สุรจิต ชิรเวทย์ แปรญัตติเพื่อแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๑ ให้มีสัดส่วนจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ๒๐๐ คน
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา เหตุที่กระผมขอแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑ หลังจากแพ้มติในวาระที่หนึ่งมา โดยเห็นต่างว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙๑ ก็เขียนให้รัฐธรรมนูญแก้ไขง่ายอยู่แล้ว น่าจะใช้ช่องทางปกติของรัฐสภา แต่เมื่อรัฐบาลกับพรรคร่วมยืนยันจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ประเภท กระผมก็ได้ติดตามมาขอแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๑ ในเรื่องจำนวน สสร. ซึ่งผมเห็นว่าควรมีจำนวน ๒๐๐ คนนะครับ แล้วก็ที่มาของ สสร. เลือกตั้งตรงประเภทเดียว หลักเกณฑ์วิธีการเลือกตั้ง สสร. ก็ใช้ตามฐานจำนวนราษฎรเฉลี่ยด้วย จำนวน สสร. ๒๐๐ คน ก็คือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คนเศษ ๆ ต่อ สสร. ๑ คน แต่ว่าจังหวัดไหน ต่ำกว่าเกณฑ์ อย่างแม่กลองบ้านผมมีแค่ ๑๙๙,๐๐๐ คน แต่ประชาชนฉลาดก็ให้เลือกได้ ๑ คนเหมือนกัน เพราะเลือก ส.ว. ดีอยู่แล้ว ทีนี้หลังจากนั่งฟังมานานหลายวัน ท่านประธาน ก็คงจะเห็นนะครับว่า ส่วนใหญ่สมาชิกร้อยกว่าคนก็อภิปรายในเรื่องเห็นควรเพิ่มจำนวน สสร. ก็เพื่อให้มีสัดส่วนฐานของการมีส่วนร่วมและความหลากหลาย เพราะรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มีอาจารย์คนหนึ่งชื่อศาสตราจารย์เฮอร์แมน ไฟน์เนอร์ กล่าว ว่ารัฐธรรมนูญก็คืออัตชีวประวัติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางอำนาจในรัฐ ซึ่งในกรณีนี้รัฐไทย ของเราก็ติดหล่มนี้มา ๘๐ ปีแล้วครับ ในวงจรอุบาทว์ของการล้มรัฐธรรมนูญแล้วก็ เขียนใหม่ ๑๘ ครั้ง แต่ก็ยังดวงตาไม่เห็นธรรมสักทีว่ามันเสกเอาด้วยการเขียนไม่ได้ ทุกวันนี้ ประเทศเพื่อนบ้านเราที่รับฟังหรือรับชมทีวีเราได้ก็กลัว กลัวประชาธิปไตยแบบไทยเราหมด ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซียก็คงนั่งยิ้มอยู่ที่เราเป็นคนป่วยของอาเซียน เป็นตัวตลก ของอาเซียนที่การเมืองของเราติดหล่มไม่สามารถหาทางออกจากวงจรนี้ได้เพราะว่า อัตชีวประวัติเกี่ยวกับสัมพันธภาพทางอำนาจของรัฐไทยมันล้มเหลวยับเยินมาตลอด ผมก็ ๖๑ ปีบริบูรณ์ ย่าง ๖๒ ปี ผมเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธีที่ไม่ได้เป็นผลพวง จากวิกฤตการณ์ทางการเมืองแค่ ๒ ครั้งในชีวิตผม ครั้งแรกก็โดยอาจารย์หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ขอแก้เมื่อปี ๒๕๒๘ ปี ๒๕๒๙ แถว ๆ นั้นนะครับ ก็แก้เฉพาะเรื่องวิธีการเลือกตั้ง พวงเล็ก พวงใหญ่ เรียงเบอร์หรือเบอร์เดียว ซึ่งจริงๆ แล้วขณะนั้นรัฐบาลมีเสียงข้างมากจะหักหาญ เอาก็ได้ แต่ว่าบรรพชนของเราก็ทำเพียงแค่นั้น เพื่อให้โอกาสแก่วิวัฒนาการทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ไม่หักหาญ แต่สังคมไทยก็ไปไม่รอด มาแก้อีกครั้งหนึ่งก็สมัยท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ก็แก้เรื่องระบบเลือกตั้ง ซึ่งครั้งนั้นผมก็ลงมติไม่เห็นชอบ แต่ว่าผมไม่ติดใจในเรื่อง กระบวนการ คือผมไม่เห็นชอบก็เพราะว่าจริง ๆ การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องตอบโจทย์สำคัญ ปัญหาความยากจน ปัญหาที่ดินเกษตรกรเหล่านี้ จริง ๆ แล้วมันสำคัญมาก แต่ว่า แก้รัฐธรรมนูญมันแก้เพื่อใคร ผมก็ยังเห็นว่าที่ผ่านมามันก็ยังเป็นการเมืองของนักการเมืองอยู่ มันยังไม่พาไปสู่การเมืองของภาคพลเมืองนะครับ ทีนี้ที่ผมแปรญัตติมาตรา ๒๙๑ ก็เพื่อให้มี สสร. เลือกตั้งตรง ๒๐๐ คน ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมกรรมาธิการถึงได้แข็งขนาดนี้นะครับ คือร้อยกว่าคนทำไมถึงยืดหยุ่นไม่ได้ เลือกตั้งตรง ๗๗ คน กับคัดเลือก ๒๒ คน ๙๙ คน มันเป็นเลขเด็ด มันเป็นเคล็ดล้างอาถรรพ์อะไรหรืออย่างไร คือทำไมถึงแข็งขนาดนี้นะครับ ทำไมไม่ยืดหยุ่นบ้าง ผมว่ามันไม่ได้เสียหายอะไรเลย ถ้าจะปรับจำนวนหาจุดบรรจบกัน อย่างใดอย่างหนึ่ง คือไม่จำเป็นต้องสมปรารถนาทั้งหมด ผมก็ไม่จำเป็น ผมก็ไม่ได้ซีเรียส (Serious) ถึงขนาดนั้นนะครับ ทีนี้พอมันเป็นอย่างนี้แล้วเราก็สงสัย สมาชิกก็สงสัยว่ามีใบสั่ง หรืออย่างไร มันก็เป็นสิ่งที่สงสัยได้ คำถามทำไมมันเป็นคำถามที่ดีนะครับ ผมเองก็สงสัยนะครับ แต่ผมสงสัยว่ามันจะเป็นผลจากการเลี้ยงดูในวัยเด็กอะไรหรือเปล่านะครับ ทำไมถึงชอบขัดใจคนอื่นไม่ให้สมปรารถนาได้ มันเป็นสิ่งที่น่าจะพอคุยกันได้นะครับ คุณหมอเหวง ก็ทั้งอภิปรายทั้งตอบชื่นชมนะครับว่าพรรคของท่านเป็นประชาธิปไตย ท่านเป็นเสียงข้างน้อย พรรคยังยอมให้แสดงความเห็นได้ แต่ลงมติทวนไม่ได้ คือฟังท่านพูดแล้วก็เหมือนกับท่านพูดว่า ท่านเห็นด้วยที่ สสร. จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด แต่ท่านต้องเคารพมติพรรคท่าน แม้ว่าพรรคท่านจะทำในสิ่งที่เห็นว่าขัดต่อหลักการประชาธิปไตยในการยึดโยงกับประชาชนก็ตาม มันเป็นตรรกซึ่งผมไม่เข้าใจครับ มันฟังดูแปลก ๆ อยู่นะครับ ผมก็ฝากท่านว่าอย่าเพิ่ง สิ้นความพยายามในการไปสร้างประชาธิปไตยในพรรคท่านไปด้วยนะครับ เพราะว่า พรรคการเมืองใหญ่ในอดีตอย่างพรรคฟาสซิสต์เขาก็มีกองกำลังเชิ้ตดำ พรรคนาซีเขาก็มี กองกำลังเชิ้ตน้ำตาล พรรคเหล่านี้ก็มีท่านผู้นำซึ่งผลที่สุดแล้วก็เลยเถิด ซึ่งความจริงเขาก็ต่อสู้ ผ่านการเลือกตั้งมานั่นละ แต่ว่าจิตใจจริง ๆ มันยังไม่เป็นประชาธิปไตยนั่นเองนะครับ ผมเอง ก็ไม่ได้ว่าอะไรใคร เพราะว่าผมลงพื้นที่ร้องเรียนของกรรมาธิการหลายจังหวัดก็ได้ฟังสมาชิก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เราจะใช้มาตรฐาน กฎหมายเลือก สสร. เราตามมาตรฐานนั้นนะครับ ท่านเหล่านั้นท่านเรียกนายอำเภอว่า นาย นะครับ นายอำเภอก็เรียก ปจ. ปลัดจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัดว่า นาย เรียกเป็นทอด ๆ ไปอย่างนี้นะครับ มันก็เป็นตัวยืนยันว่าประชาชนเลือกเรามา จริง ๆ แล้วประชาชนเป็นนายเรา แต่เราไปไขว้เขวในขั้นตอนไหนไม่ทราบ ๘๐ ปีเราก็เลยไม่ไปถึงไหนเลย พรรคการเมืองใหญ่ ในอดีตบางพรรคที่มีความกล่าวว่าเป็นประชาธิปไตยอะไรนี่ก็เรียกหัวหน้าพรรคว่า นายใหญ่ นะครับ อันนี้ก็โบร่ำโบราณยิ่งกว่ายุคมืดของยุโรปเมื่อ ๑,๐๐๐ ปีที่แล้วอีกนะครับ ผมก็ไม่เข้าใจ นะครับว่ามาตรฐานการเลือกตั้งที่กรรมาธิการไปแก้ให้ต่ำกว่าร่างเดิมนี่มันมีเหตุผลอะไร นะครับว่าให้ใช้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้บริหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็หมายความว่าไปร่นระยะเวลาประกาศรับรองผลจาก ๓๐ วันเป็น ๑๕ วัน และถ้ามีปัญหาก็เปลี่ยนจากศาลฎีกาเป็นศาลอุทธรณ์ ในขณะที่ สสร. จะมาร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศนะ กฎหมายแม่บทของประเทศเลยนี่ ทำไมจึงไปลด สิ่งเหล่านี้ลงนะครับ แล้วก็ยังไปลดคุณสมบัติ โทษสมบัติ ต่ำลงไปจาก ส.ส. ส.ว. อีกนะครับ ในขณะที่ผมขอเพิ่มไปว่า สสร. ถ้าจะให้ดีห้ามหาเสียงนะครับ ถ้ามีใส่ข้อกำหนดห้ามหาเสียงไป เหมือนกับ ส.ว. ชุดก่อนก็จะทำให้ประชาชนมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นทันทีเลยนะครับ มีตัวเลือกมาก แล้วก็กำหนดคุณสมบัติ ๕ ปีก่อนกับ ๕ ปีหลังไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แบบนี้ความบริสุทธิ์ มันก็จะมีมากขึ้นนะครับ เพราะว่าจะดีไม่ดีอย่างไรก็ตามนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่ผ่านการลงประชามติของประชาชนมา ความจริงก่อนจะแก้ ควรจะไปถามประชาชนผู้เป็นนายเราเสียก่อนด้วยซ้ำไปนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่า อย่างไรก็ควรจะให้ประชาชนเขาไปเลือก สสร. ของเขามาเองเถอะ ส่วนนักวิชาการต่าง ๆ สสร. ก็สามารถตั้งครูบาอาจารย์อะไรต่ออะไรมาช่วยร่างได้อยู่แล้วนะครับ ขอบพระคุณครับ