รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

เทพไท เสนพงศ์ หารือเรื่องการประชุมสภาที่ทำให้สมาชิกไม่สามารถไปร่วมกิจกรรมกับประชาชนได้ และเสนอร่างแปรญัตติเพื่อแก้ไขปัญหาการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญให้มีประสิทธิภาพและยุติธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการลดระยะเวลาการเลือกตั้งให้เหลือ 120 วัน เพื่อลดโอกาสทุจริตในการเลือกตั้ง

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยและสมาชิกรัฐสภา ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๕ อยู่ในหลายประเด็นครับท่านประธาน แต่ว่าก่อนที่จะเข้าเนื้อหาสาระผมก็อยากจะปรับทุกข์ กับท่านประธานนิดหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลา ๕ วันที่เราพิจารณามาผมก็คิดว่าเราก็ได้ ทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่ แล้วก็ต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่าพวกผมก็มีภารกิจ ที่ผม พูดเช่นนี้ก็อยากจะส่งความรู้สึกนี้ไปยังพี่น้องประชาชนที่รอคอยเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นปกติครับว่าเรามีนัดกับพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งก็คือวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ ส่วนวันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดีก็ทราบว่ามีประชุมพรรคบ้าง มีประชุมวิปบ้าง แล้วก็ มีประชุมสภาผู้แทนราษฎรบ้าง ประชาชนก็เข้าใจครับ แต่ว่าวันนี้เราพิจารณาวันศุกร์ วันเสาร์ แล้วก็มีแนวโน้มว่าจะไปถึงวันอาทิตย์ด้วย ผมคิดว่าแต่ละคนมีภารกิจ มีนัดในพื้นที่ จำนวนมากมายซึ่งเป็นกิจกรรมที่พี่น้องประชาชนต้องร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเขา ซึ่งก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าไม่ว่างานบวช งานศพ งานขึ้นบ้านใหม่หรือกิจกรรมอื่นใดทั้งหมด ก็ล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่เป็นหน้าที่ของผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องเรียนกับ พี่น้องประชาชนว่าอาจจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมกับ พี่น้องประชาชนตามปกติ ด้วยความจำเป็นที่รัฐบาลหรือสภาได้นัดการประชุมแบบมาราธอน (Marathon) หรือที่พี่น้องประชาชนบอกว่าประชุมกันแบบบ้าเลือด ที่ยาวนาน อย่างไรก็ตามในฐานะสมาชิกรัฐสภาก็ต้องทำหน้าที่ครับท่านประธาน ก็เลือกเอาภารกิจ ที่สำคัญกว่านั่นก็คือภารกิจในการพิจารณาเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอันดับแรก ในมาตรา ๒๙๑/๕ ผมได้แปรญัตติไว้ใน ๒-๓ ประเด็นครับ

ประเด็นแรกก็คือ ประเด็นที่ ๑ ผมได้แปรญัตติในเรื่องของระยะเวลา ที่มาตรา ๒๙๑/๕ ได้บัญญัติไว้ว่า ให้คณะกรรมการจัดการเลือกตั้งให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ให้เสร็จสิ้นภายใน ๗๕ วัน นับแต่วันที่มี พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองมีผลบังคับใช้ นั่นก็คือหมายความว่าเมื่อมีพระราชกฤษฎีกา ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว รัฐธรรมนูญได้กำหนดว่าต้องมีการเลือกตั้ง สสร. ให้เสร็จ ภายใน ๗๕ วัน ผมจึงแปรญัตติให้เป็นเวลา ๑๒๐ วัน เพราะเหตุผลก็คือผมเชื่อว่าเวลา ๗๕ วันไม่เพียงพอสำหรับกระบวนการเลือกตั้งที่มี ประสิทธิภาพและเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม โปร่งใส ใน ๗๕ วันผมก็ได้ถาม กรรมาธิการเสียงข้างมากว่าเราจะบริหารจัดการการเลือกตั้งอย่างไรที่จะได้ซึ่งการเลือกตั้ง สสร. ที่มีคุณภาพและตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เขาก็อธิบายว่า ๑๕ วันแรก พระราชกฤษฎีการับสมัคร ๒๐ วันเปิดรับสมัคร ๔๐ วันหาเสียง และ ๑๕ วันรับรอง ผลการเลือกตั้ง รวมแล้วเป็น ๗๕ วัน ในรายละเอียดทั้ง ๓-๔ อย่างนี้ครับท่านประธาน ๔ ห้วงเวลานี้ผมคิดว่ามันไม่เพียงพอสำหรับการที่จะมีการเลือกตั้ง สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกฎหมายกำหนดให้ใน (๑) ให้ สสร. มาจากจังหวัดละ ๑ คน ท่านประธานก็ลองคิดดูนะครับในจังหวัดเล็ก ๆ อย่างจังหวัดระนองของท่านวิรัช ร่มเย็น ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม อันนี้ไม่มีปัญหาครับ จังหวัดแม่ฮ่องสอนของคุณสมบัติ ยะสินธุ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ก็ไม่มีปัญหา จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดที่มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงคนเดียวหรือประชากรไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ คน ไม่มีปัญหา สำหรับ สสร. ๑ คน แต่ถ้าเป็นจังหวัดนครศรีธรรมราชของผมครับ ท่านประธานครับ ที่มีประชากรถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน หรือจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเชียงใหม่ แม้แต่ กรุงเทพมหานครที่มีประชากรถึง ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ท่านประธานลองคิดดูว่าคนที่เป็น สสร. ที่จะต้องไปแนะนำตัวกับพี่น้องประชาชนให้พี่น้องประชาชนรู้จักว่าคนเหล่านี้จะเป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชนมาเขียนกฎหมายสูงสุดของประเทศ เฉพาะเวลาเดินสายแนะนำตัวนี้ ก็ยังไม่พอครับท่านประธาน แค่แจกใบปลิวก็ยังไม่พอ นับประสาอะไรที่จะต้องไปขาย ความคิดว่าเมื่อตัวเองมาเป็น สสร. แล้ว จะนำเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนในจังหวัด ของตัวเองมาร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ผมคิดว่าห้วงเวลาที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก บอกว่าให้หาเสียงโดยใช้เวลาเพียง ๔๐ วัน มันน้อยมากสำหรับพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล แบบจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดศรีสะเกษ หรือกรุงเทพมหานคร ในความเห็นของผม ผมคิดว่าควรจะให้ระยะเวลาอย่างน้อย ๖๐ วันเสียด้วยซ้ำไปครับท่านประธาน แต่ว่า เมื่อต้องการให้ตัวเลขกลม ๆ ให้มันลงตัว ผมก็เลยแปรญัตติให้เป็น ๑๒๐ วัน ใน ๑๒๐ วันนี้ ผมก็ได้แบ่งตารางเวลาของการจัดการเลือกตั้ง สสร. เป็น ๑๕ วันแรกเมื่อมีพระราชกฤษฎีกา กำหนดวันสมัครรับเลือกตั้งซึ่งต้องใช้ ๑๕ วัน หลังจากนั้นก็ใช้เวลาในการรับสมัคร รับเลือกตั้ง ๒๐ วัน แล้วก็ให้เวลาหาเสียงหรือแนะนำตัวหรือจะไปขายความคิดอะไรก็แล้วแต่ ตามที่กฎหมายได้บังคับไว้ใช้เวลา ๕๕ วัน ผมให้เวลาการรับรองการเลือกตั้งของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ๓๐ วัน รวมแล้วเป็น ๑๒๐ วันพอดีครับ ถ้าท่านประธาน จะถามผมว่าทำไมผมให้เวลาถึง ๑๒๐ วัน ผมต้องเรียนกับท่านประธานครับ ๑๒๐ วัน สำหรับกระบวนการสรรหา สสร. ไม่ได้มากมายอะไรนะครับท่านประธาน เป็นจังหวะ ที่พอเหมาะพอดีเสียด้วยซ้ำไป แต่ว่า ๓๐ วันหลังของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะรับรองผล ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมนี้มีประสบการณ์ตรงในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยจัดการโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งอันนี้ท่านประธานท่านเป็นวุฒิสมาชิกที่มาจาก การสรรหา ก็ท่านอาจจะไม่ได้รับทราบถึงเรื่องของการรับรองผลการเลือกตั้ง ต้องเรียนกับ ท่านประธานว่า ๓๐ วันในการจัดการการรับรองการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่เพียงพอหรอกครับท่านประธานครับ การเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ปีที่ผ่านมาท่านประธานก็เห็นนะครับว่ามีการพูดกัน ทั่วประเทศว่ามีการซื้อเสียงกันอย่างมโหฬาร มีการทำผิดกฎหมายอย่างแพร่หลายมากที่สุด คนในประเทศรู้กันหมดว่ามีการทุจริตการเลือกตั้ง ยกเว้น กกต. ๕ คนไม่รู้ครับท่านประธาน เลือกตั้งครั้งที่แล้วท่านประธานจำได้ครับ ไม่มีการให้ใบแดงผู้สมัครรับเลือกตั้งเลยแม้แต่ ใบเดียว กว่าจะได้ใบเหลืองสักใบ ท่านประธานครับ เลือดตาแทบกระเด็น แล้วก็มาให้ตอนที่ จะครบ ๓๐ วันหรือเขาเรียกว่าปล่อยผีครับท่านประธาน ถ้าการเลือกตั้ง สสร. ใช้เวลาเพียง ๑๕ วัน เพื่อรับรองผลการเลือกตั้งท่านประธานลองคิดดูครับเมื่อถึง ๑๕ วันจะรับรองผลการเลือกตั้ง มีการทุจริตการเลือกตั้ง สสร. และไม่สามารถที่จะจับได้ไล่ทันการกระทำผิดกฎหมาย ผมเชื่อครับว่าจะมีการปล่อยผี สสร. อย่างมโหฬาร และเราก็ไม่มีสิทธิที่จะสอยเขาด้วยครับ ท่านประธาน เพราะว่าระยะเวลาที่กฎหมายได้กำหนดให้จัดการจัดทำรัฐธรรมนูญ มันเวลาน้อยมาก เพราะฉะนั้นจะมีผีเข้ามาอยู่ใน สสร. จำนวนมาก เมื่อผีมาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานก็รู้ว่าคงจะได้รัฐธรรมนูญผีครับ ก็จะยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ คมช. ฉบับนี้เสียด้วยซ้ำไปครับ และผมเชื่อครับว่าพรรคการเมือง กลุ่มคนที่หาช่องทาง แต่ทุจริตการเลือกตั้ง สสร. นี่ก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้คนของตัวเองเป็น สสร. เพื่อมา ร่างรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นกฎหมายสำคัญ ใครก็ตามที่ยึดกุมหรือสามารถที่จะชี้นำการร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามเจตนารมณ์ของตัวเองได้ คนนั้นก็จะได้เปรียบครับ เพราะกฎหมายลูกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ก็ต้องสอดคล้องและคล้อยตามสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ถ้าเป็นเช่นนี้ ท่านประธานครับ ผมไม่มั่นใจว่าเวลา ๑๕ วันจะทำให้การรับรอง สสร. เป็นไป ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ครับ ผมจำเป็นจึงจะต้องขยายว่าถ้าอย่างนั้นเราก็ควรจะ ให้เวลาอย่างน้อย ๓๐ วันเท่ากับการเลือกตั้ง ส.ส. แล้วก็ ส.ว. หรือการเลือกตั้งผู้บริหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งสามารถทำได้ครับใน ๓๐ วัน ผมก็คิดว่าเอาละมันก็เป็นเวลา พอเหมาะ แต่ว่าจะได้แค่ไหนนั้นก็อยู่ที่ประสิทธิภาพของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตรงนี้เอง ท่านประธานครับ ผมก็เลยเสนอว่าควรที่จะใช้ระยะเวลาสัก ๑๒๐ วันก็น่าจะเหมาะ ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งว่าให้มันเสร็จสิ้นภายใน ๗๕ วันและจะได้รัฐธรรมนูญภายใน ๒๔๐ วัน ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าการกำหนดล็อกเวลาแบบนี้ทำไมผู้มีอำนาจในสมัยนี้มันต้องการ ใช้เวลากำหนดแบบนี้จริง ๆ ตั้งแต่การพิจารณาในวาระที่สอง ท่านประธานก็แลเห็นนะครับ วาระที่สองจริง ๆ ถ้าเราพิจารณาเฉพาะว่าวันพุธ วันพฤหัสบดี ทุกวันพุธกับวันพฤหัสบดี ๒ วันนี้เพียงพอครับ ไม่จำเป็นต้องลากยาวข้ามวันข้ามคืน วันศุกร์ติดวันเสาร์ วันอาทิตย์ เข้าไปด้วย วันหยุดวันอะไรก็ไม่ต้องหยุดกันนี่ แล้วก็ไปขีดเส้นว่าวันที่ ๘ จะต้องลงมติ ผมได้สอบถาม ผมได้ไปค้นคว้าถามดูเพื่อนสมาชิกหลายคนครับว่าทำไมเขาต้องรีบเร่ง และล็อกเวลาเช่นนี้ เขาตอบอย่างไรทราบไหมครับท่านประธาน เขาบอกว่านายใหญ่ต้องการ ให้เสร็จโดยเร็ว เพราะว่าไปดูหมอไว้แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเสร็จเมื่อไร จะใช้เมื่อไร แล้วจัดการปฏิวัติได้ จะสามารถที่จะล้างโทษตัวเองได้ จะให้ตัวเองเข้าประเทศได้โดยสะดวกโยธิน ซึ่งผมค่อนข้างเชื่อท่านประธานครับ เพราะว่าคนบางคนในอดีตท่านประธานก็ทราบว่า เป็นคนที่งมงายกับเรื่องโหราศาสตร์กับเรื่องดวง เรื่องหมอดู ถ้าจะบอกว่าเป็นความเชื่อของผมนี่ ผมก็อาจจะมีความรู้สึกว่าเห็นแก่ตัวไปนิดหนึ่ง แต่ว่าผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าความเชื่อนี่ มันเป็นไปได้ เพราะว่าผมมีผลวิจัยเรื่องความเชื่อของคนของมนุษย์ รวมมาถึงความเชื่อ ของรัฐธรรมนูญนี้ด้วย ท่านประธานครับ นักวิจัยบอกว่าเด็กเล็กตอนเล็ก ๆ จะเชื่อพี่เลี้ยงครับ ท่านประธานครับ แต่ว่าโตขึ้นมาขั้นอนุบาลก็จะเชื่อพ่อแม่