รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

วีรวิท คงศักดิ์ แสดงความไม่เห็นด้วยในหลักการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความเป็นอิสระของสมาชิกสภาสมาชิกผ่านการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน และการปรับคุณสมบัติสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อลดการครอบงำทางความคิดจากกลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มการเมือง นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีการเพิ่มจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีความเป็นกลางและความเป็นอิสระ

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาจัดสรรเวลา ให้มีการสงวนคำแปรญัตติ ตรงนี้ผมได้เรียนต่อคณะกรรมาธิการไว้ แล้วก็มีสิ่งที่จะต้อง กราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการและท่านกรรมาธิการทุกท่านว่าสิ่งที่เรากำลังพูดอยู่นี้ เป็นจุดสำคัญของบ้านเมือง

ก่อนอื่นผมขอเรียนว่าผมไม่เห็นด้วยในหลักการที่จะมีการปรับปรุงแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งผมได้อภิปรายไปในวาระที่หนึ่งแล้วว่าไม่มีประเทศที่พัฒนาทางด้าน ประชาธิปไตยมา ๘๐ ปี เขาจะรื้อรัฐธรรมนูญกลับไปตั้งใหม่ แล้วก็ต่างประเทศเขากำลัง มีข้อสงสัยว่าเรากำลังทำอะไรกัน เรากำลังจะถอยไปที่ไหน

และประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าเรานั้นทุกคนปฏิญาณตนกันว่าเราจะรักษา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เราก็มอบให้คนอื่นเขาทำ แต่ในเมื่อท่านสมาชิกรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่ ได้ให้ความเห็นว่าเราควรจะมีการจัดทำร่างใหม่ ผมยอมรับครับ ในเรื่องของความเป็น ประชาธิปไตยว่าเรานั้นก็จะต้องดำเนินการตามที่ได้รับหลักการไว้ คือมีกระบวนการที่จะ มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา แต่สิ่งที่ผมอยากกราบเรียนคือเราคงจะต้องพยายาม โดยเฉพาะตัวผมเองได้พยายามศึกษากระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละประเทศ ในแต่ละส่วนต่าง ๆ นั้นเพื่อจะหาทางในการที่จะให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไป ในทางที่จะสามารถทำให้รัฐธรรมนูญที่ออกมานั้นเป็นไปตามความต้องการของประชาชน ท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งที่เป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศก็จริงแต่โดยสาระนั้นจะเป็นสิ่งที่จะต้องเป็นการยอมรับของประชาชน ในอดีตนั้น เราสามารถจะให้ใครร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ เพราะว่าลักษณะอันนั้นจะเป็นการที่จะมีอำนาจหนึ่ง บังคับให้ประชาชนทำตามที่ต้องการ แต่มาถึงวันนี้ประเทศของเราก้าวไปกว่าที่เราคิดแล้วนะครับ เรามีประชาธิปไตย เรามีคนที่มีความรู้มีความเข้าใจ ระบบสื่อสารที่จะติดต่อกันได้ที่จะบอกว่า สิ่งใดคือสิ่งที่เป็นความต้องการของประชาชน เพราะฉะนั้นกระบวนการในการที่เราจะเอา ตัวแทนของประชาชนเข้ามา แล้วก็ถือว่าเป็นฉันทานุมัติที่บอกความต้องการของประชาชนนั้น คงจะไม่ใช่แนวคิดในวันนี้แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมคิดว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เรากำลังพูดกันในมาตรา ๒๙๑/๑ นั้น เราน่าจะมองคนที่มีลักษณะอย่างไร ผมเห็นด้วยครับในหลักการแล้วก็เหตุผลต่าง ๆ ที่ทั้ง ๓ ร่าง ได้บอกว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นควรจะยึดโยงกับประชาชน ทีนี้ประเด็นปัญหาคือ ยึดโยงกับประชาชนในลักษณะใด และรูปแบบเป็นอย่างไร ในสิ่งที่เรามองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น เราน่าจะมองว่าเราเอาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาทำอะไร ในเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นระบบใหม่ ที่จะต้องฟังความเห็นและความต้องการของประชาชนเข้ามาผนวกกันแล้วมาผนึกร่วมกับ หลักทางวิชาการหรืองานวิจัยต่าง ๆ แล้วออกมาเป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายยอมรับด้วยเหตุด้วยผล เพราะฉะนั้นกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญในบางประเทศนั้นเขาไม่ได้รวบรัดภายใน ๑๘๐ วัน เหมือนในร่างเดิม แล้วผมต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ขยายเป็น ๒๔๐ วัน แต่ในใจ ของผมเองนั้น ผมคิดว่ามันไม่น่าจะมีการกำหนดเวลา เพราะเรื่องของการที่เราจะหาข้อยุติ ที่เป็นที่ยอมรับของประชาชนร่วมกันนั้น เราไม่สามารถจะใจร้อนกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ เราอาจจะต้องใช้เวลา ๒ ปี ๓ ปี และในบางประเทศนั้นเขาก็ถือข้อยุติว่ายังไม่พร้อมที่จะ มีรัฐธรรมนูญที่มีความสมบูรณ์แบบตามประชาธิปไตยได้ ต้องมีการศึกษาวิจัยแล้วก็ เตรียมความพร้อมของประชาชนต่อไป แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเรามาถึงจุดนี้แล้ว ผมคิดว่า คนที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญน่าจะมีคุณสมบัติอย่างไร ในความเห็นของผม ผมคิดว่าน่าจะมีความรู้พอที่จะศึกษางานวิจัยแล้วก็มีกระบวนการในการที่จะติดตามได้นะครับว่า กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยเขาไปถึงไหนแล้ว งานวิจัยต่าง ๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยนั้น เป็นอย่างไร เขาจะต้องไปรับฟังความเห็นจากประชาชน แล้วก็เอาความเห็นตรงนั้นประกอบกับ หลักฐานทางวิชาการที่อธิบายให้กับประชาชน ต้องสื่อสารกับประชาชนได้ แล้วก็เอาข้อยุติ ที่เป็นความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่นั้นเข้ามาคุยกันในสภาร่างรัฐธรรมนูญ อันนี้คือ ความคิดของผมที่ผมคิดว่ารูปแบบที่เราน่าจะทำ เพราะฉะนั้นคุณลักษณะของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญในมุมมองของผม ผมคิดว่าแน่นอนครับ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก หลายคนว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเป็นกลาง เป็นกลางทางการเมืองซึ่งบ้านเรา ก็อาจจะมองดูยากนิดหนึ่ง

ประการที่ ๒ น่าจะมีความเป็นอิสระไม่อยู่ในอาณัติของผู้ใดหรือกลุ่มคนใด เรื่องนี้คือสิ่งที่สำคัญว่าในสังคมไทยนั้นการที่จะหาคนที่เป็นกลางทางการเมืองไม่อยู่ในอาณัติ ของผู้ใดนั้นค่อนข้างทำยาก แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าสิ่งที่เราได้เคยทำมาแล้ว แล้วได้ดี ในระดับหนึ่งก็คือการเลือกตั้ง ส.ว. ในปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แล้วก็มีกระบวนการในการที่จะมีจำนวนที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นผมเลยมองว่าการที่จะ ไม่อยู่ในอำนาจและอิทธิพลใด ๆ นั้นจะต้องพยายามให้สมาชิก สสร. นั้นไม่มีบุญคุณจาก ผู้หนึ่งผู้ใดหรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเชิงเรื่องของการให้เข้ามาสู่ตำแหน่ง สสร. หรือเรื่องของการได้รับทรัพยากรอันมีคุณค่าก็ตาม

ประการที่ ๓ ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะเข้ามาท่านก็ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และหลังจากนั้นก็ต้องไม่มีผลประโยชน์ ทับซ้อนหรือได้รับประโยชน์จากการบัญญัติในรัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งพวกนี้ จะอยู่ในคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา ปี ๒๕๔๐ และสมาชิกวุฒิสภาในปัจจุบันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนว่าผมได้แปรญัตติขอปรับคุณสมบัติของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๙๑/๒ และมาตรา ๒๙๑/๓ ให้มีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับสมาชิกวุฒิสภา ทั้งปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๑ ส่วนที่ผมได้เสนอคำแปรญัตติในส่วนนี้ ผมได้มองว่าทำอย่างไรที่จะไม่ให้ สสร. นั้นไปยึดโยงกับกลุ่มบุคคล ก็มีทางเดียวครับ คือต้องมีการเลือกตั้งในพื้นที่ใหญ่ การเลือกตั้งที่มีจำนวนมากนั้นก็จะมีโอกาสที่จะไม่ได้รับ การยึดโยงกับฐานเสียงในพื้นที่มากนัก ในเมื่อเราใช้เป็นจังหวัด เราจำเป็นต้องใช้ สสร. ในการที่จะรับฟังความเห็นของประชาชน แล้วก็ทำความเข้าใจกับประชาชนในทิศทางที่ สสร. จะเดินไป เพราะฉะนั้นเรื่องของจำนวนนั้นผมเลยคิดว่าน่าจะเป็นจำนวน ที่มีความสัมพันธ์กับประชาชน แล้วตัวเลขนั้นน่าจะเป็นตัวเลขที่สามารถจะสื่อสารกับ ประชาชนได้ในระดับหนึ่ง เราอาจจะไม่สามารถที่จะใช้ในกติกาเดิมคือ ๑๕๐,๐๐๐ คน ต่อ ๑ ผู้แทน เพราะฉะนั้นผมก็เลยลองคำนวณดูว่าถ้าเราใช้ ๕๐๐,๐๐๐ คนนั้น เราจะมีสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวน ๑๓๐ คน แต่ถ้ามี ๓๐๐,๐๐๐ คน ๓๐๐,๐๐๐ คนมีผู้แทน ๑ คน ก็จะมีประมาณ ๒๐๐ คน อย่างไรก็ตามผมขอเรียนว่าเรื่องตัวเลขนั้นคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่กระบวนการในการที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะไปรับฟังความเห็นจากประชาชนนั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและน่าจะกำหนดไว้ในแนวทางปฏิบัติ ผมเลยเรียนว่าสิ่งที่สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องมีโอกาสเข้าไปรับฟังความเห็นจากผู้ที่เลือกเขามา ใครเป็นคนเลือก ในจังหวัดนี้ เลือกคนนี้เข้ามา น่าจะมีช่องทางที่จะสื่อสารได้ในทุกวิถีทาง รัฐบาลต้องมี งบประมาณในการที่จะให้เขาในการที่จะใช้สื่อสารสังคม คือโซเชียลมีเดีย (Social media) หรือในลักษณะของเอกสารข้อมูลตู้ไปรษณีย์ต่าง ๆ ที่ได้รับข้อมูลความต้องการของประชาชน ในแต่ละประเด็นที่จะบัญญัติไปในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะครับ สิ่งที่ผมคิดว่าถ้าเราได้มีการ เปลี่ยนแปลงตามที่ผมได้เสนอไปก็คือถ้าเราไม่มีสมาชิกที่เป็นส่วนคัดเลือกจากรัฐสภา ที่เป็นนักวิชาการ จะมีปัญหาอะไร ในเรื่องนี้เราสามารถชดเชยได้นะครับ ด้วยการเชิญ ที่ปรึกษาแล้วก็ใช้งานวิจัยต่าง ๆ การศึกษาของทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภานั้นเกี่ยวกับเรื่องของปัญหารัฐธรรมนูญมีมากมาย ก็จะนำมาใช้เป็นตัวแทน และถ้ามีความจำเป็นจริง ๆ เราก็อาจจะเชิญเป็นที่ปรึกษาดำเนินการได้นะครับ

ในประการที่ ๒ ผมได้แปรญัตติเพิ่มจำนวน สสร. ขึ้นมาเพื่อยึดโยงกับ ประชาชนตามที่ผมได้ให้เหตุผลไปแล้วว่า สสร. ในแต่ละคนนั้นน่าจะมีโอกาสที่จะรับฟัง ความเห็นจากประชาชนในจำนวนที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ไม่ใช่ว่ากรุงเทพมหานคร มีประชากร ๖,๕๐๐,๐๐๐ คน มี สสร. เพียง ๑ ท่านที่จะรับฟัง หรือในบางจังหวัดนั้นมีแค่ ๑๕๐,๐๐๐ คน แต่ก็มีตัวแทนรับฟังคนเดียว ภาระหน้าที่หรือข้อมูลในส่วนที่ สสร. แต่ละท่านได้รับก็อาจจะมีความแตกต่างกันนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่า ผมได้ขอแปรญัตติเปลี่ยนแปลงเป็นตัดจำนวน สสร. ที่คัดเลือกทั้งหมดแล้วก็เพิ่มจำนวน สสร. ออกมาให้เชื่อมโยงกับจำนวนประชาชนโดยที่ผมเสนอไว้ในเกณฑ์ ๕๐๐,๐๐๐ : ๑ คน นะครับ ก็จะมี สสร. ประมาณ ๑๓๐ คน แต่อย่างไรก็ตามเรื่องตัวเลขนั้นคงไม่ใช่เรื่อง ประเด็นที่สำคัญ มันขึ้นอยู่กับความกรุณาของท่านกรรมาธิการจะพิจารณาว่าตัวเลขอะไร ที่เหมาะสม และวิธีการจะเป็นอย่างไรนะครับ

ในประเด็นที่ ๓ ผมอยากกราบเรียนว่าการเพิ่มจำนวน สสร. นั้นจะช่วยให้ ลดการครอบงำทางความคิดจากกลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มการเมืองได้ อันนี้เราต้องยอมรับว่า ในสังคมไทยนั้นการครอบงำทางความคิดก็มีอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นถ้าเขามีจำนวนมากขึ้น เขามีที่มาโดยไม่ต้องไปตอบแทนบุญคุณผู้ใด เขาก็จะสามารถทำได้มีความเป็นอิสระ แล้วไม่ต้องยึดโยง ผมสังเกตดูจากเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่ไม่ต้องมีภาระในการที่จะต้อง อยู่ในอาณัติผู้ใด แล้วก็สามารถที่จะยึดโยงหน้าที่ของตน มีความอิสระทางความคิด แล้วก็สามารถเสนอข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้นะครับ เพราะฉะนั้น ผมเลยคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่จำเป็น

และในประเด็นสุดท้าย ผมได้ปรับคุณวุฒิเพื่อให้คุณสมบัติในเรื่องความเป็นกลาง นะครับ เพื่อให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความเป็นกลางแล้วก็มีจำนวนที่เหมาะสมด้วย ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ และท่านกรรมาธิการทุกท่านว่าเราใช้เวลาเมื่อวานนี้เกือบทั้งวัน และวันนี้ ๑ วัน เพื่อจะอภิปรายเสนอข้อคิดเห็นในมาตรา ๒๙๑/๑ ผมลองนับจำนวนคนที่เสนอความคิดเห็น ในลักษณะสงวนคำแปรญัตติในประเด็นนี้ที่อยากจะให้มี สสร. เพิ่มขึ้นนั้นมีถึง ๑๔ ท่าน ที่เป็นกรรมาธิการ ผมเชื่อว่าคงมีการให้ข้อคิดเห็นจำนวนมากแล้ว ในขณะเดียวกัน ท่านประธานคณะกรรมาธิการช่วยกรุณาเปิดดูครับ มีสมาชิกรัฐสภา ๑๐๐ ท่านที่เสนอว่า ควรจะเพิ่มจำนวน สสร. ออกมา ตัวเลขอาจจะมีความแตกต่างกัน แต่หลักการนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะยอมเสียเวลากันนะครับ ที่จะอภิปรายกันต่อแล้วก็ลงมติตามที่ท่านคิดว่า น่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงจะมีความไม่เป็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นแม้กระทั่ง ในรัฐสภา หลักการของประชาธิปไตยนั้น เสียงส่วนใหญ่มีสิทธิครับ แต่ควรจะฟังเสียงส่วนน้อย และเหตุผลในแต่ละคนที่ให้เหตุผลนั้นผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์และก่อให้เกิดสิ่งที่ เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ถ้าหากท่านประธานคณะกรรมาธิการได้มีเวลาหารือกับ ท่านกรรมาธิการแล้วทบทวนแนวทางที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นมาเพื่อให้กระจายโอกาสของ ความเป็นกลางและความเป็นอิสระและไม่อยู่ในอาณัติผู้ใดตามที่พวกเราได้พูดกันตลอด ๒ วันนี้ เราก็คงไม่ต้องใช้เวลามาอภิปรายในเรื่องมาตรา ๒๙๑/๑ ให้เสียเวลาอีก เราก็จะได้ก้าวเดินไปสู่ มาตราต่าง ๆ และผมคิดว่าความปรองดองหรือความสมานฉันท์ต่าง ๆ ได้เริ่มขึ้นแล้วครับ ในรัฐสภา ผมอยากกราบเรียนว่าผมดูรายชื่อท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่ให้ความเห็นชอบ ในวาระที่หนึ่งแต่ท่านขอแปรญัตติในมาตรานี้ครับ และฝากท่านช่วยคิดละครับว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งบอกเหตุที่จะให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการและท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น ได้ทบทวนหลักคิดตรงนี้หรือไม่และผมโดยส่วนตัวผมได้ติดตามผลงานของท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านสามารถขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านเคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มา ท่านทราบดีครับว่ากลไกหรือวิธีการในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญให้เป็น ของประชาชนและเป็นไปตามความต้องการของประชาชนและเป็นมาตรฐานที่ทุกคนยอมรับ ทำอย่างไร ผมคิดว่ากระบวนการตรงนี้ท่านจะเข้าใจ ท่านลองพิจารณาแล้วก็ขอความกรุณา ทบทวนในระหว่างกรรมาธิการเพื่อจะปรับสิ่งนี้ให้เป็นไปตามข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอ ที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้แปรญัตติไว้ถึง ๑๐๐ คน โดยที่ไม่ได้นัดหมายกัน และยังมีกรรมาธิการ อีก ๑๔ ท่านที่สงวนความเห็น เพราะฉะนั้นผมขอเรียนว่าก็อยากจะขอร้องในโอกาสสุดท้าย ว่าขอให้ทางรัฐบาล บังเอิญไม่มีตัวแทนรัฐบาลมานั่งที่นี่นะครับ พรรครัฐบาลและกรรมาธิการ เสียงข้างมากทุกคน ขอความกรุณาลองอ่านสิ่งที่เพื่อนสมาชิกและข้อคิดเห็นที่ได้เสนอมา ทั้งหมด ถ้าท่านจะกรุณาทบทวนเพิ่มตัวเลขให้มีความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระไม่อยู่ใน อาณัติผู้ใดในระดับหนึ่งนั้นผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกจะมีความพอใจแล้ว ก้าวต่อไปที่เราจะเดิน ในมาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ มาตรา ๒๙๑/๔ มาตรา ๒๙๑/๕ จนถึงมาตรา ๒๙๑/๑๖ นั้น น่าจะไปได้เร็วกว่าที่ผ่านมา ขอบพระคุณมากครับ