปฏิเสธคนอายุ ๒๕ ปีที่จะมาเป็น ผู้แทนราษฎร เพราะว่าอย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่าแค่ไปเยี่ยมประชาชนเขาก็สามารถที่จะ เอาปัญหาของประชาชนมานำเสนอให้กับคนที่รับผิดชอบได้นะครับ ขณะนี้มีตัวเลขที่ยังถกเถียง กันอยู่ คือตัวเลขอายุ ๓๐ ปี อายุ ๓๕ ปีแล้วก็อายุ ๔๐ ปี ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรา กำลังถกกันว่าคนที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้ถามว่าจะต้องมีความรู้ไหม ต้องมีความรู้ แล้วถามว่า จะต้องมีความรู้เยอะไหม ผมว่าต้องมีความรู้เยอะครับ ประสบการณ์ชีวิตก็เป็นสิ่งสำคัญครับ ผมมองว่าคนอายุ ๓๐ ปีถึงอายุ ๓๕ ปี จริงอยู่เขาเริ่มมีความรู้ เริ่มมีประสบการณ์ แต่จุดที่ คาใจผมในที่ประชุมคณะกรรมาธิการผมก็พูดว่าคนวัยนี้ยังต้องสร้างเนื้อสร้างตัว เพราะผมมี ความรู้สึกว่าคนที่จะมาสร้างบ้านแปลงเมืองในรูปของการสร้างพิมพ์เขียวประเทศไทยต้องมี หลักที่มั่นคงครับ ผมยังกังวลว่าคนอายุ ๓๐ ปี ยังสร้างเนื้อสร้างตัวอยู่ คนที่ต้องสร้างเนื้อ สร้างตัวหรือคนอายุ ๓๕ ปีที่ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีการพูด วัยนี้มันเป็นวัยที่ กำลังพีค (Peak) จุดสูงสุดของการสร้างเนื้อสร้างตัวครับ แล้วคนที่กำลังต้องการใจมันหวั่นไหว ง่าย และผมกังวลว่าคนที่มาเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อมี ผลประโยชน์มาเอื้อให้นี่ใจมันหวั่นไหว ความมั่นคงสู้คนที่มีอายุ ๔๐ ปีไม่ได้ ผมจึงแปรญัตติ ไปที่ควรจะต้องมีอายุ ๔๐ ปี หลายคนถามว่าคนอายุ ๔๐ ปีอายุมากเกินไปไหม ผมบอกว่า อายุ ๔๐ ปีขึ้นไปในการที่มาทำหน้าที่ในการสร้างพิมพ์เขียวประเทศ คนพวกนี้ผมเชื่อว่า ความมั่นคงทางจิตใจ ความนิ่งแต่ไม่ได้หมายความว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ท่านประธานครับ แต่คนกลุ่มนี้ถ้าเทียบกับคนที่มีอายุน้อย ๆ จะมีความนิ่ง ความมั่นคงทางจิตใจและที่สำคัญ ที่สุดคือวุฒิภาวะของคนอายุ ๔๐ ปีขึ้นไปจะสูงกว่าคนที่มีอายุน้อยกว่า ดังนั้นผมก็คิดว่า มันจึงเป็นเหตุผลที่ผมอยากจะนำเสนอผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ถ้าท่านสามารถเปลี่ยนได้และผมมีความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งว่าเวลาอายุมากขึ้น ความรู้สึก ความเข้าใจต่อสิ่งสำคัญของชาติบ้านเมืองก็จะมากขึ้นตาม เพราะจุดที่ผมกังวลท่านประธานครับ การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็คืออันที่ ๑ เรื่องความหมิ่นเหม่ต่อการเขียนรัฐธรรมนูญเกี่ยวเนื่อง กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งผมก็ต้องขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการที่ได้มีการ ปรับปรุงแก้ไขเข้ามาว่าเราจะไม่มีการแตะ ผมจำได้ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเราหลายท่าน ได้มีโอกาสไปเข้าเฝ้าเพื่อรับพระราชทานสายสะพาย ผมยังมีโอกาสได้นั่งกับเพื่อน ส.ส. พรรคเพื่อไทยนะครับ ผมได้คุยกับเพื่อนเรา พวกเราที่เป็น ส.ส. พรรคเพื่อไทย เพราะนั่งเรียงกันตามรายชื่อ ผมบอกภูมิใจที่เป็นคนไทยที่เรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ทำให้เราเห็นอย่างนี้ครับ ถ้าประเทศเรามีระบอบการปกครองเหมือนประเทศอื่นผมว่าความประณีต ความบรรจง ความวิจิตรของวัฒนธรรมเรากับสถาบันพระมหากษัตริย์คงจะไม่มีครับ ระบบการรับเครื่องราชย์ เขาก็อาจจะเฉย ๆ ครับ รับไปแล้วมันไม่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ระบบของเราความวิจิตร ความประณีต วัฒนธรรมที่ถ่ายทอดกันมาเป็นร้อย ๆ ปีทำให้ผมที่อยู่ในบรรยากาศอย่างนั้น ผมคุยกับเพื่อน ส.ส. พรรคเพื่อไทย แต่โทษทีจำชื่อเพื่อนไม่ได้ ผมก็บอกว่าโชคดีที่เรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้เรามีสิ่งเหล่านี้ และมันเป็นคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา และผมก็เชื่อว่า ระหว่างคนอายุ ๒๐ ปี คนอายุ ๓๐ ปี คนอายุ ๔๐ ปีนี่เวลาประสบการณ์ชีวิตสะสม ๆ ไปเรื่อย ๆ นี่ คนอายุ ๔๐ ปีจะมีความลึกซึ้งต่อคำว่า อารยะธรรม ต่อคำว่า คุณธรรม จริยธรรม และต่อคำว่า วัฒนธรรม และผมถือว่าสิ่งเหล่านี้ คนอายุขนาดนี้จะมีความผูกพัน กับสถาบันหลักของประเทศครับ ประเด็นถัดมาที่ผมจะต้องย้ำก็คือ เพราะผมกังวลครับ ท่านประธาน เรากังวลว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เกรงว่า สสร. บางคนจะรับจ็อบไปแก้ไข เรื่ององค์กรตุลาการ ผมก็ยังเชื่อว่าคนอายุมากนี่ที่ผมกำหนดไว้อายุ ๔๐ ปี เมื่อเทียบกับอายุ ๓๕ ปีหรืออายุ ๓๐ ปีที่มีการถกกันนี่เขามีวิธีคิดในองค์รวมของสังคมดีกว่าคนอายุน้อยครับ ท่านประธานครับ ผมพยายามดึงตัวเองออกจากความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมก็มา นั่งนึกว่าถ้าผมอายุ ๓๐ ปีผมจะรู้สึกอย่างไร ผมอายุ ๓๕ ปีผมจะรู้สึกอย่างไร ผมอายุ ๔๐ ปี ผมจะรู้สึกอย่างไร ผมมีความรู้สึกว่าวันที่ผมอายุมากขึ้นนี่ ผมคิดถึงประเทศชาติมากขึ้น วันที่ผมอายุ ๓๐ ปี หรืออายุ ๓๕ ปีตามที่คณะกรรมาธิการกำหนดไว้ วันนั้นผมยังเปิดคลินิก สร้างเนื้อสร้างตัวอยู่เลยครับ ความสนใจต่อประโยชน์ของประเทศนี่น้อยกว่าความสนใจ ในชีวิตครอบครัวของตัวผมเอง แต่เวลาผมอายุมากขึ้นผมมีความรู้สึกผมโอเคแล้ว ผมพอแล้ว ครอบครัวผมมั่นคงแล้ว ผมจึงสละที่มาทำงานในฐานะผู้แทนราษฎร ดังนั้นผมจึงคิดว่า ยิ่งสถาบันตุลาการเป็นสถาบันคู่บ้านคู่เมืองครับ ซึ่งท่านประธานต้องเข้าใจนะครับว่า ที่พวกผมจะต้องย้ำอย่างนี้ เพราะอายุมันจึงสำคัญในการใช้ความรู้สึกตัวเองผูกพันกับ สถาบันของชาติ สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันพระมหากษัตริย์แล้วก็สถาบันตุลาการ จุดพวก ผมกังวลก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะหมิ่นเหม่ก้าวก่ายเข้าไปเปลี่ยนแปลงระบบของ ตุลาการของประเทศ และผมก็เชื่อว่าวันนี้ในองค์รวมของสังคม ระบบยุติธรรมของประเทศ ทุกคนพอใจ และยิ่งพวกท่านเคยบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด ท่านอ้างว่าประชาชนชอบ ผมจำได้เวลา พวกท่านหาเสียงท่านก็บอกจะเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ คืนมา แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มีความชัดเจนว่าเรามีศาลรัฐธรรมนูญแยกไป ต่างหาก เรามีศาลปกครองเพื่อให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน เรามีระบบ ศาลยุติธรรมก็คือศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาที่ชัดเจน แต่สิ่งที่ผมไม่สบายใจ เพราะเพื่อนสมาชิกของพรรคท่านได้มีการพูดคุยในที่ประชุมหลาย ๆ ครั้งว่าระบบศาลของเรา ไม่เป็นสากล เวลาผมฟังแค่อ้าปากพูดเท่ากับท่านกำลังมีใบสั่ง หรือกำลังหยั่งกระแสสังคม หรือไม่ ผมก็มีความกังวลตรงนี้ว่าคนที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้ต้องมีความรู้สึกผูกพันกับ ระบบยุติธรรมที่ดีของประเทศ ดังนั้นคนอายุ ๔๐ ปีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะแล้วผมเชื่อว่า เขาน่าจะมีส่วนในการปกป้องสถาบันตุลาการของประเทศครับ
อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือเรื่ององค์กรอิสระท่านประธาน ผมอย่างไรก็ยังเชื่อครับ ท่านประธานครับ คนอายุแต่ละอายุความหวั่นไหวต่อสถาบันต่าง ๆ มันต่างกัน ซึ่งสถาบัน องค์กรอิสระมันก็เหมือนกันครับท่านประธาน ท่านประธานต้องไม่ปฏิเสธนะครับว่า ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่พวกท่านบอกว่าดีที่สุดในประเทศ ที่มีการเรียกร้องให้เอา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กลับมาใช้ แต่ตอนช่วงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มีการแทรกแซง องค์กรอิสระ ดังนั้นผมถึงจำกัดว่าคนอายุขนาดนี้ ๔๐ ปีขึ้นไปน่าจะมีวุฒิภาวะที่ดีในการ แยกแยะว่าสถาบันฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ ต่างฝ่ายต่างมีการตรวจสอบ ซึ่งกันและกัน แต่ขณะเดียวกันกระบวนการตรวจสอบแค่นี้ไม่เพียงพอ ก็ควรจะมี องค์กรอิสระเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบทั้งฝ่ายบริหารแล้วก็ฝ่ายนิติบัญญัติ ฉะนั้น ผมก็คิดว่าคนที่มีวุฒิภาวะแล้วเท่านั้นครับ ถึงจะมีความเข้าใจเรื่องพวกนี้
และสุดท้าย เรื่องนี้เป็นเรื่องของชาติบ้านเมืองท่านประธาน มันเป็นเรื่องของการรู้ดีรู้ชั่ว ของประเทศ เพราะอย่างที่ผมกราบเรียนว่าคุณสมบัติของคนที่มาเป็น สสร. เขามีส่วนในการที่จะ กำหนดพิมพ์เขียวของประเทศ ถ้า สสร. ไม่มีวุฒิภาวะ สสร. ยังมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ ผมก็กังวลว่า สสร. ก็จะนำมาซึ่งการรับจ็อบ ต้องกราบเรียนกับท่านประธานตรง ๆ ครับว่าการทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ด้วยความเร่งรีบเขาก็กังวลว่าเพื่อนำไปสู่การนิรโทษกรรม เพราะขณะนี้ผมก็ต้องพูดย้ำครับท่านประธาน เพราะว่าวันนี้เราก็ได้ยินข่าวหนังสือฝ่ายรัฐบาลเองก็ส่ง ๒ ขาออกมา ตี ๒ ขาขนานกันไป ด้านหนึ่ง ก็กำลังจะออก พ.ร.บ. ปรองดอง หรือ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ข่าวก็มีออกตลอด อีกด้านหนึ่งท่าน ก็พยายามเร่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยความเร่งรีบ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าเราก็กังวลว่าไม่ว่าซ้าย หรือขวามันก็อาจจะมีผลต่อการนำไปสู่การนิรโทษกรรมและท่านต้องเข้าใจนะครับว่าถ้ามีการนิรโทษ กรรมระบบนิติรัฐ นิติธรรมของประเทศมันล้มเหลวเลยนะท่านประธาน ต่อไปนี้ใครจะทำผิดก็ทำไปเลย เต็มที่ไม่เป็นอะไรครับ มีอำนาจเมื่อไรก็ออกกฎหมายนิรโทษกรรมได้ แล้วผมก็เชื่อว่าท่านก็ต้องรู้สึก เหมือนกันว่าวันนี้สังคมไทยไม่เหมือนเดิม สังคมไทยดูแล้วไม่ค่อยกังวลหรือเกรงกลัวต่อกฎหมายเท่าไร เพราะเขาเชื่อว่าเดี๋ยวก็นิรโทษกรรมได้ ถ้ากฎหมายปรองดองหรือกฎหมายนิรโทษออกมาได้เราก็กังวลว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะนำไปสู่สิ่งที่สังคมกังวลใจ ดังนั้นผมจึงอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า การกำหนดคุณสมบัติตลอดจนอายุของคนที่จะมาเป็น สสร. จึงมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง จึงเรียกร้อง ผ่านท่านประธานไปยังประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านถอยสักก้าว คือถ้าท่านสามารถถอยย้อนไป ได้ผมยังอยากจะเรียกร้องท่านนะครับว่าท่านกลับไปนอนคิดดี ๆ ว่าอะไรที่ทำให้ประเทศชาติไปได้ครับ แต่สูตรนี้วันนี้ถ้าท่านไม่ถอยเลยสักนิดมันไปไม่ได้หรอกครับ แล้วประเทศก็จะมีปัญหาตามมาครับ แล้วต้องจำไว้เลยชื่อทุก ๆ คนจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าคนเหล่านี้มีส่วนที่ทำให้บ้านเมือง ปั่นป่วนครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ