รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท แสดงความเห็นในประเด็นขัดแย้งเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา โดยเสนอให้มีการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา 22 คน โดยประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชนและรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ รัชฎาภรณ์ยังหารือเรื่องการกำหนดผู้แทนราษฎรในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีผู้หญิงและผู้ชายอย่างเท่าเทียมกันในการตัดสินใจ และขอให้การกำหนดจำนวนผู้แทนราษฎรให้ใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ รัชฎาภรณ์ยังหารือเรื่องการคัดเลือกผู้แทนจาก ส.ส. และ ส.ว. ให้มีทั้งหญิงและชาย และเรียกร้องให้รองประธานสภามีทั้งหญิงและชายเช่นเดียวกับวุฒิสภา
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่จริงตั้งใจแล้วว่าจะไม่พูดนะคะ เพียงแต่ว่าดูจากบรรยากาศแล้ว ดิฉันก็เห็นด้วยกับหลายท่านว่าคณะกรรมาธิการไม่ยอมถอยแม้แต่ครึ่งก้าว ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ตาม ดิฉันก็เลยจำเป็นที่จะต้องอภิปรายเพื่อที่จะแสดงเหตุผลว่า ดิฉันอภิปรายสิ่งที่ดิฉันได้แปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ดิฉันทราบค่ะ จริง ๆ แล้ว ดิฉันก็อยากจะให้ สสร. ทั้งหลายมาจากการเลือกตั้ง แต่ดิฉันก็ทราบว่าคะแนนเสียงข้างมาก ของรัฐบาลก็จะต้องลากไปจนได้ว่าจะต้องมีทั้ง ๒ ประเภท ที่จริงดิฉันก็เห็น ส.ส. จำนวนมาก รวมทั้ง ส.ว. จำนวนมาก อาจจะมีความเห็นในเรื่องจำนวนที่มา แต่ว่าก็ยังมีทั้งประเภท เลือกตั้งกับประเภทคัดเลือกมา แต่มันต่างกันตรงที่ตัวเลขเท่านั้น ดิฉันก็เลยไม่ได้แปรญัตติ ในเรื่องนี้เอาไว้ เพราะเข้าใจว่าอย่างไร ๆ ท่านก็คงจะต้องยืนยันที่จะเอาแบบนี้ ดิฉันก็เลย ต้องแปรญัตติเอาไว้ว่าสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภาจำนวน ๒๒ คน
(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จากหกคนก็ให้เป็นเจ็ดคน
(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ก็เป็นเจ็ดคน
(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน ที่จริงดิฉันจำได้ ดิฉันไม่ได้แปรญัตติตัดนะคะ เศรษฐกิจ สังคม เพราะดิฉันอยากจะให้หลากหลายอยู่แล้ว หรือการร่างรัฐธรรมนูญนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนด จำนวน ๘ คน ที่ดิฉันเปลี่ยนจาก ๖ ๖ ๑๐ เป็น ๗ ๗ ๘ ก็เพื่อที่อยากจะให้เกลี่ยให้เป็นจำนวนใกล้เคียงกัน ไม่อยากจะให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีจำนวนมากกว่า ก็ให้ใกล้เคียงกันก็เป็น ๗ ๗ ๘ แต่ข้อสำคัญ ทั้ง ๗ ๗ ๘ เป็นผู้ที่มาจากการคัดเลือก ไม่ใช่ผู้มาจากการเลือกตั้ง ถ้ามาจากการเลือกตั้งตาม (๑) ดิฉันก็ถือว่าจะเป็นกี่คนก็ตาม แล้วแต่ท่านกรรมาธิการจะพิจารณาแล้วก็มีการเลือกตั้งมา แต่ถ้ามาจากการคัดเลือก ดิฉันก็อยากจะเรียนแล้วก็อยากจะยืนยันว่าเมื่อวานนี้ดิฉันได้พูด ในเรื่องหลักการ เรื่องความเสมอภาคหญิงชายเอาไว้แล้วนะคะ แล้วดิฉันก็ยังแปลกใจ ดิฉันพูดอีกครั้งหนึ่งก็เพราะว่าเรื่องนี้มันไม่ซึมซับกันเลยนะคะ ในสภาผู้แทนราษฎรหรือว่า ในรัฐสภาตรงนี้ เพราะว่าปกติกฎหมายต่าง ๆ แต่ละฉบับก็จะมีปัญหา เวลาจะตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาในกฎหมายฉบับนั้น ๆ เวลาเราเสนอว่าให้มีทั้งหญิงและชายนี่รัฐบาลก็จะฟังข้าราชการ ซึ่งมีทัศนคติว่าเดี๋ยวจะหาผู้หญิงมาเป็นกรรมการไม่ได้ ดิฉันยังเข้าใจว่าพอมาถึงตอนนี้ ก็น่าจะเหมือนเดิมหรือเปล่า ดิฉันก็ยังมีโอกาสได้เรียนถามท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า ท่านจำได้ไหม ดิฉันถาม ๒ ครั้งนะคะ เจอท่านอยู่ข้างล่างนี่ก็เรียนถามท่าน จำได้ไหมตอนที่ ท่านร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ขบวนผู้หญิงได้มาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้อย่างมโหฬารมากเลย เรามากันทุกวัน แล้วรัฐธรรมนูญนั้นก็ได้บัญญัติออกมามีเรื่องสาระของผู้หญิง การยอมรับ ผู้หญิงมากมาย พอมาถึงวันนี้มี ส.ส. บางท่านพูดกับดิฉันว่าก็ไม่ต้องเอาหรอก สสร. เพราะว่า มันผ่านไปแล้ว ที่จริงมันยังไม่ได้ผ่านเลยนะคะ แล้วก็บอกดิฉันว่าเอาไว้ไปผลักดันให้ สสร. เขียนเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญให้มีความเสมอภาคหญิงชายทีหลัง ดิฉันบอกอันนั้นไม่เป็น สิ่งรับประกัน เราต้องทำทุกขั้นตอน มีหลักประกันทุกขั้นตอน ขั้นตอนแรกตั้งแต่เป็น สสร. การที่คนจะมาเขียนกฎหมาย ร่างกฎหมาย ร่างกฎกติกาให้คนทั้งประเทศใช้ ประชากร ทั้งประเทศมีทั้งหญิงและชาย ผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าเสียด้วยซ้ำไป เมื่อกฎหมายบังคับใช้ ก็ต้องใช้กับคนทั้งประเทศ ใช้กับคนทุกคน แล้วทำไมท่านถึงจะไม่ยอมที่จะแก้ไข แล้วก็บอกว่า ให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเป็นคนมาเขียนกติกาเหล่านี้ มันจะรอบคอบแล้วมันจะรอบด้าน มากกว่า ที่ผ่านมาผู้หญิงมีหน้าที่ทำตามกติกามามากแล้ว ถึงวันนี้ให้เขามีโอกาสในการ ที่จะมายกร่างเขียนกติกาบ้างได้หรือไม่ บางท่านอาจจะบอกว่าก็ไม่ได้กีดกัน ไม่ได้ห้าม ท่านประธานคะ วลีที่บอกว่า ไม่ได้ห้าม นี่ล่ะเป็นการละเลยแล้วก็ไม่เอาใจใส่ ดิฉันได้เรียนมา หลายครั้งว่าการที่จะออกมาทำงานการเมือง ผู้หญิงก็ออกมาทำงานช้ากว่าผู้ชาย ปกติแล้ว ก็ถูกให้อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน แล้วก็มีพันธนาการทางด้านความคิด ทางด้านวัฒนธรรม มากมายที่จะไม่ให้เขาออกมาทำงานนอกบ้านหรือออกมาทำงานเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องที่มีอำนาจ ในการตัดสินใจ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ วรรคสี่ ถึงได้กำหนดเอาไว้อย่างไรคะว่ามาตรการ ที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อที่จะให้บุคคลได้ใช้สิทธิเสรีภาพได้เท่าเทียมกับผู้อื่น ไม่ถือว่า ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ถือว่าเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสามของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ ซึ่งพวกเราก็ถือว่าผู้หญิงที่ออกจากบ้านมาช้า ออกมาทำงานในสังคมช้า ตั้งหลักช้านี่ ถ้าท่านกำหนดเอาไว้ให้เป็นมาตรการพิเศษที่จะกำหนดว่าให้มีทั้งหญิงและชาย ถ้าอย่างนี้ ก็ไม่ได้เสียหายอะไรเลย ดิฉันแปลกใจนะคะ ดิฉันประหลาดใจ ถ้าท่านบอกว่าหลักการ ของรัฐธรรมนูญที่ร่างมา ที่เสนอเข้ามานี่ให้มีทั้ง สสร. มาจากการเลือกตั้ง หรือ สสร. ที่มา จากการแต่งตั้งด้วย ทำนอกเหนือจากนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ขัดรัฐธรรมนูญ การที่จะเพิ่ม จำนวนเข้าไปท่านก็กังวล ดิฉันก็สงสัยว่าที่จริงเรื่องที่ถ้าท่านจะกำหนดคนจำนวนเท่าไรก็ตาม แต่ถ้าผู้มาจากการคัดเลือกให้คนเหล่านี้ให้มีทั้งหญิงและชาย ดิฉันไม่เห็นมันจะกระทบ กับจำนวน ไม่เห็นจะกระทบกับความเชื่อมั่นของท่าน หรือไม่กระทบกับอำนาจใด ๆ เลย เพียงแต่ว่าให้มีทั้งหญิงและชายสำหรับผู้ที่มาจากการคัดเลือก หรือท่านกลัวว่าถ้าเลือกผู้หญิง ขึ้นมาซึ่งท่านไม่ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก ผู้หญิงเหล่านี้จะสั่งไม่ได้ จะไม่อยู่ในการกำกับหรือคะ ที่ผ่านมาผู้หญิงเป็นคนพูดง่ายจะตาย ผู้หญิงเป็นคนหัวอ่อนจะตาย บอกอย่างไรก็ได้ ถ้าเขาเห็นด้วยแล้วคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำไมท่านไม่เก็บเอาไว้ให้มีทั้งหญิงและชาย เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะเรียนท่านนะคะว่าถ้าท่านปล่อยให้ใครดีใครได้ ไม่ห้ามก็จริง แต่โอกาสของผู้หญิงกับผู้ชายในทางสังคมนี่มันต่างกัน ถ้าท่านไม่มีมาตรการพิเศษตรงนี้ มันก็จะเข้าระบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครมีโอกาสมากกว่าก็จะได้เข้ามา หลายคนนั้น เข้าใจผิด เข้าใจผิดคิดว่าการไม่ห้ามก็คือเสรี เสรีแต่ไม่เป็นธรรม เสรีที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา ถ้าเปิดเสรีก็คือไม่กีดกัน แล้วก็มีมาตรการพิเศษกำหนดว่าให้มีทั้งหญิงและชายถึงจะเกิด ความเป็นธรรม เสรีแล้วต้องเป็นธรรม เพราะฉะนั้นการที่จะบอกว่าให้มีอย่างนี้ดิฉันได้แปรญัตติ เอาไว้ว่าสมาชิกที่มาจาก (ก) (ข) และ (ค) ให้มีทั้งเพศหญิงและชายจำนวนใกล้เคียงกัน ดิฉันจะไม่ใช้คำว่า เท่ากัน เพราะสมัยหนึ่งที่มีรัฐบาลก่อนโน้นมีนโยบายตั้งกองทุนหมู่บ้าน แล้วมีกรรมการ ๑๕ คน เราก็เสนอไปนะคะ ไปเรียกร้องว่าขอให้มีทั้งหญิงและชายจำนวน ใกล้เคียงกันซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีท่านสมัยนั้นท่านก็ประกาศต่อหน้าผู้หญิงที่อิมแพค เมืองทองธานีเลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็แก้ มันจะไปยากอะไร ให้มีทั้งหญิงและชายเท่ากัน พอเท่ากันก็มีบางคนความคิดไม่ค่อยพัฒนาเท่าไร ก็มาตั้งคำถามถกเถียงว่าถ้ามี ๑๕ คน จะให้ผู้หญิง ๗ คนครึ่ง ผู้ชาย ๗ คนครึ่งหรือ เราก็บอกไม่ใช่หรอก ที่จริงคนมันแบ่งครึ่งไม่ได้ มันเข้าใจง่ายจะตายไป ถ้าผู้หญิง ๗ คน ก็ผู้ชาย ๘ คน ถ้าผู้หญิง ๘ คน ก็ผู้ชาย ๗ คน ก็แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นคราวนี้เมื่อท่านมี ๒๒ คน ดิฉันก็เกรงว่าเดี๋ยวท่านจะเปลี่ยนเป็น จำนวนอื่น ก็เลยบอกว่าให้มีหญิงและชายจำนวนใกล้เคียงกันนะคะ ใกล้เคียงกันอย่างไร ก็ต้องดูว่าถ้าออกมาไม่ใกล้เคียงกัน ถ้า ๒๒ คน เป็น ๒ คน กับ ๒๐ คน มันไม่ใกล้เคียง แน่นอน ถ้าเป็น ๑๐ คน กับ ๑๒ คน ก็ยังใกล้เคียง ดิฉันไม่ได้บอกว่าให้เท่า ๆ กันนะคะ เพราะฉะนั้นก็เรียนท่านว่าเรื่องอย่างนี้ดิฉันถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องความเสมอภาค หญิงชายมันเป็นหน้าเป็นตา มันเป็นกระแสสากล แล้วสากลเวลาเขาวัดความสุขของสังคมใด ความเจริญของสังคมใด เขาวัดจากความเท่าเทียมบทบาทของหญิงชายนี่ล่ะคะ แล้วเราแค่นี้ ท่านจะไม่เปลี่ยนแปลงเชียวหรือ เรื่องอื่นท่านอาจจะมองว่ามันกระทบกับอำนาจส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่เรื่องบทบาทหญิงชายดิฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องเป็นหน้าเป็นตา ตอนนี้ก็ยังมีขบวนการผู้หญิง กลุ่มผู้หญิงคุยกับดิฉันว่าเขาจะนัดคุยกัน ดิฉันก็ยังบอกว่าให้รอก่อนเพราะดิฉันเชื่อว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านซาบซึ้งเรื่องนี้ดี แล้วก็ยังมีท่านกรรมาธิการบางท่าน เช่น คุณหมอเหวง ท่านอาจารย์ ขอประทานโทษลืมท่านอาจารย์ผู้หญิง ขอประทานโทษจริง ๆ ก็ยังพูดกับดิฉันเลยว่ามีใครแปรญัตติเรื่องนี้ไหม ท่านคุณหมอเหวงเมื่อวานนี้ยังบอกดิฉัน ศรัทธาพูดเรื่องนี้มาก ๆ นะ ชื่อเล่นดิฉันนะคะ เพราะฉะนั้นก็เรียนว่าอยากจะให้ท่านช่วยกัน คิดหน่อย ฝากให้ท่านดูหน่อยประเด็นนี้เป็นประเด็นไม่ได้กระทบอำนาจอะไรใครเลย เพราะฉะนั้นการที่จะให้มี สสร. ในเรื่อง สสร. ให้มีทั้งหญิงและชาย ก็ต้องเรียนว่าดิฉันมีอยู่ ๔ ประเด็น
๑. ก็คือ สสร. จากการคัดเลือกทั้ง ๓ วงเล็บ ก็ขอให้มีทั้งหญิงและชาย ในจำนวนใกล้เคียงกัน
๒. ตัวแทนสถาบันการศึกษาที่จะส่งเข้ามานี้ ไม่ว่าท่านจะกำหนดว่า แต่ละสถาบันส่งมาด้านละ ๓ คน หรือ ๔ คนก็ตาม ก็ขอให้มีทั้งหญิงและชาย มันต้องมีตั้งแต่ ส่งมาตอนแรกแล้วต้นทางต้นน้ำแล้วมันถึงจะมามีให้คัดเลือก
๓. ในรัฐธรรมนูญที่บอกว่าจะให้มีกรรมการจาก ส.ส. และ ส.ว. จาก ส.ส. และ ส.ว. มาเลือก ๒๒ คนนี้ ตัวแทนที่มาจาก ส.ส. และ ส.ว. ก็ขอให้มีทั้งหญิงและชาย
และอีกประเด็นหนึ่งก็คือรองประธานสภา ถ้ามี ๒ คน ก็ให้มีทั้งหญิงและชาย ท่านต้องดูวุฒิสภาเป็นตัวอย่างนะคะ วุฒิสภามีรองประธานวุฒิสภา ๒ คน มีทั้งหญิงและชาย แล้วดิฉันจำได้ว่าครั้งแรกที่มีการเลือกรองประธานวุฒิสภาของวุฒิสภาก็เหตุผลหนึ่งที่เสนอ ดิฉันจำได้เลย สมัยนั้นท่านอดีต ส.ว. ประสาร มฤคพิทักษ์ ได้เสนอตัวแทนรองประธานที่เป็น ผู้หญิงเพราะบอกว่าควรจะมีทั้งหญิงและชายเป็นรองประธาน เพราะฉะนั้นรองประธาน สสร. ก็เช่นเดียวกัน ถ้าสมมุติว่าท่านยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงบรรจุ สัดส่วนของหญิงและชาย องค์ประกอบหญิงและชายอยู่ในกรรมาธิการเสียตั้งแต่วรรคนี้ วรรคต่อไปดิฉันก็เชื่อว่าจะมีเสียตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ แล้วถ้าต่อไปก็คงจะมีการแก้ไข ถ้ามีการแก้ไขตั้งแต่เริ่มแรก ถ้าท่านแก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ดิฉันก็จะไม่อภิปรายอีกเลยในเรื่องนี้ แต่ถ้าท่านยังไม่เปลี่ยนแปลงดิฉันก็จะพูดไปเรื่อย ๆ ให้องค์กรผู้หญิงเขาได้ยินว่าดิฉันพูดแล้ว ดิฉันอภิปรายแล้วนะ แต่คณะกรรมาธิการไม่ใยดีเลย ท่านที่นั่งยิ้ม ๆ อยู่ก็ต้องสนับสนุนนะคะ ขอบพระคุณค่ะ