รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

เหวง โตจิราการ เสนอความคิดเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยเห็นว่าควรเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ไม่ใช่จากการคัดสรรหรือคัดเลือกจากรัฐสภา และต้องการตัดมาตรา ๒๙๑/๔ ทั้งหมด นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับความคาดหวังต่อผู้เชี่ยวชาญ 22 คน และวิพากษ์วิจารณ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เกี่ยวกับเสรีภาพทางวิชาการและความคิดที่ล้าหลัง

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ที่จะกราบเรียนความคิดเห็นของผมประกอบการพิจารณาของท่านประธานรวมทั้งสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านด้วยนะครับ ดังที่ผมได้กราบเรียนตั้งแต่ต้นแล้วนะครับว่าผมเอง มีความคิดเห็นที่แตกต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ ก็คือผมเองเห็นว่าควรจะต้อง มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ สสร. นะครับ เพราะว่าต้องการให้ สสร. เป็นตัวแทนจากประชาชนโดยตรงเลย ดังนั้นผมจึงไม่เห็นด้วย กับการมี สสร. แบบที่ ๒ ที่มาจากการคัดสรรหรือคัดเลือกจากรัฐสภา ดังนั้นผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานนะครับว่าในความเห็นส่วนตัวของผม ซึ่งขณะเดียวกันก็สอดคล้อง กับของทาง นปช. แดงทั้งแผ่นดินด้วยก็คือว่าเราตัดมาตรา ๒๙๑/๔ ทั้งหมดเลยครับ เหตุผล เพราะว่าเมื่อมี สสร. ชนิดเดียวแล้ว รวมทั้ง นปช. นี้ก็เชื่อมั่นนะครับว่าบรรดาผู้เชี่ยวชาญ ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์มหาชน รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ หรือบรรดาผู้เชี่ยวชายในสาขาต่าง ๆ ก็จะมุ่งหน้าลงสู่สนามเลือกตั้งครับ อันนี้จะเป็นเรื่องที่ดี จะเป็นการปลุกเร้ากระแสประชาธิปไตยทั่วทั้งประเทศให้คึกคักขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง นี่เป็นข้อดี อย่างหนึ่งชนิดที่หาเปรียบไม่ได้แล้วนะครับ เพราะผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายจะลงไปสู่สนามเลือกตั้ง แล้วด้วยบรรยากาศชนิดนี้เองที่เคยมีการคาดคิดว่าการร่างรัฐธรรมนูญโดย สสร. หรือการที่ สภาเราช่วยกันทำมาตรา ๒๙๑ ฉบับนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรง หรือกระทั่งบางคน ทำนายไปถึงการเผชิญหน้าหรือการเลือดตกยางออกเป็นเรื่องที่เหลวไหลโดยสิ้นเชิง เพราะว่า การที่ทุกคนได้มีโอกาสลงสู่สนามเลือกตั้งนี่เป็นการท้าทายครับ ใครมีความคิดชนิดไหน ของเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญก็สามารถลงสู่สนามการเลือกตั้ง จึงไม่มีความจำเป็นในการที่จะ เผชิญหน้าทางการเมืองเลย ขอให้ท่านลงไปสู่สนามเลือกตั้งแล้วประชาชนเป็นคนตัดสินท่าน นี่ก็เป็นข้อดีอีกประการหนึ่งนะครับ

ข้อต่อมานะครับ หากว่ายังขาดอยู่ หมายถึงว่าถ้าหากว่าประชาชนเลือกมาแล้ว แล้วปรากฏว่า สสร. ตามจำนวนที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วก็คือว่า ๑๐๐ คน หากว่ามาดูแล้วนี่ยังขาดอยู่ จำนวน สสร. ๑๐๐ คนที่ผ่านจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศก็สามารถที่จะตั้งอนุกรรมาธิการ หรือว่าตั้งที่ปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ที่เขาสามารถที่จะสอดส่ายสายตาหามาได้ แล้วด้วยวิธีการเช่นนี้ประชาชนเขาจะมี วิจารณญาณในการเลือกครับ เขาจะรู้ว่าคนที่มาอาสาสมัครให้เขาเลือกมีใครบ้าง แล้วแต่ละคนนี่ มีความจริงใจต่อระบอบประชาธิปไตยแค่ไหน แล้วมีความสามารถในการที่จะไปจัดทำ รัฐธรรมนูญขึ้นได้มากแค่ไหน ประชาชนเขาจะตัดสินได้ครับ ตรงนี้เป็นการยืนยันว่าเราเคารพ ความคิดเห็นของประชาชนและเชื่อมั่นว่าประชาชนสามารถที่จะคัดเลือก สสร. ๑๐๐ คน ที่มีคุณภาพ แล้วก็ที่เป็นประชาธิปไตยได้

ข้อต่อมานะครับ ความคาดหวังต่อผู้เชี่ยวชาญ ๒๒ คนนี่ ผมได้เคยกราบเรียน ท่านประธานแล้วนะครับว่าเราทอดสายตาไปทั่วประเทศที่ให้คัดสรรมาจากสถาบันต่าง ๆ ด้วยความเคารพนะครับ ในทัศนะส่วนตัวของผมนี่ สถาบันการศึกษาไม่ว่าจะเป็นทางด้าน นิติศาสตร์ก็ดี รัฐศาสตร์ก็ดี ต้องนับว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นี้อยู่ในแนวหน้าที่สุด กระทั่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขออนุญาตเอ่ยอ้างถึงนะครับ เพราะว่ามันมีบรรยากาศที่เป็นจริง ที่เกิดขึ้นแล้ว ขณะนี้ท่านประธานก็เห็นแล้วนะครับว่าบรรยากาศเสรีภาพทางวิชาการ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังตีบแคบเป็นอย่างยิ่งเลยนะครับ เป็นการสะท้อนออกว่า ความคิดที่ครอบงำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ก้าวหน้าที่สุดของประเทศ ไทยยังเป็นความคิดที่ล้าหลังเลย เมื่อเป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ แล้วเราจะสอดส่ายสายตา ไปหาผู้เชี่ยวชาญที่มีความใจกว้างเป็นเสรีนิยม เป็นประชาธิปไตย รักประชาธิปไตยอย่าง แท้จริง เราจะหาจากที่ไหนครับ ผมเคยได้กราบเรียนท่านประธานแล้วนะครับ ที่ฝากความหวัง เอาไว้ว่าเราจะมีผู้เชี่ยวชาญ ๒๒ คน มีคนใช้ภาษาว่าเป็นอรหันต์ ๒๒ คนนี่นะครับ เราจะหาจากที่ ไหนครับ สำหรับผมแล้วนี่ผมมีความรู้สึกว่าหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรนะครับ ซึ่ง เปรียบเทียบกับการที่ให้เขาลงสมัครโดยตรงนี่นะครับ อันนี้เราจะได้มีโอกาสมากกว่า

ข้อต่อมาครับ ถ้าหากว่าเราให้มีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนโดยตรง ทั่วทั้งประเทศ ข้อครหาต่าง ๆ ที่ได้กล่าวร้ายก็จะหมดไป ไม่ว่าจะเป็น สสร. หุ่นก็ดี สสร. ที่ถูกครอบงำก็ดี หรือบรรดาจุดมุ่งหมายต่าง ๆ ที่มีสมาชิกหลายท่านอภิปรายนั้นทำให้ เกิดความไขว้เขวนะครับ เพราะว่าอันที่จริงแล้วเรายังไม่รู้เลยว่าเราจะเลือกใครมาเป็น สสร. เรายิ่งไม่มีทางทราบได้เลยนะครับว่า สสร. เขาจะมีระบบคิดอย่างไร ดังนั้นที่คิดกันไป ล่วงหน้าว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ สสร. ร่างนี่จะร่างเพื่อคนคนเดียวจึงเป็นความคิด ที่เหลวไหลโดยสิ้นเชิงนะครับ ที่มีความคิดกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ สสร. ร่างไปแล้วจะมี จุดมุ่งหมายในการที่จะล้มองค์กรอิสระนั้นก็เป็นเรื่องที่เหลวไหลโดยสิ้นเชิงด้วยเช่นกัน แล้วความคิดชนิดที่คิดว่า สสร. นี่จะเป็นแบบเสียงข้างมากลากไปก็เป็นเรื่องที่รับฟังไม่ได้นะครับ ดังนั้นโดยสรุปรวมผมก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานเพียงเท่านี้นะครับว่าในความเห็นส่วนตัว ของผมก็คือว่าผมตัดมาตรา ๒๙๑/๔ ทิ้งทั้งมาตราโดยมีเหตุผลประกอบ ๔ ข้อดังที่ผมกราบเรียน ไปแล้วครับ ขอบคุณมากครับ