พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พูดถึงการเมืองที่น่ากลัว ทำลายสังคม ทำให้บ้านเมืองย่อยยับ หวังว่าประสบการณ์ของเขาจะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกระบี่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภัยสำหรับความชักช้าเนื่องจากบัตรที่เสียบเอาไว้มันสับสนอยู่ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมมีนัดแพทย์เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ผมก็จะมีเวลาพูดไม่เกิน ๑๕.๐๐ นาฬิกา ก็คงสักประมาณครึ่งชั่วโมง และรับรองกับท่านประธานว่าผมจะไม่พูดอะไรที่จะต้อง ถอนคำพูด ผมจะไม่พูดอะไรที่จะกระทบกระเทือนใคร แต่หวังว่าประสบการณ์ทางการเมือง ที่ผมเคยมีในสภานี้และนอกสภา หวังว่าจะเป็นความเห็นที่พอเป็นประโยชน์กลับมาบ้าง ในการที่จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ ท่านประธานครับ ผมมีความคิดว่าเรื่องการเมือง เป็นเรื่องน่ากลัวจริง ๆ ครับ เรื่องการเมืองทำลายกันได้แม้กระทั่งเพื่อน ทำลายกันได้ แม้กระทั่งญาติ ทำลายกันได้แม้กระทั่งสังคม แม้กระทั่ง ขอประทานโทษเถอะครับ เผาบ้าน เผาเมืองตัวเองอย่างที่เคยเกิดแล้วเป็นเพราะการเมืองทั้งนั้น ท่านประธานครับ เมื่อผมอายุ ๑๓ ปีมากรุงเทพมหานคร ในปี ๒๕ พุทธศตวรรษ มายืนอยู่ ที่เชิงสะพานผ่านฟ้า เห็นคลื่นนักศึกษาฝั่งหนึ่งที่พยายามที่จะทะลักข้ามถนนราชดำเนินมา กับเห็นนายทหารอีกท่านหนึ่งยศร้อยเอกยืนไขว้หลัง กันทหารไม่ให้ปะทะประชาชน ผมจำชื่อท่านได้ ร้อยเอก อาทิตย์ กำลังเอก นั่นเป็นครั้งแรกในความทรงจำตั้งแต่เด็ก ๆ นะครับว่าการเมืองมันน่ากลัว ระหว่างมวลชน กลุ่มชน หรือม็อบ ถ้าผู้นำม็อบไม่ดี ถ้านำไป ทางที่ผิด ควบคุมไม่อยู่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองมีแต่ความเสียหาย มีแต่ความย่อยยับ เมื่อกี้นั่งคุยกับคุณหญิงกัลยา ด้วยศัพท์แสงอะไรต่าง ๆ ว่ามันจะเป็นวิบัติภัยหรือมันเป็น อุบัติภัย ผมว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ มันคือภัยจากพฤติกรรมของมนุษย์เรานี่เองนะครับ ท่านประธานครับ ผมผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหลายครั้งในสภาแห่งนี้ ครั้งหนึ่ง ท่านประธานเราพูดกันว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรค ส.ส. ไม่สังกัดพรรค ส.ส. มันขายตัว มันชั่วช้า มันทำแต่สิ่งที่ไม่ดี ทำให้สภาน่ารังเกียจ เราก็ไปแก้ไขกฎหมายให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค แต่วันนี้ผมแว่ว ๆ พูดกันว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญมันต้องแก้ไขให้ ส.ส. ไม่ต้องสังกัดพรรคแล้ว เพราะถ้า ส.ส. ไปสังกัดพรรค มันอยู่ภายใต้การครอบงำ มันอยู่ภายใต้อิทธิพล มันอยู่เพื่อ สนองคนที่เป็นเจ้าของพรรคพรรคต่าง ๆ ก็ว่ากันไป มันเปลี่ยนแปลงกันไป ครั้งหนึ่งเราเคยพูดว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ผมจำได้ ปี ๒๕๓๕ ที่สภาแห่งนี้ละครับ ผมยืนอยู่หน้าสภา คนเขาก็พูดกันว่าม็อบใหญ่ก็มา สุจินดา ออกไป สุจินดา ออกไป ถามว่าสุจินดาเขาทำไม ต้องออกไปล่ะ เขาเป็นเสียงข้างมากมาจากการร่วมรัฐบาล คำตอบมีคำเดียวว่าเพราะมัน ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง คำตอบมีแค่นั้นเอง เสียงทั้งหมดที่ตะโกนสุจินดาออกไปมีเหตุผล ข้อเดียว แต่วันนี้เราก็กำลังพูดกันว่า ผมขอประทานอภัยนะครับ ที่ผมเอ่ยชื่อถึงท่านที่ผ่านมา ไม่ได้ด้วยการล่วงเกินอะไรทั้งสิ้น แต่วันนี้เราก็กำลังพูดกันถึงว่านายกรัฐมนตรีไม่จำเป็น ต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้ บางคนก็เสนอความคิดว่าอยากให้เลิกกฎหมายเรื่อง นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะบังเอิญว่า เข้าใจว่า คิดว่า หวังว่า เป็นเพราะว่า คำว่า นายกรัฐมนตรี ต้องมาจากการเลือกตั้ง มันไปเกิดเป็นอุปสรรคอะไรกับผู้ยิ่งใหญ่บางคน ในการที่จะกลับคืนสู่ตำแหน่ง ท่านประธานเป็นเรื่องจริง ไม่ได้ประสงค์ที่จะพูดพาดพิงใคร ท่านประธานครับ เราเคยพูดถึงเลือกตั้งเขตใหญ่ เขตเล็ก เลือกตั้งเขตเดียว เบอร์เดียว ๑ คน เบอร์เดียว เราพูดกันเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นเราก็แก้ไขปี ๒๕๔๐ เราแก้จากเขตเล็ก ให้เป็นเขตใหญ่ ปี ๒๕๕๐ ก็แก้รัฐธรรมนูญจากเขตใหญ่ให้เป็นเขตเล็ก หวังว่าการเมืองมันจะดีขึ้น ท่านประธานครับ เขตใหญ่หรือเขตเล็กมันซื้อเสียงกันทั้งนั้นละครับ มันซื้อเสียงกันยับเยินหมด มันไม่มีอะไรวัดได้ว่ารัฐธรรมนูญเขียนอย่างไรมันจะทำให้การเมืองดีขึ้น หรือการซื้อเสียง มันน้อยขึ้นนะครับ มันอยู่ที่พฤติกรรมมนุษย์ ถ้าพฤติกรรมมนุษย์มันอยู่ภายใต้การกดดัน ของทุนอิทธิพล ของอำนาจอิทธิพล อยู่ภายใต้การครอบงำของความชั่วร้าย ยากครับ ที่จะมา แก้ไขรัฐธรรมนูญ หวังว่าอะไร ๆ มันจะดีขึ้น ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงไม่เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ มาตรา ๒๙๑/๑ ทั้งมาตราละครับ จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือมาตราใดมาตราหนึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการเมือง ที่กดดันกันซึ่งหน้าเฉพาะหน้าขณะนี้ได้ ท่านประธานครับ ผมโตพอที่จะผ่านเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ ผมโตพอที่จะผ่านเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ผมเป็นทนายแล้วครับ ตอนตุลา ๑๖ ตุลา ๑๙ ผมมีลูกสาวแล้วครับ ลูกวิ่งกระเตงตามหลังที่สนามหลวงหลบหนี ลูกปืนที่เขาไล่ยิงกัน ความรู้สึกเจ็บปวดว่าสิ่งเช่นนั้นไม่อยากให้เกิดขึ้นกับในบ้านเมือง ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เราเฝ้าดูกันตั้งแต่วันที่ ๑๗ ๑๘ ๑๙ จนวันที่ ๒๐ ฟ้าประทาน ฟ้าสว่าง เหตุการณ์มันถึงคลี่คลาย ผมกับท่านชวน หลีกภัย นั่งรถออกไปวนข้างนอก ดูเหตุการณ์ประชาชนทั่วไปที่มันเกิดขึ้นระหว่างทหารที่ออกมารักษาการณ์ด้วยความเต็มใจบ้าง ไม่เต็มใจบ้าง แล้วก็ประชาชนทั้งหลายที่อยู่ภายใต้ความกดดัน ผมกับเพื่อนหลาย ๆ คนไป ยืนอยู่บนสภานี่ละครับ ชั้น ๓ มองลงมาข้างหน้าดูคนที่กำลังจะเตรียมบุกสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะพูดอย่างอื่นมากไปกว่านี้ ผมขออนุญาตท่านประธานนำมงคล มาพูดเสียก่อน นำสิ่งที่เป็นมงคลประทานมาในสภาวันนี้ เผื่อว่ามันจะทำให้อะไร ๆ ดีขึ้น ท่านประธาน ผมขออนุญาตอ่านนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อตอนเดือนพฤษภาคม วันที่ ๒๐ เริ่มมีการเผาบ้านเผาเมือง อย่าโกรธนะครับคำนี้ มันมีมาตั้งเมื่อก่อน เผาโรงพักพลับพลาไชย แห่ศพ แล้วทำท่าจะไปกันใหญ่โต ถนนราชดำเนินคนอยู่กันเป็นหมื่น ท่านพลตรี จำลอง ศรีเมือง ท่านก็อยู่กลางม็อบ (Mob) ทหารก็บุกเข้าไปลาก พลตรี จำลอง ศรีเมือง ออกมา ผมขอประทานอภัยที่ผมเอ่ยชื่อ ผมไม่ได้เอ่ยชื่ออะไรให้ท่านเสียหายนะครับ สุดท้าย จนกระทั่งบ้านเมืองเกิดกลียุคแน่ มันยับเยินแน่ ก็ตอนค่ำ ผมจำได้ว่าค่ำแล้วหลัง ๓ ทุ่มแล้วครับ ก็เกิดนิมิตฟ้าเปิดครับ ท่านประธานครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรียกทั้ง พลเอก สุจินดา และ พลตรี จำลอง ศรีเมือง เข้าพบ พร้อมอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ และ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ท่านพระราชทานพระราชดำรัสเตือนใจเอาไว้ ยาวนะครับ แต่ผมจะขออนุญาต เอามาเฉพาะในช่วงเวลาว่า พระราชดำรัสที่ประเสริฐบอกว่า ปัญหาของวันนี้ไม่ใช่ปัญหาของ การบัญญัติหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกวันนี้คือความปลอดภัยและขวัญของประชาชน ต่างหาก ซึ่งเดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วไปทุกแห่งหนมีความหวาดระแวงเกรงว่าจะเกิดอันตราย มีความหวาดระแวงว่าประเทศชาติจะล่มจม โดยที่จะแก้ไขลำบากตามข่าวที่ได้รับทราบ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขอประทานโทษครับ มีข้อความอื่นนอกเหนือจากนี้ ประเทศไทย ยังต้องแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่รู้สึกจะเป็นความคิดที่มีความคิดแบบหวังสูงมากไปหน่อย ถ้าหากเราจะไม่ทำให้สถานการณ์ร้ายแรงไปอย่าง ๓ วันที่ผ่านมาสิ้นสุดลงไปได้ ฉะนั้น ก็ขอให้ได้โดยเฉพาะ ๒ ท่าน คือ พลเอก สุจินดาและ พลตรี จำลองช่วยกันคิด คือหันหน้า เข้าหากัน วันนั้นพระราชดำรัสบอกหันหน้าเข้าหากันเถอะทุกฝ่าย แม้กระทั่งวันนี้ผมเชื่อว่า ถ้าท่านมีพระราชดำรัสได้ ท่านก็ต้องบอกว่าพวกเราหันหน้าเข้าหากันเถอะ สถาบันบ้านเมือง วันนี้หันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าการเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศ ของคนหนึ่งคนใด หรือคนเดียว หรือเพียงแค่ ๒ คน เป็นประเทศของทุกคน เพราะว่า เป็นประเทศของทุกคนต้องหันหน้าเข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากัน เพื่อการแก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ที่เวลาเกิดต้องไม่ใช้คำว่า บ้าเลือด เวลาเกิดปัญหาอย่าบ้าเลือดครับ หลายเรื่องไม่ว่าโดยรูปธรรมหรือในนามธรรม เรามักจะไปทำอะไรแบบบ้าเลือดกันจริง ๆ เลยครับ ผมไม่ได้หมายถึงที่เราไปสูบเลือดไปเทอะไรกันนะครับ แต่คำว่าบ้าเลือด เป็นนามธรรม ที่กว้างขวาง เวลาเกิดปัญหาอย่าบ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรงมันลืมตัวลงท้ายเขาไม่รู้สึกว่า ตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ไขปัญหาอย่างไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะแล้วก็ใครชนะไม่มี ทางอันตรายทั้งนั้นมีแต่คนแพ้ มีแต่หายนะ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่ผจญหน้าอยู่กลับแพ้แล้ว ที่สุดที่แพ้ก็คือประเทศชาติ ท่านประธานครับ ท่านมีพระราชดำรัสอยู่ ๓ หน้า ผมคัดเอามา อย่างน้อยส่วนหนึ่งที่เอามาอ่านเพื่อเราจะได้พิจารณาว่าวันนี้เรากำลังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ บัญญัติในรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ไขได้ตราบใดที่เราไม่แก้ความคิด ตราบใดที่เราไม่แก้ นิสัยตัวเองหรือพฤติกรรมของเรา ท่านเขียนไม่ได้หรอกครับในรัฐธรรมนูญว่าเวลามีม็อบ เวลาปะทะกันห้ามเผาไม่ได้ครับ ท่านเขียนไม่ได้หรอกครับว่าเวลามีม็อบ เวลาปะทะ เวลาบ้าเลือด อย่ายิงวัดพระแก้ว อย่าบุกตลาดหลักทรัพย์ อย่ายิงคลังน้ำมัน อย่าบุกโรงพยาบาล เขียนไม่ได้หรอกครับท่านประธาน ทำอย่างไรให้ในรัฐธรรมนูญที่เราพยายามวันนี้มีอะไร สักอย่างหนึ่งที่พอเป็นอนุสติให้คนรุ่นต่อ ๆ ไปว่าสิ่งที่เกิดมาแล้วบ้านเมืองเสียหายแค่ไหน