รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

นิพนธ์ บุญญามณี แสดงความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับมาตรา ๒๙๑/๕ โดยเฉพาะวรรคสี่ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการพิจารณาใหม่ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการคลอดสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการกำหนดมาตรา ๒๙๑/๕ วรรคท้าย โดยไม่เห็นด้วยกับการกำหนดอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับการคัดค้านตัดสิทธิ การเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้ง และการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเสนอให้นำบทกำหนดโทษมาใช้บังคับโดยอนุโลม

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมก็จะใช้สิทธิที่ได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ซึ่งผมคิดว่าข้อสงวนคำแปรญัตติของผมนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพิจารณาของท่านกรรมาธิการ แล้วก็เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ในประเด็นมาตรา ๒๙๑/๕ นี่ ผมไม่เห็นด้วยที่กรรมาธิการได้ไปแก้ไขเพิ่มเติมในบทบัญญัติ ในวรรคสี่ ซึ่งในข้อเท็จจริงผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ตั้งแต่วรรคหนึ่ง วรรคสองไปนะครับ แต่ว่าผมคิดว่าเพื่อประหยัดเวลาผมจะไม่ขออภิปรายแล้วครับท่านประธาน ในวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม ผมจะไปที่วรรคสี่ครับ ท่านประธานครับ ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อกรรมาธิการ เผื่อว่าท่านจะได้ทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในส่วนของวรรคสี่ท่านได้ใช้แก้ไขว่า หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเดิมบอกว่าให้เป็นไปตาม ระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด โดยอาจนำหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้บังคับโดยอนุโลม อันนี้ท่านตัดออกไป ท่านบอกว่าให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการนี้ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งมีอำนาจประกาศกำหนดบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าวที่ไม่จำเป็นต้องนำมา บังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษาด้วย เอาเฉพาะวรรคสี่นี้ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมคิดว่าไม่มีเหตุผลนะครับที่ท่านพยายามอธิบายอะไรก็แล้วแต่ ว่าท่านอยากจะให้นำกฎหมายการเลือกตั้งท้องถิ่นมาบังคับใช้ วันนี้ถ้าท่านจะบอกว่า มันเหมือนกับในเลือกตั้งนายก อบจ. แล้ววันนี้ท่านลองไปดูมาตรา ๒๙๑/๑ สิครับ ท่านได้ กำหนดไว้ชัดเจนว่า สสร. นั้นให้มีได้มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ก็เหมือนกับ คือการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในปัจจุบันนี่ละครับ เขามีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ ๑ คน เหมือนกันเลยครับ แต่เวลาใช้กฎหมายในการที่จะให้ได้มาซึ่ง สสร. ท่านกำหนดเหมือนกันว่าจังหวัดละ ๑ คน ท่านไม่ยอมใช้กฎหมายการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในส่วนที่ว่าด้วยการเลือกตั้งวุฒิสภามาบังคับใช้ ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวมีฐานะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ผมจึงได้สงวนคำแปรญัตติ ในประเด็นนี้ไว้ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๕ วรรคสี่ ผมอ่านเฉพาะ วรรคสี่ ๓ วรรคผมแปรญัตติไว้ด้วย แต่ว่าผมเคารพว่าผมไม่อภิปรายซ้ำไปใน ๓ ประเด็นนั้นแล้วครับ ผมไม่ติดใจ แต่ว่าเอาในสาระหลัก ในวรรคสี่ของผมผมขอสงวนคำแปรญัตติเป็นดังนี้ครับ หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและบทกำหนดโทษ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ท่านประธานเห็นไหมครับ ผมบัญญัติให้นำกฎหมายว่าด้วยการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภามาบังคับใช้ มันสอดคล้องกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเขามี จังหวัดละคนอยู่แล้ว เลือกตั้ง สสร. ท่านก็ไปกำหนดจังหวัดละคนในมาตรา ๒๙๑/๑ แต่เหตุไฉนเวลาเขาเลือก วิธีการเลือกการให้ได้มาท่านไม่ยอมให้นำกฎหมายว่าด้วย การเลือกตั้งวุฒิสภา ซึ่งมันมีฐานะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้ในการให้ได้มา ซึ่ง สสร. ด้วยความเคารพ ผมเคารพท่านประธานกรรมาธิการ เพราะว่าท่านก็เป็น รองประธานที่นี่ โดยส่วนตัวเคารพกัน ผมเห็นแย้งกับท่านจริง ๆ ครับ ท่านบอกว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นมีฐานะเท่ากับกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. มันไม่เท่ากันนะครับ เพราะสถานะกฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. มันเป็น ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญครับ มันเป็นกฎหมายคู่รัฐธรรมนูญ ศักดิ์และศรีนี่ เวลาการเลือกตั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญท่านไปดูสิครับว่าเขามีอะไรบัญญัติไว้ ฐานะมันอยู่เหนือกว่าพระราชบัญญัติธรรมดาอยู่แล้ว นี่คือสิ่งที่เจตนาเบื้องต้นก่อน เหตุผลข้อแรกที่ผมไม่เห็นด้วยกับท่าน

เหตุผลข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมพยายามที่จะบอกว่าถ้าจะให้มี สสร. มันควรจะปลอดจากการไปครอบงำของพรรคการเมือง ผมไม่อยากจะไปพูดอะไร ให้มันเป็นข้อที่ให้ใครเสียหายละครับ แต่ว่าวันนี้คนทั้งประเทศเขาคลางแคลงใจว่า สสร. ที่กำลังจะคลอดกันไม่มีความเป็นอิสระ สสร. ที่จะคลอดใหม่เป็นไปได้ไหมที่จะมี พรรคการเมืองเข้ามาครอบงำ ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. ท่านไปอ่าน ดูสิครับ กฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. บัญญัติไว้ชัดเจนเลยครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านจะได้มี กฎหมายอยู่ในมือ ผมขออนุญาตอ่านสั้น ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาของท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ท่านไปดูในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ท่านไปดูในหมวด ๒ ครับ การเลือกตั้งและการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา

ส่วนที่ ๑ ท่านประธานครับ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ผมไปดูที่ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๑๒๐ บัญญัติไว้ชัดเจนว่าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ใช้เขตจังหวัด เป็นเขตเลือกตั้ง และให้มีสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดละ ๑ คน โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียง ลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ ๑ เสียง และให้ใช้วิธีออกเสียงโดยการลงคะแนนลับ มันตรงกับสิ่งที่เราจะให้เลือกตั้ง สสร. ครับ แต่ว่าทำไมท่านไม่ใช้กฎหมายฉบับนี้

มาตราต่อไป ท่านประธานครับ มาตรา ๑๒๑ ผมเอาเฉพาะ ๒ มาตราครับ มาตรา ๑๒๑ เขียนไว้ชัดเจนครับว่าการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้นำความ ในมาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ เว้นแต่ บทบัญญัติที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองมาใช้บังคับโดยอนุโลม กฎหมายเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เขาห้ามชัดเจนไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองมาบังคับใช้ เพราะเขาไม่ต้องการให้ สมาชิกวุฒิสภาสังกัดพรรคการเมือง หรือพรรคการเมืองเข้าไปครอบงำสมาชิกวุฒิสภา นี่คือ เจตนารมณ์เขียนไว้ชัดเจนครับ พวกผมจึงคิดว่าการที่จะให้ได้มี สสร. เพื่อปลอดจากข้อครหาต่าง ๆ ก็ควรจะได้นำบทบัญญัติที่ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามาบังคับใช้ แล้วก็ ห้ามพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง กับการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมเข้าใจว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากรู้ แต่ทำไมท่านไม่คิดที่จะห้าม หรือว่าท่านไม่คิดที่จะ นำบทบัญญัตินี้มาบังคับใช้ หรือท่านจงใจจะให้พรรคการเมืองเข้ามามีสิทธิ มีเสียง ในการจัดการเลือกตั้ง สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้น ท่านประธานครับ มันจะแตกต่างอย่างไรกับเราให้สภานี้ร่างรัฐธรรมนูญเสียเลยไม่ดีกว่าหรือครับ เพราะเขาก็ได้รู้อยู่แล้วว่าใครสังกัดพรรคไหน นี่คือสิ่งที่ผมพยายามเรียนว่าผมไม่เห็นด้วย ในการนำกฎหมายท้องถิ่น ท่านไปดูสิครับ ท่านประธานครับ ในพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่อยู่ในมือผมขณะนี้ ไม่มีเลย แม้แต่สักมาตราที่ห้ามพรรคการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น นั่นคือจึงเป็นที่มา ที่บอกว่าพรรคการเมืองส่งผู้สมัครลงท้องถิ่นได้อย่างไรครับ ไม่ว่าจะส่งผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะส่งนายก อบจ. ส่งนายกเทศบาล หรือส่งนายก อบต. พรรคการเมืองส่งท้องถิ่นได้เพราะไม่มีกฎหมายห้ามเอาไว้ ผมคิดว่าถ้าท่านตั้งใจที่จะไม่ให้ สสร. ถูกครอบงำ หรือว่าเราไม่ต้องการจะไปยุ่งเกี่ยว หรือไม่มีพรรคการเมืองใดไปชี้นำให้ สสร. ร่างรัฐธรรมนูญไปตามคำบงการ หรือความต้องการของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ทำไมเราไม่เอากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. มาบังคับใช้ นี่คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ท่านไปเอากฎหมาย เลือกตั้งท้องถิ่นมาบังคับใช้กับการให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มันไม่มีเหตุผลเลยครับ ว่าวันนี้สิ่งที่ท่านบอกว่าก็ใช้กฎหมายท้องถิ่นเขาใช้บังคับเลือกตั้ง อบจ. ก็ อบจ. มันพรรคการเมืองครอบงำได้อย่างไรครับ เข้าไปยุ่งเกี่ยวได้อย่างไรครับ หรือว่า กทม. พรรคการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ นี่คือประเด็นที่พี่น้องประชาชนกังวลและสงสัยว่าถ้าอย่างนั้น เราคิดอย่างไรกับสภาร่างรัฐธรรมนูญ เราต้องการให้ สสร. เป็นอิสระปราศจากการครอบงำ ของพรรคการเมืองหรือไม่ หรือว่าต่อไปนี้เราจะยอมรับกันเลยว่าให้พรรคการเมืองส่ง สสร. ได้ ถ้าเรานำกฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. มาบังคับใช้ พรรคการเมืองไหนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง สสร. พรรคการเมืองนั้นถือว่าทำผิดกฎหมายก็มีสิทธิโดนยุบครับ พรรคการเมือง ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ สสร. พรรคการเมืองนั้นถือว่าทำผิดกฎหมาย เมื่อทำผิดกฎหมาย พรรคการเมืองนั้นก็ต้องถูกยุบ แต่เมื่อเราไม่มีกฎหมายห้ามไว้พรรคการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ ความเป็นอิสระของสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่มีเหลืออีกต่อไป นี่คือประเด็นที่ผมจะกราบเรียน กับท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่า ผมไม่เห็นด้วยในการกำหนดของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่จะให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นมาบังคับใช้กับการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมจึงได้สงวนคำแปรญัตติด้วยถ้อยคำดังที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน เป็นเบื้องต้นไว้ว่าหลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ในส่วนเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและให้นำ บทกำหนดโทษมาใช้บังคับโดยอนุโลม คำว่า โดยอนุโลม ก็มีความหมายอยู่แล้วว่า บทบัญญัติใดที่ไม่ขัดกันก็ให้นำบทบัญญัติมาใช้ได้ ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ประการแรก เหตุผลแรกที่ผมไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วผมยิ่งไม่เห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งเมื่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไปเพิ่มเติมถ้อยคำในร่าง ในฉบับแก้ไข ในวรรคท้าย ในมาตรา ๒๙๑/๕ วรรคท้าย การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านตัดสิทธิ การเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลังการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้น ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์รับคำร้อง เดิมมันไม่มีว่านับแต่ไหน แต่ว่าวันสุดท้าย ได้ทบทวนกันแล้วผมเป็นคนเสนอว่ามันนับจากไหนล่ะ ๓๐ วัน ในที่สุดที่ประชุมยอมรับว่า ให้นับจากวันที่ได้รับคำร้อง ปัญหามันไม่สิ้นสุดอย่างนี้ละครับ ท่านประธานครับ ประเด็น ที่เพื่อนได้กล่าวแล้วผมจะละเว้นถ้าไม่จำเป็น แต่ว่าสิ่งหนึ่งเราไม่ได้ฟังเลยว่าศาลอุทธรณ์ เขาพร้อมจะพิจารณาคดีหรือไม่ เราฟังแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประทานโทษ ผมต้องพาดพิงคณะกรรมการการเลือกตั้งท่านชี้ให้เห็นว่าท่านไม่อยากทำเพราะอะไร เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่อยากที่จะได้รับเผือกร้อนไว้ก็โยนเผือกร้อนไปที่อื่น ประทานโทษต้องพูดอย่างนี้ เราก็ไม่ได้เชิญศาลอุทธรณ์เขามาฟังเลยว่าเขาจะมีความพร้อม มีความสามารถ มีขีดความสามารถด้วยกำลังคนพร้อมที่จะทำพิจารณาคดีนี้หรือไม่ แล้วมิหนำซ้ำการยื่นคัดค้านใครจะเป็นคนยื่นครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นคน รวบรวมพยานหลักฐาน รวบรวมทำสำนวนส่งไปให้ศาลอุทธรณ์หรือว่าให้คนที่มีความรู้สึกว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือว่าคนที่ลงแข่งเป็น สสร. แล้วไม่ได้รับการเลือกตั้งไปร้องศาลเอาเอง ใครจะเป็นคนรวบรวมก็ไม่มีบทบัญญัติกำหนดเอาไว้ว่าใครเป็นคนรวบรวมพยานหลักฐาน นำสู่ศาลอุทธรณ์ นี่คือล้วนแต่เป็นปัญหาทั้งสิ้นท่านประธานครับ มิหนำซ้ำท่านประธานลองไปดูสิครับ ถ้าท่านจะบอกว่าท่านไปกำหนดไว้ ๓๐ วัน ขนาดเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ที่ส่งไปให้ศาลฎีกา ผมเข้าใจว่าคงเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ ผมไปเปิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ ผมขออนุญาตอ่านนิดเดียว ไม่เยอะ ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอน สิทธิการเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุด วรรคแรกไม่เกี่ยวครับ เกี่ยวกับประเด็น ที่ผมจะนำเสนอวรรคสองนี้ครับ ในกรณีที่ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้าคณะกรรมการ การเลือกตั้งเห็นว่าควรให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้ใดให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย เมื่อศาลฎีกา ได้รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิก วุฒิสภาผู้นั้นจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำร้อง ท่านเห็นไหมครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่าศาลฎีกาจะต้องใช้เวลากี่วันในการพิจารณาคดี มันไม่เคยมีในประวัติศาสตร์การออกกฎหมายของประเทศไทยที่ฝ่ายรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติ จะไปออกกฎหมายบังคับฝ่ายตุลาการให้พิจารณาคดีให้เสร็จภายในกี่วัน สภาชุดนี้ครับ แล้วก็ ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นกฎหมายฉบับแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่เรากำลัง สร้างประเพณีใหม่บัญญัติกฎหมายกำหนดให้ศาลพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นภายในกี่วัน ถ้าเรา ยอมรับประเพณีนี้ ต่อไปนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่ากฎหมายทำนองนี้จะต้องออกมาอีกแล้วก็ไป บังคับศาลยุติธรรมให้เขาทำอะไรตามอำเภอใจของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมันไม่ควรเป็นอย่างนั้นครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ จึงไม่กล้าบัญญัติไว้ว่าศาลฎีกาจะต้องใช้เวลาเท่าไร ในการพิจารณาหรือมีคำสั่งว่ากี่วัน ไม่มีใครกล้ากำหนด แต่เรากำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ เรากำลังสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับอำนาจนิติบัญญัติไปข่มเหงอำนาจตุลาการ โดยไป กำหนดระยะเวลาไปข่มขืนใจให้ฝ่ายตุลาการทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการภายในเวลาเท่านั้น เท่านี้วัน นี่คือสิ่งที่ผมรับไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านลองไปดูสิครับว่าในวรรคท้ายของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ ได้บัญญัติไว้ว่า ให้นำความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสามมาใช้บังคับกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นโดยอนุโลม โดยการยื่นคำร้องต่อศาลตามวรรคสอง ให้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ และให้คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ผมเข้าใจว่าคงจะเป็นอำนาจ ข้อนี้กระมังครับที่ท่านไปโยนอำนาจนี้ให้เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ได้กำหนดว่าศาลอุทธรณ์ต้องตัดสินคดีให้เสร็จภายในกี่วัน ท่านทำเลยกรอบ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ท่านไปกำหนดกรอบไปบังคับศาลยุติธรรมให้ทำในสิ่งที่ ท่านต้องการว่าต้องให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นี่คือสิ่งที่ด้วยความเคารพต่อกรรมาธิการว่า ผมไม่อยากเห็นฝ่ายนิติบัญญัติไปสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้เกิดขึ้นในการตรากฎหมาย มาบังคับใช้กับประเทศนี้แล้วไปตรากฎหมายไปก่อให้เกิดก้าวก่ายการใช้อำนาจของอีกฝ่ายหนึ่ง ของฝ่ายตุลาการ โดยไม่ฟังเสียงของฝ่ายตุลาการเลยแม้แต่น้อย ด้วยความเคารพ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านพิชิต ผมนี่ก็อาจจะเป็นทนาย แต่ว่าไม่ได้ว่าความ มานานพอสมควรแล้วเหมือนกัน ตั้งแต่มาเป็น ส.ส. นี่ก็หยุดอาชีพว่าความ แต่คดี ไม่มีข้อยุ่งยากมันคือคดีฝ่ายเดียว เช่น คดีขอเป็นผู้จัดการมรดก อย่างนี้ถ้าไม่มีผู้คัดค้าน ก็ถือว่าสืบฝ่ายเดียว อันนี้ไม่มีข้อยุ่งยาก ครั้งเดียวก็จบ แต่ทันทีที่เป็นคดีมีข้อพิพาทต้องให้โอกาสครับ การพิจารณาคดีในศาลต้องให้โอกาส การยื่นคำร้องในคดี การร้องคัดค้านศาลอุทธรณ์ถ้าไปยื่นคำร้องว่า สสร. ชื่อนาย ก ได้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นไปยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนสิทธิของนาย ก จาก สสร. ต้องไปยื่นคำร้อง ทันทีที่ไปยื่นคำร้องท่านก็คงทราบ มันต้องมีกระบวนการส่งหมาย ถ้าส่งหมายแล้วหลังจากรับหมายแล้วมีเวลา ๘ วันให้ยื่นคำให้การ กรณีอย่างนี้เรานับว่าเอาละ วันนี้ส่งไปยื่นฟ้อง พรุ่งนี้ศาลออกหมายให้ ศาลออกหมายให้ไปส่งจำเลยหรือว่าคู่ความรับหมาย ถ้ารับหมายต้องยื่นคำให้การภายใน ๘ วัน อย่างนี้ถูกไหมครับท่านทนายใหญ่ ผมไม่รู้นะ เมื่อไปยื่นแล้ว รับหมายแล้วต้องยื่นคำให้การภายใน ๘ วัน แต่ในกรณีที่ไม่ได้รับหมาย มันปิดหมาย ถ้ากรณีไปส่งหมายคำฟ้องให้แล้วไม่เจอคู่ความก็ต้องปิดหมายไว้ ปิดหมายไว้กว่าจะมีผลมันต้อง ๑๕ วัน ถือว่ารู้ พอ ๑๕ วันมาบวกกับโอกาสในทางพิจารณา ความแพ่ง อีก ๘ วันยื่นคำให้การ รวมแล้ว ๒๓ วัน ระยะเวลาจากที่ได้รับคำฟ้องกรณี ปิดหมาย แล้วไปยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายแพ่งให้เวลา ๒๓ วันแล้ว พอยื่นคำให้การศาลจะต้องนัดพร้อม ยื่นนัดพร้อม ยื่นชี้ ๒ สถาน ให้ ๒ ฝ่าย เอาบัญชีพยานมาดูกัน เวลา ๓๐ วันมันทันที่ไหนละครับ นี่ยังไม่ได้สืบพยานเลย ยังไม่ได้ สืบพยานผู้ร้อง ยังไม่ได้สืบพยานผู้คัดค้านเลย ๓๐ วันมันหมดไปแล้ว แล้วเราไปบอกว่า ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีและตัดสินให้จบภายใน ๓๐ วัน ศาลเขาทำไม่ได้ครับ นี่คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมจึงถือโอกาสนี้มาชี้แจงข้อที่ผม ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากต่อท่านสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ผมพยายามที่จะเรียน หาทางออกให้ ผมฟังมาวันนี้เป็นวันที่ ๖ แล้ว ผมก็ไม่ทราบว่ามันจะมีบุคคลใดบ้างที่จะส่ง สัญญาณให้ท่านได้ฟังกรรมาธิการเสียงข้างน้อยอย่างผมบ้าง หรือใครที่จะสั่งท่านได้บ้าง ไม่ว่าคนนั้นจะอยู่ในประเทศ อยู่ต่างประเทศ หรืออยู่ที่ใดในโลกนี้ หากทราบด้วยญาณวิถีใด ๆ ก็ขอจงได้ส่งข้อความที่ผมได้บอกท่าน เรียนต่อท่านประธานรัฐสภาแห่งนี้ดลบันดาล ให้ท่านได้รับทราบด้วยญาณวิถีนั้น ๆ เผื่อว่าท่านจะได้เห็นแสงแห่งธรรม ท่านจะได้เห็นว่า ทางที่จะไปสู่สวรรค์นั้นมันมีจริง ถ้าชี้แล้ว พูดแล้วท่านยังไม่เชื่ออีก ท่านจะเดินทางตรงข้าม กับทางสวรรค์อีก ผมก็สุดปัญญาจริง ๆ ครับ ผมเรียนท่านวันนี้ในฐานะเป็นกัลยาณมิตรกับท่าน ผมทำหน้าที่กัลยาณมิตรของผมแล้วในวันนี้ ผมหวังว่ากรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยจะได้พิจารณาข้อความในมาตราที่ผมขอสงวน คำแปรญัตติไว้ด้วยมิตรไมตรีอันดียิ่ง ว่านี่คือทางออกของการแก้ปัญหา นี่คือหนทางแห่งธรรมครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ