ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟังเสียงทั้งหมดของประชาชน และเสนอแนะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีตัวแทนจังหวัดละ ๒ คน และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่มาจากการเลือกตั้งจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และการเมือง
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านคงจำได้ว่าผมเป็นคนที่ใช้เวลาในการเข้าไปชี้แจง ร่างของการแปรญัตติของกระผมนั้นสั้นมาก ๆ เนื่องมาจากว่าผมไม่ต้องการรบกวนเวลาของ ท่านกรรมาธิการในเวลานั้น เพราะเข้าใจดีครับว่ากระบวนการในการรับฟังรายละเอียด การแปรญัตติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภาแต่ละท่านนั้น ท่านกรรมาธิการ ใช้เวลามากพอสมควรแล้ว แล้วผมเองก็พยายามแปรญัตติและอธิบายรายละเอียดให้ท่าน ได้ทราบถึงเนื้อหาสาระอันเป็นข้อความที่ค่อนข้างกระชับ รัดกุม แล้วก็อยู่ในเนื้อหาสาระ แต่เข้าใจว่ากระบวนการในการอธิบายรายละเอียดในครั้งนั้นน่าจะสั้นเกินไปจึงทำให้ ท่านกรรมาธิการส่วนใหญ่นั้นอาจจะไม่ได้เข้าใจเจตนาอย่างแท้จริงในเรื่องของการแปรญัตติ ของกระผมทำให้กรรมาธิการส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับการชี้แจง รายละเอียดของผม วันนี้จึงต้องมาอภิปรายในสภาอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็มาตรา ๒๙๑/๑ นั้น เป็นสิ่งที่กระผมต้องลุกขึ้นอภิปรายด้วยเนื้อหาและเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ เพราะผมเข้าใจว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกทราบถึงสถานการณ์ทั่ว ๆ ไปในสถานการณ์ การเมืองที่เกิดขึ้นในช่วง ๕-๖ ปีที่ผ่านมา เรามีการอ้างถึงเรื่องของเสียงข้างมากกันอยู่ ตลอดระยะเวลา ๕-๖ ปีที่ผ่าน หรือก่อนหน้านั้นอีกก็ตามแต่ อ้างถึงเสียง ๑๙ ล้านเสียงบ้าง อ้างถึงเสียง ๑๖ ล้านเสียงบ้างว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ และแน่นอนครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภาส่วนหนึ่งหลงลืมครับว่า ๑๙ ล้านเสียง ๑๖ ล้านเสียงนั้น หรือแม้แต่กี่เสียงก็ตามแต่ที่เลือกเขาเข้ามานั้นมีเจตนาให้เขาทำอะไร อย่างไร หรือบางครั้งก็ใช้เสียงเหล่านั้นเป็นการต่อรองทางการเมืองในการย้ายขั้วอำนาจต่าง ๆ ซึ่งมันเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ก็เลยเป็นที่มาที่ทำให้บางครั้งการอ้างเสียงข้างมากนั้น ดูจะศักดิ์สิทธิ์น้อยลงจนมีความพยายามในหลาย ๆ ครั้งที่จะพยายามลดทอนความน่าเชื่อถือ ของเสียงข้างมาก หรือแม้แต่พยายามอย่างยิ่งในการที่จะบอกว่าเสียงเหล่านั้นไม่ใช่เสียงข้างมาก ยกตัวอย่างเช่นกรณีของ ๑๖ ล้านเสียงในครั้งล่าสุดของการเลือกตั้งของพรรคที่ชนะ การเลือกตั้งจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดประมาณ ๔๗ ล้านเสียง มีผู้ออกเสียงทั้งหมด ในการลงใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ก็ประมาณ ๓๐ กว่าล้านเสียง แน่นอนครับ ดูตัวเลขของ ๑๖ ล้านเสียงนั้นดูจะเป็นตัวเลขที่ได้รับชัยชนะ แต่ก็เลยมีเสียงเป็นข้อติงขึ้นมาว่า เสียงที่ไม่ได้ออกมาเลือกตั้ง หรือเสียงที่ยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งนั้น จริง ๆ ก็เป็นเสียงที่ ไม่ได้สนับสนุน โดยหลักโดยกติกาแน่นอนครับ เราต้องยอมรับเสียงที่เป็นเสียงชนะ ในการเลือกตั้ง หรือแม้แต่เรื่องของเสียงข้างมากที่เราพูดถึงกันในวันนี้ แต่ว่าบ่อยครั้งที่ เสียงข้างมากถูกอ้างเป็นเสียงของคนทั้งประเทศทำให้การยอมรับในเรื่องของเสียงข้างมากนั้น หายไปพอสมควร สิ่งนี้เลยทำให้ผมต้องมานั่งดูในการแปรญัตติของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยสาระและเหตุผลที่ผมได้ชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ จึงมีความรู้สึกว่าแน่นอนครับว่าการที่เราจะนำ สมาชิก ๗๗ คนจากการเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดนั้น โดยอ้างว่าเป็นเสียงที่แต่ละจังหวัดนั้น ยอมรับและเป็นเสียงข้างมากนั้นดูจะมีน้ำหนักน้อยลงไปถ้าเทียบกับเหตุผลที่ผมได้กล่าวไว้ เมื่อสักครู่นี้ จึงมีความเห็นว่าถ้าเป็นไปได้อยากจะให้ในแต่ละจังหวัดนั้นมีตัวแทนจังหวัดละ ๒ คน ผมเองคงไม่กำหนดระบุสัดส่วนเหมือนอย่างที่สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้แปรญัตติหรือได้พูดไว้ว่า ควรจะมีสัดส่วน ๑๕๐,๐๐๐ คน หรือเท่าไรก็ตามแต่ในจังหวัดใหญ่และเล็กที่แตกต่างกัน แต่แน่นอนครับว่ากระบวนการในการนำ สสร. ที่มาจากตัวแทนการเลือกในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๒ คนนั้นจะทำให้เราไม่ทิ้งเสียงข้างน้อย บางครั้งอย่าลืมนะครับว่าเสียงข้างมาก กับเสียงข้างน้อยของผู้ชนะในการเลือกตั้งนั้นแตกต่างกันเพียงนิดเดียว เพราะฉะนั้น จะบอกไม่ได้หรอกครับว่าเสียงข้างน้อยเป็นเสียงที่เราไม่ต้องฟังคงไม่ใช่ ถูกต้องครับ ตามกติกานั้นคงต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ แต่ว่าในกรณีของการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญ ของประเทศนั้นผมคิดว่ากระบวนการในการรับฟังเสียงทั้งหมดของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ แล้วอย่างน้อยตัวแทนจังหวัดละ ๒ คน ก็จะเป็นตัวแทนที่ชัดเจนว่าเสียงส่วนใหญ่กับเสียงอีกส่วนหนึ่ง ที่ต้องรับฟังนั้นมีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร กระผมจึงคิดว่ามีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง ที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นควรจะมาจากจังหวัดละ ๒ คนจากการเลือกตั้ง แน่นอนครับว่า จริง ๆ แล้วกระผมไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเข้ามา เพราะเมื่อไรก็ตามแต่ ที่มีการเลือกตั้ง กระบวนการเลือกตั้งนั้นเองจะทำให้กระบวนการในการเดินหน้าต่อไปนั้น ไม่เป็นกลาง เพราะเมื่อไรก็ตามที่มีการเลือกตั้งเราปฏิเสธไม่ได้ครับว่าต้องมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพราะฉะนั้นการถ่วงดุลเสียงข้างมากด้วยเสียงข้างน้อยจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่อย่างน้อย เมื่อเราไม่สามารถปฏิเสธการเลือกตั้ง ปฏิเสธความเป็นการเมืองได้ หรือทำให้มันน้อยลงได้ เราก็ต้องถ่วงดุลอำนาจด้วยเสียงที่ต้องรับฟังอีกส่วนหนึ่ง นั่นคือสาเหตุที่ผมเรียน ท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกว่า จริง ๆ เราควรจะมีเสียงจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ๒ คน ใน ๑ จังหวัด เพื่อเป็นการ รับฟังเสียงข้างน้อยและใช้เสียงข้างน้อยนั้นถ่วงดุลอำนาจเสียงข้างมากเพื่อรับฟังสิ่งที่ ประชาชนทั้งหมดต้องการ เพราะอย่างที่ผมเรียนครับว่ากระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น คงจะใช้เสียงส่วนใหญ่อย่างเดียวไม่ได้เพราะว่าเป็นกฎหมายของคนทั้งประเทศ และผมเชื่อว่า เสียงที่เราไม่ได้ฟัง ไม่ได้ยินนั้นก็เป็นเสียงที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน
ในส่วนที่ ๒ สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งที่ร่างของรัฐบาลนั้นระบุไว้ว่า ให้เลือกตั้งโดยสมาชิกรัฐสภา แน่นอนครับ วันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ครับว่ากระบวนการ ในรัฐสภานั้นมีกระบวนการของความเป็นพรรคการเมือง ของความเป็นฝ่ายการเมือง ค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเราให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือกสมาชิกประเภทที่ ๒ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน ผู้เชี่ยวชาญด้านสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์นะครับ แล้วก็ผู้ที่มีประสบการณ์ทางด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินนั้นแน่นอนว่าเราคงพอเดาออกครับว่าปิดท้ายเมื่อมีการคัดเลือก โดยสมาชิกรัฐสภานั้นหน้าตาของ สสร. ใน (๒) นั้นจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่กระผม อยากจะเห็นก็คือให้ สสร. นั้นปลอดจากการเมืองหรือฝ่ายการเมืองอย่างชัดเจน เพราะแน่นอนครับว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นจริง ๆ แล้วไม่ควรจะเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองเลย ด้วยซ้ำไปแต่อย่างที่ผมเรียนไว้ตอนต้นครับเมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เมื่อเราไม่สามารถ ทำให้มันน้อยลงได้อย่างน้อยต้องมีการถ่วงดุลอำนาจ ฉะนั้นกระบวนการในการคัดเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญใน (๒) นั้นผมมีความเห็นว่าเราควรเป็นอย่างยิ่งที่จะให้สมาชิกที่ เขาได้รับการคัดเลือกเข้ามาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ผู้เชี่ยวชาญด้านสาขา รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองหรือการบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม การเมืองต่าง ๆ ได้เลือกกันเอง เหมือนอย่างที่มีการเลือก สสร. ในอดีต สสร. ในอดีตนั้นไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยพี่น้องประชาชนแต่มาจากการเลือกตั้งของ พวกเขากันเองในกลุ่มเดียวกันเอง และกรณีนี้ก็เช่นเดียวกันครับ วันนี้ถ้าเราคัดเลือกสมาชิก เพียงแค่ ๖ คนของแต่ละประเภท ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเมืองเราจะได้สมาชิกที่น้อยจนเกินไป ผมเชื่อว่าตัวแทน สถาบันอุดมศึกษานั้นสามารถส่งตัวแทนเข้ามาได้มากกว่าที่เรากำหนดไว้แล้วเปิดโอกาสให้ พวกเขาได้คัดเลือกกันเองโดยที่สภาหรือรัฐสภานั้นอาจจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา ในลักษณะของการตรวจสอบคุณสมบัติและอำนวยความสะดวกให้สมาชิกเหล่านั้น ได้คัดเลือกกันเองอย่างมีเหตุมีผล โดยจำนวนเดิมที่ร่างของรัฐบาลกำหนดไว้ว่าผู้เชี่ยวชาญใน (ก) (ข) นั้น เป็น ๖ คน ๖ คน และ (ค) ๑๐ คนนั้น ผมคิดว่าเราควรจะรับฟังเสียงของ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางด้าน การเมืองนั้นมากขึ้น โดยกำหนดขอบเขตออกมาจาก ๖ คน ๖ คน ๑๐ คน เป็น ๑๒ คน ๑๒ คนและ ๒๐ คนโดยลำดับ เพราะฉะนั้นกระบวนการในการคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก ๒ ประเภทนั้นในท้ายที่สุดประเภทแรกก็จะมีอยู่ทั้งหมด จังหวัดละ ๒ คน แล้วก็ประเภทที่ ๒ ก็เป็น ๑๒ คน ๑๒ คน และ ๒๐ คนโดยลำดับอย่างที่ผมได้เรียนให้ทราบ ก็จะทำให้กระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญนั้นน่าเชื่อถือและปลอดจากระบบการเมืองมากขึ้น ต้องยอมรับนะครับว่าบางครั้งเสียงส่วนใหญ่นั้นอาจจะไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องเสมอไปอย่างที่ ท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เคยได้พูดไว้ตอนร่าง พ.ร.บ. ปรองดองเข้าสภา เพราะวันนี้แน่นอนครับว่า กระบวนการในการใช้เสียงส่วนใหญ่นั้นถ้าเรานำมาใช้ในกระบวนการในการร่าง พ.ร.บ. ปกติทั่ว ๆ ไป ผมคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องที่ต้องขัดข้องแต่อย่างใด แต่กระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็น กฎหมายสูงสุดของประเทศนั้นผมมีความรู้สึกว่าจะใช้เสียงส่วนใหญ่นั้นคงไม่ได้ ต้องใช้ กระบวนการที่ถูกต้องและทุกคนยอมรับได้และฟังเสียงข้างน้อยอันเป็นประเด็นสำคัญ เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนที่ประชุมครับ เรียนท่านประธานไปยังประธานคณะกรรมาธิการว่า จากเหตุผลทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมาจึงเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าต้องการให้มีการคัดเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามที่ผมได้เรียนท่านประธานและเรียนที่ประชุมไว้ครับ ขอบพระคุณครับ