พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อภิปรายเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เหมาะสมกับจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัด และเสนอผลการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เหมาะสมกับจำนวนประชากร
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนท่านประธานครับว่าผมขออนุญาตใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๘ ท่าน ส.ส. อานิก อัมระนันทน์ ได้เป็นผู้ที่แปรญัตติไว้ แล้วก็ได้มอบหมายให้ผมได้มาชี้แจง ต่อสภาแห่งนี้ ตามมาตรา ๓๘ ท่านประธานครับ ในส่วนที่ได้มีการแปรญัตติไว้ในส่วนต้น ซึ่งเป็นในเรื่องของการเลือกตั้ง สสร. มาจากจังหวัด แล้วก็จำนวน ผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าเมื่อสักครู่ตั้งใจว่าจะไม่อภิปรายเรื่องนี้ครับ แต่พอดีได้ยินทางท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้ลุกขึ้นมาชี้แจงเมื่อสักครู่ครับว่าท่านได้ใช้แนวทางในการที่จะมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งตามรายจังหวัด ก็คือจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ ท่าน เป็นไปตามกรอบ การปกครองครับ ก็เลยมีความจำเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธานที่จะต้องนำเหตุผลนี้มาว่า มันจริงหรือไม่ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากท่านเมื่อสักครู่ได้บอกว่าที่จำเป็นจะต้องมี ๗๗ ท่าน ตาม ๗๗ จังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งนั้น เป็นแนวทางที่ใช้เหตุผลจากเรื่องของการปกครอง ถ้าท่านเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่พอรับได้ครับ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะอภิปรายต่อ จากนี้ผมคิดว่ามันเป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งอยู่ในใจของกรรมาธิการเสียงข้างมากทุกคนครับ แล้วก็อาจจะเป็นความรู้สึกของรัฐบาลในขณะนี้ที่ว่าเหตุผลว่าทำไมต้อง ๗๗ คน ท่านสมาชิก หลายท่านพยายามจะอภิปรายว่าขอเป็น ๒๐๐ ท่าน ขอเป็น ๑๕๐ ท่าน ขอให้เป็นไปตาม ประชากรในแต่ละจังหวัดก็เปรียบเทียบให้ดู ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร หรือแม้กระทั่ง จังหวัดเล็ก ๆ อย่างจังหวัดระนอง จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม ผมเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมจะขอท่านประธานได้เข้ามาในเหตุผลสำคัญที่มีความจำเป็นต้อง ชี้แจงให้กับเพื่อนสมาชิกเพื่อจะได้เห็นถึงความจำเป็นของกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าทำไม ภายในใจลึก ๆ ทำไมถึงต้องยืนอยู่ที่ ๗๗ ท่าน แล้วก็ ๑ ท่านต่อ ๑ จังหวัด โดยที่ไม่ได้ฟัง เหตุผลของคนอื่นเลย ผมขออนุญาตท่านประธานไปแล้วในเรื่องของขออนุญาตจะใช้ แผ่นสไลด์ (Slide) ในการนำเสนอการอภิปรายในครั้งนี้ ท่านประธานคงอนุญาตนะครับ ก็ขออนุญาตห้องโสตทัศนูปกรณ์นะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
แผ่นสไลด์ที่ขึ้นในอันนี้ก็คือประเทศไทยครับ มี ๗๗ จังหวัด ก็แบ่งไปตามภาคต่าง ๆ ก็ทราบดี แผ่นนี้ก็จะให้เห็นว่าแต่ละภาคมีกี่จังหวัด ถ้าไล่ดูจากอันแรกเลยท่านก็จะเห็นว่า ตั้งแต่ภาคเหนือมาเรื่อย ๆ จนถึงภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคใต้ ก็มีจำนวนจังหวัด ซึ่งถ้ากรรมาธิการเสียงข้างมากยืนตามนี้จำนวน สสร. ที่ท่านอยากจะเลือกก็จะเป็นไปตาม ที่เห็นบนแผ่นสไลด์ข้างบนนี่ครับ แล้วภาพนี้ต้องค้างไว้นาน ๆ นิดหนึ่งครับ ผมได้เอา ผลการเลือกตั้งในปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมาเป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของฝั่งรัฐบาล โดยคร่าว ๆ บวกกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อบวกเข้ามาก็ตกอยู่ ประมาณเกือบ ๓๐๐ ท่าน แล้วเมื่อเอา ๓๐๐ ท่านนี้ลองกลับไปดูฐานเสียง ซึ่งน่าจะเกี่ยวพัน กับการที่จะได้มาซึ่ง สสร. ตามแนวทางที่ผมจะนำเสนอเหตุผลหลักการเอาไว้นะครับว่า เมื่อเอาจำนวนเกือบ ๓๐๐ ท่านของฝ่ายรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล ถ้านะครับ ถ้าสามารถ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สสร. ได้จริง ๗๗ จังหวัดตามที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ยืนยันว่าอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนนี่ ตัวเลขครับ จาก สสร. ๗๗ ท่านนี่ ขอสไลด์ต่อไปครับ โดยประมาณก็ตกอยู่ประมาณ ๕๔ จังหวัด หรือ ๕๔ ท่านครับ จาก ๗๗ ท่าน แล้วก็ ๗๗ จังหวัด ท่านเห็นไหมครับว่าเหตุผลลึก ๆ ของกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าทำไมถึง ไม่ยอมเพิ่มจำนวน สสร. ในแต่ละจังหวัด เพราะจาก ๗๗ คน ถ้าท่านยืนแบบนี้ท่านจะได้ สสร. ที่มาจากเสียงหรือเป็นฐานเสียงของท่านถึง ๕๔ ท่าน แล้วยังไม่รวมอีก ๒๒ คน ในวงเล็บต่อไปที่ท่านบอกว่าจะมาจากการคัดสรร ซึ่งผมก็เชื่อว่า ๒๒ คน ก็อาจจะเกือบ ๒๒ คนที่เป็นคนของรัฐบาล ก็ ๕๔ บวก ๒๒ ครับ เป็นเท่าไรครับท่านลองคิดดู ๗๐ กว่าคน จาก ๙๙ คน แต่ถ้าเพิ่มหรือมีการปรับเปลี่ยนตามที่สมาชิกรัฐสภาบอกว่าเป็น ๑๕๐ คนบ้าง เป็น ๒ คนต่อจังหวัดบ้าง เป็นตามประชากรที่มีอยู่จริงตามรายจังหวัด ท่านมีความเสี่ยง ใช่ไหมล่ะครับว่าท่านจะไม่ได้เสียงข้างมากท่วมท้นขนาดนี้ในการที่จะเข้าไปครอบงำ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ให้เป็นไปตามใจของท่าน มีใครสั่งมาหรือเปล่าครับถึงจะต้องคง ตัวเลข ๗๗ คน โดยที่ไม่คำนึงถึงเหตุผลที่เพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านให้เหตุผลซึ่งผมคิดว่า น่ารับฟัง ถ้าผมจะยกตัวอย่างอีกสักครั้งหนึ่งท่านประธานคงไม่ว่า อย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งผมเป็นผู้แทนราษฎรอยู่นี่ครับ จาก ส.ส. ๓๐ กว่าคนให้เหลือ ๑ คน ประชากรเกือบ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ถ้าเป็นไปตามระบบไม่ว่าจะเป็นเหมือนสมาชิกวุฒิสภาเมื่อที่เคยเป็นมา ๑๘ คนก็ดีหรือการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ๓๓ คน ท่านทำให้เหลือ ๑ คนนะ เพื่อท่านจะได้เป็นเสียงข้างมากอย่างแท้จริงจากจำนวน ๗๗ คน จาก ๗๗ จังหวัด ท่านคิดแค่นี้ครับ ต้องการจะได้เสียงข้างมากอย่างท่วมท้นเพื่อจะได้สามารถสั่งเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาได้ ผมเสียใจจริง ๆ ว่าเจตนารมณ์ท่านประธานคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้และกรรมาธิการอีกหลายท่านซึ่งจริง ๆ ผมก็เคารพนะครับว่าถ้าท่านเปิดใจกว้าง สักเล็กน้อย เอาหลักการและเหตุผลของความถูกต้อง ความเป็นจริงในฐานะที่จะเป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชน ท่านไม่ได้เสียหน้าหรือไม่ได้ผิดอะไรแม้แต่น้อย เพราะเราสนับสนุน ให้การเลือก สสร. นั้นมาจากการเลือกตั้ง มาจากประชาชนจริง ๆ แล้วท่านเป็นคนบอกเอง ไม่ใช่หรือครับว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ตอนนี้มันไม่เหมาะสม มันไม่สมควร แล้วทำไมท่านทำเอง ถ้ามั่นใจว่าเป็นสิ่งที่มาจากประชาชนท่านก็เปิดกว้างให้มีการเลือกตั้งตามจำนวนประชากร แล้วก็อย่าไปยึดติดกับ ๗๗ จังหวัด แล้วคิดว่าจะได้ตั้ง ๕๐-๖๐ ท่าน เพื่อจะได้ชี้นำการแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้ ก็ต้องจริงใจตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กล่าวไว้ในตอนต้น ท่านรับฟังแล้วก็อยากจะใช้เวลาให้เต็มที่ แต่ท่านฟังแต่ท่านไม่แก้ไขเลยครับ ฉะนั้นผมเชื่อว่า การอภิปรายของผมกับการนำตัวเลขสักครู่นี่ก็จะเป็นการสนับสนุนอย่างชัดเจนนะครับว่า เหตุผลลึก ๆ ท่านยอมรับสิครับว่า ๗๗ จังหวัด จังหวัดละ ๑ ท่าน ได้ ๗๗ คน ท่านคิดว่า ฐานเสียงเดิมบวกกับกลุ่มก้อนของท่านประมาณ ๕๔ ท่านมันมากมายจริง ๆ บวกกับอีก ๒๒ คน อย่างที่ผมเรียนไปมันมากท่วมท้นจริง ๆ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอผ่านไปยัง พี่น้องประชาชนว่านี่ละครับที่กำลังจะบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากพี่น้องประชาชน แล้วมาจากการเลือกตั้ง ผมก็เป็นห่วง แค่นั้นละครับ อยากจะให้มีการรับฟัง แล้วก็นำตัวเลข เหล่านี้ไปลองพิจารณาดูครับ ว่าถ้าคิดแบบนี้แนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันก็จะไม่ค่อย สง่างาม การเดินหน้าต่อไปในเรื่องอื่น ๆ มันก็จะเป็นปัญหาต่อเนื่อง