รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

ขจิตร ชัยนิคม แปรญัตติตัดข้อความในมาตรา ๒๙๑/๓ ที่ห้ามบุคคลซึ่งมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๑/๑ และต้องการให้บุคคลเหล่านี้มีสิทธิ ที่จะสมัครเป็น สสร. ตามกฎหมายนี้

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ยื่นแปรญัตติไว้ในมาตรานี้ ผมยื่นแปรญัตติในความเห็นซึ่งแตกต่างจากท่านสมาชิกที่ แปรญัตติมาทั้งหมดนะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๓ ผมได้ยื่นแปรญัตติ คือผมให้ตัดข้อความ ในเรื่องบุคคลซึ่งมีลักษณะต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๑/๑ (๑) โดยใน (๑) เขียนไว้ว่าเป็นบุคคลซึ่งมีลักษณะ ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) แล้วในร่างไม่มี (๕) ของผมเสนอตัดทั้ง (๕) (๖) (๗) ออก แปลว่าให้บุคคลเหล่านี้มีสิทธิ ที่จะสมัครเป็น สสร. ตามกฎหมายนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการง่าย ๆ ก็คือว่าผมมี ความเห็นแตกต่างจากเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายมาเกือบทั้งหมด นั่นก็คือว่าผมไม่อยากให้เขียน เป็นตราบาปที่กีดกันคนที่มีความผิด (๕) เขียนกันสำหรับคนเคยต้องโทษจำคุกซึ่งผ่านมาแล้ว (๖) เขียนกันไว้สำหรับข้าราชการซึ่งเคยมีโทษให้ออก ปลดออก (๗) เขียนสำหรับคนที่ง่าย ๆ ว่าเคยต้องโทษยึดทรัพย์ ถามว่าทำไมผมถึงมีความเห็นที่จะต้องให้โอกาสบุคคลเหล่านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยู่ในสังคมนี้มา ปีนี้เป็นปีที่ ๖๑ เราได้รับทราบและ ได้รับคำบอกกล่าวซึ่งในความเป็นจริงจะเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่ก็ไม่ทราบ เราบอกว่า สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการให้โอกาส เป็นสังคมแห่งการให้อภัย คนที่เคยผิดพลาดมาแล้ว ย่อมมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ เรามีหลักกระบวนการยุติธรรม เรามีกรมราชทัณฑ์ มีทัณฑสถาน สำหรับที่จะฝึกคนเพื่อให้โอกาสเขา แต่ในฐานะคนที่สร้างกฎเกณฑ์ของสังคม ในฐานะผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาเวลาเราออกกฎเกณฑ์ซึ่งเป็นโครงสร้าง ของสังคมไม่ทราบว่าเราไปติดกระบวนการอะไรเราไม่เคยให้อภัยคนที่เคยต้องโทษ คนที่เคย ได้รับความผิดพลาดโดยการเขียนเป็นกฎหมายเลย ท่านประธานครับ ผมไปเขียนกฎหมาย ทุกฉบับ ผมจะต้องแปรญัตติตัดเรื่องเหล่านี้ออก ทำไมครับ ผมไม่อยากให้สังคมไทยเป็นสังคม ที่ดีแต่พูด เป็นสังคมที่มีความจริงจังจริงใจ เวลาปากบอกว่าพร้อมที่จะให้อภัยสำหรับคนที่เคย ผิดพลาด แต่ว่าเวลาเขียนกฎหมายก็ตอกย้ำอยู่นั่นล่ะไม่เคยให้โอกาสเลย เสมือนหนึ่งว่า ทุกคนที่เขียนไม่เคยมีความผิดพลาด ท่านประธานครับ ผมต้องการให้สังคมไทยเป็นสังคม เหมือนสังคมอื่น ผมอาศัยหลักอยู่ ๓ หลักครับ ๑. หลักสังคมไทยต้องมีการให้อภัย ๒. ท่าน ประธานครับ ผมนับถือศาสนาพุทธ ศาสนาทุกศาสนาผมมีความเชื่อว่าล้วนแต่สอนให้มี บทคำสอนที่ให้อภัยทั้งสิ้น ในศาสนาพุทธที่ผมนับถือการให้อภัยก็เป็นทานที่สูงกว่าการให้ วัตถุทาน ถึงแม้จะไม่สูงเท่ากับการให้ธรรมะเป็นทานก็ตาม เพราะฉะนั้นถ้าอาศัยหลักศาสนา ก็ไม่ควรจะเขียนกฎหมายเหล่านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อผมร่างกฎหมายในกรรมาธิการ ไม่ใช่ชุดนี้นะครับชุดอื่น ๆ ผมก็มักจะไปเจอแบบนี้ครับ คุณสมบัติห้าม เคยต้องโทษห้าม แปลว่าใครมีอดีตอย่างไรก็ให้ผิดอยู่อย่างนั้น ผมก็เลยให้ฝ่ายกฎหมายฝ่ายเลขานุการบอกว่า ไปหากฎหมายของประเทศที่เขาเจริญ ๆ ผมเลือกเอามา ๓ ประเทศครับ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสังคมที่คนพัฒนามากที่สุด มีคนยื่นกระดาษว่าหมดเวลา ไม่รู้ว่าเวลาจะหมดอย่างไร เวลาผมพูดทำไมต้องหมด ท่านประธานครับ ผมเลือกให้เอากฎหมายประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มาดู ประเทศที่เขามีสังคมสงบสุขที่สุดแล้วคุณภาพของเขามีชีวิตดีที่สุด กฎหมายเขาไม่มี เขียนไว้ครับ ไม่มีเขียนห้ามคนที่เคยต้องโทษเคยอะไร เขาเขียนเฉพาะห้ามคนที่ถูกคุมขัง ด้วยคำสั่งของศาลเท่านั้น ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็ทำนองเดียวกัน สุดท้ายผมให้เขาดู ประเทศสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์เขาไม่มีกฎหมายอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมแปรญัตติ ให้ตัดสิ่งเหล่านี้ออกเพื่อต้องการสร้างกฎหมายที่ให้โอกาสแก่บุคคลที่เคยทำผิดแล้ว ถามว่า ผมต้องการให้อภัยทุกคนไหม ทุกคน เพราะเขียนแล้วผมใช้บังคับกับทุกคน ผมอาศัยหลัก สังคมนี้ต้องเดินไปสู่ความสงบสุขโดยการให้โอกาสของทุกคน ๒. ผมอาศัยหลักศาสนา ทุกศาสนาโดยเฉพาะศาสนาที่ผมนับถือ การให้อภัยเป็นทานชั้นกลาง ผมอาศัยหลักการ สากลซึ่งดูได้จากหลักฐานต่าง ๆ ท่านประธานครับ ผมเขียน ผมอภิปรายเพื่อส่งคำถาม หรือส่งความเห็นไปยังกรรมาธิการว่าผมไม่เห็นด้วยหรอกกับที่ท่านมีมติตัด (๕) ออก ผมไม่เห็นด้วย ผมเห็นที่ท่านตัดไปโดยที่ไม่ให้โอกาสคนเหล่านั้น แล้วผมก็คิดว่าผมยึดหลักสากล ท่านประธานครับ สุดท้ายผมตระหนักดีครับว่าสิ่งที่ผมพูดยังไม่ได้เกิดในกฎหมายประเทศไทย ง่ายนักหรอกแต่ผมก็จะเพียรพยายามต่อไป แล้วเมื่อผมพูดจบมีการลงมติผมแพ้ผมก็ยอมรับครับ เสียงส่วนมากชนะผมเคารพรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ ว่าทุกคนมีสิทธิเท่ากันในสมาชิกรัฐสภา มีเสียงเท่ากันมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีความศักดิ์สิทธิ์เท่ากัน เพราะฉะนั้น เสียงส่วนมากเป็นเสียงตัดสิน เป็นเสียงสวรรค์ที่ต้องเคารพประชาชนไม่ใช่พวกมากลากไป เหมือนดั่งบางคนหรือหลายคนที่อภิปรายในสภานี้เพื่อที่จะพูดจนกระทั่งบอกว่าผมจะกดลงไป จนมีความรู้สึกว่าผมคือเสียงส่วนมากที่จะต้องผิด ไม่ใช่ครับ เสียงส่วนมากถูกต้องครับ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ วันนี้ผมอาจจะเป็นเสียงส่วนน้อยในบัญญัตินี้ ผมยอมรับครับ ขอบคุณมากครับ