รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อภิปรายเรื่องการปรับแก้รัฐธรรมนูญ โดยเรียกร้องให้ปรับแก้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด และหารือเกี่ยวกับการคัดสรรสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยตั้งคำถามถึงการจำกัดจำนวนสมาชิกที่มาจากการคัดสรร และขอให้กรรมาธิการช่วยพิจารณาและให้คำอธิบายเพื่อให้ความชัดเจนเกี่ยวกับกฎเกณฑ์และข้อกำหนดในการเลือกตั้ง

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ผมยังอภิปรายไม่จบเลยครับ พอดีท่านประท้วงผมก็ให้ท่านประธานได้อนุญาต ผมได้เรียนไป ตั้งแต่ต้นครับว่าผมได้รับมอบหมาย และทางผู้ที่แปรญัตติไว้ก็ทำหนังสือพร้อมลายเซ็น ถูกต้องไปขออนุญาตทางท่านเลขาธิการแล้วก็ท่านประธานไปเรียบร้อยตามมาตรา ๓๘ แล้วทางท่านเลขาธิการก็เสนอท่านประธานว่าผมสามารถที่จะมีสิทธิพูดได้ ก็ขออนุญาต ท่านประธานต่อนะครับว่า ในตัวเลขที่ผมนำเสนอเมือสักครู่นี้ไม่ได้ไปกระทบใครหรอกครับ เป็นตัวเลขจริงที่คาดเดาตามฐานเสียงแล้วก็การเลือกตั้งที่ผ่านมาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปีล่าสุดคือปี ๒๕๕๔ โดยประมาณนี่ละครับว่าถ้ายืนกันแบบนี้ ท่านก็จะได้ ๕๔ ท่าน โดยประมาณจาก ๗๗ ท่าน ไม่รวม ๒๒ ท่านที่มาจากการคัดสรร มันก็เป็นเสียงข้างมาก แบบท่วมท้น ด้วยเหตุผลนี้หรือไม่ที่ท่านพยายามที่จะไม่ปรับแก้อะไรเลย เพราะถ้ามากกว่านี้ ก็กลัวว่าอาจจะมีคนที่ท่านไม่สามารถจะก้าวก่ายได้เข้าไปอยู่ในสมาชิก สสร. หรือว่า คนที่จะมาช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ผมก็ตรงไปตรงมาครับ ก็เอาตัวเลขที่เกิดขึ้น แล้วก็นำเสนอกับสมาชิกเพื่อได้พิจารณาตัวเลขนี้ เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธานว่าตัวเลข ที่ผมนำมานั้นก็มาจากฐานพื้นที่ของท่านสมาชิกส่วนหนึ่งที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในห้องนี้ของทุกพรรคการเมืองครับ รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลที่ผมเรียนไป ก็ลองบวกให้ท่าน ดูว่าเหตุผลเป็นอย่างนี้หรือไม่ ผมก็เรียนมาตั้งแต่ต้นว่าจริง ๆ ผมไม่อยากจะอภิปรายในเรื่องนี้ ถ้าท่านมีเหตุผลอื่น เผอิญกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยืนยันเมื่อสักครู่นี้เองก่อนที่ผมจะ อภิปรายได้สักครู่นี้ครับว่า ท่านยึดหลักการปกครองเป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวทางในเรื่องของ การปกครองก็น่าจะเหมาะสม ผมก็นำเสนอในอีกมิติและอีกมุมมองหนึ่งแค่นั้นเองครับ และผมก็เชื่อว่าสิ่งที่ผมนำเสนอเป็นตัวเลขที่พี่น้องประชาชนก็ต้องรับทราบครับว่า ๗๗ คน และถ้าโดยประมาณได้เกือบ ๖๐ ท่าน ใช่หรือไม่คือเหตุผลที่ท่านไม่ยอมเพิ่มจำนวน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด ซึ่งหลาย ๆ เหตุผล ผมเรียนว่าพูดแล้วก็ไม่อยากพูดซ้ำ หรอกครับว่าประชากรในแต่ละจังหวัดมันไม่เท่ากัน

ในเรื่องต่อไปครับ ในเรื่องของสมาชิกที่มาจากการคัดสรรในเรื่องของ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผมก็เห็นเขียนกำหนดเอาไว้เยอะแยะครับว่าเป็นฝ่ายกฎหมายบ้าง เป็นนักวิชาการในฝ่ายต่าง ๆ ผมเรียนว่าจริง ๆ แล้วถ้าอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจาก ประชาชนและมาจากการเลือกตั้งจริง ๆ ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ท่านสามารถจะตั้งเขาเป็น ที่ปรึกษาได้ครับ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคัดสรรมาจากการเลือกเลย หลักการก็คือว่าทุกท่านที่เป็น สสร. จะได้มาจากการเลือกตั้งจริง ๆ เป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชนจริง ๆ ส่วนในส่วนของการคัดสรรที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากได้เลือกไว้ ๒๒ ท่าน ถ้าถามใจผมผมคิดว่าไม่ต้องมีก็ได้ครับ แล้วถ้าคิดว่ามันมีผู้เชี่ยวชาญด้านไหน ที่อาจจะเป็นปัญหาก็สามารถจะตั้งเป็นที่ปรึกษาเหมือนกรรมาธิการทั่วไปก็เชิญท่านมา เป็นที่ปรึกษาหรือตั้งมาเป็นคณะกรรมการยกร่างก่อนก็ได้ แล้ว สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็เข้ามาแก้ไขแล้วปรับปรุงให้เป็นไปตามแนวทางที่มันควรจะเป็น เมื่อท่านทำมาจนถึงขณะนี้ แล้วก็มาขยักเอาไว้ว่า ๒๒ ท่านต้องมาจากการคัดสรร ผมก็เกรงว่ากระบวนการที่เราบอกว่า น่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาจากพี่น้องประชาชนจริง ๆ มันก็ยังติดอยู่อีกเล็กน้อยครับ ก็ ๒๒ ท่านนี้ เพราะผมไม่แน่ใจว่าคนที่เลือก หรือแม้กระทั่งรัฐบาลหรือใครจะเข้ามามีส่วน ในการเลือกในครั้งนี้หรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ถ้ามาจากการเลือกตั้งแล้วมาจากการเปิดกว้าง เหมือนที่สมาชิกได้พูด ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดละ ๒ คน ๑๕๐ คน หรือ ๒๐๐ คน ผมเชื่อว่า เหตุผลของพี่น้องประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วมจริง ๆ ส่วนจะเพิ่มผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาในด้านไหน ตามที่สมาชิกหลายท่านได้พูดขึ้นมา เมื่อกี้ท่านสามารถพูดเรื่องด้านการกีฬา ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านอื่น ๆ ผมคิดว่าก็เชิญเขามาเป็นที่ปรึกษาก็ไม่ได้ผิดอะไร ก็จะทำให้รัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งและเป็นของพี่น้องประชาชนจริง ๆ นี่ก็เป็นอีกหนึ่ง มุมมองที่ผมเรียนว่าผมกังวลเท่านั้นเองว่าการที่ท่านล็อกเอาไว้ หรือว่าไม่ยอมเพิ่ม ๗๗ ท่าน ถ้ามาจากด้วยเหตุผลฐานเสียงและการเป็นเสียงข้างมากของการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ของรัฐบาลและพรรคร่วมมันก็จะมีคนเขาครหานินทาได้ว่านี่หรือเปล่าคือเหตุผลที่นั่งยัน ยืนยันไม่ยอมเพิ่มตามสัดส่วน และเหตุผลที่สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้ให้ข้อสังเกตเอาไว้ ฉะนั้น ผมเรียนท่านจริง ๆ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรามีความจำเป็นและผมมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็เห็นพ้องตรงกันในหลายท่านว่าถ้าท่านขยับสักเล็กน้อยเพื่อประโยชน์ในอนาคต ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วพูดกันได้อย่างสง่างามว่ามาจากการเลือกตั้ง มีคนมาร่วมรณรงค์กัน อย่างเต็มที่เข้ามาแก้ตาม สสร. ที่มาจำนวน สสร. นั้น เป็นตัวแทนที่คิดมาจากพื้นฐาน ประชากรทั้งหมดของรายจังหวัด ผมคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่สง่างามมากกว่าหรือไม่ ท่านต้องทำ แบบนี้ครับ ที่สำคัญที่สุดพวกเราพูดกันมาหลายวัน แต่ผมก็ยังไม่เห็นเลยครับว่ากรรมาธิการ เสียงข้างมากท่านไหนบอกว่าจะลองรับฟัง จะลองเปิดให้รับฟังความคิดเห็น หรือว่าจะลงมติ เฉพาะในเรื่องนี้เรื่องนั้น ก็อยากจะฟังเหมือนกันว่าท่านจะเปิดกว้างหรือมีช่องว่างให้คน ที่เห็นต่างกับท่านหรือเสียงข้างน้อยได้มีแนวทางในการที่จะนำเสนอในมาตราต่อ ๆ ไปด้วย ถ้าท่านยืนยัน นั่งยัน นอนยันแบบนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่ามาตราต่อไปก็ดึงกันไปก็ไม่มีประโยชน์ พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านก็มีความรู้สึกว่าพูดกันไปทำไม เพราะกรรมาธิการก็เหมือน ตั้งธงไว้แล้ว แล้วก็ไม่ฟังเหตุไม่ฟังผลใครทั้งนั้น แล้วผมเรียนว่าสิ่งที่ผมนำเรียนนั้นก็มาจาก พื้นฐานความคิดปกติโดยหลักการของจำนวนประชากรและจำนวนฐานเสียงของการเลือกตั้ง แค่นั้นเองครับ ก็คิดว่าสิ่งนี้คงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถ้าท่านจะรับไปพิจารณาไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ ก็ตาม หรือว่ามีเหตุผลที่ชัดเจนขึ้น ผมคิดว่า พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ข้างมากก็คงสนับสนุนครับว่าถ้าจะแก้กันจริง ๆ และเขามีส่วนร่วม จริง ๆ ผมเชื่อว่าก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะวันนี้อย่างไรก็ห้ามไม่ให้ท่านแก้ไม่ได้แล้ว แต่ท่านควร เปิดโอกาสให้คนอื่นได้มีส่วนได้เข้ามาร่วมอย่างจริงจังบ้างจะได้หรือไม่

เรื่องสุดท้ายครับ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าท่านกรรมาธิการได้มีการสอบถาม เรื่องนี้หรือไม่ ผมได้ยินว่ามีการนำแนวทางในการเลือก สสร. ในครั้งนี้ แล้วบอกว่าให้ใช้ กฎหมายท้องถิ่น ผมก็อยากฝากถามไปถึงท่านกรรมาธิการว่าสมมุติมีการเลือกตั้งไม่ว่าจะ กี่คนก็ตาม ไม่เป็นไรครับ อันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งว่าในการเลือกตั้งไม่ทราบมีข้อกำหนดไว้ หรือไม่ว่าในการเลือกตั้ง สสร. ในแต่ละจังหวัดนั้น ในบัตรเลือกตั้งจะมีช่องงดลงคะแนน หรือโนโหวต (No vote) หรือไม่ แล้วถ้าเกิดมีมีการกำหนดไหมว่าถ้าโนโหวตมันมากกว่า คนที่ได้มันจะถือว่าคนที่ได้เป็น สสร. ในจังหวัดนั้น ถือว่าเขามีสิทธิได้โดยสง่างามหรือไม่ จะเป็นตัวแทนของคนทั้งจังหวัดได้หรือไม่ ผมก็ฝากถามไปด้วยความกังวลว่าถ้ามีบางจังหวัด เขาเกิดมองแล้วเขารู้สึกว่ามันไม่ได้ แล้วก็มีช่องโนโหวตด้วยตามกฎหมายเลือกตั้งปกติ ที่เราเคยปฏิบัติกันมา แล้วพอดีคะแนนโนโหวตมันดันมากกว่าคนที่ได้ที่ ๑ ผมก็ไม่แน่ใจว่า ท่านจะทำอย่างไร หรือมีข้อบังคับอะไรที่พอที่จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นกว่านี้หรือไม่ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมานะครับ เนื่องจากมันมีความเร่งรีบแล้วกระบวนการ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมคิดว่าก็ยังสับสนอยู่ทั้งจำนวน ทั้งวิธีการเลือกตั้งและ การกำหนดลงไปถึงคุณสมบัติและจำนวนการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดที่ผมเรียนไป แม้กระทั่ง การกากบาทในคูหาก็ยังมีความสับสนว่าจะเลือกอย่างไร ถ้าคนไม่เลือกทั้งจังหวัดจากผู้มีสิทธิ ไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จะเอาแบบถ้ามีคนลงสมัคร ส.ส. ๑ คนไหม จะมีการกำหนดไว้ ในรายละเอียดหรือไม่ว่าถ้าทั้งจังหวัดมีคนมาเลือกตั้งน้อยกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ และคนที่ได้ ได้ไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นโมฆะหรือไม่ เรื่องพวกนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่มันเกิดขึ้นได้ แล้วมันไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นมาในการเลือกตั้งของประเทศไทย แต่ผมก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ว่านี่คือสิ่งที่ผมจะนำเสนอว่าในมาตรานี้ท่านต้องบอกรายละเอียดให้ชัดเจนเพื่อเราจะได้ ทราบว่าถ้าวันนั้นมันมาจริง สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นตามมามันจะเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าสมาชิก ในห้องนี้หลายท่านก็ยังสงสัยว่าตกลงมันกาตรงไหน มันมีช่องโนโหวตไหม แล้วถ้ามันมากกว่า ที่ผมพูดจริงมันก็จะมีคนพูดว่าอ้ายคนที่ได้ที่ ๑ มันได้น้อยกว่าโนโหวต แล้วมันจะเป็นตัวแทน ของคนทั้งจังหวัดนั้นได้อย่างไร อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งผมก็อยากรับฟังว่าจะเอากันแบบไหน ก็ฝากท่านประธานไปถึงกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับว่าอย่าดื้อไปมากกว่านี้ อย่างไร ก็กรุณาช่วยรับฟังความคิดเห็นของพวกเรา ถึงแม้จะเป็นเสียงข้างน้อย ผมเรียนว่าเราก็ไม่ได้ ขัดขวางท่านทุกเรื่อง เพียงแต่ถ้าหลาย ๆ เรื่องท่านสามารถที่จะอธิบายให้มันครอบคลุมได้ มีเหตุผลได้ ผมเชื่อว่าการยอมรับก็จะมีมากขึ้น แล้วผมคนหนึ่งละครับที่มีความกังวลในเรื่อง ของการลงสมัคร สสร. และจำนวนในครั้งนี้ เพราะไม่ว่าจะกลุ่มไหนก็ตาม ผมจำไม่ได้ว่า มีสมาชิกท่านหนึ่งได้พูดไว้ว่าถ้ายังยืนแบบนี้ แม้กระทั่งในส่วนของภาครัฐบาลเอง หรือว่า กลุ่มที่เราเรียกว่าจะเป็นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในแต่ละจังหวัด ผมไม่ได้พูดให้เสียหายนะครับ อย่างเช่นกลุ่มทีมงานของกลุ่มคนเสื้อแดง นปช. หรืออื่น ๆ ก็อยากจะนำเสนอหลาย ๆ ท่าน เพราะว่าก็มีคนที่อยู่ในจังหวัดนั้นหลายคน ผมถามว่าทำไมเขาต้องเลือกคนนี้ แล้วทำไม ไม่เลือกอีกคนหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่จังหวัดเขามีคนเยอะกว่านี้ มันก็เกิดความแตกแยกครับ ไม่ว่าจะ กลุ่มไหนก็ตาม แต่ถ้าท่านให้เหตุผลได้ว่าเราเลือกตามจำนวนประชากร เมื่อประชากรทั้งหมด เท่านี้เราเลือกได้ จังหวัดเราเลือก ๒ คน คนที่ ๓ ที่ ๔ ก็ต้องยอมไป ผมคิดว่าอย่างนี้ฟังขึ้น แต่ถ้าประชากรจังหวัดนั้นมันมีมากแล้วบอกว่าก็ไม่รู้ ก็จะเอาแค่คนเดียว ผมก็คิดว่าปัญหา ที่ตามมามันไม่ได้เกี่ยวกับเสียงข้างน้อย หรือพรรคฝ่ายค้าน หรือกลุ่มคนเล็ก ๆ ไม่ใช่ครับ ผมคิดว่าความแตกแยกและความสับสนมันจะเกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศไทย ในทุกจังหวัด ในทุกภูมิภาค เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมนำเรียนนี้ก็อยากจะให้ท่านกรรมาธิการเป็น อีกเรื่องหนึ่งนะครับว่าอยากให้ท่านช่วยรับไปพิจารณาแล้วลุกขึ้นให้ความหวังกับพวกเรา หน่อยได้ไหมว่าท่านจะรับบางเรื่องที่มีเหตุผลไปพิจารณาบ้าง ผมเห็นแต่ละท่านที่ลุกขึ้นมา ก็คือ ไม่ ไม่ได้ ดีแล้ว ๗๗ คน อย่างไรก็ต้องแบบนี้อ้างเรื่องต่าง ๆ นานา ผมคิดว่าหลาย ๆ ท่าน ที่พูดไป ๒ วัน ๒ คืน มันก็เหนื่อยใจครับ พยายามใช้เหตุผลที่มีหลักมีแนวทางแล้วก็ไม่มี การรับฟังกัน ก็ฝากท่านประธานไปถึงกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าอาจจะไม่ถูกใจบางท่าน ผมขอโทษด้วย แต่ไม่มีเจตนา อยากให้เอาหลักการแนวทางตัวเลขที่ผมพูดจากความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นโดยประมาณลองไปคำนวณดู ความแตกแยกมันก็จะไม่เกิดขึ้น รัฐบาลชุดนี้ ท่านผลักดันว่าอยากจะแก้รัฐธรรมนูญ ก็มีแนวร่วมอย่างไรครับ แต่ถ้าดื้อดึงท่านก็จะผ่านไป แบบที่เขาพูดกัน แล้วผมเชื่อว่าท่านก็ไม่ค่อยชอบหรอกครับว่าเสียงข้างมากลากไป อย่างนั้น ท่านยอมคนละนิดหน่อยเถอะครับ คนละครึ่งทางในการปรับจำนวนการเลือกตั้งในรายจังหวัด ให้เป็นไปตามประชากร รวมทั้งในเรื่องของการคัดสรรตัดไปเลยครับ ให้ทั้งหมดมาจาก การเลือกตั้ง ผมคิดว่าจะเป็นแนวทางที่สง่างามแล้วก็เหมาะสมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ แล้วผมเชื่อว่าในห้องนี้ทุกคนไม่อยากให้มีฉบับที่ ๒๐ ครับ แต่ถ้าท่านทำแบบนี้ ผมเชื่อว่าในอนาคตใครกลับขึ้นมามีอำนาจหรือมีเสียงข้างมากแบบท่าน ก็ต้องบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็เลือกกันใหม่ เพราะคราวที่แล้วการนำเสนอหรือว่าตัวแทนของ สสร. นั้นไม่ได้มาตามอัตราหรือว่าสัดส่วน ของประชากรที่แท้จริง ก็มีการหาเรื่องกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อร่างฉบับที่ ๒๐ อีกครับ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าอย่าเลยครับท่าน เอาว่าเป็นฉบับนี้แล้วใช้นาน ๆ แล้วก็ช่วยกันคิด ช่วยกันทำน่าจะเหมาะสมมากกว่า อย่าดื้อต่อไปเพื่อเสียงข้างมากที่ท่านได้รับคำสั่งมา ผมว่า เล็ก ๆ น้อย ๆ ยอมบ้าง ปรับบ้าง ผมคิดว่าฟังเหตุผลบ้างน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แล้วก็เป็นความภาคภูมิใจของสมาชิกรัฐสภาทุกคนด้วย ก็ขอขอบพระคุณท่านประธาน เป็นอย่างมากครับ