ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ อภิปรายเรื่องการแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๑ โดยชี้ว่าโครงสร้างตัวแทนจังหวัดละหนึ่งคนไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและเรียกร้องให้ใช้สัดส่วนประชากรแทน
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้รับมอบหมายจากท่านจุติ ไกรฤกษ์ ให้อภิปราย ในการแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๑ กับรัฐสภาในวันนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่าตรงไปตรงมา เราได้รับฟังเรื่องนี้กันมานานพอสมควรมากแล้ว แต่ที่ผมจำเป็นต้องขออนุญาตแล้วก็ขอใช้ โอกาสนี้เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนสมาชิกรัฐสภา กับคณะกรรมาธิการ เพราะว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของปัญหาทางหลักการอยู่ด้วย นั่นก็คือว่าการปรองดองก็ดี การร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ก็ดี ผมค่อนข้างแน่ใจว่า ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่องของประเทศไทย เรื่องโดยรวมของชาติ เรื่องโดยรวมของประชาชาติแค่เสียงข้างมากไม่พอสำหรับใช้ในการตัดสินใจ ความเห็นพ้อง ต่างหากที่จะเป็นตัวสนับสนุน แล้วก็ทำให้การตัดสินใจร่วมกันของเราไปสู่อนาคตไทย ไปสู่การตัดสินใจร่วมกันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ มาตรา ๒๙๑/๑ เป็นเรื่องที่รัฐบาล และคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากพยายามที่จะปกป้องไม่ให้มีการแตะต้องมาก ไม่ให้มีการ แตะต้องแม้แต่น้อย ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องของชุดความคิดและเป็นเรื่องที่เรา จะต้องทำให้สอดคล้องกับความเป็นจริงเพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต ผมแน่ใจว่า สมาชิกหลายท่านที่อยู่ในสภาวันนี้พร้อมแล้วที่จะตัดสินใจยกมือให้กับการตัดสินใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งที่ท้าทายเราในวันนี้ก็คือว่าการตัดสินใจโหวตมาตรา ๒๙๑/๑ จะเป็น ไปตามสิ่งที่รัฐบาลต้องการ หรือเรากำลังจะตัดสินใจให้เป็นไปตามที่ประเทศไทยต้องการ ผมพูดคำนี้ไม่ได้มุ่งหมายที่จะให้เป็นเพียงวาทกรรม แต่ผมกำลังจะบอกท่านประธานว่า ชุดความคิดที่กำหนดให้มีตัวแทนมาจากจังหวัดละคนเป็น ๗๗ คน รัฐบาลคิดก็เพราะว่า ต้องการหาตัวแทนของปวงชนมาทำหน้าที่ด้วยความชอบธรรมในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ แต่รัฐบาลก็เชื่ออีกเช่นเดียวกันว่าคน ๗๗ คนที่มาจากการเลือกตั้งมันร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เป็น จึงกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญมาอีก ๒๒ คน มาร่วมกันเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดเอาว่า ๒๒ คนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นนักรัฐศาสตร์ เป็นนักรัฐประศาสนศาสตร์ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการบริหารราชการแผ่นดิน ๒๒ คนนี้ร่างรัฐธรรมนูญเป็น แต่ ๒๒ คนนี้ ถ้าลงเลือกตั้งเมื่อไรสอบตก นี่เป็นชุดความคิดที่เอา ๒ อย่างมาผนวกกัน ท่านประธานครับ ทั้ง ๒ ส่วนที่ว่านี้ไม่อาจเป็นตัวแทนใครได้เลย เราต้องการที่จะร่างรัฐธรรมนูญ ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขใช่หรือไม่ ถ้าใช่ รัฐไทยเป็นใครครับ รัฐไทยไม่ได้เป็นสหราชอาณาจักร รัฐไทยไม่ได้เป็นสมาพันธรัฐ และรัฐไทยไม่ได้เป็นสหพันธรัฐ เพราะฉะนั้นคำว่า มีตัวแทนจังหวัดละหนึ่งคน จึงไม่ใช่เป็น ตัวแทนรัฐ ไม่ใช่เป็นตัวแทนสมาพันธรัฐ และไม่ใช่ตัวแทนของรัฐอีกหลายรัฐในประเทศนี้ เพียงประเทศเดียว จังหวัดระนอง จังหวัดนครราชสีมา กรุงเทพมหานคร เป็นเขตการปกครอง ของรัฐไทยแล้วก็เป็นรัฐเดียว ความเป็นตัวแทนแห่งจังหวัดไม่ได้ปรากฏ ณ ที่นี้ ความเป็น ตัวแทนแห่งจังหวัดต้องไปปรากฏที่เป็นนายก อบจ. จังหวัดนครศรีธรรมราช นายก อบจ. จังหวัดขอนแก่น หรือนายก อบจ. จังหวัดเชียงใหม่ แต่การมาร่างให้มีตัวแทนจังหวัดละคนนี้ ไม่มีเหตุผลอื่นเลยครับ เป็นเหตุผลที่ต้องการให้เป็นตัวแทนที่ควบคุมได้ และเชื่อเขาด้วยว่า เขาร่างไม่เป็น จึงไปหาผู้เชี่ยวชาญมา โครงสร้างนี้ควรจะอธิบายสมัย จอมพล ถนอม กิตติขจร ตัวแทนนี้ควรจะพูดเมื่อก่อน ๑๔ ตุลาคม แต่ตัวแทนนี้เป็นตัวแทนยุคใหม่ ประชาชน ผู้เลือกตั้งเขาคิดเป็น เขารู้ว่าเขากำลังเลือกใคร เลือกอย่างนี้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไปตั้งรัฐบาล เลือกอย่างนี้เลือกสมาชิกวุฒิสภาไปทำหน้าที่กลั่นกรองอยู่ในรัฐสภา เลือกอย่างนี้ เขาเลือกคนไปทำหน้าที่เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เขาเลือกได้ครับ เขาคิดได้ครับ เขาไม่เลือก ผู้แทนราษฎรไปเป็น สสร. เขาไม่เลือก สสร. ไปเป็น ส.ว. เขาเลือกคนที่เข้าไปทำหน้าที่ อย่างชัดเจน ถ้าเราต้องการว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นร่างรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะให้เป็น ตัวแทนของปวงชนชาวไทยมาทำหน้าที่ร่าง เราต้องเอาจำนวนผู้แทนปวงชนที่ค้นหาตัวแทน ที่แน่นอนให้ได้ มีตัวเลขเสนอมากมายครับ ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เสนอ ๑๕๐ คน สมาชิกจำนวนมากเสนอ ๒๐๐ คน บางคนเสนอ ๓๐๐ คน การเสนอตัวเลขอย่างนี้ไปอธิบาย อะไรครับ ไปอธิบายโครงสร้างในชุดความคิดของระบบตัวแทนของปวงชนชาวไทย ปัญหา รัฐสภาของเราในวันนี้ต้องการคนมาทำสภาร่างรัฐธรรมนูญในนามอะไรครับ ถ้าเราต้องการ มาในนามของปวงชนชาวไทย สัดส่วนของปวงชนชาวไทยในการกำหนดตัวแทนจะต้อง ถูกกำหนดขึ้น ไม่ใช่จังหวัดเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่ ๗๗ จังหวัดเป็นจังหวัดละหนึ่งคนครับ มันอธิบายอะไร อธิบายว่าตัวแทน ตัวแทนปวงชนตรงไหนครับ ในเมื่อสัดส่วนของปวงชน มันไม่เท่ากัน ขนาดไม่เหมือนกัน คำพูดคำนี้เขาพูดย้ำกันหลายครั้งครับ กรุงเทพมหานคร เคยมีผู้แทนเป็นสมาชิกวุฒิสภามากที่สุด ตัวเลข ๑๘ คน และทุกจังหวัดก็ไม่ได้ทิ้งสิทธิ ของประชาชนในจำนวนน้อย ก็ให้มีโอกาสด้วย ๑ คน ตัวเลขอย่างนี้มันไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ตัวเลขที่ผ่านขั้นตอนการคิด ผ่านกระบวนการศึกษา กระบวนการแปรรูปต่าง ๆ มาให้เกิดจำนวน ของความเป็นผู้แทนปวงชน ตัวเลข ๗๕,๐๐๐ ตัวเลข ๑๕๐,๐๐๐ ตัวเลข ๓๐๐,๐๐๐ ล้วนแต่ เป็นตัวเลขที่ถูกผ่านการคิดศึกษาและวิจัยทั้งสิ้น แต่ผมยืนยันกับท่านประธานว่า ๙๙ คน ที่ท่านประธานพูดถึงและที่คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... พูดถึงไม่ได้เสนอร่างนี้มา ไม่อาจอธิบายความเป็น ผู้แทนปวงชนได้เลย เพราะไม่บอกเลยว่าเขาต้องมากันอย่างไรในลักษณะสัดส่วนแบบไหน
ประการที่ ๒ เลิกเชื่อในความคิดที่ว่าคนมาจากการเลือกตั้งร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เป็น การที่คุณเชื่อว่าคนร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นคุณไม่เชื่อประชาชน คุณไม่เชื่อในวิถีทาง ของระบอบประชาธิปไตย การร่างรัฐธรรมนูญมันมีกระบวนการ มันมีขั้นตอน สภา ๒๐๐ คน สมมุติว่าเราเอาตามนี้ เวลาเขาจะร่างเขาจะมีที่ปรึกษา เขาจะมีคณะทำงาน เขาจะมีใครต่อใคร ที่เป็นนักวิชาการของประเทศนี้ได้อีกมากมาย ผมว่าชุดความคิดอย่างนี้เป็นชุดความคิด ที่มีเหตุผล ชุดความคิดนี้ต่างหากที่จะอ้างความเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย เราเลิกยุติ ประชาธิปไตยรวมศูนย์กันเสียทีเถอะครับ เลิกคิดว่าคนในประเทศนี้มันเลือกคนไม่เป็นเสียที เถอะครับ เลิกคิดว่าคนในประเทศนี้ร่างกติกาให้กับตัวเองไม่ได้เสียทีเถอะครับ นี่เป็นชุดที่ผม ต้องกราบเรียนกับท่านประธาน เพราะว่ามาตรา ๒๙๑ นี้เป็นมาตราที่ถูกกำหนดขึ้นและ เป็นหัวใจที่เราจะต้องอธิบายเรื่องราวทั้งหมด ผมได้จัดไว้เลย เราถกเถียงกันมาตั้งแต่วันแรก ว่าการแก้มาตรา ๒๙๑ มันจึงไม่ใช่เรื่องที่มาทำอะไรก็ได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เปิดโอกาส ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลย เราจึงต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อให้ไปร่างใหม่ เราต้องมี ๒ ขั้นตอน การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำได้หรือไม่ ผมคิดว่าวันนี้ยังเป็นประเด็นทางกฎหมาย ที่จะต้องถกเถียงกันว่าทำได้จริงหรือไม่ เอาล่ะเราพักไว้ก่อนว่าจะทำ เพราะเราไม่ได้มีหน้าที่ วินิจฉัยว่าทำได้ ไม่ได้ แต่ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ดีหรือไม่ดี ผลผลิต ของปี ๒๕๕๐ เราเลือกตั้งกันมาแล้วอย่างน้อย ๒ ครั้ง เราทุกคนที่นั่งอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ เป็นผลผลิตของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งสิ้น คุณชอบหรือไม่ชอบ คุณมาทำไมละครับ คุณไปสมัครทำไม คุณมาเป็นรัฐบาลกันทำไมครับ นี่คือกติกาที่คุณมา พอมาแล้วถ้าคุณจะฉีก มันทิ้งคุณต้องอธิบายเหตุผลได้ดีกว่านี้ ไม่ใช่เพียงเหตุผลบอกว่าคุณชอบหรือไม่ชอบ คำตอบ คำถามก็คือว่ามันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่ร่างแล้วเขาไปทำประชามติ คุณอาจจะลงข้างไหน ก็ได้ไม่สำคัญหรอกครับ แต่ประชามติวันนั้นบอกว่าเอารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าเราจะร่างใหม่ เราจะไม่ถามเขาสักคำหรือครับว่าเราควรจะทำประชามติหรือไม่ ประชาชนในประชาชาตินี้ รอให้คนที่เป็นรัฐบาลบอกว่าเอาอย่างไร อย่างนั้นหรือครับ นี่คือที่มาที่ผมบอกกับท่านว่า หลายเรื่องต้องเป็นเสียงข้างมาก แต่ผมกำลังจะบอกกับท่านประธานว่าบางครั้งบางเรื่อง ในประเทศนี้ ในประชาชาตินี้และในโลกนี้ มันไม่ใช่เรื่องเสียงข้างมากแล้วพอ มันยังต้อง เป็นเรื่องของความเห็นพ้องที่จะทำให้เราทำสิ่งนั้นได้ ๒ เรื่อง คือเรื่องการปรองดอง และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านประธานเชื่อผมเถอะครับ ๒ เรื่องนี้ยืนยันในเสียงข้างมาก เลือกเมื่อไรวิกฤติ เพราะคำว่า แมส (Mass) ไม่ได้อยู่ที่จำนวน มันอยู่ที่คุณภาพและปริมาณ ของคุณภาพนี้จะเป็นตัวกำหนดเงื่อนไขในทางการเมืองในอนาคต เราจะทำประชามติกันไหม ก่อนที่จะร่างใหม่ นั่นก็เป็นคำถาม ถามว่าแล้วใครเป็นคนร่าง เรามีรัฐสภามาจากการเลือกตั้ง อยู่แล้ว สมาชิกวุฒิสภามาตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว พวกผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อยู่ในรัฐสภานี้อีกแล้ว อำนาจนี้เป็นอำนาจของรัฐสภา เรากำลังถ่ายโอนอำนาจของรัฐสภานี้ ไปให้กับใครสักคณะหนึ่งมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญแทนเรา ผมบอกได้คำเดียวว่าผมจะ โอนอำนาจนี้ไปได้เงื่อนไขเดียวเท่านั้นละครับ ผมต้องโอนอำนาจนี้ไปให้ปวงชนชาวไทย เขาเป็นคนที่ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญแทนผม ผมไม่อาจที่จะถ่ายโอนอำนาจนี้ให้กับใคร สักคนหนึ่งที่ถูกจัดตั้ง ไม่สามารถที่จะโอนอำนาจนี้ให้ใครสักคนหนึ่งไปสู่ที่คนมีอำนาจ ในรัฐบาลปัจจุบันเป็นคนกำหนด ผมมอบอำนาจนี้ไปให้ใครโดยที่ผมไม่รู้ว่ามันเป็นโอกาส และเป็นสิทธิของประเทศไทยหรือไม่ผมให้ไม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่ผมต้องยืนยันแล้วต้องกลับมาพูดกับท่านประธานอีก ผมไม่ประสงค์จะกล่าวว่า กล่าวใครให้เป็นการเสียหายเป็นส่วนตัว แต่ผมบอกกับท่านประธานว่าใครเป็นคนร่างครับ ถ้าเราถ่ายโอนอำนาจไปให้กับปวงชนชาวไทย ผมคิดว่านั่นคือการเป็นการถ่ายโอนที่มีเหตุผล นั่นคือคำอธิบายต่อไปอีกว่าถ้าอย่างนั้น สสร. ต้องมาจากไหน มันไม่ใช่มาจากความเชื่อที่ผิด ๆ มีความเชื่อว่าคนเลือกตั้งร่างไม่เป็น มีความเชื่อว่าคนร่างเป็นคนลงไปเลือกตั้งแล้วแพ้ เลยออกมา ๗๗ บวก ๒๒ ท่านประธานครับ ความคิดนี้ต้องกลับไปยุค จอมพล สฤษดิ์ จริง ๆ นะครับ ไม่ใช่ยุคประชาธิปไตยปัจจุบัน ถ้าวันนี้บอกว่าเลือก สสร. ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดที่จะลง ที่กรุงเทพมหานคร ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดไปลงต่างจังหวัดตามสัดส่วนของประชากรผมแน่ใจว่า เขาได้รับเลือกตั้งเพราะว่าคนเลือกเขาเลือกเป็น คนเลือกไปเลือกทำ สสร. คนเลือกตั้งไป ร่างรัฐธรรมนูญ เขาไม่ได้ร่างให้ไปยกมือให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีนี่ครับ นี่เป็นจุดที่ผมต้อง กราบเรียน การมีจำนวนเท่าใด มีกระบวนการร่างอย่างไรเป็นปัจจัยที่สำคัญของการกำหนด ความเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย กำหนดความเป็นหรือไม่เป็นตัวแทนของประเทศไทย กำหนดความเป็นหรือไม่เป็นของความเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย นั่นเป็นปัจจัยที่เราต้องทำ ท่านประธานครับ การรับฟังความเห็นด้วยวิธีใดก็ต้องบอกกันอีก มันไม่ใช่ให้ร่างมาแล้วเสร็จ เลือกมาเสร็จก็มานั่งร่างกันตรงไหนก็ไม่รู้ ไม่ใช่ใครแอบร่างไว้แล้วแบบรัฐธรรมนูญสมัยฉบับ ใต้ตุ่มและเอามาประกาศใช้ก็ไม่ใช่อีก เราจะทำประชามติไหม บทสุดท้ายท่านประธานครับ ซึ่งจะต้องพูดจาแล้วผมบอกอันนี้เลยเพราะว่าบังเอิญอยู่ในชุดมาตรา ๒๙๑/๑ รัฐธรรมนูญ เวลาประกาศใช้กระบวนการที่ร่างมาเราทำเสร็จแล้วไปทำประชามติ โอนอำนาจเสร็จ ให้ใครไม่รู้ไปร่าง ร่างอย่างไรไม่รู้ก็ว่ากัน ว่ากันเสร็จแล้วออกมาอย่างไร ใครคุมไม่คุมผมไม่รู้ แล้วพอได้มาเสร็จแล้วท่านไปทำประชามติแล้วนำความไปกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ คุณเขียนไว้ให้ประธานรัฐสภาไปทูลเกล้าได้อย่างไร เอาตัวไหนมาบอกให้ ประธานรัฐสภา ทำไมไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ทำไมไม่เป็นคนอื่น กติกาแบบนี้มาจากไหน ท่านประธานทราบไหมครับว่าวันที่ประธานรัฐสภานำความไปกราบบังคมทูลเพื่อที่จะ ประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนั้นมีกระบวนการสุดท้าย อยู่ที่รัฐสภาเขาจึงให้ประธานรัฐสภาเป็นคนนำไป ถ้ากระบวนการสุดท้ายอยู่ที่อย่างอื่น อยู่ที่อำนาจรัฐไทยก็เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีต้องทำไป กระบวนการเหล่านี้ที่ร่างมาผิดทั้งหมด มันมีจากชุดความคิดชุดเดียวว่าชุดที่ทำมาทั้งหมดคุมได้เอาได้ตามที่ต้องการ ท่านประธาน เราเดินอยู่ในภาวะอย่างนี้ไม่ได้ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพต่อท่านประธานทั้ง ๒ ท่าน เรียนด้วยความเคารพต่อคณะกรรมาธิการด้วย และเรียนด้วยความเคารพต่อเพื่อนสมาชิก รัฐสภา ผมนั่งฟัง ผมอยู่กับเหตุการณ์นี้ตลอด เหตุผลที่ผมได้กราบเรียนสภาทั้งหมดชุดนี้ ท่านประธานครับประเทศไทยเดินไม่ได้ครับ ผมอยู่ในรัฐสภานี้ด้วยชีวิตทางการเมือง เป็นนักการเมืองแท้ ๆ ผมอยู่ในกระบวนการของนักศึกษา ผมอยู่ในกระบวนของการเคลื่อนไหว ผมอยู่ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ชีวิตผมไม่เคยมีแม้แต่วันเดียวที่ยืนข้างความไม่ชอบธรรม ไม่มีแม้แต่วันเดียวที่จะยืนข้างเผด็จการ นี่คือข้อเท็จจริง นี่คือความเป็นจริง นี่คือสิ่งที่ ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธาน ผมคิดว่าก่อนที่เราจะโหวตกัน ผมไม่ได้อภิปรายว่า ผมเป็นคนสุดท้ายที่จะเพื่อผู้โหวตนะครับ แต่ผมมานั่งฟังเพื่อนสมาชิกที่ผมไม่พูดคำอื่นอีก ผมไม่ต้องการให้ซ้ำ ท่านสมาชิกวุฒิสภาทั้งสรรหา สมาชิกวุฒิสภาทั้งมาจากการเลือกตั้ง สมาชิกสภาทั้งฝ่ายรัฐบาลที่ไม่เห็นด้วยขณะนี้ สมาชิกรัฐสภาที่มาจากฝ่ายค้าน เรื่องนี้เป็น การตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ในเรื่องในยุคของเรา เราจะให้การตัดสินใจในยุคของเรานั้นเพื่อใคร ก็ไม่รู้ การตัดสินใจในยุคของเรานั้นเพื่อนำไปสู่อนาคตที่มีการเผชิญหน้าและมีความขัดแย้ง ผมคิดว่านั่นไม่ใช่เส้นทางที่เราเดิน ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานและยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ว่ารัฐบาลทบทวนเถอะครับ ผมประหลาดใจมาตั้งแต่วันแรก ทราบดีครับว่าวาระที่สอง รัฐบาลเขาไม่เกี่ยว เขาไม่เกี่ยวในแง่ของโครงสร้างของการพิจารณา แต่วันนี้อย่างน้อยที่สุดตัวแทนแห่งรัฐ ตัวแทนรัฐบาลมันควรอยู่ในฐานะเป็นผู้ฟัง ควรอยู่ใน ฐานะที่ร่วมกันตัดสินใจว่าถ้าเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากทำ เราเผชิญหน้า เราเกิดวิกฤติและเรามีผลกระทบกันรุนแรงที่สุด เราปล่อยให้ประเทศไทย เดินไปข้างหน้าโดยไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นไม่ได้แล้วครับ โลกนี้ พ.ศ. นี้ ประเทศไทยจะต้อง ถูกออกแบบไปสู่อนาคตไทยที่คนไทยทั้งประเทศเราต้องไปด้วยกัน และใครไปคนใดคนหนึ่ง ไปทิศทางเดียวไม่ได้แล้ว ผมยืนยันกับท่านประธานในนามของสมาชิกรัฐสภาอีกครั้งหนึ่งว่า ผมไม่อาจที่จะเห็นด้วยในมติของเสียงข้างมากได้ ผมเห็นว่า ๑. ตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากความเชื่อที่คิดว่าเป็นผู้แทนปวงชนแล้วมันไม่เชื่อ และคณะกรรมาธิการไปเชื่อว่า เขาร่างไม่เป็น แล้วก็ไปเอาคนที่มาจากผู้เชี่ยวชาญ มาจากการสรรหาเหมือนกับการสรรหา แล้วบอกว่าร่างเป็น แต่ว่าเรากลัวเขาเลือกตั้งไม่ได้ ชุดความคิดอย่างนี้ประเทศไทยต้องจบลง ที่สภาแห่งนี้ ปล่อยให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปเพื่อสู่การเผชิญหน้ากันครั้งใหญ่ของประเทศไทย ไม่ได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ