รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

ประเสริฐ ชิตพงศ์ เสนอการกำหนดจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2 คนจังหวัดละ 1 คน รวม 175 คน โดยลดจำนวนผู้เชี่ยวชาญในสภาร่างรัฐธรรมนูญลง เพื่อให้มีผู้แทนของฝ่ายเสียงข้างมากและฝ่ายเสียงข้างน้อย

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสงขลา มีประเด็นในเรื่องของมาตรา ๒๙๑/๑ ที่เกี่ยวกับเรื่องของการกำหนดจำนวน สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งผมได้ขอแปรญัตติไว้ โดยที่การแปรญัตติของผมนั้นจะมีความเหมือน ในเชิงหลักการอยู่กับหลาย ๆ ท่านที่ได้ขอแปรญัตติไปแล้ว แต่ในเรื่องของจำนวนอาจจะมี ความต่างบ้าง โดยที่ผมได้มีหลักการว่า การมีจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้นั้น ผมได้เสนอจำนวนเอาไว้ ๑๗๕ คน ในจำนวน ๑๗๕ คนนี้นะครับ ก็มีที่มาเป็น ๒ ส่วนนะครับ ส่วนแรกก็คือมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนจังหวัดละ ๒ คนนะครับ ซึ่งอันนี้ ก็อาจจะแตกต่างจากท่านอื่นบ้าง แต่ที่สำคัญก็คือจะแตกต่างจากที่ทางกรรมาธิการ ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้วที่ว่ามาจากจังหวัดละ ๑ คนนะครับ ซึ่งเดี๋ยวผมก็จะมีเหตุผลว่า ทำไมผมถึงเสนอให้มีจังหวัดละ ๒ คนนะครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือมาจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งอันนี้ ก็อาจจะเหมือนกับที่กรรมาธิการได้กำหนดไปแล้ว และขณะเดียวกันก็อาจจะเหมือนกับ สมาชิกรัฐสภาอีกหลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปรายไปแล้วว่าให้มีในส่วนของผู้เชี่ยวชาญซึ่งมาจาก การสรรหาหรือมาจากการเลือกของสมาชิกรัฐสภานะครับ ในส่วนของการเลือกตั้งที่มาจากพี่น้องประชาชนจังหวัดละ ๒ คนนั้น ผมมีเหตุผลว่าในการที่ กรรมาธิการได้เห็นชอบไปแล้วว่าจะให้มีจังหวัดละ ๑ คน ผมเห็นว่าการมีเพียงจังหวัดละ ๑ คนนั้น ผู้ที่ได้รับการเลือกมาก็จะเป็นผู้แทนของฝ่ายเสียงข้างมากเป็นหลักเลย ซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละจังหวัดนั้น ก็ย่อมที่จะมีคนที่อาจจะไม่เห็นด้วยกับการที่คนที่ได้คะแนนสูงสุดนั้นควรจะได้มาทำหน้าที่ เพียงคนเดียว อาจจะมีคนอีกจำนวนมากพอ ๆ กัน หรือมากลดหลั่นกันลงมา ที่มีความคิดเห็นว่า หากจะให้มีคนอื่นที่ไม่ใช่คนนี้ได้เข้ามาเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญแทนพี่น้องในจังหวัดนั้น แต่ในเมื่อมีได้เพียงจังหวัดละ ๑ คน ตามที่กรรมาธิการเห็นชอบไปแล้ว ส่วนที่ไม่ได้เห็นด้วยกับ ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดและได้มา ๑ คนนั้น ก็จะเสียสิทธิไป ก็เลยคิดว่าถ้าหากให้มีจังหวัดละ ๒ คน ก็จะเป็นการช่วยให้มีผู้แทนของฝ่ายเสียงข้างน้อย หรือเสียงข้างที่รองลงมา ซึ่งอาจจะมี ความคิดเห็นทางการเมืองที่อาจจะเหมือนกันก็ได้กับคนที่ได้คะแนนสูงสุด หรืออาจจะต่างกัน โดยสิ้นเชิงเลยก็ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็ได้มีสิทธิได้เข้ามาเป็นผู้แทนของผู้ที่เขาอาจจะ ไม่เห็นด้วยกับผู้ที่ได้เสียงข้างมากนั้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้การที่ให้มี สสร. จากจังหวัดละ ๒ คน มันก็จะได้เปิดโอกาสให้มีผู้แทนของผู้ที่ไปสนับสนุนให้ผู้ได้คะแนนสูงสุด กับผู้ที่อาจจะ ไม่ได้ไปสนับสนุนให้ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดนั้นเข้ามานั่งอยู่ในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลักการนี้ ผมขออภัยที่อาจจะยกตัวอย่างในต่างประเทศ ในประเทศสหรัฐอเมริกาท่านทั้งหลายก็ทราบอยู่แล้ว ท่านประธานเองเป็นนักรัฐศาสตร์ท่านก็ทราบอยู่ ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีสมาชิก วุฒิสภารัฐละ ๒ คน ผมตรวจสอบว่าเขามีเหตุผลอะไรที่เขามีสมาชิกวุฒิสภารัฐละ ๒ คน ก็ทราบมาว่าในทางหลักการก็คือเขาต้องการให้แต่ละรัฐมีผู้แทนของฝ่ายเสียงข้างมาก กับผู้แทนของฝ่ายที่เป็นเสียงรองลงมาได้เข้าไปนั่งอยู่ในสภาสูงเพื่อไปทำหน้าที่ เพราะฉะนั้น รัฐเล็ก รัฐใหญ่ รัฐขนาดเล็ก รัฐโรดไอแลนด์มีประชากรอยู่ไม่ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน กับรัฐแคลิฟอร์เนียมีประชากรอยู่ถึง ๑๘ ล้านคน เขาก็มีสมาชิกวุฒิสภาได้รัฐละ ๒ คน เช่นเดียวกัน เพราะเขาถือเอาเรื่องของการมีผู้แทนของฝ่ายเสียงข้างมากคนหนึ่ง แล้วก็ ฝ่ายเสียงที่รองลงมาหรืออาจจะเรียกว่าเสียงข้างน้อยอีกคนหนึ่ง เข้ามาเป็นผู้แทนในการ ทำหน้าที่ในสภาสูง แต่ในสภาผู้แทนราษฎรนั้น แน่นอนครับ เขาถือเอาฐานประชากรเป็นตัวตั้ง เพราะเขาต้องการให้ผู้แทนในส่วนนั้นไปอยู่ใกล้ชิดกับประชาชน แต่ว่าในกรณีของสมาชิก วุฒิสภานั้นเขาต้องการให้มาดูในภาพรวมของการเป็นผู้แทนราษฎรของรัฐ ซึ่งอาจจะมี ความเห็นของคนในรัฐแตกต่างกันอยู่เป็นฝ่ายเสียงข้างมากเสียงข้างน้อย และเข้ามาทำหน้าที่ ในสภาส่วนกลางในระดับชาติเป็นด้านหลัก แต่ในเรื่องของการเข้าไปถึงพี่น้องประชาชนนั้น เขาให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งก็เป็นไปตามฐานประชากรเช่นเดียวกับหลักการเดียวกับ ที่ใช้กันอยู่ในบ้านเรานี่ละ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการที่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากจังหวัดละ ๒ คนนั้น ถือว่าได้เป็นตัวแทนของฝ่ายเสียงข้างมากแล้วก็ได้เป็นผู้แทนของ ฝ่ายเสียงข้างน้อย ผมเห็นมีสมาชิกรัฐสภาหลายท่านทั้งฝ่าย ส.ส. และ ส.ว. อย่างน้อย ๓-๔ ท่าน ก็ได้แปรญัตติไปในแนวทางที่กระผมได้แปรญัตติไปนี้ ก็คือให้มีจังหวัดละ ๒ คน ซึ่งโดยหลักการก็อยู่ในหลักการเดียวกัน ก็ต้องการให้มีผู้แทนของฝ่ายเสียงข้างมากและ ฝ่ายเสียงข้างน้อย เพื่อจะทำให้สภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะจัดตั้งขึ้นไม่เป็นสภาที่เป็นเผด็จการ เกินไป การมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากฝ่ายเสียงข้างมากคือได้คะแนนมากที่สุด ในจังหวัดเพียงคนเดียว มันเป็นลักษณะของการเป็นเผด็จการของรัฐสภา ซึ่งโดยส่วนตัวผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเองก็ยังไม่เห็นด้วยกับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งมาจากจังหวัดละ ๑ คน มันเป็นการกำหนดที่ทำให้เกิดความเป็นเผด็จการมากไป ที่ไม่เปิดโอกาสให้อย่างจังหวัดผม จังหวัดสงขลานี่ไม่เปิดโอกาสให้คนที่เขาไม่ได้เลือกผมนี่นะครับ เขาไม่ได้มีตัวแทนของเขาเข้ามานี่ อย่างน้อยอีกสักคนหนึ่งก็ยังดีนะครับได้เข้ามาเป็นตัวแทน เผื่อบางเรื่องผมไม่เห็นด้วย แล้วผมอาจจะไม่ถนัดในเรื่องนั้นนี่ผมอาจจะพูดหรือแสดงความเห็นอะไรที่เป็นลักษณะ หรือเป็นตัวแทนที่คนอีกหลายคนต้องการที่จะให้ผมทำ แต่ผมทำไม่ได้ เพราะผมอาจจะไม่ถนัด ไม่รู้ ไม่ลึกซึ้ง หรืออาจจะไม่สนใจในเรื่องนั้น แต่อย่างน้อยถ้ามีอีกคนหนึ่งนี่เขาก็อาจจะได้ ทำหน้าที่ในส่วนนั้นได้เช่นนี้เป็นต้นนะครับ ผมยังชอบใจกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในปี ๒๕๔๙ ซึ่งผมก็ได้รับเลือกเข้ามาครั้งหนึ่งเช่นเดียวกัน แต่เอาล่ะในส่วนนั้นมันก็ได้มี สมาชิกวุฒิสภาหลายท่านแปรญัตติไปแล้วโดยใช้ฐานประชากร ซึ่งแต่ละจังหวัดก็มีจำนวน สมาชิกวุฒิสภาไม่เท่ากันในคราวนั้น ซึ่งผมก็ยังชอบอยู่ และคราวนี้ก็จริง ๆ ในส่วนหนึ่ง ผมก็เห็นด้วยอยู่ แต่ว่าก็อยากจะเสนอทางเลือกอีกทางหนึ่งก็คือจังหวัดละ ๒ คน อย่างที่ ได้เรียนไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่โดยส่วนตัวก็เห็นด้วยเช่นเดียวกันว่าการใช้ฐานประชากรก็จะเป็น เรื่องที่ดี เพราะอย่างน้อยก็จะได้มีผู้แทนที่มาทำหน้าที่ตรงนี้มากกว่า ๑ คน การมี ๑ คนนั้น ถือเป็นว่าในส่วนตัวนะครับ ผมอาจจะใช้คำที่ไม่ถูกก็ได้ครับ แต่โดยส่วนตัวผมเห็นว่า จะเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นเผด็จการมากเกินไป อย่างน้อยก็เลยจะหาทางออกว่า ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดละ ๒ คน โดยที่ให้ผู้ที่มีสิทธิ เลือกตั้งนั้นเลือกตั้งได้ ๑ คน และเอาคะแนนของผู้ที่ได้ลำดับที่ ๑ ได้คะแนนมากที่สุด เป็นลำดับที่ ๑ และคะแนนรองลงมาเป็นลำดับที่ ๒ เข้ามาเป็นตัวแทนและมาเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญของจังหวัดนั้น ๆ ไม่ว่าจังหวัดเล็กหรือจังหวัดใหญ่

ในส่วนที่ ๒ คือส่วนของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งผมลดจำนวนลงมา ผมเห็นด้วยกับ การมีผู้เชี่ยวชาญนะครับ เพราะผมเข้าใจได้ถึงการที่ว่าบางส่วนนี่ ผมกราบเรียนท่านประธาน นะครับว่าผมอาจจะเป็นคนเล็ก ๆ อยู่ในต่างจังหวัดนะครับ แต่ว่าไม่มากก็น้อยในปี ๒๕๔๐ ซึ่งมีการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กันนี่ ผมก็เป็นหัวหน้ากลุ่มเคลื่อนไหวในการที่จะให้ มีการทำความเข้าใจ มีการรับรู้และมีความเข้าถึงในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ของภาคใต้ตอนล่างนะครับ เป็นหัวขบวน เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอยู่ในขณะนั้น เพราะฉะนั้นก็เข้าใจได้ถึงการที่ต้องการที่จะให้การร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีฝ่ายเทคนิค มีฝ่ายที่รู้ ทางวิชาการและรู้อะไรต่ออะไรที่ลึกหน่อยได้เข้ามาเป็นส่วนร่วมอยู่ ไม่ได้บอกว่าผู้ที่มาจาก การเลือกตั้งจะไม่รู้และไม่เข้าใจในเรื่องนี้นะครับ แต่ผมก็คิดว่ามีหลายหัวมากกว่ามีหัวเดียว หัวในความหมายนี้ไม่ใช่แค่หัวที่มาเป็นผู้แทนของประชาชน แต่หัวสมองในการที่จะช่วยคิด ในเรื่องของความแตกต่างหลากหลาย ก็เห็นด้วยว่าการที่จะให้มีผู้แทนมาจากฝ่ายที่เป็น ผู้เชี่ยวชาญหรือเป็นฝ่ายเทคนิคก็น่าที่จะเป็นประโยชน์นะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเพื่อที่จะ ต้องการให้ตัวเลขยอดรวมอยู่ในจำนวน ๑๗๕ คน ซึ่งดูเป็นตัวเลขดีหน่อย จริง ๆ ๑๗๕ คน กับ ๑๗๖ คน ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมาก แต่ก็เห็นว่าตัวเลขอาจจะดีหน่อยหนึ่ง ก็เลยเสนอเป็น ๑๗๕ คน ซึ่งในส่วนนี้ในส่วนของผู้เชี่ยวชาญผมเลยขอลดจำนวนลงมาจาก ๒๒ คน ซึ่งกรรมาธิการเห็นชอบแล้วมาเหลือ ๒๑ คน โดยลดจำนวนของในส่วนที่เป็น (ค) นะครับ ก็คือผู้ที่มาจากส่วนของผู้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเมือง การเศรษฐกิจและการอื่น ๆ การบริหาร การอะไรต่ออะไรพวกนี้ จาก ๑๐ คนมาเหลือ ๙ คน ก็เลยจะเหลือเป็นจำนวน ทั้งหมด ๑๗๕ คน ก็โดยหลักการและเหตุผลที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วก็คือต้องการให้มี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน ๑๗๕ คน และมีผู้แทนมาจากจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งเป็น ผู้แทนของเสียงข้างมากคนหนึ่ง แล้วก็เสียงข้างน้อยอีกคนหนึ่งจังหวัดละ ๒ คน แล้วก็ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๒๑ คน เป็น ๑๗๕ คนครับ