สุรชัย เสนอตัดเครือญาตินักการเมืองออกจากยกร่าง รธน. เน้น 3 หลักการสำคัญ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เสนอเพิ่มเติมข้อห้ามในมาตรา ๒๙๑/๓ โดยอ้างอิงจากมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและรักษาหลักการสำคัญของการเป็น สสร. โดยเสนอหลักการสำคัญ ๓ ประการ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของประชาชน ความเป็นกลาง และความอิสระของผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งหารือหลักการห้ามผู้มีส่วนได้เสียในการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยเสนอให้ตัดบุคคลที่มีเครือญาติกับนักการเมืองและอดีตนักการเมืองออก พร้อมยกเหตุผลว่าเคยเป็น ส.ส./ส.ว. จะสูญเสียความเป็นกลาง และอ้างบทบัญญัติมาตรา ๑๑๕ ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ที่ทำให้เกิดปัญหาสภาหมอนข้าง เพื่อสนับสนุนความจำเป็นในการกำหนดลักษณะต้องห้ามดังกล่าว

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ขอบคุณ ท่านประธานครับ กระผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และผู้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๓ อย่างที่ท่านประธานได้กรุณากล่าวไปเมื่อสักครู่ว่า สิ่งที่ผมขอแปรญัตติไว้ก็คือได้ขอเพิ่ม (๔) และ (๕) ของมาตรา ๒๙๑/๓ ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่ามาตรา ๒๙๑/๓ เป็นมาตราที่พูดถึงลักษณะต้องห้ามของบุคคล ที่จะมาทำหน้าที่เป็น สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากที่เราผ่านมาตรา ๒๙๑/๒ มาแล้ว ซึ่งเป็นมาตราที่พูดถึงเรื่องคุณสมบัติ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าทั้งมาตรา ๒๙๑/๒ และมาตรา ๒๙๑/๓ ซึ่งว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามนั้นนี่ ร่างที่ทางกรรมาธิการ ได้เห็นชอบและนำเสนอต่อที่ประชุมนี้นั้น ได้นำหลักการมาจากมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน เพียงแต่ว่านำมาไม่ครบทุกอนุมาตรา ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งเป็นมาตราที่ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของบุคคลที่จะเป็น ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภานั้น เขากำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ไว้ทั้งหมด ๙ อนุมาตรา ท่านกรรมาธิการนำมาเพียงบางอนุมาตรา ประเด็นที่ทำให้ผมเกิดข้อ สงสัยก็คือว่าแล้วทำไมอนุมาตราบางอนุมาตราท่านไม่นำมาใช้กำหนดเป็นคุณสมบัติหรือ ลักษณะต้องห้ามของ สสร. ก็ไปพบว่ามีอยู่ ๒ อนุมาตราที่ท่านไม่นำมาประกอบ และผมเห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องนำมาเพิ่มเติมให้เป็นลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่สมควรจะมาดำรง ตำแหน่งเป็น สสร. ๒ อนุมาตราดังกล่าวก็ได้แก่สิ่งที่ผมขอแปรญัตติและเพิ่มเติมมาเป็น (๔) และ (๕) ของมาตรา ๒๙๑/๓ ซึ่ง (๔) ผมได้ขอเพิ่มเติมว่า ต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตร ของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ (๕) ผมเพิ่มเติมว่า เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและ สมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาไม่เกินห้าปี เหตุผลที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า สิ่งที่ผมขอแปรญัตติเพิ่มเติมทั้ง ๒ อนุมาตรานั้น ผมใช้หลักอะไรเป็นหลักคิด อย่างที่ผมกราบเรียน แล้วครับว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่แล้วในมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เมื่อท่านใช้ หลักเกณฑ์ที่กำหนดอยู่ในมาตรา ๑๑๕ เป็นหลักเกณฑ์ของการเขียนคุณสมบัติและลักษณะ ต้องห้ามของคนที่จะมาเป็น สสร. ท่านควรจะยกมาทั้งหมด แต่เมื่อท่านไม่ยกมาทั้งหมดนั้น ทำให้ผมต้องคิดว่าบางอนุมาตราหรือบางลักษณะต้องห้ามที่ท่านไม่นำมานั้น มีข้อขัดข้อง หรือจะเป็นปัญหาเป็นอุปสรรคต่อหลักการสำคัญของการเป็น สสร. หรือไม่ ท่านประธาน ผมเองได้อภิปรายเมื่อวานนี้เกี่ยวกับหลักการของการเป็น สสร. ซึ่งจะต้องมีหลักการสำคัญ ๔ ประการก็คือ

๑. ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างหลากหลาย

๒. บุคคลนั้นต้องเป็นกลาง

๓. บุคคลนั้นต้องเป็นผู้ที่มีความอิสระไม่ถูกครอบงำ

และประการสุดท้าย คือต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมก็มาดูแล้วว่าคนที่จะทำให้สูญเสียความเป็นกลาง สูญเสียความเป็นอิสระหรืออาจทำให้ มีส่วนได้เสียในการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ได้แก่บุคคลประเภทใดบ้าง ก็มาไล่ดูตามมาตรา ๑๑๕ ที่เขาศึกษามาแล้วจนบัญญัติเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแล้ว พบว่ามีบุคคลอีก ๒ กลุ่ม ท่านประธาน คือตาม (๔) ที่ผมเพิ่มเติมไว้ก็คือ คนที่เกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับนักการเมืองนั่นล่ะ ได้แก่คนที่เป็นบิดา มารดา คู่สมรสหรือบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นทั้งหมด ไม่สมควรที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะเหตุว่า ท่านยังไม่สามารถตัดขาดกับบรรดาเครือญาติทั้งหลายของท่านที่เป็นนักการเมืองอยู่ และด้วยความที่ยังมีสายสัมพันธ์ในทางเครือญาติ ไม่ว่าจะสายสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นพ่อแม่ลูก หรือคู่สมรสก็อาจที่จะทำให้ท่านสูญเสียความเป็นกลาง สูญเสียความเป็นอิสระในการทำ หน้าที่เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ บุคคลอีกประเภทหนึ่งก็คือ คนซึ่งเคยเป็นอดีต นักการเมืองมาเอง ได้แก่บรรดาท่านอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านอดีตสมาชิกวุฒิสภา ท่านต่าง ๆ เหล่านี้นั้นเป็นผู้ที่เคยอยู่ในแวดวงการเมืองมาก่อน แน่นอนระยะเวลาการดำรง ตำแหน่งของท่านอย่างน้อย ๔-๖ ปี จะต้องทำให้ท่านมีเครือข่ายมีเพื่อนฝูง มีคนรู้จัก ในวงการเมืองเยอะ แล้วถ้าให้ท่านเหล่านั้นมาทำหน้าที่เป็น สสร. หนีไม่พ้นครับ โดยเฉพาะ สภาพของสังคมไทยเป็นสังคมของการเอื้ออาทร เป็นสังคมอุปถัมภ์ต่อกัน รายการคุณขอมาต้องมีแน่ ท่านประธาน แล้วความเกรงอกเกรงใจก็จะเกิดขึ้น การที่จะทำ หน้าที่อย่างตรงไปตรงมา กล้าได้ กล้าเสีย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ กล้าที่จะ ฟันธงต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กล้าที่จะชูธงในการที่จะเขียนกฎเกณฑ์ของประเทศใหม่ เพื่อนำไปสู่ การปฏิรูปการเมืองของประเทศไทยใหม่ ความกล้าเหล่านั้นก็อาจสูญเสียไปได้ เพราะตัวเอง เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาก่อน ผมจึงได้ขออนุญาตเพิ่มเติม (๕) เป็นว่า ต้องไม่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาและสิ้นสุดมาไม่เกินห้าปี ถ้าท่านเหล่านั้นจะนำ ประสบการณ์ของท่านมาทำงานก็ขอให้ท่านได้มีโอกาสเว้นวรรคไปแล้ว ๕ ปี ซึ่งเห็นว่า เป็นระยะเวลาเพียงพอในการที่ทำให้ท่านตัดขาดจากสายสัมพันธ์ทางการเมืองในอดีตได้ ท่านประธานอาจจะสงสัยว่าแล้วทำไมต้อง ๕ ปี ทำไมไม่ใช้ ๒ ปีเหมือนกับเพื่อนสมาชิก บางท่านที่ใช้สิทธิแปรญัตติ ผมก็กราบเรียนครับว่าระยะเวลา ๕ ปีนั้นเป็นระยะเวลาที่ผ่าน การถกเถียงมาแล้ว จนกระทั่งเขาตกผลึกความคิดแล้วออกมาเป็น (๖) ของมาตรา ๑๑๕ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าเหตุผลที่ผมกราบเรียน ท่านประธานไปว่าการที่มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติไม่ว่าเป็นพ่อแม่ลูกก็ดี ไม่ว่าเป็นคู่สมรสก็ดี หรือเคยมีสายสัมพันธ์เพราะเหตุที่ตัวเองเคยอยู่วงการเมืองมาก่อนและจะทำให้สูญเสีย ความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ ในการทำหน้าที่เป็นหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมไม่ได้คิดเอาเองครับ ท่านประธานอาจจะบอกว่าผมคิดไกลไปหรือเปล่า ผมเป็นห่วงเป็นใย ในเรื่องนี้มากเกินไปหรือเปล่า ประเด็นนี้ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่เขาถกเถียงกันมาแล้วแล้วก็ประเมินผลมาแล้ว จากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เราใช้ บังคับกันมา ๙ ปีเศษได้นั้นแล้วนี่ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่มีข้อห้ามเรื่องพวกนี้ อยู่ ระหว่างคนที่จะทำหน้าที่เป็น ส.ส. กับ ส.ว. ไม่มีลักษณะต้องห้ามในเรื่องสายสัมพันธ์ทาง เครือญาติ ไม่มีข้อห้ามในเรื่องของอดีตการเป็นนักการเมือง แล้วห้ามมาทำหน้าที่เป็น ส.ว. แต่เพราะการไม่มีข้อห้ามเหล่านี้ละครับ มันถึงทำให้เกิดปัญหาระบบสภาหมอนข้างขึ้น ทำให้ เกิดสภาผัวเมียขึ้น ทำให้เกิดสภาทาสขึ้น อย่างที่สื่อมวลชนเขาขนานนามในอดีต พอมาถึงยุค ของการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาถึงถอดบทเรียนตรงนี้จากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มา จึงเป็นที่มาของการกำหนดลักษณะต้องห้ามสำหรับความเป็นเครือญาติ สำหรับอดีตนักการเมืองที่จะทำหน้าที่ในบางตำแหน่งที่ต้องอาศัยความเป็นกลางอย่างแท้จริง ผมก็กราบเรียนท่านประธานครับว่าหลักคิดที่ผมนำมาแปรญัตติทั้ง ๒ อนุมาตรา คือ (๔) กับ (๕) ในมาตรา ๒๙๑/๓ นั้นนี่นอกเหนือไปจากหลักคิดของการที่ต้องการให้สมาชิก สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงแล้วนั้น กราบเรียนครับว่าเป็นหลักคิดที่เขาตกผลึกความคิดมาแล้ว จนกระทั่งบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ ฉบับปัจจุบัน ก็หวังว่าท่านกรรมาธิการทั้งหลายท่านจะได้กรุณารับฟังเหตุผล ซึ่งผ่านการกลั่นกรอง จนกระทั่งตกผลึกความคิดเป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่เราใช้กันอยู่ แล้วผมเชื่อว่าถ้าท่านมีเจตนาที่จะช่วยกันกลั่นกรองให้ได้บุคคลซึ่งมาทำหน้าที่ สสร. อย่างตรงไปตรงมาอย่างแท้จริง โดยไม่หวังผลประโยชน์อะไรจากบุคคลเหล่านั้น กรุณาเถอะครับ เพิ่มเติมลักษณะต้องห้ามอย่างที่ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ทั้ง ๒ อนุมาตรา ขอบพระคุณครับ