พีระพันธุ์ ชี้มาตรา ๒๙๑/๕ เป็นปัญหาใหญ่ เรียกร้องสิทธิอภิปรายเสียงข้างน้อย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อภิปรายเรื่องปัญหาความขัดแย้งในมาตรา ๒๙๑/๕ ของรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่ามาตรานี้มีปัญหาที่สุดในกระบวนการพิจารณาและเรียกร้องสิทธิในการอภิปรายตามหลักการเสียงข้างน้อย

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ อันดับแรก ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมจะพยายามใช้เวลาให้สั้นที่สุดตามที่ ท่านประธานขอร้องนะครับ แต่ว่าก็ต้องครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ และที่มีความคิดเห็นไว้นะครับ รวมไปถึงประเด็น เผอิญมาตรานี้ทางคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้มีการแก้ไขใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าจะพูดกันตามความเป็นจริงแล้วกรณีนี้ สมาชิกรัฐสภาในส่วนที่ไม่ได้แปรญัตติไว้มีสิทธิอภิปรายในส่วนที่กรรมาธิการแก้ไข แล้วก็ในส่วนที่พวกกระผมสงวนคำแปรญัตติไว้ก็ต้องมีสิทธิพูดในส่วนที่สงวนคำแปรญัตติไว้ก่อน แล้วจะมีสิทธิพูดในเรื่องของการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๒ ครั้งนะครับ แต่เพื่อให้เกิดความรวดเร็วไม่ต้องมาพูดกัน ๒ ครั้ง ก็ขออนุญาตพูดรวมไป ซึ่งความคิดเห็น ของแต่ละคนของพวกผม ก็มีความคิดเห็นที่บางส่วนอาจจะคล้ายคลึงกันครับ แล้วก็บางส่วน ไม่ได้ตรงกัน เพราะฉะนั้นผมก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าผมจะพยายามพูด ให้กระชับมากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะครับ แต่ก็ต้องขอท่านประธานให้สิทธิ ให้โอกาสผม ตามสิทธิที่ผมพึงมีพึงได้ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับครับ

ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๕ ต้องยอมรับว่าเป็นมาตราที่มีปัญหามากที่สุดครับ ในกระบวนการพิจารณามาถ้าไม่นับ มาตราแรก ในห้องประชุมกรรมาธิการนั้นในมาตราแรกความเป็นจริงแล้วยังมีข้อถกเถียงกัน น้อยกว่ามาตรา ๒๙๑/๕ เพราะว่าเราผ่านไปก่อนในการประชุมในช่วงแรกเรายังหาข้อยุติไม่ได้ เราก็คิดว่าเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าก็ผ่านไปก่อนเราก็พูดกันไปเรื่อย แต่ว่าในขณะที่ พูดในมาตราอื่น ๆ นั้นก็มีการพูดมาถึงมาตรา ๒๙๑/๕ อยู่ตลอดเวลา เพราะว่ามาตรา ๒๙๑/๕ นี่ มันมีหลายวรรคหลายตอนที่ไปเกี่ยวข้องกับมาตราอื่น ๆ จึงทำให้ต้องพูดโยงมา มาตรา ๒๙๑/๕ นี่หลายเรื่องหลายครั้ง แล้วต้นร่างของรัฐบาลเองก็ทำให้คณะกรรมาธิการ โดยรวมสับสน ไม่ว่าจะเป็นทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยก่อนที่จะแบ่งเป็นข้างนอก ข้างมาก ข้างน้อยนี่นะครับ สับสนทั้ง ๒ ฝ่ายครับ เพราะว่าได้ยกร่างมาทำให้เกิดความสับสน เนื่องจากว่าในแนวทางหรือว่าหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ถ้าหากท่านประธานได้กรุณาดู ในเนื้อหาสาระในมาตรา ๔ ได้กำหนดไว้ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ ถึง ๑๗ เท่ากับมี ๑๗ มาตรา แล้วก็เขียนโยงกันไปสลับกันมา ขึ้นหน้าขึ้นหลังจนงงกันไปหมด แล้วก็รูปแบบหนึ่งซึ่งผู้ร่าง ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ร่างที่แท้จริง ได้กำหนดแนวทางไว้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะต้องจัดการเลือกตั้งแล้วก็จะมี สสร. ผมขออนุญาตพูดคำย่อคือ สสร. ขึ้นมา จะต้อง ดำเนินการอะไร แบบไหน อย่างไร แล้วเมื่อ สสร. ดำเนินการไปแล้วเกิดข้อขัดข้องระหว่างทาง ผมใช้คำว่าระหว่างทางจะทำอะไรกันอย่างไร จึงได้ไปเกิดมาตรา ๒๙๑/๑๖ ขึ้นมาครับว่า ถ้าหากว่าระหว่างทางเกิดเหตุขัดข้องจะต้องไปทำอะไรกันต่อไป อย่างไร แล้วมีการเลือกกันใหม่ไหม จะต้องมีการเสนอญัตติอะไรกันใหม่ไหม แล้วก็มีการออกพระราชกฤษฎีกา ให้มีการเลือกตั้ง สสร. กันใหม่หรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า สสร. จะมี ๒ ครั้ง หรือ ๒ ชุด ถ้าหากเกิดเหตุขัดข้องระหว่างทาง กล่าวคือว่าในตอนเริ่มต้นนั้นก็จะมี การดำเนินการตามขั้นตอนที่ทางคณะกรรมาธิการหรือต้นร่างของรัฐบาลได้กำหนดไว้ ๑ ชุด แล้วถ้าหากว่าต่อไปเกิดปัญหาข้อขัดข้องก็จะมีเหตุให้เกิดการเลือกชุดที่ ๒ ขึ้นมาทำหน้าที่ แทนชุดที่ ๑ ตรงนี้จึงเกิดมาตรา ๒๙๑/๑๖ ขึ้นมา แต่ที่มันเกิดสับสนแล้วมาโยงมายุ่ง ในมาตรา ๒๙๑/๕ นี่ ก็เพราะว่าในประเด็นที่เพื่อนสมาชิกขออภัยเอ่ยนามคุณธนา ชีรวินิจ ได้กล่าวไปนะครับ ทำให้เกิดความสับสนในเรื่องของการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มี การเลือกตั้ง ซึ่งไปเขียนไว้ในต้นร่างว่าให้มีผลบังคับใช้นับแต่วันที่ที่ประชุมรัฐสภามีมติเลย ตรงนี้ทำให้เกิดข้อสับสนโต้แย้ง แล้วผมจำได้ว่าเพื่อนสมาชิกกรรมาธิการที่เป็นกรรมาธิการ จากซีกเสียงข้างมากในเบื้องต้นก็เห็นสอดคล้องกันหลายคน ที่มันสับสนอย่างนี้เพราะว่า ในตอนต้นทางคณะกรรมาธิการได้รับคำชี้แจงจากตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าในกรณีที่เป็นปัญหาที่เพื่อนสมาชิกคุณธนายกตัวอย่างขึ้นมานั้น มันเป็นเรื่องของ มาตรา ๒๙๑/๑๖ พวกเราก็เกิดความสับสนกันครับ เพราะว่าถ้าหากเป็นเรื่องของ มาตรา ๒๙๑/๑๖ นี่ ในขณะที่มาตรา ๒๙๑/๕ มันเป็นเรื่องทั่วไป แล้วคุณเอามาใส่ไว้ ในเรื่องทั่วไปแล้วคนทั่วไปเขาจะเข้าใจหรือไม่ว่าเป็นเรื่องของมาตรา ๒๙๑/๑๖ แล้วก็ ไม่ได้เขียนไว้ว่าเป็นมาตรา ๒๙๑/๑๖ ในขณะที่วรรคตอนอื่น ๆ ของมาตรา ๒๙๑/๕ มันหมายถึงตอนเริ่มต้น สสร. ชุดที่ ๑ ส่วนมาตรา ๒๙๑/๑๖ เป็น สสร. ชุดที่ ๒ แล้วคุณ มาเขียนไว้ตรงนี้มาแทรกไว้ตรงนี้ คนทั่วไปเข้าใจก็ต้องนึกว่าเป็นเรื่องของตอนเริ่มต้น ทั้งนั้นละครับ ไม่มีเข้าใจแบบผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาบอกหรอก ทางผู้แทน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็พยายามชี้แจงให้พวกเราเข้าใจ แล้วก็มีความเห็นกัน ในเบื้องต้นครับว่าถ้าเช่นนั้นกรณีที่เป็นปัญหาเรื่องการลงพระปรมาภิไธยแล้วหรือไม่ จะไปออกพระราชกฤษฎีกากันเมื่อไร ถ้าหากเป็นอย่างที่ทางผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาชี้แจงว่าที่เป็นประเด็นโต้แย้ง โต้เถียงหรือเห็นสับสนกันในกรณีนี้ในห้องคณะกรรมาธิการ ย้ายไปไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ เสียเลยดีไหม ให้เป็นเรื่องของใครของมัน จะได้ไม่ต้องมานั่งตีความสับสน เราเข้าใจ ขนาดพวกเรานั่งทำงานในห้องคณะกรรมาธิการยังไม่เข้าใจ ยังไม่รู้เรื่องเลย แล้วคนทั่วไป เขาจะไปเข้าใจไหม แล้วใครจะสามารถไปอธิบายให้คนอีกเป็น ๑๐ ล้านคนเข้าใจ ในความหมายตรงนี้ ถ้าหากว่าคนอีกเป็น ๑๐ ล้านคนเข้าใจความหมายในตรงนี้ผิดก็จะทำให้ เข้าใจคณะกรรมาธิการ เข้าใจรัฐสภาผิดตามไปด้วย ในเรื่องของการไปบังคับให้ออก พระราชกฤษฎีกาทันทีที่รัฐสภามีมติ ตรงนี้ละครับ จึงทำให้เกิดปัญหามากที่สุด ก่อนที่ จะไปเรื่องของกฎหมายของในมาตรา ๒๙๑/๕ แล้วก็ท้ายที่สุดก็ต้องขอบคุณครับ ผมพูด ด้วยความสุจริตใจ บริสุทธิ์ใจ ขอบคุณกรรมาธิการทุกฝ่ายละครับ ที่สุดท้ายก็เห็นตรงกัน แล้วก็ ขอให้ทางผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งแต่แรกเริ่มเดิมทียืนยันตามร่างทุกประการ ไม่มีเปลี่ยน พวกเราช่วยกันครับ ขอให้เขาช่วยปรับปรุงแก้ไข แล้วก็มีการแก้ไขปรับปรุง ข้อความในเนื้อความตรงนี้ครับ ทางคณะกรรมาธิการถึงได้ปรับปรุงไป ทำให้เกิดความชัดเจน ในประเด็นนี้มากขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ที่ผมพูดตรงนี้ก่อนจะได้เห็นเป็นตัวอย่างครับว่าเมื่อไรที่เกิดปัญหาแล้วเราคุย เราดูกัน ด้วยสุจริตใจ โดยเอาผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง มันแก้ได้หมด ท่านประธานเห็นไหมครับ ปัญหาแค่ตรงนี้ ถ้าหากว่าเรามีอะไรเป็นที่ตั้ง เป็นแนวตั้งไว้ เป็นธงไว้ว่าต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ ไม่ฟังเสียง ไม่อะไร ตรงนี้ก็ต้องออกมาแบบเดิม แล้วก็ยากครับ ยากที่จะทำให้คน เข้าอกเข้าใจกัน เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ท่านประธานครับ ผมจึงได้กราบเรียนท่านประธานว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นของข้อขัดแย้งหลายเรื่องที่ทำให้เกิดการแปรญัตติ แล้วก็เป็นข้อขัดแย้ง บางส่วนที่ทำให้ผมต้องมาแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๕ ต่อไปหลังจากที่มีปัญหาเรื่องนี้แล้ว ท่านประธานครับ ก็มีปัญหาต่อไปครับว่าเราจะเลือกตั้ง สสร. กัน แน่นอนครับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ใช่คนอื่นหรอกครับ ต้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งเขาจะเอาอำนาจ เอากฎเกณฑ์กติกา เอาอะไรมาจากไหน มาใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินการการเลือกตั้งครับ ตามร่างของรัฐบาลและต้นร่างที่ คณะกรรมาธิการใช้เป็นแนวในการพิจารณาได้กำหนดไว้บอกว่าให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งไปออกเป็นระเบียบ ซึ่งผมเป็นผู้หนึ่งซึ่งได้เสนอความเห็นคัดค้านไว้ครับว่า สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ความเป็นจริงแล้วเมื่อเขามีสถานะตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เขาต้องไม่มีสถานะแตกหรือต่างไปจากพวกเราที่เป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ในเมื่อพวกเราซึ่งเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. มีกฎหมายเฉพาะในการกำหนดที่มาของพวกเรา แล้วก็คณะกรรมการ การเลือกตั้งใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะไปดำเนินการการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ ผมคิดว่าควรจะต้องมีกฎหมายเป็นการเฉพาะ ก็มีการถกเถียงโต้แย้งกันหลายเหตุผลครับ บางท่านก็เสนอว่าเป็นไปได้ ทำตามระเบียบได้ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ยืนยันว่าทำได้ บางท่านก็บอกว่าไม่แน่ใจแล้วว่าทำได้หรือไม่ได้ ก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นหารือคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ที่ผมขออนุญาตเรียนตรงนี้จะไม่ซ้ำกับคนอื่นครับ เพราะว่าเมื่อได้คุยกันแล้ว ประเด็นสำคัญอันหนึ่งซึ่งผมได้หยิบยกขึ้นมาครับ แล้วผมก็ได้กระซิบบอกท่านประธาน คณะกรรมาธิการด้วย เพราะว่านั่งติดกัน ว่าการเลือกตั้งมันไม่ได้แค่มีวิธีการเลือกตั้งนะครับ มันจะต้องมีการลงโทษผู้ที่กระทำความผิดเลือกตั้งด้วย ถ้าหากทุกอย่างท่านไปเขียนกำหนด เป็นกฎเกณฑ์กติกาว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไปออกเป็นระเบียบ มันทำไม่ได้นะครับ ท่านประธานจะลงโทษจำคุกคน ลงโทษปรับคน ซึ่งเป็นโทษทางอาญาโดยอาศัยระเบียบ ไม่มีครับ เพราะอะไรครับ เพราะตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลจะพิจารณา พิพากษาลงโทษทางอาญากับใครได้นั้นต้องอาศัยกฎหมายครับ ไม่ใช่อาศัยระเบียบ ถ้าขืนออกอะไรไปแบบนั้นขัดรัฐธรรมนูญอีกแล้วครับ ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ทาง คณะกรรมาธิการเริ่มกลับมาทบทวนแล้วก็ขอความเห็นอีกครั้งหนึ่ง ทางตัวแทนของ คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งมานั่งร่วมอยู่ด้วยก็รับกลับไปหารือกับทางคณะกรรมการ การเลือกตั้ง สุดท้ายทางคณะกรรมการการเลือกตั้งก็แจ้งกลับมาว่าเขาต้องการกฎหมายเฉพาะ คือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. เป็นการเฉพาะ ตรงนี้ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานเพราะว่าผมต้องพูดขึ้นมาเนื่องจากว่ามีเพื่อนสมาชิกพูดไว้ แล้วก็ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงซึ่งผมไม่มั่นใจในข้อเท็จจริงตรงนั้น ผมถึงต้อง ขอพูดแล้วก็ให้ตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง คือครั้งที่ ๒ ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้บอกว่า เขามีหนังสือแจ้งมาอีกครั้งเขาไปพูดเรื่องอื่นแล้ว แต่ผมเข้าใจว่าเคยมีการถามเรื่องนี้กัน ในห้องประชุมกับตัวแทนที่เข้ามานั่งอยู่ เขายังพูดอยู่ในทำนองว่าจริง ๆ แล้วเขาอยากให้มี กฎหมายเฉพาะ แต่ประเด็นที่เขามาเป็นครั้งที่ ๒ มันคนละเรื่องเขาก็ต้องถามเรื่องอื่น เท่านั้นเอง แล้วเขาก็แสดงอาการไม่ค่อยสบายใจในหลายประเด็น เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้กฎหมายมันผ่านมาแล้วครับ เมื่อมันผ่านมาแบบนี้ มันก็ต้องแบบนี้แล้วครับ แต่ว่าผมยังมีความเข้าใจและมั่นใจว่าถ้าไปถาม กกต. วันนี้ เขาต้องการกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะ แล้วตรงนี้ ก็เป็นประเด็นที่ผมได้แปรญัตติไว้ถ้าหากว่าท่านประธานได้กรุณาดูในคำแปรญัตติผมนะครับ ผมได้แปรญัตติไว้โดยเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในส่วนนี้ครับว่าในการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญนี้ ผมยืนยันว่าจะต้องมีกฎหมายว่าด้วยการนี้เป็นการเฉพาะครับ แล้วเมื่อเปรียบเทียบกับพวกเราซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภามีกฎหมาย การเลือกตั้งหรือการได้มาเป็นการเฉพาะ เป็นฐานะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ในส่วนนี้ ผมจึงได้กำหนดว่ากฎหมายที่ว่านี้ก็ต้องเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเพราะว่าเรื่องของ สถานะที่ผมได้เรียนท่านประธานเป็นประเด็นที่ ๑

ส่วนประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าประเด็นนี้ต้องทำให้เกิดความชัดเจนครับ ว่า สสร. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญนี้จะเป็นเฉพาะคราวเฉพาะกิจหรืออยู่ตามรัฐธรรมนูญกันแน่ ผมกราบเรียนท่านประธานตั้งแต่ในมาตรา ๒๙๑/๑ แล้วนะครับว่า การที่คณะกรรมาธิการ ยืนยันตามร่างรัฐบาลและกำหนดมาว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมไม่พูดถึงเจตนารมณ์ ที่แท้จริงของท่าน ผมพูดถึงเจตนารมณ์ตามถ้อยคำตามกฎหมาย การที่ท่านเขียนไว้อย่างนี้ ก็แปลว่าเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสร็จเรียบร้อยจะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็น ๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญทันทีครับ ไม่ใช่ว่าเพื่อการแก้ไขครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วเลิก เพราะถ้าหากว่าท่านจะบอกว่านี่เป็นกฎหมายเฉพาะกิจเฉพาะคราวเพื่อการนี้มันก็ล่อแหลม ต่อการพิจารณาว่าเราออกกฎหมายเพื่อการใดเป็นการเฉพาะแล้วจบไปหรือไม่ เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้ถ้อยคำตามกฎหมายถ้าเอาตามกฎหมายเอาตามถ้อยคำมาพูดแท้ ๆ มันไม่ใช่ว่า เป็นองค์กรขึ้นมาแล้วจบไปครั้งเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าหากว่าในระหว่างที่ คณะกรรมการ สสร. ที่จะเกิดขึ้นครั้งแรกตามมาตรา ๕ นะครับ ไม่ใช่ตามมาตราพวกนี้เลย ในระหว่างนั้นต้องถือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังมีตัวตนครับ ยังมีชีวิตอยู่ครับ เมื่อเป็นเช่นนั้น มาตรา ๒๙๑/๑ ที่ท่านเขียนเอาไว้ยังอยู่นะครับ ก็แปลว่า สมมุติสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในชุดที่มาตามมาตรา ๕ หรือตามมาตรา ๔ ประทานโทษครับหลังจากเสร็จเรียบร้อย มาตรา ๒๙๑/๑๖ เกิดต้องล้มหายตายจากไปตามนั้นด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ แล้วเกิด มีการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ก็ยังคงทำได้ครับ เป็นชุดที่ ๒ ชุดที่ ๓ ชุดที่ ๔ ตราบใดที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ยังมีผลบังคับใช้ เพราะฉะนั้นที่จะบอกว่าไม่ต้องไปมีกฎหมายเฉพาะ เพราะว่า ครั้งเดียวจบ มันไม่ใช่ครับ เมื่อมันไม่ใช่แล้วรัฐธรรมนูญตรงนี้เราไปกำหนดอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าท่านพูดกำหนดแบบนั้นยิ่งยืนยันเลยครับว่าท่านได้กำหนดให้มีการตั้งใจจะให้เป็น กฎหมายอันนี้ เป็นกฎหมายเพื่อการแก้ไขครั้งเดียวแล้วล้ม สสร. แล้วไปมีรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วในรัฐธรรมนูญใหม่ท่านจะไม่ให้มีตรงนี้ ตรงนี้หมายความว่าอย่างไรครับ ตรงนี้หมายความว่าไม่ต้องมีคำว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญที่จะยกร่างกันขึ้นใหม่อีก ถ้าเช่นนั้นทำไมครั้งนี้ถึงให้มีครับ แล้วครั้งต่อไปไม่ให้มีอีก ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า ท่านเจตนารมณ์ให้มีครั้งเดียวหนเดียว มีอีกไม่ได้แล้ว แล้วทำไมทีครั้งนี้มีได้ ครั้งหน้ามีไม่ได้ ผมถึงเรียนว่าตรงนี้เป็นเหตุผลที่ ๒ ที่ผมคิดว่าจะต้องมีกฎหมายเป็นการเฉพาะ เพื่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่เดิมผมได้ติดใจในประเด็นเรื่องการตรา พระราชกฤษฎีกาตรงนั้น เมื่อยุติในระหว่าง ๒ ฝ่าย ๓ ฝ่าย โดยเฉพาะทางคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปเรียบร้อยแล้ว ผมก็เลยไม่ได้ไปติดใจตรงนั้น

แต่ประเด็นที่ ๒ ต่อมาท่านประธานครับ ก็คือว่ามีกฎหมายแล้ว มีคนดำเนินการการเลือกตั้งแล้ว จะต้องมีกระบวนการเท่าไร ในส่วนนี้ท่านประธานครับ ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากทำให้พวกเราซึ่งเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยมีความสงสัยว่า ทำไมทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับตัวเลข ตัวเลขที่ ๑ แตะต้องไม่ได้เลยคือตัวเลขจำนวน สสร. ตัวเลขที่ ๒ คือเงื่อนเวลาต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ ทั้ง ๆ ที่เงื่อนเวลาต่าง ๆ ที่กำหนดไว้มันอาจจะ เป็นปัญหาและเป็นอุปสรรคกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือผลของการดำเนินการ ตามรัฐธรรมนูญฉบับที่แก้ไขนี่เองนะครับท่านประธาน เพราะอะไรครับ เพราะว่า ถ้าเรากำหนดทุกอย่างในระยะเวลาที่กระชั้น แล้วถ้าหากว่ามันไม่เป็นไปตามนั้น มันไม่มีคนต้องรับโทษนะครับท่านประธาน ถ้าเป็นกฎหมายลูกคือพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่เราได้ออกไว้ เราบอกว่าเรื่องนี้คุณต้องทำภายในกี่วัน ผมยกตัวอย่างเช่นพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้กำหนดว่าจะต้องดำเนินการในแต่ละเรื่องที่มีคนร้องเรียน หรือยื่นเข้ามาภายใน ๓๐ วัน อย่างนี้ได้ครับ เพราะถ้าไม่ทำตามให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน กฎหมายกำหนดบทลงโทษเจ้าหน้าที่ไว้ แล้วมีกฎหมายอาญามากำกับ แต่พอเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ พอท่านกำหนดว่าให้เสร็จภายในเท่านั้นวันเท่านี้วัน ถ้ามันไม่เสร็จ ท่านประธานที่เคารพครับ ผลมันคืออะไรครับ มีรัฐธรรมนูญเขียนให้ลงโทษไหมครับ มีโทษตามรัฐธรรมนูญไหมครับ ไม่มีนะครับ แต่สุดท้ายผลมันก็จะกลายเป็นว่าระยะเวลาที่ท่านพยายามกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ กระชั้นชิดเข้าไว้ เร็วเข้าไว้ สั้นเข้าไว้เกิดปฏิบัติหรือมีปัญหาเกิดขึ้นมาทำไม่ได้ ผลของมัน ที่ตามมาคือขัดรัฐธรรมนูญครับ เช่นท่านบอกให้เสร็จใน ๓๐ วัน ใน ๓๐ วันนั้น มันเกิดไม่เสร็จ มันเสร็จวันที่ ๓๑ มันจะมีประเด็นตามมาเลยครับว่าผลของวันที่ ๓๑ ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้ามันไม่ถูกมันก็จะเป็นโมฆะไม่มีใครถูกลงโทษ แล้วผม ก็ได้ยกตัวอย่างกรณีตั้งกรรมการ ป.ป.ท. ในอดีต ซึ่งเกินกำหนดเวลาตามรัฐธรรมนูญ แต่เราก็ไม่อยากให้มันมีปัญหาข้อขัดข้องอะไรกันไปก็ผ่านมันไป แต่มันจะเป็นปัญหา ในกรณีนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็ได้พยายามพูดแต่ว่าก็ไม่สามารถท้วงติงคณะกรรมาธิการได้ ก็ยังคงยืนอยู่ตามเงื่อนไขเดิม เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมก็ได้ขยายออกไปเพราะผมคิดว่า ๗๕ วันอย่างไรก็ไม่พอ เมื่อมานับระยะเวลาแต่ละขั้นตอนที่ได้กำหนดวางเอาไว้ นั่นวางแบบไม่มีปัญหาครับ นั่นวางแบบไม่มีปัญหา แต่ว่ามนุษย์ไม่ใช่เทวดานะครับ ท่านหยั่งรู้อนาคต ได้อย่างไร ไม่ต้องไปดูอื่นไกลเลยครับ ที่เราประชุมอยู่นี่ละครับ ท่านเคยคิดไหมครับว่า วันนี้ยังต้องนั่งประชุมอยู่ ท่านประธานเองเคยคิดไหมครับวันนี้ท่านประธานยังต้องนั่งอยู่ และยังต้องนั่งต่อในสัปดาห์หน้า ไม่เคยเพราะท่านคิดว่าไม่กี่วันจบ นี่เป็นตัวอย่างเห็นได้ชัดครับ ปัญหาของการกำหนดกฎเกณฑ์ กติกาที่คิดว่ามันเป็นไปได้ตามนั้นแล้วมันไม่ได้ ตรงนี้ ผมถึงได้เป็นห่วงครับว่าท่านไปกำหนดตรงนั้นไว้แต่ผลต่างกันครับ สิ่งที่เรากำลังประชุมกัน ไม่เป็นไปตามที่ท่านกำหนดแผนการไว้ขยายต่อไปได้ ไม่เป็นอะไร แต่ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ที่ท่านกำหนดไว้ถ้ามันไม่เป็นไปตามนั้นทุกอย่างเป็นการขัดรัฐธรรมนูญหมด อันนี้เป็นปัญหา แล้วเป็นอันตราย สำหรับผมผมไม่เป็นปัญหาหรอกครับ เพราะผมบอกท่านประธานแล้วทุกครั้งครับว่า ผมยืนยันว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แล้วผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะผมเห็นว่ามันขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ สำหรับคนอื่น ผมไม่ทราบ แต่สำหรับตัวผมในความรู้สึกลึก ๆ ของผม ความรู้สึกส่วนตัวผมมันเป็น การล้มล้างรัฐธรรมนูญรูปแบบหนึ่ง มันไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันไม่น่าใช่เจตนารมณ์ ผมจึงไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผลของมันเป็นโมฆะ ผมไม่ติดใจ ผมชอบด้วยซ้ำไป แต่ในฐานะกรรมาธิการก็เลยต้องพูดต้องคุยให้เกิดความเข้าอกเข้าใจกัน แต่เพื่อน กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ยืนยันตามนั้นก็ไม่เป็นอะไร แต่ผมก็พูดเอาไว้อีกครั้งหนึ่งว่า มันจะเกิดปัญหาข้อขัดข้องในส่วนนี้ อันนี้ผมจึงได้แปรญัตติในส่วนนี้ไว้ เพราะผมก็พยายาม ขยายให้เผื่อมีปัญหา ผมจึงได้ขยายระยะเวลาตรงนี้ออกไปอีกเป็น ๙๕ วัน ซึ่ง ๙๕ วันผมเอง ผมก็คิดว่ามันอาจจะไม่พอละครับ แต่ก็พยายามนับเวลาตามที่ได้กำหนดเอาไว้ในเงื่อนไข แล้วก็พยายามบวกให้เท่าที่คิดว่าถ้าเกิดปัญหาอะไรพอจะแก้ไขได้เร็วที่สุด สั้นที่สุดตามที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งเขาได้ยืนยันว่าเขาจะพยายามทำให้ได้ตามนั้น อันนี้ก็คือเหตุผล และที่มาที่ไปของผมนะครับในส่วนนี้ครับ

ในส่วนที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในประเด็นต่อไป ท่านประธานครับ ผมได้เขียนไว้ในวรรคสองของมาตรา ๒๙๑/๕ ว่าให้ดำเนินให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา กำหนดวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งแจ้งผลการลงประชามติให้คณะรัฐมนตรีและประธานรัฐสภาทราบ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ไม่ใช่มาตรา ๒๙๑/๑๖ นะครับ ผมแก้ไขครับ แล้วโดยให้ มีระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้งไม่เกิน ๒๐ วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่าผมได้เคยเรียนท่านประธานและที่ประชุมนี้ไว้ว่า ในความเห็นของผมผมเห็นว่าเมื่อสรุปความเข้าใจกับทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้ว ผมเข้าใจว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นสภาที่เกิดแล้วก็ดับไป มีวาระครั้งหนึ่งประมาณ ๑๘๐ วัน ต้องทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จ ก็แปลว่าเมื่อมันเสร็จไปแล้วเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมา จะต้องมีกันใหม่รอบที่ ๒ ก็จะมาเข้าเงื่อนไขของตัวกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เราแก้ไข ในครั้งนี้ครับ ให้มี สสร. ได้ใหม่ ก็จะต้องมีการตั้ง สสร. กันชุดที่ ๒ ชุดที่ ๓ ต่อไป ที่ไม่ใช่ มาตรา ๒๙๑/๑๖ นะครับ เมื่อเป็นกรณีเช่นนี้แล้วละก็ ท่านประธานครับ มันก็ต้องถามประชาชน ที่ผมเรียนท่านประธาน เวลาเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเราต้องมีผู้เสนอญัตติเข้ามา ในที่ประชุมรัฐสภา เมื่อมีผู้เสนอญัตติเข้ามาในที่ประชุมรัฐสภาเราต้องแสดงความคิดเห็นกัน และสุดท้ายลงมติ มติตรงนั้นเป็นฉันทานุมัติให้แก้บางส่วนตามร่างปัจจุบันนะครับ แต่นี่เราจะยกร่างกันใหม่ ออกแบบประเทศไทยกันใหม่ ผมจึงได้กำหนดแนวทางว่า เราไม่ควรเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเสียเองครับ เราควรจะไปถาม แล้วผมก็บอกว่า ให้ไปทำประชามติใหม่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเงื่อนไขที่ผมได้กำหนดเอาไว้ในส่วนนี้ครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นต่อไปผมได้แปรญัตติเพิ่มวรรคสาม ของมาตรา ๒๙๑/๕ โดยกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันเลือกตั้ง โดยให้ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุด ในการเลือกตั้งเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จังหวัดใดมีจำนวนสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า ๑ คน ให้ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนอันดับรองลงมาเป็นผู้ได้รับเลือก เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจนครบจำนวน เพราะเหตุผลที่ผมได้เรียนท่านประธาน ซึ่งผมจะไม่พูดตรงนี้มากแล้วครับ เพราะว่าถือว่าสภาไม่รับแนวทางของผมที่กำหนดว่า ให้ ๑ จังหวัดมีได้มากกว่า ๑ คนตามเงื่อนไข แต่ผมขออนุญาตพูดรวมมาในส่วนนี้นะครับ มายังในส่วนที่คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมเรียนท่านประธานแล้วว่าเจตนารมณ์เขาที่เขาแจ้งมา คณะกรรมาธิการ แล้วยังไม่เคยแจ้งเปลี่ยนนะครับว่าเขาต้องการกฎหมายเฉพาะ แต่สุดท้าย หลังจากที่เราได้มีการพูดจากันในห้องประชุมนี่ผมก็ได้บอกว่าเมื่อทางที่ประชุมส่วนใหญ่ คิดว่าไม่อยากจะไปออกกฎหมายเฉพาะ ผมก็เสนอว่าน่าจะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. หรือการได้มาซึ่ง ส.ว. ครับ เพราะว่าอย่างน้อยก็ยังมีศักดิ์และสิทธิ เท่าเทียมกัน แต่ว่าก็มีเพื่อนกรรมาธิการเสนอให้ไปใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น สมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งสำหรับผมนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า มันตลกมากเลยครับ คือเขามีแต่ว่าเอากฎหมายที่เหนือกว่าไปอนุโลมใช้กับสิ่งที่ด้อยกว่า แต่เรากลับจะเอากฎหมายที่มีศักดิ์และสิทธิต่ำกว่ามาใช้บังคับกับสถานะที่สูงกว่า ตรงนี้ มันผิดหลักจริง ๆ เลยครับท่านประธาน แต่ว่าในเสียงข้างมากก็ยืนยันว่าจะให้เป็นเช่นนั้น แต่ว่าสิ่งที่ผมเป็นห่วงมันไม่ใช่แค่ที่ ผมบอกว่าเรื่องศักดิ์และสิทธิของกฎหมาย แต่ที่ผมเป็นห่วงมากกว่านั้นแล้วยาวไปกว่านั้น ก็คือว่าเงื่อนไขของการบังคับใช้ต่าง ๆ ที่จะตามมา เพราะว่าการเลือกตั้งท้องถิ่น กับการเลือกตั้งระดับประเทศที่เรียกว่าสภาใหญ่อย่างนี้มันไม่เหมือนกัน และท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านประธานทราบไหมว่าพอผมไปดูร่างกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ผมยิ่งตกใจเลยครับ ผมยอมรับครับว่าผมไม่ค่อยถนัดเรื่องท้องถิ่น ไม่ค่อยได้ทำงานเกี่ยวกับท้องถิ่น ปรากฏว่าที่มาของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น คือการเลือกตั้ง สมาชิกสภาเทศบาล สมาชิกสภาจังหวัด เพราะอะไรครับ เพราะว่าเมื่อมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นแล้วเขาก็ให้ไปยกเลิก กฎหมายอื่น ๆ ที่เคยใช้อยู่แทน ผมยกตัวอย่างเอาที่สูงสุดก็คือพระราชบัญญัติเลือกตั้ง สมาชิกสภากรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หลังจากนั้นก็เป็นสมาชิก สภาจังหวัด แล้วก็สมาชิกสภาเทศบาล ที่เรากำลังจะกำหนดว่ากฎหมายที่จะใช้กับ สสร. ซึ่งเรากำลังจะบอกว่าให้เขามาออกแบบประเทศไทย กฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่เราใช้ กฎหมายเลือกตั้งสมาชิกเทศบาล มันตลกไหมครับท่านประธาน ผมถึงเรียนท่านประธานว่า มันเป็นปัญหาในหลายด้าน แต่ปัญหาที่ตามมาจริง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ในนั้นมันมี ปัญหา เพราะว่ามันมีทั้งสมาชิกประเภทที่เรียกว่าเลือกเป็นชุด สมาชิกสภากับเลือกผู้บริหาร ท้องถิ่น แล้วก็มีเงื่อนไขอะไรอีกสารพัดซึ่งอาจจะไม่เข้ากับเงื่อนไขของการเลือกตั้ง สสร. หรือว่าไม่น่าจะเอามาใช้กันได้ แต่เมื่อกฎหมายเขียนก็จะเป็นปัญหาให้กับทางผู้ปฏิบัติคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ทางคณะกรรมาธิการจึงไปแก้ไขเพิ่มขึ้นใหม่ ซึ่งผมไม่สามารถ เห็นด้วยได้เลยครับ เพราะท่านบอกว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจประกาศ กำหนดบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าวที่ไม่จำต้องมาใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษาด้วย ท่านประธานครับ ท่านประธานอ่านข้อกำหนดเงื่อนไขหรือตัวอักษรที่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากเขียนอาจจะอ่านแล้วก็อ่านไป แต่ความหมายของมันมีปัญหานะครับ เพราะสิ่งที่ท่านเขียนท่านกำลังให้คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้อำนาจนิติบัญญัติครับ การจะออกกฎหมาย การจะแก้ไขกฎหมาย การจะบังคับใช้กฎหมายใดหรือไม่บังคับใช้ กฎหมายใด ไม่มีใครทำได้นอกจากสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ถ้าเช่นนั้นเราก็สามารถ เขียนกฎหมายให้องค์กรนั้น องค์กรนี้ไปอนุโลมเอาเองว่าจะเอากฎหมายไหนมาใช้ ในการทำงานได้สิครับ แต่การที่เราไปอนุโลมใช้ว่าเอากฎหมายนั้นมาใช้กับตรงนั้นตรงนี้ได้ เพราะเราให้อำนาจตามกฎหมายไปเขียนแล้วออกเป็นพระราชบัญญัติให้อนุโลมใช้ได้ เราไม่ได้ให้ผู้ใช้กฎหมายไปอนุโลมใช้เองนะครับ แต่นี่เท่ากับว่าท่านกำลังมอบอำนาจ หรือเขียน ให้เอาอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร ของวุฒิสภา และของรัฐสภาไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เลือกออกกฎหมาย ใช้กฎหมาย ตัดกฎหมายได้เอง และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ท่านประธานครับ ถ้อยคำของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่า นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจประกาศกำหนดบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ไม่จำต้องนำมาใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษาด้วย ผมไม่เคยเห็นครับ การจะใช้กฎหมายไหน หรือไม่ใช้กฎหมายไหน กฎหมายไหนจะไม่บังคับใช้ต้องทำเป็นพระราชบัญญัติครับ ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญแล้วจะยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายได้ต้องทำเป็นกฎหมาย บังคับกับกฎหมายครับ แต่ท่านกลับไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้งออกประกาศยกเว้นกฎหมาย มันเป็นไปได้ อย่างไรที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภาจะออกกฎหมายแล้วไปกำหนดให้องค์กรไหนก็ได้ ไปประกาศเอาเองว่ากฎหมายที่เราออกกันไปให้ อันไหนคุณจะใช้บังคับไม่ใช้บังคับ คุณไปประกาศเอาเอง ไม่มีครับ แล้วทำไม่ได้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเป็นนักกฎหมาย ท่านก็รู้ลำดับกฎหมายครับ รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา พระราชกำหนด ประกาศ ระเบียบ ประกาศนี่เป็นกฎหมายระดับรองยิ่งกว่าพระราชบัญญัติแล้วจะให้ ออกประกาศไปยกเว้นกฎหมายได้อย่างไรครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งเอาอำนาจที่ไหนครับ การเขียนกฎหมายนี่ถูกหรือเปล่า ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไปประกาศว่าจะเลือกใช้กฎหมายไหนหรือไม่ใช้มาตราไหนหรือไม่ใช่ แล้วผมเห็นปัญหา อีกอันหนึ่งครับ ไม่ใช่แค่เลือกอะไรนะครับ ที่เป็นปัญหามากก็คือเลือกลงโทษครับ เลือกลงโทษอย่างไรครับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไปดูว่ากฎหมายบทกำหนดโทษ ที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวข้องอะไรครับ เกี่ยวข้องกับใครครับ เกี่ยวข้องเรื่องอะไรครับ ถ้าหากว่า ท่านคณะกรรมาธิการได้มีกฎหมายท้องถิ่นอยู่ในมือนะครับ ท่านลองดูสิครับ ตั้งแต่ มาตรา ๑๐๙ เป็นเรื่องของบทกำหนดโทษไปนี่นะครับ จนถึงมาตรา ๑๓๕ สมมุติว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งเขาบอกว่าเขาเลือกมาตรานี้ใช้ มาตรานี้ไม่ใช้ เลือกปฏิบัติไหมครับ เป็นการเลือกการลงโทษไหมครับ แล้วสมมุติคนที่เขาควรจะต้องได้รับการลงโทษ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งบอกว่ามาตรานี้ฉันไม่ใช้บังคับใช้ ตามรัฐธรรมนูญทำได้หรือครับ เป็นการเลือกลงโทษ เลือกปฏิบัติกับบุคคลหรือไม่ แล้วดุลยพินิจของคณะกรรมการ การเลือกตั้งเป็นดุลยพินิจโดยอาศัยอำนาจอะไรครับ แต่ถ้าเป็นดุลยพินิจของสภา ของรัฐสภา หรือของวุฒิสภาที่มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมายเราทำได้ครับ เราทำได้ครับ เราเขียนได้ครับว่า อย่างนี้ผิด อย่างนี้ถูก อย่างนี้ต้องมีโทษหนัก อย่างนี้ต้องมีโทษเบา แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ใช่องค์กรนิติบัญญัตินะครับ แล้วคณะกรรมการการเลือกตั้งเอาอำนาจที่ไหนมาเลือกปฏิบัติ ในการจะเลือกลงโทษใครแบบไหนครับ ผมถึงเรียนท่านประธานว่าอันนี้เป็นอีก ๑ ตัวอย่าง ซึ่งต่างกับกรณีการตราพระราชกฤษฎีกา ในกรณีการตราพระราชกฤษฎีกาที่บอกว่ามีผล นับแต่วันที่รัฐสภามีมติ พวกเราหารือกันอย่างดีครับ แล้วท่านประธานก็ให้โอกาสเต็มที่ ในการถกเถียงกันในประเด็นเรื่องนี้เพราะเป็นประเด็นที่ล่อแหลมต่อการเข้าใจผิด แล้วก็อาจจะทำให้เกิดเป็นชนวนในการที่ไปก่อให้เกิดความขัดแย้ง แต่ว่าอันนี้มันเหมือนกันครับ แต่ไม่มีการที่จะหารือกันเลยครับ ผมคิดว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านก็คงยืนยันว่าท่านถูก ผมไม่เถียงแล้วละครับมันเสียเวลารัฐสภา แต่ถ้าหากว่าท่านมอง หรือพิจารณาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ท่านลองนึกดูสิครับว่าสิ่งที่ผมเรียนท่านนะผมดื้อรั้น หรือผมมีเหตุผลในการที่ผมพูดกับท่าน ผมพูดโดยอาศัยความเห็นส่วนตัวโดยดื้อรั้น หรือผมพูดบนพื้นฐานของหลักเกณฑ์ ท่านประธานครับ ไม่จบนะครับ ไม่ใช่ว่ามีแค่นี้ครับ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับ ต่อไปในสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการได้ปรับปรุงแก้ไข เพราะว่านอกจากตรงที่ผมเรียนท่านประธานแล้วนี่ ในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันมานี้นะครับ ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ไปเพิ่มวรรคสุดท้ายบอกว่าการวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับ การคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้ง ทั้งก่อนและหลังประกาศรับรอง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณา พิพากษาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก ขออภัยเอ่ยนาม คุณธนาพูดไป แต่ประเด็นผมไม่ซ้ำแน่ครับ หนักกว่านั้นอีกครับ ผมจะขออนุญาตเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ว่ากันตามลายลักษณ์อักษรตรงนี้เลยนี่นะครับ การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้ง ทั้งก่อนและหลังประกาศรับรองผล อะไรบ้างครับที่ว่าเกี่ยวข้อง อันนี้เบา ๆ ก่อนนะครับ แต่ว่าที่หนักในนี้บอกว่าให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้น ภายใน ๓๐ วัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่แย้งเพื่อนกรรมาธิการเสียงข้างมากที่บอกว่า ศาลต้องพิจารณาตามรัฐธรรมนูญครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตอ่านรัฐธรรมนูญ ให้ท่านประธานฟังครับ ความจริงแล้วศาลอุทธรณ์ก็ดี ศาลฎีกาก็ดี หรือศาลชั้นต้น เป็นศาลยุติธรรมในรัฐธรรมนูญ เขาไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเมือง การเลือกตั้งเลย ท่านประธานคณะกรรมาธิการคงทราบดี ศาลยุติธรรมไม่เกี่ยวอะไรกับการเมือง เผอิญที่เขามีอำนาจเพราะเราเขียนให้อำนาจเขาอย่างไรครับ เขาถึงได้มีอำนาจ ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่มีอำนาจเกี่ยวข้อง กับเรื่องเลือกตั้งทั้งสิ้นครับ เว้นแต่เป็นคดีที่ขึ้นอำนาจเขา เช่น คดีอาญา หรือคดีแพ่งตามปกติ เท่านั้นเอง แต่ที่เขามีอำนาจเพราะอย่างนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๑๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ วรรคสาม ได้เขียนไว้อย่างนี้ครับว่า ให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา อันนี้จึงทำให้ ศาลฎีกามีอำนาจ ถ้ามีไม่รัฐธรรมนูญมาตรานี้ วรรคนี้ไม่มีอำนาจครับ เขียนต่อไปว่า และให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น เห็นไหมครับตรงนี้ จึงทำให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครับ ถ้าไม่มีตรงนี้ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเลือกตั้งเกี่ยวกับท้องถิ่นครับ เพราะฉะนั้นนอกจาก ๒ ส่วนที่ผมเรียนท่านประธานนี้แล้ว ไม่มีรัฐธรรมนูญตรงไหน เขียนไว้เลยครับว่าให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ผมไม่แย้งครับ เพราะท่านอาจจะบอกว่า ก็นี่อย่างไรเราเขียนไว้ให้แล้วนี่อย่างไรว่าให้เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ อันนี้ก็พอถูไถไปได้ครับ แต่ประเด็นปัญหาท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ วรรคสาม ที่ผมเรียนท่านประธาน เขาเขียนไว้ ๒ เรื่องครับ เรื่องที่ ๑ คืออำนาจในการพิจารณาครับ ถ้าไม่มีอำนาจพิจารณา พิพากษาไม่ได้ เรื่องที่ ๒ คือวิธีทำงาน เขาเรียกว่าวิธีพิจารณาครับ เพราะฉะนั้น ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ วรรคสาม เขียนไว้ ๒ เรื่อง ศาลถึงทำงานได้ เมื่อครู่ที่ผมอ่าน ให้ท่านประธานฟัง ผมอ่านถึงอำนาจที่ให้อำนาจ ทีนี้ท่านประธานมาดูช่วงท้าย ของวรรคสามของมาตรา ๒๑๙ ซึ่งเขียนถึงวิธีพิจารณาไว้นะครับ วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดี ให้เป็นไปตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด โดยต้องใช้ระบบไต่สวนและเป็นไป โดยรวดเร็ว วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีในที่นี้หมายถึงอะไรครับท่านประธาน วิธีพิจารณา และวินิจฉัยคดีในที่นี้หมายถึงวิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเท่านั้น ไม่ใช่วิธีพิจารณาวินิจฉัยคดี เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สสร. ครับ และในขณะนี้นาทีนี้ศาลอุทธรณ์ไม่มีครับ ยังไม่มีระเบียบ หรือข้อกำหนด หรืออะไรของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่กำหนดระเบียบให้มีเกี่ยวกับ วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีเลือกตั้งสมาชิก สสร. ครับ แล้วที่ผิดพลาดเพิ่มเติมก็คือว่าท่านไม่ได้ไปเขียนให้อำนาจศาลอุทธรณ์ไปอนุโลมใช้ระเบียบ เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นมาอนุโลมใช้ กับให้ศาลใช้พิจารณาพิพากษาคดี เลือกตั้ง สสร. ครับ ท่านเขียนอนุโลมให้แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ไปดำเนินการเลือกตั้ง แต่เมื่อมีคดีความขึ้นมา ขึ้นศาล ท่านโยนไปให้ศาลทันที ท่านไม่ได้ ให้อำนาจศาลอนุโลมอันนั้นมาใช้ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าที่ท่านเขียนไว้ตรงนี้ครับ ที่ท่านเขียนไว้บอกว่าให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้น ภายใน ๓๐ วัน แปลว่าท่านกำลังเขียนวิธีพิจารณา ช่วงแรกท่านเขียนอำนาจ ผมบอก มาถูไถกันไปเดี๋ยวไปว่ากัน แต่ว่าช่วงที่ ๒ คือวิธีพิจารณา ให้เสร็จใน ๓๐ วัน ผมยังไม่พูดถึงว่า เป็นการบังคับศาลหรือเปล่านะครับ แต่ว่าศาลเขาจะต้องทำตามวิธีที่ไหน ในเมื่อวิธี ที่ท่านพูดเขาไม่มี แล้วท่านไม่ได้ให้อำนาจเขาไปอนุโลมใช้ระเบียบของศาลฎีกาตรงนั้นมาครับ แล้วที่สำคัญเขาบอกว่าตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจเขาไปออกระเบียบเกี่ยวกับเรื่อง การเลือกตั้ง สสร. รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ วรรคสาม ให้อำนาจศาลออกวิธีพิจารณา และวินิจฉัยคดีให้เป็นไปตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนดในกรณีเรื่องการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. และสมาชิกสภาท้องถิ่นเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจ ไม่ได้เขียนให้เขาไปออกระเบียบ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. ครับ ถ้าหากว่ามีปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วศาลตัดสินไม่ได้ภายใน ๓๐ วัน ที่ท่านเขียนไว้ ผลคืออะไรครับท่านประธาน แล้วสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม หรือการรับรองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งพวกท่านเองเรียกร้องความยุติธรรมที่รับรอง ตามสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่บอกทุกคนต้องเสมอภาคและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มันหายไปไหนครับ แล้วถ้าหากเกิดความล่าช้าในกระบวนการขั้นตอนนี้ผลมันจะเป็นอย่างไร ทีนี้ท่านมาดูต่อนะครับ ผมจะเรียนให้ท่านฟังครับ ถ้าหากว่าท่านบอกว่าเอาไปอนุโลมใช้ เรื่องของการเลือกตั้งท้องถิ่นแล้วกัน เรื่องระเบียบศาลใช้ไม่ได้อีกครับ เพราะอะไรครับ ท่านประธานดูรัฐธรรมนูญ วรรคสาม มาตรา ๒๑๙ อีกครั้งนะครับ ในกรณีของศาลอุทธรณ์ เป็นเรื่องวินิจฉัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมด วินิจฉัยการเลือกตั้งและการเพิกถอน สิทธิเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นระเบียบในส่วนนี้ที่เขามีอยู่ปัจจุบันเป็นระเบียบการพิจารณา พิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แต่ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เรากำลังพิจารณาอยู่ที่ท่านเขียนไม่ใช่เรื่องนี้ เพราะว่าท่านให้ไปใช้บอกว่าเป็นเรื่อง ของการเพิกถอนผลการเลือกตั้ง แล้วก็เป็นเรื่องของการคัดค้านสิทธิการเลือกตั้ง ซึ่งความจริงคัดค้านเป็นเรื่องของ กกต. เพราะฉะนั้นท่านให้ศาลอุทธรณ์ไปพิจารณา เรื่องการคัดค้านสิทธิการเลือกตั้งและเรื่องของการเพิกถอนผลการเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้สิ่งเดียว ที่ศาลอุทธรณ์มีคือระเบียบของศาลฎีกาที่กำหนดให้ไปใช้วิธีพิจารณาวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวข้อง กับการเลือกตั้งท้องถิ่น เฉพาะที่เรื่องของการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่มีเรื่องผลการเลือกตั้งครับ ซึ่งแต่ละเรื่อง แต่ละประเด็นที่เป็นคดีความมันต้องมีการให้สิทธิ แก่คู่ความ แก่ผู้ต้องหา ผู้เกี่ยวข้องให้อย่างเต็มที่ ตามสิทธิของเขาตามรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ละครับ ที่ผมเรียนท่านประธานอีกประเด็นหนึ่งว่าจะต้องมีปัญหาแน่ แล้ว ๓๐ วันที่ท่านกำหนดไว้ ๓๐ วันนับจากวันไหนครับ ท่านได้กำหนดบอกว่า ๓๐ วัน ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน จบครับ ๓๐ วันนับแต่วันที่ เรื่องไปถึงศาล หรือ ๓๐ วันนับแต่วันที่มีคนยื่นคัดค้าน หรือ ๓๐ วันนับแต่วันที่เลือกตั้งเสร็จ หรือ ๓๐ วันนับแต่วันที่มีการโต้แย้ง ท่านไม่ได้เขียนไว้เลยครับ เมื่อท่านไม่ได้เขียนแล้ว ๓๐ วัน ท่านเริ่มนับจากวันไหน มันจะกลับไปเหมือนเรื่องอะไรรู้ไหมครับท่านประธาน เรื่องตราพระราชกฤษฎีกาอย่างไรครับ เราเข้าใจกันเอง คนอื่นเขาไม่เข้าใจกับเราครับ