รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

อนุรักษ์ นิยมเวช เสนอแนะข้อสังเกตเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องการประชามติในการยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการสร้างสภาคองเกรสและการกำหนดจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้นและเป็นประชาธิปไตย

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็เป็นผู้แปรญัตติคนหนึ่งในตัวร่างแก้ไขตัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ตัวผมเอง ผมมีข้อสังเกตในตัวร่างแก้ไขตัวรัฐธรรมนูญดังกล่าวดังต่อไปนี้นะครับท่านประธาน ซึ่งผมพยายามที่จะพูดในประเด็นที่ไม่ซ้ำกับท่านสมาชิกที่อภิปรายไปแล้ว

ในประเด็นแรกนี่นะครับท่านประธาน ผมคิดว่าในตัวที่มาของ สสร. ฉบับนี้ ซึ่งก็คงคิดว่าเป็น สสร. ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ ในปี ๒๕๕๕ ซึ่งคาดว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ปี ๒๕๕๖ ผมคิดว่าในตัวที่มาที่ไปผมคิดว่าก็คงมาจากตัวอย่างที่ เคยเกิดขึ้นมาแล้วในตัวร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๖ พุทธศักราช ๒๕๓๙ ซึ่งเป็น การแก้ไขเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๕ ซึ่งเราเรียกว่า สสร. ๑ ซึ่งเป็นคนก่อกำเนิด ในตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งผมก็ได้มีการตรวจสอบแล้วนะครับ หลักการก็คล้าย ๆ กับ ตัวร่าง ครม. ที่นำเสนอมานะครับ แล้วก็มี สสร. ๒ ซึ่งเป็นคนกำเนิดตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งผมคิดว่าตัวที่เป็นแม่แบบของตัวนี้ก็คงเป็นตัว สสร. ๑ นะครับ

ประเด็นที่ ๑ ผมคิดว่าถ้าเราดูเปรียบเทียบกันในตัว สสร. ๑ กับตัว สสร. ๓ ผมขออนุญาตว่าในตัว สสร. ๓ ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ หลักการก็คงคล้าย ๆ กัน ของเดิมมันก็เป็น เลือกตั้งถ้าดูแล้วนี่นะครับ ซึ่งผมคิดว่ายังแย่กว่าที่เสนอมาในรอบนี้นะครับ เดิมเป็น สสร. เลือกตั้ง แล้วก็ให้คนที่สนใจที่อยากสมัครเป็น สสร. นั้นเลือกกันเอง ๑๐ คน แล้วก็ให้รัฐสภา มาเลือกนะครับ หรือว่าถ้าเป็นการคัดเลือกก็ไปสมัครกับตัวสภา แล้วให้รัฐสภาเลือก แต่ผมว่าแต่อย่างไรก็ตามผมว่าสถานการณ์ในตอนนั้นกับในตอนนี้มันก็แตกต่างกัน ซึ่งผมคิดว่า ในการวิวัฒนาการในการที่แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ดีขึ้นกว่าเดิมนะครับ ก็คือว่าพยายาม ที่จะให้มีการเลือกตั้งทางตรงนะครับ แทนที่จะเป็นการเลือกกันเองแล้วให้มาเลือกโดยรัฐสภา ผมพูดถึงประเด็นเฉพาะการเลือกตั้งนะครับ ก็คือในตัวร่างฉบับนี้ให้มีการเลือกตั้งจัดกันเอง และอีกส่วนก็คือว่า ๑ จังหวัด ๑ คน ก็คือ ๗๗ คน แล้วส่วนที่มีการคัดเลือก ๒๒ คนนะครับ เพราะฉะนั้นโดยส่วนประเด็นแรก ในส่วนที่ผมมีการแปรญัตติผมเห็นว่าในส่วนการเลือกตั้ง ในส่วนที่กรรมาธิการได้อิงจากตัวร่างของคณะรัฐมนตรีก็มีความเป็นประชาธิปไตยขึ้นมาแล้ว แต่ขณะเดียวกันผมคิดว่ามันควรน่าจะได้ดีกว่านี้นะครับ โดยเหตุผลดังต่อไปนี้นะครับ ก็คือว่า ตามหลักของร่างของตัวที่ทางคณะกรรมาธิการเสนอในลักษณะของการที่ใช้จังหวัดมีตัวแทน สสร. ๑ คน ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเป็นการเปลี่ยนใช้หลักตามจำนวนประชากร ด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้ คือเงื่อนไขปัจจุบันเราก็ควรจะมีการพัฒนากระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยให้ดีขึ้น รวมตลอดถึงเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เพราะว่าถ้าเรื่องที่มาของ สสร. ได้รับการยอมรับจากประชาชนทุกฝ่ายที่มีอุดมการณ์และมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ก็จะทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความชอบธรรมมากขึ้น ถ้าเราลิงค์ (Link) กับในส่วน ของตัวประชากร ไม่ใช่ว่า ๑ จังหวัด ๑ คน เพราะว่ามันก็จะมีท่านสมาชิกพูดกันเยอะครับว่า อย่างเช่นกรุงเทพมหานครมีจำนวนประชากรเยอะได้ ๑ คน แต่จังหวัดเล็ก ๆ ได้ ๑ คน เหมือนกัน จังหวัดเล็กได้ ๑ คนอยู่แล้ว แต่จังหวัดใหญ่ได้ ๑ คน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดใหญ่ ๆ ได้ ๑ คน เพราะฉะนั้น ดูหลักแล้วมันอาจจะขาดความเท่าเทียมกันถ้าใช้หลักตัวสัดส่วน เพราะฉะนั้นถ้าดูจากหลัก ตรงนี้แล้วมันน่าจะมีความชอบธรรมมากขึ้น ถ้าเปรียบเทียบเปรียบเหมือนกับการเลือกตั้ง ของ ส.ว. เมื่อปี ๒๕๔๓ หรือ ส.ว. เมื่อปี ๒๕๔๙ ก็จะมีความชอบธรรมมากกว่า ประชาชน ส่วนใหญ่ก็จะมีข้อครหาว่า อย่างเช่น ส.ว. ในปีที่มีการเลือก กรุงเทพมหานครได้แค่ ๑ คน ในอดีตที่ผ่านมา ส.ว. ของกรุงเทพมหานครได้ ๑๘ คน ซึ่งประชาชนก็ยังติดใจอยู่ ในประเด็นนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเหตุผลนะครับ

อีกประการหนึ่ง ถ้าเราดูแล้วสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญควรอยู่บนพื้นฐาน ความต้องการและการเป็นหลักประกันเพื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีความหลากหลาย ของบุคคลที่มีความแตกต่างในความคิดเห็นหรือกลุ่มที่เป็นกลุ่มทางการเมืองต่าง ๆ รวมทั้ง จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญควรจะต้องเกี่ยวข้องกับตัวสัดส่วนประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้มันเท่าเทียมกัน โดยกำหนดเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกได้ ๑ สิทธิ ๑ เสียง ซึ่งจะทำให้ ๑ จังหวัดมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้หลายคน ในส่วนที่ ผมแปรญัตตินะครับท่านประธาน ก็คือว่าผมใช้จำนวน ๑๕๐ คน คือสัดส่วนแล้ว ก็ตกประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คนเป็นตัวกำหนด คือเท่ากับเพิ่มจำนวนขึ้นมาจากตัวจำนวนเดิม ๗๗ คน ทีนี้ถ้าเราดูแล้วเหตุผลที่อยากจะเสนอเพิ่มเติมให้ท่านประธานทราบนะครับว่า ทำไมจะต้องลิงค์กับตัวจำนวนประชากร ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้นะครับท่านประธาน ก็คือว่า

๑. ถ้ามีการลิงค์กับตัวจำนวนประชากรแล้วจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น ประชาชนจะมีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๖ และขณะเดียวกันต้องการให้ที่มาของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นที่ยอมรับของประชาชนได้มาก

ประการต่อไป ก็คือทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประชาธิปไตย มีกระบวนการ วิธีร่าง คำนึงถึงสิทธิของประชาชนให้มีความเท่าเทียมเป็นหลัก ไม่ใช่คำนวณเฉพาะพื้นที่ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งสุดท้ายโดยตรงทั้งหมดน่าจะเหมาะสมกว่า มีความเท่าเทียม ของประชาชนมากกว่า ถ้าจะมีเรื่องของการสรรหาเข้ามานะครับ

กราบเรียนท่านประธานอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าตามที่คณะกรรมาธิการ ได้มีการนำเสนอ โดยเฉพาะท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านนำเสนอว่า ในประเด็น ที่ทางตัวกระผมได้มีการแก้ไขตัดส่วนในเรื่องของตัว สสร. ที่ไม่มีส่วนในเรื่องของการคัดเลือก ออกไป เหลือเฉพาะในส่วนเลือกตั้ง คณะกรรมาธิการที่มีการลงมติกันเรื่องข้างมาก ข้างน้อย อะไรนี่นะครับ ผมก็ไม่อยากจะพูดประเด็นนี้ซ้ำนะครับ เพียงแต่ว่าผมขอคำชี้แจงจาก ท่านประธานนะครับ ตามความเข้าใจของผมนี่นะครับ ก็คือว่าประเด็นในเรื่องของการแปรญัตติว่า ในส่วนของกรรมาธิการ หรือว่าในส่วนของสมาชิกที่ไม่ใช่กรรมาธิการสามารถดำเนินการแปรญัตติ ขัดต่อหลักการได้หรือเปล่า นั่นคำถามที่ ๑ ซึ่งผมเข้าใจว่าในตัวร่างฉบับนี้ เท่าที่ผมตรวจสอบแล้ว ตั้งแต่หน้า ๓๔๓ กรรมาธิการมี ๗ ท่าน ท่านก็สามารถแปรญัตติในส่วนที่ว่าก็แปรญัตติ ในส่วนที่ขัดต่อหลักการได้ โดยเฉพาะถ้าเราดูมาตรา ๙๖ นะครับท่านประธาน ก็คือว่า ในมาตรา ๙๖ ของข้อบังคับ มาตรา ๙๖ ข้อบังคับฉบับนี้ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ซึ่งจริง ๆ คล้าย ๆ กับข้อบังคับ ของตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมขออนุญาตอ่านนะครับท่านประธานก็คือว่า การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้น คณะกรรมาธิการ สมาชิกรัฐสภาผู้ใดเห็นควร แก้ไขเพิ่มเติม ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก็ให้เสนอคำแปรญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อ ประธานคณะกรรมาธิการภายในกำหนด ๑๕ วันนับแต่วันถัดจากวันที่รัฐสภารับหลักการ แห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่รัฐสภาจะกำหนดเวลาแปรญัตติสำหรับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมไว้เป็นอย่างอื่นนะครับ ที่ผมอ่านมาตรา ๙๖ นี้ ผมคิดว่ามาตรานี้ มันใช้เฉพาะกับส่วนที่เป็นสมาชิกของรัฐสภาที่ไม่ใช่คณะกรรมาธิการ ซึ่งตรงนี้สภามีมติว่า แปรญัตติได้ ๓๐ วัน ในส่วนวรรคสอง วรรคสามมันก็ต้องใช้กับวรรคหนึ่ง ก็คือว่าการแปรญัตติ ต้องแปรญัตติเป็นรายมาตรา การแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่อันนี้นะครับ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิม ต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้ เว้นแต่ การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้นมาตรานี้อย่างไรตั้งแต่วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสามไม่ใช่คณะกรรมาธิการ แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานนะครับ ผมคิดว่าว่ากันแล้ว คณะกรรมาธิการสามารถดำเนินการแปรญัตติหรือสงวนที่ขัดกับหลักการได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามาตรา ๙๖ นี้ ผมว่ามันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเป็นการกำหนดสิทธิของ ตัวกรรมาธิการแตกต่างจากตัวสมาชิกรัฐสภาอื่น ซึ่งถ้าเราไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ไม่ได้กำหนดว่าจะสามารถดำเนินการแปรญัตติในส่วนที่เกี่ยวกับหลักการได้หรือเปล่า ซึ่งผมไปตรวจสอบแล้วไม่มี เพียงแต่ว่าผมก็เลยขอคำชี้แจงจากท่านคณะกรรมาธิการว่า เท่าที่ผมตรวจสอบแล้วในส่วนของคณะกรรมาธิการสามารถแปรญัตติขัดต่อหลักการได้ แต่ในส่วนของผมผมไม่ได้แปรญัตติไว้ แต่ผมคิดว่าในส่วนของผม

ข้อที่ ๑ ในส่วนที่ผมแปรญัตติว่าเฉพาะในเรื่องของการเลือกตั้งไม่ขัดต่อ หลักการ

ข้อที่ ๒ ต่อให้ขัดต่อหลักการแล้ว โดยหลักการแล้วในข้อบังคับตรงนี้ ผมว่าไม่น่าจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเป็นการปฏิบัติ ๒ มาตรฐาน ระหว่างคนที่เป็น กรรมาธิการกับคนที่เป็นสมาชิกผู้แปรญัตติ ประเด็นนี้ก็เลยขอคำชี้แจงจากตัวคณะกรรมาธิการ นะครับ

ประเด็นต่อไปนะครับท่านประธาน ถ้าเราดูในส่วนของการคัดเลือกตัวสมาชิก สสร. ตรงนี้ถ้าเราดูแล้วกระบวนการในการคัดเลือกโดยหลักการแล้วตามที่ทางท่านประธาน ชี้แจงว่าเป็นการคัดเลือกทางอ้อม ซึ่งผมก็เคยเห็นในตัวสมัย สสร. ๑ ก็เป็นลักษณะเดียวกับ ที่ทางตัวร่างฉบับนี้ อย่างไรก็ตามผมก็มีข้อสังเกตในตัวสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันว่า โครงสร้างของตัวการคัดเลือก โดยระบบของรัฐสภาจะเหมาะสมหรือเปล่า เพราะว่าถ้าเราดู ตัวโครงสร้างของตัวรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ก็ตาม โครงสร้างของตัวรัฐสภาเอง หรือโครงสร้างของตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเองอาจจะขาดความเหมาะสมในการคัดเลือก บุคคลเข้าดำรงตำแหน่งต่าง ๆ มันจะต่างจากโครงสร้างของตัวสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งสมาชิก วุฒิสภาเราไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง แล้วก็คุณสมบัติของ ส.ว. ไม่ได้อิงกับพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นการคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งต่าง ๆ เหล่านั้นมันก็เลยเป็นอำนาจหน้าที่ ที่กำหนดไว้ในตัวรัฐธรรมนูญ แต่ในส่วนตรงนี้พอมันกำหนดหน้าที่ในการคัดเลือกบุคคล เข้าดำรงตำแหน่งตรงนี้มันก็จะมีข้อที่แต่ละคนกังวล มีความเป็นห่วงว่าความชอบธรรม ในการที่จะเลือกบุคคลดังกล่าวไม่ว่าจะมาจากสาขากฎหมายมหาชน ๖ คน รัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย จำนวน ๑๐ คน ตรงนี้ว่าถ้าเราใช้เสียงข้างมากผมยอมรับในเรื่องของกฎเกณฑ์ ระบอบประชาธิปไตยว่าถ้ามีหลาย ๆ ระบบ ระบอบประชาธิปไตยก็เป็นระบบที่มีข้อด้อย น้อยที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเลือกระบอบประชาธิปไตยแล้วผมก็ยอมรับกติกา เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้ว เพียงแต่ว่าวันนี้มันในขั้นของการร่างก็เรียนปรึกษา ท่านประธานว่าถ้าในส่วนที่มีปัญหาในเรื่องของการใช้โครงสร้างของรัฐสภาเป็นคนเลือก ในเรื่องของ สสร. ในการคัดเลือกแล้วจะทำอย่างไรที่ไม่ให้ถูกแทรกแซง เพราะโครงสร้าง ของตัวรัฐสภามันมีส่วนหนึ่งของ จำนวน ๕๐๐ คน สังกัดพรรคการเมือง แต่ส่วนหนึ่ง โดยประมาณ ๑๕๐ คน ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ถ้าจำนวนครึ่งหนึ่ง ๓๐๐ กว่าคน อย่างน้อยก็มีส่วนหนึ่งที่สามารถที่จะมีอิทธิพลในการที่จะเลือก สสร. ได้ ตรงนั้น มันมีมาตรการหรือมีอะไรที่จะสามารถที่จะทำให้การเลือก สสร. ในส่วนนี้เป็นไปโดย ไม่ให้เป็นที่ครหาของคนทั่ว ๆ ไป ซึ่งผมก็เลยฝากเรียนสอบถามท่านประธานนะครับว่าตรงนี้ เป็นประเด็นที่ผมเป็นห่วง ผมได้ตัดในประเด็นในส่วนของการคัดเลือกของ สสร. ตัวนี้ ก็เลยอยากจะให้เป็นการเลือกตั้งโดยประชาชนทางตรง เพราะดูโครงสร้างของระบบรัฐสภาแล้ว อาจจะไม่เอื้อ

อีกประการหนึ่ง ก็คือว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมคิดว่าก็เป็นการพยายาม ที่จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นนะครับ อย่างน้อยถ้าเทียบกับตัวของ สสร ๑ นี่ อย่างที่ผมเรียนแล้วนะครับ ประชาชนไม่ได้เลือกทางตรง แต่คราวนี้เป็นการเลือกตั้ง ๗๗ คน อย่างน้อยก็มาจากตัวแทนจังหวัด แต่ขณะเดียวกันผมคิดว่าถ้ามันได้ดีกว่านี้ ถ้าลิงค์กับ ตัวจำนวนของตัวประชากรถึงแม้คนจะบอกว่าการเลือกกับจำนวนประชากรจะลิงค์กับ กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนเลือกตั้งที่สังกัดอาจจะเป็นเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น แต่ผมว่าก็ยังดีกว่านะครับ เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วก็เป็นกระบวนการที่เป็น การเลือกตั้งที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ขณะเดียวกันกระบวนการ สสร. ของการคัดเลือก อาจจะขาดการมีส่วนร่วมกับประชาชนทางโตรง แต่เป็นลักษณะของการเข้ามาทางอ้อม แต่ว่าท่านประธานต้องชี้แจงว่าถ้าเลือกใช้วิธีนี้จะทำอย่างไรที่จะทำให้กระบวนการเป็น ที่ยอมรับของประชาชนหรือทำให้เกิดความโปร่งใส ไม่ถูกการแทรกแซงโดยทางการเมืองครับ

อีกประการหนึ่ง ผมคิดว่าในตัวหลักการต่าง ๆ เหล่านี้ ที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการพยายามยืนยันในหลักการ คือการมีส่วนร่วมในหลาย ๆ ประเด็น เมื่อมีการสร้าง สภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ตลอดระยะเวลาของการร่างรัฐธรรมนูญ ๒๔๐ วัน ก็ให้มีกระบวนการ รับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนตลอด หรือว่าการมีประชามติครับ ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างน้อยก็ตอนปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านประชามติมาแล้ว แต่ท่านประธานคณะกรรมาธิการรวมทั้ง กรรมาธิการพยายามที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างน้อยถ้าจะมีเปลี่ยนแปลงหรือว่าแก้ไข หรือว่าจะมีการยกเลิกฉบับใหม่ตามที่มีการเพิ่มหมวดขึ้นมาหมวด ๑๖ อย่างน้อยก็ต้อง มีประชามติ ก็เป็นกระบวนการที่ให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมประชาชนยอมรับในร่างฉบับนี้

ส่วนประการสุดท้าย ผมคิดว่าการกำหนดตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมคิดว่า ผมก็เห็นชอบด้วยกรรมาธิการหลาย ๆ จุด โดยเฉพาะทางท่านกรรมาธิการได้พยายามที่จะ เพิ่มตัวในส่วนของว่า อำนาจของ สสร. ไม่สามารถที่จะดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติ ในส่วนพระมหากษัตริย์ได้ แต่อย่างไรก็ตามในหมวดอื่น ๆ ที่ไม่กระทบ เช่นไม่กระทบกับการ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย หรือการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ตรงนี้เท่ากับ ส่วนอื่นมันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ แต่อย่างไรก็ตามผมได้ฝากเป็นข้อสังเกต ท่านประธานไว้ว่า การแก้ไขหมวดอื่นไม่ว่าหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนนะครับ หรือว่า สิทธิในการพูด สิทธิในการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านั้น ถ้าจะมีการแก้ไขอย่างไรก็ตาม ต้องไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอันเป็นการกระทบกับหมวดอื่นด้วยนะครับ โดยเฉพาะหมวด พระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ว่าไม่แก้หมวดพระมหากษัตริย์แล้ว สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไปแก้หมวดอื่นแล้วส่งผลกระทบ ถ้าอย่างนั้นผมคิดว่าถึงแม้ผมจะไม่มีสิทธิในการที่จะ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดำเนินการ สสร. แต่โดยส่วนตัวแล้วผมก็ไม่เห็นชอบด้วย ถึงแม้ว่า ผมไม่มีอำนาจ เพราะอำนาจไปอยู่ที่ สสร. แล้ว ผมก็เลยฝากเป็นข้อสังเกตว่าในส่วนใดก็ตาม ที่อำนาจของ สสร. ที่จะดำเนินการแก้ไขแล้ว ต้องไม่ไปดำเนินการแก้ในหมวดอื่นและให้ มีผลกระทบกับอีกหมวดหนึ่งที่เป็นหมวดที่ต้องห้ามไว้ ผมก็เลยฝากไว้แล้วอยากฟังข้อสังเกต จากทางคณะกรรมาธิการในประเด็นต่าง ๆ ผมคิดว่าประชาชนก็คงรับฟังนะครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะเป็นรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน แล้วก็ประชาชนจะได้ประโยชน์ จากการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กราบขอบพระคุณครับ