วันชัย สอนศิริ หารือเรื่องการแก้ไขมาตราในกฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา 102 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 และเรียกร้องให้มีการพ้นภาวะทางการเมืองอย่างน้อย 2 ปี ก่อนที่จะเข้าร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปลอดจากอคติในการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ 4 อคติที่สำคัญ คือ ความลำเอียง ความเกลียด และความหลงใหลในบุคคลหรือกลุ่มการเมือง และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการพิจารณาเพิ่มเงื่อนไขการปลอดจากอคติในการร่างรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพว่าความจริงแล้วตั้งใจจะอภิปรายด้วยเหตุด้วยผลในประเด็นนี้มากพอสมควร แต่ดูบรรยากาศสถานการณ์แล้วก็เริ่มชักจะหมดแรงเหมือนกันครับท่านประธาน เพราะว่า ก็ดึกมาหลายคืน ก็คงจะเหมือนท่านประธานนะครับ เพราะฉะนั้นก็เอาย่อ ๆ พอสังเขปครับ ท่านประธาน ที่กระผมได้ขอแปรญัตติเพิ่มเติมในมาตรานี้ คือ เพิ่ม (๔) เข้าไปครับว่า เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่ เกินสองปี ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วก็นำ (๑๐) ในมาตรา ๑๐๒ แห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาใช้นั่นเอง เพียงแต่เพิ่มประเด็นว่า เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและ สมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกินสองปี ครับท่านประธาน กราบเรียนว่าที่ผมเสนออย่างนี้ ท่านประธานต้องยอมรับว่าคนที่จะเป็น สสร. นั้น เราพูดกันมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าควรจะมีอิสระ มีความเป็นกลาง ไม่มีส่วนได้เสีย อันนี้คือหลักการของคนที่จะเป็น สสร. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ในสถานการณ์ทางการเมืองที่แตกแยกกันขณะนี้มีความไม่ปรองดอง มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งสี แบ่งพวกกันชัดเจน เพราะฉะนั้นคนที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องเป็นคนที่เป็นกลางและมีอิสระไม่มีส่วนได้เสียจริง ๆ ดวงตาเขาจะได้เห็นธรรม และที่ สำคัญที่สุดจะต้องไม่ด่างพร้อย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง มิได้หมายความว่าคนทาง การเมืองจะด่างพร้อยนะครับท่านประธาน แต่อย่างน้อย ๆ ที่สุดเขาควรจะพ้นภาวะจาก การเมืองมาแล้ว ปลอดจากการเมืองจริง ๆ อย่างน้อยที่สุด ๒ ปีครับท่านประธาน บางคนนั้น แปรญัตติมากกว่าผมถึง ๕ ปีก็มี แต่ผมว่าอย่างน้อยที่สุดสัก ๒ ปี เหตุผลคืออะไรครับ ผมต้องการให้เขาตัดขาด และเว้นวรรคจากการเมืองจริง ๆ เพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ คนที่ยังมีบทบาททางการเมือง และที่ยังเกี่ยวข้องทางการเมืองพูดง่าย ๆ ว่า ยังไม่พ้น ในระยะเวลาตามที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กำหนดไว้ ใน (๑๐) มาตรา ๑๐๒ พูดง่าย ๆ ว่าเวลาที่เขาเข้ามาเกี่ยวข้องในลักษณะที่เป็น สสร. นั้น ผมเชื่อเหลือเกินว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือเขาจะต้องเว้นจากอคติ ๔ อคติ ๔ นั้น คืออะไรครับ ท่านประธาน ๑. จะต้องไม่มีภยาคติ คือความกลัว คนที่ยังมีความสัมพันธ์ทางการเมืองนั้น ยังมีความกลัวต่อกระทบต่อเรื่องนั้น กระทบต่อเรื่องนี้ กระทบต่อสถานะของตัวเอง เพราะฉะนั้นคนที่พ้นจากภาวะทางการเมืองซึ่งผมถือว่าอย่างน้อย ๒ ปี จะทำให้เขาปลอด จากภยาคติตรงนี้ไปได้
ประการต่อมา เขาควรจะมีปลอดจากฉันทาคติ มีความอคติเพราะการรักใคร่ แน่นอนครับ คนที่ยังมีความผูกพันกันอยู่มันย่อมมีความลำเอียงในทางการเมือง มีความรักสีนั้น มีความรักสีนี้ มีความรักพรรค มีความรักคนนั้นคนนี้ เวลามาเป็น สสร. นั้นก็จะมีความลำเอียง แล้วก็อาจจะไม่เป็นกลาง ขาดความอิสระ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญ
และประการต่อมาที่เขาเรียกว่า โทสาคติ ก็คือความเกลียด คนที่มา ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะความเกลียดคนนั้น เกลียดคนนี้ เกลียดกลุ่มการเมืองนั้น เกลียดกลุ่ม การเมืองนี้ รัฐธรรมนูญที่ออกมานั้นมันก็จะย่อมไขว้เขวไปได้ แล้วก็อาจจะเป็นไป ตามโทสาคติของตน ซึ่งผมถือว่าคนที่ปลอดจากการเมืองแล้วอย่างน้อย ๒ ปี ถ้าจะมีสิ่งนี้ มันก็ลดน้อยถอยลงไปได้ครับท่านประธาน
และประการสุดท้ายก็คือ โมหาคติ เขาจะต้องไม่มีอคติ เพราะหลงในบุคคลนั้น บุคคลนี้ มัวเมาในสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือเป็นไปตามกาลที่บุคคลนั้นยัดเยียดอุดมการณ์ความรู้สึก ความต้องการของคนนั้นคนนี้ พูดง่าย ๆ ว่าบางคนก็หลงละเมอเพ้อพกไปตามที่เขายัดเยียด ทางการเมืองที่เขาต้องการ เพราะฉะนั้นบ้านเมืองเราที่มันแตกแยกกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะการมี อคติ ๔ นี่ละครับเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่ผมแปรญัตติในเรื่องนี้มาก็คือ ต้องการให้เขาปลอดจาก การเมือง เชื่อเหลือเกินว่าอย่างน้อย ๆ มันก็ทำให้อคติ ๔ ซึ่งเป็นเหตุอันสำคัญในการ ร่างรัฐธรรมนูญของเขาได้เจือจางไปแล้ว ลดน้อยถอยลง เพราะคนที่ยังผูกพันหรือเกี่ยวข้อง ทางการเมือง ผมเชื่อเหลือเกินว่าหูตาตลอดจนแนวความคิดนั้นย่อมไม่ใส ดังนั้นคนที่จะมา เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญควรปลอดจากอคติ ๔ ดังเหตุผลที่ผมกราบเรียนมา จึงแปรญัตติเพิ่ม (๔) เข้าไป เรื่องนี้ผมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่คณะกรรมาธิการควรได้นำไปพิจารณาเป็นอย่างยิ่งครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ