ยุทธนา ยุพฤทธิ์ เสนอการแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ขัดหลักนิติธรรมหรือหลักนิติรัฐ โดยเสนอให้จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน รัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ และภาษาไทย เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเสียงข้างมากในการปกครองระบอบประชาธิปไตย และการปรับปรุงบทบัญญัติที่ไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรม
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพอย่างสูง กระผม นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดยโสธร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หลายมาตรามีปัญหาขัดหลักนิติธรรม ขัดหลักนิติรัฐ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ประชาธิปไตย ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการรณรงค์ให้ประชาชนในจังหวัดยโสธรให้ความเห็นชอบรับรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองการปกครองของประเทศที่อยู่ภายใต้สถานการณ์ การกดดันนะครับ คำกล่าวที่ว่าผู้ชนะเป็นผู้บันทึกประวัติศาสตร์นั้น ถ้าจะพูดถึงกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อปี ๒๕๔๙ ถึงปี ๒๕๕๐ นั้นก็จะมีลักษณะคล้ายกัน กล่าวคือกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะนั้นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการแต่งตั้ง ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือ คมช. ก็ได้ร่างรัฐธรรมนูญท่ามกลางบรรยากาศ ในการกดดันที่จะให้รัฐธรรมนูญออกแบบเพื่อที่จะมีลักษณะเฉพาะเป็นการแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ในขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันนี้ก็เป็นที่ทราบดีนะครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่ปัจจุบันมีบทบัญญัติหลายมาตราที่เป็นประเด็นปัญหา เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศครับ ผมเห็นด้วยที่จะแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ในมาตราที่ก่อให้เกิดปัญหาในการพัฒนาประเทศที่ขัดหลักนิติธรรมหรือหลักนิติรัฐ โดยผมได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งทำหน้าที่จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้
(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนจำนวนหนึ่งร้อยสามสิบคน ซึ่งในจำนวนนี้นั้นผมมีฐานคิดที่ว่าจำนวนประชากร ๖๕ ล้านคนต่อประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คน ต่อจำนวน สสร. ๑ ท่าน จะเป็นทั้งสิ้น ๑๓๐ ท่าน อย่างน้อยจังหวัดละ ๑ ท่าน
(๒) สมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภาจำนวนสามสิบคน ดังต่อไปนี้
(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนสิบคน
(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์จำนวนแปดคน
(ข/๑) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทยจำนวนสองคน
(ค) ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญจำนวนสิบคน
ซึ่งผมเพิ่มจำนวนขึ้นมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของภาษาไทย เนื่องจากว่า ในกระบวนในบรรยากาศการประชุมของกรรมาธิการก็ดี อนุกรรมาธิการก็ดีหรือการประชุม รัฐสภาก็ดี การพิจารณากฎหมายพระราชบัญญัติต่าง ๆ ก็เป็นประเด็นปัญหาการตีความ ผมคิดว่าถ้าได้ราชบัณฑิตด้านภาษาไทยมาช่วยในการขัดเกลาถ้อยคำหรือมาให้คำแนะนำ ในการใช้ภาษาที่สละสลวยให้เกิดต่อการเข้าใจได้ง่ายนะครับ กฎหมายจะไม่ฟุ่มเฟือยยืดเยื้อ และกะทัดรัดนะครับ จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจึงมีความเห็นว่าในส่วนของ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทยจำเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการร่างกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมาย ที่สำคัญและเป็นแม่แบบสำคัญที่สุดก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ นอกนั้นการเลือกตั้ง รายละเอียดต่าง ๆ กระผมจะขอสงวนไว้ไม่ขออ่านนะครับเนื่องจากว่าก็จะซ้ำกับเพื่อนสมาชิก หลายท่านนะครับ ส่วนประเด็นที่มีเพื่อนสมาชิกได้พูดกันเป็นจำนวนมาก ในส่วนคำพูดที่ว่า เสียงข้างมากลากไป ผมคิดว่าเสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบ ประชาธิปไตย ด้วยระบบรัฐสภา เรามีสองสภา และอาศัยเสียงข้างมากของประชาชนนะครับ เป็นผู้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเป็นตัวแทน เราใช้ระบบตัวแทนครับ ก่อนที่ท่านที่กล่าวว่าเสียงข้างมากลากไปนั้น ก่อนที่ท่านจะเป็นเสียงข้างน้อย ท่านก็เป็น เสียงข้างมากมาก่อนเช่นเดียวกันนะครับ ผมก็คิดว่าคงจะต้องให้ความเคารพต่อเสียงข้างมาก ในขณะเดียวกันในส่วนเสียงข้างน้อยนั้นเราก็จะต้องรับฟังนะครับ
สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการหรือ สสร. ที่จะได้มาภายหลังจาก กระบวนการแล้วเสร็จก็จะพิจารณาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางบทบัญญัติ บางมาตรา เท่านั้นนะครับ ที่ไม่เป็นธรรม ที่ล้าหลัง ที่ไม่เหมาะสมในสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน และเชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายถอยหลังคนละก้าวครับ แล้วก็พยายามประสานแล้วก็ยอม ๆ ให้บรรยากาศมันไปได้นะครับ ทางฝ่ายที่จะแก้รัฐธรรมนูญก็แก้เฉพาะบทบัญญัติตามมาตรา ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาประชาธิปไตยเท่านั้น ประเทศไทยเรา ก็จะสามารถเดินต่อไปได้ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ