รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

เทพไท เสนพงศ์ เสนอแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อกำหนดให้คนอายุ 18 ปีบริบูรณ์มีสิทธิสมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมเสนอร่างรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันนักการเมืองและผู้เกี่ยวข้องเข้าเป็นสมาชิก

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย สำหรับมาตรา ๒๙๑/๒ ซึ่งร่างเดิมของคณะรัฐมนตรี ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยืนในหลักการเดิม นั่นก็คือมีทั้งหมดใน ๓ วงเล็บ ซึ่งผมจะขอ แปรญัตติใน (๒) เรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ซึ่งต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (๑) มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าในวงเล็บนี้ผมไม่ได้ติดใจนะครับ แต่ใน (๒) ที่บอกว่ามีอายุ ไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ ในวันเลือกตั้ง ถ้าดูอายุก็อาจจะเป็นอายุของคนที่อยู่ในกลางคน อยู่ในวัยทำงาน นั่นก็คือ การที่เราจะเลือกใครเข้ามาทำงานเป็นตัวแทน แต่ว่าในการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราต้องระดมสมอง ระดมความคิดจากพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกวัย ทุกเพศ เป็นเรื่องสำคัญ ผมจึงเห็นว่าอายุ ๓๕ ปี เป็นตัวเลขที่สูงเกินไปสำหรับเราอยากจะให้คนรุ่นใหม่ เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ ผมให้ความสำคัญกับเพื่อนคนหนุ่มสาว เยาวชน คนรุ่นใหม่ให้ได้มีโอกาสได้แสดงออกทางการเมือง และได้มีส่วนร่วมในการที่จะกำหนดกติกา ของบ้านเมือง ผมจึงแปรญัตติในเรื่องนี้ก็คือว่า ผมต้องการให้มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ ในวันเลือกตั้ง ต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่าอายุ ๑๘ ปีผมก็มีหลักคิดในการ ที่จะกำหนดให้คนอายุ ๑๘ ปี มีสิทธิที่จะสมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือ เมื่อเรากำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งของประเทศมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี และเราก็เชื่อว่า คนที่มีอายุ ๑๘ ปีเป็นต้นไป ก็เป็นบุคคลที่มีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะตัดสินใจที่จะกำหนด ชะตากรรมของบ้านเมือง เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าอายุ ๑๘ ปี เมื่อมีวุฒิภาวะที่จะเป็นผู้ใช้สิทธิในการเลือกตั้งได้ ก็น่าที่จะ เป็นผู้มีสิทธิที่จะรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้เช่นเดียวกัน ต้องเรียนกับ ท่านประธานตรง ๆ นะครับว่าการร่างรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด และเป็นกฎหมายสำคัญ และเราก็มีความเชื่อว่าการที่จะมีกฎหมายรัฐธรรมนูญ เราก็ต้องการ ที่จะให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ยั่งยืนที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ยาก เป็นกฎหมายที่ใช้กันไป ชั่วนาตาปีให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ การร่างรัฐธรรมนูญเราต้องมีวิสัยทัศน์ก็คือว่า เราต้องร่างเพื่อประเทศชาติในวันนี้และวันข้างหน้าในอนาคต ถ้าเราปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งมีโอกาสที่จะใช้รัฐธรรมนูญของประเทศมากกว่าคนรุ่นกลางหรือคนรุ่นเก่าก็ควรที่จะเปิด โอกาสให้อายุของคนที่มีอายุน้อยเป็นคนหนุ่มสาวได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม ถ้าเราจะปิดกั้น ว่าคนต้องอายุ ๓๕ ปีขึ้นไป ๔๕ ปีขึ้นไปเท่านั้นที่จะเป็นผู้ที่จะกำหนดกฎกติกาของบ้านเมือง ผมคิดว่าเราใจแคบเกินไปครับท่านประธาน ใจแคบที่เราไม่เปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาส ถ้าท่านประธานดูบริบทของสังคมในขณะนี้ท่านประธานก็เห็นนะครับว่าคนรุ่นใหม่ เด็กอายุ ๑๘ ปี ๑๙ ปี ๒๐ ปี ของประเทศเรา ของบ้านเมืองเราไม่ใช่คนที่ไม่มีประสิทธิภาพ คนรุ่นใหม่ในยุคนี้ผมคิดว่าหูตากว้างไกล แล้วก็มีความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ โลกสมัยใหม่ คนรุ่นใหม่ก้าวทัน ก้าวล้ำหน้าคนรุ่นเก่าเสียด้วยซ้ำไป ท่านประธานก็จะเห็นว่า ในวันนี้สังคมในออนไลน์ (Online) โซเชียล มีเดีย ท่านประธานเห็นว่าคนแสดงความเห็น ทางการเมืองล้วนแล้วแต่เป็นคนหนุ่มสาวที่อยู่ในวัยการศึกษา วัยทำงาน วัยที่จบการศึกษา ใหม่ ๆ ทั้งสิ้น คนเหล่านี้ได้มีความคิดความอ่านที่น่าสนใจ และในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ ยุค ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา มาถึงพฤษภาทมิฬ ท่านประธานก็จะเห็นว่าคนหนุ่มสาวก็มีบทบาท ในการขับเคลื่อนสังคมเป็นอย่างมากครับ และในขณะนี้ บ้านเมืองในขณะนี้แม้ว่าสถานการณ์ บ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม แต่ว่าบทบาทของคนรุ่นใหม่เราก็ไม่ควรที่จะละเลย เพราะฉะนั้นผมต้องเห็นความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ คนหนุ่มสาวมากกว่าคนที่เราเรียกว่า อยู่ในบั้นปลายของวัยของชีวิต เพราะเราต้องฝากอนาคตของบ้านเมืองไว้กับคนรุ่นใหม่ ที่จะต้องขับเคลื่อนสังคมต่อไปในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราจะไปปิดกั้น โดยใช้อายุตั้งแต่ ๓๕ ปีขึ้นไป ผมคิดว่าเราจะเป็นการปิดโอกาสบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถของบ้านเมืองของเราไป ผมจึงต้องการที่จะแปรญัตติเพื่อที่จะให้คนรุ่นใหม่ ได้มีโอกาสมีส่วนร่วม ถ้าท่านประธานเห็นว่าคนอายุ ๑๘ ปี อาจจะอ่อนด้อยด้านวัยวุฒิ ผมคิดว่าเป็นสิทธิที่เราควรจะเปิดให้กับคนอายุ ๑๘ ปี แต่การเลือกตั้งก็เป็นดุลยพินิจ ของผู้ที่จะใช้สิทธิว่าเขาเห็นความสำคัญของคนอายุ ๑๘ ปี คนนั้นหรือไม่ เพราะคนอายุ ๑๘ ปี หรืออายุ ๓๐ ปี หรืออายุ ๔๐ ปี อายุไม่ใช่ความหมายสำคัญเกี่ยวกับความรู้ความสามารถ เราเลือกคนที่จะเข้าไปเป็นตัวแทนทำหน้าที่แทนเรานะครับท่านประธาน ไม่ได้เลือกอยู่ที่ว่า คนนั้นอาวุโส มีอายุมากกว่า เพราะคนอาวุโสมีอายุมากบางทีก็ไร้ซึ่งความสามารถ ในการทำงาน ซึ่งท่านประธานก็ได้ยินคำพังเพยอยู่บ่อยที่เขาบอกว่าแก่มะพร้าว เฒ่ามะละกอ นั่นก็คือว่าอายุมากก็ไม่มีความสามารถที่จะทำงานให้สมวัยสมอายุ เพราะฉะนั้นผมจึงขอแปรญัตติใน (๒) ท่านประธานครับ ให้ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง สำหรับ (๓) เรื่องประเด็นที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี ผมไม่ติดใจครับ แต่ว่าผมขอเพิ่มใน (๔) (๕) และ (๖) ๓ วงเล็บ ซึ่งผมจะอธิบายเหตุผลต่อท่านประธานดังนี้ครับ (๔) ผมระบุว่าไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองภายใน ๕ ปีนับจนถึงวันเลือกตั้ง ถ้าท่านประธานจะถามผมว่าทำไมผมต้องไป กำหนดไม่ให้อดีต ส.ส. อดีต ส.ว. หรืออดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีสิทธิมาสมัคร เป็น สสร. ผมต้องเรียนกับท่านประธานตรงไปตรงมาครับว่าผมไม่ได้รังเกียจคนเหล่านี้ครับ ผมก็คิดว่าคนเหล่านี้เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เราก็คาดได้ว่าคนเหล่านี้ถ้าหากว่าหมดสมาชิกภาพยังไม่ถึง ๕ ปี เราก็เชื่อว่าคนเหล่านี้ ก็จะกลับมาทำงานการเมืองต่อ มาเล่นการเมืองต่อ มาสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่ง ทางการเมืองต่อ ซึ่งเราก็ทราบดีครับว่ากติกาของการเลือกตั้งไม่ควรที่จะให้ผู้ที่มีสิทธิ มีส่วนได้เสียมาเป็นผู้กำหนด คนที่เล่นเกม ไม่ควรที่จะเขียนกติกาเองซึ่งเป็นหลักการที่เรา ยืนยันมาโดยตลอดว่าคนที่มีส่วนได้เสียกับรัฐธรรมนูญก็ไม่ควรที่จะร่างรัฐธรรมนูญ ใน (๔) ที่ผมกำหนดไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาเข้ามานี่ ท่านประธานก็ทราบ ความเคลื่อนไหวในขณะนี้ว่าเรามีนักการเมืองบางส่วนที่เป็น ส.ส. สอบตก แล้วก็เคลื่อนไหว ทางการเมือง แล้วคนเหล่านี้ไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้เป็นสมาชิกรัฐสภาก็มีความประสงค์ ที่อยากจะแฝงตัวเข้าไปเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อจะมีบทบาทในการที่จะกำหนด กติกาของบ้านเมือง ซึ่งในเรื่องนี้เองผมยังเขียนต่อในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ด้วยซ้ำไปว่าคนที่เข้า มาร่างรัฐธรรมนูญแล้วจะต้องไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งในองค์กรอิสระ ภายใน ๕ ปี ซึ่งผมพยายามที่จะล็อก ๕ ปีหน้าและ ๕ ปีหลัง เพื่อที่จะให้คนที่จะมา ร่างรัฐธรรมนูญปลอดจากการเมืองจริง ๆ ไม่ได้อยู่อาณัติของกลุ่มคนหนึ่งคนใดหรือ พรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใด ถ้าเราเปิดช่องให้อดีตผู้สมัคร ส.ส. ส.ส. สอบตก อดีต ส.ว. เข้ามามีบทบาท เข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้นี่ เราก็มีความเชื่อลึก ๆ ว่าจะมี พรรคการเมือง กลุ่มการเมืองส่งตัวแทนคนเหล่านี้ เมื่อคนเหล่านี้ไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้เป็นวุฒิสภาก็ให้มาเป็นสภาอีกสภาหนึ่งคือสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็มากำหนดกติกา เพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมือง ของกลุ่มการเมืองของตัวเอง เพราะฉะนั้นใน (๔) ผมก็ล็อกไว้เลยท่านประธานครับว่าไม่เป็น ส.ส. และเป็นวุฒิสมาชิกและผู้ดำรงตำแหน่ง การเมืองอื่นภายใน ๕ ปี จนถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อต้องการที่จะให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ ปลอดจากการเมืองจริง ๆ ครับ ใน (๕) ผมเพิ่มเติมก็คือ ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองมาแล้ว ๑ ปีนับจนถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง ก็ต้องยอมรับครับว่าสมาชิกหรือพี่น้องประชาชนคนไทย ส่วนหนึ่งจำนวนไม่น้อยมีความสนใจทางด้านการเมือง แล้วก็ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่ผมต้องเรียนว่าคนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ส่วนหนึ่งก็ต้องการที่มีความประสงค์ ที่จะทำกิจกรรมทางการเมืองร่วมกับพรรคการเมือง แต่คนถ้าหากว่าลาออกจาก สมาชิกพรรคการเมืองแล้ว ๑ ปี ผมก็คิดว่าเป็นคนที่ปลอดการเมืองได้ระดับหนึ่ง ผมไม่ต้องการให้สมาชิกพรรคการเมืองลาออกจากพรรคการเมืองแล้วมาสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นมันง่ายเกินไปสำหรับคนที่จะมาเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคยสังกัดพรรคการเมือง นั่นก็คือว่าลาออกจากพรรคการเมือง เพียง ๑ วันมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ผมจึงเขียนล็อกไว้โดยใช้ห้วงเวลา ๑ ปี ผมคิดว่า ๑ ปี ก็น่าที่จะเป็นการแสดงเจตจำนงของสมาชิกพรรคการเมืองนั้นได้ว่า คนเหล่านั้นได้ห่างออกจากพรรคการเมืองมาแล้วระดับหนึ่ง ดีกว่าเราเขียนระบุว่า ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองโดยไม่กำหนดเงื่อนไขเวลา นั่นก็คือสามารถลาออกก่อนที่จะ ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ตรงนี้เองผมก็เกรงนะครับว่าถ้าเป็นพรรคการเมืองเราก็เห็นว่า ในขณะนี้มีพรรคการเมือง มีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มหาเสียงผ่านทีวี (TV) ดาวเทียมแล้ว บอกว่าจังหวัดนั้นควรเลือกคนนั้น ควรเลือกคนนี้ คนกลุ่มนี้จะไปสมัครเป็น สสร. ในจังหวัดนั้น ในจังหวัดนี้ กลับไปพลิกดูครับส่วนใหญ่ก็เป็นแกนนำครับ แกนนำของกลุ่มการเมือง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็น ส.ส. สอบตก เป็นอดีต ส.ส. เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ที่มีความประสงค์ที่จะเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าไม่มีเวทีที่จะเคลื่อนไหว ทางการเมืองที่ชอบธรรม ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อรัฐธรรมนูญเปิดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นอีกสภาหนึ่งขึ้นมาก็เป็นการเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้เข้ามาสิงสถิตย์อยู่ในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมจึงเขียนล็อกเรื่องสมาชิกพรรคการเมืองซึ่งต้องลาออกจากพรรคการเมืองมาแล้ว ๑ ปี

ส่วน (๖) ผมเพิ่มก็คือว่าไม่เป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดานหรือพี่น้องร่วม บิดามารดาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นั่นก็คือว่าผมไม่ต้องการให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นสภาตัวแทน สภานอมินี หรือสภาผัวสภาเมียเหมือนกับที่เขาเคยพูดในอดีต ไม่อยากที่จะให้ คนที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. หรือรัฐมนตรี หรือที่ปรึกษารัฐมนตรี หรือเลขานุการรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นสามีภรรยา เป็นบุตร เป็นพี่น้องเข้ามา มีส่วนในการที่จะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าหากว่าเราไม่เขียน (๖) กำหนดไว้เช่นนี้ แน่นอนที่สุดครับ คนที่ได้เปรียบมากที่สุดในการสร้างเครือข่าย ในการสร้างสังคมการเมือง ในจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ต่าง ๆ เชื่อครับว่าไม่ห่างไปจากภรรยา สามี ลูก พี่น้องของ นักการเมือง เพราะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมันมีฐานคะแนนเสียง มีเครือข่าย มีคะแนนเสียงจัดตั้งที่ชัดเจน เขาสามารถที่จะกำหนดได้ว่าให้ภรรยา ให้ลูก ให้พี่น้องตัวเอง มาเป็น สสร. ได้หรือไม่ ถ้าเขาต้องการที่จะให้บุคคลเหล่านี้เป็น สสร. เขาสามารถทำได้ครับ แล้วก็ทำไม่ยากครับ ผมเองก็เป็นนักการเมือง ท่านประธานก็เป็นนักการเมือง ท่านประธาน ก็ทราบดีว่าในสังคมต่างจังหวัด หรือในสังคมไหนก็ตามนักการเมืองยิ่งหลายสมัยยิ่งมีบารมี มีพรรคพวก มีเครือข่าย และเป็นเรื่องง่ายมากถ้าจะให้น้องชาย จะให้พี่ชาย จะให้ภรรยา หรือให้พ่อให้แม่มาเป็น สสร. เลือกตั้งง่ายดายครับ ไม่ยาก เพราะฉะนั้นมันไม่เป็นธรรม สำหรับประชาชนคนอื่นที่เขาไม่มีต้นทุนทางการเมือง ไม่มีแต้มต่อทางการเมืองที่เขาเป็นคนรุ่นใหม่ แล้วก็มีเจตนาดี มีความประสงค์ดี มีความบริสุทธิ์ใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเขียนกติกา ของบ้านเมือง เขาก็ได้มีโอกาสมาสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเราไม่เขียนล็อกไว้ อย่างนี้เหมือนกับวิ่ง ๑๐๐ เมตร คนที่เป็นญาตินักการเมือง เป็นสามีภรรยานักการเมือง เป็นพ่อแม่นักการเมือง เป็นพี่น้องนักการเมือง มันเหมือนกับการออกสตาร์ท (Start) ไปถึง ๓๐ เมตรแล้ว ในขณะที่คนอื่นเพิ่งออกสตาร์ทแค่จุด ๐ แค่นั้นเองครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมต้องเรียนกับท่านประธานครับว่าทั้งหมดที่ผมเขียนไม่ว่า (๔) (๕) (๖) อาจจะหินเกินไปสำหรับคุณสมบัติของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและอาจจะทำให้มี คนเข้าใจว่าผมมีความรู้สึกอคติหรือรังเกียจกับนักการเมือง ต้องเรียนกับท่านประธาน ตรงไปตรงมาว่าผมเองไม่ได้รู้สึกรังเกียจชีวิตนักการเมืองเพราะว่าผมเองตั้งแต่เกิดมา ก็เป็นนักการเมืองมาโดยตลอดแล้วก็ถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ แต่เมื่อเราต้องการให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ปลอดจากการเมืองไม่ให้นักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง มายุ่งเกี่ยวเราต้องเขียนกติกาครับท่านประธาน เราต้องเขียนกติกาให้รัดกุม มิฉะนั้นแล้ว จะมีช่องทางสำหรับคนบางคนที่ใช้วิธีการแบบศรีธนญชัยใช้ช่องว่างของกฎหมายแทรกเข้ามา เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ เพื่อให้ตัวเองได้ตำแหน่ง ผมจึงจำเป็นครับท่านประธาน จึงเขียนให้ละเอียด ให้รัดกุม ให้รอบคอบเพื่อไม่ให้คนแบบศรีธนญชัยเข้ามาเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีคนแบบศรีธนญชัยมาก ๆ รัฐธรรมนูญที่ออกมาก็ไม่ต่างอะไรกับรัฐธรรมนูญศรีธนญชัย ผมจึงจำเป็นต้องแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๒ เพิ่ม ๓ วงเล็บและแก้ไขใน (๒) เรื่องอายุของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็น สสร. ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ