รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเสนอแนะว่าควรมีการปรับปรุงจำนวนสมาชิกวุฒิสภาเพิ่มมากขึ้น และวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของสมาชิกสภาในปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าสมาชิกส่วนใหญ่ดำเนินงานตามคำสั่งของผู้นำ ไม่มีความคิดเห็นของตนเอง และไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกรัฐสภา ภาควิชาการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในครั้งนี้ ดิฉันคิดว่าสมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ให้ความสนใจกันมาก เพราะว่า มีผู้แปรญัตติถึง ๑๗๒ คน ดิฉันคิดว่านับเป็นประวัติศาสตร์ของรัฐสภาเลยนะคะ สมควรที่จะ บันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ ดิฉันเชื่อว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่มีผู้แปรญัตติมากถึงเท่านี้ แสดงถึงความสนใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ของสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ ถ้าท่านสังเกตก็จะเห็นว่าผู้แปรญัตติในครั้งนี้ไม่ได้มีเฉพาะ ส.ส. ฝ่ายค้าน แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา แต่มีทั้ง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลด้วย แสดงว่าถึงแม้จะเป็น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลก็ยังไม่เห็นด้วยกับ มาตรา ๒๙๑/๑ ในครั้งนี้ ที่น่าสังเกตก็คือ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งเห็นด้วยในวาระที่หนึ่งว่า ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้ ท่านก็มาแปรญัตติในมาตรานี้เป็นจำนวนหลายท่านเลยนะคะ เพราะฉะนั้นมาตรา ๒๙๑/๑ คือองค์ประกอบของ สสร. ซึ่งรวมทั้งจำนวนของ สสร. ด้วย ดิฉันเองขอเสนอว่าถ้าท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลยังดื้อดึงดัน ที่จะให้องค์ประกอบของ สสร. เป็นไปตามเสียงข้างมากของกรรมาธิการ โดยไม่ฟังเสียง คัดค้านของผู้แปรญัตติ ซึ่งในมาตรานี้มีถึง ๑๑๐ คน จำนวนไม่ใช่น้อยเลยนะคะ จากผู้แปรญัตติ ทั้งหมด ๑๗๒ คน ดิฉันเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ท่านแก้ไขนี้จะต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน ถ้าท่านไม่แก้ว่าจำนวนของ สสร. ที่ท่านเสนอมา ๗๗ คน บวก ๒๒ คน คือจำนวน สสร. จังหวัดละ ๑ คนเท่านั้น แล้วก็บวกผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒ คน สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิดิฉันคิดว่า เป็นสิ่งที่ดีที่จะมีผู้ที่มีความรู้เข้ามาช่วยในการปรับปรุงแก้ไขในบางมาตรา ซึ่งคิดว่าอาจจะ ต้องมีการแก้ไขได้นะคะ แต่ในการแก้ไขของ สสร. ชุดนี้ ดิฉันไม่เห็นด้วยที่จะให้มี ผู้ทรงคุณวุฒิ เพราะดิฉันคิดว่าอาจจะมีการบล็อกโหวตอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็ไม่เห็นด้วยที่ให้มีผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒ คน ใน สสร. ชุดนี้ แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ปกติดิฉันคิดว่า น่าที่จะมี เพราะฉะนั้นสูตรของดิฉันที่เสนอไปก็คือให้มีเฉพาะ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คนจาก ๗๗ จังหวัด โดยถือจำนวนประชากรเป็นตัวตั้งหารด้วย ๒๐๐ จำนวนที่ได้ก็คือ ถ้ามีประชากรถึงจำนวนที่หารได้ ก็จะมี สสร. ได้ ๑ คน ใน ๑ จังหวัด หรือถ้ามีน้อยกว่า ก็มีได้ ๑ คน แต่เมื่อเกินจำนวนตัวหารแล้วก็สามารถมีได้ถึง ๒ คน หรือมีได้มากกว่านั้น ถ้าจังหวัดนั้นมีจำนวนประชากรมาก เช่นในกรุงเทพมหานครเป็นต้น

ท่านประธานที่เคารพคะ สภาสมัยปี ๒๕๔๓ ถึงปี ๒๕๔๙ เคยได้รับรับสมญาว่า เป็นสภาทาสนะคะ ดิฉันขอรำลึกหน่อย เพราะว่าสมาชิกส่วนใหญ่ดำเนินงานตามคำสั่งของผู้นำ ดุจจะเป็นเหมือนทาสในเรือนเบี้ย ขาดความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีความคิดความอ่าน สสร. ที่มีจำนวนน้อย ๗๗ คน บวก ๒๒ คนก็เช่นเดียวกัน เพราะจะถูกอิทธิพลจากพรรคบางพรรค เพียงพรรคเดียวเข้าครอบงำ ซึ่งพรรคนี้ก็เคยถูกครอบงำมาแล้ว เพราะว่าตอนเลือกตั้ง ก็มีคำขวัญว่าจุด จุด จุด คิดเพื่อไทยทำ ถ้าท่านกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ และ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลยังยืนยันจำนวนและองค์ประกอบของ สสร. ชุดนี้ว่าเป็น ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ดิฉันคิดว่า สสร. ชุดนี้ก็จะได้รับสมญาว่าจุด จุด จุด คิด สสร. ทำ หรือมิฉะนั้นก็ได้รับสมญาว่า สสร. ทาส เช่นเดียวกับสภาทาสเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นดิฉันขอให้ท่านช่วยใช้วิจารณญาณ ไตร่ตรองให้ดีนะคะว่ารัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ใช้ในการปกครองประเทศ คนจำนวนมากมายมหาศาลต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามก็จะต้องตกอยู่ภายใต้ความคิด หรือความชักจูงของคนคนเดียว ประเทศชาติหรือประชาชนจะน่าสงสาร ดิฉันสงสารตัวดิฉันเองค่ะ เพราะว่าในขณะที่ยังไม่มีการตั้ง สสร. นี้ก็มีข่าวออกมาแล้วนะคะว่าจะมีการแก้ไขในมาตรา ในหมวด ๑๐ ที่เกี่ยวกับศาล และหมวด ๑๑ องค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ ๑ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพคะ คณะกรรมการที่เป็นองค์กรอิสระเหล่านี้เปรียบเสมือน คณะกรรมการตรวจสอบ แล้วก็ถือกฎหมายในมือที่จะลงโทษผู้กระทำผิด บริษัทเอกชน ก็ยังต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบ มีคณะกรรมการตรวจสอบภายใน มีคณะกรรมการ ตรวจสอบภายนอก ประเทศชาติจะขาดเสียซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบเชียวหรือคะ เพราะฉะนั้นองค์กรอิสระนี้ดิฉันคิดว่า สสร. ชุดใหม่ที่ตั้งขึ้น ไม่น่าที่จะไปแตะต้อง ดิฉันดีใจ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลหรือคณะกรรมาธิการท่านรับปากว่าจะไม่แตะต้อง ท่านจะไม่ให้ สสร. แตะต้องในหมวด ๒ ที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันนี้ก็เป็นความดีใจ ในชั้นหนึ่ง แต่ว่ายังกังวลใจในหมวดอื่น ๆ ที่ท่านอาจจะได้รับใบสั่งมาให้แตะต้องนะคะ ถ้าไม่เป็นความจริงท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากและสมาชิกฝ่ายรัฐบาลก็น่าที่จะ ฟังเสียงผู้แปรญัตติบ้าง เพื่อเป็นการพิสูจน์ยืนยันว่าท่านไม่มีใบสั่ง ท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย เป็นผู้ที่ดิฉันเคารพนับถือ ดิฉันอยู่ในสภานี้มาเกือบครบ ๔ ปี ดิฉันได้เห็นการปฏิบัติงานของท่าน ดิฉันนับถือท่านด้วยใจจริงค่ะ ดิฉันฝากท่านนะคะให้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ แล้วท่านเอง ก็จะไม่มีชนักติดหลังว่าในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่จะแต่งตั้ง สสร. นี้ขึ้นมาท่าน ก็มีการกลับทบทวนมติของคณะกรรมาธิการนะคะ ซึ่งโหวตไปแล้วว่าจะให้มี สสร. ๒๐๐ คน พอวันรุ่งขึ้นท่านก็มาทบทวนใหม่ ดิฉันคิดว่าถ้าท่านปล่อยให้การลงมติในมาตรา ๒๙๑/๑ ยังคงเป็นจำนวน สสร. ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ท่านจะต้องมีชนักติดหลัง แล้วท่านเองก็จะวิตกกังวลว่าประวัติศาสตร์จะบันทึก การประชุมครั้งนี้ไว้ ท่านเองจะนอนตายตาไม่หลับ ไม่ใช่ท่านจะตายเดี๋ยวนี้นะคะ เมื่อท่าน แก่ชรามาก ๆ แล้ว เพราะว่าในหลักพระพุทธศาสนา ในศาสนาพุทธมันมีเรื่องเล่าในคัมภีร์ว่า ผู้ที่กำลังจะเสียชีวิตมันจะมีภาพในอดีต เมื่อวิญญาณจะออกจากร่างจะมีภาพในอดีต มาปรากฏขึ้นในใจของผู้ที่จะเสียชีวิต ถ้าภาพในอดีตที่ไม่ดีมามันจะดึงผู้ที่เสียชีวิตนั้นไปใน ภพภูมิที่ไม่ดี แต่ถ้าภาพในอดีตมาในใจของท่านว่าท่านกระทำแต่ความดี ความถูกต้อง ตลอดชีวิตของท่านก็จะดึงวิญญาณของท่านไปในภพภูมิที่ดี จะไปสวรรค์ชั้นไหน หรือไปถึง นิพพานอะไรอันนี้สุดแท้แต่ ดิฉันก็อยากที่จะฝากความคิดนี้ไว้ให้กับท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็น สมาชิกรัฐสภา รวมทั้งท่านสมาชิกวุฒิสภาที่กำลังพิจารณาว่าจะลงคะแนนให้กับจำนวน สสร. และองค์ประกอบของ สสร. เท่าไรไว้ในขณะนี้นะคะ ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานค่ะ