รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

วีรวิท คงศักดิ์ หารือเรื่องความเป็นอิสระและเป็นกลางของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยเรียกร้องให้แก้ไขข้อบังคับเพื่อให้มีความเป็นกลางทางการเมืองและไม่ให้เกิดอันตรายในการทำงาน

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ที่เพิ่มความใน (๓) และเพิ่ม (๔) (๕) ผมขออนุญาตใช้เวลาที่จะ เรียนให้ท่านประธานและท่านกรรมาธิการทราบว่า จากหลักคิดตรงนี้มาจากประสบการณ์ จากตัวผมเองในขณะที่เข้ามาทำงานในวุฒิสภาตั้งแต่ครั้งแรกในเรื่องของสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ผมเรียนว่าคนที่จะทำงานในหน้าที่ของวุฒิสภานั้นจำเป็นจะต้องเป็นคนที่เป็นกลาง ทางการเมือง และเราเองนั้นจะต้องสามารถยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องได้ ผมถือหลักในการ ทำงานของความเป็นอิสระและเป็นกลางนั้น เรามีสิ่งที่เป็นอันตรายที่เราต้องระมัดระวังอยู่ ๕ อย่าง ตามที่ปรมาจารย์ซุนวูได้บอกไว้

อันแรกคือ เรารักมากไม่ได้ รักมากเกินไปก็เกิดปัญหา

เรามีความโลภ เราอยากจะเป็น อยากจะมี อยากจะได้ ถ้าเรามีเมื่อไรก็จะทำ ให้เราเสียความเป็นกลาง

การรักษาอารมณ์โกรธก็เป็นสิ่งที่จะทำให้เราไม่สามารถจะยืนหยัดในสิ่งที่ ถูกต้องได้ เพราะว่าคนเขามักจะยั่วให้เราโกรธแล้วก็ทำให้เกิดเสียสติแล้วเราก็ผิดพลาดกันได้

ประการที่ ๔ คืออย่าหลงในลาภยศ เกียรติยศที่เกิดขึ้น อย่าไปคาดหวังว่า เราทำอย่างนี้แล้วจะต้องได้ผลตอบแทนอะไร

และประการสุดท้าย อย่ากลัวครับ อย่ากลัวสูญเสียตำแหน่ง อย่ากลัวสูญเสีย สถานภาพ เมื่อจำเป็นจะต้องออกก็ต้องออก นี่คือหลักการของการที่จะเป็นกลางตามที่ นักปราชญ์โบราณได้บอกไว้ สิ่งเหล่านี้ครับ ท่านประธานครับ ผมก็เลยคิดว่าคนที่จะเข้ามา เป็น สสร. หรือจะมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาในลักษณะที่ ใช้ภาษาธรรมดาก็คือว่าเรามาคนเดียว เรามาถึงแล้วท่านจะมาใน ๙๙ คน แต่คนเหล่านั้นก็คงไม่สามารถจะช่วยกันหรือไม่มีพวก มีพ้อง เราต้องเดินด้วยตัวคนเดียว ต้องเดินด้วยความรู้ความสามารถ สิ่งที่ สสร. ต้องการ มากที่สุดก็คือความรู้ความสามารถที่จะทำงานนิติบัญญัติ ก็คือทำงานสภาเป็น ผมเชื่อว่า เพื่อนสมาชิกทุกคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ในช่วงแรกนั้น เราจะต้องเรียนรู้กฎกติกาและการดำเนินการต่าง ๆ ที่เป็นข้อบังคับของสภา คงต้องใช้เวลา สักช่วงหนึ่งครับ แต่ สสร. ครั้งนี้ตามร่างเดิมกำหนดไว้ ๑๘๐ วัน และในขณะนี้ได้มีการขยายเป็น ๒๔๐ วัน ไม่มีเวลาที่จะเอาคนมาฝึกงานในการที่จะเรียนรู้ระบบงานของรัฐสภา หลายคนที่มี กระบวนการต่าง ๆ ที่ทำอยู่ในปัจจุบันเข้ามาทำงานเป็นสมาชิกสภาแล้วหลายเดือนเป็นปี ก็ยังไม่สามารถที่จะเรียนรู้ในเรื่องของการแปรญัตติกฎหมาย การอภิปราย การให้ข้อมูลในสิ่ง ต่าง ๆ ในรัฐสภาได้ อันนี้เราต้องยอมรับในข้อเท็จจริงว่าถ้าเราไม่มีคนที่มีประสบการณ์แล้ว เราก็คงจะทำงานสิ่งสำคัญที่เป็นงานหลักของประเทศในเรื่องของกฎกติกาที่จะให้คนไทย ทั้งประเทศนั้นยึดถือปฏิบัติได้ เพราะฉะนั้นในมุมมองของผม ผมมีความคิดว่า สสร. ไม่ใช่ โรงเรียนที่จะมาฝึกคน ทุกคนนั้นจะต้องมีความพร้อมในการที่จะมาทำงานรัฐสภา แต่การเอา คนที่มีความคุ้นเคยหรือเคยทำงานรัฐสภานั้น สิ่งที่เราคาดหมายเราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยง ได้ก็คือความผูกพันกับบุคลากรทางการเมือง ซึ่งทำให้เราสูญเสียความเป็นกลางทางการเมือง เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้ครับ ทำให้ผมมองว่าเราควรจะทำการเพิ่มเติมแก้ไข โดยเฉพาะ ในเรื่องของ (๓) แต่เดิมนั้นกำหนดไว้ว่าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นสมาชิกวุฒิสภา และข้าราชการการเมือง อันนี้ได้มีบทข้อห้ามไว้ ผมเลยขอแปรญัตติเพิ่มความว่าเคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมือง และต้องพ้นจากการดำรง ตำแหน่งดังกล่าวนั้นยังไม่เกินห้าปีนับตั้งแต่วันสมัคร จำนวน ๕ ปีนั้น ผมได้นำมาจาก รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ (๖) (๗) ซึ่งจะเป็นตัวบอกว่ากระบวนการในการดำเนินการนั้นน่าจะปลอดจากการเมืองและไม่มี ความผูกพันกับการเมืองมากนัก ส่วนการแปรญัตติใน (๔) และ (๕) นั้น ผมนำกฎเกณฑ์ของ ความเป็นกลางที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกได้ให้ ความเห็นแล้ว ผมขอเรียนว่าเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัวนั้น แน่นอนครับ เราแยก ไม่ได้ เพราะฉะนั้นความผูกพัน ความรักที่ต้องการจะให้ญาติของเราได้ดีตามนั้นทำให้เรา สูญเสียความเป็นกลาง ทำให้เราลืมสิ่งที่เป็นหน้าที่ในการที่จะต้องทำเพื่อรัฐยืนหยัดในสิ่งที่ ถูกต้อง ปัญหาของบุคลากรที่จะเข้ามากำหนดกฎกติกา เช่น สสร. นั้น สิ่งที่สำคัญผมคิดว่า จะต้องเป็นคนที่กล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง หรือในภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า อินเทกกริที (Integrity) นั่นคือจะต้องกล้าพอที่จะยืนหยัด แล้วก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการในสิ่งที่ผิดจาก หลักการของความเป็นกลางได้ ถ้าพูดกันง่าย ๆ คนคนนี้ต้องขอไม่ได้ ต้องสั่งไม่ได้ และอันสุดท้าย ก็คือให้ผลประโยชน์ตอบแทนเพื่อแลกเปลี่ยนไม่ได้ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้ผมถึงขอแปรญัตติ เพิ่มข้อความไปใน ๓ ข้อที่ผมได้กราบเรียนแล้ว แล้วผมหวังว่าท่านคณะกรรมาธิการ คงได้พิจารณาว่าทำอย่างไรที่จะให้ สสร. ของเรานั้น ทำหน้าที่แทนสมาชิกรัฐสภาทุกคน ได้อย่างเป็นกลางทางการเมือง และกำหนดกฎกติกามารยาทให้กับคนไทยทั้งชาติ รวมทั้ง นักการเมืองทุกคนอยู่ในกรอบของคุณธรรมและความดี ขอบคุณครับ