พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แถลงว่า รัฐบาลควรย้อนกลับมาตรา ๒๙๑/๓ เพื่อแก้ไขปัญหาคุณสมบัติสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และหารือเรื่องเงื่อนไขการเลือกตั้ง ส.ส. รวมถึงข้อจำกัดต่างๆ ที่อาจไม่สามารถมีสิทธิเลือกตั้งได้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องร่างอัยการอิสระและความไม่สมเหตุสมผลของการให้ผู้ติดยาเสพติดสามารถสมัครรับเลือกตั้งได้
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ แล้วก็ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๓ เหมือนกับในอีกหลาย ๆ มาตราที่ได้อภิปรายไปแล้ว และต้องทำหน้าที่ต่อไปในมาตราอื่น ๆ ครับ แต่ว่าประเด็นในมาตรา ๒๙๑/๓ เหมือนที่ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปในเหตุผลของการที่ตกหล่น (๕) ของมาตรา ๑๐๒ ซึ่งเป็นข้อห้ามออกไป ในมุมของผมนี่ ผมมองต่างไปอีกนิดหนึ่งครับ ผมมองตรงที่ว่าเหตุผลประการ ๑ ที่รัฐบาลก็ดี หรือว่าผู้คนรวมทั้งสมาชิกจำนวนหนึ่งก็ดี มีความเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ มันใช้ไม่ได้ ไม่ว่าจะมาอ้างว่ามันไม่ดีตรงไหน ก็สุดแล้วแต่ หรือว่ามันมีที่มาที่ไม่ถูกใจก็แล้วแต่ แต่ว่าเรากำลังจะบอกว่าเราจะทำให้มันดีขึ้น กว่าเดิม แต่ว่าเริ่มต้นมันก็มีปัญหาขึ้นมาแล้ว จะไว้ใจหรือจะเชื่อได้อย่างไรครับว่าเจตนา ที่แท้จริงต้องการให้มันดีขึ้นกว่าเดิม หรือว่ามีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่ ที่ผมเรียนอย่างนี้ ท่านประธานครับ ผมพูดตั้งแต่เมื่อวานครับว่าเรากำลังจะทำสภาใหม่ขึ้นอีก ๑ สภา คือสภา ร่างรัฐธรรมนูญตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และภาระหน้าที่ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญก็จะเป็นภาระหน้าที่ที่ผมอยากจะบอกว่ายิ่งใหญ่กว่าสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา เพราะเรามีหน้าที่ออกกฎหมายลูก สภาร่างรัฐธรรมนูญออกกฎหมายใหญ่ ของประเทศ ซึ่งจะมาครอบคลุมการทำงานของพวกเราด้วย ผมพูดอยู่เสมอว่าคุณสมบัติ ต่าง ๆ ของผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือเรียกว่าสมาชิก สสร. ต้องไม่ด้อย หรือน้อยไปกว่าพวกเราซึ่งเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. เลย แต่ว่ารัฐบาลได้ร่างสำหรับ แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาในมาตรา ๒๙๑/๓ โดยอ้างอิงคุณสมบัติของบุคคลที่เป็น ผู้ต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สสร. ในระบบการเลือกตั้ง โดยไปอ้างอิง คุณสมบัติของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๑๐๒ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ว่าท่านไปเอา (๕) ของมาตรา ๑๐๒ ออกไป ซึ่งมันเป็นข้อห้าม ของผู้ที่เคยต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษา แล้วก็ยังพ้นโทษไม่ครบตามเงื่อนไขของกฎหมาย รัฐธรรมนูญให้เป็นผู้มีสิทธิมาสมัครเป็นสมาชิก สสร. ได้นั้น ในมุมของผม ผมอยากจะ ขออนุญาตกราบเรียนครับว่ามันเป็นความผิดพลาดพลั้งเผลอ หรือว่ามันเป็นเจตนากันแน่ครับ แรกเริ่มที่ผมเห็นประเด็นนี้ตั้งแต่ก่อนเริ่มประชุมคณะกรรมาธิการ ผมคิดว่าเป็นไปได้ไหม ที่ทางรัฐบาลเขาผิดพลาดออกมา แต่เมื่อดูไปท่านประธานครับ มันไม่ใช่ลำพังแต่เฉพาะ (๕) นะครับ นอกจาก (๕) แล้ว ยังเอา (๘) (๑๐) และ (๑๑) ออกไปด้วย ซึ่งผมยังไม่พูดตรงนี้ นะครับ แต่ตรงนี้แสดงให้เห็นว่าการที่เอา (๕) ที่เป็นข้อห้ามของคนที่ต้องโทษจำคุกออกไป มันไม่ใช่การพลั้งเผลอแล้วครับ หรือว่ามันไม่ได้เป็นข้อผิดพลาดแล้วครับ มันน่าเชื่อว่าเขา จงใจเอาออกครับ เพราะว่าไม่ได้หลุดออกไปเฉพาะ (๕) แต่ว่าหลุดออกไปเฉพาะ (๘) (๑๐) (๑๑) ด้วย ส่วน (๘) (๑๐) (๑๑) ที่หลุดออกไปนั้น ไม่ใช่หลุดออกไปเปล่า แต่หลุดออกไปแล้วมา เขียนใหม่ ถ้าหากว่าท่านประธานได้กรุณาดูรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๐๒ (๘) (๑๐) (๑๑) แล้วท่านประธานได้ดูในร่างของรัฐบาล และร่างที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเข้ามา ท่านประธานจะเห็นครับว่าใน (๒) ของมาตรา ๒๙๑/๓ ที่จะเขียนขึ้นใหม่ได้กำหนดบอกว่า ข้อห้ามอันหนึ่งของผู้ที่จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สสร. ต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ อันนี้คือข้อความใน (๘) ของมาตรา ๑๐๒ ครับ ส่วนต่อไปบอกว่า หรือเป็นพนักงานลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐ อันนี้คือ (๑๑) ครับ ส่วน (๑๐) ที่หายไปนั้น ก็คือเรื่องของการเป็นสมาชิกวุฒิสภา อันนั้นยังพอเข้าใจได้ครับ แต่ว่าทำไมไม่มี (๕) ใส่กลับเข้ามาในนี้ละครับ ถ้าหากว่าตั้งใจ จะเอาออกเพื่อใส่กลับ แต่ว่าใน (๘) (๑๐) (๑๑) ท่านใส่กลับเข้ามาหมด ท่านประธาน เห็นไหมครับ ตรงนี้ซึ่งผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ที่ประชุมและพี่น้องประชาชน ที่ฟังอยู่ว่าอันนี้มันแสดงให้เห็นว่าเจตนาจงใจจะเอา (๕) ให้หายออกไปเลยครับ และถามว่าผลของการหายออกไปเลยมันคืออะไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาต อ่านรัฐธรรมนูญนิดเดียวครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ (๑) บอกว่าคนที่มีคุณสมบัติ ต้องห้ามสมัครเป็น ส.ส. ซึ่งจะเอามาใช้เป็นคุณสมบัติของ สสร. นี้ด้วย คือ
(๑) เป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ
(๒) เป็นคนล้มละลายหรือเคยเป็นคนล้มละลายทุจริต
(๓) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.
(๔) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
ส่วนข้อ ๕ หรือ (๕) เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง ห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานลองนึกดูสิครับ (๑) เก็บไว้ท่านประธานครับ (๑) เป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ แค่ติดยารัฐบาลยังคงไว้ครับว่าสมัครไม่ได้ แต่พอเอา (๕) ออกไปท่านประธานครับ ค้ายาเสพติด ต้องคำพิพากษาจำคุกพ้นโทษมาสมัครได้ทันทีเลยครับ อันนี้แสดงให้เห็นตรรกะหรือเหตุผลของรัฐบาลว่ามันประหลาดไหมครับ ขณะที่บอกว่าเป็น ผู้ติดไม่ให้สมัคร แต่ค้ายามา จำคุกมา ได้ อันนี้ผมยกตัวอย่างในกฎหมายเห็นแตกต่างกัน เลยนะครับ ไม่ต้องไปยกตัวอย่างอย่างอื่น มันแปลกไหมครับท่านประธาน แล้วถ้าหากว่า ร่างอันนี้ได้ผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาผมก็ไม่เข้าใจว่า แล้วผ่านกันมาให้ได้อย่างไรครับ ผมไม่อยากจะเชื่อว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นศูนย์รวมของผู้ทรงความรู้ทางกฎหมายทั้งมหาชนและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ในประเทศนี้ เขาจะไม่เห็นสิ่งนี้และจะไม่คัดค้าน เว้นแต่เป็นนโยบายซึ่งสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาก็มักจะทำอย่างนี้ล่ะครับเมื่อไรเป็นนโยบายรัฐบาลก็ตามนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมจึงเชื่อว่าถ้าเป็นการทำหน้าที่ตามปกติผมเชื่อว่าสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาต้องไม่เห็นด้วยแน่นอน มันแสดงให้เห็นชัดเจนตรงนี้ครับว่ามันเป็น เจตนาที่ต้องการให้ผู้ที่ต้องโทษตามคำพิพากษามีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่ผลของมัน อย่างที่ผมบอกผู้ติดยา ห้าม ผู้ค้ายา ได้ เห็นไหมครับ ในขณะที่รัฐบาลเองมีนโยบายป้องกัน ปราบปรามยาเสพติด แต่กลับจะอนุญาตตรงนี้ เขียนเป็นร่าง ต้นร่างรัฐบาลมาต้องโทษ ให้ค้ายาเสพติดออกมาแล้วก็สมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ได้ มันผิดวิสัยครับ และมันขัดแย้งกับ สิ่งที่บอกว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันไม่ดีเลย แต่ท่านจะเริ่มต้นโดยเอาคนที่มีคุณสมบัติ ไม่สมควรแบบนี้ให้เขามาสมัครรับเลือกตั้งได้ อันนี้เป็นแค่ยกตัวอย่างให้เห็นในมุมนี้นะครับ ซึ่งพวกผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้พยายามพูดเรื่องนี้ในที่ประชุมกรรมาธิการ เหมือนที่เพื่อนสมาชิกได้บอกไป ผมอยากเรียนท่านประธานครับว่าจริง ๆ แล้วผมไม่อยากจะ โทษกรรมาธิการเสียงข้างมากหรอกครับเพราะท่านไม่ใช่เจ้าของร่าง แต่ผมแปลกใจ เหมือนเพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วครับว่าเมื่อเห็นมุมอย่างนี้กันแทนที่จะช่วยกันคิดตั้งแต่ต้น ปรับปรุง ต้องใช้เวลาพูดกันนาน มันยิ่งเห็นความที่ไม่ปกติครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ในมุมนี้ถึงแม้ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากสุดท้ายท่านได้ยอมปรับใส่ (๕) กลับเข้ามาครับ อันนี้ก็ต้องขอบคุณครับ แต่มันแปลกประหลาดอย่างที่ผมได้เรียนท่านประธานว่า เมื่อเห็นความผิดปกติแทนจะช่วยกันปรับแก้ก็ไม่มีการดำเนินการเช่นนั้นโดยรวดเร็ว ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนที่เหลือที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติในส่วนนี้ไว้ผมก็แปลกใจ ครับ ผมอยากถามทางท่านประธานคณะกรรมาธิการผ่านไปทางท่านประธานนะครับ ถ้าหากว่า ใน (๒) ของร่างมาตรา ๒๙๑/๓ ในช่วงแรกที่บอกว่าเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือน ประจำ ซึ่งมันคือ (๘) ของมาตรา ๑๐๒ แล้วทำไมเราไม่คง (๘) ของมาตรา ๑๐๒ เอาไว้ ใน (๑) ละครับท่านประธาน ทำไมต้องแยกตรงนี้ออกมาแล้วก็ใช้คำเดิมทุกอย่างเหมือนกัน ด้วย ในส่วนของคำต่อไป ช่วงต่อไปนะครับ ที่บอกว่าพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ อันนี้ก็คือ (๑๑) แล้วถ้าหากว่า เป็นเช่นนี้ผมก็ต้องเรียนถามครับว่าแล้วทำไมในมาตรา ๑๐๒ ของรัฐธรรมนูญใน (๙) ซึ่งกำหนดว่าเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นไม่แยกออกมาเหมือนวุฒิสมาชิก หรือครับ ใน (๓) นี้ ท่านกลับยังคง (๙) ไว้ใน (๑) ในคุณสมบัติต้องห้ามของมาตรา ๑๐๒ แล้วก็วงเล็บต่าง ๆ อนุมาตราต่าง ๆ มา แต่ท่านคง (๙) ไว้ ส่วน (๘) กับ (๑๑) ที่ผมยกตัวอย่าง ท่านแยกออกมา แล้วก็ (๑๐) ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็น ส.ส. ส.ว. ท่านแยกออกมาเป็น (๓) และถ้าเป็นเช่นนั้นทำไมสมาชิกสภาท้องถิ่นไม่แยกออกมาล่ะครับ แล้วทำไมต้องแยกออกมาครับ มันสามารถรวมกันอยู่ในนั้นได้ด้วยไม่ใช่หรือครับ ในเมื่อ ท่านเอา (๕) ใส่กลับเข้าไปทำไมท่านไม่เอา (๘) แล้วก็ (๑๑) อย่างน้อยใส่กลับเข้าไปด้วยครับ มันจะได้ไม่ต้องมาเขียนใน (๒) ตรงส่วนนี้ให้มันรกรุงรังล่ะครับ เพราะมันเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าหากว่าท่านประธานมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อยู่ในมือ ท่านลองเปิดดูสิครับว่า มาตรา ๑๐๒ (๘) มันคือ (๒) ของเขานี้ใช่ไหม แล้วมาตรา ๑๐๒ (๑๑) มันก็คือช่วงท้ายของ (๒) ของร่างมาตรา ๒๙๑/๓ นี้ใช่หรือไม่ ก็ต้องถามว่าทำไมไม่ใส่กลับเข้าไปในนั้นเหมือน (๕) ยังคงแยกอยู่ไว้ทำไม มันมีเหตุผลอะไรต้องแยกอันนี้ออกมา แล้วท่านเอา (๕) ใส่กลับเข้าไป แล้วถ้าท่านแยกเรื่อง ส.ว. ออกมาเป็น (๓) ทำไมไม่แยกเรื่องสมาชิกสภาท้องถิ่นใน มาตรา ๑๐๒ (๙) ออกมาเป็น (๔) ในนี้ล่ะครับ มันต่างกันตรงไหนครับ ก็เป็นฝ่ายการเมือง เหมือนกันแล้วก็เป็นข้อต้องห้ามตามมาตรา ๑๐๒ เหมือนกัน แยกไว้เป็นข้อ ๆ ทำไม ท่านเลือกอนุมาตราโน้นอนุมาตรานี้ของมาตรา ๑๐๒ ออกมาทำเป็นอนุมาตราย่อยใหม่ ในมาตรา ๒๙๑/๓ ในขณะที่ผู้ที่มีคุณสมบัติ มีลักษณะทำนองเดียวกันก็ยังคงเก็บไว้เป็น ข้อต้องห้ามใน (๑) ของท่านใส่ไว้ในมาตรา ๑๐๒ เหมือนเดิม ผมไม่สามารถเข้าใจได้เลยครับ ว่าตรงนี้เมื่อเราปรับปรุงร่างของรัฐบาลไปแล้ว ทำไมไม่ปรับปรุงให้หมด แต่คำตอบถ้าให้ ผมตอบตัวเองนะครับ ก็เพราะว่าคณะกรรมาธิการไม่เคยดูอย่างไรครับ เอาแต่รีบ ๆ ให้เสร็จ ตามเวลา ไม่เคยดูให้ละเอียด ไม่เคยดูอะไรเลย มันถึงได้มีปัญหาแบบนี้อยู่เสมอ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมเรียนว่าประการแรก ร่างมาที่ตกหล่นไม่มี (๕) นั้น ผมไม่ตำหนิคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับ ผมไม่ตำหนิ เพราะไม่ใช่ร่างของเขา ไม่ใช่ร่างของเรา แต่ผมต้องต่อว่า ว่าเมื่อท่านปรับปรุงแล้วทำไมไม่ปรับให้หมด ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าผมต้องขอต่อว่าครับ และท่านไม่ให้เวลาในการทำงานมีหลายเรื่องถ้าหากว่าเราช่วยกันทำให้มันดีจริง ๆ แล้วตรงนี้ มันก็จะดีขึ้น แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไรครับ ที่ท่านจะบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันไม่ดี ในเมื่อตอนเริ่มต้นตรงนี้แต่ละมาตราที่พูดมาจนถึงมาตรา ๒๙๑/๓ มันดีตรงไหนครับ เริ่มต้นมัน ก็ไม่ดีแล้ว ผมเรียนท่านประธานว่าในส่วนที่ท่านเอา (๕) ใส่กลับเข้าไปผมขอบคุณครับ แต่ก็ ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีครับว่าและยังคงแยก (๘) กับ (๑๑) ออกมาอยู่ใน (๒) เอาไว้ทำไม และเมื่อ แยก (๑๐) ออกมาเป็น (๓) ทำไมไม่แยก (๙) ออกมาด้วยครับ แต่ถ้าจะใส่กลับเข้าไปทำไม ไม่ใส่กลับเข้าไปให้หมด ผมก็อยากจะขออนุญาตท่านประธานผ่านไปถึงทางคณะกรรมาธิการ ช่วยกรุณาชี้แจงให้เกิดความชัดเจนด้วยครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ