รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

พีรพันธุ์ พาลุสุข เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการประชุมสภา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟังและเคารพเสียงข้างน้อย และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากให้เหตุผลประกอบการพิจารณา นอกจากนี้ พีรพันธุ์ยังหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงจำนวนที่นั่ง สสร. การกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ และการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยชี้ให้เห็นว่าการใช้ประชาธิปไตยแบบผู้แทนเพิ่มจำนวน สสร. จะช่วยให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญมากขึ้น

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ กรรมาธิการรวมทั้งท่านประธาน ที่อยู่ข้างบนนี้นะครับ ได้นั่งฟังท่านสมาชิกได้ให้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ มาร่วมเป็นเวลาเกือบ ๗ ชั่วโมง รวมกับ ๒-๓ วันที่ผ่านมาแล้ว รวมกับวันนี้เข้าไปอีก ผมก็คิดว่าพวกเราน่าจะ ใช้เวลาร่วมเกือบ ๖๐ ชั่วโมงเข้าไปแล้ว เราก็ยังคงติดอยู่ที่มาตรา ๒๙๑/๑ ว่าด้วยที่มาของ สสร. ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการนาน ๆ ทีถึงจะลุกขึ้นมาชี้แจงให้ข้อคิดเห็นตาม ที่ท่านสมาชิกให้ข้อคิดเห็นไว้ กรรมาธิการที่อยู่ข้างบนนี้ที่เป็นเสียงข้างมากก็จะถูกกล่าวหา อยู่ตลอดด้วยคำว่า ดื้อดึงบ้าง เสียงข้างมากลากไปบ้าง เผด็จการบ้าง มีความพยายามจะ ล็อกสเปกบ้าง รวบอำนาจบ้าง จนกระทั่งผมลงจากที่นี่ไปด้านล่างสมาชิกเสียงข้างมาก ที่ร่วมรัฐบาลอยู่บอกผมว่าถ้าปล่อยให้มีการฟังอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ คนก็จะเข้าใจว่าเสียงข้างมาก เป็นฝ่ายผิด ไม่ฟังเสียงข้างน้อย ไม่เคารพเสียงข้างน้อย เพราะฉะนั้นผมจึงจำเป็นต้อง ขออนุญาตท่านประธานได้ให้เหตุผลประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วย เท่าที่ได้รับฟังเหตุผลมาตลอดหลายชั่วโมงผมคิดว่าประเด็นที่น่าจะสรุปได้มีเพียงสั้น ๆ ก็คือ

ประเด็นที่ ๑ ท่านจะเอาตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าจะต้องมี สสร. เลือกตั้งจากจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน เป็น ๗๗ คน กับมาจากการคัดเลือกของรัฐสภาอีก ๒๒ คน รวมเป็น ๙๙ คน หรือจะเอาตามที่ท่านสมาชิกขอแก้ไข ในบรรดาท่านที่ขอแก้ไขมา ประเด็นยังคงอยู่ที่เรื่องที่มาของ สสร. ท่านขอแก้ไขเป็นจำนวน ๒๐๐ คนบ้าง มากกว่านั้นบ้าง ให้เหลือเพียงประเภทเดียวคือจะมาจากการเลือกตั้งทางตรงของประชาชนอย่างเดียวบ้าง หรือมีทั้ง ๒ ส่วนบ้าง แต่ว่าโดยรวมแล้วในเรื่องของการเลือกตั้งทุกคนที่ขอแก้ไขล้วนแต่ ขอให้มีการเลือกตั้งโดยยึดฐานประชาชนเป็นเกณฑ์ ก็คือจำนวนจาก สสร. ขอให้ยึดจำนวน ประชาชนเป็นเกณฑ์ว่าจะมีจำนวนเท่าไร สมมุติ ๒๐๐ คน ก็เอา ๒๐๐ ไปหารแต่ละจังหวัด แล้วก็คำนวณออกมาว่าจังหวัดหนึ่งควรจะมีเท่าไร ซึ่งถ้าเลือกตั้งกันแบบนี้ท่านลองนึกดูนะครับ พวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนมาจากการเลือกตั้งแบบนี้ทั้งนั้น ก็คือเราเป็นผู้แทนมาทำงาน ในระบอบประชาธิปไตยที่เราเรียกว่า เป็นระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เพราะฉะนั้น เมื่อเลือกประชาธิปไตยแบบตัวแทนทั่วโลกที่เขาใช้ก็คือเขาจะยึดฐานประชากรเป็นหลัก แต่ผมคิดว่าข้อเสนอนี้ที่คณะกรรมาธิการเสนอไม่ได้ยึดเหตุผลจำนวนประชากรเป็นหลัก แต่ยึดเขตหลักการปกครองคือจังหวัดและจังหวัดละ ๑ คน นี่คือฐานที่มาซึ่งมันต่างกัน

ประเด็นที่ ๒ ที่พูดกันค่อนข้างจะน้อย คือเราใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมง พูดแต่เรื่องที่มา ส่วนที่ผมนั่งฟังอยู่ตลอดพูดกันน้อยมากคือเรื่องกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ผมได้ยินหลายท่านบอกว่าได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้นำของบางประเทศเช่นเยอรมนี ซึ่งเขาก็ แปลกใจว่าทำไมประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญอยู่ดี ๆ เราจะมาทำใหม่กันทั้งฉบับ ส่วนของ เยอรมันเขาก็แก้ไขแต่เขาแก้เป็นครั้งเป็นคราวไป เป็นเรื่อง ๆ ไป ผมก็อยากจะเรียนกับ ท่านประธานว่าของประเทศเยอรมันกฎหมายที่เราเรียกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญของเยอรมัน มีชื่อเป็นทางการว่า เบสิก ลอว์ (Basic law) ภาษาไทยจะแปลได้ว่ากฎหมายพื้นฐาน ทำไมเขาไม่มีการยกเลิกครับ ท่านก็ต้องไปศึกษาว่ากระบวนการทำเบสิก ลอว์ ซึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญของเยอรมันมันใช้กระบวนการที่ยาวมาก แล้วเขาก็ศึกษาความต้องการของ ประชาชนอย่างจริง ๆ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกันจริง ๆ เพราะฉะนั้นจึงได้กฎหมายที่ตรงกับสภาพแวดล้อม สภาพทางสังคมของคนเยอรมัน ก็ทำให้เบสิก ลอว์นั้นมีความมั่นคงจนทุกวันนี้ บางท่านก็พูดถึงว่ารัฐธรรมนูญของประเทศ ที่เป็นประชาธิปไตยประเทศใหญ่ประเทศหนึ่ง เช่นประเทศอินเดียก็อ้างว่าดูสิของประเทศอินเดีย เขาให้ดอกเตอร์อัมเบดการ์คนเดียวเป็นคนร่างด้วยซ้ำ ผมก็จำได้ว่าเคยไปอ่านเรื่องนี้มา เหมือนกัน พอมาเปิดดูในงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าเขาก็พูดถึงกระบวนการ ร่างรัฐธรรมนูญของประเทศอินเดีย บุคคลสำคัญที่มีส่วน เช่น เนรูห์ ชาดาบอลาไบ ปาเดล จะรูชินีไนดู คนเหล่านี้เขากำหนดกรอบของการร่างรัฐธรรมนูญเสนอต่อประชาชน เสร็จแล้วก็มีกระบวนการยกร่าง มีการตั้งคณะกรรมาธิการหลายคณะเพื่อจะยกร่าง เช่นคณะกรรมาธิการเทคนิค คณะกรรมาธิการพิจารณาเนื้อหา ในหนังสือนี้บอกว่า คณะกรรมาธิการที่สำคัญที่สุดก็คือคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีดอกเตอร์อัมเบดการ์ เป็นประธานครับ ผมจึงเชื่อว่าอัมเบดการ์ไม่ได้เขียนรัฐธรรมนูญคนเดียว และในกระบวนการ จัดทำมียาวเหยียดถึง ๕ ขั้นตอนก็เลยทำให้รัฐธรรมนูญประเทศอินเดียอยู่ยืนมาจนถึง ทุกวันนี้ นี่คือกระบวนการส่วนที่ท่านสมาชิกส่วนใหญ่ไม่ได้พูดถึง ปัญหาที่คณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจงมาแล้วเบื้องต้นก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จำเป็นต้องแก้ไขทั้งฉบับ ประเด็นนี้ ผมได้ชี้แจงต่อที่ประชุมนี้ไปแล้วก็ขออนุญาตท่านประธานไม่ต้องพูดซ้ำอีก

ประเด็นต่อมาก็คือว่าจะให้ใครเป็นคนยกร่างครับ คำตอบก็คือว่าให้มีองค์กรพิเศษ ขึ้นมาก็คือที่เราเรียกว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ประเด็นต่อไปที่ต้องพิจารณาก็คือว่าแล้วกระบวนการได้ที่มาขององค์กรยกร่างนี้ จะเป็นอย่างไร ประสบการณ์ของประเทศไทยเราเคยมี สสร. มานานแล้ว สสร. ที่ไม่ยึดโยง กับประชาชนเลย เช่นเมื่อปี ๒๕๐๒ ตั้งสภานิติบัญญัติขึ้นมาและทำหน้าที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ อยู่ด้วย ร่างอยู่ ๑๐ ปีครับ เสร็จแล้วเราก็ได้รัฐธรรมนูญปี เข้าใจว่า ปี ๒๕๑๑ ใช้อยู่ได้ไม่กี่ปี คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีเขาลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนั้นทิ้ง ก็เพราะไม่ได้รับ การยอมรับจากประชาชน แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ผมเข้าใจว่าหลายท่านที่นั่งอยู่ ในสภาแห่งนี้ก็ได้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วย พอไปดูองค์ประกอบส่วนใหญ่ก็จะ มาจากภาคกลาง มาจากกรุงเทพมหานครเยอะเลย จากภาคเหนือน้อย จากภาคอีสานน้อย ก็ไม่เห็นมีใครไปพูดถึงว่าเอ๊ะ และความเป็นตัวแทนมันมีปัญหากันหรือเปล่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของ วิธีการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เราเคยมี สสร. ที่ยึดโยงกับประชาชนบางส่วน แล้วก็ปรากฏว่า ได้รัฐธรรมนูญที่ดี เช่น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งมีการแก้ไขมาตรา ๒๔๑ ของคณะรัฐธรรมนูญ สมัยนั้นตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา ส่วนหนึ่งก็มีการสรรหาสมาชิกที่เป็นตัวแทนมาจาก จังหวัดต่าง ๆ จังหวัดละ ๑ คน รวมกับผู้เชี่ยวชาญ ก็ประกอบกันเป็น สสร. ซึ่งสุดท้ายเรา ก็ได้รัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งคือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ หรือทางเลือกที่ ๓ ที่หลายท่านได้เสนอในนี้ก็คือว่าขอให้เลือกตั้งทางตรงเลย ประเภท คัดเลือกโดยรัฐสภาไม่เอาแล้ว ถ้าไปดูย้อนหลังกลับมาประเทศไทยยังไม่เคยให้มี สสร. จากการเลือกตั้งทางตรงอย่างเดียว ผมไม่ได้คัดค้านข้อเสนอของท่านสมาชิกเหล่านี้เลย ผมเห็นด้วยว่าต่อไปนี้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต่อไปนี้จะต้องให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้วางโครงสร้างไว้ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมาก เราจึงเรียกรัฐธรรมนูญ ฉบับนั้นว่าเป็นประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วม แต่ช่วง ๑๐ ปีที่เราใช้กันมาผมคิดว่าประชาธิปไตยก้าวหน้าขึ้นไปอีกแล้ว เกิดศัพท์ในภาษา วิชาการที่เรียกว่า ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือก็คือมีการประชุมเสวนา มีการทำ ประชาพิจารณ์ มีการจัดรับฟังความคิดเห็นอีกหลายครั้งจนกระทั่งประชาชนเขาเริ่มเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย เขาอยากจะมามีส่วนร่วมในการพิจารณา ไม่เพียงแต่ว่ามีส่วนร่วมเท่านั้น แต่ว่าขอให้คำปรึกษาหารือกับผู้มีอำนาจในการจัดทำกฎหมายของประเทศด้วย มันก้าวข้าม มาอีกขั้นหนึ่งที่เราเรียกว่า ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเราจะมีการจัดทำองค์กรที่จะทำร่างรัฐธรรมนูญนี้เราควรจะเอาแบบไหน คำถามนี้นะครับก็คงต้องย้อนกลับไปถามว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่อะไร ถ้าท่านตอบคำถาม ตรงนี้ได้ชัดเจนผมคิดว่าเราคงจะพูดกันเรื่องของที่มานี้ค่อนข้างจะง่าย สภาร่างรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่อย่างเดียวครับ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชน แบบพวกเราที่เป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ไม่ได้มีหน้าที่มาออกกฎหมาย ไม่ได้มีหน้าที่ไปแก้ไขปัญหา ความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน ไม่ได้มีหน้าที่ไปแก้ไขปัญหาเรื่องราคาพืชผลตก ไม่ได้มีหน้าที่ไปแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วม มีหน้าที่อย่างเดียวคือว่าทำอย่างไรจึงจะได้ รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดที่คนไทยทั้งประเทศยอมรับ ที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของ วิธีที่ดีที่สุดครับท่านประธานครับ ผมก็คิดว่าถ้าเราใช้ประชาธิปไตยแบบผู้แทน เพิ่มจำนวน สสร. เป็น ๒๐๐ คน แล้วก็ไปเอาตามสัดส่วนของประชากรนะ กรุงเทพมหานครอาจจะได้สัก ๓-๕ คนขึ้นมา พอไปเลือกท่านบอกว่าให้เลือกได้คนเดียว จำได้ไหมครับตอนเลือกตั้ง ส.ว. เมื่อปี ๒๕๔๐ ท่านแรกได้คะแนนเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ คะแนน ท่านสุดท้ายผมจำลำดับไม่ได้ แต่ว่าคะแนนน่าจะไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ คะแนนครับ ก็ได้เป็น ส.ว. เหมือนกัน และเราจะอธิบาย อย่างไร หลักความเป็นตัวแทน ก็คงยากที่จะอธิบาย บางท่านก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นขอให้มี จังหวัดละ ๒ คน เลือกข้างมากคนหนึ่งนะ เลือกข้างน้อยคนหนึ่งนะ แล้วจะไปบอกเขา เลือกได้อย่างไรล่ะครับ มันบอกไม่ได้ คือถ้าเราคิดว่าเอาฐานประชากรเป็นฐาน ผมก็คิดว่า เราก็จะได้ สสร. ที่เป็นฐานทางการเมือง จะเป็น สสร. ของพรรคนั้นพรรคนี้ ยิ่งไปคิดจำนวน สัดส่วนของประชากรเพื่อให้ได้จำนวน สสร. มากขึ้น ความเป็นการเมืองสังกัดการเมือง หรือเป็นตัวแทนของกลุ่มยิ่งจะมากขึ้นและสุดท้าย สสร. นั้นก็จะเป็น สสร. ที่จะเต็มไปด้วย ความหลากหลายทางการเมืองแบบที่พวกเรานั่งกันอยู่ที่นี่ล่ะ จะไม่ต่างอะไรกันเลย แต่ถ้าเราคิดว่า สสร. ที่จะมาทำเราเอาเขตปกครองเป็นหลักแล้วให้ประชาชนเขาเลือก ท่านก็บอกว่า เสียงข้างมากจะไปล็อกสเปก ผมคิดว่าไม่มีใครล็อกได้หรอกครับ กระผมเชื่อว่าผู้เลือก เขาคงจะเลือกเป็น เขารู้ว่าที่เลือกมานี้เลือกมาเป็น สสร. ครับ เลือกมาเพื่อจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญครับ ไม่ได้เลือกมาเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เขาก็คงจะ เลือกคนที่เขาเห็นว่าเหมาะสมที่สุดไม่มีใครสามารถล็อกสเปกได้ และถ้าเลือกอย่างนี้ด้วย ผมยังคิดด้วยซ้ำว่าพรรคเพื่อไทยนะครับ ซึ่งหลายคนเข้าใจว่ามีฐานเสียงเยอะในภาคเหนือ ภาคอีสาน อย่าคิดว่าจะได้เปรียบนะครับ ผมยังคิดว่าถ้าเลือกแบบนี้ในความเห็นส่วนตัว ผมยังคิดว่าน่าจะเสียเปรียบด้วยซ้ำ พรรคใหญ่จะเสียเปรียบด้วยซ้ำแต่ว่าถ้าเราเลือกแบบนี้ เราก็จะได้ สสร. ที่เป็นตัวแทนจากเขตปกครองแต่ละจังหวัด เมื่อได้มาอย่างนี้กระบวนการ ทำไมจึงจำเป็นจะต้องมี สสร. ประเภทผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมาจากคัดเลือกของสภาอีก ก็เพราะ ถ้าเราไปศึกษาประวัติศาสตร์ของการเขียนรัฐธรรมนูญนี้ครับ ข้อเสนอในการร่างรัฐธรรมนูญที่ดี ที่สามารถแก้ไขปัญหาบริบททางสังคมและการเมืองได้นี้ ส่วนใหญ่มาจากข้อเสนอของ ผู้เชี่ยวชาญ ผมก็คิดว่ายังจำเป็นต้องมี สสร. ประเภทผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ซึ่งจะมาจาก การคัดเลือกของรัฐสภา ก็แปลอันว่าให้รัฐสภาเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้ สสร. มาอย่างนี้นะครับ เมื่อ สสร. ไปทำหน้าที่ตรงนี้ละครับที่หลายท่าน ยังไม่ได้พูดต่อว่ากระบวนการจัดทำร่างนั้นจะทำอย่างไร สสร. ที่มาจากจังหวัดจังหวัดละ ๑ คน เขาก็เชื่อว่าเขาจะต้องเป็นตัวแทนของคนทั้งจังหวัด ไม่ได้สังกัดพรรคใดพรรคหนึ่งแน่นอน สสร. คนนี้ก็จะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สื่อสารระหว่างสภาร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชนในพื้นที่ สื่อสารอย่างไรครับ ก็เป็นกระบวนการที่ สสร. จะต้องลงไปในพื้นที่ ไปจัดทำรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน จัดการเสวนา จัดทำประชาพิจารณ์ คือต้องมีกระบวนการกลไกอันนี้เกิดขึ้น ให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด นี่คือกระบวนการที่สำคัญของการร่างรัฐธรรมนูญที่หลายท่าน ไม่ได้พูดถึง ผมขอย้ำอีกทีหนึ่งนะครับว่าพวกเราไม่ค่อยได้พูดถึงเลย ก็คิดว่าเมื่อได้ สสร. มาแล้ว สสร. จะมาเขียนเองร่างเอง ไม่ใช่ครับ ในร่างนี้ยังบอกว่าคุณจะต้องไปรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้นะ ตรงนี้คือกลไกสำคัญที่จะต้องไปคิดกันต่อไป ถ้ามี สสร. เพียงจังหวัดละ ๑ คนมันก็จะชัดเจนขึ้นนะครับ ข้อสำคัญนะครับท่านประธาน ในการทำรัฐธรรมนูญที่ผมดูจากหลาย ๆ ประเทศทำไมเขาจึงประสบความสำเร็จก็คือ เราจะต้องยึดอยู่ ๓ หลัก หลักที่ ๑ ก็คือประชาชนมีส่วนร่วมมาก ส่วนร่วมมากมากยิ่งขึ้นครับ ตามสภาพที่มันเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่มีส่วนร่วม แต่สามารถให้ความคิดเห็นปรึกษาหารือ แล้วก็กดดันผ่าน สสร. ที่เป็นตัวแทนของแต่ละจังหวัดเข้ามา จะมี สสร. ผู้เชี่ยวชาญที่จะเป็น ฝ่ายเทคนิคเข้ามาด้วย แล้วก็การมีส่วนร่วมของรัฐสภาก็จะมีส่วนร่วมเข้าไปด้วย ๓ ส่วนนี้ จะต้องผสมผสานกัน ผมคิดว่าถ้าทำด้วยกระบวนการอย่างนี้ก็จะทำให้เราได้รัฐธรรมนูญที่ดี ประชาชนจะมีส่วนร่วมกันอย่างจริงจังในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เขาจะรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เขามีส่วนร่วม เขาเป็นเจ้าของ เมื่อเขาเป็นเจ้าของเขาก็จะหวงแหน ใครจะมาฉีกทิ้ง ของเขาง่าย ๆ ไม่ได้อีกแล้ว ด้วยเหตุผลที่ผมได้กล่าวมานี้ท่านประธานครับ ผมจึงคิดว่า ข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้เสนอมาให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของประชาชน คำนึงถึงความมีส่วนร่วมของประชาชนจังหวัดละ ๑ คน บวกกับ สสร. ผู้เชี่ยวชาญ ๒๒ คน บวกกับการมีส่วนร่วมของรัฐสภา จะทำให้รัฐธรรมนูญที่เราจะได้ ในอนาคตจะเป็นรัฐธรรมนูญที่คนไทยทั้งประเทศมีส่วนร่วมแล้วคงจะมีความยั่งยืนตลอดไป ขอบคุณท่านประธานครับ