อภิรักษ์ โกษะโยธิน แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ โดยไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของที่ประชุมสภาเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเสนอว่าสมาชิกที่จะเข้าร่วมควรเป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ควรมีผลประโยชน์ทับซ้อน และควรมาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังระบุว่าสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งควรปรับเปลี่ยนให้เท่ากับสมาชิกที่มาจากการคัดสรร
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑ โดยไม่เห็นด้วยกับข้อความของท่านกรรมาธิการที่ได้เสนอให้มีการเลือกตั้งและมีการคัดสรร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ในจำนวน ๗๗ คน บวก ๒๒ คน เป็น ๙๙ คน ประเด็นที่ถือว่ามีความสำคัญในการที่จะกำหนดจำนวนแล้วก็ที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ เนื่องจากว่าในเบื้องต้นโดยส่วนตัวแล้วผมไม่เห็นด้วยในการที่จะ มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งก็ได้ใช้สิทธิอภิปรายไปแล้วในวาระที่หนึ่ง เพราะว่า โดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็คือว่าได้เปิดช่องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ในอนาคตในกรณีที่สถานการณ์บ้านเมืองหรือแม้แต่สภาวะแวดล้อมมีความเปลี่ยนแปลงไป แต่ว่าอย่างไรก็ตามวันนี้ในวาระที่สอง แม้ว่าจะมีการได้พูดถึงแนวทางในการที่จะกำหนด ให้มีการสรรหาและมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ใน ๗๗ จังหวัด จังหวัดละ ๑ คน แล้วก็มีการคัดเลือกโดยรัฐสภาอีก ๒๒ คน ประเด็นที่ มีความสำคัญในเรื่องของจำนวนและที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นก็จะเป็นผู้ที่มีความสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ผมเองอยากจะเรียนท่านประธานไปถึงท่านประธาน คณะกรรมาธิการว่ารัฐธรรมนูญที่ถือว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ท่านเองอยากเห็นประเทศเดินหน้า อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่หลายฝ่ายหรือแม้แต่พี่น้องประชาชนแม้ว่าวันนี้ส่วนใหญ่อาจจะ ไม่รู้สึกว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อเทียบกับปัญหาบ้านเมือง ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องในปัจจุบัน แต่ว่าอย่างไรก็ตามถ้าจะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้ ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ประเทศเดินหน้า ทำให้พี่น้องประชาชน มีความไว้วางใจว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะเป็น ผู้ที่ยึดโยงเอาประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ จะเป็นผู้ที่เข้ามาแล้วจะได้มีการนำ เสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนที่มีความห่วงใยในสถานการณ์บ้านเมืองหรือแม้แต่วิกฤติ ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องไม่เป็นรัฐธรรมนูญ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งรอบใหม่ซึ่งผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กรุณา อภิปรายไปในสภาแห่งนี้แล้ว หรือแม้แต่พี่น้องประชาชนเองก็ได้มีเสียงสะท้อนผ่านสื่อ หรือแม้แต่ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือว่าประเทศไทย มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาทั้งหมด ประมาณ ๘๐ ปีในปีนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นจำนวนมากได้มีการอภิปราย ในวาระที่หนึ่งถึงประเด็นที่มีข้อกังวลว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าจะมีการเปิดช่องให้มีการร่างใหม่ จะมีผลกระทบในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือแม้แต่จะพูดถึงในมาตราอื่นซึ่งผมจะขออนุญาต ที่จะแปรญัตติแล้วก็อภิปรายต่อไปก็คือในเรื่องของการที่จะสร้างความมั่นใจโดยการไม่แก้ไข ในหมวด ๒ ที่เรียกกันว่า หมวดพระมหากษัตริย์ แต่ว่าประเด็นตรงนี้ก็ถือว่าเป็นประเด็นที่ มีสาระสำคัญว่าถ้าเราจะต้องให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับสูงสุดของประเทศก็จะต้องมีความมั่นใจว่ายังเป็นรัฐธรรมนูญที่ยังยึดมั่น ในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ประการที่ ๒ ที่มีความสำคัญก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งได้สะท้อนมาในรัฐธรรมนูญอย่างน้อย ๒ ฉบับหลัง ก็คือรัฐธรรมนูญ ในปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐
ประการที่ ๓ ก็คือต้องเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้มีสิทธิเสรีภาพ ในกระบวนการการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มีกระบวนการการมีส่วนร่วม ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแม้ว่าจะ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีรากฐานมาจากการปฏิวัติรัฐประหารแต่ก็ต้อง ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการที่จะเข้ามา ใช้สิทธิที่นอกเหนือไปจากการไปลงคะแนนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างเดียว
และประการสุดท้าย ที่ผมคิดว่ามีความสำคัญ ผมและพรรคประชาธิปัตย์ มีความห่วงใยก็คือจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่มีกลไกที่จะกำหนดให้สถาบันการเมือง ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร มีดุลยภาพในการที่จะใช้อำนาจในการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่าต้องเปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันตุลาการ สถาบันศาลและองค์กรอิสระสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างสุจริตเที่ยงธรรม ผมคิดว่าอันนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญแม้ว่าอาจจะไม่ใช่ สาระที่เป็นรายละเอียดของมาตรา ๒๙๑/๑ แต่ว่าถ้าเราจะพูดกันว่าที่มาของ สสร. ก็จะมีความสำคัญที่จะสะท้อนว่ารัฐธรรมนูญที่จะร่างฉบับใหม่จะยังคงยึดมั่นในเหตุผล ๕ ประการที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่าจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำเพื่อปวงชนชาวไทย เพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของ พี่น้องประชาชน และที่สำคัญก็คือเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วมในการ ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มีองค์กรตุลาการ มีองค์กรอิสระต่าง ๆ ถ้าท่านประธาน จะได้กลับมาดูถึงองค์ประกอบที่กรรมาธิการได้เสนอให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดละ ๑ คน ก็มีความชัดเจนว่าไม่สามารถที่จะสะท้อน ความหลากหลายของพี่น้องประชาชน อย่างน้อยตามจำนวนประชากรของพี่น้องประชาชน ในแต่ละจังหวัด เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กรุณาอภิปรายไปแล้วนะครับ แล้วก็ส่วนใหญ่ ก็จะเน้นย้ำว่าจำนวนประชากรที่มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ของ กรุงเทพมหานครที่มีพี่น้องประชาชนถึง ๕,๖๗๐,๐๐๐ กว่าคน เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งก็มีจำนวนประชากรที่หลากหลายกันไป ผมคงไม่ได้ลงรายละเอียดในจำนวนของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่อยากที่จะได้เรียนให้ ท่านประธานได้ทราบนะครับ อย่างน้อยถึงตัวเลขที่มีความชัดเจนว่าทั้ง ๗๗ จังหวัดที่มีอยู่ รวมทั้งกรุงเทพมหานครที่มีพี่น้องประชาชนประมาณ ๕,๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน จะมีจังหวัด ที่มีจำนวนประชากรมากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนถึงประมาณ ๒๐ จังหวัด จะมีจำนวน ประชากรระหว่าง ๕๐๐,๐๐๐ คน ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน อีก ๓๐ จังหวัด แล้วก็จะมีจังหวัด ที่มีจำนวนประชากรที่เหลือก็คือมีจำนวนประชากรไม่ถึง ๕๐๐,๐๐๐ คนอีก ๒๖ จังหวัด ซึ่งแน่นอนก็จะประกอบไปด้วยจังหวัดระนอง ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไปแล้วก็คือ มีจำนวนประชากรอยู่ประมาณ ๑๘๓,๐๐๐ กว่าคน สาเหตุที่ผมต้องยกจำนวนประชากร มาเรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่งเพราะว่า การกำหนดให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้ ๗๗ คน บวก ๒๒ คน จะไม่สามารถที่จะสะท้อนความหลากหลาย สะท้อน ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนในแต่ละกลุ่ม เพราะว่าถ้าเราจะเลือกให้มีจังหวัดละ ๑ คน ก็จะได้ สสร. ที่เป็นตัวแทนของเสียงข้างมากในจังหวัดนั้น แต่ว่าเสียงของพี่น้องประชาชน ที่ลดหลั่นรองลงมาในอันดับ ๒ อันดับ ๓ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของจังหวัดซึ่งมีจำนวน ประชากรที่สามารถที่จะมีจำนวน สสร. ได้มากกว่า ๑ คน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเหตุผล
ประการที่ ๑ ที่ผมเองได้เสนอแปรญัตติในรายละเอียดของมาตรา ๒๙๑/๑ ว่า ขอให้สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน โดยกำหนดจำนวนประชากร ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ คน ให้จังหวัดนั้นมีจำนวนสมาชิก ๑ คนเป็นอย่างน้อย หากจังหวัดใด มีจำนวนประชากรเกิน ๕๐๐,๐๐๐ คน ให้ใช้ฐานสัดส่วนจำนวนประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คน ต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑ คน และหากจังหวัดใดมีจำนวนประชากรในส่วนที่เกินจาก อัตราคำนวณให้ปัดเศษ ซึ่งก็จะทำให้มีจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด จำนวน ๑๓๐ คน ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นสัดส่วนตัวเลขที่มีความเหมาะสม ที่ได้สะท้อนความหลากหลายของพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย และในขณะเดียวกันนอกเหนือจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนที่จะสะท้อนถึงความหลากหลายของพี่น้องประชาชนแล้ว
ประการที่ ๒ ที่มีความสำคัญก็คือว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่นี้ จะต้องเป็นผู้ที่มีความเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำโดยกลุ่มการเมือง หรือแม้แต่ถูกครอบงำ ในทางความคิด เพราะว่าอันนี้ก็จะมาสะท้อนถึงเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งผมได้กล่าวไปแล้วว่าจะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน ชาวไทยทุกคนว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างโดย สสร. ชุดใหม่นี้จะเป็นรัฐธรรมนูญของ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง
สิ่งสำคัญประการต่อไปที่ผมคิดว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือว่า ผู้ที่จะเข้า มาเป็น สสร. จะต้องเป็นผู้ที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ในอนาคต ความหมายก็คือว่าไม่ใช่ว่าจะเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่มีพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก หรือแม้แต่สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยในกรรมาธิการและเป็นเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรได้มีการสะท้อน ตลอดระยะเวลาหลายวันที่เรามีการอภิปรายในการร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า ถ้ากรรมาธิการ ได้รับฟังเสียงข้างน้อยทั้งที่แปรญัตติไว้ในตัวกรรมาธิการเอง หรือแม้แต่แปรญัตติไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๙๑/๑ ถึงที่มาและจำนวนสัดส่วนของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นสิ่งที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะร่างโดย สสร. ชุดนี้จะเป็น รัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง
ประการสำคัญสุดท้ายซึ่งผมเชื่อว่าหลายท่านได้อภิปรายว่าสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรจะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ก็คือมาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมด ยกเว้นอาจจะมีเพื่อนสมาชิกบางท่านที่เห็นแตกต่างว่าอาจจะยังมีความจำเป็น ที่จะต้องมี สสร. ที่มาจากการคัดสรรแล้วก็คัดเลือกโดยรัฐสภา ซึ่งผมเองมีความคิดที่ สนับสนุนในข้อนี้ เพียงแต่ว่าสัดส่วนที่กำหนดไว้โดยกรรมาธิการ ๗๗ คน บวก ๒๒ คนนี่ ผมเห็นว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นก็เสนอว่าจากการเลือกตั้งแทนที่จะเป็น ๗๗ คน ก็ขอให้สะท้อนสัดส่วนของประชากรเป็น ๑๓๐ คน แต่ในขณะเดียวกันก็ขอปรับลด จำนวนสัดส่วนของสมาชิก สสร. ที่มาจากการคัดสรรจาก ๒๒ คน เหลือ ๒๐ คน เพื่อให้รวมเป็น จำนวน ๑๓๐ คน บวก ๒๐ คน เป็น ๑๕๐ คน ในความเห็นผมก็คือว่ายังมีความจำเป็น ที่เราจะต้องมีสมาชิก สสร. ที่มาจากผู้มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญทั้งในส่วนของ กฎหมายมหาชน จากทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ทางด้านการเมือง การปกครอง แล้วก็ที่สำคัญก็คือจากผู้มีประสบการณ์ทางด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือแม้แต่การร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในสัดส่วนนี้ผมก็ขอเสนอแปรญัตติในจำนวน ๒๐ คน เป็น
(ก) ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน จำนวนเจ็ดคน
(ข) ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ จำนวนเจ็ดคน
(ค) ผู้มีประสบการณ์ทางด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาได้ประกาศกำหนดอีกจำนวนหกคน รวมทั้งหมดก็เป็นสัดส่วนใหม่ ก็คือเป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง ๑๓๐ คน บวกสมาชิกที่มาจากการคัดสรร ๒๐ คน เป็นทั้งหมด ๑๕๐ คน
ประเด็นทั้งหมดตรงนี้ที่กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ก็อยากขอร้องให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการหรือแม้แต่ เพื่อนสมาชิกทั้งหมดได้รับฟังเสียงสะท้อนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างน้อย หรือแม้แต่เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่ได้พยายามสะท้อนปัญหาว่าถ้าเราสามารถที่จะกำหนด สร้างความมั่นใจอย่างชัดเจนให้กับพี่น้องประชาชนด้วยว่าที่มาของ สสร. เราจะได้ สสร. ที่มาทำงานเพื่อการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของ ความปรองดองซึ่งผมเชื่อมั่นว่าไม่ใช่เป็นความมั่นใจหรือความตั้งใจของเพื่อนสมาชิกเสียงข้างมาก หรือรัฐบาล แต่จะเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งหมดของประเทศอยากเห็นประเทศไทย เดินหน้า ก็ขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพอีกครั้งหนึ่งครับ กราบขอบพระคุณมากครับ