อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๑ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ และเสนอให้มีการใช้อำนาจหน้าที่และสิทธิในการอภิปรายในสภา
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็เห็นใจทุกฝ่ายนะครับ ท่านประธานแล้วก็ท่านประธานวุฒิสภา ก็ต้องทำหน้าที่กันเพียง ๒ ท่าน แต่ว่าเมื่อท่านประธานหารือมาผมคิดว่าดีแล้วครับ ผมคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง ๕ วันที่ผ่านมามันก็สะท้อนความเป็นจริง ซึ่งอาจจะถือว่าเป็นความในใจ ของหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาล ทั้งฝ่ายค้าน ทั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานก็อยู่ในสภา มานานนะครับ ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าบรรยากาศหรือลักษณะของการประชุมแบบนี้ เกิดขึ้นไม่บ่อย เวลาที่มันเกิดขึ้นเพราะมันมีปัญหาความขัดแย้งพื้นฐานบางประการ เสียงข้างมากก็ต้องอาศัยเสียงข้างมากในการที่จะผลักดันสิ่งที่คิดว่าเป็นความต้องการ หรือเป็นนโยบาย เสียงข้างน้อยก็ต้องการที่จะใช้สิทธิครับ ท่านประธานครับ ในการที่จะ สะท้อนความคิดเห็นที่มีลักษณะติติง วิพากษ์วิจารณ์ เพราะว่าจะให้เสียงข้างน้อยทำอะไรครับ เราก็เรียกร้องกันไม่ใช่หรือครับว่าทุกอย่างก็ให้เข้ามาอยู่ที่นี่ ดีกว่าที่ฝ่ายค้านจะไปทำให้ มันเกิดความวุ่นวาย ความปั่นป่วนในบ้านเมือง เพียงเพราะว่าไม่เห็นด้วยกับท่าน ก็นี่เวทีของเรา เราก็ใช้นะครับ ทีนี้ท่านประธานถ้าท่านจำได้นะครับ เรื่องใหญ่ ๆ แบบนี้มันมักจะเกิดการโต้เถียงกัน แล้วสุดท้ายมันจะมีความยืดหยุ่นเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับกัน เมื่อสมัยปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ ท่านประธานครับ ที่เราแก้มาตรา ๒๑๑ รัฐบาลขณะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีบรรหาร เป็นนายกรัฐมนตรี เสนอเข้ามานี้ครับ ความจริงเป็นไปตามคณะกรรมการที่คุณหมอประเวศ เป็นประธาน เป็นความคิดของอาจารย์อมร ประทานโทษเอ่ยนามท่านเหล่านี้ ที่บอกว่า แก้มาตราเดียวเพื่อไขกุญแจไปสู่การทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ตอนนั้นเสนอมาเป็นกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ สุดท้ายมาตั้งกรรมาธิการในสภา อาจารย์ไชยนันทน์เป็นประธาน ผมจำได้ กรรมาธิการเอากลับเข้ามา ความเห็นแตกต่างหลากหลายมาก ถามว่าวันนั้นมีความ พยายามไหมครับ ที่บอกว่าเสียงข้างมากต้องยึดมั่นถือมั่นร่างของรัฐบาลหรือร่างของ กรรมาธิการ ไม่ใช่ครับ แม้แต่การมี สสร. นี้นะครับ มาเกิดขึ้นตอนอภิปรายอย่างนี้ครับ ถกเถียงกันไปกันมาบอกว่า ไหน ๆ จะมีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ทำไมไม่ทำเป็น สภาร่าง เถียงกันไปเถียงกันมาในที่สุดประธานในที่ประชุมบอกมาตั้งประเด็นกันดีกว่า จะเอา สภาหรือจะเอากรรมการ เมื่อได้สภาแล้วจะเอาเลือกตั้งโดยตรงหรือเลือกตั้งโดยอ้อม แล้วกรรมาธิการเขาบอกว่าเขาเคารพมติของสภา ถ้าสภามีมติอย่างหนึ่งอย่างใดเขาไปปรับ ถ้อยคำให้มันสอดคล้องกับมติสภา สุดท้ายมันเดินได้ครับ ถามว่าวันนี้พวกกระผมส่วนใหญ่ เห็นด้วยไหมกับที่ทำอยู่นี้ ก็ต้องตอบว่าไม่เห็นด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีทางออก ที่จะทำให้มันไปด้วยกันได้ มาตรา ๒๙๑/๑ ว่าตามจริงผมว่ามีสมาชิกนับร้อยคนที่พยายาม จะบอกว่าก็ยืดหยุ่นกันหน่อยสิ ในเมื่อความหวาดวิตกทั้งหมดหรือความคลางแคลงใจทั้งหมด มันเกิดขึ้นจากปัญหาว่าจะมีการกินรวบหรือไม่ ความจริงแล้ว สสร. จะมี ๙๙ คน หรือจะมี ๑๕๐ คน หรือจะมี ๒๐๐ คน ความได้เปรียบทางการเมืองก็ยังคงอยู่กับพรรคที่มีเสียงข้าง มากครับ ท่านประธานครับ แต่มันเปิดช่องว่างให้สังคมมีความมั่นใจว่าอย่างน้อย เสียงข้างน้อย ในสังคมนี้มีโอกาส มีที่ยืนอยู่บ้าง ผมพูดนะครับ ท่านประธานครับ ผมพูดกับท่านประธาน คณะกรรมาธิการก็พูด กรรมาธิการหลายท่านก็พูด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครัฐบาล บางท่านผมก็คุยด้วยเป็นการส่วนตัว รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาบางท่าน เชื่อไหมครับถ้าวันนั้น ท่านถอยเพียงแค่ว่าเอาล่ะ ยอมรับฟังว่าทุกฝ่ายมีที่ยืน ผมว่าวันนี้มันทะลุไปอีกหลายมาตรา แล้วครับ แต่เมื่อทุกอย่างยืนยันแล้วก็เสมือนกับว่าอย่างไรก็ได้ครับ ขอไม่แก้ไขแล้วก็จะไปกัน เรื่อย ๆ และที่ท่านประธานหารือเมื่อสักครู่นี้ผมก็ทราบครับ อาจจะนำไปสู่ว่าจะต้อง อภิปรายกันทั้งวันทั้งคืนไม่หยุด ซึ่งปกติก็จะไม่ค่อยทำกันนะครับ แต่พวกกระผมก็เคย ถูกบังคับให้ทำมาแล้วในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อประมาณปี ๒๕๔๕ ถ้าผมจำไม่ผิด ผมก็ยินดีทำนะครับ แต่ประเด็นก็คือว่าถ้าโอนอ่อนผ่อนหลักการ ไม่ใช่หลักการด้วยครับ ยืนยันตามหลักการที่มันควรจะเป็น ผมเชื่อว่ามันมีทางออกได้ ที่พูดกันอยู่นี้ท่านประธานจะเห็น มันวนเวียนกลับไปเรื่องเดิมว่าทำไม มาตรา ๒๙๑/๑ ผ่อนไม่ได้ สมาชิกรัฐบาลบางท่านเอง เวลาแปรญัตติก็เห็นด้วย ๒๐๐ คน เอาล่ะมันผ่านมาแล้วไม่เป็นอะไร เดี๋ยวจะมีประเด็นอย่างนี้ อีกครับ ตอนเรื่องของกฎหมายที่จะใช้ในการเลือกตั้ง สสร. ผมนี้เสนอไปหลายครั้งแล้วครับ บอกว่าถ้ามันมีอะไรซึ่งทำให้เห็นว่าเราตั้งใจทำรัฐธรรมนูญเพื่อคนทุกคนจริง ๆ ผมเชื่อบาง มาตราไม่ต้องอภิปรายเลยครับ จบเลยครับ แต่ว่าถ้าเรายึดมั่นถือมั่นว่าต้องเป็นไปตามเสียงข้างมากที่มานี้ พวกผมก็ทำ ได้เพียงแค่ต้องใช้อำนาจหน้าที่ สิทธิที่มีอยู่ในฐานะเสียงข้างน้อยทำให้ดีที่สุดในการบอกว่า ทำไมเราถึงไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่เสียงข้างมากทำอยู่ เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่การตัดสินใจ ของฝ่ายเสียงมากครับวันนี้ว่าท่านยืนยันหรือไม่ว่าที่ท่านทำอยู่นี้อยากจะให้เกิดการปรองดอง อยากจะให้ทุกฝ่ายเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างขึ้นจริง หรือท่านยังไม่สามารถที่จะ ก้าวข้ามก้าวพ้นความต้องการบางสิ่งบางอย่าง มันอยู่ที่ตรงนี้เท่านั้นเองครับ ท่านประธานครับ มันไม่ใช่เรื่องเทคนิคว่าวิปไปคุยกันกี่รอบ ผมพูดตามความเป็นจริงนะครับ บางเรื่องที่ผม เสนอไปนี้หลายท่านก็บอกว่าจริง ๆ น่าสนใจ น่ารับฟัง แต่ใช้คำว่า ไม่อยู่ในสถานะที่จะ ตัดสินใจ ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าใครอยู่ในสถานะที่จะตัดสินใจ ถ้าท่านเปิดช่องตรงนี้นะครับ ท่านไม่ต้องปวดหัว ท่านไม่ต้องกังวลเลย ผมว่าดีไม่ดีพรุ่งนี้ก็เสร็จครับ ถ้าเราสามารถที่จะ ยืดหยุ่นแล้วก็ยอมรับบางสิ่งบางอย่างกันได้ ซึ่งไม่เสียหลักการล่ะครับ ในการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มี สสร. มาจากการเลือกตั้งแล้วก็จัดทำกันทั้งฉบับอย่างที่เป็นนโยบาย ของรัฐบาล ผมก็ย้ำอีกครั้งนะครับว่าถ้าเรื่องนี้เปิดใจกว้างเอาประธานคณะกรรมาธิการมานั่ง พูดคุยกับพวกผม คุยกับท่าน ส.ว. หลายท่านที่ยังมีความติดใจค้างคาใจอยู่บางเรื่องและ ดูสิว่าหาจุดร่วมตรงไหน มันก็จบครับ ท่านประธานครับ แต่ว่าถ้ายืนยันตามนี้ก็ใช้สิทธิกันไป ตามนี้ครับ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรครับ ขอบพระคุณครับ